W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
TokyoGermanVillage東京ドイツ村 2/2 เมคโอเวอร์เปลี่ยนสวนโล่งๆให้กลายเป็นลาน illumination สุดอลังการ



เครดิตตัวการ์ตูนจาก http://www.t-doitsumura.co.jp/parkguide/character/index.html

-----------------------------------------------------

>> คลิกเพื่อดูเวอร์ชั่นรีวิว(สั้นกว่าในบล็อคเยอะมากกก)ที่ pantip@blueplanet
>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน skydrive (เน้นๆรูปบรรยายสั้นๆไม่เวิ่นเว้อ)


บล็อคนี้ต่อมาจาก บล็อคตะกี้ นะ แบบว่าเวิ่นเว้อนอกเรื่องยาวเกินจนใส่ในบล็อคเดียวไม่พอ ต้องตัดเป็นสองตอน เนื้อหาจะต่อเนื่องกันเลย ถ้าอยู่ๆอ่านอันนี้อาจจะงงๆหน่อยว่า เอ๊ะ อะไรยังไง

เกริ่นเสร็จแล้วก็ไปต่อกันเลยดีกว่า (บอกไปแล้วว่าจะไม่เวิ่นเว้ออีก ^^) ต่อจากบล็อคตะกี้ที่เริ่มเห็นความอลังการของ illumination โผล่มารำไรแล้ว.....
.............
.........
.....
..
เดินพอลงมาได้สักช่วงกลางๆของเนินก็ต้องตกใจกับภาพนี้(มุมเดียวกับภาพเปิดกระทู้ของตอนที่ 1 ก่อนหน้านี้) ไม่ทันนึกจริงๆว่าทุ่งโล่งๆไม่มีอะไรเลยตะกี้จะแปรสภาพมาสวยได้ขนาดนี้ เนี่ยล่ะ make over สวนของจริง ตอนกลางวันเป็นแค่ทุ่งสายไฟโล่งๆไม่มีอะไรน่าสนใจ ตกกลางคืนมาแปลงร่างเป็นซินเดอเรลล่านั่งรถม้าฟักทองไปซะแล้ว ไอเดีย illumination นี่ที่ไทยก็น่าจะทำได้นะ ไม่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลว่าต้องเฉพาะประเทศที่มีสี่ฤดูแต่อย่างใด


จขบ ก็ตามสไตล์ เวลาตื่นเต้นถ่ายรูปสถานที่สวยๆทีไรเป็นอันลืมหมด หนาวก็ลืม ร้อนก็ลืม หนนี้ก็เหมือนกันถ่ายรูปเพลินจนลืมหนาวไปเลย สงสัยฮอร์โมน Endorphin จะมีส่วนช่วยให้หายหนาว ภาพนี้ก็ยังอยู่บนเนิน ประดับไฟสีน้ำเงินน่าจะแทนแม่น้ำหรือทะเล


ช่วงแรกเริ่มกันกับทุ่งดอกทานตะวัน ใช้ไฟสีเขียวแทนทุ่งหญ้า มีโค้งแม่น้ำสีน้ำเงินตัดผ่าน มองกลับไปเห็นบ้านลูกกวาดตะกี้อยู่บนเนินไกลๆ (ตรงที่จัดไฟจะมีเชือกกั้นไว้ไม่ให้คนเข้าไปเหยียบ)


น้องเป็ดคู่รักบนพื้นหญ้า


มุมตรงนี้งามมากๆๆๆๆ เห็นไฟหลายสี มีส่วนคดเคี้ยวทำให้ภาพดูน่าสนใจ มัวแต่ถ่ายรูปคนกันที่มุมนี้สรุปว่าลืมถ่ายเฉพาะวิวเดี่ยวๆมาด้วยเลย


มุมกว้างกับทุ่งหญ้า น้องเป็ด แม่น้ำ และฝูงนกฟลามิงโกที่ไกลๆ ถ้าสังเกตดีๆทางซ้ายเห็นหมีขาวด้วยเป็นโซนขั้วโลก จริงๆมีเพนกวินอีกแต่ จขบ ถ่ายมาไม่ครบ เสียดายสุดๆ


ซูมๆน้องนกฟลามิงโกสักหน่อย แอบสงสัยอยู่ว่าทำไมทำพื้นสีชมพู ทีแรกก็นึกว่าสื่อถึงทุ่งดอกไม้ แต่ท่าทางจะไม่ใช่ เพิ่งอ่านจากไหนสักแห่งว่าที่ไหนมีฝูงนกนี่เยอะๆมองไปจะเห็นเป็นเหมือนพรมสีชมพูเลย เค้าน่าจะตั้งใจสื่อถึงตรงนี้มากกว่านะ(เดาล้วนๆ)


รูปเยอะมาก แม้จะเสียดายว่ามุมก็ไม่ซ้ำแต่ก็จำเป็นต้องตัดออก เอาเป็นว่าที่เหลืออยู่ใน skydrive ค่า คลิกลิงค์ตามไปได้เลย(ถ้าสนใจ)

รูปล่างนี้ถ้าไม่บอกเห็นเป็นอะไรกันเอ่ย ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ทีแรก จขบ เห็นเป็นรถหัวแหลมๆคล้ายๆชินคันเซนล่ะ ก็ยังงงว่าไอ้ที่เหมือนต้นมะพร้าวบนรถมันคืออะไร ที่ไหนได้ดูดีๆมันมีส่วนหางสีแดงๆด้วย มันคือปลาวาฬในทะเลนั่นเอง ใครทายถูกตั้งแต่แรกมั่งยกมือขึ้นนน


ขนาดว่าลานจัดงานไม่ได้กว้างเว่อร์ ตอนอยู่ข้างบนกวาดตามองทีเดียวก็ทั่ว แต่พอเปิดไฟแล้วมาลงเดินนี่มันเก็บได้ไม่หมดจริงๆ มองไปทางไหนก็ไฟสวยๆละลานตาไปหมด เสียดายว่าสวนปิดเร็วสองทุ่มก็ปิดแล้ว ไม่มีเวลาละเลียดถ่ายรูปมากนัก (ต้องเผื่อเวลาเดินกลับไปขึ้นบัสด้วย)


ลานตรงนี้เขียนว่า St. Valentine ตรงสีแดงๆน่าจะเป็นรูปอะไรสักอย่างด้วยนะ แต่ตัวเตี้ยมองมุมสูงกว่านี้ไม่เห็นเลยดูไม่ออกว่าคืออะไร


เม้าส์นิดนึงว่าตอนเดินอยู่ตรงลาน illumination นี่มืดมากๆ นอกจากไฟที่ประดับแล้วทางเดินไม่มีไฟอื่นให้เลย(คงไม่อยากให้แสงมากลบกัน) คนข้างๆกันยังมองเห็นหน้ากันไม่ชัด ปุ่มต่างๆบนกล้องบนแฟลชก็มองไม่เห็น ต้องอาศัยความคุ้นเคยคลำแล้วกดเอาอย่างเดียว ดังนั้นเวลาถ่ายคนต้องจัดแฟลชหนักแน่นอน เพราะคนเยอะหมดสิทธิ์กางขาตั้งกล้อง (แต่จัดแฟลชหนักก็ใช่ว่าจะภาพแข็งโป๊กเสมอไปนะ แต่ก่อน จขบ ก็อคติกับการใช้แฟลชว่าใช้แล้วหน้าจะวอกหลังจะมืดตื๋อเหมือนตอนใช้คอมแพ็ค แต่จริงๆถ้าปรับดีๆหน้าจะสว่างเด้งเนียนสวยเลยเชียวล่ะ แม้แสงอาจจะไม่นุ่มเท่าใช้พวกตัวกระจายแสงใหญ่ๆร่วมด้วยก็ตาม)

อีกปัญหาของความมืดตรงทางเดินก็คือ AF ของกล้องจับโฟกัสที่หน้าคนไม่ได้ ชอบไปโฟกัสติดตรงไฟด้านหลังแทน ขนาดว่าแฟลชมียิงไฟแดงๆช่วยโฟกัสแล้วแต่ก็ยังหลุดบ่อยๆ ทางแก้ของ จขบ คือ ตั้ง AF แบบเลือกจุดโฟกัสที่ทับบนหน้าคนพอดีๆแทน อาจกดหลายหนหน่อยกว่าจะโฟกัสติด(เพราะมืดมากๆ) แต่ก็ยังได้ภาพชัดที่คนพอดี (จขบ ยังไม่ได้ลองพกไฟฉายไปส่องคนตามที่น้าๆแนะนำกัน) แต่เวลาให้คุณเพื่อนช่วยถ่ายให้ จขบ นี่สิ เค้าย้ายจุดโฟกัสไม่เป็น รูป จขบ เลยออกมาหน้าเบลอหลังชัดประจำ

ต่อกันกับไอเดียดีๆในการทำให้ต้นไม้กิ่งโกร๋นๆของฤดูหนาวดูดีขึ้นได้แบบผิดหูผิดตา


น้องนกเป็ดน้ำ(รึเปล่า?)ที่หน้าบ้านหลังน้อย


Swan lake (ยังเป็นที่กังขาอยู่ว่า ด้านหลังที่เป็นแท่งสามเหลี่ยมล้อมวงกลมนั่นคืออะไร ตั้งใจจะสื่อถึงอะไรหนอ เดาไม่ถูก )


เข็มทิศยักษ์ (มีอักษร NSEW ด้วยแต่ถ่ายมาไม่ติด ทางเดินแคบเลนส์กว้างได้สุดเท่านี้)


ต้องรีบเดินกันเพราะกลัวจะเดินไม่ทั่ว แล้วก็มาถึงไฮไลท์สุดท้ายที่ยอดเนินที่เป็นอุโมงค์สายรุ้งกับต้นคริสมาสต์และชิงช้าสวรรค์ ด้านซ้ายคือบ้านซานต้า(มีซานต้าอยู่ในบ้านด้วยล่ะ) และ ใต้ต้นไม้ก็มีกวางรูดอล์ฟสำหรับไว้เทียมเลื่อนของซานต้าอยู่


ตรงนี้มีที่พอควรและคนไม่ถึงกับเบียดเสียดนักเลยได้จังหวะกางขาตั้งถ่ายรูปรวมซะหน่อย จขบ มัวแต่วิ่งไปมา(ลืมเอารีโมตไร้สายมา ต้องตั้ง 10 วิแล้วรีบวิ่งไปรวมกลุ่ม) มัวปรับระดับขาตั้งกล้อง เล็งมุม และกำกับท่าโพสสารพัด สุดท้ายเลยมีภาพอุโมงค์เปล่าๆมาแค่นี้ แว่บไปดูภาพที่เพื่อนๆคนอื่นถ่ายมามีภาพในอุโมงค์มุมสวยๆ(แบบไม่มีคนในภาพ)ตั้งหลายภาพ เสียด๊ายยยยยย โดยเฉพาะมุมที่เห็นสายรุ้งในอุโมงค์แล้วก็เห็นต้นคริสมาสต์ด้านหลังพร้อมกันด้วย มุมนั้นเจ๋งอ่ะ โธ่ จขบ มัวยุ่งจนลืมมองหามุมเด็ดๆ


ที่ข้างๆอุโมงค์สายรุ้งจะมีร้านเล็กๆอยู่ด้วย จำได้ว่าขายซาลาเปานะ มีซาลาเปาตกแต่งเป็นรูปหน้าหมูกับหน้าแพนด้าด้วยล่ะ น่าร๊ากกกกก แต่มาหลายคนแบบนี้ จะมัวละเลียดตามใจไม่ได้เลยไม่ได้แวะซื้อและถ่ายรูปมีแค่รูปนี้ล่ะ เห็นมีรอยเท้าน้องหมาอยู่บนหลังคาน่ารักดี


มองเห็นด้านหลังของตึกบนเนินไวๆแล้ว (เส้นทางดู illumination จะลงจากเนิน อ้อมสวนแล้ววกกลับมาขึ้นเนินที่อีกด้านหนึ่ง สรุปคือพวกเรากำลังเดินวกกลับไปบนเนินที่เดิมตอนแรกนั่นเอง) สุดท้ายตรงนี้มี Smile Smile Smile ให้สมกับคอนเซ็ป Smile Wonderland ของปีนี้


ก่อนเดินลอดกลับไปตรงร้านค้าลูกกวาดจะมีซุ้มขายอาหารเล็กๆด้วย มีเหล้าหวาน (甘酒 Ama-zake) และพวกของร้อนๆให้กินแก้หนาวกัน แต่ จขบ ไม่ได้แวะกินอะไรลอดซุ้มกลับมาเจอร้านค้าลูกกวาดอีกครั้ง พอมืดสนิทแล้วแสงไฟยิ่งเด่นสวยมากกกกกขอบอก


ตอนไฟสว่าง ก็เห็นสวนด้านหน้าเป็นแค่สวนฤดูหนาวที่ดูซึมเซาไม่ค่อยน่าหันไปสำรวจเท่าไหร่ พอเปิดไฟขึ้นมาเท่านั้นล่ะ รายละเอียดการตกแต่งเล็กๆน้อยๆกระทั่งผีเสื้อสีเงินบนพุ่มไม้ เด่นเด้งขึ้นมาเลย


น้องหมู Babe ตรงสวนนี่ตอนตะกี้ไม่ทันสังเกตเห็นเลยจริงๆ


ขนาดรีบแล้วแต่ก็ยังใช้เวลาไปเยอะที่สวนตะกี้ สวนนี้ปิดสองทุ่ม บัสกลับสถานีเที่ยวสุดท้ายคือ 20:20 เผลอแผล็บเดียวที่เห็นคนเยอะๆตะกี้หายไปกันหมดแล้ว พื้นที่เริ่มจะโล่ง (เกือบสองทุ่มแล้ว)


ตอนนี้ทุกคนต่างพากันมุ่งหน้ากลับ (ที่นี่สามารถขับรถวนได้ด้วย ใครมีรถก็เอารถกันมาเอง) รูปนี้ทันได้เลเซอร์รูปหัวใจมาพอดีเลย จริงๆอยากได้ตอนเลเซอร์รูปหมูที่เป็นคาแรกเตอร์ของที่นี่มากกว่านะ แต่กดไม่ทันสักที


ถึงเวลาต้องอำลาบ้านลูกกวาดและ illumination กันแล้ว อาจไม่ใหญ่(และคนเยอะ max)เท่าอีกสองช๊อยส์ที่ดูๆไว้(เดาเอานะ เพราะไม่เคยไปสักกะที่) แต่แค่นี้ก็กว้างอลังการสวยถูกใจ จขบ มากๆแล้ว เสียแค่ 3500 เยนถือว่าคุ้มสุดๆ (ไม่ต้องไปจ่ายค่าโรงแรมค้างคืนที่ไหนด้วย)


ขากลับมารถบัส เดินย้อนลงเนินมาทางเดียวกับขาไปเป๊ะเลย แต่ตอนลงเนินนี่เสียวมาก เพราะเค้าไม่มีจัดไฟส่องทางไว้ให้ มีแค่ไฟรางๆจากลานจัดงานและไฟที่ตรงด้านล่างเนินเลย มองอะไรๆแทบไม่เห็น ถึงจะเป็นเนินเรียบๆไม่มีหลุมมีบ่อก็เถอะนะ ก็ยังอดกลัวไม่ได้ว่าจะกลิ้งหล่นลงไป

แต่สุดท้ายทุกคนก็เดินลงมาได้อย่างปลอดภัย ถึงรถบัสโดยสวัสดิภาพ ได้ปรับสายตาสู่โหมดปกติ ออกจากโหมด Nocturnal ตะกี้เสียที (ไฟรถเข็นแบบในรูปเห็นใช้กันได้ประจำในงานต่างๆที่จัดตอนกลางคืนที่ญี่ปุ่น ตอน count down ปีใหม่ก็เห็นไฟแบบนี้ล่ะตามจุดต่างๆในศาลเจ้า หรือ ตรงซ่อมถนนตอนกลางคืนก็มี)


ขากลับก็นั่งรถไฟ green car เหมือนเดิม (อุตส่าห์จ่ายแพงกว่าซื้อมาแล้วหนิ ยังไงก็ต้องใช้ให้คุ้ม) แต่หนนี้ลองนั่งชั้นล่างดู ไม่โยกเยกเท่าชั้นสอง เสียตรงวิวอาจไม่ดีนัก มองไปสายตาอยู่ระดับรองเท้าพอดิบพอดีเลย แต่ก็นะ มืดๆแถมเหนื่อยๆมาอย่างนี้ก็ไม่มีอารมณ์ดูวิวหรอก นอนลูกเดียวเลย (แถมแถวนี้ก็ inaka อ่ะนะ ปิดไฟกันมืดตื๋อ มองไปก็ไม่เห็นวิวอะไร)


แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันกันที่สถานีโตเกียว เหลือ จขบ คนเดียวกลับมาหาข้าวกินที่ Ueno ร้าน すしざんまい Sushi-zanmai นี้เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อไม่กี่อาทิตย์นี้เอง (จริงๆรู้สึกร้านเค้าจะตั้งอยู่ตรงนี้มาชาติกว่าแล้วมั้ง) จำได้ว่าคุณว่านน้ำเคยพูดถึงไว้เลยอยากมาลองมั่ง


วันนี้ดึกแล้ว(สี่ทุ่ม)ร้านอื่นๆปิดหมดเหลือแต่ตระกูล Yoshinoya ซึ่งถ้าไม่จำเป็นว่ากำลังรีบหรือไม่มีอะไรกิน(หรือไม่ค่อยมีเงิน)ก็ไม่คิดจะเข้า ก็แบบว่ารสชาติมันเฉยๆอ่ะ ไม่ได้อร่อยเป็นพิเศษ ออกแนวฟาสฟู้ดญี่ปุ่น ดีตรงเร็ว ง่าย สะดวกและเปิดตลอด (แต่เห็นคนไทยที่มาเที่ยวชอบร้าน 24 ชั่วโมงทำนองนี้กันจังแฮะ )

ยังไงก็ตาม สรุปว่าวันนั้นได้โอกาสลอง Sushi-zanmai นี้ซะเลยเพราะเค้าเปิด 24 ชั่วโมง ทั้งปีไม่มีวันหยุด ดูเมนูหน้าร้านแล้วก็ อืม แพงใช้ได้ เซ็ตแนะนำ 3150 เยน(รวมภาษีแล้ว) ปกติ จขบ กินแต่ซูชิรางหมุนอ่ะ ขนาดว่าชอบหยิบจานราคาพิเศษ(แบบแพงกว่าจานปกติ)ก็ยังสนนราคามื้อนึงประมาณพันเยนเอง ถ้าเลือกกินแต่จานราคาปกติบางทีก็ไม่ถึงพันเยนด้วยซ้ำ


กลับไทยหนก่อนๆไปอ่านโคนันตอนคดีในร้านซูชิรางหมุน กลับมาญี่ปุ่นก็ลองพลิกดูใต้จานมั่ง ไม่เห็นมีบาร์โค้ดที่ว่าเลยแฮะ สงสัยร้านใหญ่ไม่พอ แต่ก็ได้เกร็ดความรู้มาอีกอย่างว่าซูชิรางหมุนนี่มันออกแนวซูชิโลโซนิดนึงเหรอเนี่ย ประมาณว่าคนที่หยิ่งในความเป็นเอโดะแท้ๆจะไม่กินกัน (แต่ จขบ ไม่ใช่คนเอโดะนี่เนอะ ก็กินไปตามกำลังทรัพย์ )

ไหนๆวันนี้จะกินของดีแล้ว ก็ต้องเอาที่มันอร่อยไปเลย เล็งตั้งแต่หน้าร้านว่าจะเลือกชุดแนะนำ まぐろざんまい Maguro-zanmai ชุดนี้ ทั้งเซ็ตเป็น Maguro ล้วนๆน่ากินได้อีก


ร้านนี้ถือเป็นร้านซูชิที่ใหญ่เลยทีเดียว (ปกติจะเห็นแต่ร้านเล็กๆขนาดกะทัดรัด) ดูโอ่อ่า คนเยอะ และ 賑やか Nigiyaka (อึกทึกคึกคัก) ไม่เบา พ่อครัวคนขวาสุดในรูปคือคนที่รับผิดชอบปั้นให้ จขบ กินล่ะ ป้ายที่อกมีบอกด้วยว่าบ้านเกิดอยู่ที่ 秋田 Akita ยังคิดอยู่ว่าจำเป็นต้องบอกด้วยเหรอเนี่ย หรือเพื่อเอาไว้ใช้เป็นหัวข้อสนทนากันระหว่างคนมากินและคนปั้น


จขบ มาคนเดียวเลยนั่งเคาเตอร์ เห็นตู้ใส่ปลาอยู่ตรงหน้า เห็นเค้าเตรียมของ หั่นปลา ปั้นข้าวกันจะๆเลย (ถ้ามาคนเดียวและนั่งเคาเตอร์ ก็คุยกับพ่อครัวสะดวกดีนะจะได้ไม่เหงา) เอ้า อาวุธพร้อม จิบชาเขียวร้อนๆระหว่างรอ


เห็นทำกันตรงหน้าเสร็จมาเป็นจานนี้ จขบ ชอบดูคนทำอาหารนะ เพลินดี (ในรูปนี้มองไม่เห็นแต่ข้างหน้าคือตู้ใส่ปลาที่เตรียมไว้ทำซูชิ ตลอดแนวตู้จะมีท่อเล็กๆยาวๆที่น้ำแข็งหุ้มจนขาวจั๊วะอยู่ด้วย เดาว่าน่าจะเป็นท่อนำความเย็น เพราะถึงข้างนอกจะหนาวแต่ในร้านก็เปิดฮีตเตอร์อุ่น)


พอดีว่าช่วงนี้มีโปรโมชั่น ชุดนี้ได้ลด 500 เยนเลยเหลือแค่ 2625 แต่ก็ยังถือว่าแพงอยู่ดีสำหรับหนึ่งมื้อของนักเรียน เลยต้องถ่ายรูปสวยๆมาให้คุ้มหน่อย โหย มีแต่มากุโระแพงๆ(เกือบ)ทั้งนั้น ของดีๆนานๆได้กินเดี๋ยวต้องค่อยๆละเลียดลิ้มรสหน่อย (แต่จริงๆหิวจนตาลายแล้วเนี่ย)


ค่อยๆกินไปตามลำดับราคา(ไม่งั้นหลังๆเกิดอิ่ม ความอร่อยมันจะลดลง เสียดายของแพงๆ) เริ่มที่คู่ที่แพงสุดในเซ็ตก่อน ซูชิหน้า Otoro (ถ้าขายแยกก็หนึ่งก้อน 398 เยน) เป็นปลาดิบส่วนที่กินแล้วนิ่มละลายในปากจริงๆ แทบไม่ได้กลิ่นคาวของเนื้อปลาเลย คือ จขบ กินปลาดิบจนชินกลิ่นของปลาแล้วอ่ะนะ แต่อันนี้แทบไม่รู้สึกว่าได้กลิ่นปลาเลยล่ะ เนื้อก็นิ่มๆมันๆอร๊อยอร่อย ไม่มันเยิ้มแบบเนื้อหมูเนื้อไก่ ว่าแล้วก็กินปลาเยอะๆต่อไปจะได้ฉลาดๆ


คู่นี้ก็ Otoro แพงเท่ากับคู่เมื่อตะกี้ แต่มีการเอากระป๋องแก๊สพ่นไฟใส่ด้านนอก(ไม่ใช่ไฟอ่อนๆด้วยนะ พ่นไฟแรงๆฟู่เลยล่ะ) ทำให้สุกนอกดิบในเรียกว่า Aburi นี่ก็อร่อยเหมือนกัน สุกกับดิบเข้ากันได้ดี (แอบเห็นมีขายเป็น Otoro Steak แยกด้วย คนทำบอกมาว่าวิธีทำเหมือนเจ้าคู่นี้นี่ล่ะ จานนึงมีแต่ปลาล้วนๆตั้ง 2500 เยนแน่ะ โหย แพงจริงจัง)


แพงรองลงมาน่าจะเป็นคู่นี้ เดาว่า Chu-toro มั้งเพราะสียังอ่อนอยู่ ถ้า Akami น่าจะสีแดงเข้มกว่านี้ (Chu-toro ขายแยกก้อนละ 298 เยน) อันนี้กินแล้วค่อยรู้สึกเหมือนปลาดิบปกติที่ได้กินบ่อยๆหน่อย สัมผัสของเนื้อและกลิ่นปลานิดๆแบบนี้ล่ะที่พอหาได้ทั่วไปในร้านข้าวปลาดิบแบบ 丼 Donburi และร้านซูชิรางหมุน (แต่ราคา chu-toro ก็จะแพงกว่าปลาอื่นๆหน่อย แซลมอนของโปรด จขบ น่ะถูกสุด ที่ Sushi-zanmai นี่ขายเป็นซูชิก้อนละ 98 เยนถ้วน ราคานี้ซื้อน้ำตามตู้กดอัตโนมัติยังไม่ได้เลย) สรุปก็มีแต่พวก Otoro ตะกี้ล่ะ ที่ จขบ ยังติดใจว่าทั้งสัมผัสทั้งกลิ่นมันแตกต่างจากปลาดิบที่กินอยู่บ่อยๆแฮะ สงสัยต้องไปลองคอนเฟิมอีกสักทีแล้วมั้งเนี่ย


คู่ต่อมาเดาว่าเป็นส่วน Akami หรือเปล่า เพราะเห็นสีแดงเข้มกว่าเพื่อน จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา(บ้าง) ปลาดิบตระกูลเนื้อสีโทนแดงส้ม สียิ่งอ่อนเท่าไหร่ราคายิ่งแพงเท่านั้น ในบรรดาพวกไม่ม้วนสาหร่ายทั้งหมดในเซ็ต คู่นี้ก็เลยน่าจะถูกสุด แต่ก็ยังอร่อยอยู่ดี


อย่างภาพบนนี่ รู้สึกเค้าหั่นปลาให้ชิ้นหนากว่าในรูปโฆษณาอีกนะว่ามั๊ย กำไรๆ จะว่าไปเทคนิคแล่ปลาของพ่อครัวนี่น่าทึ่งนะ เห็นปลาวางอยู่ชิ้นหนาไม่ถึง 2 cm เองมั้ง กว้างก็แค่ประมาณครึ่งคืบ (คืบของ จขบ สั้นนะ แบบว่ากรรมพันธ์นิ้วสั้น) แต่หั่นสไลด์ออกมาได้ดูยาวและหนาแบบนี้เลย

ต่อมากับพวกม้วนสาหร่าย ทางซ้ายคือ Negitoro มีมาก้อนเดียว (เพิ่งรู้เลยว่า Negitoro Sushi แพงกว่า Akami Sushi แต่ก็ยังถูกกว่า Otoro และ Chu-toro ก็เห็นที่ร้านข้าวปลาดิบตรงอาเมโยโกะ ขาย Negitoro ถุงละ 500 เยนกินกับข้าวได้แบบเต็มคราบตั้งหลายมื้อ เอ๊ะ หรือมันแพงที่ต้นหอม ) และทางขวาสองก้อนเล็กๆคือ Tuna roll (แน่นอนว่าน่าจะถูกที่สุดแล้วในเซ็ตนี้ มีปลาสอดไส้มานิดเดียว)


สุดท้ายในเซ็ตกับซุปมิโซะ ที่นี่ทำเป็นสาหร่ายฝอยๆเล็กๆดื่มแล้วลื่นลงคอไปได้เลย รสกำลังพอดีไม่เค็มไป (เคยกินบางร้านนี่ มิโซะซุปอย่างเค็ม)


เที่ยวมาหิวๆ จขบ จัดการซัดเรียบเหลือแต่ขิงอย่างเดียว(ไม่ชอบกินอ่ะ) ไม่รู้เพราะหิวรึเปล่า แต่รู้สึกว่าซูชิร้านนี้มันอร่อยดีแฮะ (แต่ก็นะ ทำสดๆด้วยล่ะ ไม่มีวางค้างไว้ในรางเหมือนซูชิรางหมุน) นอกจากพวกซูชิและปลาดิบแล้ว ร้านนี้ก็ยังมีกับข้าวญี่ปุ่นปรุงสุกแบบอื่นๆด้วยน่ากินเหมือนกัน เอาไว้จะแวะกลับมาลองกินอีกทีนะ เปิด 24 ชั่วโมงแบบนี้เหมาะกับพวกนกฮูกนกเค้าแมวแบบ จขบ มาก เพราะตื่นสายนอกดึกแค่ไหนก็ยังได้กิน

แต่สงสัย จขบ จะมัวดื่มด่ำกับรสชาติและรูปถ่ายอาหารมากไป ออกจากร้านเดินกลับจนถึงบ้านเพิ่งนึกได้ว่าลืมนมสตรอเบอรี่สองกล่องของโปรดของ จขบ ที่เพิ่งซื้อมาไว้ที่ร้านซูชิ (ของพะรุงพะรังเกิน) กว่าจะนึกได้ก็เดินถึงบ้านซะแล้วขี้เกียจกลับไปเอาอ้ะ อุตส่าห์กะเอามาดื่มก่อนนอนซะหน่อยจะได้หลับสบายๆ เสียดายยยย

จบบล็อคอันแสนยาวเหยียดน้ำเยอะแต่เพียงเท่านี้ วันนั้นเป็นหนึ่งวันที่สนุกสมใจ จขบ มากๆ ทั้งได้เที่ยวดูของสวยๆงามๆ ได้ถ่ายรูปที่ถูกใจเยอะแยะ ได้กินอาหารอร๊อยอร่อยจนแทบกลิ้งกลับบ้าน(ปกติไม่กินข้าวเยอะ เจอข้าวซูชิทั้งเซ็ตนี้ไปนี่อิ่มตื้อเลย) วันดีๆอย่างนี้ก็เลยอยากจะบันทึกไว้ให้ละเอียดสักหน่อยเผื่อว่าอีกหน่อยจะหลงๆลืมๆไป ขอบพระคุณผู้มีอุปการะคุณของบล็อคร้างๆนี้ทุกท่านที่อุตส่าห์ทนอ่านจนจบมาได้ถึงตรงนี้ค่า

-----------------------------------------------------


เครดิตตัวการ์ตูนจาก http://www.t-doitsumura.co.jp/parkguide/character/index.html

ภาพในอัลบั้มนี้โดนย่อมา อาจดูมัวๆไม่คมชัด ถ้าสนใจภาพแบบคมๆ และ อยากดูอัลบั้มเต็มๆ(ในบล็อคตัดออกไปหลายรูปแล้วนะเนี่ย) คลิกไปดูที่ skydrive ได้เลยค่า

ทั้งหมดนี้ถ่ายด้วย Canon EOS Kiss X3 + EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM ถ่ายมาเป็น RAW เพื่อเอามาปรับ WB และดึงแสงทีหลัง พอฟ้ามืดแล้วจะใช้โหมด Tv ตลอด ตั้งไว้ที่ 1/30 ISO800 เนื่องจากอยากถ่ายให้ได้บรรยากาศมืดจริงๆเห็นไฟชัดๆไม่ใช่ถ่ายมาสว่างอย่างกะกลางวัน (เพราะโดนกล้องชดเชยแสงให้) เลยชดเชยแสงทางลบไปซะหลายขีด ที่เลือกสปีด 1/30 เพราะส่วนตัว จขบ สามารถถือเลนส์นี้ถ่ายได้โดยไม่สั่นเกือบทุกช่วงซูม และสปีดกับ ISO ขนาดนี้ก็พอดีเก็บ illumination ได้โดยไม่มืดเกินไปด้วย

เวลาถ่ายคนจะใช้แฟลช Speedlite 430 EX II โหมด ETTL ยิงเข้าไปตรงๆเลย ตอนฟ้ายังไม่มืดก็ลูบแฟลชเบาๆพอให้หน้าดูไม่อมราหูและผิวดูผ่องเด้ง(แต่ไม่วอกนะ) พอมืดแล้วค่อยตบแฟลชเป็นแสงหลักส่องคน เพราะทางเดินในงานมืดมากจริงๆ (ตั้ง Tv 1/30 ISO800 เหมือนเดิม กำลังแฟลชปรับขึ้นลงตามสีเสื้อโค้ตแต่ละคน)

ส่วนขาตั้งกล้องจริงๆก็(อุตส่าห์)เอาไป แต่คนเยอะและทางเดินไม่กว้างนัก สุดท้ายเลยถือมือถ่ายเอาตลอด บางภาพก็เลยหลุดเบลอบ้างอะไรบ้าง มีใช้ขาตั้งอยู่ช่วงเดียวตอนถ่ายรูปหมู่กัน ซึ่งก็ไม่ได้ลงภาพไว้ในอัลบั้มนี้

-----------------------------------------------------

รวมลิงค์บล็อคทั้งหมดของทริป

1. TokyoGermanVillage東京ドイツ村 1/2 เมคโอเวอร์เปลี่ยนสวนโล่งๆให้กลายเป็นลาน illumination สุดอลังการ
2. TokyoGermanVillage東京ドイツ村 2/2 เมคโอเวอร์เปลี่ยนสวนโล่งๆให้กลายเป็นลาน illumination สุดอลังการ

-----------------------------------------------------

>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน skydrive
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 23 มกราคม 2554
Last Update : 5 พฤษภาคม 2556 23:30:48 น. 2 comments
Counter : 2427 Pageviews.

 
ตามมาดูหน้านี้ ไฟสวยหนักกว่าเดิม เอิ๊ก
อยากบินไปญี่ปุ่นมันซะตอนนี้เล๊ย


โดย: Cherry (Shiny Christmas ) วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:23:48:36 น.  

 
มาดูภาพไฟสวยๆค่ะ เนรมิตได้สวยมากเลยนะคะ


โดย: ดาวริมทะเล วันที่: 24 ธันวาคม 2555 เวลา:19:55:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.