ขนมไทย

ขนมไทย
#01 นพวรรณขนมไทย

โอกาสของขนมไทย ที่จะโกอินเตอร์นั้น อาจารย์นพวรรณ จงสุขสันติกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านขนมไทยมานานกว่า 30 ปี และเป็นเจ้าของ ร้านนพวรรณขนมไทย กล่าวว่า.... ถ้าพูดถึงตลาดต่างประเทศสำหรับขนมไทย เท่าที่ตัวเองได้ไปสัมผัส สิงคโปร์จะชอบขนมไทยเรามาก เนื่องจากเคยชินกับขนมประเภทแป้งเหมือนชาวมาเลเซีย เพียงแต่คนสิงคโปร์จะไม่ชอบรสหวานจัด นับเป็นตลาดที่ใช้ได้ทีเดียวสำหรับขนมไทยเราตลาดหนึ่ง
หรืออย่างเวียดนาม เขาก็ทำและกินขนมที่ทำจากแป้งเหมือนกัน ขนมไทยอย่างขนมเหนียว ถั่วแปบ จึงขายได้ดีที่นั่นหากเมื่อไหร่ได้ส่งไปขาย ..สำหรับญี่ปุ่น จากประสบการณ์ที่เคยไปร่วมงานแสดงอาหารมา ได้นำฝอยทองกรอบไปจำหน่ายด้วย ปรากฏว่าทำไปประมาณหมื่นชิ้น ขายหมดเกลี้ยงในพริบตา ต้องไปทำสดๆ ที่นั่น และก็มีคนเข้าคิวรอซื้อยาวเหยียด ไม่น่าเชื่อเลย
ประเทศยุโรปเช่นอิตาลี เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ขนมไทยสามารถทำตลาดได้ โดยคนอิตาลีจะชอบของหวานมาก เพราะปกติเขาจะรับประทานช็อกโกแลตและไอศกรีมเป็นหลัก รวมทั้งพวกนม เนย และแป้ง ฉะนั้นขนมไทยอย่างอาลัว ที่ดัดแปลงไปใช้ส่วนผสมช็อกโกแลต คัสตาร์ด และใช้นมแทนกะทิ จึงเป็นที่ชื่นชอบของคนอิตาลี รวมถึงวุ้นกะทิ และขนมกรุบกรอบอย่างขนมผิงด้วย
003

เท่าที่เคยไปสัมผัสตลาดต่างประเทศมาทุกที่ พบว่าการเจาะตลาด จะต้องไม่ฝืนธรรมชาติการกินของเขา อันดับแรกเลย ต้องศึกษาตลาดก่อนว่าเขาชอบกินแบบไหน ต้องรู้ว่าขนมแบบไหนเหมาะกับประเทศของเขา หวานไปอาจขายไม่ได้ รสชาติต้องพอเหมาะพอดีกับจริตของแต่ละชาติ
อาจารย์นพวรรณกล่าวอีกว่า ขนมไทยที่วิเคราะห์ดูแล้วที่น่าจะมีโอกาสทำตลาดต่างประเทศได้ดี คือขนมลูกชุบ เพราะเป็นขนมไทยที่ไม่ยากลำบากในการหาลูกค้า เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เขาซื้อด้วยความน่ารัก และพอรับประทานเสร็จแล้วติดใจ ...คือตอนซื้อยังไม่รู้ว่าอร่อย แต่ซื้อเพราะรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าซื้อ แต่พอซื้อแล้วรับประทานแล้วต้องกลับมาซื้ออีก นั่นคือเทคนิคร้านนพวรรณขนมไทยที่กำลังคิดค้นศึกษาอยู่
โดยเรากำลังคิดสูตรขนมลูกชุบ ที่ไม่ใช่สีสังเคราะห์ แต่ใช้สีจากธรรมชาติ จากสีของดอกไม้ ส่วนรูปแบบก็จะเน้นปั้นเป็นพวกผักและผลไม้เป็นหลัก สำหรับแพ็กเกจจิ้งก็จะทำเป็นกล่องที่ภายในแบ่งออกเป็นช่องๆสำหรับใส่ลูกชุบแต่ละชิ้น แบบเดียวกับกล่องใส่ช็อกโกแลต แต่ของเราพอเปิดกล่องออกมา จะเป็นขนมลูกชุบทั้งหมด เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ พริก มะเขือยาว เป็นต้น
วิธีการส่งออก ก็จะผลิตขนมสำเร็จออกเป็นชิ้นๆแล้วบรรจุใส่กล่องเพื่อแช่แข็งส่งไปยังตลาดปลายทาง ในลักษณะอาหารพร้อมรับประทาน โดยขนมของเรา ไม่ต้องนำไปทำอะไรอีกเพียงแค่นำออกจากตู้แช่แล้วปล่อยทิ้งไว้ซักพัก ก็จะรับประทานได้โดยรสชาติความอร่อยเหมือนกับที่ทำเสร็จใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้ก็มีออร์เดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่องจากทีแอนด์ที ซุปเปอร์มาร์เก็ต ประเทศแคนาดา
สำหรับขนมไทยที่เป็นจุดเด่นจริงๆของร้าน นพวรรณขนมไทย อาจารย์นพวรรณ บอกว่าคือขนมมงคล 9 เป็นหลัก ได้แก่ จ่ามงกุฎ เสน่ห์จันทร์ ทองเอก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ฝอยเงิน เม็ดขนุน และขนมชั้น
ขนมไทยอื่นๆ ที่มีรูปลักษณ์สวยงามน่ารับประทานไม่แพ้กัน ก็เช่น อาลัวดอกกุหลาบ ซึ่งได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระพี่นางฯ มาแล้ว รวมทั้งเราเป็นรายแรกที่ได้พัฒนาขนมทองเอก ทำเป็นรูปดอกกุหลาบ ซึ่งหากไปเปิดดูหนังสือของททท.จะพบว่า เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นี้ จึงสามารถระบุได้เลยว่า อาลัวดอกกุหลาบ และทองเอกดอกกุหลาบ นพวรรณขนมไทยเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นรายแรก
004

005

อาจารย์นพวรรณ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของร้านนพวรรณขนมไทยว่า เริ่มต้นจากการเป็นลูกมือช่วยคุณแม่ทำอาหารไทยทั้งคาวและหวาน เรียกได้ว่าตั้งแต่ป.3 ก็ช่วยคุณแม่ มูนข้าวเหนียวทำขนมแล้ว ดังนั้นจึงเป็นความเคยชินกับกระบวนการทำขนม จนไม่รู้สึกเหนื่อยหรือลำบากแต่อย่างใด กลับรู้สึกเป็นความสุขกับงานๆนี้
ตอนเด็กๆ ทุกครั้งเวลาปิดเทอม เพื่อนๆ จะเตรียมโปรแกรมไปเที่ยวกัน แต่เราไม่เคย เราจะมีความรู้สึกว่าปิดเทอมแล้ว เราจะต้องมูนข้าวเหนียวขาย วันหนึ่งถ้ามูนหนึ่งถัง คือ 15 กิโล มูนแล้วจะได้ 30 กิโล จะขายได้เงินเท่าไหร่ คิดอย่างนั้นมาตลอดตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ถึงแม้จะทำงานไม่หลับไม่นอนตลอด 24 ชั่วโมง ก็รู้สึกเป็นปกติ เพราะได้บ่มเพาะตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว
สาเหตุที่เลือกทำขนมเป็นอาชีพ เพราะมีความรู้สึกว่าขายง่าย ขนมอยู่ตรงไหนก็ขายได้ ขนมเป็นมิตรกับทุกคน ในร้านอาหาร ขนมก็ขายได้ ในร้านก๋วยเตี๋ยว ขนมก็ขายได้ จะเป็นร้านอะไรก็ได้ ขนมวางขายได้หมด ดังนั้นเมื่อไปทำงานเป็นผู้บริหารโรงแรม ที่พัทยา จึงใช้เวลาว่างช่วงเช้าให้เป็นประโยชน์ โดยทำขนมแล้วนำไปฝากเพื่อนที่เขาทำงานแบงก์และตามสถานที่ต่างๆ เมื่อเขาชิมแล้วก็มีการสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ก็ใช้เวลาตอนกลางคืนในการทำขนม พอตอนเช้าก่อนไปทำงานก็ขับรถไปส่งแล้วค่อยไปทำงาน
เราเป็นฝ่ายผู้บริหาร เข้างานโรงแรม 9 โมง เลิก 5 โมง เพราะฉะนั้นงานเข้า 9 โมง เราขับรถจากบ้านไปที่ทำงานแค่ 5 นาที ระหว่างทางเราก็นำขนมไปฝากขายกับเพื่อนๆเสียก่อน เราก็เก็บได้แล้วพันกว่าบาททุกวัน แล้วเราก็เข้ามาทำงานตามปกติ ไม่ได้ผิดระเบียบอะไร
สำหรับร้านนพวรรณขนมไทย จุดเริ่มต้นจริงจังเกิดขึ้นตอนที่ลูกๆ ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ จึงตามมาอยู่ด้วยเพื่อจะได้ดูแลลูกๆ ทีนี้พอเช้าขึ้นมา ลูกๆ ไปโรงเรียนกันแล้ว แม่ก็จะว่าง และตอนนั้นก็ได้เชลล์ชวนชิมมาแล้วจากการที่คุณชายถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ มาสั่งขนมทาน คุณชายบอกว่าอร่อยหมดทุกอย่าง อย่างนั้นเอาป้ายเชลล์ชวนชิมไปเลยดีกว่า เราก็บอกไปว่า ยังไม่ได้ใช้ทำอะไร คุณชายบอกว่า เอาไปเถอะเดี๋ยวสักวันก็ต้องได้ใช้
ต้นปี 2541 ได้มีโอกาสไปเป็นอาจารย์สอนอาชีพให้กับประชาชนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จึงเริ่มเห็นประโยชน์ป้ายเชลล์ชวนชิม ขณะที่เข้าไปสอนในม.เกษตรฯ ผู้มาเรียนนอกจากจะมาเรียนแล้ว เขายังสั่งซื้อให้เราทำขนม คือเขาจะเอาไปฝากคนโน้นคนนี้ด้วย แล้วปากต่อปากไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต่อมาเป็นธุรกิจแบบเต็มตัว แล้วยังมีโอกาสถูกคัดให้เข้าไปอบรมเรื่องแฟรนไชส์ เพราะเขาเห็นว่าขนมของเราอร่อยและสวยดี วางขายที่ไหนก็พรึ่บเดียวหมด ก็เลยได้เข้าไปเรียนระบบแฟรนไชส์ตั้งแต่รุ่นแรก ก็อบรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถูกคัดอีกรอบ คราวนี้เป็นรอบแอดวานซ์ เป็นโปรแกรมให้ไปอบรมและดูงานต่างประเทศ
เนื่องจากความรู้เดิม เราก็จบจากเมืองนอก ภาษาใช้ได้ ก็ไม่มีอุปสรรค แถมเคยทำงานที่โรงแรมมา 30 ปี พรีเซ็นต์งานให้ต่างชาติก็เยอะ เมื่อรวมประกอบทุกอย่างแล้ว สรุปว่าให้ภาครัฐช่วยดันเราโกอินเตอร์ ดีที่สุด ก็เลยเข้ารับการอบรมแอดวานซ์โปรแกรม ได้เป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่ได้ถูกคัดสรร และเป็นธุรกิจขนมไทยเจ้าเดียวในโครงการนี้
การได้เข้าไปสัมผัสตรงนี้ ทำให้เราไม่ได้ทำขนมเพื่อวางขาย แม้จะมีหน้าร้านแต่ไม่มีขนมวางขาย แต่เรามีออร์เดอร์เข้ามาทุกวัน สั่งซื้อไปจัดงานต่างๆ จึงได้คิดว่า ใครที่จะมาลงทุนทำธุรกิจขนมไทย ขออย่างเดียวให้มีเพื่อนเยอะๆ ไม่ต้องมีร้านก็ได้ แค่มีคนมาสั่งทำขนมก็อยู่ได้สบายแล้ว
006

อาจารย์นพวรรณ เล่าถึงอนาคตตลาดขนมไทยว่า ขนมไทยยังขายได้อยู่เสมอทุกวัน การผลิตขนมไทยขาย ยังเป็นธุรกิจที่สามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ แต่ผู้ผลิตต้องมีความตั้งใจและใส่ใจกับงานมากกว่าธุรกิจอื่น จะต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนและให้เวลากับขั้นตอนการทำขนมแต่ละชนิดให้มาก เพราะแต่ละขั้นตอน ไม่สามารถจะปล่อยวางแล้วไปทำอย่างอื่น ขั้นตอนของการทำขนมไทย เป็นอะไรที่ทำแล้วต้องทำให้เสร็จ ค้างคาไม่ได้ ถ้าวางมือแล้วเสียเลย นี่คือข้อบังคับของการทำธุรกิจขนมไทย
หากใครคิดจะทำธุรกิจนี้ แทบจะต้องตัดขาดจากเรื่องส่วนตัว จะนัดกับใครไปไหนนานๆ ก็ยาก ยิ่งหากเปิดร้านเพื่อรับออร์เดอร์หรือให้ลูกค้าโทร.มาสั่ง เราก็ไม่รู้ว่าลูกค้าจะโทร.มาสั่งขนมเวลาไหน เมื่อสั่งมา ก็ต้องรีบทำให้เลย ไปไหนไม่ได้ ผู้ที่จะทำธุรกิจนี้ จึงต้องทุ่มเทพอสมควร แต่รับรองได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ
ร้านนพวรรณขนมไทย อยู่ที่ 88/9 ถ.เทศบาลสงเคราะห์ ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0-2591-5173 โทรสาร 0-2589-5759
# 02 ขนมไทยเก้าพี่น้อง
007

คุณกรกมล ลีลาธีรภัทร กรรมการผู้จัดการบริษัท ขนมไทยเก้าพี่น้อง จำกัด หนึ่งในทายาทเล่าให้ฟังว่า ขนมไทยเก้าพี่น้องเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจครอบครัว โดยมีคุณแม่ (เจ๊ลั่งฮวย) เป็นชาวจีนขนานแท้ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการเริ่มต้นทำขนม ซึ่งในช่วงแรกเป็นการทำขนมขาย ที่หน้าบ้านย่านสะพานสูง นานกว่า10 ปีแล้ว ก่อนจะพัฒนาธุรกิจให้ใหญ่โตในปัจจุบัน
คุณแม่จะตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด เตรียมของมูนข้าวเหนียว โดยมีลูกๆช่วยกัน คนกะทิ ช่วยผัดหน้ากุ้ง ทำให้ลูกๆได้ถูกฝึกการทำขนมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการฉีกใบตอง การทำข้าวต้มผัดที่หน้าตาออกมาสวย ขนมเทียนจะต้องห่ออย่างไร ขนมจึงจะสวย
นอกจากขนมไทยจำพวก ข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ข้าวต้มผัด ขนมเทียน สังขยาฟักทองเป็นลูก ยังมีอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นขนมจีนน้ำยาปลาช่อน ห่อหมกหอยแมลงภู่ โรตีแขก แต่หากถามว่าอะไรที่ขึ้นชื่อลือชาและสร้างชื่อเสียงให้ร้านของเรา เห็นจะเป็น ข้าวเหนียวมูน ที่มูนจากกะทิสด เก็บไว้ค้างคืนแล้วไม่เสีย แม้ว่าราคาขายในขณะโน้นจะราคากิโลกรัมละ 24 บาท ซึ่งสูงกว่าร้านในละแวกใกล้เคียงที่ขายกันเพียงกิโลกรัมละ 12 บาท แต่ก็ไม่ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง แต่ตอนนี้จะขายราคากิโลกรัมละ 120 บาทแล้ว
เคล็ดลับความอร่อย ก็คือ ข้าวเหนียวมูน ต้องเป็นข้าวเหนียวสด พันธุ์เขี้ยวงูจากลำปาง และใช้หวดดินในการนึ่ง และมีใบเตยที่ใส่ในน้ำต้มใต้หวดดิน จะทำให้ได้กลิ่นหอมของใบเตย ส่วนข้าวต้มผัด ถ้าทำจากข้าวเหนียวมูนที่เราเหลือจากขาย ก็สามารถทำได้ แต่รสชาติจะไม่อร่อย ไม่เหมือนข้าวเหนียวดิบที่เอามาแช่แล้วผัดกับกะทิสด มันจะมีความเหนียวหวานมัน อร่อยกว่ากันเยอะ นี่คือเคล็ดลับซึ่งเป็นการปลูกฝังจากคุณแม่ให้เราได้ทำและได้เรียนรู้
สูตรที่ใช้ทุกอย่าง ยังคงเดิมตั้งแต่รุ่นคุณแม่ เพียงแต่มีการวัดปริมาณที่แม่นยำมากขึ้น ต่างจากสมัยเดิมที่อาศัยการใช้หม้อหรือกะละมังในการชั่งตวง ทำให้ได้ปริมาณที่ไม่แน่นอนนัก เดี๋ยวนี้นำสูตรเดิมที่คุณแม่ใช้ มาชั่งตวงให้ได้ปริมาณที่แน่นอน ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ ยังคงเป็นสูตรดั้งเดิมที่ถอดมาจากคุณแม่ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นการดัดแปลงเองและมีการใช้เครื่องชั่งดิจิตอลเข้ามาช่วย
รูปแบบของการทำตลาด
.จากการเริ่มต้นทำขนมหน้าบ้าน และใครต่อใครต่างเรียกกันติดปากว่า ข้าวเหนียวมูนเจ๊ลั่งฮวย หน้าวัดสะพานสูง ต่อมาในปี 2521 ก็ได้ขยายกิจการมาเปิดร้านที่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร หรือตลาด อ.ต.ก. และตั้งชื่อใหม่ว่า ขนมไทยเก้าพี่น้อง ซึ่งแม้ว่าคุณแม่จะเสียชีวิตไป 10 ปีแล้ว ปัจจุบันจาก 9 คนพี่น้อง เหลือเพียง 4 คน 2 ครอบครัว ที่ดูแลธุรกิจนี้อยู่ต่อไป
008

ที่ร้าน จะมีขนมหลากหลายที่ลูกค้าติดใจในรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ที่เราจัดใส่ในกระทง ตะโก้ก็มีไส้แห้ว เผือก สาคูข้าวโพด สาคูมะพร้าวอ่อน มันสำปะหลัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ไส้มันสำปะหลังจะหายาก ไม่ค่อยจะมีคนทำกันแล้ว และยังมีลูกชุบ ทองหยิบ ทองหยอด รวมทั้งขนมไทยโบราณ เช่น ทองเอก จ่ามงกุฎ เสน่ห์จันทร์ กระเช้าสีดา กลีบลำดวน ที่มีการทำสดๆออกขายทุกวัน
นอกจากร้านที่ อ.ต.ก.แล้ว ทางเรายังส่งไปให้ลูกค้าในกลุ่มสายการบิน โรงแรมระดับ 5 ดาว 80 แห่งในกรุงเทพฯ และมีลูกค้าในกลุ่มร้านอาหารอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งยังมีช่องทางเว็บไซด์ ที่รับจัดเลี้ยง รับสั่งจองขนมเพื่องานพิธีต่างๆ เช่น จัดขนมขันหมาก โดยลูกค้าจะช่วยบอกปากต่อปากถึงคุณภาพและการให้บริการไปถึงลูกค้าอื่นให้เราอีกด้วย
ตอนนี้เรามีโรงงานผลิตเพื่อรองรับลูกค้าในกลุ่มโรงแรมโดยเฉพาะ โดยในไลน์การผลิตจะมีการควบคุมความสะอาดด้านการแต่งกายของพนักงาน เครื่องมือที่ใช้จะเป็นสเตนเลสทั้งหมด มีการล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และมีการเชิญลูกค้าเข้ามาดูระบบ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ทำให้ยอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นมาก ทุกวันนี้ที่โรงงานจะมีกำลังการผลิตได้ถึง 30,000 50,000 ชิ้นต่อวัน
009

เราพัฒนารสชาติ โดยลดความหวานลงเพื่อให้ลูกค้าและผู้บริโภครับประทานได้หลายชิ้น ส่วนสีสันของขนมที่เข้มเกินไป ก็ได้ปรับสีให้น่ารับประทานโดยใช้สีธรรมชาติเข้ามาช่วย สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อขนมก็ยังคงเน้นกระทงใบตอง แต่บรรจุภัณฑ์ที่อยู่ด้านนอกจะออกแบบเป็นกล่องที่มีลวดลายสวยงามคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย
หากถามว่าทำไมถึงเอาขนมไทยไปใส่กล่อง คือความจริงแล้วชอบที่จะใส่ใบตองมากกว่ามันจะดูสวยงามกว่า แต่ลูกค้าอาจจะมองเรื่องความสะอาดของใบตอง และเรายังมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง เพราะปัจจุบันมีลูกค้าซื้อไปต่างประเทศ ดังนั้นรูปแบบของตัวกล่องต้องสามารถป้องกันไม่ให้ขนมเละ ยังคงหน้าตาเดิมเอาไว้ได้
เป็นระยะเวลา 1 ปีแล้ว ที่เราทำตลาดส่งออก ปัจจุบันส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนิยม ขนมกล้วย ขนมฟักทอง ข้าวต้มผัด ส่วนตลาดจีน จะนิยมลูกชุบ ตลาดอเมริกาจะนิยมฝอยทอง ตลาดแคนาดาจะนิยมลูกชุบ
ขนมไทยแม้จะมีอายุสั้น แต่สามารถทำตลาดส่งออกได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ การหาวิธีให้ส่งออกแล้วรสชาติและหน้าตาของขนมต้องยังคงเหมือนเดิม เราลองมาหลายวิธีมาก ก่อนจะส่งออก มีการทดลองเก็บสินค้าไว้ในช่องฟรีซ ที่ 4 -10 องศา จากนั้นก็จะนำมาเข้าไมโครเวปเพื่อดูว่า รสชาติและหน้าตาของขนมเปลี่ยนไปหรือไม่ รวมทั้งการใช้วิธีการผ่านความร้อนแบบอื่นๆ หรือการทดลองตั้งขนมไว้ข้างนอกโดยไม่ต้องนำเข้าตู้เย็น ซึ่งผลการทดลองที่ออกมาเราก็นำมาใช้ในทุกวันนี้
010

ตลาดส่งออกน่าจะเติบโตได้ดี แต่สิ่งที่ต้องการคือการส่งเสริมจากภาครัฐด้านผู้เชี่ยวชาญการให้คำปรึกษา GMP ...ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว อุตสาหกรรมขนมไทยสามารถจะนำเงินตราเข้าประเทศได้อีกมาก มีผู้ประกอบการขนมไทยหลายรายที่สามารถจะส่งออกได้ เพียงแต่เขายังขาดการส่งเสริมจากภาครัฐในด้านความรู้ ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้าก่อนส่งออก สำหรับผู้ประกอบการเองก็ต้องให้ความสำคัญในเรื่องวัตถุดิบ เพราะวัตถุดิบสำหรับตลาดต่างประเทศนับเป็นเรื่องสำคัญมาก หากสินค้าไม่มีคุณภาพ ก็อาจส่งผลให้ปิดกั้นโอกาสของผู้ประกอบการรายอื่นๆด้วย
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ คงจะเป็นเพราะความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้า สมมุติว่าสินค้าที่ส่งออกไปยังลูกค้า คุณภาพไม่เหมือนตอนที่ดูของตัวอย่าง เราจะต้องแสดงความรับผิดชอบทันที เช่น ข้าวต้มผัดไส้เผือกที่จะส่งไปในล็อตเดียวกัน อันหนึ่งเนื้อไม่ซุย ด้าน กับอีกอันหนึ่ง เนื้อซุย สีสวย เมื่อเราพบความผิดพลาด เราจะต้องรีบโทรฯไปแจ้งแก่ลูกค้าก่อนว่า สินค้าล็อตนี้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงจะลงเรือไปแล้วก็ตาม นี่คือการที่เราแสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า
บริษัท ขนมไทยเก้าพี่น้อง จำกัด 19/26 ซ.โชติวัฒน์ 4 ถ.บางซื่อ แขวงบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทร. 02- 585 5781, 02-585 5299
#03 สุพัตราขนมไทย
011

คุณสุระ สูทกวาทิน ผู้จัดการบริษัท สุพัตราขนมไทย จำกัด และเป็นสามีของคุณสุพัตรา เจ้าของสูตรลูกชุบสุพัตรา คุณสุระกล่าวว่า ที่ผลงานของเราขายดีในห้างสรรพสินค้าและส่งออกไปยังต่างประเทศ แรกทีเดียวเราก็เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่น คือล้มลุกคลุกคลานมากับธุรกิจหลายอย่าง ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ เพชรพลอย งานธนาคาร และธุรกิจอาหาร จนกระทั่งราวปี 2538 เราเห็นว่าคงจะไปไม่ไหวหากยังอยู่กันแบบนี้ อีกอย่างภรรยาทำขนมลูกชุบอร่อย ใครกินแล้วมักจะชมและติดใจ ก็เลยคิดว่าหากนำมาทดลองทำเป็นธุรกิจอาจจะได้ลูกค้าประจำไปนานๆ เราก็เลยทดลองตลาด
วันแรก ทำลูกชุบออกมาราว 500 ลูก แบ่งใส่กล่อง กล่องละ 10 ลูก ติดเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วย แล้วให้ลูกน้องไปเดินแจกฟรีตามหน้าตึกสำนักงานในย่านถนนสาทร และย่านถนนสุขุมวิท ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการหยั่งตลาดว่า ที่ทำแจกฟรีหากจะทำออกขายโดยไม่มีหน้าร้านจะเป็นไปได้หรือไม่ ผลตอบรับที่ได้คือ เดินแจกลูกชุบในช่วงเช้า ก็มีโทรศัพท์เข้ามาอย่างล้นหลามในช่วงบ่าย โดยสอบถามว่า จะสามารถซื้อลูกชุบนี้ได้ที่ไหน จะต้องสั่งอย่างไร และนี่เองที่เราสามารถจับตลาดขายลูกชุบโดยไม่ต้องมีหน้าร้าน อีกทั้งได้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจนอีกด้วย
"เรามีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ เข้ามาจนตกใจ ว่าทำไมเยอะขนาดนี้ ช่วงนั้นใกล้จะปีใหม่ด้วย จึงเกิดการซื้อลูกชุบเพื่อนำไปเป็นของขวัญวันปีใหม่ ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ช่วงนั้นนอนน้อยมากวันละแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เราก็สนุกและรู้สึกดีที่มีคนพอใจผลงาน นับตั้งแต่นั้น ผมก็เลิกทำธุรกิจอื่นหมดเลย พอดีเป็นช่วงเศรษฐกิจทรุดด้วย เลยหันมาทางนี้เป็นหลัก ออกมาทำตลาดด้วยตัวเอง ซึ่งผมก็คิดว่าเรามาถูกทางแล้ว"
ขนมลูกชุบสุพัตรา มีผักและผลไม้หลายรูปแบบ ใครๆก็บอกว่าปั้นสวย สีไม่ฉูดฉาด เหมือนจริง รูปทรงไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่สำคัญคือรสชาติอยู่ในระดับอร่อย ไม่หวานมาก เนื้อถั่วเนียนละเอียด และหอมกลิ่นเทียนอบ คุณสุระว่าอย่างนั้น
ไม่เพียงแต่มียอดสั่งจากลูกค้าคนไทยเท่านั้น ลูกค้าต่างชาติที่ได้ชิมแล้วก็ติดใจ ขอสั่งซื้อด้วย แถมสั่งซื้อกันอีกรอบสองรอบ คือมัคคุเทศก์เขามาซื้อลูกชุบคราวละมากๆ นำไปแจกให้ลูกทัวร์ของเขาชิมขนมไทยสวยๆหอมๆและอร่อย ระหว่างที่มาเที่ยวในเมืองไทย เมื่อชิมแล้วลูกทัวร์ของเขาก็เกิดอยากจะซื้อจริงๆขึ้นมา เราก็เลยพลอยขายได้ไปด้วย
"และมีนักท่องเที่ยวบางคน เขาเป็นพ่อค้า จึงมาติดต่อให้เราทำส่งไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเราใช้การเก็บรักษาด้วยการแช่แข็ง เมื่อนำออกมารับประทานจะเหมือนไอศกรีมเลย แต่เรามีปัญหาในเรื่องแรงงานคน เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือทางปั้นและลงสีขนม รวมทั้งต้องรอให้สีแห้งด้วย เมื่อเราทำส่งไปยังต่างประเทศได้ แต่เราก็ไม่มียอดส่งให้ลูกค้าในประเทศที่เป็นห้างสรรพสินค้า จึงคิดว่ายังไงก็จับตลาดในประเทศไว้ก่อนจะดีกว่า จึงหยุดขายต่างประเทศ หันมาทำตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ขณะนี้เรากำลังพัฒนาการผลิตให้เป็นระดับแมสโปรดัคต์แล้ว หากแก้ไขได้ ถึงเวลานั้นก็คงทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น"
มาถึงเรื่องราคาของลูกชุบบ้าง... ลูกชุบสุพัตรามีขายตั้งแต่ราคา 45 บาท จนถึงหลัก 3,000 บาท แพ็กเกจก็มีหลายหลากรูปแบบและสวยงาม มีทั้งตะกร้าแบบสาน กระจาด กล่องพลาสติค กล่องกระดาษ ที่มีรูปทรงแตกต่างกันไป บางคนที่เคยกินลูกชุบเจ้าอื่นมาแล้ว อาจจะว่าของเราราคาสูงกว่าที่อื่น แต่คำว่า "ราคาสูง" มิได้หมายความว่าราคาแพงเสมอไป เพราะลูกชุบสุพัตราจะเน้นวัตถุดิบชั้นดี เน้นความสดและความสะอาดอย่างสูง ปั้นและลงสีอย่างมีศิลปะ บรรจุภัณฑ์ก็ใช้อย่างดี และให้ความมั่นใจว่าจะปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งหลายทั้งปวง คือสินค้าของเราเคยผ่านเข้าไปขายในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ดังนั้นเรื่องคุณภาพและความสะอาดจึงมั่นใจได้
"เราจับตลาดบนไม่ใช่ตลาดล่าง แต่เมื่อตั้งราคาสูงแล้ว คุณภาพจะต้องได้ด้วย ที่ผมตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มสูงเลย ผมมีเหตุผลอีกอย่างว่า คนไทยนี่แปลก แม้ว่าสินค้าจะมีราคาสูงเหมาะสำหรับกลุ่มบน แต่ในกลุ่มกลางและกลุ่มล่าง ก็พยายามจะหาซื้อนำไปเป็นของฝากแก่ญาติผู้ใหญ่ หรือผู้มีพระคุณ พูดง่ายๆ สินค้าราคาแพงหรือสูง กลุ่มกลาง และกลุ่มล่าง ไม่มีถอยถ้าจะให้เป็นของฝาก"
012

"สินค้าของเรามี อย.เรียบร้อย กระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เน้นคุณภาพวัตถุดิบและความสะอาดแบบเต็มที่ ตอนนี้เรากำลังเซ็ตการผลิตให้อยู่ในระดับโรงงาน โดยร่วมกับ สวทช. ถ้าเป็นไปได้ เราต้องการจะบุกตลาดต่างประเทศอีกครั้ง ปัญหาของการส่งออกคือ อายุการเก็บรักษาของขนม เราพัฒนามาหลายปีแต่ยังไม่ถูกใจ ลูกชุบที่เราต้องการคือต้องไม่มีสารกันเสียเลย ต้องเพรียวที่สุด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามหากจะยืดอายุขนม ต้องใช้วิธีอื่นเราจะไม่เลือกวิธีใส่สารกันเสียเด็ดขาด" คุณสุระย้ำ "เราบอกกับทีมงานวิจัยว่า ต้องการให้อยู่ข้างนอกให้ได้ 1 สัปดาห์ โดยไม่เสีย โดยไม่ใส่สาร เราพอใจแล้ว จะให้ใช้บรรจุภัณฑ์อย่างไร เรายินดี"
รูปแบบลูกชุบสุพัตรา สำหรับขายในวาระปกติ มีทั้งผลไม้และผักต่างๆเช่น มะยม มะม่วง มะปราง ชมพู่ มังคุด สตรอเบอรี่ เชอรี่ ข้าวโพด มะเขือยาว และพริก เป็นต้น แต่หากเป็นวาระพิเศษ อย่างเทศกาลวาเลนไทน์ จะมีรูปหัวใจเพิ่มเข้ามา หรือหากเป็นช่วงตรุษจีน จะมี "ซิ่วท้อ" ผลไม้มงคล ที่ผู้ใหญ่จะมอบให้แก่เด็กๆ เพื่อให้เด็กมีอายุยืน แข็งแรง
คุณสุระ ยังมีแง่มุมบางอย่างที่น่าสนใจ ในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิต นั่นคือ ทุกๆ สัปดาห์จะมี 1 วันที่เขาจะชวนให้ลูกน้องในร้าน ช่วยกันออกแบบลูกชุบแบบใหม่ๆ เรียกว่า ใครอยากจะปั้นอะไร ปั้นไปเลย ซึ่งเขาบอกว่า จินตนาการของเด็กๆ จะดีกว่าของผู้ใหญ่
"เราเคยผลิตลูกชุบเป็นรูปตุ๊กตา เป็นแมว เป็นหมี ในช่วงวาเลนไทน์ ซึ่งลูกค้าชมกันมากว่าสวย แต่การผลิตลูกชุบตุ๊กตา ไม่เหมาะที่จะทำเป็นการค้า" คุณสุระ เล่าให้ฟัง
สุพัตราขนมไทย 123 สุขุมวิท 95/1 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร. (02) 332-1159 และ (02) 740-3500
...มีจำหน่ายที่ชั้น 5 ดิเอ็มโพเรี่ยม นอกจากจะมีลูกชุบสีสันสวยงามแล้ว ยังจะมีขนมไทยอร่อยอื่นๆอีกมากหลายอย่าง ให้รู้ไปว่ารสชาติของขนมไทย.. อืมมม อร่อย ไม่แพ้ขนมชาติใดในโลก ..ลองชวนเพื่อนๆไปชมหรือชิมสักครั้ง อาจเปลี่ยนใจหลงเสน่ห์ขนมไทยๆก็ได้
013

014

เหล่านี้ คือตัวอย่างของการสร้างสรรค์อาชีพ จากความถนัดและความรู้จริงที่มีอยู่ แล้วพัฒนาปรับปรุง จน 3 ธุรกิจขนมไทย นำขนมไทยออกสู่แถวหน้าเท่ากับธุรกิจอื่น... ชนิดขนมไทยไม่อายใครๆ
สำหรับใครก็ตามที่ทำการงานสิ่งใดอยู่ อย่าเพิ่งท้อหรือหมดหวัง ลองปรับเปลี่ยนรูปแบบ คิดสร้างสรรค์และพัฒนาต่อไป
ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำอะไรแบบ ทำให้เสร็จๆไป อย่างแน่นอน
..แต่จะเกิดขึ้นจากสมองและสองมือของคนที่สู้ไม่ท้อถอยเท่านั้น ขอให้ทั้งขยันและฉลาดนะครับ ...ขอเป็นกำลังใจให้เสมอ.
| Create Date : 08 กันยายน 2550 |
| Last Update : 8 กันยายน 2550 22:46:28 น. |
|
44 comments
|
| Counter : Pageviews. |
|
|
|