This's ME . . . นี่คือตัวฉัน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
7 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 
มารู้จักสูตรลดความอ้วนของ Dr. Atkin กันก่อน


คำเตือน...การลดน้ำหนักจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับมวลร่างกายของแต่ละคน ไม่ควรหักโหมจนเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถรับได้



อ้างอิงจากกระทู้... http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3045260/L3045260.html ...ซึ่งคัดลอกจากที่คุณคุณชราร่าได้เขียนไว้ ....และเซฟข้อความโดยคุณ pixp และคุณ la-la-bell ...ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อ้อจึงได้เอาข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน และได้รู้จักสูตรลดความอ้วน Dr. Atkin กันก่อน


และจะตามด้วยการรายงานผลตลอด 8 วันที่ผ่านมา...



โปรตีนไดเอทสูตร Dr. Atkin

โปรตีนไดเอทสูตร Dr. Atkins นั้น คือวิธีการไดเอท ที่งดการบริโภค คาร์โบไฮเดรท และ น้ำตาลในทุกรูปแบบ เป็นเวลา 14 วันติดต่อกัน โดยใช้หลักการของอาหารเพื่อเป็นยา หรือการใช้อาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมของร่างกาย ( Increase Metabolism Rate ) โดยหลักการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงขบวนการทางเคมี ให้เปลี่ยนจากการใช้น้ำตาลเป็นพลังงาน มาเป็นการใช้ไขมันเป็นพลังงานแทนเพื่อการเผาผลาญที่ดีขึ้น พร้อมทำลายไขมันที่สะสามอยู่ในร่างกายให้หมดไป จึงเป็นการปรับสมดุลในร่างกายใหม่

อินซูลิน คือ ฮอร์โมนที่ทำให้อ้วน ( Insulin Hormone that make you Fat !!! )
โดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะหลั่งสาร Insulin ออกมาเพื่อทำการย่อยแป้ง หรือ คาร์โบไฮเดรต (เพื่อเปลี่ยนเป็นกลูโคส อันเป็นแหล่งที่มาของพลังงาน) และน้ำตาล ส่วนไขมันนั้นร่างกายจะเปลี่ยนเป็น กลีเซอรัล (Glycerol) และเปลียนโปรตีน เป็นกรดอมิโน
(Amino Acid) แล้วดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ฮอร์โมนที่ชื่ออินซูลิน ก็ใช้น้ำตาลที่ได้เปลี่ยนเป็นกลูโคสแล้วนี้ไปใช้เป็นพลังงานส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็จะเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน โดยเปลี่ยนจากกลูโคสเป็นไกลโคเจน ( Glycogen) โดยไกลโคเจนนี้จะถูกเก็บไว้ในตับอ่อน และกล้ามเนื้อ เพื่อใช้เป็นแหล่งหลังงานสำรองยามฉุกเฉิน แต่หากมีปริมาณมากเกินความต้องการ อินซุลินก็จะทำการเปลียนไกลโคเจนเป็นเยื่อไขมันชื่อ ไตรกลีเซอร์ไลน์ (Triglyceride) และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมฮอร์โมนที่ชื่อว่าอินซูลิน จึงเป็นฮอร์โมนที่ผลิตไขมัน และทำไมเราต้องกำจัดและทำลายกระบวนการดังกล่าว
ปกติแล้ว หากการบริโภคน้ำตาลมีปริมาณมาก ร่างกายก็จะผลิตอินซูลินออกมาในปริมาณมาก ในขณะเดียวกันประสิทธิภาพในการเผาผลาญจะลดน้อยลง เนื่องจากอินซูลินจะนำน้ำตาลไปเก็บไว้หมด และแปรเป็นไขมัน ยิ่งการดูดซึมไม่ดี ร่างกายก็ยิ่งกักน้ำตาลไว้เพื่อสะสมมากกว่าการเผาผลาญเพื่อเป็นพลังงาน Low Metabolism Rate ก็จะเกิดขึ้น และแน่นอนว่า น้ำหนักตัวจะเพิ่มมากขึ้น และไขมันตามร่างกายและปริมาณ cholesterol ก็มากขึ้นด้วย

การจำกัดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ลดความอ้วนได้ แต่การจำกัดแป้งและน้ำตาลหรือกลุ่มอาหารประเภท Carbohydrate อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เพราะหากมีการบริโภคคาร์โบไฮเดรตน้อย ร่างกายจะเก็บสารเหล่านั้นไว้ทั้งหมด นอกจากนั้นร่างกายก็จะอ่อนเพลีย และทำให้การลดน้ำหนักด้วยการจำกัดแคลอรี่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล เพราะเมือ่การลดน้ำหนักเป็นไปสักระยะหนึ่ง การเผาผลาญจะลดลง และเมื่อผู้ลดน้ำหนักกลับมาบริโภคอาหารตามปกติ ร่างกายก็จะเกิดการ Rebound และมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ( Yo yo effect )

จากคุณ : ชราร่า - [ 9 ต.ค. 45 17:32:48 ]




**วีธีลดน้ำหนักแบบ Ketogenic Diet เพื่อเผาผลาญไขมัน**

Ketosis มีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่า Ketosis /Lipolysis. Lypolysis คือกระบวนการที่ร่างกายเผาผลาญไขมัน ส่วน Ketosis คือเมื่อเซลล์ขันถูกเผาผลาญหมดสิ้น มันจะแยกออกเป็น Glycerol และ Free Fatty Acid- ซึ่งแตกตัวเป็นสองส่วนเล็ก ๆ คือ Carbon Compound ซึ่งเรียกว่า Ketone Bodies การแตกตัวของคาร์บอนดังกล่าว จะเข้าสู่กระบวนการการเผาผลาญ (Metabolic Pool ) เพื่อใช้ไขมันเป็นพลังงาน ไม่ใช่น้ำตาล

ดังนั้น ระบบการเผาผลาญโดยใช้ไขมัน เพื่อเป็นการเพิ่ม Metabolism หรือเพิ่มการเผาผลาญไขมันนั้นจะทำให้น้ำหนักและไขมันส่วนเกินหายไปด้วย เนื่องจากเมื่อร่างกายไม่มีแป้งและน้ำตาล ร่างกายก็จะใช้พลังงานจากไขมันแทน นั่นคือการเปลี่ยนระบบการเผาผลาญของร่างกายจากการเผาผลาญน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงาน เป็นการใช้ไขมันเป็นพลังงานแทน และเมื่อร่างกายหันทมาใช้ไขมัน Insulin ก็จะไม่หลั่งออกมาเพื่อกักัน้ำตาลไว้ใช้ ดังนั้นร่างกายจะหันไปใช้พลังงานทดแทน คือไขมันส่วนเกินทั้งหลาย ผลที่ได้คือน้ำหนักตัวที่ลดลง และรบบการเผาผลาญเพิ่มขึ้น เมื่อร่างกายเกิดสภาพ Ketone ขี้น ร่างกายก็จะละลายไขมันไปด้วย ในขณะเดียวกัน นั่นหมายถึงน้ำหนักจะลดลง

สำหรับอาหารโปรตีน และไขมันนั้นเมื่อไม่มีกลุ่มอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ร่างกายก็จะเผาผลาญหมดไป ดังนั้น พบว่าหากทำตามสูตรอย่างเคร่งครัด ก็จะไม่มีผลต่อระดับ Cholesterol ในร่างกาย อนึ่งไขมันมีกลูโคส น้อยกว่าโปรตีน ดังนั้นการบริโภคไขมันจึงทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น

จากคุณ : ชราร่า





**อาหารที่ทานได้ตลอด 14 วัน**



• ไข่ไก่ ไข่นกกระทา
• เนื้อสัตว์ทุกประเภท แกะ หมู ไก่ เนื้อ ปลา ปู กุ้ง หอย ปลาหมึก ไส้กรอก เบคอน แคบหมู ขาหมูทอด หมูหัน และ อื่น ๆ ไม่ว่าจะติดมัน หรือ ไม่ก็ตาม ย่าง นึ่ง ต้ม ทอด หรือปรุงด้วยอะไรก็ได้ ห้ามมีส่วนผสมของน้ำตาลเด็ดขาด
• Cheese Edam , Brie, Ricotta Cheddar, Swiss, Blue Cheese, Philadelphia Crème Cheese เป็นต้น
• น้ำมันทุกประเภท น้ำปลา น้ำส้มสายชู มะนาว และเครื่องปรุงอื่น ๆ ยกเว้นน้ำตาล หรือ เครื่องปรุงที่มีส่วนผสมของน้ำตาล
• ผักทานได้แต่ผักกาดแก้ว ผักสลัดใบเขียว และผักสีเขียวในปริมาณ 1 ถ้วย ( เวลาตวงไม่อัดแน่นนะคะ ) หรือ 170 กรัม หรือ 6 oz.
• อาหารทุกชนิดห้ามใช้ที่เขียนไว้ว่า Low Fat เนื่องจากอาหารไขมันต่ำทุกชนิดมักจะมีส่วนผสมของแป้งอยู่โดยทั้งสิ้น
• Evaporated Milk นมข้นจืดไม่ดัดแปลง ( คาร์เนชั่น ) หรือ whip cream
• อาหารที่กล่าวนี้ สามารถทานได้ไม่จำกัดทั้งมื้อและ ปริมาณ เมื่อไรก็ได้ เท่าไรก็ได้



**อาหารที่ต้องห้าม**


• นมดังต่อไปนี้ whole milk , skim milk, low fat milk, UHT, Pasteurize, น้ำเต้าหู้ เนื่องจากนมทั้งหลายนี้มีคาร์โบไฮเดรทสูง
• กาแฟ ให้พยายามเลี่ยง แต่หากต้องทาน ให้ใช้แบบ caffeine free เนื่องจากคาเฟอินอาจทำให้กระบวนการทางเคมีไม่ได้ผล
• ผลไม้ทุกประเภท ไม่ว่าจะมีรสหวานหรือไม่ก็ตาม ล้วนมีน้ำตาลทั้งสิ้น
• ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปังทุกอย่าง ข้าวเหนียว มันฝรั่ง เพราะล้วนเป็นคาร์โบไฮเดรต
• ขนมหวาน Cake, Cookie, Snack, Chip
• น้ำตาล หรืออาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม รวมถึง Glucose, Fructose หรือ น้ำผึ้ง
• ผักบางอย่าง เช่น ข้าวโพดอ่อน มะเขือเทศ แครอท หรืออื่น ๆ ที่มีน้ำตาล หรือพืชผักที่ให้รสหวาน
• Sauce ที่มีรสหวาน หรือมีแป้งเป็นส่วนผสม เช่น น้ำจิ้มไก่ ซีอิ๊วหวาน ซอสมะเขือเทศ Gravy เป็นต้น
• Alcohols ทุกประเภท น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ห้ามหมดเด็ดขาด

จากคุณ : ชราร่า




**ตัวอย่างรายการอาหาร**

เช้า ไข่ดาว ไข่คน cheddar cheese ,Omelet กับ เบคอน ไส้กรอก แฮม

กลางวัน ไก่ย่าง ขาหมูทอด สเต๊กเนื้อ ไข่เจียวหมูสับ ทอดมัน ( ทำจากเนื้อปลาล้วน ) ลาบ/ น้ำตก หมู หรือไก่

เย็น ปลาหมึกผัดไข่เค็ม หมูหัน ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่
ของว่าง Philadelphia Crème Cheese ผสมกับน้ำตาลเทียม และมะนาว จนเป็นเนื้อเดียวกัน , แคบหมูกับน้ำพริกหนุ่ม



**ข้อควรระวัง**

1. หากท่านตัดสินใจลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ท่านต้องทำติดต่อกันเป็นเวลา 14 วันติดต่อกัน เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุล

2. จะยกเลิกก่อนกำหนดหรือทำเพียงบางมื้อไม่ได้

3. จะมีส่วนผสมของน้ำตาลหรือแป้งรวมทั้งคาร์โบไฮเดรต ในรูปแบบอื่นในมื้ออากรไม่ได้เลย ตลอด 14 วัน ยกตัวอย่างเช่น หากทานไก่ย่าง ก็ไม่ทานข้าวเหนียว หรือส้มตำ หากทานไข่ดาวหมูแฮม จะทานกับขนมปังไม่ได้ รวมทั้ง ลูกชิ้น ปูอัด

4. หากน้ำหนักไม่ลดลงเลย แสดงว่าในบางมื้อท่านยังมีส่วนของน้ำตาลหรือกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต อยู่ ดังนั้น นอกจากจะลดน้ำหนักไม่ได้แล้ว เท่ากับท่านทำให้กระบวนการเผาผลาญรวน และร่างกายอาจจะใช้กลับไปใช้น้ำตาลในการเผาผลาญเหมือนเดิม แสดงว่า โปรตีน และ ไขมันจำนวนมากที่ท่านบริโภคเข้าไปก่อนหน้านี้ ไม่ได้ถูกใช้งาน ก็จะกลายเป็น Cholesterol ได้ในที่สุด

5. อย่ากลัวการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากกระบวนการเผาผลาญไขมันไม่ทำให้เกิด Cholesterol ดั้งนั้น ท่านจึงไม่ต้องกังวลกับอาหารไขมันสูง แต่ให้ระวังอาหารที่มีน้ำตาลและแป้ง

6. ภายใน 48 ชั่วโมง บางท่านอาจมีอาการวิงเวียน เนื่องจากร่างกายยังหลั่ง Insulin อยู่ แต่หลังจากนั้น อาการจะหายไป เนื่องจากร่างกายเข้าสู่ระบบ Ketosis คือการนำไขมันมาเป็นพลังงาน

7. ควรตรวจระดับ Ketone ในปัสสาวะหลัง 48 ชั่วโมง โดยซื้อ Ketone Strip มาตรวจ หากพบปัสสาวะมีสีชมพู แปลว่าร่างกายได้เริ่มนำไขมันมาเผาผลาญแล้ว

8. หากทำตามนี้อย่างเคร่งครัด ท่านสามาถลดน้ำหนักได้ 1-1.5 กก. เป็นอย่างต่ำ สัดส่วน รอบเอว ต้นขา หน้าท้องจะลดลง ( คนน้ำหนักมากจะมีโอกาสลดได้มากกว่าคนน้ำหนักปกติ )

9. หากได้ออกกำลังกายด้วยจะลดได้เร็วมากขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรง

10. ท่านสามาถทานวิตามินเสริมได้ เช่น Vitamin C 1000 Mg., B1-6-12, Chromium Picolinate เป็นต้น ร่วมด้วยก็ได้

11. รับประทานอาหารแต่ละมื้อจนอิ่ม และอย่าทานหากไม่ได้รู้สึกหิว ถ้าหิวระหว่างมื้อก็ให้ทานประเภท ไส้กรอก แฮม Salami หรือ Assorted Cheese เป็นต้น อย่าปล่อยให้ท้องว่าง

12. ควรหลีกเลี่ยง ไดเอทโค้ก หรือ ไดเอท เปปซี่ และน้ำตาลเทียมให้มาก ลูกอม ท๊อฟฟี่ ต้องงด

ข้อมูลจาก Dr. Atkin – The New Revolution Diet.

จากคุณ : ชราร่า - [ 9 ต.ค. 45 17:48:50 ]




เมื่อครบ 14 วันแล้ว คุณจะไม่ค่อยรู้สึกหิว น้ำหนักลดลง หรือไม่ก็เสื้อผ้าจะหลวมอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว วิธีการที่จะรักษาน้ำหนักนี้ไว้ก็คือ เพิ่มผักสด โดยให้เพิ่ม อาทิตย์ละ 1 ถ้วยตวง ( คือ จาก 1 ถ้วย หรือ 170 กรัม ) มาเป็น 2 ถ้วย หมายความว่า 2อาทิตย์แรก กินเนื้อและผัก 1 ถ้วย อาทิตย์ที่สาม ก็เพิ่มผักอีก 1 ถ้วย อาทิตย์ที่สี่ ก็อีก 1 ถ้วย

คราวนี้สิ่งที่คุณจะได้รับก็คือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ แป้งธรรมชาติและน้ำตาลธรรมชาติจากผัก โดยคราวนี้คุณก็ได้สารอาหารครบถ้วน

น้ำ และ การออกกำลังกาย ยังต้องทำต่อไปค่ะ

ที่ให้หลีกเลี่ยงแป้ง เพราะเป็นอาหารที่ผ่านการสังเคราะห์มาแล้วทั้งสิ้น ถ้าหากจะกินแป้ง ก็ควรเป็นข้าวกล้อง หรือ ธัญพืชนะคะ กินแต่น้อยค่ะ

หากเมื่อไรน้ำหนักชึ้นอีกก็สามารถกลับไปใช้ induction diet 14 วัน แต่จะที่อ่าน ๆ มา รอบสอง รอบสามน้ำหนักจะลงค่อนข้างยากซะแล้ว

ฉะนั้นที่ได้เตือนไว้ ก็คือ ตั้งสติให้ดี ทำตามสูตรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ golden shot น้ำหนักจะลดได้มากที่สุดจ๊ะ

โชคดี มีสุขภาพแข็งแรงถ้วนหน้านะคะ

จากคุณ : ชราร่า -







...มีข้อดี...ก็ต้องมีข้อเสีย...




แต่มันก็มีผลข้างเคียงเยอะนะคะ

มีคนเขียนให้อีกแหละค่ะ พูดถึงผลเสีย
---------------------
ความคิดเห็นที่ 7

เอาข้อมูลจากเว็บข่าว BBC มาให้ดูค่ะ เพราะเค้าเขียนถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดจาก Atkins Diet ไว้ด้วย อยากให้เพื่อนๆ ได้ข้อมูลรอบด้านทั้งด้านดีและด้านที่ไม่ดีของการลดน้ำหนักวิธีนี้

เค้าบอกว่าระหว่างที่ทำตามสูตรลดน้ำหนักนี้ บางคนอาจจะท้องผูก บางคนก็มีกลิ่นปากแรงขึ้น รู้สึกอ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะ นอกจากนี้การที่กินคาร์โบไฮเดรตน้อยลง แต่กินไขมันมากขึ้น ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นด้วย และการกินโปรตีนมากๆ ตามสูตรลดน้ำหนักนี้ก็อาจจะมีผลทำให้ไตต้องทำงานหนักกว่าปกติ จึงไม่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องไต แต่ถ้าเป็นคนปกติที่มีสุขภาพดี ก็ยังไม่พบว่ามีผลข้างเคียงในระยะสั้นค่ะ สูตรนี้แนะนำให้จำกัดอาหารบางประเภท ฉะนั้นจึงควรกินอาหารเสริมจำพวกวิตามินและเกลือแร่เพิ่มเติม เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน

สาเหตุที่บางคนมีกลิ่นปากระหว่างการลดน้ำหนักด้วยสูตรนี้ก็เป็นผลมาจากการที่ร่างกายผลิตโมเลกุลที่เรียกว่า ketones ออกมาระหว่างที่เผาผลาญไขมัน แล้วเจ้า ketones เนี่ยก็ถูกขับออกมาทางปัสสาวะ และทางลมหายใจ ก็เลยทำให้กลิ่นปากไม่สดชื่นนั่นเองค่ะ


The Atkins Diet - questions and answers


What sorts of food are you allowed on the Atkins diet, and what do you have to cut out?

The Atkins diet recommends a limit of 20g of carbohydrate each day for the initial 14-day induction phase. This is a very small amount; for example a banana contains about 22g. So in this phase, the diet consists of meat, poultry, fish, eggs, cheese, a small amount of salad and vegetables, butter and oil. Carbohydrate-containing foods such as fruit, many vegetables, bread, cereals, rice, potatoes, pasta, cakes, biscuits, sugar, milk and yogurt should be avoided. The next phase is the ongoing weight-loss phase which allows about 40g of carbohydrate a day. So dieters are allowed some fruit, and more vegetables and nuts. Only sugar-free drinks are allowed. When a target weight is reached, dieters slightly increase their intake of carbohydrate until their weight stabilises, but the diet recommends not going over 90g of carbohydrate a day.


What are the possible side effects of the Atkins diet, and what are the potential risks?

During the induction phase of a low-carbohydrate diet like the Atkins diet, some people do experience side effects including constipation, halitosis, fatigue and headaches. In terms of risks, there is concern in the scientific community that because fat intake is often increased on low-carbohydrate diets, changes in blood lipids may increase the risk of coronary heart disease. There has also been concern that high protein intake would put extra strain on the kidneys. But although high-protein diets would not be recommended for people with kidney problems, no short term effects were seen in the healthy individuals that took part in the diet trials study. The Atkins diet is nutritionally restrictive, and vitamin and mineral supplements are advised while on the diet.


How long does it usually take to lose weight on the Atkins diet?

Weight loss can be very rapid in the 14-day induction phase of the Atkins diet, and a lot of this seems to come from fluid loss. A weight loss of 1 to 2 pounds a week is expected in the ongoing weight-loss phase.


What are the long term effects of low carbohydrate diets?

No long-term studies into the Atkins diet have yet been conducted, so as yet the long-term effects of low-carbohydrate diets are unknown.


What is ketosis?

When the body has used up its glucose stores, it turns to fat reserves for fuel. When the body burns fat, it creates molecules called ketones as a by-product. This is ketosis. Some ketones escape in urine, and some escape on the breath, which is why halitosis can be a side effect of low-carbohydrate diets.

The Atkins or similar low-carbohydrate / high-protein diets should never be followed without first discussing them with your GP.

อ่านข้อมูลเต็มๆ ได้ที่ http://www.bbc.co.uk/science/horizon/2004/atkinstrans.shtml ค่ะ

จากคุณ : Aoyama - [ 1 ต.ค. 47 02:05:34 ]





ความคิดเห็นที่ 7

แปะให้อีกข่าว มาจากหนังสือพิมพ์ชื่อดังของอังกฤษ The Guardian ค่ะ
องค์กรที่ควบคุมมาตรฐานอาหารที่อังกฤษออกมาแถลงว่าสูตรอาหาร Atkins อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคอ้วน


Official: Atkins diet can be deadly

Jo Revill, health editor
Sunday September 21, 2003
The Observer

The first official warning about the dangers of the Atkins diet has been issued by the Government amid concern about the rising number of people opting for the high-fat, high-protein regime.
The Food Standards Agency, which is responsible for all the Government's nutritional guidance, has published a statement alerting the public to the health risks of low-carbohydrate diets, including Atkins, claiming that they are linked to heart disease, cancer and even obesity.

In the past two months senior nutritionists have held talks with the Department of Health about the slimming fad and were asked to investigate the full risks of the diet.

But Ministers, who did not want to be accused of running a 'nanny state' by issuing the warning themselves, decided that it would be best if they were distanced from the advice, by letting it come from food experts.

The dangers are clearly spelt out on the agency's website, without actually naming the Atkins diet, which has been tried by more than three million people in Britain.

'Cutting out starchy foods, or any food group, can be bad for your health because you could be missing out on a range of nutrients,' the statement says. 'This type of diet also tends to be unrealistic and dull, and not palatable enough to be tolerated for a long time.'

It adds: 'High-fat diets are also associated with obesity, which is increasing in the UK. People who are obese are more likely to develop conditions such as diabetes and some cancers. Low-carb diets tend to be high in fat, too, and eating a diet that is high in fat could increase your chances of developing coronary heart disease.'

The advice, compiled in a question-and-answer style by senior nutritionist Sam Church, states that rather than trying to avoid carbohydrates, it is better to base your meals on them so they make up one-third of your diet.

But she does not include a warning about the possible risk of kidney or liver disease for anyone who spends a long time on the diet, possibly because of lack of reliable research to back such claims.

Dr Atkins' Diet Revolution toppled Harry Potter and The Order of The Phoenix off the number one spot during the summer; it now stands at six the UK bestseller list, having sold more than half a million copies in the past year.

Supermarkets report a surge in meat and cheese sales and a slump in pasta and rice. The price of eggs has risen by 9 per cent, bringing fears of a shortage because devotees of the diet are using the food as a way of ensuring their daily fix of protein. Some sandwich bars are also offering 'Atkins-friendly' meals, such as chicken and salad, to respond to demand and counteract the fall in sandwich sales, as bread is on the banned list.

A spokeswoman for the Atkins company argued that research showed it was consumption of large amounts of carbohydrates with a high-glycemic index, such as white bread, white rice or white potatoes, which increased the risk of coronary heart disease.

'At all stages of Atkins, we encourage consumption of nutrient-dense foods including plenty of vegetables, with the introduction of fruits and wholegrains later in the programme as one approaches ideal weight,' she added.

http://www.guardian.co.uk/medicine/story/0%2C11381%2C1046662%2C00.html
แก้ไขเมื่อ 03 ต.ค. 47 03:58:47

จากคุณ : Aoyama - [ 3 ต.ค. 47 03:28:14 ]





ความคิดเห็นที่ 8

และเพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน เลยเอาอีกบทความมาให้ดูด้วยค่ะ
ในต่างประเทศ อาหารพวก low-carb ฮิตมากๆ ค่ะ ขายดิบขายดี มีอาหารแปะป้าย low-carb วางขายกันเยอะแยะ แต่พอมีข่าวเรื่องอันตรายของสูตร Atkins ยอดขายก็ตกฮวบ เลยต้องออกมาแก้ข่าวกันหน่อย

ในเว็บที่ขายอาหาร low-carb ตามสูตร Atkins เค้าชี้แจงว่าเจ้า ketones ที่เกิดจากการกินคาร์โบไฮเดรตน้อยๆ เนี่ยมันอันตรายก็จริงอยู่ แต่ถ้าเป็นคนที่มีสุขภาพดี กลไกของร่างกายก็จะรักษาระดับ ketones ไม่ให้สูงเกินไปจนถึงระดับอันตรายอยู่แล้ว

ส่วนคนที่เป็นโรคเบาหวาน ติดเหล้า หรืออดอาหารเป็นเวลานานๆ (ใครชอบใช้วิธีอดอาหารเพื่อลดความอ้วนเป็นประจำต้องระวังมากๆ หน่อยนะคะ) เวลากินตามสูตร Atkins แล้ว ketones อาจจะสูงขึ้นจนเป็นอันตรายได้เหมือนกัน

อ่านข้อมูลทั้งสองด้านทั้งฝ่ายค้าน-ฝ่ายสนับสนุน Atkins แล้วก็ต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเองนะคะว่าจะเชื่อใครดี


Fact vs. Fallacy
Part 1
So that you don't have any lingering questions or doubts about the safety of the Atkins Nutritional Approach™, we dispel one of the most common misconceptions: that ketosis is dangerous.

One reason the Atkins Nutritional Approach has not been part of mainstream thinking (although the tide is beginning to change) has been misinformation. If you've heard that Atkins is dangerous, not to mention ineffective, you may have mixed feelings about starting a lifetime of controlled carbohydrate eating. Once doctors have adequate experience with Atkins, most of them agree that this program should be the treatment of choice not only for obesity but for diabetes and several other diet-related disorders. But sadly, the misinformation has prevented so many people in need from using and benefiting from the best treatment available, ultimately propagating epidemic, life-threatening conditions.

Modern medical history contains few examples of such vast discrepancies between what is said in print and the truth. You may find the following explanations a bit scientific, but this was done on purpose. You should have the full complement of information at your disposal to counter any challenge you get. Armed with information supported by a host of scientific studies, you will be able to hold your own—and likely to sway opinion—in any debate that comes your way.

Fallacy: Ketosis is dangerous and causes a variety of medical problems. Fact: Our bodies have only two fuel delivery systems to provide us with energy. Our primary fuel is based on carbohydrate and is delivered as glucose. People who eat three so-called balanced meals every day get virtually all their energy from glucose. But the alternate backup fuel is stored fat, and this fuel system delivers energy by way of ketones whenever our small supply of glucose is used up (in a maximum of two days).

When a person doing Atkins releases ketones, he or she is in ketosis. Ketosis occurs when you are taking in a very low level of carbohydrate from the food you eat, as you will during much of the weight-loss phases of Atkins. Ketones are secreted in the urine (and at times in one's breath), a perfectly normal and natural function of the body. The more ketones you release, the more fat you have dissolved.

Part of this fallacy is the claim that ketones can build up to dangerous levels in the body. Studies show that ketone bodies are very tightly regulated in the body and will not increase beyond the normal range in healthy individuals. (Uncontrolled diabetics, alcoholics and people who have been on prolonged fasts might see an increase in ketones beyond the normal range.) The body regulates ketone levels the same way it regulates blood-glucose or pH levels1-4. And Dr. Atkins' medical practice repeatedly observed that overweight patients produce just enough ketones to meet their immediate needs for fuel—and no more. A person will have no more ketones after three months of controlling carbohydrates than they do after three days. It is highly unlikely that people, other than insulin-dependent diabetics, will build up ketones.

Confusion about ketosis often comes from people mistaking it for ketoacidosis, a condition found in Type I diabetics; this occurs when a person's blood sugar is out of control and he or she cannot produce insulin. No doctor should have trouble differentiating physiologic ketosis, which you will experience while doing Atkins, from ketoacidosis. Further, since people are often overweight specifically because of an overabundance of insulin, it is essentially impossible for them to be in ketoacidosis.

Some individuals at the ketogenic level of controlled carbohydrate eating may experience mild symptoms such as unusual breath odor and constipation. However, the vast majority of individuals do not develop problems. One study of a severely ketogenic diet showed that ketosis was benign, with no complications or side effects when studied in metabolic ward conditions. The month-long study documented heart, kidney, liver and blood-cell functions in the patients and found no adverse effects5.

In other studies, it has been shown that bone health was not compromised6-12 and that renal (kidney) function was found to be stable1, 14-16 on controlled carbohydrate diets. There is even scientific literature on hyperlipidemia (elevated blood fats, such as cholesterol and triglycerides), showing improved values on controlled carbohydrate diets17-28.

So the next time you read that the ketosis produced by the Atkins Nutritional Approach is dangerous, challenge the speaker or writer (in a letter to the editor, if necessary) and ask, "What is so dangerous about using up your stored fat?"

http://www.low-carb.com/atarfavsfake.html
แก้ไขเมื่อ 03 ต.ค. 47 04:08:13

จากคุณ : Aoyama - [ 3 ต.ค. 47 03:49:21 ]






คราวนี้อยู่ที่คุณจะตัดสินใจแล้วล่ะ...ว่าจะเลือกเดินทางไหนดี


Create Date : 07 พฤษภาคม 2551
Last Update : 7 พฤษภาคม 2551 13:52:56 น. 6 comments
Counter : Pageviews.

 
ขอบคุณมากมายเลยค่ะ
ได้ประโยชน์มาก
แต่ที่สำคัญ ป้าติดกาแฟสิคะ
ตอนนี้เป็นกาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล
.....................................................

บล๊อคของคุณ ทำให้ป้าเพิ่งทราบว่า
โยเกิร์ต ก้อต้องห้าม
นมเปรี้ยว ก้อต้องห้าม
ดีจังที่มาเจอบล๊อคนี้ค่ะ
.....................................................

ต้องเริ่มใหม่อีกแล้วสิ อิ อิ


โดย: ฟ้าทลายโจร (ป้าอิ่ม ) วันที่: 7 พฤษภาคม 2551 เวลา:14:36:59 น.  

 
อ่านแล้วเจ้าของ blog จะทำเหรอค่ะ มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ แล้วเราก็กลัวโยโย่ด้วยนะ ความคิดเรามันเหมือนทำให้ระบบเผาผลาญเปลี่ยนค่ะ อาจมีผลต่อการลดภายหลังได้ (เราคิดเองนะ เราไม่เคยศึกษาอย่างละเอียด อาจไม่รู้เรื่องเท่าก็ได้อ่ะนะ)

ที่ ยอดอ้อ (ชื่อ ยอดอ้อ ใช่มั๊ยค่ะ )น้ำหนักคงที่ ไม่แปลกเลยนะ ตอนเราลดเราก็เป็นที่ช่วงแรกมันลงเร็ว เพราะว่าตัวน้ำหนักที่เรามีอยู่น่ะมันมีมาก แต่พอลดได้สักพักน้ำหนักจะคงตัวอย่างนี้ ประมาณ 1-2 เดือนค่ะ แล้วให้ออกกำลังกายต่อร่างกายจะได้ เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เร่งเผาผลาญระยะยาวน่ะ เราเคยลดแบบอดอาหารออกกำลังกายนิดเดียว ไม่ได้มีมวลกล้ามเนื้อเพิ่ม เราก็กลับมาอ้วนง่ายอีก แล้วถ้ามีกล้ามเนื้อเยอะๆ ก็จะไม่เหี่ยวนะ

ยังไงก็สู้ๆ ค่ะ เป้าหมายเราก็ 50 เหมือนกัน


โดย: มันจะดีต่อสุขภาพเหรอค่ะ (Moo.Ni ) วันที่: 7 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:55:52 น.  

 
สวัสดีค่ะ...ตามเข้ามาอ่านข้อมูลเพื่อประดับความรู้ อิอิ..เคยเป็นคนนึงที่พยายามลดความอ้วนมาเป็นแรมๆ ปี และแล้วก็ไม่สำเร็จเพราะเกิดปรากฏการณ์ Yoyo effect จนกระทั่งจัดฟันค่ะ..ผอมไปเรย (แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาเกือบเท่าๆ เดิมแระ เพราะทำขนมทานบ่อยๆ อิอิ)

แปลกใจจังเลยค่ะที่บอกว่า ให้ทาน "ขาหมู" ในตอนกลางวันได้ แถมยังอนุญาตให้ทาน cheese ได้ด้วย!?! ซึ่งถ้าฟังๆ ดูแล้ว ของเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้อ้วนนะคะ แต่เค้าก็คงมีสูตรหักล้างกันไปหักล้างกันมาล่ะเนอะ...

"อาหารทุกชนิดห้ามใช้ที่เขียนไว้ว่า Low Fat เนื่องจากอาหารไขมันต่ำทุกชนิดมักจะมีส่วนผสมของแป้งอยู่โดยทั้งสิ้น" อ่านมาสะดุดข้อความนี้ค่ะ ตกใจเลย เพราะที่ผ่านมาแอ้(และคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็ด้วย)จะเลือกซื้อแต่ low fat ตลอด ด้วยความเชื่อว่าไขมันต่ำนี่เนาะ..

โอย..เห็นอีกสองสามบรรทัด ที่พูดว่าควรงด "กาแฟ" "น้ำตาล" "ผลไม้" ฮือๆๆๆ ทำไม่ได้อ่ะก๊า...ถ้าตัดออกไป คงอยู่มะด้ายยยยย


ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ มีประโยชน์นะคะ


โดย: cadeau วันที่: 7 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:07:07 น.  

 
>>>ลดน้ำหนัก รักษาโรค ควบคุมน้ำหนัก เพื่อสุขภาพ ปลอดภัย ได้ผลจริง
...(ไม่ใช้ยา)…
- ลดปัญหาสิว-ฝ้า หน้าจะสดใสขึ้นดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
- เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกาย
- ควบคุมน้ำหนัก 3-5 kg. ใน 1 เดือน ( ไม่กลับมาอ้วนอีก )
- ลดต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก บั้นท้ายให้กระชับทุกสัดส่วน
- เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
- ป้องกันโรค เช่น เบาหวาน ไมเกรน ภูมิแพ้ และอื่นๆมากมาย
- สลายไขมันได้เป็นอย่างดีเยี่ยมจากผู้ใช้หลายท่านพึงพอใจ
- ทำให้ระบบขับถ่ายดีจึงมีผลต่อระบบการ เผาผลาญ ไขมัน ดีขึ้น ทำให้หุ่นดี สวยใสเปร่งปรั่งด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100%
ได้ผลเร็ว ปลอดภัย มาตรฐาน อย.กว่า60ประเทศ ไม่พอใจยินดีคืนเงิน
>>> สนใจเชิญชมเว็บไซค์...www.hpfullbody.com…
....ขอบคุณครับที่สละเวลาเยี่ยมชม........


โดย: ณัฐวุฒิ IP: 125.24.6.87 วันที่: 7 พฤษภาคม 2551 เวลา:23:03:35 น.  

 
เป็นอีกคนที่กำลังลดน้ำหน้กด้วยวิธีนี้ อยากหาเพื่อนคะ อยากมีคนคอยให้กำลังใจ เพราะที่ผ่านมาไปไม่ถึงฝันสักที ตอนนี้หนัก 60 ต้องการลดเหลือ 50 เวลา 4 เดือนค่ะขอบคุณนะคะที่มี blog นี้เอาไว้ถ่ายทอดความรู้กัน ยังไงถ้านุขทำได้สำเร็จแล้วจะมาบอกนะคะ หรือถ้าให้ดี จะขอเข้ามา update ทุกวันได้หรือเปล่าค่ะ


โดย: นุช IP: 58.8.170.86 วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:16:07:42 น.  

 
ไม่สบายไปหาหมอมา หมอแนะนำให้เราลดความอ้วนสูตรนี้ เพราะใช้ไขมันเป็นพลังการแต่ต้องใจแข็งนะ เราหนัก105กก.จากเมือก่อน 80 เองจะลองทำดูเพราะลองมาหลายวิธีแล้ว เพราะอ้วนมากน่าเกลียด จะรับตัวเองไม่ไหวแล้ว


โดย: ชิชิมารุ IP: 192.168.0.120, 110.168.125.118 วันที่: 12 มีนาคม 2554 เวลา:16:55:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
yodaoi
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เหนื่อยใจจริงๆ ช่วงนี้ดูเหมือนอะไรๆ ก็ถามโถมเข้ามาในชีวิตของ yodaoi ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัวที่กระหน่ำซ้ำเติม...งานการที่ดูเหมือนจะยุ่งวุ่นวาย...แถมเมื่อไม่กี่วันนี้มีน้องที่รู้จักโดนลอกงานเขียนของตัวเองอีก...

เฮ้อ !!

เกิดเป็นคนนี่มันเหนื่อยจัง~*










ผลงานและบทความทุกชิ้นที่ปรากฏใน Bloggang ของ yodaoi ได้รับการคุ้มครองและสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (มาตรา 15 และ 27) ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด...ไปทำซ้ำ หรือดัดแปลง จำหน่าย ให้เช่า คัดลอก เลียนแบบ ทำสำเนา การทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด...โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผิดกฏหมายของข้าพเจ้า...จะขอดำเนินการทางกฏหมายโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
Google
Friends' blogs
[Add yodaoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.