W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
[[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 4th Episode:: The YELLOW of Nanohana กับประสบการณ์โดนน้องแกะ...


>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ในอัลบั้ม SkyDrive ของบล็อคนี้
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด


บล็อคท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลับมาอีกครั้งค่ะ ซีรี่ย์ The Colors of Spring in Japan 2011 นี่นับนิ้วดูแล้วจากตอนสุดท้ายที่ค้างไว้ก็ 2 เดือนกว่าๆ จากวันที่ไปเที่ยวมาก็ 4 เดือนนิดๆ จนตอนนี้ที่โตเกียวผ่านมากว่าครึ่งหนึ่งของฤดูร้อนแล้วค่ะเนี่ย ... แบบว่าก่อนเรียนจบเขียนทีสิสเตรียมสอบอะไรยุ่งน่ะค่ะ พอจบได้แล้วก็มัวนอนพักผึ่งสบายไปหน่อย ชดเชยที่ทำงานหนักมาตลอดครึ่งปีก่อนเรียนจบ

สำหรับใครที่งงว่าไอ้ซีรี่ย์บล็อคนี้ไปยังไงมายังไง ที่ด้านล่างสุดของบล็อคมีลิงค์รวมทุก Episode ของ The Colors of Spring in Japan 2011 (เท่าที่ทำเสร็จ)เขียนไว้อยู่ตั้งแต่ตอนแรกเลยค่ะ ... ใครที่หลงเข้ามาครั้งแรกก็ขอเตือนก่อนว่าบล็อคนี้สั้นๆไม่มี มีแต่ยาวๆค่ะ ใครไม่รักการอ่านจริงไม่ขอแนะนำ





.
.
.
.

ทริปนี้ต้องย้อนอดีตกันสักนิดนะคะ จินตนาการกลับไปเมื่อตอนช่วงหยุดสงกรานต์ในวันที่ 17 เมย 2011 ที่ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงอากาศเย็นสบายอยู่ บล็อคนี้พาไปดูสีเหลืองสดใสของดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิอีกชนิดกันบ้าง เผื่อจะเป็นทางเลือกให้หลายๆคนนะคะว่าฤดูใบไม้ผลิที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีดีแค่ซากุระอย่างเดียวค่ะ ใครชอบสีสันสดใสก็เลื่อนลงอ่านต่อได้เลย Episode นี้และอันต่อๆไม่มีสีหวานนุ่มนวลแบบซากุระแล้ว มีแต่สีจี๊ดๆค่ะ

Yellow of Spring ของเราคือดอกไม้ที่ชื่อว่า Nanohana 菜の花 ค่ะ ชื่ออังกฤษเห็นเรียกกันว่า Rape blossom, Rapeseed flower, Canola เราก็เพิ่งจะรู้ตอนหาข้อมูลเขียนบล็อคนี่เองว่าดอกไม้ชนิดนี้ใช่ว่าปลูกไว้ดูสวยๆอย่างเดียวแต่เอาไปใช้ประโยชน์ผลิต Rapeseed oil ที่เป็นน้ำมันพืชคุณภาพดี ไขมันต่ำ วิตามินอีสูง ใช้ในการทำอาหารได้ด้วย ... ถ้าใครสนใจรายละเอียดของดอกไม้ชนิดนี้ลองแวะไปชมที่ กระทู้นี้ นะคะ จขกท นั้นให้รายละเอียดไว้ครบแล้ว


แต่จริงๆแล้วทริปหนึ่งวันใน Episode นี้ไม่ได้มีแรงบันดาลใจมาจากดอกไม้หรอกค่ะ อันนั้นแค่ผลพลอยได้ที่เข้าคอนเซปต์กับซีรี่ย์บล็อคชุดนี้พอดี ... ที่ๆจะพาไปนี้เป็นที่ๆเราอยากไปมาตั้งแต่หน้าร้อนปีก่อนแล้ว รุ่นน้องคนไทยที่มหาลัยเค้ายกขบวนเช่ารถไปเที่ยวกันมาแล้วมาบอกกันต่อว่าสนุกน่าไปมากๆ บางคนเพิ่งไปแล้วรอบนึง ก็ยังไปอีกรอบเพราะบอกว่ายังเที่ยวไม่ทั่ว

ฟังงี้แล้วก็หูผึ่งสิคะ แต่หน้าร้อนและใบไม้ร่วงปีก่อนเราติดทริปอื่นๆหลายทริปเลยอดไป ช่วงฤดูหนาวก็ไม่อยากไปเป็นการส่วนตัวค่ะ ไปทั้งทีอยากไปตอนมีวิวใบไม้หรือดอกไม้สวยๆด้วยจะได้คุ้ม

เกริ่นโน่นนี่มาหลายย่อหน้าแล้วไม่บอกสักทีว่าจะไปไหน ที่ๆจะไปชื่อว่า Mother Farm (マザー牧場 Maza-bokujo) อยู่ที่จังหวัด Chiba 千葉県 จังหวัดของ Disneyland อยู่ข้างๆโตเกียวนี่เองค่ะ ปี 2012 จะครบรอบ 50 ปีของเค้าแล้ว ... เราเคยลองเซิร์ชหาใน pantip ดูแล้วแต่ไม่เคยเห็นใครมารีวิวที่นี่ไว้เลย (เจอแต่พูดถึงสั้นๆประโยคสองประโยค) ซึ่งก็ว่าน่าเสียดายนะคะ เราว่าที่นี่เป็นที่เที่ยวที่สนุกและครบวงจรมากๆ ไปที่เดียวได้ทำตั้งหลายอย่างแน่ะค่ะ ดังนั้นบล็อคนี้ก็จะนำเที่ยวอย่างละเอียดกันเลย

ด้านล่างนี้เป็นแบนเนอร์ที่ official website ของเค้าเมื่อใบไม้ผลิที่ผ่านมาค่ะ ฟาร์มนี้เป็นสถานที่เที่ยวครบวงจร แต่หลักๆก็คือเป็นฟาร์มสัตว์ที่มีเครื่องเล่นให้เล่น มีปลูกทุ่งดอกไม้ตามฤดู มีที่ให้นั่งปิคนิควิ่งเล่น มีกิจกรรมเก็บดอกไม้หรือเก็บผลไม้กินสดๆตามฤดูค่ะ ... นิดนึงว่าน้องแกะปุถุชนคนธรรมดาที่เราไปเจอมา ไม่ขาวปิ๊งเหมือนน้องแกะที่เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาในภาพนะคะ

Credit ภาพแค็ปมาจากหน้าเว็บของ http://www.motherfarm.co.jp/

รายละเอียดคร่าวๆของ Mother Farm ก็ประมาณนี้ค่ะ (จริงๆในเว็บเค้ามีส่วนภาษาอังกฤษด้วย แต่เราว่าส่วนภาษาญี่ปุ่นมักเขียนละเอียดกว่า)


เว็บ: http://www.motherfarm.co.jp/

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1500 เยน, เด็ก(ต่ำกว่าม.ต้น) 800 เยน

เวลาเปิดทำการ ระหว่าง กพ ถึง พย: วันธรรมดา 9:30 - 16:30 , สุดสัปดาห์และวันหยุด 9:00 - 17:00

เวลาเปิดทำการ ระหว่าง ธค ถึง มค: วันธรรมดา 10:00 - 16:00 , สุดสัปดาห์และวันหยุด 9:30 - 16:00

วันหยุดของฟาร์ม: 12 - 16 ธค 2011 และ 10 - 13 มค 2012

เบอร์โทรศัพท์: 0439-37-3211 (เผื่อเอาไว้ input ใส่ GPS ของรถญี่ปุ่นได้ค่ะ)


หลังเกิดแผ่นดินไหวก็ยุ่งๆไปพักนึง ทั้งเรื่องงานด้วย เรื่องกลัวแผ่นดินไหวด้วย แต่ช่วงต้นๆ เมย ก็เคลียร์ไปได้ระดับนึงค่ะ ... ตอนสงกรานต์คุณพี่ชายมาเที่ยวจากไทย(มาอีกแล้วค่ะ มาทุกปี บางปีมากกว่าหนึ่งรอบ แต่ละรอบไม่เคยต่ำกว่าหนึ่งอาทิตย์ มาเที่ยวทั้งนั้นเลยด้วย) ก็เลยได้โอกาสชวนไปด้วยกันซะเลย ไปกันสองคนจะได้มีคนช่วยถ่ายรูปให้

ตอนนั้นเพิ่งหลังแผ่นดินไหวมาได้เดือนนิดๆ ก็เช็คแผนที่ซะหน่อยค่ะว่าโลเคชั่นอะไรเป็นยังไงบ้าง (แต่คุณพี่ชายที่มาจากไทยไม่ได้มายด์อะไรเลยค่ะ ไม่ว่าจะรังสีหรือแผ่นดินไหว) ... ดูแผนที่แล้วหายห่วงได้เลยค่ะ ฟาร์มอยู่ห่างโรงไฟฟ้ามากกว่าบ้านเราซะอีก อยู่บ้านเราที่โตเกียวได้ก็ไปที่นี่ได้ไม่ต้องคิดมากเลย


คราวนี้มาถึงว่าจะไปถึงโน่นกันอีท่าไหนแล้วค่ะ ถ้าจากแผนที่..นั่งเรือข้ามตัดตรงไปน่าจะเร็วสุด ;P ... เอาจริงๆก็ต้องพวกรถไฟนั่นล่ะค่ะ ถ้าไปกันหลายๆคนแนะนำว่าเช่ารถขับไปเองยืดหยุ่นกว่าเยอะ ทางไปที่นี่มีขนส่งมวลชนเป็นช้อยส์ให้น้อยมากเลยค่ะ ประมาณวันนึงมีรอบเดียว พลาดแล้วพลาดเลย ... น่ากลัวจะเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมไม่ค่อยมีคนไทยไปเที่ยวที่นี่แล้วมารีวิวเท่าไหร่(ยกเว้นที่อาศัยอยู่ญี่ปุ่นกันเลย)

ในเว็บของเค้าแนะนำวิธีการเดินทางด้วยขนส่งมวลชนไว้สามแบบ รายละเอียดเราแปลและอธิบายไว้ในภาพข้างล่างนี้แล้วค่ะ (ถ้าอ่านไม่เห็นคลิกดูภาพใหญ่ได้นะคะ)


เนื่องจากสองพี่น้องไม่มีใบขับขี่และขับรถไม่เป็นกันสักคน หลังจากพิจารณาถึงความยุ่งยากในการต้องโทรจองรถบัสฟรี(ในแบบแรกสุดของภาพบน)แล้ว ก็เลือกไปด้วยวิธีที่สองค่ะ เหตุผลหลักๆเพราะมีเวลาอยู่ที่ฟาร์มมากกว่าแบบแรกหนึ่งชั่วโมง ... แต่ขอบอกว่าฟาร์มนี้ตอนใบไม้ผลิ(วันอาทิตย์)เปิด 9:00 - 17:00 แต่ขนาดแบบที่สองที่ว่าเวลาเยอะกว่า ยังมีเวลาอยู่ที่นั่นแค่ 10:30 - 15:20 เอง (แถมต้องเผื่อเวลาวิ่งมาขึ้นรถบัสด้วย) ... แสนจะเสียด๊ายเสียดายเวลาค่ะ ถ้าขับรถไปเองได้นี่ได้เวลาเที่ยวเพิ่มอีกตั้ง 3 ชั่วโมงเต็มๆ -"-

หลังจากไปเที่ยวชมซากุระกับคุณพี่ชายที่ชินจูกุใน Episode 1 และที่อาซาคุสะใน Episode 2 กันแล้ว คุณพี่ชายก็หนีไปเที่ยวคิวชูไล่กลับขึ้นมาโตเกียว ก่อนจะมา Mother farm นี่กับเราค่ะ ... อยากบอกว่าแสนจะอิจฉา เราเองก็อยากไปคิวชู อยากไป Huis Ten Bosch ดูสวนทิวลิปที่นั่นเหมือนกัน ... แต่แบบว่าตอนนั้นงานรัดตัวจริงๆ ยังไงก็ไปไม่ได้ค่ะ

คุณพี่ชายกลับมาก็เล่าให้ฟังว่า
... ไป HTB ทิวลิปบานสวยมากกก มีให้นั่งเรือ One Piece ด้วย (แต่เจ้าตัวดันลืมนั่ง)
... ไปกินราเม็ง Ippudo ที่สาขาต้นตำหรับที่คิวชูมา อร่อยมากกกกก อร่อยกว่า Ichiran ramen อีก (เรายังไม่เคยกิน Ippudo เลยค่ะ เคยแต่ Ichiran กับ Jankara)
... ไปเที่ยว Wakayama มา ได้นั่งแช่ออนเซ็นคนเดียวบ่อติดทะเลเลย บรรยากาศดีสุดๆ
... ไปเจอสวนที่มีแพนด้าเป็นฝูง(@Wakayama) อย่างไม่เคยเห็นที่สวนสัตว์ไหนมาก่อน(ถ้าไม่ใช่ที่จีน)
แง้ ฟังแล้วอิจฉาค่ะ คนฟังอยู่นี่เพิ่งจะต้องแคนเซิลทริปเที่ยวไปเพื่อมาปั่นทีสิสอยู่หยกๆ

แต่เรื่องนึงที่ฟังแล้วแอบถอนใจนิดๆ คือ คุณพี่ชายเล่าให้ฟังว่าที่ต่างๆที่ไปนี่แทบหานักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เลยค่ะ ... ที่ HTB ธีมปาร์คตั้งกว้าง แต่ตอนไปแทบไม่มีคน(วันธรรมดาคนญี่ปุ่นทำงานกัน) ทั้งที่เป็นช่วงฤดูดอกไม้บาน อย่างว่านักท่องเที่ยวยังกลัวเรื่องรังสีและแผ่นดินไหวกันอยู่น่ะนะคะ ... แถวโอซาก้าเอง จุดที่เคยคนเยอะๆ คุณพี่ชายก็บอกว่าคนก็ยังเยอะนะคะ แต่คนญี่ปุ่นล้วนๆเลยค่ะ

ยังไงก็ตามนั่นมันเรื่องอดีตค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้นักท่องเที่ยวจะหดก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ ณ ปัจจุบัน สค 2011 แค่แถว Ueno บ้านเราเองก็เห็นคนต่างชาติกลับมาหนาตาเหมือนเดิมแล้วนะคะ ดูข่าวที่วัด Asakusa จุดยอดฮิตก็ชาวต่างชาติเพียบเลย ขนาดว่าตอนนี้โตเกียวอากาศร้อนแทบละลาย ... ถึงแม้จะยังไม่สามารถกลับไปดีได้เท่าตอนก่อนเกิดเรื่อง แต่เห็นการท่องเที่ยวญี่ปุ่นค่อยๆประคองตัวฟื้นขึ้นมา สำหรับเราก็เป็นสัญญาณที่ดีค่ะ สู้กันต่อไป 頑張れ日本! Gambare Nippon!

เอ รู้สึกจะนอกเรื่องไปไกลอีกแล้ว ขอหันหัวเรือกลับมาที่ทริปของเรากันก่อนนะคะ

ถึงวันเดินทาง เนื่องจากต้องออกกันแต่เช้านั่งบัสกันกว่า 2 ชั่วโมง คุณพี่ชายเลยไปซื้อปลาไหลย่างชิ้นใหญ่จาก Ameyoko มาเตรียมโปะข้าวกินเป็นข้าวกล่องก่อนออกจากบ้านกันค่ะ ... ในภาพคือกล่องของเรา ปลาไหลชิ้นเบ้อเริ่มจริงๆค่ะ ชิ้นขนาดนี้สองชิ้นแค่ 2000 เยนเท่านั้น!! (ช่วงใกล้ๆตลาดปิด เผลอๆได้ 1000 เยนด้วย)


ของแถว Ameyoko นี่ถูกจริงอะไรจริงนะคะ ลองกินแล้วก็รสชาติโอเค มีก้างเล็กๆแบบกินไปได้เลยไม่เป็นอุปสรรค ... แต่หลังจากนั้นเราไปซื้ออีกที คนละเจ้าคนละยี่ห้อ รู้สึกก้างเยอะไปหน่อยนึงค่ะ สรุปว่าแล้วแต่ยี่ห้อด้วย ไม่ก็ไปกินที่ร้านเฉพาะทางอย่าง ลุงปลาไหลแถววัด Sensoji เลย แพงกว่าแต่ชัวร์กว่านะคะ

เนื่องด้วยเราแต่งองค์ทรงเครื่องนานไปหน่อย แถมสถานีโตเกียวก็ไม่ใช่เล็กๆ ที่ขึ้นรถบัส(ขาแรก)ก็อยู่นอกตัวสถานีด้วย ต้องวิ่ง 100m ข้ามถนนไป ขึ้นรถบัสทันก่อนออกแบบพอดีๆเลยค่ะ (วิธีที่เราเลือกไปนี้รถบัสไม่ต้องโทรจองล่วงหน้า) ... ถ้าขึ้นคันนี้ไม่ทันนี่คืออดไปเลยนะคะเนี่ย ความผิดเราเต็มๆ โดนโกรธแหงๆค่ะ


รถบัสขาแรกนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะจอดที่ Kisarazu Stn. 木更津(きさらづ) ทาง West Exit ค่ะ ... ลงรถบัสมาแบบง่วงสุดๆลืมตาแทบไม่ขึ้น แต่ได้สูดอากาศดีๆ รับแดดอุ่นๆหน่อยก็ค่อยดีขึ้น ... กว่ารถบัสที่ไป Mother Farm จะออกก็อีกกว่า 20 นาที เลยพอมีเวลาได้สำรวจรอบๆสถานี Kisarazu นี้หน่อยค่ะ ... เป็นสถานีเล็กๆเงียบสงบดีนะคะ แต่ที่ติดใจคือมาสคอตประจำเมืองนี้ ไม่ต้องใช้เวลานานก็รู้ได้ทันทีค่ะว่า แรคคูน(หรือทานูกิ?) เป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง


พวกรูปปั้นรอบๆสถานีก็น่ารักดี แต่ส่วนตัวชอบฝาท่อนี่ที่สุดค่ะ สีสดใสถูกใจ


เสียดายว่าไม่มีเวลาสำรวจอะไรมากกว่านี้ เพราะต้องรีบมุ่งหน้าไปรอรถบัสที่ป้ายค่ะ ... จากตะกี้บัสคันแรกจอดที่ West Exit เราต้องเดินเข้ามาในตัวสถานีเพื่อขึ้นบันไดตัดข้ามฝั่งไปลงบันไดอีกทางที่ออก East Exit นะคะ ... อันนี้ตอนแรกเดินหลงกันนิดนึงเกือบเผลอไปเดินอ้อมรางรถไฟแล้วค่ะ


จริงๆบัสคันแรกจาก Tokyo Stn. ที่เรามา ถ้าไม่มารอบ 8:25 (ที่บอกไว้ในเว็บของ Mother farm) มารอบถัดไป ก็ยังทันบัสคันที่สองที่จะไป Mother farm นะคะ ... แต่เวลามันจะแบบว่ากระชั้นชิดมาก ประมาณว่าลงบัสคันแรกแล้วต้องรีบวิ่งข้ามมาขึ้นบัสอีกฝั่งเลย ไม่มีเวลาให้เดินเรื่อยเปื่อยหรือหลงทางเลยค่ะ ก็เลยแนะนำว่ามารอบที่ทางเว็บแนะนำไว้ดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ ยอมตื่นเช้าอีกหน่อยดีกว่ามาแล้วเก้อไม่ได้ไปเที่ยว

ยืนรอที่ Bus Terminal 3 สักพักบัสก็มาค่ะ ทั้งวันมีคันนี้คันเดียวเท่านั้นพลาดแล้วพลาดเลยนะคะ ... บัสต่อที่สองนี้ไม่ใช่บัสแนววิ่งไกลๆเบาะนิ่มๆสบายๆเหมือนคันแรก แต่เป็นแนวบัสวิ่งในเมืองน่ะค่ะ ที่นั่งไม่สบายเท่าไหร่ ... ขึ้นบัสได้เราก็ตั้งหน้าตั้งตาหลับเลย เพราะต้องนั่งไปอีกกว่า 40 นาที สลึมสลือลืมตาขึ้นมาเห็นบัสกำลังค่อยๆไต่เขาฝ่าดงต้นไม้ลึกเข้าไปถึงเพิ่งรู้ค่ะว่า Mother Farm นี่ตั้งอยู่สูงขึ้นไปบนภูเขานี่เอง มิน่าล่ะถึงมีขนส่งมวลชนมาถึงน้อยแบบนี้


ตื่นมาอีกทีก็ถึงแล้วค่ะ ลงจากรถมารับโอโซนบนภูเขากันให้เต็มที่ไปเลย โชคดีวันนั้นแดดดีฟ้าใสแจ๋วซะด้วย ... ซื้อตั๋วกันก่อนเข้านะคะ ผู้ใหญ่คนละ 1500 เยนได้ตั๋วลายน้องวัวให้ไปเก็บสะสมกันหน้าตาแบบนี้


ซุ้มทางเข้าด้านหน้าหน้าตาแบบนี้ค่ะ ดูแล้วก็ยังเฉยๆไม่อลังการอะไรเท่าไหร่ ... แต่อย่างนึงที่รู้สึกได้ตั้งแต่ลงรถบัสเดินตัดผ่านลานจอดรถมาแล้ว ก็คือ คนที่มาวันนั้น(วันอาทิตย์)มีแต่ครอบครัวพ่อแม่ลูกตัวเล็กๆทั้งนั้นเลยค่ะ กะด้วยสายตาแล้วคนญี่ปุ่นล้วนๆเลยด้วย เรดาห์หาคนต่างชาติไม่เจอสักคน(ยกเว้นเรากับคุณพี่ชาย) ส่วนใหญ่ขับรถกันมาเองมั้งคะเห็นที่จอดรถจอดกันเกือบเต็ม


นิดนึงว่าเราฟังข่าวช่วง Golden week ข่าวบอกว่าปีนี้เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้า สถานที่ท่องเที่ยวแถบโทโฮขุเลยเงียบโล่งไปเลยเทียบกับปีก่อนๆ แต่สถานที่เที่ยวใกล้ๆโตเกียวหลายๆแห่งรวมถึง Mother farm กลับมีจำนวนคนมาเที่ยวมากกว่าปีก่อนๆ (ส่วน Disneyland ทั้งๆที่ที่ตั้งครือๆกันกับ Mother farm แต่เห็นว่าช่วง GW ปีนี้คนน้อยกว่าปีก่อนๆนะคะ สงสัยว่าเพราะเรื่องประหยัดไฟหรือเปล่าหนอ? เพราะเครื่องเล่นเปิดไม่หมดหรือบางส่วนก็ยังซ่อมไม่เสร็จ)

พอผ่านทางเข้ามาแล้ว วิวแรกที่เห็นนี่ทำเอาเราตื่นเต้นดีใจหายง่วงเหงาหาวนอนเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ ... วิวสวยมากกกก บรรยากาศก็กว้างอลังการจริงๆค่ะ จริงๆก่อนมาไม่ได้สนใจดอก nanohana สีเหลืองเลยนะคะ มาเห็นของจริงว่ามันสวยได้ขนาดนี้ถึงจะค่อยมาปลื้มทีหลัง


เริ่มออกเดินกันโดยมุ่งหน้าไปยังจุดที่ล่อตาล่อใจ(และล่อกล้อง)เรามากที่สุด ตรงไปตรงเนินทุ่งดอก Nanohana กันเลยค่ะ ... ระหว่างเดินๆไปจะเห็นบริการรถของทางฟาร์มวิ่งผ่านไปผ่านมาอยู่เรื่อยๆ(ท่าทางเสียเงินชัวร์) รถบริการมีทั้งแบบหน้าตาเบสิคๆ หรือ แบบที่หน้าตาน่ารักๆหน่อยเป็นหน้าน้องหมา แถมบีบแตรทีก็เป็นเสียงน้องหมาเห่าด้วยค่ะ


จริงๆเราสามารถซื้อตั๋วแบบรวมทัวร์ฟาร์มได้ด้วยนะคะ สองพี่น้องหนนี้ไม่ได้ซื้อ แต่จากที่ไปมาเราคิดว่าซื้อไว้ดีกว่า ถ้าซื้อทัวร์ฟาร์มจะมีรถพาไปที่ฟาร์มอีกส่วนนึง(คนไม่ซื้อทัวร์เข้าส่วนนั้นไม่ได้) ซึ่งฟาร์มส่วนนั้นจะมีรวมสรรพสัตว์ที่เป็นไฮไลท์ให้เราได้ไปเจออยู่แล้ว อย่างน้อยก็รับประกันได้ในระดับนึงว่าเราจะได้เจอน้องสัตว์คนดังเกือบครบในทีเดียวค่ะ ... สองพี่น้องหนนี้พลาดไม่ได้เจอคนดังอย่างน้อง アルパカ (Arupaka) Alpaca ขนฟูค่ะ แบบว่าวิ่งรอกไม่ทัน

ทางเดินที่นี่จะต้องเดินขึ้นเขาหน่อยนะคะ ใครเดินไม่ไหวก็ใช้บริการรถได้แต่สำหรับเราคิดว่าค่อยๆเดินละเลียดวิวภูเขาสวยๆ สูดอากาศดีๆไปนี่เพลินมากกว่าค่ะ ... ที่นี่อยู่สูงมากกกกจนเราคิดไม่ถึงเลย ตอนดูแผนที่เห็นอยู่ไม่ห่างทะเลนักก็นึกอยู่ว่าเกิด tsunami มาจะวิ่งทันไหมหนอ แต่พอมาเห็นของจริงนี่หายห่วงเลยค่ะ ถ้าจะมี tsunami ลูกไหนมาสูงขนาดนี้ได้ ก็คงต้องเป็นลูกที่ถล่มโลกนี้ ถล่มประเทศนี้จนจมหายไปทั้งหมดนั่นล่ะค่ะ ดังนั้นถึงอยู่บ้านเราที่โตเกียวก็ไม่รอดเหมือนกัน


วิวบนภูเขาสูงขนาดนี้เราเองก็แทบไม่ได้มีโอกาสมาเห็นเหมือนกันค่ะ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีเลย มองไปนึกว่าอยู่กลางป่าเห็นแต่ต้นไม้ไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้บ้านเมืองและผู้คนไปซุกอยู่แถวไหนหมด ... ในภาพนี่เสียดายว่าเราไปช้าไปอาทิตย์นึงค่ะ ถ้าเป็นหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้านี้ แนวต้นซากุระในภาพกำลังบานกันสวย จะได้เห็นทั้ง Nanohana สีเหลือง และ ซากุระสีขาวสีชมพูไปพร้อมๆกันเลย


ในบรรดาอัลบั้มภาพที่เราถ่ายๆมาตั้งแต่จับ DSLR นี่เป็นอัลบั้มนึงที่เราชอบมากเลยค่ะ แบบว่าวันนั้นอะไรๆมันเป็นใจจริงๆ แดดดี อากาศไม่ร้อนมาก(แต่แอบร้อนแดดนิดๆเหมือนกันค่ะ ถึงจะเป็นฤดูใบไม้ผลิแต่บนภูเขาสูงแดดเลยแรงพอตัว) ฟ้างี้ใสแจ๋วแบบไม่ต้องมานั่งรีทัชภาพเองทีหลังเลย ... สรุปว่าถ่ายรูปเพลินสมใจเรามากๆเลยค่ะ สีเหลืองกับสีฟ้าสดใสพลอยทำให้คนมาเที่ยวอย่างเราๆสดชื๊นสดชื่นตามไปด้วย


จริงๆเราชอบรูปแถวนี้มากเลย แต่กลัวจะเบื่อกันเลยเลือกมาแค่ไม่กี่ภาพ ที่เหลือถ้าใครสนใจตามไปที่อัลบั้มเต็มใน multiply ลิงค์ด้านบนสุดหรือล่างสุดของบล็อคได้นะคะ (ขอแอบโปรโมตนิดนึง ^^ )

ถึงจะชอบถ่าย landscape แต่ก็ใช่ว่าจะละเลยภาพตัวเอง เจอมุมเหมาะๆก็ขอกันบ้างค่ะ ได้ภาพแบบดอกไม้ล้อมรอบมากที่สุดก็ภาพนี้ ไม่รู้เค้าจงใจปลูกดอกไม้ให้แหวกมุมตรงนี้ไว้สำหรับถ่ายรูปโดยเฉพาะหรือเปล่านะคะ แต่มันพอดี๊พอดีจริงๆ (บอกก่อนว่าไม่ได้นั่งทับดอกไม้นะคะ) ... จริงๆในภาพโปรโมตเห็นเค้าถ่ายมุมแบบว่าซูมถ่ายห่างๆ เห็นคนล้อมรอบด้วยทุ่งดอกไม้เหลืองทั้งภาพเลย แต่เราหามุมนั้นไม่เจอน่ะค่ะ เวลาไม่พอ


คนถ่ายมุมเดียวๆกะเราก็มีเยอะเลยค่ะ อย่างนี่คุณพ่อกำลังอุ้มเด็กๆขึ้นเตรียมถ่ายรูปอยู่เลย ครอบครัวสุขสันต์น่ารักจริงๆ :-)


ยังเดินขึ้นเขาไปไม่ถึงไหน สองพี่น้องก็เดินลงแล้วค่ะ เพราะดูตารางการแสดงแล้วกำลังจะมีการแสดงนึงที่หน้าทางเข้า ก็เลยไปดูทางนั้นก่อนแล้วค่อยไล่ขึ้นไปดูการแสดงบนเขาอีกทีนึง ... วิวตรงเนินขึ้นเขาแถวนี้เป็นอะไรที่เรากรี๊ดมากเลยค่ะ สวยอลังการสุดลูกหูลูกตาจริงๆ


แถวๆมุมบนซ้ายภาพล่างนี้เป็นแถวๆทางเข้าค่ะ เห็นแล้วก็สงสัยว่าฟาร์มนี้อาณาบริเวณมันครอบคลุมถึงแค่ไหนกันแน่นะ กว้างเว่อร์จริงๆค่ะ หารั้วรอบขอบชิดไม่เจอเลย ไม่น่าเชื่อว่านี่อยู่ในจังหวัดข้างๆเมืองหลวงอย่างโตเกียวที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีต


การแสดงแรกที่ด้านล่างคือนี่ค่ะ Kobuta-resu หรือ หมู(ตัวเล็ก)วิ่งแข่ง ... ยังไม่ทันจะเริ่ม แต่ตามประสาคนญี่ปุ่นที่ตรงต่อเวลาเป็นเลิศก็มานั่งรอกันเต็มทุกที่นั่งแล้ว (นิสัยตรงต่อเวลานี่ อยู่ที่นี่มาห้าปีเรายังไม่สามารถตรงต่อเวลาได้เท่าคนญี่ปุ่นเลยค่ะ)


โชว์นี้จะเป็นลักษณะที่ให้คนมาเที่ยวลงไปแข่งกับน้องหมูได้ค่ะ โดยหน้าที่ของเราคือช่วยผลักๆดันๆให้น้องหมูของเราวิ่งไปให้ถึงเส้นชัยก่อนน้องหมูตัวอื่น กติกาง่ายๆก็คือ ห้ามไปทำรุนแรงกับน้องหมู ห้ามเตะ ห้ามกระชาก ห้ามผลักอะไร ได้แค่แปะๆก้นต้อนน้องหมูเบาๆค่ะ ... เส้นทางแข่งก็ใกล้ๆ น้องหมูของใครเข้าที่หนึ่งก็จะมีมอบเหรียญให้(คนต้อน)ด้วย จากนั้นก็จะเริ่มแข่งรอบต่อไปให้คนอื่นๆได้ผลัดกันมาเล่นบ้าง วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนหมดรอบการแสดงรอบนั้นๆ

ถามว่าอยากเล่นมั๊ย ... ตอบได้เลยว่าอยากมากกกกกค่ะ มาทั้งทีก็อยากเล่นให้ครบหมดเลย ... แต่ลองดูในวีดีโอสิคะ วันอาทิตย์วันนั้นมีแต่เด็กตัวเล็กๆมาเล่นกันให้พรึ่บ คุณพ่อคุณแม่ก็เชียร์อยู่ข้างสนามถ่ายรูปถ่ายวีดีโอกันใหญ่ ครั้นจะให้รุ่นใหญ่อย่างเราลงไปเสนอหน้าแย่งเด็กๆตัวสูงน้อยกว่าเอวเราเล่นมันก็น่าอายนะคะ สรุปว่าสองพี่น้องอดเล่นวิ่งแข่งกับน้องหมูไปโดยปริยาย :'-(


ไหนๆสองพี่น้องก็ไม่ได้ลงเล่นอยู่แล้วก็เลยดูแข่งรอบเดียวแล้วไปต่อ ... ไฮไลท์นึงที่สองพี่น้องอยากไปลองมากคือ รีดนมวัวตัวเป็นๆค่ะ ... ว่าแล้วก็มุ่งหน้าไปยังฟาร์มวัว 牛の牧場 Ushi-no-bokujo ที่อยู่ก่อนขึ้นเนินดอกไม้ ใกล้ๆกับที่แข่งวิ่งน้องหมูค่ะ (ต้นบนหัวนี่น่าจะซากุระด้วยนะคะเนี่ย แต่มาช้าดอกร่วงกลายเป็นใบเขียวหมดแล้ว)


ก่อนจะถึงที่รีดนมวัวเจอคอกม้าก่อนค่ะ ได้พบกับต้นฉบับผมหน้าม้าของแท้เลยต้องแวะขอบคุณกันสักนิด ที่ช่วยครีเอตทรงผมเก๋ๆปิดเหม่งได้ให้เรา มีบริการให้ขี่น้องม้าด้วยนะคะแต่ไม่ได้ใช้บริการค่ะ ไม่รู้เสียเงินหรือเปล่า


ผ่านคอกม้ามาก็เห็นเป้าหมายเราอยู่ข้างหน้าค่ะ 乳しぼり Chichi-shibori หรือที่รีดนมวัวค่ะ เต๊นท์ไม่ใหญ่นักแต่ท่าทางจะฮิตไม่เบาเลย ขนาดพวกเรามาก่อนเวลาแล้วยังมีคนต่อคิวรอขนาดนี้แล้วค่ะ


เห็นคิวแล้วก็ไม่รอช้า รีบวิ่งไปต่อทันทีก่อนแถวจะยาวยิ่งไปกว่านี้ ... ระหว่างรอ(กลางแดดแรงแจ๋บนภูเขาสูง)ก็แอบแคนดิตเด็กญี่ปุ่นน่ารักๆรอบๆมาด้วยค่ะ คนญี่ปุ่นนี่ดูเค้าเลี้ยงเด็กติดดินกันดีนะคะ เท่าที่เห็นมาห่างๆประสาคนยังไม่มีลูกเป็นของตัวเอง เห็นเด็กญี่ปุ่นนี่โดนเข็นขึ้นรถไฟ ซ้อนท้ายจักรยานไปไหนมาไหนตั้งแต่ยังแบเบาะ โตมาสักนิดก็จูงมือคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวโน่นนี่ สงสัยเพราะเดินเยอะกันมาแต่เด็กนี่เองค่ะ โตมาจนถึงแก่ไปคนญี่ปุ่นถึงได้แข็งแรงเดินกันเก่งแบบนี้ (ไม่เกี่ยงฤดูร้อนฤดูหนาวด้วยค่ะ เดินทุกฤดู)


พอได้เวลาน้องวัวก็มาค่ะ มาแค่สองตัวเท่านั้น โดยแถวที่ต่อไว้จะแบ่งเป็นสี่แถว ... สองแถวต่อน้องวัวหนึ่งตัว เข้าขนาบน้องวัวกันคนละข้าง โดยกรุ๊ปนึงก็จะเข้าไปทีเดียวพร้อมๆกันเลย ... ตอนนี้หันไปมองด้านหลังอีกทีคนต่อคิวต่อจากเรายาวเฟื้อยไปแล้วค่ะ ดีนะเนี่ยที่รีบมาก่อน


และแล้วก็ถึงคิวเราค่ะ ผลัดกันกับคุณพี่ชาย ... สัมผัสแรกที่จับนมน้องวัวนี่รู้สึกว่านิ่มๆลื่นๆบอกไม่ถูกเลยค่ะ สัมผัสไม่ค่อยเหมือนผิวคน แต่เหมือนนิ่มๆมีขนอ่อนๆรอบๆลื่นนิดๆแต่ไม่ได้ลื่นปรื๊ดแบบผิวเด็กน่ะค่ะ สากกว่านิดนึง ไม่รู้จะอธิบายยังไงคงต้องลองไปหาโอกาสกันเองนะคะ ... นมน้องวัวก็เล็กยิ่งกว่าที่เราคิดอีกค่ะ ขนาดว่าเรามือเล็กๆนิ้วสั้นๆ แต่แค่สองนิ้วก็รวบได้แบบเหลือๆแล้ว แต่ก็ด้วยความเกรงใจน้องวัวน่ะนะคะ ไม่ค่อยกล้าบีบหรือดึงรุนแรง ก็ลองบีบเบาๆดูแต่นมน้องวัวก็ออกได้ค่ะ พุ่งปรี๊ดออกมาเลยมีพลาดไม่ลงถังไปบ้างบางส่วน


แต่เพื่อให้คนอื่นๆ(เด็กๆด้วย)ที่รอกันกลางแดดได้ลองมั่ง สองพี่น้องลองกันคนละนิด รีดนมน้องวัวออกมาได้กันคนละครั้งก็พอแล้วค่ะ ออกมาให้คิวต่อไปเข้าแทน อำลาน้องวัวกันที่ตรงนี้นะคะ จริงๆอยากถ่ายรูปคู่น้องวัวเหมือนกัน สีขาวดำลายสวยเชียวค่ะ เหมือนในภาพโปรโมตตามเว็บเปี๊ยบ


หมดตรงนี้ต่อไปก็จะเข้าไปในส่วนบนภูเขาแล้วค่ะ เดินเลาะรั้วไปเจอบรรดาน้องแพะน้องแกะนอนหลบแดดใต้ร่มเงาไม้กันใหญ่ ... จริงๆวันนั้นตอนอยู่ในตัวเมืองอากาศกำลังเย็นสบายนะคะ แดดแรงแต่ก็ยังไม่ร้อนมาก แต่พอมาบนเขาสูงใกล้ชิดดวงอาทิตย์ขึ้นอีก ใส่โค้ตแขนยาวก็มีแอบเหงื่อซึมเล็กๆตอนตากแดดนานๆค่ะ ... แต่ที่แย่กว่าคือมือค่ะ ฤดูใบไม้ผลิแถมใส่แขนยาวก็เลยชะล่าใจไม่ได้ทากันแดดที่มือ กลับไปวันนั้นมือที่โผล่พ้นเสื้อออกมา(โดยเฉพาะข้างที่ยกกล้องถ่ายรูป)ดำไปเลยค่ะ ตั้งหลายเดือนกว่าจะหายดำ ขนาดแดดวันเดียวเองนะคะเนี่ย (ส่วนคุณพี่ชายนั้นด้านหลังคอแดงจนเปลี่ยนไปดำเลย)


เดินขึ้นเนินผ่านตรงทุ่งดอกไม้นี่กี่ทีก็อดกดถ่ายรูปมาไม่ได้ค่ะเนี่ย สวยสดชื่นจริงๆจังๆ


ขึ้นไปถึงส่วนบนเขาแล้วจะเริ่มเห็นครอบครัวนั่งปิคนิคตามลานหญ้าต่างๆ และพวกเครื่องเล่นตั้งกระจายอยู่เป็นแห่งๆค่ะ(เห็นโกคาร์ทแว้บๆด้วย) แต่สองพี่น้องไม่สนใจเครื่องเล่น(ไม่มีเวลาด้วย)เลยไม่ได้สำรวจนะคะว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเข้าไปดูในเว็บเค้าน่าจะมีบอกไว้คร่าวๆค่ะ


ที่ด้านบนนี้มีร้านอาหาร ร้านขนม กับร้านแฮมและไส้กรอกย่างด้วยค่ะ โดยเฉพาะไส้กรอกย่างนี่กลิ่นหอมยั่วใจชวนน้ำลายไหลมาแต่ไกล ขนาดว่าก่อนมาหม่ำปลาไหลชิ้นเบ้อเริ่มรองท้องกันมาจนอิ่มแล้วแท้ๆยังเกือบอดซื้อหม่ำไม่ได้เลยค่ะ


ลองแว่บเข้าไปดูในคล้ายๆ Hall ก่อนค่ะ ยังไม่ถึงรอบการแสดงเลยโล่งสนิท ถ้าจำไม่ผิดจากใน FB น้องๆที่ไปกันมา ที่นี่น่าจะมีการโชว์ตัดขนแกะ แล้วก็มีให้(ต่อคิว)ถ่ายรูปกับเจ้า Alpaca ขนฟูตัวเด่นของฟาร์มนี้ด้วยนะคะ ... สองพี่น้องหนนี้เวลาน้อยไป สุดท้ายก็ไม่ได้ชมการแสดงในนี้ ไม่ได้ถ่ายรูปกับน้อง Alpaca กะเค้าเลยค่ะ


ออกจาก Hall เห็นตรงไหนคนเยอะก็ตามไปมุงกะเค้ามั่งค่ะ


ตรงที่มุงกันเยอะๆนี้เป็นคอกสัตว์หลายๆชนิดค่ะ เช่น ตัวลามะในภาพ ... ป้ายเค้าเขียนว่า ลามะเป็นสัตว์ที่ชอบ Itazura いたずら (ประมาณว่าซน ขี้แกล้ง) ด้วยนะคะ แต่ไม่ได้ประชิดตัวก็เลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือโม้


ถึงเราจะเคยไป Sydney@Australia แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเห็นน้องแกะในทุ่งหญ้าตามธรรมชาติเลยค่ะ ... ถึงที่ฟาร์มนี้จะไม่ธรรมชาติ 100% แต่ก็ดูแก้ขัดไปก่อนได้ ไว้มีโอกาสอยากไปถ่ายรูปวิวสวยๆ ทานปลาแซลมอนสดๆที่ฟาร์มในนิวซีแลนด์กะเค้ามั่ง


วันนั้นแดดบนภูเขานี่แรงได้ใจเหมือนกันค่ะ โดยที่ไม่ต้องมีใครบังคับ น้องแกะพร้อมใจกันไปนั่งเรียงแถวกันที่ข้างรั้วเพื่อหลบแดดกันหมดเลย


น้องแกะที่เรียงกันข้างรั้วนี่มีแต่ตัวโตเต็มวัยทั้งนั้นเลยค่ะ บางตัวนี่เขาเท่ห์มากเหมือนภาพในราษีเมษเปี๊ยบ ... น้องแกะอยู่ข้างรั้วนี่ก็ดีอย่างนะคะ คนมาเที่ยวอย่างเราๆสามารถแอบขอลูบได้นิดนึง


ด้านหลังนี่เป็นการแสดงฝูงเป็ดเดินเล่นค่ะ อีกหนึ่งการแสดงที่พวกเราพลาดไม่ได้ดูเพราะเวลาไม่พอ อ่านจากชื่อเดาว่าน่าจะมีน้องเป็ดมาเดินกันเป็นร้อยเลย(มั้งคะ)


ตามจุดต่างๆจะมีก๊อกน้ำพร้อมสบู่ให้ล้างมือด้วยค่ะ เพื่อสุขอนามัยที่ดีหลังจากไปจับไปลูบไปกอดสรรพสัตว์กันมาแล้วก็อย่าลืมถูสบู่ล้างมือให้สะอาดให้เหมือนน้องหนูคนญี่ปุ่นคนนี้ด้วยนะคะ


หนึ่งในไฮไลท์ของพวกเราสองพี่น้องคือการแสดงต้อนฝูงแกะค่ะ ระหว่างทางเดินไปยังไม่ทันจะถึงที่แสดงก็มีเหตุให้แวะอีกแล้ว เห็นคนกำลังป้อนหญ้าให้น้องแกะกันอยู่ พวกเราก็รีบเข้าไปแจมกะเค้ามั่ง


ภาพบนนี่ทำตามคนญี่ปุ่นคนอื่นเค้าน่ะนะคะ แอบสงสัยเหมือนกันว่าทางฟาร์มเค้าอนุญาตหรือเปล่าหนอ ... เด็ดหญ้าจากพื้นรอบๆแล้วเอามาป้อนน้องแกะค่ะ ใครมีหญ้าในมือน้องแกะทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ก็รีบมาอ้ำกันใหญ่เลย โดยเฉพาะตัวเล็กๆนี่น่ารักมากเลยค่ะ อ้ำหาย อ้ำหาย (นานๆจะมีรูปที่ไม่ต้องเซนเซอร์หน้าแบบรูปบนนะคะเนี่ย ;P)

ถึงจะมีรั้วกั้นแต่ตรงนี้ก็ได้ใกล้ชิดน้องแกะกันพอควรเลยล่ะค่ะ ... เพิ่งจะรู้ตอนมาเที่ยวที่นี่เองว่าตัวเองก็ชอบสัตว์กะเค้าด้วย ปกติตัวอะไรเราก็กลัวไปหมดเลย แต่คือบรรดาน้องสัตว์ที่นี่เค้าเชื่องด้วยน่ะค่ะ ดูไม่น่ากลัว ไม่คำรามใส่ หรือ วิ่งเข้าใส่เรา ไม่งั้นเราก็คงโกยแน่บเหมือนเดิม


จริงๆอยากเล่นกับน้องแกะอีกหน่อย แต่เดี๋ยวจะพลาดการแสดงต้อนฝูงแกะเลยต้องรีบไปค่ะ ขนาดไปก่อนเวลาแล้วแต่แถวคนญี่ปุ่นที่มุงรออยู่ก็ยาวไปตลอดแนวเรียบร้อย ... เราก็ไปมุงกะเค้าแบบงงๆ ไม่รู้ว่าอะไรจะออกมาจากทางไหนกันแน่ เห็นเค้าหันมาทางไหนก็หันตามค่ะ แต่ไม่เห็นวี่แววน้องแกะอะไรเลย ... จนใกล้ได้เวลา คอนดัคเตอร์การแสดงของเรา คุณคาวบอยและน้องหมาคู่ใจก็มาปรากฏตัวที่ลานด้านหลังแถว พร้อมพูดเปิดการแสดงค่ะ ... โปรดสังเกตแถวในภาพนะคะ ยาวไปถึงไหนๆแล้ว ที่ด้านหลังเราก็มีแถวยาวไปจนสุดเนินด้านขวาอีกด้าน


เกริ่นจบคุณคาวบอยก็เดินผ่านฝูงชนมายืนประจำที่ที่บนเนิน ... จนถึงตอนนี้เรามองซ้ายมองขวาก็ยังไม่เข้าใจเลยค่ะว่าเดี๋ยวมันจะมีอะไรออกมาจากที่ตรงไหนกัน


และแล้วการแสดงก็เริ่มค่ะ ที่แท้เค้าจะปล่อยน้องแกะกว่า 150 ตัวจากในคอกบนเนินทางด้านขวา (ต้นไม้บังเลยจะมองไม่ค่อยเห็นคอกที่ว่าค่ะ) ... น้องแกะนับร้อยก็จะวิ่งลงเนินมาที่ด้านล่างแบบไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ตรงนี้เป็นหน้าที่ของคาวบอยของเราค่ะ เค้าจะเป่าปากปี๊ดๆบอกให้น้องหมา (เห็นมีน้องหมาอยู่ 2-3 ตัวนะคะ) ไปวิ่งต้อนน้องแกะทั้งฝูงจากที่วิ่งกระจายๆกัน ขมวดเข้ามาเกาะกลุ่มกันเป็นวงกลม

เพื่อให้เห็นภาพลองดูวีดีโอเลยดีกว่าค่ะ ... เราไม่ถนัดถ่ายวีดีโอเท่าไหร่ก็หวังว่าคงพอดูกันได้นะคะ ... จริงๆมีตอนนึงแต่ต้นไม้บังถ่ายไม่ถึง เป็นตอนที่มีน้องแกะหนึ่งตัววิ่งแตกฝูงไปไกล ก็ลำบากน้องหมาหนึ่งตัวต้องวิ่งไปประกบต้อนกลับเข้าฝูงอีกครั้งค่ะ คนดูชอบใจกันใหญ่เพราะน้องแกะกับน้องหมาแบบว่าวิ่งตีคู่กันไปไกลเลยค่ะ


สักพักน้องแกะก็ถูกต้อนให้วิ่งขึ้นเนินตรงทางขึ้นทางซ้ายสุด แล้วน้องแกะทั้ง 150 กว่าตัวก็วิ่งมาเข้าคอกที่อยู่ด้านหลังแถวที่พวกเรายืนกันอยู่ค่ะ ... ตัวในภาพนี่เข้าคอกมาแล้วก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงวิ่งพุ่งตรงมายังรางอาหารเลย


จริงๆแค่เห็นการแสดงต้อนฝูงแกะและได้เห็นน้องแกะนับร้อยที่วิ่งฝุ่นตลบตะกี้มาอยู่ในคอกเตี้ยๆห่างเราแค่รั้วเล็กๆกั้นนี่เราก็ตื่นเต้นดีใจพอควรแล้วนะคะ รีบกดกล้องถ่ายรูปใหญ่เลย ... น้องแกะที่นี่ขนสีออกเหลือง ไม่ขาวจั๊วะเหมือนน้องแกะที่สวนผึ้งที่เราเคยเห็นในรีวิวค่ะ สงสัยที่ฟาร์มไม่มีเวลามาจับอาบน้ำรายตัวทุกวัน


ตอนที่เรากำลังเพลินกับการถ่ายรูปอยู่คุณพี่ชายก็มากระตุกเรียก ... โดยที่เราคาดไม่ถึง ที่นี่เค้าอนุญาตให้เราเข้าไปเดินเล่นในคอกน้องแกะด้วยล่ะค่ะ ... โอกาสใกล้ชิดน้องแกะขนาดนี้มีหรือคะจะยอมพลาด รีบไปต่อคิวเข้าแถวทันทีก่อนจะอด (เพราะเห็นในคอกแค่น้องแกะก็เกือบเต็มความจุแล้ว คนที่มาดูน่าจะเข้าไปได้แค่บางส่วนเท่านั้น) ... ประสบการณ์ใกล้ชิดน้องแกะตัวเป็นๆนับร้อยแบบนี้ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะได้เจอ


ด้วยความเห่อก็ขอไปกอดน้องแกะซะหน่อย ส่วนตัวขวาในภาพนี่ไม่แน่ใจว่าติดใจอะไรกระเป๋าเรานะคะ อาหารก็ไม่มี (แต่กระเป๋าใบเดียวกันนี้เคยโดนน้องกวางที่ Nara งับมาแล้วเหมือนกัน)


โดยรวมแล้วน้องแกะไม่สนใจคนเลยค่ะ เดินไปเดินมาเสมือนหนึ่งเดินท่ามกลางฝูงน้องแกะด้วยกันเอง ก้มลงกินหญ้าเฉยไม่สนใจใครจะมาเกาะมาแกะ ... เด็กๆหลายคนก็ชอบใจนะคะ แต่บางคนก็เห็นกลัวน้องแกะร้องไห้จ้าเลย คุณพ่อต้องรีบอุ้มขึ้นเพื่อหลบน้องแกะ ... แต่อย่างคนในภาพนี่กลมกลืนดีค่ะ คุณแม่ยังสาวกับทารกน่าร๊ากก (คุณพ่อกำลังถ่ายรูปให้อยู่)


เดินๆอยู่ในนี้นี่ไม่รู้เลยค่ะว่าได้เหยียบอึน้องแกะไปบ้างมั๊ย เพราะทั้งขาคนขาแกะคลาคล่ำไปหมดมองไม่เห็นพื้นเลยค่ะ (แต่เราใส่บู๊ตอยู่แล้ว เลอะนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ) ... สักพักถึงเวลาเค้าให้คนออก เราก็หันไปจะออกนะคะ แต่ดูสิคะน้องแกะขวางทางเต็มเลยออกไม่ได้ ... ระหว่างยืนจ่อก้นน้องแกะอยู่ อยู่ๆมีเสียงคล้ายๆนกหวีดดังปี๊ดแล้วน้องแกะทุกตัวก็พร้อมใจกันวิ่งไปทางซ้ายหมดเลยค่ะ ระหว่างวิ่งก็เหยียบเท้าเราเข้าให้อย่างจัง ... ไม่เจ็บหรอกนะคะ แต่ประสบการณ์ขำๆนี้ไม่รู้ลืมจริงๆค่ะ ... เฉลย "..." ในชื่อบล็อคตรงนี้ มันคือ ประสบการณ์โดนน้องแกะเหยียบเท้านั่นเอง


ได้เล่นกับน้องแกะไปเต็มอิ่มเราก็รู้สึกว่าทริปวันนั้นไม่เสียเที่ยวแล้วล่ะค่ะ ได้ประสบการณ์สนุกๆไปเพียบเลย ... ต่อไปจะค่อยๆเดินลงเขากันแล้วนะคะ ระหว่างทางเห็นครอบครัวปูเสื่อนั่งปิคนิคกันเป็นระยะๆ อย่างในภาพนี้เป็นอะไรที่เราอยากทำมากเลยค่ะ ปิคนิคกันครบครอบครัวตอนอากาศดีๆ ... แต่ก่อนอื่นคงต้องรอได้แต่งงานซะก่อนเป็นอันดับแรก >,<


อย่างที่บอกไปตอนต้นๆบล็อคว่าที่นี่มีให้เก็บผลไม้หรือดอกไม้กันสดๆตามฤดูกาลด้วย คุณพี่ชายเราเค้าก็อยากลองเก็บสตรอเบอรี่กินสดๆมานานแล้ว ก็เลยตั้งใจจะมาเก็บที่นี่ด้วยเพราะตอน เมย ยังมีอยู่ค่ะ (ที่นี่ไม่ใช่ราคาเหมา จะคิดเงินตามจำนวนที่เก็บ) ... ที่เก็บก็อยู่ในโดมในภาพเลยค่ะ แต่ตอนที่พวกเราไปตรงในภาพเค้าปิด ต้องไปอีกจุดนึงด้านล่าง แต่เท่าที่ส่องๆดูสตรอเบอรี่ก็ดูลูกเล็กๆไม่น่ากินเท่าไหร่ สรุปเลยไม่ได้แวะเก็บสตรอเบอรี่สดๆกินค่ะ


อย่างว่าว่า เมย มันปลายฤดูสตรอเบอรี่มากๆแล้วน่ะนะคะ ผลไม้ชนิดนี้ต้องตอนหน้าหนาวถึงจะอร่อยที่สุด(กลางเมษานี่ใบไม้ผลิเต็มๆ ซากุระที่โตเกียวก็ร่วงหมดแล้ว) ... ถึงจะยังมีสตรอเบอรี่แต่ก็ไม่ใช่ช่วงที่พีคอร่อยที่สุด ถ้าใครอยากไปสวนสตรอเบอรี่เน้นๆเลยเราว่าไปหาสวนอื่นตรงๆตอนที่อากาศยังเย็นกว่านี้จะดีกว่านะคะ ... แต่ถ้าแค่อยากลองดู ไม่ซีเรียสมากว่าสตรอเบอรี่ต้องใหญ่เบิ้มอะไรอย่างนี้ เราว่ามาที่นี่ก็ดีค่ะ เพราะได้ทำอย่างอื่นพร้อมกันไปด้วย

ที่ซุ้มข้างๆกันตอนที่ไปมีให้เก็บดอกไม้กันสดๆด้วยนะคะ คิดเงินตามจำนวนที่เก็บไป ... มีขอแวะเข้าห้องน้ำแถวนี้กันนิดนึง แอบตกใจว่าห้องน้ำสะอาดมากกกกค่ะ ถึงจะเป็นที่ญี่ปุ่นแต่ตามสถานที่ท่องเที่ยวปกติความสะอาดมันก็มักจะดร็อปลงระดับนึง ... ไม่รู้ว่าเพราะห้องน้ำนี้มันอยู่ลึก หรือเพราะมีแต่คนญี่ปุ่นมาเที่ยวหรือยังไง แต่สะอาดจนตกใจเลยค่ะสำหรับห้องน้ำในฟาร์ม


เดินลงเขาผ่านทุ่งดอก Nanohana สีเหลืองมาจนถึงด้านล่างตรงใกล้ๆทางเข้าออก เจอตรงซุ้มกระต่ายกำลังอยู่ในช่วงแสดงพอดีเลยค่ะ คนในเต๊นท์เพียบ ... ที่นี่เค้าจะมีน้องกระต่ายเยอะแยะ แล้วให้เอาไปอุ้มนั่งตักคนละตัว มีถุงมือ ผ้ากันเปื้อนทุกอย่างเตรียมไว้ให้แต่ละคนเรียบร้อย ... น้องกระต่ายตัวเป็นๆค่ะไม่มีสแตนอิน


ตอนที่เราไปอีกประมาณ 20-30 นาทีจะหมดรอบการแสดงนี้ แต่มองไปแล้วเห็นที่ว่างยังมี คนเดินออกก็มี แถมน้องกระต่ายก็ยังว่าง แต่ปรากฏว่าเค้าไม่ให้เข้าแล้วค่ะ อดไปอีกอย่าง T_T ... ได้แค่ถ่ายรูปกับน้องกระต่ายกับน้องหนูแฮมสเตอร์(มั้งคะ?)ตัวที่เจ้าหน้าที่หน้าเต๊นท์อุ้มอยู่


อ่านถึงตรงนี้แล้วก็ขอเฉลยเลยนะคะว่า เป้าหมายสุดท้ายที่เราแพลนว่าต้องมาทำที่นี่ให้ได้คืออะไร ... มันคือการมากินเนื้อย่างเจงกิสข่าน(เนื้อแกะ)นั่นเองค่ะ ... เคยกินครั้งนึงที่ชินจูกุ (บล็อคนี้) เป็นปีมาแล้วแล้วก็ไม่ได้กินอีกเลย ... ไหนๆที่นี่เค้าก็โปรโมตเนื้อย่างเจงกิสข่าน(สงสัยจะมาจากน้องแกะที่เลี้ยงในฟาร์มนั่นล่ะค่ะ) มาแล้วก็กะกินให้ได้ค่ะ ที่เห็นตึกมีระเบียงชั้นสองรั้วสีน้ำตาลนั่นเลยค่ะที่กิน (พอยื่นตั๋วเข้าฟาร์มมา ร้านนี้ก็อยู่ซ้ายมือเลยค่ะ)


ร้านนี้ตอนที่ไปเป็นแบบเปิดโล่งนะคะ ไม่ได้เปิดแอร์อะไร (แต่หน้าร้อนอาจเปิดแอร์ หน้าหนาวอาจเปิดฮีตเตอร์ก็เป็นได้) ... ที่นี่เป็นระบบ self service ค่ะ จากทางเข้ามองไปทางซ้ายจะเป็นที่ให้ช้อปให้หยิบกัน ก็เริ่มกันจากตรงนี้เลย อยากกินอะไรก็ไปหยิบที่เค้าวางโชว์ไว้ในตู้แช่เย็น (น้ำเปล่ามีให้กดฟรีที่ตู้ทางขวามือของทางเข้าค่ะ)


ช่วงนั้นมี 期間限定 Kikan-gentei (Seasonal limited) นี่ด้วยค่ะ Spicy Lamb Chop รูปหัวใจ ... คุณพี่ชายอยากลอง แต่เราไม่ชอบกินอะไรที่ต้องแกะต้องแทะเลย pass ไป


พอเลือกเสร็จก็ไปต่อคิวจ่ายเงินที่เคาเตอร์ด้านในค่ะ พวกน้ำหวานเบียร์อะไรก็ซื้อที่เคาเตอร์ ... สองพี่น้องหยิบกันหนุบหนับได้มาเท่านี้ (เนื้อแกะสองถาด ผักหนึ่งถาด ไส้กรอกเครื่องเคียงหนึ่งถาด)


จ่ายเงินเสร็จก็เลือกโต๊ะกันตามสะดวกเลยค่ะ จะเอาโต๊ะด้านในใต้หลังคาก็ได้ หรือถ้ายังรับโอโซนไม่พอจะไปนั่งนอกระเบียง ชมวิวทุ่งดอกไม้สวยๆ วิวภูเขากว้างๆระหว่างย่างเนื้อกินอีกก็ได้ค่ะ


แต่ ณ วันนั้นสองพี่น้องรับแดดพอแล้ว(มือดำ คอดำกันไปหลายเดือน) ก็เลือกนั่งหลบแดดค่ะ ถึงจะเป็น self service แต่ก็มีพนักงานยืนดูอยู่ห่างๆนะคะ ถ้าจุดเตาไม่ได้อะไรไม่ได้มองซ้ายขวาหน่อยเค้าก็รีบมาช่วยค่ะ ... ส่วนผ้ากันเปื้อนลายโลโก้ฟาร์มนี้ให้มาคนละอันที่แคชเชียร์ ถ้าไม่ใส่นี่เสื้อคงเปื้อนไปเยอะ เพราะตอนถอดผ้ากันเปื้อนออกนี่รอยน้ำมันเป๊าะแป๊ะกระเด็นใส่เพียบเลยค่ะ


วิธีการย่างกินให้อร่อยเค้ามีแปะไว้ตั้งแต่ที่หน้าทางเข้าเลยค่ะ ... เริ่มจาก เอามันไปถูๆกระทะก่อน ... จากนั้นวางผักไปย่างก่อนค่ะ แล้วค่อยเอาเนื้อวางย่างด้านบนผักอีกที ... วิธีนี้เนื้อจะได้ไม่ไหม้หรือสุกเกินไป


แต่สองพี่น้องหิวมาก ไม่ทันได้สนใจวิธีย่างอะไรเลยค่ะ หยิบวางหยิบวางประหนึ่งกินบาร์บีคิวพลาซ่าที่เมืองไทย สภาพเตาเลยออกมามั่วๆประมาณนี้ ... เนื้อแกะสไลด์มันบางๆไปหน่อยไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำเท่าที่เรากินที่ร้านเฉพาะที่ชินจูกุ แต่ไส้กรอกที่นี่อร่อยดีค่ะ หยิบมาเพราะเขียนว่าเป็นเครื่องเคียงแนะนำ (ไปๆมาๆอร่อยกว่าเนื้อแกะอีกนะคะเราว่า) ... ที่นี่ถือว่ากินบรรยากาศไปด้วยได้ขนาดนี้ก็โอเคค่ะ เที่ยวเล่นกันมาเหนื่อยๆมานั่งพักกินเนื้อย่างกระทะร้อนๆอร่อยๆ


กินกันอิ่มแล้วก็แวะไปร้านของฝากกันค่ะ มีตุ๊กตารูปสัตว์ในฟาร์มต่างๆเต็มเลย หลังจากตัดใจไปพอควรเราก็ได้มาแค่สองชิ้นเล็กๆค่ะ ... พวงกุญแจน้องแกะ ที่ระลึกโดนเหยียบเท้า ... กับ สร้อยคอนกหวีด ... อันหลังนี่คือตั้งแต่แผ่นดินไหวก็หามานานแล้ว อยากได้นกหวีดสวยๆ แบบที่เป็นเครื่องประดับได้ด้วยมาห้อยติดคอ (ประดับก็ได้ ฉุกเฉินขึ้นมาก็ใช้เป่าขอความช่วยเหลือได้)


ในร้านขายของฝากมีตู้สติกเกอร์ด้วยนะคะ สองพี่น้องไม่คุ้นเคยกับตู้พวกนี้เลย เกือบไม่รอดค่ะ หน้าจอมันเปลี่ยนเร๊วเร็วแถมพอลากน้องวัวมาประดับแล้วลบออกไม่เป็นอีก ... ทีแรกเกือบได้ภาพออกมาแบบมีน้องวัวแปะเกะกะบังเต็มทั้งหน้าจอแล้ว ... ส่วนภาพที่ออกมานี่ก็นะคะ ดั้งเดิ้งจากที่เดิมเราก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว เจอเอฟเฟคแสงออร่าของตู้สติกเกอร์เข้าไปกลายเป็นมนุษย์ดั้งหายไปเรียบร้อยเลยค่ะเรา


หมดจากร้านของฝากก็ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถบัสอีกแล้วค่ะ ขาขึ้นมีคันเดียวต่อวันขาลงก็ไม่ต่างกัน ... ถ้าให้นับนิ้วว่าพลาดอะไรไปบ้างก็เพียบเลยค่ะ ... ซอฟท์ครีมแนะนำที่ทำจากนมของวัวในฟาร์มก็ยังไม่ได้ลองทาน ... ของฝากขนม นม เนย และของกินต่างๆผลิตในฟาร์มก็ยังดูไม่ละเอียด ... น้อง Alpaca คนดังก็ไม่ได้เจอ ไม่ได้ถ่ายรูปด้วย ... การแสดงตัดขนแกะก็ไม่ได้ดู ... การแสดงน้องเป็ดและอะไรอีกหลายๆอย่างก็แห้ว :'|

นั่งบัสลงเขาและนั่งกลับโตเกียวประมาณสองชั่วโมงก็ถึง Ueno บ้านเราค่ะ ... เพิ่งกินเนื้อย่างเจงกิสข่านกัน เดินย่อยไปไม่กี่ชั่วโมง แต่มื้อเย็นคุณพี่ชายรีเควสเนื้อย่างอีกแล้วค่ะ ทิ้งท้ายก่อนเค้าบินกลับไทย (ไงไม่รู้เค้าบอกไม่ค่อยชอบกินเนื้อย่างที่ไทยน่ะค่ะ) ... ร้านเนื้อย่างนี้แถวบ้านเราเลย อร่อยและราคาไม่แพงมาก อุตส่าห์ยึดเป็นฐานกินเนื้อย่าง เดินเข้าไปกินคนเดียวประจำ ... แต่ประมาณตอนเดือน พค (2011) ไม่รู้ยังไงอยู่ๆก็แปะป้ายปิดไปค่ะ ไม่บอกเหตุผลอะไรไว้ ส่วนเราก็ต้องระเห็จไปหาเจ้าอื่นกินแทน


จบวันจบทริปนั้นแบบสนุกสมใจมากเลยค่ะ เล่นกับสัตว์ต่างๆสนุก อากาศดี วิวสวย อาหารก็อร่อย ... จะติดใจหน่อยก็ตรงว่ายังเที่ยวไม่ทั่วเลย ถ้ามีโอกาสได้ชวนใครไปที่นี่อีกก็ไปนะคะ แต่ขอเป็นตอนเปลี่ยนทุ่งดอกไม้เป็นดอกอื่นบ้างเพื่อความหลากหลายของคลังรูปภาพ ^^

.
.
.
.

สำหรับ The YELLOW of Spring in Japan 2011 นี้ไม่มีเวิ่นเว้อต่อหลายตอน จบแค่ Episode เดียวนี่ล่ะค่ะ สีอื่นๆที่เหลือในแบนเนอร์ตรงหัวบล็อคจะพยายามทำต่อให้เสร็จก่อนจะน็อครอบไปถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2012 นะคะ (แต่ขอบอกว่างานนี้ไม่กล้ารับประกันค่ะ)



The Colors of Spring in Japan 2011

1. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 1st Episode:: The WHITE of Plum Flower and Sakura
2. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 2nd Episode:: The WHITE Spirit of Japanese
3. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 3rd Episode:: The WHITE of Sakura-Panda
4. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 4th Episode:: The YELLOW of Nanohana กับประสบการณ์โดนน้องแกะ...
5.
6.



ทั้งภาพและวีดีโอทริปนี้ถ่ายด้วย Canon Kiss X3 + EF-S 15-85mm F/3.5-5.6 IS USM ล้วนๆค่ะ ภาพคนจะใช้แฟลช Speedlite 430EX เพื่อเปิดเงาบนหน้าเสริมด้วย (แต่เซนเซอร์หน้าไว้ เลยไม่ค่อยเห็นผลในภาพนะคะ) ... เนื่องจากแดดดีเว่อร์ๆเลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง WB เพี้ยน ส่วนใหญ่ก็เพิ่มลดแสง และแก้ไขรูปเอียง ย่อ usm ปกติค่ะ


>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ในอัลบั้ม SkyDrive ของบล็อคนี้
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 19 สิงหาคม 2554
Last Update : 22 มีนาคม 2556 23:28:18 น. 1 comments
Counter : 5304 Pageviews.

 
ตั๋วเก๋มาก ลายน้องวัวซะด้วย
อยู่ท่ามกลางน้องแกะตัวฟูน่าสนุกดีนะคะ ชอบเด็กญี่ปุ่นที่แคนดิตมาจัง โดยเฉพาะน้องที่ถ่ายกะคุณแม่ในวงล้อมน้องแกะ แก้มเป่งมากกกก น่ารักสุดๆ


โดย: bubblebii IP: 61.90.30.2 วันที่: 4 กันยายน 2554 เวลา:1:43:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.