Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
13 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
Niacinamide (วิตามินB3) รักษาสิว / ปรับผิวขาว / ลดริ้วรอย < ครบมั้ย

เรื่องของNiacinamide ในทางCosmetic และในเชิงDIY skincare
วิตามินB3นั้นมีหลายโครงสร้างมากค่ะ เราจะแจกแจงตามที่เราพอรู้มาละกัน อาจจะไม่ครบ เพราะไม่ได้ค้นหาเพิ่มเติมว่ามีอีกหรือเปล่า แล้วเราก็เขียนในเชิงระบายความอยากใช้ของเราซะมากกว่า อยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมหรือต้องการตรวจสอบข้อมูลก็ไปหากันเอาเองนะคะ เราจะเน้นไปในทางCosmeticนะ ถ้าแบบทาน อาจจะยกไปเขียนอีกหมวดนึง

-Niacin หรือ Nicotinic acid ตัวนี้เราว่าไม่คงสภาพเลย ลองผลิตโทนเนอร์ที่ใช้Niacin (พยายามห่อหุ้มสารด้วยBGเพื่อคงสภาพแล้วนะ) ผ่านไป2เดือน น้ำโทนเนอร์เริ่มมีสีเหลืองๆ อาการเดียวกับL-ascorbic acidเลย Niacin ใช้แล้วผิวแดงคันขึ้นผื่นเอาง่ายๆ (Flushing) เค้าก็เลยสร้างตัวใหม่ขึ้นมาที่เป็นDerivativeของมัน
-Niacinamide หรือ Nicotinamide นี่ก็คือDerivativeของNiacin จากที่ทดสอบความคงตัวแล้ว สีไม่เปลี่ยนแม้จะใช้สูตรน้ำ ไม่ได้ใช้BG โครงสร้างนี้แหละที่ช่วยเรื่องสิวได้ ที่ความเข้มข้น4%ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล
-Niacinamide ถ้ามาพร้อมกับ N-acetyl-Glucosamine ในสูตร2+4 มีงานวิจัยรองรับว่ามันช่วยปรับสภาพผิวให้แลดูขาวขึ้นได้ สำหรับใบหน้าเรา เราใช้ 4+4 เพราะB3ต้องถึง4%ถึงจะมีผลต่อการบำบัดสิวClinically proven นะจ๊ะ (จากผลการทดลองเค้าบอกว่า อาจใช้แทนClindamycin ได้ โดยปราศจากอาการดื้อยา)

ผลิตภัณฑ์ที่พบเห็นNiacinamideอยู่บ่อยๆ
-Olay แทบจะทุกรุ่นที่ใส่Niacinamide รุ่นที่พิสูจน์ความคุ้มค่าของniacinamide ว่าทำได้หลายอย่าง ก็คือ Total effects นั่นเอง
-Ponds แทบจะทุกรุ่นเช่นกัน นึกไม่ออกบอกB3ไว้ก่อนเลย
-SKII คงเพราะว่ามันเป็นเจ้าเดียวกับOlayอะนะ
ฯลฯ

เรื่องสรรพคุณโดยสรุป
-ในด้านAnti-wrinkle วิตามินB3กับผิวหนัง เท่าที่ทราบ มันจะช่วยเพิ่มระดับของเซรามายด์และระดับของกรดไขมันอิสระต่างๆที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผิวที่เป็นสิวและลดริ้วรอยเล็กๆที่มาจากความแห้งกร้าน ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์ collagen, involucrin, filaggrin,และkeratin ก็น่าจะมีผลทำให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้นได้บ้าง
-ในด้านLightening วิตามินB3หรือNiacinamide นี้จะช่วยลดการส่งเม็ดสีผิวมาที่ผิวชั้นบนสุด ดังนั้นเราคิดว่าสารปรับผิวให้ขาวขึ้นตัวนี้ค่อนข้างปลอดภัยนะคะ เพราะว่ามันไม่ได้ยับยั้งการผลิตเม็ดสีผิว ดังนั้นเม็ดสีผิวยังอยู่ครบ ผิวของเรายังคงมีปราการป้องกันแสงUVตามธรรมชาติ แต่ไม่แสดงออกมาที่ผิวชั้นบน ก็เลย "แลดูขาวขึ้น" นั่นเอง แล้วที่สำคัญ วิตามินB3ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ก็เลยอาจจะมีผลพลอยได้เล็กน้อยให้ผิวดูอมชมพูขึ้นบ้าง แต่ไม่มากเท่าไหร่นัก ยกเว้นว่า ถ้าใช้แบบNiacin ตัวนั้นผิวจะแดงสุกภายใน1นาทีเลยล่ะค่ะ
-ในด้านAnti-Acne วิตามินB3 4% มีผลการทดลองทางการแพทย์ บอกว่ามันช่วยลดการเกิดสิวได้ ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับคนที่แพ้ยาแก้อักเสบที่ชื่อว่า Clindamycin ในแบบทา ผลลัพธ์คือ 1% Clindamycin Solution = 4% Niacinamide Gel

DIY Skincare
วิตามินB3แบบเพียวๆที่Skincatives.com ได้ให้มูลค่าของผลลัพธ์สินค้าไว้ที่ 8.5$ต่อ5กรัม ซึ่งถือว่าOver price มาก แต่ก็ไม่แน่นะ เพราะสรรพคุณมันค่อนข้างครอบจักรวาล ถ้าให้เลือกระหว่าง Vitamin C และ Vitamin B3 บางทีเราอาจจะเลือกVitamin B3ก่อนอื่น
การผสม เราใช้ครั้งต่อครั้ง แต่มันก็มีโอกาสแพ้ได้ในบางคน ก็อาจจะทดสอบที่หลังใบหู (ใกล้เคียงผิวหน้าคนเราที่สุดแล้ว) ดูว่าคันมั้ยหรือมีผื่นแดงขึ้นมั้ย ถ้าไม่มี แสดงว่าโชคดีมากเลย เพราะมันเป็นสารออกฤทธิ์ที่ไม่แพง เรายังเอามาแจกลูกค้าเราเลย ด้วยคุณสมบัติระดับHigh-end แต่เราใช้เป็นของแถม ลูกค้าก็เลยมองข้ามไปซะส่วนใหญ่ นี่มันผงอะไรเนี่ย บางทีก็ใช้ผสมในโลชั่นทาตัว เพราะเห็นว่าราคาไม่แพงนั่นเอง แต่จิงๆ จะเหมาะกับหน้าคนไทยมาก เพราะคนไทยต้องเจอแสงแดดที่แรง วิตามินB3มันไม่ได้ยับยั้งการผลิตเม็ดสี ดังนั้น ถ้าอยากจะขาว ใช้แต่ตัวนี้ก็อาจจะพอ
By ชุติกาญจน์ http://woman.bloggang.com


Create Date : 13 กรกฎาคม 2551
Last Update : 13 กรกฎาคม 2551 6:27:19 น. 4 comments
Counter : Pageviews.

 
-ในด้านAnti-Acne วิตามินB3 4% มีผลการทดลองทางการแพทย์ บอกว่ามันช่วยลดการเกิดสิวได้ ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับคนที่แพ้ยาแก้อักเสบที่ชื่อว่า Clindamycin ในแบบทา ผลลัพธ์คือ 1% Clindamycin Solution = 4% Niacinamide Gel

พอดีมีคนมาบอกในบล็อกว่าใช้ OP ตัว Boosting Serum แล้วสิวไม่ค่อยขึ้น คงเป็นเพราะมันมี VitB3 เยอะนั่นเอง



โดย: PuPe_so_Sweet วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:33:30 น.  

 
แล้ว niacinamide 3.5% นี่ให้ผลเหมือน4% เลยรึเปล่าคะ (ถ้าไม่นับความแตกต่างเรื่องสิวอะค่ะ)

เพราะหนูเห็นในส่วนผสมจของโอเลย์ โททอลไวท์ มัน3.5% อะค่ะ


โดย: +++KusarE+++ วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:22:12:04 น.  

 
คิดว่าถ้าการส่งผ่านสารออกฤทธิ์ทำได้ดี
เพียง 1%ก็อาจจะได้ผลนะคะ
ยิ่ง3.5%ก็น่าจะได้ผลพอๆกับ4% เพียงแต่ถ้ามันเป็น4% มันจะเข้าข่ายรักษาหรือเปล่า เพราะเครื่องสำอางจะใส่โดสเท่ากับโดสที่เป็นยาไม่ได้ (แต่พอทาโดสเครื่องสำอางแล้วไม่เกิดสรรพคุณ ก็เลยมีการเลี่ยงบาลี เรียกอีกอย่างว่า เวชสำอาง เพื่อจะได้ใส่สารได้เต็มที่ ให้มันเห็นผลกันบ้าง)
โอเลย์ เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ใช้วิตามินB3 ในผลิตภัณฑ์ตลาดใหญ่(Premium mass)
แล้วประสบความสำเร็จมากที่สุดค่ะ


โดย: ชุติกาญจน์ วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:4:40:47 น.  

 
แต่เวชสำอาง ก็ค่อนข้างกำกวมอยู่เหมือนกัน
แต่ก่อนมันเป็นคำของ ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวยาอยู่
แต่สมัยนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นสารทางเครื่องสำอางซะมากกว่า เพียงแต่ใส่โดสเข้มข้น ก็เลยมีสรรพคุณต่างๆ พอจะเป็นที่ประจักษ์ได้บ้าง
แต่กฏหมายก็ยังไม่ยอมรับคำว่าเวชสำอางอยู่ดี
แต่ถูกใช้เป็นชื่อในเชิงการตลาดมากกว่า
บางอย่างก็ไม่ใช่เวชสำอาง แต่บอกว่าเป็นเวชสำอาง
เหมือนกับเรื่องอาหาร ที่ต่างประเทศมีคำว่า nutritional medicine ในไทยมีคนเสนอคำว่า "สารอาหารบำบัดโรค" แต่อ.ย.ไม่ยอมรับ เพียงแต่บอกว่า "อาหารเป็นยา" แต่เวลาใช้การจริงๆเมื่อเป็นโรค กลับบอกว่า "ไม่สามารถรักษาโรคใดๆได้"


โดย: ชุติกาญจน์ วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:4:48:08 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ชุติกาญจน์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]






ขอบคุณสำหรับความเป็นมิตร

Friends' blogs
[Add ชุติกาญจน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.