|
Time for Tea พักยกโยคะ
นมัสเตอีกเช่นเคยค่ะ
วันนี้วันหยุด แถมหยุดต่ออีก3วัน วางแผนไปไหนกันรึเปล่าคะ
วันนี้หมวยเกี๊ยะขอพักยก ผ่อนคลายสบายๆ ด้วยเรื่องโยคะแบบเบาๆ
เนื่องจากอยากเล่ากล่าวกันสักนิดเรื่องของโยคะในบ้านเรา
โยคะที่สอนในบ้านเรามีเรียกหลายแบบ จนคนฝึกจะงง มีทั้ง Iyengar Yoga , Ashtanga Yoga, Vinyasa Yoga, Sivananda Yoga, etc....
แต่โดยประมาณที่เห็นก็จะมี 4สถาบันข้างต้นที่เด่นชัดและเป็นที่นิยม
ศิวะนันทะ เป็นโยคะเพื่อการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ การฝึกจะแยกอาสนะและปราณยามออกจากกัน และจะไม่ให้ร่างกายเหนื่อยเกินไป ปรับสมดุลย์ต่างๆ เน้นการเข้าใจในตนเอง เพื่อการเยียวยาตนเอง เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
ส่วน Iyengar Yoga , Ashtanga Yogaและ Vinyasa Yoga แตกมาจากแหล่งเดียวกัน ก็คือ Sri T. Krishanamacharya ซึ่งในยุคแรก ได้ศิษย์อย่าง B.K.S. Iyengar ซึ่งเน้นการฝึกทางด้านร่างกาย การทำท่ายาก การโฟกัสไปตามกล้ามเนื้อของร่างกายให้ถูกต้อง และก็ท่านนี้นี่เองซึ่งได้เขียนตำราที่มีการบ่งบอกทางสรีระวิทยาขึ้นมา เพื่อจำแนกว่าท่าไหนดีอย่างไร ไปนวดอะไร ได้กล้ามเนื้อตรงไหน....ทำนองนี้ จนมีชื่อเสียงโด่งดังในหนังสือ Light On Yoga ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีการอธิบายว่า ท่านี่ เพื่ออะไร แก้อะไร เพราะอย่างที่บอก แรกเริ่มเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และไอเยนการ์ก็ละเลยในเรื่องลมหายใจไป ชุดของอาสนะ และความนุ่มนวล
อีกคนคือ Pattabhi Jois ซึ่งเป็นอีกคนที่มีชื่อเสียงในการรวบรวมท่าจัดเป็นชุดตามความยากง่าย ในชื่อที่เรารู้จักกันคือ Ashtanga Yoga ซึ่งก็เป็นอีกคนที่ค่อนข้างจะเน้นการฝึกด้านความแข็งแกร่งของร่างกาย ความยืดหยุ่น ความรวดเร็ว ออกแนวคล้ายๆยิมนาสติก และจากการฝึกในท่าชุดต่างๆนี้ เราจะรู้จักกันในอีกชื่อว่า Mysore Style เป็นการฝึกที่ผู้ฝึกจะฝึกไปตามท่าต่างๆด้วยตนเอง ตามจังหวะการหายใจและร่างกายของตนเอง โดยมีครูคอยให้ความช่วยเหลือและแนะนำอยู่ เหมือนเป็นการฝึกแบบตัวต่อตัว (แต่บังเอิญมีนักเรียนฝึกอยู่หลายคน ) ทำให้ผู้ฝึกมีการพัฒนาทางด้านร่างกายได้ดีขึ้น จะยังคงคล้ายกับที่ Sri T. Krishanamacharya สอนบ้างเพราะ ได้รวบรวมบางตอนมาจากหนังสือที่อาจารย์สอนเล่มแรก
ส่วน Vinyasa Karma Yoga นั้นจะคล้ายๆกับศิวะนันทะ แต่จะมีการผสานลมหายใจและพันธะไปในท่าต่างๆ ซึ่งได้ T.K.V. Desikachar ซึ่งเป็นบุตรชายของ Sri T. Krishanamacharya นั่นเอง ท่านได้ถ่ายทอดการฝึกของคุณพ่อมาใกล้เคียงที่สุด การฝึกในแบบนี้จะมีการเคลื่อนไหวช้าๆ แบบต่อเนื่อง บวกเข้ากับการหายใจ ทุกการเคลื่อนไหวจากท่าหนึ่งไปสู่อีกท่าหนึ่งจะประสานไปด้วยลมหายใจ ให้ทั้งความแข็งแรงแต่นุ่มนวล และมีมุมมองที่เห็นว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกันและต้องการโยคะไม่เหมือนกัน และเน้นการฝึกโยคะเพื่อการฝึกจิตใจและเพื่อการเยียวยารักษา เช่นเดียวกับศิวะนันทะ อ้อ และการฝึกแบบนี้นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของบรรดา Flow Yoga ต่างๆ
ซึ่งทั้ง 4 นี้ก็มาจากแบบเดียวกัน ที่เราเรียกว่าหฐโยคะ Hatha Yoga นั่นเอง
ส่วนใครชอบแบบใดก็ต้องเลือกเอาเอง ซึ่งหมวยเองร่ำเรียนมาบนพื้นฐานโยคะจากBihar Yogaของสวามีศิวนันทะและสวามีสัตยนันทะ แต่จะสอนในแบบผสมวินยาสะด้วย เนื่องจากว่า 2 แบบนี้มีความคล้ายคลึงกัน ให้ทั้งความแข็งแรงแต่นุ่มนวล และมีจุดมุ่งหมายที่คล้ายกันในเรื่องของการเยียวยาและบำบัดโดยรวม และการมีสมาธิ สติและปัญญา และเห็นความสำคัญของความต้องการของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
ส่วนว่าจะเน้นให้แข็งแรงขึ้นขนาดไหน ....ค่อยๆฝึกไปมันก็แข็งแรงขึ้นเหมือนกันละคะ เพราะทั้งหมดก็มีทั้งท่ายากง่ายเหมือนกัน ขอให้รู้จักร่างกายและมีสติบวกลมหายใจในการฝึกด้วยนะคะ
จากตรงนี้ ถ้าผิดถูกยังไงก็ขออภัยด้วย อันนี้เป็นข้อมูลคร่าวๆเพื่อที่ให้ได้ลองตัดสินใจว่าจะเลือกแบบไหนดีในการฝึกโยคะของเรา
ตอนนี้ก็ขอชะแว๊บ ไปทานน้ำสับปะรดซะหน่อย อิอิ...
Hari Om

|