ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
13 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
แจ้ง (16)

อรุณตัวน้อยกำลังดำดิ่งพร้อมกับมองลงไปยังก้นแม่น้ำอย่างไม่เชื่อสายตา สายน้ำนั้นขุ่นอยู่บ้างแต่ก็พอมองเห็นได้ไกลในระยะหนึ่ง เขาดำลึกลงไปอีกเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นอยู่นั้นเป็นความจริง ไม่ได้เป็นภาพลวงที่เกิดจากจินตนาการของเขาผสมผสานเข้ากับก้อนหิน โคลนเลน และพืชใต้น้ำ เขามองจ้องอย่างลืมตัวก่อนที่จะมีอะไรบางอย่างมาสะกิดจนทำให้เขาตกใจ และพ่นลมหายใจที่เก็บไว้ออกมาจนหมด

เขากำลังจะรีบพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำซึ่งมองเห็นเป็นลวดลายอันเกิดจากแสงที่ส่องลอดผ่านพลิ้วไหวงดงามอยู่ห่างขึ้นไปเพียงไม่ไกล แต่กลับถูกฉุดดึงรั้งเอาไว้ เขาหันกลับไป และทุกสิ่งใต้น้ำคล้ายกับมืดมัวลงอย่างฉับพลัน สายน้ำเย็นเฉียบ รวมถึงความอึดอัดราวกับหน้าอกกำลังจะแตกระเบิดออก ความรู้สึกที่อยากจะสูดลมหายใจเช้าไป ต่อสู้กับความรู้ที่บอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาทำอย่างนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

อรุณสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นในความมืดที่ถูกเจือไว้ด้วยสีแดงจางๆ ที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง จากแสงไฟทางขอบฟ้าด้านทิศเหนือซึ่งเกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรงจนทำให้บางส่วนที่เคยเป็นยอดของภูเขาไฟกระจายหายไปตั้งแต่เมื่อคืน และมันยังคงไม่สงบลงเสียทีเดียว

มีการสั่นสะเทือนเบาๆ เกิดขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจบลงอย่างรวดเร็วเหมือนกับอีกหลายครั้งก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนนับครั้งไม่ถ้วน ทิ้งช่วงห่างบ้างถี่บ้างเหมือนกับนักดนตรีฝีมือแย่ที่สร้างความรำคาญมากกว่าอย่างอื่น แรงสะเทือนส่วนใหญ่นั้นเบามากจนแทบไม่รู้สึก แต่ก็มีอยู่สองสามครั้งที่การสั่นสะเทือนนั้นทรงพลัง และยาวนานจนน่าหวาดหวั่นว่ามันจะไม่ยอมหยุด แต่ฉับพลันนั้นเองที่พวกมันจะจบลง เหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

เขาจำได้ว่าตนเองย้อนกลับมานอนที่บ้าน โดยนำผ้าผืนใหญ่ออกมาปูนอนรวมกับพ่อบนพื้นของโรงช่าง ไม่ห่างจากเตียงที่มีร่างของปู่นอนอยู่ ก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็วทั้งที่คิดว่าตัวเองคงจะไม่มีวันนอนหลับลงได้ในค่ำคืนเช่นนี้

ค่ำคืนที่มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มากมายเกินไป จนราวกับว่ามีใครสักคนได้เค้นสมองคิดหาหนทาง วางแผนเตรียมการทุกสิ่งมาอย่างยาวนาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน เป็นปี หรือนานยิ่งกว่านั้น เพื่อทำให้เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดมาเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างสอดคล้องเช่นนี้

'นี่ฉันกำลังคิดเรื่องบ้าอะไรอยู่ มันไม่ใช่นิทานที่มีใครบางคนแต่งขึ้นมาเสียหน่อย' หรือถ้าเป็นแบบนั้นจริง คนที่แต่งเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็คงจะไม่ค่อยปกตินัก

เขาลุกขึ้นช้าๆ นั่งอยู่ในความเงียบที่เริ่มมีเสียงของยามเช้าให้ได้ยินเบาๆ มาจากที่ไกลๆ พ่อที่อยู่ใกล้ๆ ยังคงนอนนิ่ง เสียงลมหายใจนั้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอแสดงว่าคงยังหลับสนิท หลายวันมานี้ โดยเฉพาะเรื่องเมื่อคืนคงทำให้พ่อต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจมาอย่างต่อเนื่อง

บ้านของเขาไม่มีอะไรเสียหายมากนัก นอกจากข้าวของที่ล้มลง ตกหล่น และแตกไปบ้างบางชิ้นจากแผ่นดินไหว กวางมืดฝูงใหญ่นั้นแทบจะไม่ได้ผ่านเข้ามาใกล้แถบนี้ของหมู่บ้านเลย อันที่จริงแล้ว หากเป็นค่ำคืนปกติที่ทุกคนต่างอยู่แต่ภายในบ้านของตน ไม่ได้ออกไปรวมตัวกันอยู่บนพื้นที่เปิดโล่งเป็นจำนวนมากแบบนั้น การบาดเจ็บที่จะเกิดจากการจู่โจมของสัตว์มืดก็คงแทบจะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้จะมีพวกมันบางตัวพยายามที่จะพังรั้ว หรือประตูบ้าน แต่ก็ไม่มีตัวใดเข้าไปภายในบ้านเลย

การบาดเจ็บส่วนใหญ่นั้นมาจากการวิ่งหนีวุ่นวายอย่างไร้ทิศทาง สะดุดล้ม ชนเข้ากับบางสิ่ง และชนกันเองเป็นส่วนใหญ่ ที่รุนแรงที่สุดคือชายโชคร้ายคนหนึ่งซึ่งถูกหนึ่งในกวางยักษ์พวกนั้นเตะเข้าอย่างแรงด้วยขาหลัง แต่ท่านยายก็เพียงแค่ฟังเสียงลมหายใจ สำรวจดูลักษณะผิวหนังบริเวณหน้าอกที่ถูกเตะ ก่อนจะสั่งให้ช่วยกันหามชายคนดังกล่าวกลับไปนอนพักที่บ้าน ห้ามเคลื่อนไหวสักพัก โดยไม่ได้ทำการรักษาอะไรเป็นพิเศษ นอกจากบอกว่าโชคดีแล้วที่ไม่ได้ถูกพวกมันแทงเข้าด้วยเขาที่เหมือนกับกิ่งไม้รกทึบพวกนั้น

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมพวกมันจึงบุกเข้ามาในหมู่บ้าน จะว่าเพื่อหาอาหารก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะพืชไร่ที่ปลูกไว้นั้นยังไม่ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ท่านยายเองก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดที่บ้านของรัต เขาก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าพวกมันอาจจงใจสร้างความวุ่นวาย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเป้าหมายที่แท้จริงบางอย่าง 'เฮ้ เฮ้ นี่มันไม่ใช่นิทานนะ' เขาเตือนตัวเองอีกครั้ง ความมืดกับความแปลกของเหตุการณ์ที่ผ่านมาคงไปกระตุ้นให้เขาเกิดความคิดประหลาดพวกนี้ขึ้น 'และยังทำให้ฉันฝันถึงเรื่องเก่านั้นอีกด้วย' เหตุการณ์จมน้ำในวัยเด็กของตัวเขาเอง ที่ไม่เคยอยากนึกถึง

แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างในความฝันที่แตกต่างไปจากเดิม

เขาพยายามหวนนึกทบทวนรายละเอียดจากความฝันเมื่อครู่ ในวันนั้นเขาถูกใหญ่กับเพื่อนๆ แกล้งเหมือนกับทุกครั้ง ถูกจับลากตัวลงไปในน้ำ รัตพยายามที่จะเข้ามาห้ามทุกคน แต่ก็ไม่มีใครยอมฟัง จนในที่สุดเขาก็ไปอยู่ที่กลางลำน้ำ 'เดี๋ยวสิ มันไม่ใช่แบบนั้น' หลังจากนั้นเขาก็ถูกปล่อยให้จมลงไปในน้ำ 'แต่ฉันว่ายน้ำได้ดีนี่นา' เขาจม หรือไม่ก็ดำลงไปใต้น้ำ ความทรงจำกับความฝันเมื่อครู่ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้ากันยิ่งทำให้เขาสับสนมากขึ้น

'แล้วฉันก็ได้เห็นอะไรบางอย่างข้างใต้สายน้ำนั้น'

มันเป็นเรื่องเดียวที่เขารู้สึกแน่ใจ ถึงแม้ที่ผ่านมาเขาจะไม่เคยจำได้ ไม่เคยนึกออกเลยว่าตนเองได้พบเห็นสิ่งใดในวันนั้น แต่ในความฝันครั้งล่าสุดนี้ มันกลับปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าสายน้ำจะยังคงขุ่นข้น แต่เขาก็ได้พบเห็นมันแล้ว เห็นในสิ่งที่ไม่เคยได้เห็นนั้น

หินก้อนหนึ่งซึ่งมีผิวเรียบลื่น กับรูปทรงลางเลือนที่มีลักษณะคล้ายกับหญิงสาวกำลังนั่งขดตัวกอดเข่าอย่างน่าประหลาด ซึ่งไม่แน่ว่าจะเกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยฝีมือของมนุษย์ เพราะมันดูราวกับเป็นสิ่งที่สลักเสลาขึ้นจากสายลม สายน้ำ ด้วยความมหัศจรรย์อันคาดไม่ถึงของธรรมชาติมากกว่า ยิ่งมองดูใบหน้านั้นก็ยิ่งงดงามชวนลุ่มหลงจนราวกับมันจะสามารถมีชีวิตขึ้นมาขยับเคลื่อนไหวได้ในทุกขณะ

เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเริ่มสั่น หรือบางทีมันอาจจะกำลังสั่นจริงๆ สั่นจากแผ่นดินไหวต่อเนื่องที่ยังคงไม่จบสิ้น

'เดี๋ยวสิ ก่อนหน้านี้มันไม่ใช่แบบนี้' เขารู้สึกถึงสิ่งสำคัญบางสิ่งที่สูญหายไปจากความทรงจำ จากในความฝัน อะไร หรือบางทีอาจจะเป็น ใคร ที่เขาจะไม่มีวันลืม 'แต่ฉันก็นึกไม่ออก'

ความรู้สึกหวาดกลัวที่ผูกติดมาพร้อมกับความทรงจำพิเศษกำลังเริ่มทำงานของมัน ในความฝันครั้งล่าสุดนี้ เขามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา หินก้อนนั้นเริ่มขยับตัวอย่างช้าๆ มันไม่ใช่เพราะกระแสน้ำ ไม่ใช่เพราะภาพลวงที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง มันขยับเหมือนกับเริ่มมีชีวิตขึ้นมา เขารีบหมุนตัวกลับก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสที่เรียบลื่นของก้อนหินที่แขนของเขา ด้วยความไร้เหตุผลบางอย่าง ดูเหมือนหินก้อนนี้จะคว้าตัวเขาเอาไว้ได้

เขากำลังจะหมดลมหายใจ ทุกอย่างเริ่มมืดและเย็นลง ไม่เหลือความงดงาม ไม่มีความมหัศจรรย์อันใดอีกต่อไป มีเพียงความน่ากลัว ความอึดอัด กับมือที่มองไม่เห็นซึ่งพยายามบีบเค้นให้เขาหายใจเอาสายน้ำเย็นเยียบเข้าไปเพื่อทำให้ปอดของเขาถูกถ่วงให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งความตาย

แรงสั่นสะเทือนราวกับเพิ่มทวีคูณขึ้นอย่างฉับพลัน มันสั่นเข้าไปถึงภายในสมอง สั่นเข้าไปถึงอดีตที่อยู่ในรูปแบบของความทรงจำ อดีตกาลที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ด้วยตัวของเขาเอง หากไม่มีอดีตเหล่านี้ ก็ย่อมไม่มีตัวเขาแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่หากอดีตเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิม จะหมายความว่าตัวเขาจะไม่ใช่ตัวเขาที่เคยเป็นมาด้วยหรือไม่

เขาพยายามย้อนนึกถึงสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา ยิ่งนึกก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่สำคัญ มีคนสำคัญบางคนขาดหายไป

เขาถูกเจ้ากิ้งก่ายักษ์ตัวเดิมซุ่มจู่โจมที่หน้าบ้านของรัต และมีสัตว์ประหลาดน่ากลัวที่เขาไม่อาจระบุชนิดได้อีกตัวหนึ่งออกมาจากภายในบ้าน มันอาจจะเป็นสัตว์มืดเพียงตัวเดียวที่บุกเข้าไปในบ้านในค่ำคืนที่ผ่านมา แต่พ่อกับแม่ของรัตก็หนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บอาหารได้ทัน จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นเขาก็ติดตามท่านยายไปจนพบกับรัต และรถม้าซึ่งมีใหญ่ติดอยู่ข้างในนั้น

'มีใครบางคนหายไปหรือเปล่า' เขาสับสนไม่แน่ใจ

แต่หากนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ราวกับสิ่งนั้นไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำ ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น แล้วจะยังคงเชื่อมั่นว่ามันเคยเกิดขึ้นได้อย่างไร อดีตแบบนั้นจะยังคงมีอยู่จริงได้อีกหรือไม่

การสั่นไหวเบาๆ ครั้งนี้พลันจบลง มันเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรประหลาดมากไปกว่านั้น

อรุณไม่รู้ว่าตนเองจะมัวกังวลกับฝันร้ายเรื่องเก่านี้ไปทำไม ปู่ของเขาพึ่งจากไปเมื่อคืน ใหญ่เพื่อนสนิทของเขาก็ยังติดอยู่ในรถม้าสีดำคันนั้น จะยังมีเรื่องอะไรที่เลวร้ายไปกว่าสองเรื่องนี้ได้อีก

เขารีบลุกขึ้นแล้วเริ่มประกอบกิจในยามเช้าตามความคุ้นชิน แม้จะจากบ้านไปนานหลายเดือน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรในกิจกรรมประจำวันที่เขาทำมาตั้งแต่จำความได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก อดีตยังคงถูกนำกลับมาเล่นซ้ำไปซ้ำมาได้อย่างไม่ติดขัดในทุกวัน ผู้คนต่างยังคงเคลื่อนไหวซ้อนไปกับเงาจากอดีตโดยที่จะรู้ หรือไม่รู้ตัวก็ตาม

#####

งานศพของปู่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย นอกจากอรุณกับพ่อแล้วก็ยังมีผู้ชายในหมู่บ้านอีกหลายคนที่มาช่วยกันขุดหลุมตั้งแต่เช้า เมื่อเรียบร้อย สองพ่อลูกกับคนอื่นๆ จึงกลับไปที่บ้านก่อนช่วยกันเข็นร่างของปู่ที่แต่งกายด้วยชุดโปรดห่อไว้ด้วยผ้าเนื้อหนาเพื่อไปทำพิธีฝัง

คนที่ขาดไม่ได้ย่อมต้องเป็นท่านยาย

นางสวมใส่ชุดสีดำเหมือนทุกครั้ง แต่อรุณรู้สึกว่าชุดในวันนี้มีความแตกต่างบางอย่างที่เขาไม่อาจระบุ นางก้าวเดินมาอย่างช้าๆ พร้อมกับที่ว่างข้างกาย ที่ว่างที่ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้ ไม่มีใครนึกสงสัยเลยว่าที่นางเดินช้านั้นบางทีอาจเป็นเพราะความปวดเมื่อยอย่างรุนแรงที่ต้องวิ่งไปวิ่งมาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เพราะท่านยายย่อมไม่มีวันเป็นอย่างนั้น

พิธีการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย มีการกล่าวไว้อาลัยให้กับผู้ที่จากไป ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เคยผิดใจ เรื่องที่เคยทะเลาะมีปากเสียงกัน ไม่มีใครนึกถึงอดีตพวกนั้น หรืออย่างน้อยก็ไม่มีใครอยากจะพูดถึงพวกมันในวันแบบนี้ โลกที่เคยมีปู่อยู่นั้นได้กลายเป็นอดีตอย่างสมบูรณ์แบบไปเรียบร้อยแล้ว

หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่นั้นย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของความเสียหายที่เกิดจากฝูงกวางมืด กับภูเขาไฟที่ระเบิดอย่างน่ากลัวนั้น แรงสั่นสะเทือนได้ทิ้งช่วงห่าง และเบาลงมากแล้วตั้งแต่ช่วงสาย แสงไฟจากการระเบิดตอนนี้ก็แทบจะมองไม่เห็น แต่ยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งลอยค้างอยู่บนท้องฟ้า พร้อมกับละอองสีเทาชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ถูกพัดพาลอยปลิวมากับสายลม และมาตกจับสะสมอยู่ตามสิ่งต่างๆ ภายในหมู่บ้าน

“ภูเขาไฟนั่นไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว” ท่านยายบอก “และฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งหน้า ทุกคนจะได้ผลผลิตที่ดีขึ้น และมากขึ้นกว่าเดิมด้วย” คำพูดนี้เรียกรอยยิ้มได้จากหลายคน

“เอ่อ ท่านยาย แล้วเจ้าใหญ่ลูกผมล่ะครับ” พ่อของใหญ่เอ่ยถาม

“ข้าก็คงต้องตอบเหมือนเดิมว่า ตอนนี้มันยังไม่ตาย” คิ้วทั้งสองของท่านยายขมวดเข้าหากัน และนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าไม่ควรมีใครเอ่ยถามถึงเรื่องนี้อีกหากว่านางไม่ได้เป็นคนพูดขึ้นมาเอง นางเองก็ตั้งใจว่าจะไปสำรวจดูรถม้าค้นนั้นอย่างละเอียดหลังจากที่พิธีนี้จบลง โดยไม่มีชาวบ้านคนใดไปอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น

“รถม้าคันนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย และเจ้าเป็นคนปล่อยให้มันเข้ามาในหมู่บ้านเอง” พ่อของใหญ่รีบก้มหน้าหลบสายตาคมกล้าคู่นั้น “อย่าเข้าไปใกล้ อยู่ให้ห่างมันเอาไว้” นางพูดด้วยเสียงดังเพื่อให้ได้ยินทั่วกัน ซึ่งก็น่าจะทำให้นางสามารถสำรวจมันได้โดยไม่มีใครมารบกวน

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” อรุณรู้สึกแปลกใจเมื่อท่านยายเดินมาหาพร้อมกับเอ่ยถาม “...เช้าวันนี้ มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นบ้างไหม”

เขาหวนนึกถึงความฝันเมื่อเช้า และนึกสงสัยว่าท่านยายจะสามารถแอบเข้าไปในความฝันของคนอื่นเหมือนที่เขาเล่าลือกันได้จริงหรือไม่ หรือนางแค่เป็นห่วงว่าการจากไปของปู่ กับเรื่องวุ่นวายเมื่อคืนอาจทำให้จิตใจของเขาไม่เป็นปกติได้ 'ซึ่งก็อาจจะเป็นแบบนั้นจริงก็ได้'

“ผม...ก็ สบายดีครับ”

นางจ้องตาเขา จ้องราวกับว่านางกำลังเดินลึกเข้าไปภายในตัวของเขา แล้วลงมือสำรวจดูส่วนต่างๆ ของร่างกายว่าเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีสักเท่าไรนัก ก่อนที่สุดท้ายนางจะส่ายหน้าช้าๆ โดยไม่พยายามจะปิดบังความผิดหวังที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

“วันนี้เจ้าได้ฝึกดาบแล้วหรือยัง”

“...ยังเลยครับ” เขามีเรื่องที่ต้องทำหลายอย่าง การฝึกดาบจึงไม่ได้ถูกรวมไว้ในสิ่งที่จำเป็นต้องทำพวกนั้น

“แต่ปู่ของเจ้าคงไม่คิดอย่างนั้น” นางว่า และเขารู้สึกเกลียดทุกครั้งที่ดูเหมือนนางจะพูดถูก “กลับไปนำดาบเล่มนั้นของเจ้ามา แล้วไปพบกับข้าที่รถม้า” นางพูดเบาๆ ก่อนเดินจากไปอย่างช้าๆ ในใจนางหวังเพียงว่าวันนี้จะไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาอีก เพราะนางคงวิ่งไม่ไหวแล้ว

อรุณได้เจอกับรัตอีกครั้งก่อนที่จะกลับบ้าน ทั้งคู่ต่างเป็นห่วงเรื่องของใหญ่ และโดยไม่มีที่มาที่ไปเขาก็ถามเธอขึ้นว่า

“ที่บ้านเธออยู่กันสามหรือสี่คนกันแน่” มันเป็นคำถามที่แปลกสำหรับเพื่อนที่รู้จัก และวิ่งเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่มันก็ยิ่งทำให้แปลกขึ้นไปอีกเมื่อรัตต้องขมวดคิ้วพร้อมกับหยุดคิดก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้

“...สามคน พวกเราอยู่กันสามคน...ไม่ใช่หรือ”

อรุณคล้ายกับจะมองเห็นเงาของใครอีกคนซ้อนทับอยู่กับรัตในทุกครั้งที่มองไปทางเธอ เงาของใครอีกคนที่ไม่เคยมีอยู่ ราวกับแผ่นดินไหวนั้นได้ลบเอาอดีตของใครคนนั้นออกไปจากความทรงจำของทุกคน จึงไม่อาจบอกได้ว่ามีใครคนหนึ่งได้หายตัวไปอย่างลึกลับในค่ำคืนที่วุ่นวายนั้น


Create Date : 13 มีนาคม 2560
Last Update : 13 มีนาคม 2560 8:42:43 น. 0 comments
Counter : 234 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.