ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
26 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
แจ้ง (15)

“เ งี ย บ”

ท่านยายออกคำสั่งเสียงดังเฉียบขาดด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามความเคยชิน เจ้าของภาษาประหลาดที่กำลังส่งเสียงโวยวายอยู่นั้นก็เงียบลงไปจริงๆ แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะเริ่มตะโกนส่งเสียงดังยิ่งกว่าเดิม รัตขยับถอยห่างออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะรู้สึกได้ถึงความโกรธที่แผ่กระจายออกมาจากท่านยายเสียอีก ไม่เคยมีใครในหมู่บ้านที่กล้าขัดคำสั่งต่อหน้าท่านยายเช่นนี้

ท่านยายยืนท้าวเอวจ้องเขม็งราวกับจะสามารถมองทะลุเข้าไปภายในตู้โดยสารของรถม้า และกำลังจ้องตากับสิ่งลี้ลับที่อาศัยอยู่ภายในนั้น

'หรือท่านยายจะทำแบบนั้นได้จริงๆ ' เธอเริ่มรู้สึกเชื่อขึ้นมา

นับเป็นครั้งแรกที่ศาสตราจารย์ ชโรดิงเจอ แคท เกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้น แต่เมื่อลองคิดดูอีกที มันคงจะไม่ใช่ครั้งแรกจริงๆ เพียงแต่เขาไม่สามารถนึกออกแล้วว่าเคยรู้สึกแบบนี้ ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เมื่อไร 'อาจเป็นก่อนที่ฉันจะเข้ามาติดอยู่ภายในการทดลองบ้าๆ นี่ก็เป็นได้' ซึ่งเขาไม่รู้ว่าจะใช้หน่วยวัดเวลาจากความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่มาอธิบายถึงความสั้นยาวของมันได้อย่างไร

เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไร แต่มีบางสิ่งข้างนอกนั่นทำให้มันเกิดขึ้น โดยทั่วไปเขาไม่เคยใส่ใจอะไรนอกจากอีกอร่า ซึ่งที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเธอนัก นอกจากการเป็นผู้ช่วยที่ดีได้ในบางครั้ง มีบางอย่างข้างนอกนั่นกำลังทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก บางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันทำให้เขารู้สึก 'กลัว' ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่เขาเป็นคนที่มีเหตุผลอย่างที่สุด

ในที่สุด ชโรดิงเจอ แคท ก็ยอมปิดปากเงียบเสียงลงด้วยตัวเอง

“...นั่น ค่อยดีขึ้นหน่อย” ท่านยายพึมพำเบาๆ โดยไม่แสดงท่าทางพอใจใดๆ ออกมาให้เห็น

รัตเองก็รู้สึกโล่งหูขึ้นเช่นกัน เมื่อเสียงภาษาประหลาดนั้นหยุดลง แต่ก็พลันรับรู้ได้ถึงความสนใจของท่านยายที่ย้อนกลับมาหาเธออีกครั้ง

“...เอ่อ...” เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้อย่างไร แต่สายตาคาดคั้นคู่นั้นก็ไม่ยินยอมให้เธอมีทางเลือกอื่น เธอจึงเริ่มต้นเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่แยกกับท่านยายไปตามลำดับ โดยเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง

ท่านยายเพียงเหลือบตามองรถม้า ดูที่นั่งคนขับ โดยไม่ขยับตัว หรือแสดงท่าทางว่าจะขึ้นไปตรวจสอบดูเลยแม้แต่น้อย บางทีอาจเป็นเพราะนางรู้อยู่แล้วว่าทั้งสองคนนั้นหายลงไปในที่แคบๆ ได้อย่างไร หายไปที่ไหน หรืออาจเป็นเพราะนางรู้ว่าตนเองยังไม่อาจอธิบายเหตุการณ์ประหลาดนี้ได้เช่นกัน แต่ไม่ต้องการแสดงความพยายาม หรือทำให้รัตรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ที่แน่ๆ ก็คือนางกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง

“...เอ่อ..ท่านยายพึ่งมาจากทางบ้านของหนูหรือเปล่าคะ” รัตตัดสินใจถามออกไปทั้งๆ ที่กลัว แต่ความห่วงใยที่มีต่อพี่สาวฝาแฝดกับครอบครัวนั้นมีมากกว่าสิ่งอื่นใด

“ใช่” ท่านยายเพียงตอบอย่างไม่ใส่ใจ และรัตต้องนิ่งรออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะมั่นใจว่าจะไม่มีคำอธิบายอื่นใดเพิ่มเติมอีก เธอจึงตัดใจถามออกไปอีกครั้ง“...ที่บ้านหนูเป็นอย่างไรบ้าง มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

“ก็มีเสียหายนิดหน่อย” ท่านยายตอบสั้นๆ อย่างรำคาญ ก่อนเริ่มออกเดินไปรอบๆ รถม้า พร้อมกับโน้มตัว เอื้อมมือลงไปที่พื้นเป็นครั้งคราว นางทำอย่างช้าๆ ด้วยท่าทีไม่เร่งร้อน ราวกับเป็นสาวน้อยที่กำลังเดินก้มเก็บดอกไม้งามตามท้องทุ่งเพื่อนำมาประดับเรือนผม หรือนำกลับไปตกแต่งบ้านให้ดูมีชีวิตชีวา

หลังการจากไปของปู่ของอรุณในค่ำคืนนี้ ก็คงไม่มีใครในหมู่บ้านอีกแล้วที่สามารถจดจำได้ว่า ครั้งหนึ่งท่านยายผู้นี้เองก็เคยเป็นเด็กสาวเหมือนกับคนอื่นๆ หลายครั้งที่การได้พบเจอกับรัตนั้นจะกระตุ้นเตือนให้นางหวนนึกถึงอดีตขึ้นมา เพราะนางเองก็เคยเป็นเด็กสาวที่ชอบเล่นโลดโผน ต่อยตีกับเด็กผู้ชาย แอบหนีออกไปผจญภัยนอกหมู่บ้าน จนได้พบเจอกับเรื่องราวตื่นเต้น แปลกประหลาด ต่างๆ ที่เล่าไปก็คงไม่มีใครเชื่อ คงคิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจาก จินตนาการวุ่นวาย ของเด็กสาวช่างฝันคนหนึ่งเท่านั้น

แต่ก็ยังเหลืออยู่อีกคนที่จะเชื่อฉัน

นักผจญภัยหนุ่มน้อยที่เดินทางมาจากมหานครอันห่างไกล ผู้ที่ต้องการล่วงรู้ถึงความลับของสิ่งแปลกประหลาดต่างๆ ในดินแดนแถบนี้ ทั้งสถานที่ และวัตถุที่มีพลังลี้ลับตกทอดมาจากยุคโบราณ รวมไปถึงสิ่งประหลาดอย่างหนึ่งซึ่งตรงกันกับความสนใจของนางในช่วงเวลานั้นเข้าพอดี แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้นางตัดสินใจออกไปผจญภัยร่วมกับเขาในตอนนั้นคือ

ก็เขาหล่อดีนี่นา

รัตไม่พอใจกับคำตอบที่รู้สึกว่ายียวนของท่านยาย ไม่รู้ว่านางกำลังทำอะไร ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่สาว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อน กับหมู่บ้าน เธอคิดจะกรีดร้องใส่หน้านาง แต่ก็ยังไม่กล้าถึงขนาดนั้น

“เอาล่ะ เรียบร้อย” ท่านยายเช็ดมือทั้งสองเข้ากับชายเสื้อ พร้อมกับยืดตัวขึ้น โดยเตือนตัวเองไม่ให้ยกมือขึ้นกดที่ด้านหลังช่วงเอวซึ่งมีอาการปวดจนทำให้อยากจะนอนพักเสียเดี๋ยวนี้เลย

“จะไม่มีใครก้าวเข้าไป หรือออกมาจากวงก้อนหินนี้”

ท่านยายพูดพึมพำเบาๆ ช้าๆ ไม่เหมือนเป็นการออกคำสั่ง แต่ราวกับกำลังบอกเล่าถึงความเป็นจริงที่มีมาอย่างยาวนาน เหมือนกำลังพูดว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ทะเลมีคลื่น มีน้ำขึ้นน้ำลง อะไรแบบนั้น

'อะไรเรียบร้อยกัน' รัตนึกสงสัย เธอไม่ได้ยินคำพูดเบาๆ ของท่านยาย เพียงเห็นท่านยายเดินก้มๆ เงยๆ ไปรอบๆ รถม้าที่ถูกผูกโยงไว้เท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรที่ดูน่าประทับใจอย่างที่นางเคยทำ

'ฉันจะไม่เดินเข้าไปใกล้รถม้านั่นอีกเด็ดขาด'

ความคิดหนึ่งของเธอสอดแทรกขึ้นมา 'ไม่สิ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับใหญ่ เขายังอยู่ใต้ที่นั่ง ในตัวรถ หรืออยู่ที่ไหน' แต่ความคิดเดิมนั้นก็รีบดังแย้งขึ้นทันที 'ฉันจะไม่เดินเข้าไปใกล้มันอีกเด็ดขาด' ซึ่งถึงตอนนี้เธอก็เริ่มที่จะเชื่อว่ามันเป็นความคิดของตัวเธอเองแล้ว

ก้อนหินสีขาวก้อนเล็กๆ ที่ดูราวกับจะสามารถเรืองแสงเมื่อต้องกับแสงจันทร์จำนวนหลายก้อนถูกท่านยายจัดวางขึ้น พวกมันเป็นวงกลมล้อมรอบตัวรถ รวมทั้งม้าสีดำทั้งสองเอาไว้ภายใน ด้วยตำแหน่งที่ดูเรียบง่าย ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด จนราวกับว่าพวกมันตั้งอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ก่อนที่จะมีมนุษย์คนใดเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ด้วยซ้ำ

วงหินเล็กๆ ที่พึ่งถูกสร้างขึ้นนี้ ก็มีพลังงานลี้ลับเช่นเดียวกับวงหินโบราณนั่นเอง

'พวกมันจะทำให้เกิดสนามพลังงานบางอย่างขึ้น บางช่วงคลื่นนั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งกระแสประสาทสมองของสิ่งมีชีวิต บางช่วงคลื่นจะส่งผลกระทบกับสนามความโน้มถ่วง กาลอวกาศ รวมถึงสนามของความเป็นจริง พลังงานมืด และยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือที่มี'

นักผจญภัยหนุ่มน้อยคนนั้นเคยบอกกับนางที่ข้างกองไฟในค่ำคืนหนึ่ง พวกเขายังได้คุยกันในอีกหลายเรื่อง แต่เขาให้ความสนใจกับวงหินโบราณในแถบนี้เป็นพิเศษ นางเองก็เช่นกัน และได้นำทางเขาไปสำรวจวงหินเหล่านี้ด้วยกันจนทั่ว ทั้งสองต่างสนใจในสิ่งเดียวกัน แต่ด้วยมุมมอง ความรู้ ความเข้าใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในที่สุดก็ทำให้การผจญภัยอันสุดแสนอัศจรรย์ และความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มน้อยกับสาวใหญ่ที่ค่อยๆ งอกงามขึ้นนั้นต้องยุติลง

นางไม่เคยเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่นางตัดสินใจทำลงไปในครั้งนั้น ส่วนนักผจญภัยหนุ่มน้อยผู้มีนามว่า เอดิสัน คนนั้นจะคิดอย่างไรในตอนนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องที่นางใส่ใจอีกแล้ว ถูกแล้ว เขาผู้นั้นคือ โทมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์ผู้โด่งดังแห่งมหานคร เจ้าของสิ่งประดิษฐ์อันยอดเยี่ยมมากมายที่นางใช้อยู่โดยพยายามจะไม่ให้ใครในหมู่บ้านรู้นั่นเอง

'อย่างน้อยเขาก็ยังให้ส่วนลดพิเศษ กับการรับประกันแบบตลอดชีพด้วย'

รถม้าลึกลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นางหวนนึกถึงเรื่องในอดีตนี้ขึ้นมา 'เขาต้องอยากทำการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับสิ่งนี้แน่' แต่สำหรับนาง มันเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมที่ยากจะเข้าใจ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 'ดูเหมือนเจ้าเด็กบ้าคนนั้นจะยังคงปลอดภัยอยู่' นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่นางพอจะบอกได้ 'อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้'

เธอคงต้องทำการสำรวจมัน แต่ต้องทำเพียงลำพัง โดยไม่มีใครในหมู่บ้านล่วงรู้ เพราะท่านยายต้องรู้ทุกเรื่อง ต้องรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีความพยายามแบบคนทั่วไป 'ช่างเหลวไหลสิ้นดี' แต่มันก็เป็นความไม่จริงที่มีค่า เป็นความจริงที่นางต้องพยายามรักษาเอาไว้

“...เอ่อ...” รัตพยายามที่จะตั้งคำถามกับท่านยายอีกครั้ง

“เขากำลังมา” ท่านยายพลันพูดขึ้นลอยๆ แล้วจากที่ห่างออกไปไม่ไกลก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งดังใกล้เข้ามา และรัตคิดว่าเธอรู้จักเจ้าของเสียงฝีเท้าแบบนี้

“ท่านยาย...” อรุณพูดออกมาได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะต้องพักหอบหายใจหลังจากที่ออกวิ่งเต็มฝีเท้าจากบ้านของรัตโดยติดตามเสียงวุ่นวายมาจนถึงสถานที่แห่งนี้ สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาในทันทีก็คือรถม้าสีดำคันนั้น 'แต่ฉันจะไม่เข้าไปใกล้มันเด็ดขาด' ความคิดของเขารีบบอกตัวเองทันที ก่อนที่เขาจะรู้ว่ามีวงหินสีขาววางล้อมมันเอาไว้ด้วยซ้ำ แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นใครอีกคนหนึ่งเข้า

อรุณกับรัตซึ่งกลับมาพบกันโดยไม่คาดหมาย ต่างรีบแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ต่างมีอยู่อย่างรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้นที่บ้านฉัน”

“เกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้าน แล้วรถม้าคันนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

ท่านยายเพียงยืนรับฟังอยู่เงียบๆ รอคอยเวลา สองหนุ่มสาวต่างมีคำถามมากมาย มากจนเกินไป และต่างก็ไม่มีคำตอบที่น่าพอใจเลยแม้แต่ข้อเดียว 'สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะหันมาทางนี้' ท่านยายนึกในขณะที่ทั้งคู่ต่างก็กำลังจะทำอย่างนั้นจริงๆ 'ผู้ที่มีคำตอบให้กับทุกคน...แต่ใครกันล่ะ ที่จะเป็นคนตอบคำถามให้ฉันบ้าง'

“เราจะย้อนกลับไปดูพ่อแม่ของแม่หนูคนนี้ก่อน แล้วค่อยไปสำรวจความเสียหายในหมู่บ้าน ส่วนเพื่อนตัวแสบของพวกเธอยังมีชีวิตอยู่ในกล่องประหลาดนี้” ท่านยายชี้นิ้วไปที่รถม้าสีดำ “มันจะจอดอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน แล้วฉันจะกลับมาจัดการในวันพรุ่งนี้ หลังจากเสร็จงานอื่นเสียก่อน”

“...แล้วรุ่งล่ะครับ” อรุณรีบถาม

“ทำไม พี่รุ่งเป็นอะไรไป” รัตถามด้วยความร้อนใจ

“...หากเธอหายตัวไป ก็คงต้องแยกย้ายกันออกไปค้นหา” นางตอบผ่านๆ

“ผมเห็นเจ้าตัวประหลาดนั่นแล้ว”

อรุณพยายามประสานสายตากับท่านยาย เขาคิดว่าเขา มองเห็น มันแล้ว ตัวประหลาดสองหัวสี่แขนที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านในตอนนั้น เขาพึ่งเห็นมันอย่างที่เป็น เมื่อไม่มีความกลัว ไม่มีจินตนาการ ไม่มีความคิดอื่นใดเข้ามาแต่งเติม มันคือตัวประหลาดที่มีเพียงหัวเดียว กับแขนสองข้าง ยืนด้วยสองขาท่าทางคล้ายมนุษย์ แต่มีร่างกายสูงใหญ่กว่าคนทั่วไป และอาจจะรุงรังมากกว่าด้วย ส่วนความแปลกประหลาดน่ากลัวที่เขาเห็นนั้นเกิดจากการที่มันกำลังแบกอะไรบางอย่างเอาไว้บนหลัง และหากเขาคิดไม่ผิด มันเป็นร่างเล็กๆ ที่มีผมยาวลงมาปิดใบหน้า กับแขนเล็กๆ อีกสองข้างที่ห้อยตกลงมาจากไหล่กว้างทั้งสอง

มันกำลังแบกใครบางคนไว้บนหลังก่อนที่จะหายตัวไป

“ไม่ เจ้าไม่ได้เห็นอย่างนั้น” ท่านยายพูดช้าๆ แม้จะรู้สึกพอใจเด็กหนุ่มขึ้นมาบ้าง “เจ้าแค่คิดไปตามเรื่องที่ตัวเองเชื่อ จนเชื่อว่ามันเป็นความจริง ก็ไม่ต่างจากในตอนแรกที่เจ้าคิดไปตามเรื่องที่ตัวเองกลัว กลัวจนเชื่อว่ามันเป็นความจริง เจ้าจึงยังไม่รู้ว่าความเป็นจริงที่เจ้าพบเห็นนั้นคืออะไรกันแน่”

“แต่ผมเห็นมันแบก...”

“หรือเจ้ากล้ายืนยัน“ ท่านยายจ้องเด็กหนุ่มกลับไป และเขาก็เกิดความลังเล เขาไม่ได้เห็นมันเป็นแบบนั้นในตอนแรก และก็ไม่ได้เห็นมันเป็นแบบนั้นในตอนหลัง เขาเพียงแค่คิดว่าตัวเองน่าจะมองเห็นอะไร ซึ่งทำให้เขาไม่กล้ามั่นใจ

สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายที่ต้องหลบสายตาท่านยายเสียเอง

จนถึงตอนนี้แล้ว เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ใหญ่ที่อาจจะช่วยเขาได้ก็ยังติดอยู่ในรถม้าประหลาดนั่น ลำพังเขาคนเดียวจะติดตามไปช่วยรุ่งได้อย่างไร มันไม่เหมือนกับในตำนาน นิทานที่เขาเคยได้ยินได้ฟังมา ที่เหล่าตัวเอกต่างรู้ว่าตนต้องทำอย่างไรต่อไป ไม่ว่าการเดินทางผจญภัยนั้นจะยากเย็นเพียงใด อย่างน้อยก็จะต้องมีคำทำนาย ลายแทง หรือผู้วิเศษที่คอยชี้ทางว่าจะต้องมุ่งไปยังที่ใด

“เอาล่ะ รีบทำตามที่ข้าบอกได้แล้ว”

'ท่านยายคงเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับผู้วิเศษในนิทานพวกนั้น' ที่นอกจากจะไม่ช่วยชี้ทางใดๆ แล้ว ยังคอยห้ามไว้อีกด้วย แต่เขาก็ได้เพียงแค่คิดในใจเท่านั้น

ท่านยายรีบออกเดินเพราะไม่อยากให้มีคำถามใดๆ ขึ้นอีก การตอบคำถามเด็กหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่พวกนี้ยากเย็นกว่าการจัดการกับผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปตามความเคยชินมากนัก ดังนั้นวิธีการรับมือที่ดีที่สุดก็คือการนิ่งเงียบไว้นั่นเอง

#####

'ที่นี่มัน...คืออะไรกัน'

ที่จริงแล้วใหญ่อยากจะถามว่าที่ไหน แต่เขารู้ว่าตนอยู่ใต้ที่นั่งคนขับของรถม้าสีดำ แต่มันไม่ใช่ช่องแคบๆ ชวนอึดอัด อย่างที่เขาคิดไว้ในตอนแรก ตรงกันข้าม มันกลับเป็นความอ้างว้างกว้างใหญ่ขนาดมหาศาลเกินคาดคิด ความว่างเปล่าที่ยืดขยายออกไปในทุกทิศทุกทางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่ทางด้านบนเมื่อเหลือบมองขึ้นไป ผ่านมือขวาของอีกอร่าที่จับอยู่กับมือขวาของเขาเอาไว้แน่น ผ่านร่างของเธอ ผ่านมือซ้ายที่จับยึดไว้กับฝาของช่องลับที่เห็นเป็นเพียงไม้แผ่นเดียวที่ลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าไร้สิ้นสุด

เขาไม่แน่ใจว่ามีแสงสว่างอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เสียงเองก็เช่นกัน แต่เขาก็สามารถมองเห็นรายละเอียดทั้งหมดนั้น และได้ยินเสียงของเธอ รวมถึงรู้สึกถึงสัมผัสได้ด้วย

เขานึกย้อนไปถึงความรู้สึกตอนที่กำลังตกผ่านช่องเปิดนั้นลงมา มันรู้สึกราวกับว่าร่างของเขาเริ่มตั้งแต่ปลายเท้าได้ถูกดึงอย่างแรงจนเปลี่ยนเป็นเส้นเชือกยาวๆ พุ่งผ่าน ขอบฝาไม้กระดาน (ขอบฟ้าเหตุการณ์) เข้ามาสู่ด้านใน

'ยยังไม่ต้องสนใจเรื่องนั้น' เธอตอบ และเขาคิดว่ามีบางอย่างไม่ปกติในน้ำเสียงที่ไม่ค่อยปกติอยู่แล้วของเธอ อาจเป็นเพราะความเวิ้งว้างของที่ว่างแห่งนี้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะความกลัวสุดขั้วหัวใจที่เธอพยายามปิดบังเอาไว้

'...เธอรู้วิธีที่จะกลับ ขึ้น ไปใช่ไหม' เขาตัดใจถามออกไป

'รรู้สิ' เธอตอบอย่างมั่นใจ 'ฉฉันเคยหนีลงข้างล่างนี่มาก่อนแล้ว' แม้จะเพียงครั้งเดียว ซึ่งเธอไม่ได้บอก แต่เธอก็ไม่ได้พูดโกหก หากเหตุการณ์ไม่คับขันถึงชีวิต เธอจะไม่ยอมใช้มันอย่างเด็ดขาด นายท่านเป็นคนบอกเธอเกี่ยวกับช่องลับนี้ แต่ก็ย้ำว่าอย่าใช้มันจะดีกว่า

'ถ้าอย่างนั้นก็รีบกลับขึ้นไปได้แล้ว' เขาเร่ง 'ไม่รู้ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากันระหว่างกวางยักษ์พวกนั้นกับข้างล่างนี่' แต่เขาคิดว่ารู้คำตอบดีอยู่แล้ว เขากลัวความว่างเปล่าพวกนี้มากกว่า

'...เออ่อ...'

เขาคิดว่านั่นแปลว่าปัญหา แถมเป็นปัญหาใหญ่เสียด้วย

'ปปุ่มเปิดมันอยู่อีกข้างหนึ่งของประตูกล แลละฉันก็ไม่มีมือที่ว่างเหมือนทุกครั้ง' เธอตอบเบาๆ

เมื่อเธอพูดจบ เขาก็รู้สึกว่าการที่ต้องห้อยตัวอยู่นั้นน่ากลัวขึ้นกว่าเดิม มือที่เธอจับเขา มือที่เขาจับเธอเริ่มไม่มั่นคงขึ้นมาอย่างประหลาด ความเมื่อยล้า เหงื่อเย็นเยียบ และอาการเหมือนหน้าจะมืดต่างจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน

'เปป็นอะไรหรือเปล่า' เธอรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงจากเขาได้เช่นกัน

'ใจจเย็นไว้ก่อน ฉฉันจะลองแกว่งตัวแล้วเหวี่ยงเธอขึ้นไป...' เธอบอกเขาเกี่ยวกับปุ่มที่เป็นเป้าหมาย แต่เขาไม่ได้ยินอะไรหลังจากนั้นอีกแล้ว เมื่อร่างของเขาเริ่มแกว่ง อาการที่เป็นอยู่ก็ดูเหมือนจะรุนแรงหนักกว่าเดิม

'...เดี๋ยว...อ...อ...หยุด...หยุดก่อน...ห ยุ ด'

มือที่เขาจับเธอไว้เริ่มไม่มั่นคง มันเย็นเฉียบราวกับกลายเป็นน้ำแข็ง เธอรับรู้ถึงอันตรายและพยายามที่จะหยุดการแกว่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจทำได้ง่ายๆ เธอพยายามบีบมือตัวเองไว้ให้แน่น แต่ถ้าหากเขาไม่ยอมจับแขนของเธอไว้ อีกไม่นานจะต้องเกิดเรื่องเศร้าขึ้นแน่

'จับมือฉันไว้ก่อน เราจะต้องรอดกลับไปให้ได้' เป็นอีกครั้งที่เธอพูดโดยไม่ติดเสียงอักษรตัวหน้าซ้ำให้เขาได้ยิน และด้วยความประหลาดใจนี้เองที่ทำให้อาการของเขากลับดีขึ้นอย่างประหลาด

'เอาล่ะ ฉันมีแผนแล้ว' พอพูดอย่างนั้น เขาก็รีบลงมือทันที 'เธอจับไว้ให้แน่นนะ ฉันจะปีนตัวเธอขึ้นไป...'

'อออออออย่าาาาาาา'

แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะยังไม่ทันพูดจบ เขาก็รีบดึงตัวขึ้นรวบคว้าร่างของเธอเอาไว้ทันที

'กกกกกกกรี๊ดดดดดด'

เธอร้องพร้อมกับใช้แขนทั้งสองพยายามดึงแขนของเขาออกจากร่างแล้วผลักออกไป ซึ่งเมื่อทำอย่างนั้น ทั้งสองก็เริ่มต้นการตกทันที เมื่อเขาเงยหน้ามองขึ้นไป ก็ได้เห็นประตูกลบานนั้นกำลังลอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วในความว่างเปล่า ไม่เพียงแค่นั้นแรงผลักเมื่อครู่นี้ก็ได้ทำให้ร่างของเธอลอยห่างจากเขาไปจนเกินกว่าที่จะคว้าจับกันไว้ได้ด้วย

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น และดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนเกินไป

ภายใต้ความเงียบงันของทั้งสองฝ่าย ร่างของอีกอร่าซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายนอกจากตัวเขาเองก็ลอยหายไปจากสายตา ใหญ่จึงเริ่มส่งเสียงกรีดร้องในความว่างเปล่าไร้สิ้นสุดนี้


Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 13 มีนาคม 2560 8:35:56 น. 0 comments
Counter : 279 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.