ฉันยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ฉันจะตามหามันให้เจอ...ELIZABETH GILBERT
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
2 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
Rookie กับสมาธิ...





วันนี้ฉันได้อ่านสเตตัสของอาจารย์ท่านหนึ่ง เลยคิดเขียนเรื่องนี้ ตอนแรกลังเลว่าจะเขียนดีหรือไม่ แต่เมื่อมีสิ่งที่แว่บขึ้นมา บวกกับได้อ่านเจอบางอย่างในช่วงเวลาประจวบเหมาะ จึงคิดว่างั้นลองมาขยายความคิด โดยใส่ประสบการณ์ตัวเองไปด้วย แล้วรอดูว่ามันจะเป็นอย่างไร...

ฉันเริ่มมีประสบการณ์สมาธิครั้งแรก ตอนอยู่ชั้นประถม น่าจะหลังจากงานศพอากู๋(พี่ชายของม้า) ฉันอยู่โรงเรียนคริสต์ เราไม่เคยทำสมาธิหรอก ฉันคงเห็นจากพระพุทธรูป จึงกลับมาหัดนั่งเลียนแบบ นั่งไปสักพัก ฉันก็หยุดเลย ทำไปตามประสาเด็ก อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง

จากนั้นก็เป็นช่วงมัธยม ก็ทำตามกิจกรรมโรงเรียน ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ฉันชอบสวดมนต์ ชอบสวดทำนองสรภัญญะ พอช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ข้ามไปได้เลย ไม่มีอยู่ในหัว

มาเริ่มใหม่อีกครั้ง ช่วงที่เฮียฉันป่วย ฉันได้หนังสือสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตะธมฺโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ฉันสวดมนต์ และหัดทำสมาธิ ฉันสวดไปเรื่อย ปากนี่สวดคล่องเลยนะ แต่ใจไม่อยู่กับบทสวดมนต์เลย เวลานั่งสมาธิ ก็นั่งได้ไม่นาน นั่งจนขาชา ก็คือหยุด...ไม่กล้าไปต่อ ทำไปได้ไม่นานก็หยุดหมด

ผ่านไปหลายปี มีอยู่คืนหนึ่งที่ฉันนอนไม่หลับ ฉันเริ่มรู้สึกได้ว่า ฉันได้ยินเสียงในหู มันจะได้ยินชัดมากเวลาที่เงียบสงัด เสียงดังวี็ดเหมือนคลื่นอะไรซักอย่าง ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองผิดปกติอะไร เมื่อนอนไม่หลับ ฉันจึงตั้งใจฟังเสียงนั้น คืนนั้นฉันนอนตะแคงขวา หลับตาและฟังเสียงวี้ดในหูไปเรื่อยๆ...นานเท่าไหร่ไม่รู้...ฉันเริ่มเห็นแสงสว่างจ้าปรากฎขึ้นหว่างคิ้ว...ฉันแปลกใจ ฉันสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกได้ว่ามีพลังงานไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ตอนนั้นฉันเข้าใจได้ว่า นี่คือการก้าวหน้าทางสมาธิของฉันโดยบังเอิญ ตอนนั้นฉันไม่มีความสนใจเลย แต่ฉันก็เริ่มทำสมาธิโดยฟังเสียงในหูก่อนนอนเป็นต้นมา  

จนเมื่อฉันกลับมาสู่ comfort zone รอบใหม่ ฉันเริ่มกลับมาสวดมนต์ แต่การทำสมาธิก็เหมือนเดิม
ฉันคิดว่าคนที่เริ่มสวดมนต์ใหม่ๆน่าจะเป็นเหมือนฉันนะ คือจะสวดมนต์ก็คิด ต้องสวดบทไหนบ้างนะ ดูบทโน้น บทนี้ น่าสวดทั้งนั้น เตรียมไว้อย่างดีจะสวดอะไรบ้าง แต่เอาเข้าจริง ใจมันโคตรวอกแวกเลย ฉันสวดมนต์คล่องพอสมควร เข้าใจว่าคงขยันสวดมาหลายชาติ พอสวดเยอะ ชักนานแฮะ ใจคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย...ไม่ค่อยได้อานิสงค์หรอก เรื่องนั่งทำสมาธิฉันก็ทำได้ไม่ดี จึงไม่ฝืนตัวเอง

พอรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเองชักไม่ได้เรื่อง ก็ต้องแสวงหาครูบาอาจารย์หน่อยละ เป็นโชคดีของพวกเราทุกคนที่อยู่ในยุคโซเชียล ฉันได้รับคำตอบบางอย่าง เช่นเรื่องอาการง่วงนอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรืองานเชิงวิชาการ งานประชุม ฉันอาจเคยลบหลู่ครูบาอาจารย์ ชาตินี้เลยต้องเรียนแบบครูพักลักจำ ก็ทำความเข้าใจตัวเองนะ อาจผิดก็ได้...

เมื่อมีครูผ่านโลกโซเชียล ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรมากหรอก ฉันคิดแบบธรรมะจัดสรรมากกว่า ฉันปล่อยให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเห็นอะไรผ่านตา แต่ถ้าไม่ถูกจริตฉัน ฉันก็ปล่อยผ่าน อะไรที่ถูกจริต ก็ตั้งใจอ่านไป...ฉันเริ่มบูชาวัตถุมงคล ฉันเชื่อเรื่องพลังงาน ฉันบูชาเพื่อเป็นหลักในการยึดเหนี่ยวจิตใจ บางทีก็ขอพรจากท่านบ้าง ก็เหมือนคนทั่วไป ใช่มััยนะ...

แต่มาช่วงนี้ที่เริ่มกลับมาฝึกสมาธิอีกครั้ง ฉันไม่สวดอะไรมากมายแล้ว ด้วยภาระหน้าที่ และความเหนื่อย ฉันเลือกบทสวดเท่าที่จิตฉันจะตั้งมั่นได้ และก็ทำสมาธิเลย ตอนนี้ทำมาเกือบเดือนแล้ว  สิ่งที่สังเกตได้ คือ ฉันนั่งสมาธิได้นานขึ้น ไม่มีอาการชา ฉันพบว่าฉันทำสมาธิในท่านอนได้ง่ายกว่าท่านั่ง แต่ฉันก็ฝึกนั่งสมาธิด้วยนะ เพราะนอนแล้วถ้าหลับไป มันก็ไม่ก้าวหน้า ตอนนี้ฉันอยากก้าวหน้าแล้วสิ

ฉันเพิ่งได้รับคำตอบเรื่องแสงสว่างที่ฉันพบโดยบังเอิญเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้น ฉันก็ไม่เจอ เพิ่งมาเจอเร็วๆนี้ คำตอบนั้นมาจากหนังสือที่ฉันซื้อเมื่อปีที่แล้ว ตอนซื้อมาก็เปิดอ่านนะ แต่ยังไม่ถึงเวลามั้ง เลยวางไว้ในที่ๆจะหยิบได้ตลอด เพิ่งหยิบกลับมาอ่านเมื่อหลายวันก่อน พลิกๆๆแล้วเจอในสิ่งที่กำลังปฎิบัติอยู่ แสงสว่างที่ว่า มีคำอธิบายในหนังสือว่าเป็นสมาธิขั้นต้น หรือเรียกว่า "ขณิกสมาธิ" นั่นเอง...

ย้อนกลับไปตอน comfort zone รอบใหม่ ฉันซื้อหนังสือสวดมนต์ หน้าปกเป็นรูปของ สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก่อนเข้าสมาธิจะมีการกล่าวสมาทานก่อนเข้าสมาธิไว้ว่า...

"อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าขอสมาทาน ซึ่งพระกรรมฐาน ขอขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ พระวิปัสสนาญาณ จงบังเกิดมีในขันธสันดานของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้า จะตั้งสติไว้ ที่ลมหายใจเข้า ที่ลมหายใจออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ สามหนเจ็ดหน ร้อยหนพันหน จนกว่าจิตของข้าพเจ้าจะรวมกัน เป็นอารมณ์เดียว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ"

ตอนนั้นสมาทานไปด้วยความไม่รู้ ตอนนี้รู้แล้วว่าทำขณิกสมาธิได้แล้วนะเรา แต่มันไม่ใช่จะได้ตลอดนะ เราต้องฝึกจิตให้คล่อง มันเหมือนตกปลามั้งนะ...

ฉันอ่านหนังสือเล่มที่มีคำอธิบายนี้ต่อมาอีกหน่อย ก็พบกับคำว่า "ดวงแก้วสีขาว" ฉันเลือกหยุดอ่านไว้แค่นี้ ไม่อยากรู้ต่อ...

กลับมาที่จุดเริ่มต้นที่คิดจะเขียนเรื่องนี้ คีย์เวิร์ดที่ฉันได้รับมา คือ "การสะดุดติดขัดในขั้นตอนของการพัฒนาจิต" จากโพสต์ของอาจารย์ท่านหนึ่ง และ "ดวงแก้วสีขาว" ฉันคิดถึงกลุ่มผู้ศรัทธาวัดธรรมกายขึ้นมาทันที

ฉันไม่วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนะ แต่ฉันพยายามจะทำความเข้าใจในความศรัทธาที่สาวกมีให้ผู้นำของเขา ฉันอยากจะพูดในฐานะที่เป็นมือใหม่ที่กำลังฝึกพัฒนาจิตวิญญาณ ฉันเคยไปวัดธรรมกายปี 2540 ตอนนั้นเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ฉันได้รับหนังสือแจก วิธีฝึกจิตแบบวิชาธรรมกาย อย่างที่บอก ว่าช่วงนั้นฉันไม่ได้สนใจ แต่เคยหยิบมาอ่านและผ่านตา มันคือการทำสมาธิ โดยนึกถึง "ดวงแก้วสีขาว" 

คนเราถ้าได้ฝึกฝนอะไรอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ได้คือความชำนาญและก้าวหน้า การทำสมาธิก็เช่นเดียวกัน หลายคนนั่งสมาธิเงียบๆคนเดียวก็ได้ แต่หลายคนจะทำได้ดีกว่า ถ้านั่งแบบหมู่คณะ ถ้านึกเป็นกลุ่มพลังงาน การทำสมาธิแบบกลุ่มจะได้ผลดีสำหรับผู้ฝึกใหม่ เพราะมีสนามพลังขนาดใหญ่ที่เชือมต่อกัน และจะดียิ่งเมื่อมีครูบาอาจารย์คอยให้คำแนะนำ...

หลายคนที่ทำสมาธิแบบหมู่ จึงมีประสบการณ์สมาธิที่ตราตรึง มีตั้งแต่มือใหม่ได้แค่ความสงบ หรือพบแสงสว่างในขั้นขณิกสมาธิ ได้เห็นดวงแก้ว เนื่องจากวัดธรรมกายให้ความสำคัญกับการเห็นดวงแก้ว และฉันก็ไม่เคยไปนั่งแบบเขา ฉันจึงสันนิษฐานว่า ส่วนใหญ่แล้ว น่าจะเห็นแค่ดวงแก้วกัน และก็นึกว่าสำเร็จวิชาธรรมกาย (ซึ่งอีกไม่ไกลก็จะได้ สมาธิขั้นกลางแล้ว) ฉันอาจจะผิดก็ได้นะ

ดวงแก้วมาจากไหน? ดวงแก้วมาจากการโฟกัสไปที่ศูนย์กลางของแสงสว่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับพลังจิต เมื่อเราโฟกัส คือเราฝึกใช้กำลังจิต เมื่อเราฝึกชำนาญ จิตเราจะมีกำลังข่ม "กิเลสนิวรณ์๕" เป็นกิเลสกั้นจิตมิให้บรรลุคุณความดี เป็นอกุศลที่ทำจิตให้กระวนกระวายใจ เศร้าหมอง และข่มปัญญาให้อ่อนกำลัง

นิวรณ์๕ คืออะไร
๑.ความพอใจในกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
๒.ความพยาบาท คิดปองร้าย
๓.ความหดหู่ต๊อแต๊เกียจคร้านง่วงเหงาเคลิบเคลิ้ม
๔.ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ
๕.ความลังเลสงสัย

เมื่อจิตมีกำลังข่มนิวรณ์ได้ จิตสามารถรักษาสภาวะได้ต่อเนื่องก็จะบังเกิด "ดวงแก้วสีขาว" มีคำอธิบายว่าเป็น "อุคหนิมิต" มีความหมายว่า นิมิตที่ติดตา มองเห็นได้ชัดเจน เกิดขึ้นจากการรวมพละกำลังจากสมาธิ

ฉันหลับตา จำลองภาพการนั่งสมาธิในแบบวัดธรรมกาย ฝูงชนที่นั่งในระยะห่างที่เหมาะสม ในสถานที่อลังการ หะรูหะรา จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อมีคนจำนวนหนึ่งเห็นดวงแก้ว มันจะตื้นตันขนาดไหนนะ? จะมีความรู้สึกต่อผู้นำ ต่อวิทยากร ต่อสถานที่ อย่างไร? ตอนนั้นถ้าผู้นำจะพูดอะไร เป็นฉัน ฉันจะทำไหมนะ ฉันจะลังเลสงสัยผู้นำมั้ย? 

ถ้าจะมีคำอธิบายต่อแรงศรัทธาของชาวธรรมกาย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฉันประมวลมันออกมา 

ฉันไม่รู้หรอกนะ ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัด ส่งผลต่อจิตใจของกลุ่มคนเหล่านี้มากแค่ไหน ฉันแค่อยากจะบอกว่า..."พวกคุณเป็นคนมีวาสนาอยู่นะ การที่พวกคุณได้พัฒนาตัวเองจนเห็นอุคหนิมิต ก็ไม่ง่ายนะ ฉันเขียนมายืดยาว ฉันยังฝึกไม่ถึงเลย พวกคุณบางคนฝึกจนถึงขั้นนี้มาหลายปีแล้ว ไม่คิดสงสัยว่าสามารถไปต่อได้บ้างหรือ บางครั้งมันต้องมีนิวรณ์ข้อ๕บ้างดิเฮ่ย สงสัยในเรื่องที่ควรสงสัย ถ้าพวกคุณกำลังรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ฉันก็เข้าใจนะ คุณอาจจะจ่อมจม นึกถึง อะไรก็แล้วแต่ที่คุณทำไปด้วยความศรัทธา ฉันก็อยากบอกว่า "ช่างมันดิ" ลองคิดดูว่าตอนนี้พวกคุณอยากทำอะไร ไปทำเลย เปลี่ยนเรื่องไปเลยก็ได้ ไปทำอะไรให้จิตใจมันดีขึ้นก่อน พอคุณดีขึ้นแล้ว ลองทบทวนการฝึกสมาธิดูนะ"  

ฉันหวังอะไรกับการเขียนครั้งนี้มั้ยนะ? ฉันนึกถึงความสำคัญของพุทธบริษัท๔อยู่นะ กลุ่มคนเหล่านี้คือกำลังสำคัญของพุทธศาสนา พวกเขาแค่หลงทาง พวกเขาแค่สะดุดอยู่บนเส้นทางพัฒนาจิต การช่วยเหลือให้พวกเขาพบป้ายบอกทาง แม้เพียงเล็กน้อย เช่นข้อเขียนนี้ ฉันก็ยินดีนะ เพราะนั่นหมายถึงความยั่งยืนของพระพุทธศาสนา และความสงบร่มเย็นของแผ่นดิน

หากบุญกุศลใดจะเกิดขึ้นจากใครก็ตามที่ได้รับประโยชน์ในข้อเขียนนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่๙ 

ด้วยอานิสงค์แห่งข้อเขียนนี้ ขอให้ข้่าพเจ้ามีความเจริญก้าวหน้าทางสมาธิวิปัสสนาด้วยเทอญ 
สาธุ สาธุ สาธุ

ปล.หนังสือที่ฉันกล่าวอ้างมีชื่อว่า "แนวคำสอนสมเด็จโต สมาธิ ทางสงบ ถอดจิต โดย แสง อรุณกุศล" หาซื้อได้ที่ ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ฉันซื้อสาขาราชดำเนินนะ



Create Date : 02 มีนาคม 2560
Last Update : 3 มีนาคม 2560 0:13:49 น. 0 comments
Counter : 190 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Ruchy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แม่ลูกหนึ่ง ที่ยังไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ขอบคุณในมิตรภาพที่มอบให้กันนะคะ
Friends' blogs
[Add Ruchy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.