แม่น้ำปากพนัง

แม่น้ำปากพนัง
ผมมีโอกาสได้นั่งเรือล่องแม่น้ำปากพนังกับเพื่อนๆ ได้ทานอาหารเที่ยงบนเรือด้วย เป็นเรือชั้นเดียว จุคนได้ราว 40-50 คน มีห้องน้ำภายในเรือ โต๊ะอาหารเป็นแบบง่ายๆ เก้าอี้เป็นเก้าอี้พลาสติก มีพนักหลัง นั่งโต๊ะละ 4 คน ...ผมคาดว่า อาหารคงจะปรุงมาก่อนจากข้างบนท่า แล้วตักใส่หม้อมาเสิร์ฟในเรือ เพราะด้านท้ายของเรือไม่มีครัว มีแต่ หม้อ ถ้วยชาม น้ำแข็ง และขวดเครื่องดื่ม เต็มไปหมด

ล่องเรือแม่น้ำปากพนังในวันนั้น ท้องฟ้าบางช่วงมีเมฆครึ้ม ดีที่ฝนไม่ตก ระหว่างทางที่ทานอาหารไป และชมสองฝากแม่น้ำไป...มีไกด์ 'คุณครูสาธร' ซึ่งเป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนปากพนัง และมารับจ๊อบพิเศษเป็นไกด์ ก็เล่าเรื่องเมืองปากพนังในอดีตให้ฟังหลายเรื่อง เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยินมาก่อน
พอพวกเราลงเรือ เรือก็ลอยลำออกจากท่าทันที อาหารก็เริ่มเสิร์ฟ ไกด์ก็เริ่มเล่าเรื่อง บางตอน ไกด์จะพูดทับศัพท์เป็นภาษาใต้ แต่เพราะไกด์พูดชัด และจะแปลภาษาไทยกลางให้ด้วย พวกเราบนเรือซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนภาคอื่น (แต่ผมเป็นคนภาคใต้นะครับ) จึงค่อนข้างสนุกกับทุกเรื่องที่ไกด์เล่าให้ฟัง
. เสียดาย ที่ผมไม่ได้จดบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้เลย
มังคุดคัด เสียบไม้แบบลูกชิ้นปิ้ง เริ่มเสิร์ฟก่อนอาหารอื่นใด กรอบ หวาน เย็น อร่อยชื่นใจ แต่เสียดาย ได้ทานน้อยไปหน่อย ได้ทานเพียงคนละไม้

ไก่กอและ....เป็นไก่หมักเครื่องแกง เสียบไม้แล้วนำไปย่าง รสชาติออกหวาน แต่อร่อย ไก่นี้หากใครทานแบบไม่ระวัง ปากจะมีสีอย่างกับสีไก่....ที่โต๊ะผม จึงใช้กลยุทธ์เอาช้อนส้อม ขูดไก่ออกจากไม้เสียบ ใส่จานเสียก่อน แล้วจึงใช้ส้อมจิ้มชิ้นไก่เข้าปาก 5 5 5 5 5 5 5 ทานแบบผู้ดี

แต่ สุดท้าย โต๊ะกาโพ้ม ก็ถูกแซวว่า ดูท่าทาง ทานแบบผู้ดีเชียวนะ แต่....ไง กวาดซะเกลี้ยงทุกจานชาม
ผัดหมี่ไชยา เป็นหมี่ผัดกับเครื่องแกง (เครื่องแกงอีกแล้ว) ใส่กะทิเล็กน้อย คิดว่าคงจะใส่กุ้งป่นลงไปด้วย ทานกับผักสดๆ

กับข้าวอื่นๆ ยังมีอีกมากหลาย ...ผัดสะตอก็มี ปลาทอดขมิ้นก็มี ต้มยำปลากระบอกก็มี น้ำพริกกะปิก็มี แต่ผมทานไม่ทันเพื่อนๆแล้วครับ มัวแต่ถ่ายรูปอยู่นั่นแหละ ขอ หยุด ถ่าย ก่อน นะคร้าบบบ
. เรื่องกิน เรื่องใหญ่กว่า

ไกด์ 'คุณครูสาธร'


อดีต ที่นี่คือ โรงสีข้าวด้วยเครื่องจักรไอน้ำ


นี่ ก็เป็นปล่องโรงสีข้าว หากสังเกตดีๆ บนปล่องนี้ในปัจจุบัน มีต้นไม้งอกขึ้นมาด้วย หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเคยเปรยแบบขำขำ เมื่อมาเยี่ยมเมืองปากพนังว่า เออ ดี เมืองปากพนังมีกระถางต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก

ไม่ใช่ ปล่องโรงสี แต่เป็นเมรุเผาศพ


ท่าน้ำ เรือข้ามฟาก


คอนโดของนกนางแอ่น น่าอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก คนไม่อยู่บ้าน แต่ให้นกนางแอ่น มาอยู่บ้านแทน แถม บางบ้านสร้างตึกหลายชั้นให้นกนางแอ่นเข้ามามาพักอีกด้วย

หากตึกใด เพิ่งสร้างใหม่ เขาจะมีวิธีเรียกนกโดยการเปิดแผ่นซีดีเสียงนกนางแอ่นภายในตึก ชักชวนให้นกเข้าตึก เปิดแผ่นอยู่นั่นแหละจนกว่านกจะเข้ามากพอควร ....นกนางแอ่นนี่ก็แปลก หากเข้าพักในตึกหลังใดแล้ว จะไม่ย้ายออกจากตึกนั้นเลย เรียกว่าผูกขาดอยู่ตึกนั้นกันตลอดไป




เห็นหลังคาบ้านสังกะสีขึ้นสนิม มั๊ย? เดิมทีเป็นโรงสีข้าวที่เป็นที่รู้จักกว้างขวางของคนเมืองปากพนัง แต่ตอนนี้กลายเป็นเพียงอดีตซะแล้ว ...ก็ นะ เทรนด์ สร้างคอนโดให้นกนางแอ่นอยู่ กำลังมาแรง
.รังนกนางแอ่น น่ะ หากสีขาวสะอาด ราคารับซื้อกิโลละ ขึ้นหลักแสน!!! ว๊าว...





แม่น้ำปากพนัง สายน้ำชีวิตของชาวบ้านแห่งที่ราบลุ่มฝั่งตะวันออกของจังหวัดนครศรีธรรมราช ...มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขานครศรีธรรมราช(เขาหลวง) ไหลมาบรรจบกับแควน้ำสาขาที่ไหลมาจากทะเลสาบสงขลา ที่ตำบลปากแพรก ทั้งยังมีลำน้ำสาขาอีกหลายสายที่ไหลมารวมกัน กลายเป็น แม่น้ำปากพนังสายใหญ่ ไหลขึ้นไปทางด้านทิศเหนือ ลงสู่อ่าวนครฯ ในเขตอ.ปากพนัง รวมความยาวของแม่น้ำ 147 กิโลเมตร ไหลผ่านอาณาบริเวณเกือบ 2 ล้านไร่ ใน 11 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอของ 3 จังหวัดคือ จ.นครศรีธรรมราช จ.พัทลุง และจ.สงขลา รวมเรียกว่า ลุ่มน้ำปากพนัง
ภูมิประเทศของลุ่มน้ำปากพนัง ทางด้านตะวันตกเป็นภูเขาสูง ตอนกลางเป็นเนินเขาและเป็นที่ราบสูง แล้วค่อยๆทอดตัวลงสู่ที่ราบลุ่มอันกว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ทางทิศตะวันออก
ในครั้งอดีตกาล แม่น้ำปากพนังมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างเมืองและชุมชนต่างๆตลอดสองฝั่งน้ำ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือพื้นที่ราบกว่า 5 แสนไร่นี้ เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้
ข้าวสารปากพนัง มีคุณภาพสูง รสชาติดี ทั้งยังให้ผลผลิตปริมาณมากพอที่จะส่งเป็นสินค้าออก จนกล่าวกันว่า "ปากพนังคืออู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้"
เมืองปากพนังครั้งกระโน้นจะคึกคัก ท้องน้ำคับคั่งไปด้วยเรือสำเภาต่างชาติที่เข้ามาซื้อข้าวไปขาย นับเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญมาก มีการติดต่อกับอินเดีย ลังกา จีน ชวา และประเทศตะวันตก ทั้งยังเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ศาสนา และความเจริญต่างๆของภาคใต้
สงครามมหาเอเชียบูรพา คือ จุดหักเหที่สำคัญยิ่งต่อทุกชีวิตในลุ่มน้ำปากพนัง หลังสงครามมหาเอเชียบูรพา ประเทศไทยต้องทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตก ซึ่งถูกควบคุมการส่งข้าวเป็นสินค้าออก รวมทั้งต้องปิดเมืองท่าต่างๆ เศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟูของลุ่มน้ำปากพนัง จึงเริ่มผันแปร
แม่น้ำปากพนัง ที่เคยคลาคล่ำไปด้วยเรือของพ่อค้าวานิชจากต่างประเทศ จึงกลายเป็นเมืองท่าค้าขายสำหรับภายในประเทศเท่านั้น ยิ่งเมื่อการคมนาคมทางบกพัฒนาขึ้น มีถนนสายใหม่ๆ มุ่งเข้าสู่ตัวจังหวัดนครฯจากหลายทิศทาง ความสำคัญของเมืองปากพนังก็ยิ่งลดน้อยความสำคัญลง
ผู้คน พากันโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ถิ่นอื่น บ้างก็ไปแสวงโชคในเมือง และมีไม่น้อยที่อพยพขึ้นควนขึ้นเขาไปหักร้างถางพง หาที่ทำมาหากินใหม่ของตนเอง
กระทั่งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารอันเป็นพื้นที่รับน้ำฝนและเก็บกักน้ำฝนตามธรรมชาติ ได้ถูกบุกรุกจนกลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม ครั้นเมื่อฝนตกลงมา ผืนป่าจึงไม่อาจเก็บกักน้ำไว้ได้ เกิดเป็นน้ำป่าไหลหลากลงท่วมไร่นาอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ที่ ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช
จะพอมีใครจำเรื่องราวเหล่านี้ ได้บ้างมั๊ย?
เมื่อราวตีสอง ของวันที่ 22 พฤศจิกายน 2531 (ประมาณ 20 ปีที่แล้ว) ชาวบ้าน ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช ได้ยินเสียงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ พร้อมกับกระแสน้ำป่าไหลเชี่ยวกราก พัดพาเอาดินโคลน หิน และท่อนซุงยักษ์ ลงมาจากภูเขา เข้าถล่มบ้านเรือน จนราพณาสูร
เพียงแค่ข้ามคืน หมู่บ้านใน ต.กะทูน ก็กลายเป็นทะเลโคลน ท่ามกลางท่อนซุงยักษ์ที่ลอยเกลื่อน ปะปนอยู่กับซากปรักหักพังของบ้านเรือนนับพันหลัง ผลสรุปความเสียหายของทางการคราวนั้นพบว่า กว่า 700 ชีวิต ต้องสังเวยชีวิตให้กับภัยพิบัติธรรมชาติ
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการบุกรุกทำลายป่าพรุ และป่าชายเลนของแม่น้ำปากพนัง ซึ่งเป็นป่าพรุและป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เพื่อหวังจะทำนากุ้งกุลาดำโดยขาดระบบการวางแผนและวิธีจัดการที่ถูกต้อง มีการระบายน้ำเสียจากนากุ้งลงสู่แม่น้ำปากพนังทุกวัน อันเป็นผลทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมโดยรวม และต่อระบบนิเวศวิทยา
เหล่านี้เป็นจุดวิกฤติที่ทำให้ลุ่มน้ำปากพนัง ที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีต พบกับปัญหาอย่างหนัก แต่ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมีปัญหาจากการรุกตัวของน้ำเค็มเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งแต่เดิมนั้นเมื่อภูเขายังมีป่าไม้สมบูรณ์ ปริมาณน้ำจืดในแม่น้ำปากพนังจะมีมากพอที่จะผลักดันน้ำเค็มที่รุกขึ้นมาจากปากอ่าวออกไปได้ น้ำจืดจะสามารถหล่อเลี้ยงราษฎรสองฟากฝั่งของแม่น้ำได้ ปีละประมาณ 9 เดือน แม้จะมีการบุกรุกของน้ำเค็มบ้างก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกินปีละสามเดือนในหน้าแล้ง
แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาการบุกรุกของน้ำเค็มก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนบางครั้งน้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปเป็นระยะทางประมาณ 100 กม. และคงอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานๆถึงปีละ 9 เดือน อันทำให้น้ำในแม่น้ำปากพนัง มีสภาพเป็นน้ำกร่อย ...ประกอบกับการประปาและระบบชลประทานที่ไม่ดีพอ ราษฎรในลุ่มน้ำปากพนังจึงประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด เพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภคอย่างรุนแรง
กระทั่งความทราบถึงพระเนตรพระกรรณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระเมตตาธิคุณอย่างใหญ่หลวง ทรงได้พระราชทานแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2521 เป็นต้นมา เพื่อพลิกฟื้นคืนชีวิตให้กับแม่น้ำปากพนัง อันได้แก่ โครงการเก็บกักน้ำจืด ระบายน้ำท่วม ป้องกันน้ำเปรี้ยวและป้องกันน้ำเค็ม โดยดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนัง พร้อมอาคาร และโครงการสนับสนุนด้านอื่นๆจากหน่วยราชการอีกหลายหน่วยงาน
ทำให้ราษฎรในลุ่มน้ำปากพนัง ต่างพบกับชีวิตใหม่อันสดใส ได้รับความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำปากพนังกลับคืนมา ต่างสามารถประกอบสัมมาชีพอย่างเป็นปกติสุขด้วยใบหน้าผ่องใส ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข ทั้งนี้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันประมาณค่ามิได้





ตลาดกลางกุ้งกุลาดำ มีกุ้งกุลาดำมาลงที่ตลาดแห่งนี้ จากหลายจังหวัดของภาคใต้ ประมาณเวลา 02.00 น.ของทุกคืน แล้วเรือประมงหรือรถบรรทุกก็จะนำกุ้งกุลาดำสดๆ ไปส่งที่กรุงเทพ

โรงงานผลิตปลาป่น เป็นโรงงานที่นำปลาทุกชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นปลาตัวเล็กตัวน้อยที่เขาไม่รับซื้อ และเริ่มเน่าเสีย นำมาต้มให้สุก แล้วบีบเอาน้ำออก บรรจุถุง ส่งขายโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งในอันดับต่อไป ก็จะถูกแปลงเป็น เพ็ตดีกรี อาหารสุนัข อาหารแมว น่าน ละ

เครื่องมือจับปลาชนิดต่างๆ มีวางอยู่ตลอดลำน้ำปากพนัง บางแห่งวางซ้อนกัน ถึง 2 ชิ้น









ไกด์ ถามพวกเราว่า... รู้ไหมว่า ทำไมหนุ่มๆฝั่งนี้ จึงอิจฉาหนุ่มๆฝั่งตรงข้าม ทั้งๆที่หน้าตา รูปร่าง ความรู้ ฐานะ ก็เหมือนๆกัน...ก็เพราะ หนุ่มๆฝั่งนี้ อิจฉา ที่หนุ่มๆฝั่งโน้นมีถนน แต่ฝั่งของตัวเอง ไม่มี ...อด ขี่มอเตอร์ไซค์อวดสาวๆ เล้ยยยย

เรือเริ่มออกปากน้ำปากพนัง


ตอนนี้ เรือจะต้องวิ่งภายในร่องน้ำเท่านั้น จะวิ่งออกนอกร่องน้ำไม่ได้ ไม่งั้น เรือจะติดโคลน
สุดแหลมทางขวามือ คือเขตแหลมตะลุมพุก แหลมวิปโยคด้วยวาตภัยในอดีต แต่เรือไม่ได้แล่นไปถึงที่นั่น เพราะปัญหาเรื่องเรือจะติดโคลน ด้วยต้องออกนอกร่องน้ำ ...สุดท้ายเรือก็วกกลับเข้าในตัวเมืองอีกครั้ง

เวที เดอะสตาร์ หรือ เอเอฟ ฤาจะสู้ เวทีนี้
. เพลงคาราโอเกะที่นำมาร้องทั้งหมด คัดสรรเพลงมาให้โดยคุณครูสาธร ไกด์ใจอารี อุ อุ อุ เพลงสนุกและคึกคัก พวกเราต่างร้องกันได้ หมดทุกเพลง!!!


เรือกลับเข้ามาถึงเขตตลาดแล้ว


ที่สุดเรือก็นำพวกเรา มาถึงท่า โดยสวัสดิภาพ

รักคนอ่านครับ
yyswim 
| Create Date : 06 พฤศจิกายน 2551 |
| Last Update : 6 พฤศจิกายน 2551 21:14:54 น. |
|
43 comments
|
| Counter : Pageviews. |
|
|
|
โดย: ความเจ็บปวด วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:16:13:21 น. |
|
|
|
โดย: butbbj วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:16:36:53 น. |
|
|
|
โดย: big-lor วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:16:56:33 น. |
|
|
|
โดย: chanaw2485 (chanaw2485 ) วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:07:29 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:42:44 น. |
|
|
|
โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:48:55 น. |
|
|
|
โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:56:59 น. |
|
|
|
โดย: อุ้มสี วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:20:50 น. |
|
|
|
โดย: OFFBASS วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:57:20 น. |
|
|
|
โดย: ปล.เป็นลืม (OFFBASS ) วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:59:16 น. |
|
|
|
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:1:52:43 น. |
|
|
|
| โดย: เอก IP: 203.185.134.4 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:9:56:30 น. |
|
|
|
โดย: doctorbird วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:10:30:16 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:10:32:09 น. |
|
|
|
โดย: JewNid วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:12:25:14 น. |
|
|
|
โดย: สันดานเสีย วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:19:20:13 น. |
|
|
|
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:22:27:34 น. |
|
|
|
| โดย: บ้านบ้าน IP: 123.242.139.146 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2551 เวลา:7:23:23 น. |
|
|
|
โดย: เอเจล (mlmboy ) วันที่: 9 พฤศจิกายน 2551 เวลา:5:05:12 น. |
|
|
|
โดย: kai (aitai ) วันที่: 9 พฤศจิกายน 2551 เวลา:12:20:41 น. |
|
|
|
| โดย: คนรักปากพนังฝั่งตก IP: 124.157.176.84 วันที่: 27 ธันวาคม 2551 เวลา:19:27:08 น. |
|
|
|
| โดย: เด็ก ป.น. IP: 125.25.78.51 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:42:26 น. |
|
|
|
| โดย: เด็ก ร.ร. ชาย IP: 58.8.134.220 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:14:00 น. |
|
|
|
| โดย: คนปากพนัง IP: 125.27.175.239 วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:19:30:32 น. |
|
|
|
| โดย: phi IP: 58.147.25.219 วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:55:02 น. |
|
|
|
| โดย: ผ่านมา IP: 58.64.55.90 วันที่: 17 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:25:34 น. |
|
|
|
| โดย: เพื่อนเรียกยัยโหด IP: 10.0.0.24, 118.173.151.73 วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:32:46 น. |
|
|
|
| โดย: รวม IP: 58.10.155.101 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:13:16:23 น. |
|
|
|
| โดย: คนปากนัง IP: 118.175.15.178 วันที่: 20 กันยายน 2553 เวลา:23:57:03 น. |
|
|
|
| โดย: วิวัฒน์ IP: 115.67.92.8 วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:1:31:20 น. |
|
|
|
| โดย: เอ IP: 124.120.55.85 วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:23:54:17 น. |
|
|
|
| โดย: ตุ๊ก IP: 115.87.78.239 วันที่: 28 เมษายน 2555 เวลา:7:58:10 น. |
|
|
|
|
|
เห็นลุ่มแม่น้ำปากพนัง ทำให้นึกถึงลุ่มแม่น้ำตาปีแถวบ้าน
เลยค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวสาระดีๆ และภาพสวยๆ
ที่นำมาให้ดูนะคะ