ขนมไทย



ขนมไทย



#01 นพวรรณขนมไทย










โอกาสของขนมไทย ที่จะโกอินเตอร์นั้น อาจารย์นพวรรณ จงสุขสันติกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านขนมไทยมานานกว่า 30 ปี และเป็นเจ้าของ “ร้านนพวรรณขนมไทย” กล่าวว่า.... “ถ้าพูดถึงตลาดต่างประเทศสำหรับขนมไทย เท่าที่ตัวเองได้ไปสัมผัส สิงคโปร์จะชอบขนมไทยเรามาก เนื่องจากเคยชินกับขนมประเภทแป้งเหมือนชาวมาเลเซีย เพียงแต่คนสิงคโปร์จะไม่ชอบรสหวานจัด นับเป็นตลาดที่ใช้ได้ทีเดียวสำหรับขนมไทยเราตลาดหนึ่ง”



“หรืออย่างเวียดนาม เขาก็ทำและกินขนมที่ทำจากแป้งเหมือนกัน ขนมไทยอย่างขนมเหนียว ถั่วแปบ จึงขายได้ดีที่นั่นหากเมื่อไหร่ได้ส่งไปขาย ..สำหรับญี่ปุ่น จากประสบการณ์ที่เคยไปร่วมงานแสดงอาหารมา ได้นำฝอยทองกรอบไปจำหน่ายด้วย ปรากฏว่าทำไปประมาณหมื่นชิ้น ขายหมดเกลี้ยงในพริบตา ต้องไปทำสดๆ ที่นั่น และก็มีคนเข้าคิวรอซื้อยาวเหยียด ไม่น่าเชื่อเลย”



“ประเทศยุโรปเช่นอิตาลี เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ขนมไทยสามารถทำตลาดได้ โดยคนอิตาลีจะชอบของหวานมาก เพราะปกติเขาจะรับประทานช็อกโกแลตและไอศกรีมเป็นหลัก รวมทั้งพวกนม เนย และแป้ง ฉะนั้นขนมไทยอย่างอาลัว ที่ดัดแปลงไปใช้ส่วนผสมช็อกโกแลต คัสตาร์ด และใช้นมแทนกะทิ จึงเป็นที่ชื่นชอบของคนอิตาลี รวมถึงวุ้นกะทิ และขนมกรุบกรอบอย่างขนมผิงด้วย”




003





“เท่าที่เคยไปสัมผัสตลาดต่างประเทศมาทุกที่ พบว่าการเจาะตลาด จะต้องไม่ฝืนธรรมชาติการกินของเขา อันดับแรกเลย ต้องศึกษาตลาดก่อนว่าเขาชอบกินแบบไหน ต้องรู้ว่าขนมแบบไหนเหมาะกับประเทศของเขา หวานไปอาจขายไม่ได้ รสชาติต้องพอเหมาะพอดีกับจริตของแต่ละชาติ”



อาจารย์นพวรรณกล่าวอีกว่า ขนมไทยที่วิเคราะห์ดูแล้วที่น่าจะมีโอกาสทำตลาดต่างประเทศได้ดี คือขนมลูกชุบ เพราะเป็นขนมไทยที่ไม่ยากลำบากในการหาลูกค้า เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เขาซื้อด้วยความน่ารัก และพอรับประทานเสร็จแล้วติดใจ ...คือตอนซื้อยังไม่รู้ว่าอร่อย แต่ซื้อเพราะรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าซื้อ แต่พอซื้อแล้วรับประทานแล้วต้องกลับมาซื้ออีก นั่นคือเทคนิคร้านนพวรรณขนมไทยที่กำลังคิดค้นศึกษาอยู่



“โดยเรากำลังคิดสูตรขนมลูกชุบ ที่ไม่ใช่สีสังเคราะห์ แต่ใช้สีจากธรรมชาติ จากสีของดอกไม้ ส่วนรูปแบบก็จะเน้นปั้นเป็นพวกผักและผลไม้เป็นหลัก สำหรับแพ็กเกจจิ้งก็จะทำเป็นกล่องที่ภายในแบ่งออกเป็นช่องๆสำหรับใส่ลูกชุบแต่ละชิ้น แบบเดียวกับกล่องใส่ช็อกโกแลต แต่ของเราพอเปิดกล่องออกมา จะเป็นขนมลูกชุบทั้งหมด เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ พริก มะเขือยาว เป็นต้น”



“วิธีการส่งออก ก็จะผลิตขนมสำเร็จออกเป็นชิ้นๆแล้วบรรจุใส่กล่องเพื่อแช่แข็งส่งไปยังตลาดปลายทาง ในลักษณะอาหารพร้อมรับประทาน โดยขนมของเรา ไม่ต้องนำไปทำอะไรอีกเพียงแค่นำออกจากตู้แช่แล้วปล่อยทิ้งไว้ซักพัก ก็จะรับประทานได้โดยรสชาติความอร่อยเหมือนกับที่ทำเสร็จใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้ก็มีออร์เดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่องจากทีแอนด์ที ซุปเปอร์มาร์เก็ต ประเทศแคนาดา”



สำหรับขนมไทยที่เป็นจุดเด่นจริงๆของร้าน นพวรรณขนมไทย อาจารย์นพวรรณ บอกว่าคือขนมมงคล 9 เป็นหลัก ได้แก่ จ่ามงกุฎ เสน่ห์จันทร์ ทองเอก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ฝอยเงิน เม็ดขนุน และขนมชั้น



“ขนมไทยอื่นๆ ที่มีรูปลักษณ์สวยงามน่ารับประทานไม่แพ้กัน ก็เช่น อาลัวดอกกุหลาบ ซึ่งได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระพี่นางฯ มาแล้ว รวมทั้งเราเป็นรายแรกที่ได้พัฒนาขนมทองเอก ทำเป็นรูปดอกกุหลาบ ซึ่งหากไปเปิดดูหนังสือของททท.จะพบว่า เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นี้ จึงสามารถระบุได้เลยว่า อาลัวดอกกุหลาบ และทองเอกดอกกุหลาบ นพวรรณขนมไทยเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นรายแรก”




004





005






อาจารย์นพวรรณ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของร้านนพวรรณขนมไทยว่า เริ่มต้นจากการเป็นลูกมือช่วยคุณแม่ทำอาหารไทยทั้งคาวและหวาน เรียกได้ว่าตั้งแต่ป.3 ก็ช่วยคุณแม่ มูนข้าวเหนียวทำขนมแล้ว ดังนั้นจึงเป็นความเคยชินกับกระบวนการทำขนม จนไม่รู้สึกเหนื่อยหรือลำบากแต่อย่างใด กลับรู้สึกเป็นความสุขกับงานๆนี้



“ตอนเด็กๆ ทุกครั้งเวลาปิดเทอม เพื่อนๆ จะเตรียมโปรแกรมไปเที่ยวกัน แต่เราไม่เคย เราจะมีความรู้สึกว่าปิดเทอมแล้ว เราจะต้องมูนข้าวเหนียวขาย วันหนึ่งถ้ามูนหนึ่งถัง คือ 15 กิโล มูนแล้วจะได้ 30 กิโล จะขายได้เงินเท่าไหร่ คิดอย่างนั้นมาตลอดตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ถึงแม้จะทำงานไม่หลับไม่นอนตลอด 24 ชั่วโมง ก็รู้สึกเป็นปกติ เพราะได้บ่มเพาะตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว”



“สาเหตุที่เลือกทำขนมเป็นอาชีพ เพราะมีความรู้สึกว่าขายง่าย ขนมอยู่ตรงไหนก็ขายได้ ขนมเป็นมิตรกับทุกคน ในร้านอาหาร ขนมก็ขายได้ ในร้านก๋วยเตี๋ยว ขนมก็ขายได้ จะเป็นร้านอะไรก็ได้ ขนมวางขายได้หมด ดังนั้นเมื่อไปทำงานเป็นผู้บริหารโรงแรม ที่พัทยา จึงใช้เวลาว่างช่วงเช้าให้เป็นประโยชน์ โดยทำขนมแล้วนำไปฝากเพื่อนที่เขาทำงานแบงก์และตามสถานที่ต่างๆ เมื่อเขาชิมแล้วก็มีการสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ก็ใช้เวลาตอนกลางคืนในการทำขนม พอตอนเช้าก่อนไปทำงานก็ขับรถไปส่งแล้วค่อยไปทำงาน”



“เราเป็นฝ่ายผู้บริหาร เข้างานโรงแรม 9 โมง เลิก 5 โมง เพราะฉะนั้นงานเข้า 9 โมง เราขับรถจากบ้านไปที่ทำงานแค่ 5 นาที ระหว่างทางเราก็นำขนมไปฝากขายกับเพื่อนๆเสียก่อน เราก็เก็บได้แล้วพันกว่าบาททุกวัน แล้วเราก็เข้ามาทำงานตามปกติ ไม่ได้ผิดระเบียบอะไร”



“สำหรับร้านนพวรรณขนมไทย จุดเริ่มต้นจริงจังเกิดขึ้นตอนที่ลูกๆ ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ จึงตามมาอยู่ด้วยเพื่อจะได้ดูแลลูกๆ ทีนี้พอเช้าขึ้นมา ลูกๆ ไปโรงเรียนกันแล้ว แม่ก็จะว่าง และตอนนั้นก็ได้เชลล์ชวนชิมมาแล้วจากการที่คุณชายถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ มาสั่งขนมทาน คุณชายบอกว่าอร่อยหมดทุกอย่าง อย่างนั้นเอาป้ายเชลล์ชวนชิมไปเลยดีกว่า เราก็บอกไปว่า ยังไม่ได้ใช้ทำอะไร คุณชายบอกว่า เอาไปเถอะเดี๋ยวสักวันก็ต้องได้ใช้”



“ต้นปี 2541 ได้มีโอกาสไปเป็นอาจารย์สอนอาชีพให้กับประชาชนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จึงเริ่มเห็นประโยชน์ป้ายเชลล์ชวนชิม ขณะที่เข้าไปสอนในม.เกษตรฯ ผู้มาเรียนนอกจากจะมาเรียนแล้ว เขายังสั่งซื้อให้เราทำขนม คือเขาจะเอาไปฝากคนโน้นคนนี้ด้วย แล้วปากต่อปากไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต่อมาเป็นธุรกิจแบบเต็มตัว แล้วยังมีโอกาสถูกคัดให้เข้าไปอบรมเรื่องแฟรนไชส์ เพราะเขาเห็นว่าขนมของเราอร่อยและสวยดี วางขายที่ไหนก็พรึ่บเดียวหมด ก็เลยได้เข้าไปเรียนระบบแฟรนไชส์ตั้งแต่รุ่นแรก ก็อบรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถูกคัดอีกรอบ คราวนี้เป็นรอบแอดวานซ์ เป็นโปรแกรมให้ไปอบรมและดูงานต่างประเทศ”



“เนื่องจากความรู้เดิม เราก็จบจากเมืองนอก ภาษาใช้ได้ ก็ไม่มีอุปสรรค แถมเคยทำงานที่โรงแรมมา 30 ปี พรีเซ็นต์งานให้ต่างชาติก็เยอะ เมื่อรวมประกอบทุกอย่างแล้ว สรุปว่าให้ภาครัฐช่วยดันเราโกอินเตอร์ ดีที่สุด ก็เลยเข้ารับการอบรมแอดวานซ์โปรแกรม ได้เป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่ได้ถูกคัดสรร และเป็นธุรกิจขนมไทยเจ้าเดียวในโครงการนี้”



“การได้เข้าไปสัมผัสตรงนี้ ทำให้เราไม่ได้ทำขนมเพื่อวางขาย แม้จะมีหน้าร้านแต่ไม่มีขนมวางขาย แต่เรามีออร์เดอร์เข้ามาทุกวัน สั่งซื้อไปจัดงานต่างๆ จึงได้คิดว่า ใครที่จะมาลงทุนทำธุรกิจขนมไทย ขออย่างเดียวให้มีเพื่อนเยอะๆ ไม่ต้องมีร้านก็ได้ แค่มีคนมาสั่งทำขนมก็อยู่ได้สบายแล้ว”




006






อาจารย์นพวรรณ เล่าถึงอนาคตตลาดขนมไทยว่า “ขนมไทยยังขายได้อยู่เสมอทุกวัน การผลิตขนมไทยขาย ยังเป็นธุรกิจที่สามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ แต่ผู้ผลิตต้องมีความตั้งใจและใส่ใจกับงานมากกว่าธุรกิจอื่น จะต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนและให้เวลากับขั้นตอนการทำขนมแต่ละชนิดให้มาก เพราะแต่ละขั้นตอน ไม่สามารถจะปล่อยวางแล้วไปทำอย่างอื่น ขั้นตอนของการทำขนมไทย เป็นอะไรที่ทำแล้วต้องทำให้เสร็จ ค้างคาไม่ได้ ถ้าวางมือแล้วเสียเลย นี่คือข้อบังคับของการทำธุรกิจขนมไทย”



“หากใครคิดจะทำธุรกิจนี้ แทบจะต้องตัดขาดจากเรื่องส่วนตัว จะนัดกับใครไปไหนนานๆ ก็ยาก ยิ่งหากเปิดร้านเพื่อรับออร์เดอร์หรือให้ลูกค้าโทร.มาสั่ง เราก็ไม่รู้ว่าลูกค้าจะโทร.มาสั่งขนมเวลาไหน เมื่อสั่งมา ก็ต้องรีบทำให้เลย ไปไหนไม่ได้ ผู้ที่จะทำธุรกิจนี้ จึงต้องทุ่มเทพอสมควร แต่รับรองได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ”



ร้านนพวรรณขนมไทย อยู่ที่ 88/9 ถ.เทศบาลสงเคราะห์ ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0-2591-5173 โทรสาร 0-2589-5759







# 02 ขนมไทยเก้าพี่น้อง




007






คุณกรกมล ลีลาธีรภัทร กรรมการผู้จัดการบริษัท ขนมไทยเก้าพี่น้อง จำกัด หนึ่งในทายาทเล่าให้ฟังว่า ขนมไทยเก้าพี่น้องเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจครอบครัว โดยมีคุณแม่ (เจ๊ลั่งฮวย) เป็นชาวจีนขนานแท้ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการเริ่มต้นทำขนม ซึ่งในช่วงแรกเป็นการทำขนมขาย ที่หน้าบ้านย่านสะพานสูง นานกว่า10 ปีแล้ว ก่อนจะพัฒนาธุรกิจให้ใหญ่โตในปัจจุบัน



“คุณแม่จะตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด เตรียมของมูนข้าวเหนียว โดยมีลูกๆช่วยกัน คนกะทิ ช่วยผัดหน้ากุ้ง ทำให้ลูกๆได้ถูกฝึกการทำขนมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการฉีกใบตอง การทำข้าวต้มผัดที่หน้าตาออกมาสวย ขนมเทียนจะต้องห่ออย่างไร ขนมจึงจะสวย”



“นอกจากขนมไทยจำพวก ข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ข้าวต้มผัด ขนมเทียน สังขยาฟักทองเป็นลูก ยังมีอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นขนมจีนน้ำยาปลาช่อน ห่อหมกหอยแมลงภู่ โรตีแขก แต่หากถามว่าอะไรที่ขึ้นชื่อลือชาและสร้างชื่อเสียงให้ร้านของเรา เห็นจะเป็น ข้าวเหนียวมูน ที่มูนจากกะทิสด เก็บไว้ค้างคืนแล้วไม่เสีย แม้ว่าราคาขายในขณะโน้นจะราคากิโลกรัมละ 24 บาท ซึ่งสูงกว่าร้านในละแวกใกล้เคียงที่ขายกันเพียงกิโลกรัมละ 12 บาท แต่ก็ไม่ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง แต่ตอนนี้จะขายราคากิโลกรัมละ 120 บาทแล้ว”



“เคล็ดลับความอร่อย ก็คือ ข้าวเหนียวมูน ต้องเป็นข้าวเหนียวสด พันธุ์เขี้ยวงูจากลำปาง และใช้หวดดินในการนึ่ง และมีใบเตยที่ใส่ในน้ำต้มใต้หวดดิน จะทำให้ได้กลิ่นหอมของใบเตย ส่วนข้าวต้มผัด ถ้าทำจากข้าวเหนียวมูนที่เราเหลือจากขาย ก็สามารถทำได้ แต่รสชาติจะไม่อร่อย ไม่เหมือนข้าวเหนียวดิบที่เอามาแช่แล้วผัดกับกะทิสด มันจะมีความเหนียวหวานมัน อร่อยกว่ากันเยอะ นี่คือเคล็ดลับซึ่งเป็นการปลูกฝังจากคุณแม่ให้เราได้ทำและได้เรียนรู้”



“สูตรที่ใช้ทุกอย่าง ยังคงเดิมตั้งแต่รุ่นคุณแม่ เพียงแต่มีการวัดปริมาณที่แม่นยำมากขึ้น ต่างจากสมัยเดิมที่อาศัยการใช้หม้อหรือกะละมังในการชั่งตวง ทำให้ได้ปริมาณที่ไม่แน่นอนนัก เดี๋ยวนี้นำสูตรเดิมที่คุณแม่ใช้ มาชั่งตวงให้ได้ปริมาณที่แน่นอน ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ ยังคงเป็นสูตรดั้งเดิมที่ถอดมาจากคุณแม่ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นการดัดแปลงเองและมีการใช้เครื่องชั่งดิจิตอลเข้ามาช่วย”



รูปแบบของการทำตลาด….จากการเริ่มต้นทำขนมหน้าบ้าน และใครต่อใครต่างเรียกกันติดปากว่า ข้าวเหนียวมูนเจ๊ลั่งฮวย หน้าวัดสะพานสูง ต่อมาในปี 2521 ก็ได้ขยายกิจการมาเปิดร้านที่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร หรือตลาด อ.ต.ก. และตั้งชื่อใหม่ว่า “ขนมไทยเก้าพี่น้อง” ซึ่งแม้ว่าคุณแม่จะเสียชีวิตไป 10 ปีแล้ว ปัจจุบันจาก 9 คนพี่น้อง เหลือเพียง 4 คน 2 ครอบครัว ที่ดูแลธุรกิจนี้อยู่ต่อไป





008





“ที่ร้าน จะมีขนมหลากหลายที่ลูกค้าติดใจในรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ที่เราจัดใส่ในกระทง ตะโก้ก็มีไส้แห้ว เผือก สาคูข้าวโพด สาคูมะพร้าวอ่อน มันสำปะหลัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ไส้มันสำปะหลังจะหายาก ไม่ค่อยจะมีคนทำกันแล้ว และยังมีลูกชุบ ทองหยิบ ทองหยอด รวมทั้งขนมไทยโบราณ เช่น ทองเอก จ่ามงกุฎ เสน่ห์จันทร์ กระเช้าสีดา กลีบลำดวน ที่มีการทำสดๆออกขายทุกวัน”



“นอกจากร้านที่ อ.ต.ก.แล้ว ทางเรายังส่งไปให้ลูกค้าในกลุ่มสายการบิน โรงแรมระดับ 5 ดาว 80 แห่งในกรุงเทพฯ และมีลูกค้าในกลุ่มร้านอาหารอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งยังมีช่องทางเว็บไซด์ ที่รับจัดเลี้ยง รับสั่งจองขนมเพื่องานพิธีต่างๆ เช่น จัดขนมขันหมาก โดยลูกค้าจะช่วยบอกปากต่อปากถึงคุณภาพและการให้บริการไปถึงลูกค้าอื่นให้เราอีกด้วย”



“ตอนนี้เรามีโรงงานผลิตเพื่อรองรับลูกค้าในกลุ่มโรงแรมโดยเฉพาะ โดยในไลน์การผลิตจะมีการควบคุมความสะอาดด้านการแต่งกายของพนักงาน เครื่องมือที่ใช้จะเป็นสเตนเลสทั้งหมด มีการล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และมีการเชิญลูกค้าเข้ามาดูระบบ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ทำให้ยอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นมาก ทุกวันนี้ที่โรงงานจะมีกำลังการผลิตได้ถึง 30,000 – 50,000 ชิ้นต่อวัน”




009






“เราพัฒนารสชาติ โดยลดความหวานลงเพื่อให้ลูกค้าและผู้บริโภครับประทานได้หลายชิ้น ส่วนสีสันของขนมที่เข้มเกินไป ก็ได้ปรับสีให้น่ารับประทานโดยใช้สีธรรมชาติเข้ามาช่วย สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อขนมก็ยังคงเน้นกระทงใบตอง แต่บรรจุภัณฑ์ที่อยู่ด้านนอกจะออกแบบเป็นกล่องที่มีลวดลายสวยงามคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย”



“หากถามว่าทำไมถึงเอาขนมไทยไปใส่กล่อง คือความจริงแล้วชอบที่จะใส่ใบตองมากกว่ามันจะดูสวยงามกว่า แต่ลูกค้าอาจจะมองเรื่องความสะอาดของใบตอง และเรายังมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง เพราะปัจจุบันมีลูกค้าซื้อไปต่างประเทศ ดังนั้นรูปแบบของตัวกล่องต้องสามารถป้องกันไม่ให้ขนมเละ ยังคงหน้าตาเดิมเอาไว้ได้”



”เป็นระยะเวลา 1 ปีแล้ว ที่เราทำตลาดส่งออก ปัจจุบันส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนิยม ขนมกล้วย ขนมฟักทอง ข้าวต้มผัด ส่วนตลาดจีน จะนิยมลูกชุบ ตลาดอเมริกาจะนิยมฝอยทอง ตลาดแคนาดาจะนิยมลูกชุบ”



“ขนมไทยแม้จะมีอายุสั้น แต่สามารถทำตลาดส่งออกได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ การหาวิธีให้ส่งออกแล้วรสชาติและหน้าตาของขนมต้องยังคงเหมือนเดิม เราลองมาหลายวิธีมาก ก่อนจะส่งออก มีการทดลองเก็บสินค้าไว้ในช่องฟรีซ ที่ 4 -10 องศา จากนั้นก็จะนำมาเข้าไมโครเวปเพื่อดูว่า รสชาติและหน้าตาของขนมเปลี่ยนไปหรือไม่ รวมทั้งการใช้วิธีการผ่านความร้อนแบบอื่นๆ หรือการทดลองตั้งขนมไว้ข้างนอกโดยไม่ต้องนำเข้าตู้เย็น ซึ่งผลการทดลองที่ออกมาเราก็นำมาใช้ในทุกวันนี้”




010





“ตลาดส่งออกน่าจะเติบโตได้ดี แต่สิ่งที่ต้องการคือการส่งเสริมจากภาครัฐด้านผู้เชี่ยวชาญการให้คำปรึกษา GMP ...ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว อุตสาหกรรมขนมไทยสามารถจะนำเงินตราเข้าประเทศได้อีกมาก มีผู้ประกอบการขนมไทยหลายรายที่สามารถจะส่งออกได้ เพียงแต่เขายังขาดการส่งเสริมจากภาครัฐในด้านความรู้ ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้าก่อนส่งออก สำหรับผู้ประกอบการเองก็ต้องให้ความสำคัญในเรื่องวัตถุดิบ เพราะวัตถุดิบสำหรับตลาดต่างประเทศนับเป็นเรื่องสำคัญมาก หากสินค้าไม่มีคุณภาพ ก็อาจส่งผลให้ปิดกั้นโอกาสของผู้ประกอบการรายอื่นๆด้วย”



“สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ คงจะเป็นเพราะความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้า สมมุติว่าสินค้าที่ส่งออกไปยังลูกค้า คุณภาพไม่เหมือนตอนที่ดูของตัวอย่าง เราจะต้องแสดงความรับผิดชอบทันที เช่น ข้าวต้มผัดไส้เผือกที่จะส่งไปในล็อตเดียวกัน อันหนึ่งเนื้อไม่ซุย ด้าน กับอีกอันหนึ่ง เนื้อซุย สีสวย เมื่อเราพบความผิดพลาด เราจะต้องรีบโทรฯไปแจ้งแก่ลูกค้าก่อนว่า สินค้าล็อตนี้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงจะลงเรือไปแล้วก็ตาม นี่คือการที่เราแสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า”



บริษัท ขนมไทยเก้าพี่น้อง จำกัด 19/26 ซ.โชติวัฒน์ 4 ถ.บางซื่อ แขวงบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทร. 02- 585 5781, 02-585 5299







#03 สุพัตราขนมไทย





011





คุณสุระ สูทกวาทิน ผู้จัดการบริษัท สุพัตราขนมไทย จำกัด และเป็นสามีของคุณสุพัตรา เจ้าของสูตรลูกชุบสุพัตรา คุณสุระกล่าวว่า “ที่ผลงานของเราขายดีในห้างสรรพสินค้าและส่งออกไปยังต่างประเทศ แรกทีเดียวเราก็เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่น คือล้มลุกคลุกคลานมากับธุรกิจหลายอย่าง ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ เพชรพลอย งานธนาคาร และธุรกิจอาหาร จนกระทั่งราวปี 2538 เราเห็นว่าคงจะไปไม่ไหวหากยังอยู่กันแบบนี้ อีกอย่างภรรยาทำขนมลูกชุบอร่อย ใครกินแล้วมักจะชมและติดใจ ก็เลยคิดว่าหากนำมาทดลองทำเป็นธุรกิจอาจจะได้ลูกค้าประจำไปนานๆ เราก็เลยทดลองตลาด”



“วันแรก ทำลูกชุบออกมาราว 500 ลูก แบ่งใส่กล่อง กล่องละ 10 ลูก ติดเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วย แล้วให้ลูกน้องไปเดินแจกฟรีตามหน้าตึกสำนักงานในย่านถนนสาทร และย่านถนนสุขุมวิท ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการหยั่งตลาดว่า ที่ทำแจกฟรีหากจะทำออกขายโดยไม่มีหน้าร้านจะเป็นไปได้หรือไม่ ผลตอบรับที่ได้คือ เดินแจกลูกชุบในช่วงเช้า ก็มีโทรศัพท์เข้ามาอย่างล้นหลามในช่วงบ่าย โดยสอบถามว่า จะสามารถซื้อลูกชุบนี้ได้ที่ไหน จะต้องสั่งอย่างไร และนี่เองที่เราสามารถจับตลาดขายลูกชุบโดยไม่ต้องมีหน้าร้าน อีกทั้งได้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจนอีกด้วย”



"เรามีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ เข้ามาจนตกใจ ว่าทำไมเยอะขนาดนี้ ช่วงนั้นใกล้จะปีใหม่ด้วย จึงเกิดการซื้อลูกชุบเพื่อนำไปเป็นของขวัญวันปีใหม่ ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ช่วงนั้นนอนน้อยมากวันละแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เราก็สนุกและรู้สึกดีที่มีคนพอใจผลงาน นับตั้งแต่นั้น ผมก็เลิกทำธุรกิจอื่นหมดเลย พอดีเป็นช่วงเศรษฐกิจทรุดด้วย เลยหันมาทางนี้เป็นหลัก ออกมาทำตลาดด้วยตัวเอง ซึ่งผมก็คิดว่าเรามาถูกทางแล้ว"



“ขนมลูกชุบสุพัตรา มีผักและผลไม้หลายรูปแบบ ใครๆก็บอกว่าปั้นสวย สีไม่ฉูดฉาด เหมือนจริง รูปทรงไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่สำคัญคือรสชาติอยู่ในระดับอร่อย ไม่หวานมาก เนื้อถั่วเนียนละเอียด และหอมกลิ่นเทียนอบ” คุณสุระว่าอย่างนั้น




“ไม่เพียงแต่มียอดสั่งจากลูกค้าคนไทยเท่านั้น ลูกค้าต่างชาติที่ได้ชิมแล้วก็ติดใจ ขอสั่งซื้อด้วย แถมสั่งซื้อกันอีกรอบสองรอบ คือมัคคุเทศก์เขามาซื้อลูกชุบคราวละมากๆ นำไปแจกให้ลูกทัวร์ของเขาชิมขนมไทยสวยๆหอมๆและอร่อย ระหว่างที่มาเที่ยวในเมืองไทย เมื่อชิมแล้วลูกทัวร์ของเขาก็เกิดอยากจะซื้อจริงๆขึ้นมา เราก็เลยพลอยขายได้ไปด้วย”



"และมีนักท่องเที่ยวบางคน เขาเป็นพ่อค้า จึงมาติดต่อให้เราทำส่งไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเราใช้การเก็บรักษาด้วยการแช่แข็ง เมื่อนำออกมารับประทานจะเหมือนไอศกรีมเลย แต่เรามีปัญหาในเรื่องแรงงานคน เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือทางปั้นและลงสีขนม รวมทั้งต้องรอให้สีแห้งด้วย เมื่อเราทำส่งไปยังต่างประเทศได้ แต่เราก็ไม่มียอดส่งให้ลูกค้าในประเทศที่เป็นห้างสรรพสินค้า จึงคิดว่ายังไงก็จับตลาดในประเทศไว้ก่อนจะดีกว่า จึงหยุดขายต่างประเทศ หันมาทำตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ขณะนี้เรากำลังพัฒนาการผลิตให้เป็นระดับแมสโปรดัคต์แล้ว หากแก้ไขได้ ถึงเวลานั้นก็คงทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น"



มาถึงเรื่องราคาของลูกชุบบ้าง... “ลูกชุบสุพัตรามีขายตั้งแต่ราคา 45 บาท จนถึงหลัก 3,000 บาท แพ็กเกจก็มีหลายหลากรูปแบบและสวยงาม มีทั้งตะกร้าแบบสาน กระจาด กล่องพลาสติค กล่องกระดาษ ที่มีรูปทรงแตกต่างกันไป บางคนที่เคยกินลูกชุบเจ้าอื่นมาแล้ว อาจจะว่าของเราราคาสูงกว่าที่อื่น แต่คำว่า "ราคาสูง" มิได้หมายความว่าราคาแพงเสมอไป เพราะลูกชุบสุพัตราจะเน้นวัตถุดิบชั้นดี เน้นความสดและความสะอาดอย่างสูง ปั้นและลงสีอย่างมีศิลปะ บรรจุภัณฑ์ก็ใช้อย่างดี และให้ความมั่นใจว่าจะปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งหลายทั้งปวง คือสินค้าของเราเคยผ่านเข้าไปขายในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ดังนั้นเรื่องคุณภาพและความสะอาดจึงมั่นใจได้”



"เราจับตลาดบนไม่ใช่ตลาดล่าง แต่เมื่อตั้งราคาสูงแล้ว คุณภาพจะต้องได้ด้วย ที่ผมตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มสูงเลย ผมมีเหตุผลอีกอย่างว่า คนไทยนี่แปลก แม้ว่าสินค้าจะมีราคาสูงเหมาะสำหรับกลุ่มบน แต่ในกลุ่มกลางและกลุ่มล่าง ก็พยายามจะหาซื้อนำไปเป็นของฝากแก่ญาติผู้ใหญ่ หรือผู้มีพระคุณ พูดง่ายๆ สินค้าราคาแพงหรือสูง กลุ่มกลาง และกลุ่มล่าง ไม่มีถอยถ้าจะให้เป็นของฝาก"




012





"สินค้าของเรามี อย.เรียบร้อย กระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เน้นคุณภาพวัตถุดิบและความสะอาดแบบเต็มที่ ตอนนี้เรากำลังเซ็ตการผลิตให้อยู่ในระดับโรงงาน โดยร่วมกับ สวทช. ถ้าเป็นไปได้ เราต้องการจะบุกตลาดต่างประเทศอีกครั้ง ปัญหาของการส่งออกคือ อายุการเก็บรักษาของขนม เราพัฒนามาหลายปีแต่ยังไม่ถูกใจ ลูกชุบที่เราต้องการคือต้องไม่มีสารกันเสียเลย ต้องเพรียวที่สุด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามหากจะยืดอายุขนม ต้องใช้วิธีอื่นเราจะไม่เลือกวิธีใส่สารกันเสียเด็ดขาด" คุณสุระย้ำ "เราบอกกับทีมงานวิจัยว่า ต้องการให้อยู่ข้างนอกให้ได้ 1 สัปดาห์ โดยไม่เสีย โดยไม่ใส่สาร เราพอใจแล้ว จะให้ใช้บรรจุภัณฑ์อย่างไร เรายินดี"



“รูปแบบลูกชุบสุพัตรา สำหรับขายในวาระปกติ มีทั้งผลไม้และผักต่างๆเช่น มะยม มะม่วง มะปราง ชมพู่ มังคุด สตรอเบอรี่ เชอรี่ ข้าวโพด มะเขือยาว และพริก เป็นต้น แต่หากเป็นวาระพิเศษ อย่างเทศกาลวาเลนไทน์ จะมีรูปหัวใจเพิ่มเข้ามา หรือหากเป็นช่วงตรุษจีน จะมี "ซิ่วท้อ" ผลไม้มงคล ที่ผู้ใหญ่จะมอบให้แก่เด็กๆ เพื่อให้เด็กมีอายุยืน แข็งแรง”




คุณสุระ ยังมีแง่มุมบางอย่างที่น่าสนใจ ในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิต นั่นคือ ทุกๆ สัปดาห์จะมี 1 วันที่เขาจะชวนให้ลูกน้องในร้าน ช่วยกันออกแบบลูกชุบแบบใหม่ๆ เรียกว่า ใครอยากจะปั้นอะไร ปั้นไปเลย ซึ่งเขาบอกว่า จินตนาการของเด็กๆ จะดีกว่าของผู้ใหญ่



"เราเคยผลิตลูกชุบเป็นรูปตุ๊กตา เป็นแมว เป็นหมี ในช่วงวาเลนไทน์ ซึ่งลูกค้าชมกันมากว่าสวย แต่การผลิตลูกชุบตุ๊กตา ไม่เหมาะที่จะทำเป็นการค้า" คุณสุระ เล่าให้ฟัง




สุพัตราขนมไทย 123 สุขุมวิท 95/1 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร. (02) 332-1159 และ (02) 740-3500

...มีจำหน่ายที่ชั้น 5 ดิเอ็มโพเรี่ยม นอกจากจะมีลูกชุบสีสันสวยงามแล้ว ยังจะมีขนมไทยอร่อยอื่นๆอีกมากหลายอย่าง ให้รู้ไปว่ารสชาติของขนมไทย.. อืมมม อร่อย ไม่แพ้ขนมชาติใดในโลก ..ลองชวนเพื่อนๆไปชมหรือชิมสักครั้ง อาจเปลี่ยนใจหลงเสน่ห์ขนมไทยๆก็ได้





013




014






เหล่านี้ คือตัวอย่างของการสร้างสรรค์อาชีพ จากความถนัดและความรู้จริงที่มีอยู่ แล้วพัฒนาปรับปรุง จน 3 ธุรกิจขนมไทย นำขนมไทยออกสู่แถวหน้าเท่ากับธุรกิจอื่น... ชนิดขนมไทยไม่อายใครๆ




สำหรับใครก็ตามที่ทำการงานสิ่งใดอยู่ อย่าเพิ่งท้อหรือหมดหวัง ลองปรับเปลี่ยนรูปแบบ คิดสร้างสรรค์และพัฒนาต่อไป

“ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำอะไรแบบ ทำให้เสร็จๆไป” อย่างแน่นอน

..แต่จะเกิดขึ้นจากสมองและสองมือของคนที่สู้ไม่ท้อถอยเท่านั้น ขอให้ทั้งขยันและฉลาดนะครับ ...ขอเป็นกำลังใจให้เสมอ.










โดย yyswim







Create Date : 08 กันยายน 2550
Last Update : 8 กันยายน 2550 22:46:28 น. 44 comments
Counter : Pageviews.

 
ขนมไทยนอกจากจะอร่อยแล้วยังหน้าตาสวยงามอีกนะคะ


โดย: Complicatedgirl วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:1:59:13 น.  

 
ขอบคุณที่เอาผัดไทย และขนมไทยๆ ไปฝากฝนนะคะ เห็นแล้วก็นึกอยากเลยล่ะค่ะ

อยากให้อนุรักษ์การทำขนมไทยตลอดไป และก็อยากให้ฝรั่ง ต่างชาติได้รู้จักขนมไทยมากยิ่งขึ้น บอกตรงๆ เลยนะคะ ไม่มีขนมไหนอร่อยเท่าขนมไทยบ้านเราอีกแล้วค่ะ อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวฝนล้วนๆ เพราะฝนได้ลองชิมขนมทางนี้แล้วรู้สึกว่าแรกๆ ก็โอเคแต่พอบ่อยๆ มันเลี่ยนค่ะ แล้วแต่ละอย่างมันไม่ค่อยหลากหลายเหมือนขนมบ้านเรา

พูดอย่างนี้แล้วไว้กลับไทยจะไปเดินแถวๆ ดิโอสยามซักกะหน่อยในนั้นมีขนมอร่อยๆ เยอะเลย


โดย: Malee30 วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:3:48:04 น.  

 
คิดว่าสเนห์ของขนมไทยคือความสวยงาม นะคะ เคยเรียนทำขนมไทยหลายอย่าง ทำยากค่ะ แต่ละอย่างต้องประดิษฐ์ประดอย ... เทียบกับขนมฝรั่ง ที่ผสมๆ แล้วก็อบ ง่ายกว่ากันเยอะเลย .... ขนมไทยนี่ชอบทานประเภทถั่ว และ เผือก แต่ถ้าพวกฝอยทอง ทองหยิบทองหยอดนี่ต้องขอ ยอมแพ้เรื่องความหวานค่ะ

ถ้าขนมไทยโกอินเตอร์ได้ก็น่าภูมิใจนะคะ


โดย: VA_Dolphin วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:4:50:37 น.  

 
ชอบขนมไทยมาก โดยเฉพาะทองหยอดกับฝอยทองนี่ของโปรด กินได้กินดี กินไม่มีหยุด


โดย: coming soon (The Yearling ) วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:11:05:07 น.  

 


คุณComplicatedgirl.....ผมไปดูขนมคุ๊กกี้สิงคโปร์ที่บล๊อกของคุณแล้ว เราอัพบล๊อกเรื่องขนมวันเดียวกันเลย ครับ แต่ อุอุ ผมทำขนมไม่เป็น


คุณฝน.....เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพ ขอให้มีความสุขกับอากาศ อาหาร และการเลือกซื้อเสื้อผ้านะครับ น้องกรานต์จะมาด้วยใช่มะ


คุณปลาโลมา.....ผมไม่ค่อยชอบทานขนมเท่าไหร่ครับ ถ้าจะทานก็แบบ อ่อนหวาน อุอุ ชอบทานกล้วยปิ้งแบบไม่ชุบน้ำหวานๆครับ


สุ่น.....เดี๋ยวผมจะยก ทองหยอดกับฝอยทอง ให้สุ่นทั้งหมดเลย อุอุ เต็มใจอย่างยิ่ง





โดย: yyswim วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:12:03:24 น.  

 
สวยงามจังเลย

น่าทานด้วยคะ


โดย: goodpeople วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:16:06:29 น.  

 
อ่านแล้ว
ถึงได้รู้ว่า
กว่าจะมาเป็นขนมไทย ช่างยากแสนเข็ญเลยทีเดียว

แต่ยังไงก็น่ากินที่สุดแล้วครับ
สำหรับขนมไทย
อร่อยถูกจริตผมมากทีเดียว

ปล.เคยเป็นอดีตคนเคยหล่อครับ
ตอนนี้เป็นปลาพยูนไปแล้ว 555



โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:16:49:15 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดครับ
ผมไม่ทานเหล้าและไม่ทานกาแฟครับ
แต่ชอบเค๊กมาก ขออนุญาตหม่ำเลยล่ะกัน
ง่ำๆๆๆๆๆ

คุณให้พรผมยาวมากเลย 5555
ขอให้สิ่งดีดีคืนกลับสู่คุณเช่นกัน

ขอบคุณมากครับสำหรับความรู้สึกดีดีที่มีให้กัน

emoemoemo


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:18:00:09 น.  

 
หวัดดีจ้ะสิน
แวะมาเยี่ยมตอนเย็นๆ วันอาทิตย์แบบนี้ก็ไม่มีอะไรมาก
แค่จะมาเตือนว่า
ถ้าตื่นเช้าก็อย่าลืมเชียร Federer นะ
จะชิงแชมป์ US Open กับ Djokovic
เช้าวันพรุ่งนี้ (ตีสามครึ่ง)

เราไม่อยากให้อีตา Djokovic ชนะเลย
แต่ช่วงนี้เค้ามาแรงจริงๆ
ยิ่งเคยเอาชนะ Federer มาแล้วด้วย
หนักใจจริงๆ

ปอ-ลอ
แต่ที่หนักใจกว่า คือเวลาที่เค้าแข่งกันนี่น่ะสิ
ถ้าตื่นมาเชียร์ Fed แล้ว
พรุ่งนี้ซีจะไปทำงานไหวมั้ยน๊อ

ปอ-ลอ 2
ขนมน่ากินมากเลยสิน
ชอบลูกชุบที่ซู๊ดดดด..


โดย: ซีบวก IP: 203.158.4.151 วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:18:25:21 น.  

 
ขนมไทยเนี้ยดีจริงๆเลยนะคะ น่าตาน่าทาน แถมยังอร่อยอีก เสียอย่างเดียวอ้วนๆๆๆ

น้อง Kevin ฝากจุ๊ฟๆๆ ลุ้งลุง พร้อมความคิดถึงมาด้วยค๊า
emoemo


โดย: rd_lam วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:19:58:19 น.  

 
หวัดดีค่ะคุณ yyswim
ขนมไทยนี่หน้าตาสวย น่าทาน จริง ๆ เลยนะคะ
ของร้าน 9 พี่น้อง นี่ซื้อบ่อย ๆ ค่ะ ที่ อตก.
แต่ไม่ชอบประเภทที่หวานจัด
แบบ ทองหยิบ ทองหยอด
ชอบดูเฉย ๆ สวยดีค่ะ


โดย: มิน (มินทิวา ) วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:20:32:40 น.  

 


คุณGoodpeople……ขอบคุณครับที่ให้เกียรติมาเยี่ยมเป็นประจำ


ก๋า.....ขนมไทยมีหลากหลาย ประดิษฐ์ด้วยมืออย่างสวยงามน่ามอง แต่ผมว่าคงจะต้องปรับให้เป็น mass product ให้ได้ ไม่งั้นทำเป็นธุรกิจส่งออกได้ยาก

อันที่จริงยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมยังไม่ได้เขียน เพราะเรื่องนี้ก็ยาวมากพอแล้ว คือเรื่องปั้นลูกชุบแบบปั๊มออกมาด้วยบล๊อก คิดว่า ก๋าคงจะเดาได้

อีกอย่าง ขนมไทยยังต้องพัฒนาเรื่องบรรจุภัณฑ์ ..เห็นด้วยมะ


ซี.....ผมตั้งใจเชียร์อยู่แล้ว พ่อเฟดน่ะ และคิดว่าเฟดต้องชนะยอโควิค เดี๋ยวก็จะนอนแล้วละ(ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้) จะเตรียมกายเตรียมใจไว้ปรบมือต้อนรับ แกรนด์สแลมที่ 11

ส่งใจถึงกันนะตอนตีสี่ครึ่ง(ประมาณตอนตีสามครึ่ง เป็นหญิงคู่ครับ)





โดย: yyswim วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:21:52:32 น.  

 


คุณแม่น้องเควิ่น.....วันนี้ไปบ้านคุณทวดมา คุณทวดชมหลานเควิ่นว่าน่ารักเหลือเกิน แต่ลุ๊งลุงได้ฟังข่าวดีกว่านั้น.. คุณแม่น้องเควิ่น ลดได้ 11 กิโล ....โห เก่งจริง ทำได้งัย โปรดรักษาความดีนี้ไว้!!!!


คุณมิน....คุณมินไม่ค่อยชอบหวาน งั้นเราก็ใจตรงกัน เป็นคนอ่อนหวานด้วยกันนิ





โดย: yyswim วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:21:54:40 น.  

 
ตามมาบอกว่าคุณสินเดาผิดล่ะ ... รับรองแด๊ดดี๊น้องแซมยอมให้ลูกนอนบนเตียงเดียวกับพ่อแม่แน่ๆ ถึงต้องจัดห้องไว้ให้พร้อม เค้าบอกว่าต้องฝึกให้ลูกอยู่แยกกับพ่อแม่ได้ตั้งแต่เล็กๆ เฮ่อ...อเมริกันสุดฤทธิ์จริงๆ ... แต่จริงๆแล้วช่วงแรกๆอยากให้ลูกนอนอยู่ใกล้ๆเหมือนกันค่ะ เผื่อกลางคืนต้องลุกไปให้นมหลายเที่ยว...แค่คิดก็เหนื่อยแล้วล่ะ

ส่วนเรื่องรูป ก็เพิ่งจะแปะแบบเห็นชัดๆเป็นครั้งแรกนี่ล่ะค่ะ โชว์พุงป่องๆ อิอิ


โดย: VA_Dolphin วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:0:12:22 น.  

 
^
^
^
หว๋ายย พิมพ์ตกคำสำคัญ ...รับรองแด๊ดดี๊น้องแซม"ไม่"ยอม ค่ะ .... ไม่ยอมให้ลูกนอนด้วย


โดย: VA_Dolphin วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:0:19:30 น.  

 
ส่งใจยังไม่พอ
มาที่บล็อกเลยละกัน อิอิ
...
หนักใจอ่ะสิน
เซ็ตแรกก็หืดขึ้นคอ เซ็ตนี้ยังโดน break เกมส์เสิร์ฟนำไปก่อนอีก

ชักไม่อยากดูต่อแล้วสิ .. กลัวหัวใจสลาย... (เว่อร์ๆ)
แต่จะไม่ดูก็ไม่ได้ เพราะต้องเชียร์
เอ๊ะ.. จะเอายังไงดี

น่า.. Fed ต้องทำได้... ใช่มั้ยสิน


โดย: ซีบวก (ซีบวก ) วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:5:13:30 น.  

 


คุณปลาโลมา.... แดดดี่ เป็นคนus ธรรมเนียมปฏิบัติ ต้องแบบคนus น้องแซมคงจะเก่งและมั่นใจนะครับ

ผมเองเคยเขียนในบล็อกของผม เรื่องความเชื่อทางจิตวิทยาที่ว่า เด็กที่ร่วมนอนห้องเดียวกับพ่อแม่จนโตใหญ่ เมื่อมีครอบครัวจะรักเดียวใจเดียว(ไม่ค่อยหย่า)มากกว่า เด็กที่แยกห้องนอนกับพ่อแม่ แต่เพื่อนในบล็อกบางคนเขาบอกว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล


ซี..... ผมอ่านเมนต์ของซีแล้วก็รีบเหาะไปเยี่ยมเลย อากาศเช้ารถราไม่ติด บล็อกซียังมีคนมาเยี่ยมน้อย เลยได้นำรูปพ่อเฟเดอเร่อ ฝากไว้ให้ซี ฉองรูป ถ้าอยากได้ ก็ยินดีให้อีก




โดย: yyswim วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:12:34:29 น.  

 


สวัสดีค่ะ --- แวะมาเยี่ยมค่ะ
ขอบคุณนะคะ ที่แวะไปที่บล็อค ^^


โดย: ~ Rain Or Shine ~ วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:14:41:14 น.  

 
ขนมไทยแต่ละอย่างกว่าจะทำเสร็จต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก

เสร็จแล้วดูดี ดูงาม เพลินตา เพลินใจ

แต่ไม่ถนัดทานเท่าไร

อาจเพราะเสียดายฝีมือ

และอีกอย่าง แพ้หวาน


โดย: JD. IP: 124.121.57.120 วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:15:02:39 น.  

 
วันนี้ เปิด blog มาปุ๊บ เจอขนมโปรดปั๊บ!
แถมตอน บ่าย 3 กำลังอยู่ช่วงเวลา คอฟฟี่เบรค อยู่ซ่ะด้วย
.. ซดกาแฟไปนั่งมองรูปขนมแกล้มกาแฟไป

ในบรรดาขนมไทยที่เห็นรูปใน blog นี้ผมโปรดปราน "ลูกชุบ" มากที่สุดเลย เนื่องด้วยเพราะมันมีถั่วเหลืองเป็นไส้ ตอนอยู่กรุงเทพ ผมมักจะแวะตลาดนครไทย (ลาดพร้าว 101) เข้าไปซื้อมากินประจำ .. แต่ว่าลูกชุบนี่ บอกตรงๆ ว่าพึ่งจะรู้จักและได้กินก็ตอนมาเรียนกรุงเทพนี่แหละ จำได้ว่ากินครั้งแรกก็คือร้านหน้าโบนันซ่า ตรงข้าม MBK ตอนนั้น MBK พึ่งจะเปิดให้บริการ

ตอนเด็กๆ ตอนอยู่ที่ตรัง (ห้วยยอด) ทุกๆค่ำผมจะต้องไปนั่งร้านกาแฟตรง 3 แยกทุกคืน ที่ไปก็เพราะว่าเพื่อนผมตอนเข็นรถเข็นไปขายขนมหวานแบบไทยๆไปขายที่หน้าร้านกาแฟแห่งนั้น

ขนมหวานที่เพื่อนผมทำขายส่วนมากแล้วจะวางอยู่ในถาดสี่เหลี่ยม ความสูงของขอบถาดจะไม่สูงมากนัก (น่าจะซัก 4-5 ซม.) ขนาดถาดก็น่าจะ 40x40 ซม. เวลาเอาออกมาจากเตา พอจะแบ่งเป็นชิ้นๆ ก็จะมีไม้คล้ายๆไม้บรรทัดวางทาบขอบถาด แล้วก็เอามีตัดแบ่ง เวลาลามีคนมาซื้อก็จะมีที่ตักขนม ซึ่งมีลักษณะเป็นโลหะแผ่นบางๆ ซ้อนตูดขนมขึ้นมาใส่ใบตอง แล้วก็เอาไม้มากลัดปิดใบตองอีกที (คล้ายๆกับห่อข้าวเหนียวสังขยา)

ขนมไทยนี่กว่าจะได้กินนี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะผมว่า ขั้นตอนในการทำแสนจะยุ่งยาก (เคยดูเพื่อนทำ) ยิ่งขนมไหนมีส่วนผสมของมะพร้าวแล้วยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่

แม่ผมก็ขายกล้วยทอดส่งผมเรียน ตอนเป็นเด็ก(โต)หน้าที่ผมก่อนออกไปนอกบ้าน ก็คือต้องเอามะพร้าว มากระเทาะ แล้วก็ขูดมะพร้าวด้วยกระต่าย 8-10 ลูก เคยถามแม่ว่า ทำไมไม่ซื้อมะพร้าวที่เค้าขูดด้วยเครื่องไว้แล้วมาผสมแป้งทอดกล้วย แม่ผม(ซึ่งใครๆก็ซูฮกเรื่องกล้วยทอด) ก็บอกว่าถ้าใช้มะพร้าวที่ขูดด้วยเครื่องนั้น มันจะเป็นผงละเอียดเกินไป เวลากินแล้วจะไม่ค่อยรสชาติความมันของมะพร้าวมากนัก แต้ถ้าใช้มือขูด(ด้วยกระต่าย) มะพร้าวมันจะเป็นเส้นยาว เวลาผสมไปในแป้งแล้ว พอนำไปทอด ก็จะมีเส้นมะพร้าวเกาะติดอยู่รอบๆชิ้นกล้วยทอด เวลาเคี้ยวก็จะได้เคี้ยวเนื้อมะพร้าวทอดไปด้วย... ท่านสินพอนึกภาพออกนะคร้าบบบ ...

ปล.ทุกวันนี้ผมว่าฝีมือกระเทาะมะพร้าว ด้วยสันมีด (ว่ากันว่า ใครสับที่เดียวแล้วมะพร้าวแยกออกเป็น 2 ซีก นัยว่าคนๆนั้นเป็นคนมีจิตใจแน่วแน่) และฝีมือการขูดมะพร้าวด้วยกระต่าย ยังไม่ตกแน่นอนครับ 10 ลูก (20 ฝา) นี่ผมให้ไม่เกิน 50 นาที คร้าบบบ

ปล. 2 ค่ารักษาไอ้บั่กนุ้ยของผม กว่าจะให้ออกจาก โรงพยบาล (17 กย.) คำนวณแล้วก็คงจะหมื่นกลางๆ แหละครับ


โดย: merf1970 IP: 61.7.179.57 วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:15:40:16 น.  

 

ผมขอตามมาร่วมผสมความรู้กับอีกหนึ่งเรื่องราวที่พี่สินนำมาฝากด้วยนะครับ...เรื่องใกล้ตัวที่ให้ความอร่อย ความหวานยามได้ลิ้มลองนะครับ…จากสามร้านที่พี่ชายนำมาฝากในบล็อก…ผมเองเคยได้ลองลิ้มคือร้านที่สองเท่านั้นครับ…นอกนั้นผมยังไม่ได้มีโอกาสซื้อหามาลิ้มลองว่ามันอร่อยสมดังคำเล่าลือหรือไม่แต่แม้นได้ลองผมก็อาจเป็นพวกลิ้นจรเข้ที่คงแยกแยะไม่ได้ว่าของอร่อยมันรู้สึกแบบนี้…

สำหรับขนมไทยที่เป็นขนมมงคลทั้งเก้าอย่างนั้นผมยังไม่เคยได้ทานครบเสียที…หรืออาจจะได้ทานแล้วจำไม่ได้ครับ…ตอนนี้ผมชอบพวกที่มีถั่วหรือเผือกเป็นแกนครับโดยเฉพาะประเภทกวนนี่ทานได้ไม่ยั้งเลยครับ…ชอบมากก็ว่าได้เลย

พี่สินชอบทานขนมประเภทไหนครับ…สำหรับนักกีฬาแบบพี่สินอาหารหวานนี่เป็นข้อห้ามบ้างไหมครับ…

ขอบคุณนะครับพี่สินที่กลับมาจากภารกิจแล้วก็นำสาระดีๆ มาฝากให้ได้อ่านอีกครับ...อากาศที่นั่นดีไหมครับ...ส่วนแถวบ้านผมเมื่อวานมีฝนตกชุดใหญ่เหมือนกันครับ...

ป.ล.ผมเล่นซนตามเรื่องไปบังเอิญเจอเว็บไซต์นี้ http://www.thaiconfection.com/history4.html เลยได้รู้ว่าประเภทขนมไทยถ้าแบ่งแล้วพอจะแบ่งได้เป็น ๕ ประเภทครับ…ผมคงทานอย่างเดียวมาตลอดเลยไม่ได้สนใจ...วันนี้ต้องขอบคุณบล็อกพี่ชายนะครับที่ทำให้ผมได้รับรู้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วยนอกจากแค่ทานอย่างเดียว



โดย: J.C. IP: 203.146.196.18 วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:17:13:42 น.  

 


หวัดดีครับ คุณเรน



เจ๊......ทานนม ทานผลไม้ และ อุอุ ทาน กาแฟ อร่อยกว่านิ



นิ๊ง......ที่จ.ตรังมี ลูกชุบ ขายมั๊ย? แต่ที่พัทยา คงหาซื้อได้ไม่ยาก

เรื่องผ่ามะพร้าวเหรอ? ที่เกาะสมุย อุอุ พอได้ๆๆ .. แต่พอมาอยู่ที่ เต๊ป แล้ว ผมร้างลาไปเลย

กล้วยแขก ขายฝั่งตรงข้ามถนน หน้าโรงหนังจักรวาลน่ะ อร่อยสุดๆ บอกคนข้างกายซื้อมาให้ดิ



เจษ...... ขนมหวาน พวกถั่วกวน เผือกกวน ลูกชุบ ก็พอได้ แต่ทานไม่บ่อยนัก เพราะมันหวาน ยิ่งพวกฝอยทอง ทองหยิบ ไม่กล้าหยิบเลย ...ที่ชอบก็ กล้วยปิ้ง แบบไม่ชุบน้ำหวาน ทานได้เยอะหน่อย หากไม่สบาย กินแทนอาหารเที่ยงยังได้

ขอบคุณ เว๊ปขนม ที่นำมาฝาก ผมเพิ่งจะได้เข้าเว๊ปอุตสาหกรรมขนมไทย เป็นครั้งแรก ที่จริงก็เคยรู้จักบริษัทนี้มาก่อน





โดย: yyswim วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:22:05:06 น.  

 



ขนมไทยดี.ไม่ค่อยทานค่ะ
มันหวานนนน
ถ้าทานก็นิดๆหน่อยๆ
ดี.ว่าขนมไทยส่วนใหญ่
สวยแต่รูป แต่ไม่อร่อย

แต่จริงๆแล้วจะซื้อขนมไทยอยู่เสมอๆ
โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ค่ะ
ถ้าจะต้องให้ของขวัญผู้ใหญ่
จะซื้อขนมไทยมาจัดกับจาน หรือ ถ้วยสวยๆที่เลือกเอง

ดี.มีร้านขนมไทยที่ซื้อประจำ
จำชื่อร้านไม่ได้ อยู่ระหว่างลาดพร้าวซอย 1 กับซอย 3
ร้านเค้ามีหลายสาขา
จะซื้อขนมอื่นๆเพื่อไปเป็นของฝาก
แล้วก็แอบซื้อเผือกกวนห่อเล็กๆให้ตัวเอง
นานๆทานครั้งจะรู้สึกอร่อย หวาน มัน
แต่ถ้าทานเยอะแล้วจะเลี่ยน ความอร่อยหายไปซ๊างั้น








โดย: d__d (มัชชาร ) วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:22:27:20 น.  

 


คุณดี......ใจตรงกัน ผมก็ไม่ค่อยชอบทานขนม มันหวานไป นานๆทานเผือกกวนก้อนเล็กๆ อ่ะพอไหว

ตอนปีใหม่ ก็เคยซื้อขนมไปฝากผู้ใหญ่เหมือนกัน แต่ได้ยินผู้ใหญ่ระบายให้ฟังว่า ทำให้อ้วนและไม่ค่อยชอบ เสียของเปล่าๆ …ก็เลยเปลี่ยนเป็นซื้อ ข้าวสาร ไข่ นม และพวกผลไม้ ให้แทน คงจะใช้ในครัวได้นานหลายวัน





โดย: yyswim วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:22:38:11 น.  

 



เป็นไอเดียที่ดีมากๆเลยค่ะ
แต่จะเก็บไว้ใช้กับพี่ที่ชอบมาไถตังค์ อิอิ

ดี.วนอยู่แถวนี้...
กลับไปดูเรื่องที่คุณสินจะให้เข้าไปดู...เข้าได้แล้วค่ะ
แต่เยอะ เลยยังไม่ได้อ่าน

แต่ที่แน่ๆคงจะได้เริ่มซ้อมวิ่ง
(เพื่อไปเที่ยวได้อย่างลุยๆๆๆๆมากกว่านี้)

ดี.เพิ่งไปเดินป่ามา
ป่าเล็กๆค่ะ เด็กก็เดินได้
เดี๋ยวค่อยเขียนเล่าในบล็อก
แต่ที่จะบอกก็คือ...
ถ้าออกกำลังกายมามากกว่านี้น่าจะดีกว่า
เหนื่อยซ๊า....แต่ก็มีความสุขมากๆ
เพราะได้ไปร่าเริงบนเขาอีกเล็กน้อย





ฝันดีนะคะคืนนี้





โดย: d__d (มัชชาร ) วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:22:49:19 น.  

 
แวะมาหาขนมทานตอนดึกๆครับ


โดย: ลุงนายช่าง วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:23:28:18 น.  

 
อื้อหือ
เห็นแล้วอยากทานมากๆคับ

ผมชอบที่สุดเล้ย

พอดีเป็นคนผอมอ่ะคับ

อยากอ้วน...ผมก็ได้ขนมไทยๆนี่แหละช่วย

แต่ไงๆก็ยังไม่อ้วนสมใจซ้ากที

ลป...ขอบคุงมากๆนะคับสำหรับคำอวยพร...ขอรับไว้นะคับ


โดย: Kurt Narris วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:1:20:15 น.  

 
แห้วขอพัก สัก 2-3 อาทิตย์ ไปรักษาตัวให้หายดีก่อนนะคะ แล้วจะรีบกลับมาทักทายค่ะ
ด้วยความคิดถึง


โดย: นกแห้ว วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:9:49:17 น.  

 

ผมก็ชอบคล้ายๆ พี่สินครับ...ประเภทพวกกวนชอบมากที่สุดครับ...ผมเคยได้ลองทำบ้างรู้ซึ้งเลยว่ามันหนักหนาเอาการเพราะกว่าจะกวนให้แห้งได้เล่นเอาเหงื่อตกครับ...ส่วนประเภทเครื่องไข่แบบที่พี่ชายว่าผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรอาจเป็นเพราะมันต้องใช้น้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อกลบกลิ่นเลยทำให้ผมต้องยอมปฏิเสธ ยกเว้น เม็ดขนุน

กล้วยปิ้งผมทานได้แต่ขอเป็นกล้วยที่สุกกำลังพอดีๆ ครับ เคยทานแบบที่เอากล้วยสุกๆๆ มาปิ้งผมฝืนกินแทบแย่เพราะเสียดายของ...แต่บางทีก็ชอบแบบที่มีน้ำเชื่อมราดเพราะบางร้านเขาการันตีในความอร่อยที่ไม่หวานมาก...แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ทานครับเพราะหาทานได้ยากครับ...

ผมขอบคุณพี่ชายด้วยเช่นกันครับที่ทำให้ผมพยายามฝึกฝนการค้นคว้าหาข้อมูลที่ตอนนี้แม้นไม่ได้เรียนหนังสือก็พยายามใช้ประโยชน์จากห้องสมุดออนไลน์นี้ให้มากที่สุดครับ...ได้เจอสิ่งที่เป็นประโยชน์บ้างแต่อาจจะหายากกว่าหาตามห้องสมุดที่เก็บหนังสือจริงๆ ครับ...


โดย: J.C. IP: 203.146.196.18 วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:11:05:53 น.  

 
แวะเวียนจะเข้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ
แต่เน็ตอืดมากกกกกกกก
เลยเข้ามาไม่ถึงสักที
แต่วันนี้โอเคแล้วค่ะ
ขนมไทยๆมีเสน่ห์เสมอ
ฝรั่งมาเห็นก็ต้องทึ่ง ตะลึง
เพราะมันวิจิตรงดงามอลังการมาก
เสียตรงที่ออกจะหวานจัดไปหน่อยนะคะ
มีเพื่อนฝรั่งหลายคนมาเที่ยว
เจอมนต์เสน่ห์ลูกชุบเข้าไป
หลงเลยค่ะ


โดย: ป้าซ่าส์ วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:12:20:32 น.  

 
ดูแล้วหิวเลยครับ
ขนมไทยประดิษฐ์ประดอย สวยงาม ชุดนี้เน้นหวานเป็นพิเศษ


โดย: ต่อตระกูล วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:16:26:23 น.  

 
เอาน้อง Kevin มาเยี่ยมบล๊อกลุงสินค๊า...



เมื่อไหร่ลุงสินจะมาเยี่ยมผมอีกล่ะครับ ผมจะได้มีรูปหล่ออีกเยอะๆ


โดย: rd_lam วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:17:22:10 น.  

 
ถ้าคนขายขนมเห็นหน้าผม เขาคงถามว่า

"จะรับขนมจีบหรือซาลาเปาดีคะ"

เพราะหน้าผมนี่ ถ้าไปเดินในฮ่องกงหรือจีนแผ่นดินใหญ่ รับรองว่าร้อยทั้งร้อยจะต้องทักผมเป็นภาษาจีนก่อนแน่ๆ

แต่แปลกที่ผมกลับชอบขนมไทยมากกว่าขนมเค้กหรือขนมชาติอื่นๆ

ขนมน้ำดอกไม้กับขนมถ้วยนี่มาเป็นสองอย่างแรกในหัวเลยครับ

นึกถึงตอนนั่งข้างๆ หาบแม่ค้า แล้วใช้ไม้พายอันเล็กๆ แคะขนมถ้วยกินทีละถ้วย ทีละถ้วย... มีความสุขจริงๆ ครับ


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:18:33:27 น.  

 


คุณดี.....เว๊ปที่คลิก เป็นเว๊ปดีครับ ขอคอนเฟิร์ม

คนเล่นกีฬา นับเป็นคนมีเสน่ห์ ..ดูออกนะครับว่า คนไหนเล่นกีฬา เพราะกล้ามเนื้อ ผิวพรรณ บุคลิกจะเด่นออกมาเลย

ถ้าจะเล่น ควรเลือกเล่นประเภทสะดวก ใกล้ หรือทางผ่าน ...เล่นแล้วชอบ มีแววเล่นเก่ง ...และอย่ารีบร้อน ร่างกายจะค่อยปรับทักษะให้ดีขึ้น ทนขึ้น แม่นขึ้น ว่องไวขึ้น

ลุ้น...ว่าอย่าท้อภายใน 1 เดือน


ลุงนายช่าง....หิวหรือครับ ..แต่ถ้าสามารถทานนมจืด น้ำเต้าหู้ได้ ก็น่าสนใจกว่าขนมหวาน ในตอนดึกครับ


หนุ่มเคิร์ต.....อ๊ะ น้ำหนักน้อยเหรอ? เห็นกล้ามเป็นมัดๆนิ


นกแห้ว.....เห็นบอกว่า จะหลบไปรักษาตัว ป่วย หรือแพ้อะไรเหรอ? ขอให้หายไวๆ


เจษ.....เก่งนิ เคยลงมือทำขนม ...ผมเคย ก็แต่ ทำท๊อฟฟี่

กล้วยปิ้ง ถ้าจะอร่อย ควรกินขณะร้อนๆเท่านั้น อิอิ


ป้าซ่าส์.....เน็ตอืด แต่ป้ากรุณาเข้ามาในบล๊อกที่ผมลงข้อมูลมากจนโหลดช้า แบบนี้ ขอพูดคำเดียว ประทับใจมาก

ป้าซ่าส์ เป็นคนเก่งนะ และมีน้ำใจ ผมขอชื่นชมครับ


ต่อตระกูล.....บังเอิญ รูปภาพที่ได้มาเป็นแบบที่เห็น ที่จริงอยากได้รูปเผือกกวน ถั่วกวน แต่หาไม่ทันครับ

ขนมไทยมีหลายรูปแบบมาก ทำจากวัตถุดิบหลากหลายด้วย บางชนิดก็ไม่หวานครับ


แม่น้องเควิ่น.....เดี๋ยวจะแวะไปเยี่ยม อ้าว ดึก ...หมดเวลาเยี่ยมแล้วนิ


คนทับแก้ว......ขนมถ้วย ...ขนมถ้วย ....คนทับแก้ว ...เจ้าไหน อร่อยครับ หน้าองค์พระมีมั๊ย? จะกินสักคู่




โดย: yyswim วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:0:13:52 น.  

 
ขนมสวยมากครับ


โดย: พลทหารไรอัน วันที่: 13 กันยายน 2550 เวลา:2:02:55 น.  

 
ขนมไทยเก้าพี่น้องอร่อยมากค่ะและก็จัดแต่งได้สวยงามและก็คุณภาพดีแต่เน้นหวานที่ชอบทานลูกชุบ ทองหยอด


โดย: หยี IP: 125.25.198.173 วันที่: 29 กันยายน 2550 เวลา:20:43:55 น.  

 


โดย: ann IP: 203.151.46.130 วันที่: 18 ตุลาคม 2550 เวลา:14:53:57 น.  

 


ขนมบ้านอัยการ



คัดจากนิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ปีที่ 13 ฉบับที่ 194 วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เรื่อง "20 ปี ขนมบ้านอัยการ" จากครัวเรือนเข้าระบบแฟรนไชส์

เขียนโดย ดวงกมล โลหศรีสกุล




สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยมีหลายชนิด อาทิ ภาษา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม การแต่งกาย รวมไปถึงอาหารและขนม เพราะด้วยรสชาติ ความสวยงาม รวมถึงกรรมวิธีและขั้นตอนการผลิต ย่อมไม่แพ้ชาติใดในโลก ดั่งเช่น "ขนมบ้านอัยการ" ที่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมไทยรายใหญ่ มีเมนูขนมกว่า 80 ชนิด จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย


แต่ใครจะคิดว่าขนมไทยที่รับประทานกันอยู่ และมีให้ซื้อหาทุกแห่งหนนี้ จะต้องผ่านกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน มีการนำเอาเทคโนโลยีและเครื่องจักรเข้ามาใช้และมีบทบาทมากขึ้น ตลอดจนพนักงานที่ต้องผ่านการคัดสรรทั้งด้านความรู้ ความสามารถมาเป็นอย่างดี จนเข้ามาสู่ระบบแฟรนไชส์



จากความคิดไม่หยุดนิ่ง ผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย

ปัจจุบัน ร้านขนมบ้านอัยการ ถูกบริหารงานโดย 3 พี่น้อง ได้แก่ คุณธนดา สุวรรณสิทธิ์ คุณณัฐญา ดอกไม้ศรีจันทร์ และ คุณชนม์นิภา สวัสดิ์พูน พวกเธอเล่าว่า กว่าจะมาเป็นร้านขนมชื่อดังได้ ณ วันนี้ ล้วนผ่านอุปสรรคต่างๆ อาทิ สูญเสียต้นทุนในด้านการผลิตจำนวนมาก ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันความต้องการ ตลอดความพร้อมในด้านต่างๆ


เดิมทีหัวหน้าครอบครัว คุณอุดมชัย สวัสดิ์พูน หรือ คุณพ่อ มีอาชีพเป็นอัยการ ส่วน คุณมาลี ผู้เป็นแม่ ชื่นชอบการทำขนมไทยเป็นชีวิตจิตใจ และนำมารับประทานกันเองภายในครอบครัว ซึ่งบางคราวมีการแจกจ่ายให้แก่เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง และมักมีเสียงตอบรับกลับมา ดีเกินความคาดหมาย เพราะจากรสชาติขนมเปี๊ยะที่แสนอร่อย กับกะหรี่ปั๊บที่มักจะส่งกลิ่นหอมไปทั่วที่อยู่อาศัย และยังขนมไทยอีกหลายชนิด ในระยะเวลาไม่นาน คุณแม่จึงหันมาทำขนมจำหน่ายเพื่อเป็นการหารายได้เสริม


ขนมไทยที่จำหน่ายเฉพาะบริเวณที่อยู่อาศัย ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทว่าหากมีผู้นำทัพที่ดี ก็ไม่ใช่ฝันที่เอื้อมไม่ถึง และเมื่อถึงคราวที่ต้องขาดผู้นำครอบครัวไป ผู้เป็นแม่จึงหาเลี้ยงลูกน้อย ด้วยการยึดอาชีพแม่ค้าขายขนม และนำอาชีพของสามีสุดที่รัก มาตั้งเป็นชื่อร้าน พร้อมกันนั้นยังมีสโลแกนว่า “สินค้าทุกชิ้นเน้นทำสดใหม่ จำหน่ายวันต่อวัน หากมีเหลือจะรับประทานกันเอง ไม่นำมาจำหน่ายซ้ำเด็ดขาด”


เวลาต่อมาเมื่อกิจการร้านขนมบ้านอัยการ จำหน่ายได้ดีวันดีคืน จึงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ขณะเดียวกัน ต้องสูญเสียต้นทุนไปกับสินค้าที่เหลือ นานวันเข้าผู้เป็นพี่เริ่มรู้สึกเสียดายและส่วนลึกในใจ มีความคิดอยากให้ลูกค้าที่อยู่ไกลได้รับประทานขนมอร่อยบ้าง จึงหาหนทางเพิ่มมูลค่าสินค้า ตลอดจนต้องการกรรมวิธีที่ทันสมัย หวังเพื่อมาปรับปรุงกิจการ แต่ทว่าขณะนั้นยังขาดความรู้ความเข้าใจและที่ปรึกษา ทั้งหมดจึงเป็นเพียงความใฝ่ฝัน



ผู้เป็นพี่ เล่าว่า เมื่อปี 2546 เห็นภาพยนตร์โฆษณาของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่มีเนื้อหาว่า เมื่อผู้ประกอบการประสบปัญหาหรือมีข้อสงสัยในการประกอบธุรกิจ สามารถขอรับความช่วยเหลือได้จากหน่วยงาน อีกทั้งยังมีกรณีตัวอย่างจากผู้ที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเห็นดังนั้น ขนมบ้านอัยการไม่รอช้ารีบหาทางติดต่อกลับไปทันที และในครั้งนั้นเอง ได้รับความช่วยเหลือและความร่วมมือที่ดีกลับ ตั้งแต่การให้ความรู้ การเข้าถึงสถานที่ผลิต-จำหน่าย ตลอดจนมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นความจริง


โครงการยืดอายุสินค้า การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ขนมไทย เป็นโครงการแรก ที่ขนมบ้านอัยการได้รับความช่วยเหลือโดยใช้ทุนราว 400,00 บาท ผู้บริหารกล่าวว่า ในครั้งนั้นได้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มาแนะนำเป็นระยะเวลา 11 เดือน จนทำให้ขนมบ้านอัยการ มีกรรมวิธีการผลิตขนมไทยที่ถูกต้อง สามารถยืดอายุการเก็บรักษาสินค้า ดังเช่น ขนมกะหรี่ปั๊บปกติมีอายุ 2-3 วัน จากที่จำหน่ายวันละ 50-60 ตัว หลังได้รับคำแนะนำสามารถยืดอายุได้ถึง 8 เท่า และจำหน่ายได้ถึง 500 ตัว ต่อวัน โดยที่ไม่ใส่วัตถุกันเสีย หลักๆ แล้วจะเป็นเรื่องของความสะอาด และถือว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเกินความคาดหมาย




รับคำปรึกษาต่อเนื่อง ปัจจุบันขยายสู่แฟรนไชส์

ต่อมาไม่นาน คุณธนดา บอกว่า ได้เข้าร่วมอีกหนึ่งโครงการ คือยืดอายุผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพร และโครงการจัดทำระบบการวางแผนและควบคุมการผลิต ซึ่งในครั้งนั้นได้ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี มาให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา ที่ให้ความรู้ตั้งแต่การวางแผน การควบคุมการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ครั้งนั้นส่งผลทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ผลิตสินค้าได้มากขึ้น รวมถึงลดต้นทุนสามารถขยายตลาดออกไปได้ไกลยังต่างประเทศ


ปัจจุบัน ขนมบ้านอัยการ มีจำนวนพนักงานทั้งสิ้น 40-50 คน ทุกคนล้วนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทด้วยกันทั้งสิ้น และได้รับผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า การทำงานจะถูกแบ่งตามหน้าที่ พนักงานไม่สามารถทำงานข้ามหน้าที่กันได้ ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันความเสียหาย เพราะหากสินค้าชิ้นใดมีปัญหา ระบบที่ใช้จะสามารถตามหาถึงพนักงานในครั้งนั้นได้ทันที


นอกเหนือจากความอร่อย สด สะอาดของสินค้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขนมบ้านอัยการให้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษนั่นคือ บรรจุภัณฑ์ ซึ่งคุณธนดา กล่าวว่า “ก่อนทำการบรรจุขนมทุกครั้งต้องสำรวจคุณสมบัติและความสะอาดของวัสดุก่อน ส่วนหนึ่งเพื่อเลี่ยงการทำปฏิกิริยาระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเคล็ดลับในการยืดอายุสินค้าอย่างหนึ่ง อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ พยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา เพราะเมื่อไหร่ที่เข้าไปแข่งขันในเรื่องนี้ เหมือนสินค้าไม่มีความแตกต่าง สิ่งสำคัญของอาชีพค้าขายคือต้องหาจุดเด่นของสินค้าของตนเองให้พบ และนำออกมาเสนอให้ได้ ซึ่งจุดขายของขนมบ้านอัยการ คือความอร่อย และบรรจุภัณฑ์ที่สะดุดตา”



จวบจนปัจจุบัน ร้านขนมบ้านอัยการก่อตั้งมาแล้ว 20 ปี สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ถึง ความแข็งแกร่งของธุรกิจ และยังตอกย้ำด้วยการเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ได้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้บริหารให้รายละเอียดก่อนเข้าสู่ระบบดังกล่าวว่า ราวต้นปี 2540 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ต้องการเปิดสาขาพระราม 3 หรือย่านสาธุประดิษฐ์ จึงเสนอพื้นที่ภายในบางส่วนให้เช่า ในขณะเดียวกันนั้น ขนมบ้านอัยการได้สืบทราบมาว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านการค้าของคนจีนที่มีกำลังซื้อสูง จึงไม่รอช้า ตัดสินเช่าทันที


เมื่อผลตอบรับกลับมาเป็นที่น่าพอใจ ภายในปีเดียวกันนั้นขนมบ้านอัยการไม่รีรอทำการขยายสาขาเพิ่มทันที อาทิ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่ง สปอร์ตคลับ และหน้าร้านจำหน่ายเอง รวมทั้งสิ้น 12 สาขา จนกระทั่งราวปี 2542 คุณธนดามองเห็นการณ์ไกล ต้องการให้ลูกค้าที่อยู่ไกลได้บริโภคขนมอร่อย จึงเปิดเป็นระบบแฟรนไชส์ ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้


ค่าแฟรนไชส์ 200,000-500,000 บาท ....ค่าสินค้าและตกแต่งร้านตลอดค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกราว 350,000-600,000 บาท ....ผู้ที่สนใจควรมีพื้นที่ราว 15-40 ตารางเมตร เพื่อความสวยงามของร้าน โดยทุกร้านจะได้รับรูปแบบการตบแต่งร้าน รูปแบบการจำหน่าย และลักษณะของการบริหาร เป็นไปในรูปแบบเดียวกันกับร้านต้นแบบ ...ส่วนรายได้หรือส่วนแบ่งที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้รับนั้น ยังไม่ขอเปิดเผย และหากผู้ประกอบการรายใด มีความตั้งใจและต้องการเข้าร่วมระบบอย่างจริงจัง ข้อตกลงต่างๆ เหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม



จวบจนปัจจุบัน ร้านขนมบ้านอัยการ มีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 5 สาขา และสินค้ายอดนิยมยังคงเป็น....ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วไข่เค็ม ....ตามมาด้วยคุกกี้ไทยโบราณ ที่มีส่วนผสมของลูกเกดและมะม่วงหิมพานต์ ....ขนมโมจิหลากไส้ ...ขนมกล้วย ที่มีส่วนผสมเกินครึ่งเป็นกล้วยน้ำว้าสด รสชาติไม่หวานแสบลิ้น ...ขนมใส่ไส้ที่หอมถึงมะพร้าวแท้ๆ ...ยังมีขนมเปี๊ยะไส้สตรอเบอร์รี่ ....และขนมอื่นๆ อีกกว่า 70-80 ชนิด


สิ่งที่ขนมบ้านอัยการเคร่งครัด และทำการกำชับมาว่า ผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์ไปแล้ว ควรให้ความจริงใจกับลูกค้า ไม่นำสินค้าหมดอายุหรือมีตำหนิมาจำหน่าย หากไม่ทำตามจะตัดสิทธิ์ในการจำหน่ายในทันที ทั้งนี้ ทางขนมบ้านอัยการได้ทำมาตรการป้องกันไว้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจสินค้าทุกเดือน และสิ่งที่ผู้บริหารขนมบ้านอัยการ ฝากทิ้งท้ายเอาไว้คือ “การทำธุรกิจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ควรเน้นความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ตลอดจนเอาใจใส่ต่อลูกค้าเทียบเท่ากับการดูแลตนเอง หรือบุคคลในครอบครัว” นี่ถือเป็นสิ่งที่ขนมบ้านอัยการ ใช้เป็นหลักในการประกอบธุรกิจมากว่า 20 ปี




ข้อมูลจำเพาะ


ชื่อกิจการ ขนมบ้านอัยการ

ระยะดำเนินการ อุตสาหกรรมครัวเรือน 10 ปี รูปแบบบริษัท 10 ปี

รวมดำเนินการมาแล้ว 20 ปี

ประเภทธุรกิจ ร้านขายขนม

จำนวนเงินลงทุน ค่าแฟรนไชส์ 200,000 - 500,000 บาท

ค่าสินค้าและตกแต่งร้านตลอดค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกราว 350,000-600,000 บาท

สิ่งที่ได้รับ สินค้าและตกแต่งร้านตามร้านต้นแบบ

ความพิถีพิถัน ความสะอาด ความสดใหม่ของสินค้า

ทำเลที่เหมาะสม แหล่งวัยรุ่น สถานที่ทำงาน หรือชุมชน

สถานที่ติดต่อ บริษัท ยู.เอ็ม.ไทร์ดอเตอร์ สวีท จำกัด 59/259 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ

ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทรศัพท์ (02) 582-1801-4, (02) 573-1827 แฟ็กซ์ (02) 582-1800, (02) 982-9392






โดย: yyswim วันที่: 14 ธันวาคม 2550 เวลา:12:11:51 น.  

 
ขนมที่ 012 เค้าเรียกขนมรัยหรอคะ..
อยากรุ้จริงๆ่ค่ะ..คัยทราบช่วยบอกหน่อยสิค่ะ..
น่ากินดี..จะได้ตามไปกินถูกค่ะ..^^


โดย: ้help me IP: 58.10.99.100 วันที่: 21 มิถุนายน 2551 เวลา:12:14:32 น.  

 
มันน่ากินแฮงเด้อ


โดย: อะยอล IP: 203.155.54.246 วันที่: 24 มิถุนายน 2551 เวลา:10:44:10 น.  

 
สวยมาก


โดย: สิง IP: 203.172.218.9 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2551 เวลา:13:53:52 น.  

 
พระเจ้าเป็นผู้สร้างสมองมนุษให้เท่ากัน ความคิดขนมไทยที่ทุกคนคิดได้ สิ่งนั้นก็เพราะพระเจ้าเหมือนกัน เพราะพระองทรงสร้างโลก


โดย: ด.ญ.อนนนัทธ์ สุนทรธั IP: 115.87.3.14 วันที่: 27 เมษายน 2553 เวลา:20:33:27 น.  

 
การบ้านพระเจ้า ป.5 ยากนะคะ


โดย: บีซิก (อนนนัทธ์) IP: 115.87.3.14 วันที่: 27 เมษายน 2553 เวลา:20:41:15 น.  

 
น่ากินมากเลยค่ะสวยมากมาย


โดย: หญิง IP: 101.51.81.98 วันที่: 6 กันยายน 2555 เวลา:10:13:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
yyswim
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]





บล็อกสรรสาระนี้ จขบ.ไม่ได้เขียน-ไม่ได้ถ่ายภาพ-ไม่ได้อัพโหลดคลิปเอง หากแต่ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการบล็อก เสาะหาเรื่องดีๆ รูปสวยๆ คลิปแปลกๆ มาไว้ในบล็อก


ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยม ขอเชิญชมหรืออ่านตามสบาย ไม่ต้องคอมเมนต์ก็ได้ จขบ.ชอบการเข้ามาเยี่ยม แบบกันเอง ง่ายๆ สบายๆ




เริ่มเขียนBlog เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2548


เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2550 เวลา 23.30 น.


เริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม




Latest Blogs

New Comments
Group Blog
 
<<
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
8 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add yyswim's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.