W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
[[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 1st Episode:: The WHITE of Plum Flower and Sakura


>> กระทู้บันทึกนักเดินทางใน pantip@blueplanet


เนื่องด้วยไม่มีเวลาจะมานั่งเขียนสองรอบเหมือนปกติ (เวอร์ชั่นนึงลงบล็อค อีกเวอร์ชั่นลงกระทู้) หนนี้เลยเล่นง่ายเขียนมันทีเดียวลงสองที่เลยนะคะ แต่ในกระทู้จะสั้นกว่าพอควร เพราะโพสบอร์ดสาธารณะไม่อยากจะเวิ่นเว้อนอกเรื่องท่องเที่ยวไปมากค่ะ ส่วนในบล็อคก็จัดเต็มมาเลยเพราะยังไงก็พื้นที่ส่วนตั๊วส่วนตัว เวิ่นเว้ออย่างนี้ประจำอยู่แล้ว
..
..
.
.
ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนกันไหม แต่เราเป็นคนนึงค่ะที่เคยคิดว่าฤดูใบไม้ผลินี่สีสันไม่สดใสเท่าฤดูใบไม้ร่วงเลย ในขณะที่ใบไม้ร่วงมีสีเหลืองสดใสของใบแปะก๊วย มีสีแดงเพลิง สีส้มแป๊ด ของต้นเมเปิ้ลและต้นไม้อื่นๆที่ใบเปลี่ยนสีเตรียมร่วงรับฤดูหนาว แต่ฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น พูดปุ๊บ แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ใครๆก็นึกถึงคงไม่พ้น ซากุระ ดอกไม้ประจำชาติอันโด่งดังของเค้านั่นเอง

เราใช้ชีวิตอยู่โตเกียวมาเข้าปีที่ห้าแล้ว บ้านก็อยู่ใกล้สวนอุเอโนะซะด้วย เห็นติดต่อกันมาหลายปี ปีหลังๆนี่เริ่มเบื่อๆไปบ้างเหมือนกันค่ะ เดินไปดูแค่พอได้รู้สึกเหมือนได้ร่วมบรรยากาศฮานามิประจำปีกะเค้าบ้างเท่านั้น แต่ไอ้ความตื่นเต้นเป็นพิเศษอะไรนี่หมดไปตั้งแต่ปีแรกๆแล้ว

เราเนี่ยเปรยกับคนรอบตัวอยู่เรื่อยว่าฤดูใบไม้ผลิน่ะเหมาะกับการถ่ายพวกมาโครมากกว่า ในขณะที่พวกชอบถ่ายวิว ถ่ายมุมกว้างอย่างเรา ฤดูใบไม้ร่วงเวิร์คกว่าตั้งเยอะ เหตุก็เพราะว่าเราเป็นพวกชอบสีสันสดใสนี่ล่ะค่ะ ซากุระโดยทั่วไปสีอ่อนออกไปทางขาวและดอกเล็กๆจิ๋วๆ ถ้าถ่ายรูปมุมกว้างออกมาแล้วฟ้าไม่เป็นสีฟ้าใสล่ะก็ รูปจะออกมาขาวจั๊วะไปหมด ต้องถ่ายเจาๆะดอกซากุระถึงจะออกมาสวย ในขณะที่ฤดูใบไม้ร่วง แม้จะโชคร้ายฟ้าไม่ใส แต่เฉพาะสีจี๊ดๆของใบไม้ก็ช่วยให้รูปสดใสขึ้นมาได้โขแล้ว

มาปีนี้....กลับคำแทบไม่ทันเลยค่ะ เพิ่งจะซึ้งว่าฤดูใบไม้ผลิญี่ปุ่นมีอะไรมากกว่าซากุระจริงๆเอาปี(ที่น่าจะเป็นปี)สุดท้ายนี่เอง ปีนี้เรายอมแพ้ไปเรียบร้อยแล้วว่าไม่สามารถตามไปเก็บได้หมดจริงๆค่ะ...แบบว่ามันเยอะมากกกแถมตัวเองก็กำลังยุ่งมากกกกกด้วย แต่ขนาดว่าเก็บไม่หมดนี่ก็ได้วิวสวยๆสีสันสดใสมาเพียบแล้วล่ะค่ะ เลยเป็นที่มาของชื่อ The Colors of Spring in Japan นี้

คอนเซปต์ใหม่สำหรับตัวเองคือ ทั้งใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงน่ะสีสดใสได้ทั้งคู่นั่นล่ะค่ะ ใบไม้ผลิจะสดใสแบบหลากหลายสี แต่ติดดินหน่อย เพราะพวกทุ่งดอกไม้จะเตี้ยๆซะเป็้นส่วนมาก (แต่ใครแพ้เกสรดอกไม้ก็ต้องระวังนะคะ อย่างปี 2011 นี้นี่เกสรดอกไม้แรงมากๆเลย) ส่วนใบไม้ร่วงจะสดใสแบบรายล้อม มองได้ตั้งแต่แหงนหน้ายันก้มหน้า แต่ก็จะคุมโทนสีแดงทั้งหมด (ตามหลักการผสมแสงแล้ว สีเหลือง = แดง + เขียว)

เอาเป็นว่าเฉพาะแค่ที่เราได้ไปมาในปีนี้ก็ได้สีสวยๆมาขนาดนี้แล้วล่ะค่ะ ภาพที่เห็นนี่ไปดูของจริงและถ่ายรูปมาเองกับมือนะคะไม่ได้ไปขโมยแบนเนอร์เว็บใครเค้ามา ^^



เกริ่นที่มาที่ไปของชื่อธีมเรียบร้อย ก็เริ่ม Episode 1 กันกับ WHITE สีขาวของฤดูใบไม้ผลิที่ขาเที่ยวญี่ปุ่นคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วนะคะ ส่วนสีอื่นๆที่เป็นที่เที่ยวแปลกๆหน่อยก็ตามคิวในบล็อคถัดๆไปค่ะ (ที่ว่าแปลกคือ แปลกกว่าที่เที่ยวปกติที่คนไทยชอบมาเที่ยวกันหน้าใบไม้ผลิน่ะค่ะ เพราะว่าฤดูนี้คนไทยก็เน้นมาเที่ยวดูแต่ซากุระกัน)

Episode 1 นี้จะพูดหลายหัวข้อหน่อย ทั้งเรื่องเที่ยวของเราและเรื่องแนะนำสถานที่เที่ยวอื่นๆที่เราแพลนไว้ปีนี้(แต่แห้ว)ด้วยค่ะ สามารถเลือกคลิกข้ามๆหัวข้อไปได้จากลิงค์ข้างล่างนี้นะคะ
1. WHITE แรกของปีกับดอกบ๊วย
2. แห้วๆๆ กับ Kawazu-zakura
3. เริ่มต้นเส้นทางสู่ The White of Sakura
4. เดินทางต่อสู่ WHITE Sakura @Shinjuku

สำหรับลิงค์รวมทุก Episode ของ The Colors of Spring in Japan 2011 จะเขียนอยู่ที่ด้านล่างสุดของหน้านี้นะคะ


WHITE แรกของปีกับดอกบ๊วย


>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ในอัลบั้มดอกบ๊วยบน OneDrive

สำหรับใบไม้ผลิปีนี้ The white of spring ของเราจริงๆเริ่มมาก่อนหน้าตั้งแต่ ต้นเดือนมีนา กับดอกบ๊วย (Ume) ในกระทู้รีวิวที่ blueplanet ก่อนหน้านี้แล้วล่ะค่ะ

[ REVIEW @TOKYO ] เริ่มต้นฤดูชมดอกไม้ 2011 กับเทศกาลชมดอกเหมย(ดอกบ๊วย) ณ Yushima Tenjin
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/03/E10327672/E10327672.html

ช่วงเดือนมีนาที่อากาศยังหนาวอยู่ ในแถบโตเกียวและจังหวัดรอบข้างอยู่ในช่วงฤดูดอกบ๊วยบานพอดีค่ะ(สำหรับปีนี้) ดอกบ๊วยนี่พอได้เห็นของจริงก็ต้องบอกว่าสวยน่ารักไม่แพ้ซากุระเลยนะคะ ถ้าดูแค่ดอกเผินๆ ใครๆจะพาลเหมาว่าเป็นซากุระด้วยซ้ำ ที่แถมพิเศษมาคือดอกบ๊วยนี่กลิ่นหอมด้วยล่ะค่ะ มีการขายดอกบ๊วยเป็นกิ่งๆให้ซื้อกลับเป็นที่ระลึกกันได้


สิ่งที่ดอกซากุระและดอกบ๊วยต่างกันคือลักษณะกิ่งและลักษณะการออกดอกค่ะ ถ้าสังเกตเทียบกันจะๆก็จะเห็น ดอกซากุระไม่ว่าพันธ์ไหนก็จะมีลักษณะเด่นที่ดอกจะขึ้นรวมกันเป็นช่อๆ ถ้าตอนบานฟูเต็มต้นมองกิ่งต้นซากุระจะเห็นซากุระเป็นช่อๆ(กลมๆบ้าง รีๆบ้่าง)ติดเต็มไปหมดเลยค่ะ แต่สำหรับดอกบ๊วยแม้หน้าตาดอกดูเผินๆจะคล้ายซากุระ แต่ถ้าถอยห่างมาหน่อยจะเห็นว่ากิ่งของต้นบ๊วยมันจะดูเปลือยๆกว่าซากุระและชี้ๆหน่อยน่ะค่ะ


อธิบายยากจังคือต้นบ๊วยนี่เราจะมองเห็นกิ่งเห็นก้านมันได้ชัดแม้แต่ในช่วง full bloom น่ะค่ะ เหตุก็เพราะว่าดอกบ๊วยมันขึ้นเรียงเป็นแนวยาวไปตามกิ่ง ไม่ได้เกาะเป็นช่อบังกิ่งเหมือนซากุระนั่นเอง


เอาเป็นว่าถ้าลองไปหารูปเทียบกันจะๆจะอ๋อค่ะ ว่า anatomy ของสองชนิดนี้ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าดูแค่ตัวดอกก็จะสับสนได้ง่ายกว่า เพราะในฤดูนี้ดอกไม้หน้าตาประมาณนี้มักโดนเหมาเป็นซากุระไปซะหมด (รูปข้างล่างกิ่งชี้ๆนี่ต้นบ๊วยหมดเลยนะคะ)


ตอนที่กลับไปไทยเราเห็นที่ชั้นบนของ CTW มีประดับต้นดอกสีชมพูของปลอมเอาไว้ในธีมฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นด้วย ปีก่อนๆเราก็เคยคิดว่ามันคือต้นเลียนแบบซากุระ แต่ตอนนี้รู้แล้วค่ะ ดอกแบบนั้น กิ่งแบบนั้น จริงๆมันคือต้นเลียนแบบดอกบ๊วยต่างหาก (สังเกตอีกอย่างคือ พวกภาพวาด clipart ทั้งหลาย ถ้าซากุระเค้าจะวาดกลีบเรียวนิดนึงมีรอยหยักที่ขอบ แต่ถ้าดอกบ๊วยจะวาดกลีบดูกลมๆค่ะ)

Credit ภาพดอกซากุระจาก http://www.eonet.ne.jp/~bmwkanai/AI4.htm
Credit ภาพดอกบ๊วยจาก http://matome.naver.jp/odai/2129766261792246401/2129766533392314803


อีกหนึ่งประโยชน์ของต้นบ๊วยก็คือลูกของมันที่ใช้ไปทำเหล้าบ๊วย Ume-shu 梅酒 นั่นเองค่ะ พี่คนไทยเค้าบอกว่าเหล้านี่ที่ไทยแพง โดยเฉพาะลูกบ๊วยในขวดนี่ถึงกับต้องเป่ายิ้งฉุบแย่งกันเลย ปกติเราไม่ดื่มเหล้า(เหตุเพราะไม่รู้สึกว่ามันจะอร่อยตรงไหนน่ะค่ะ ขมจะตาย ) แต่อยู่นี่เคยอยากรู้อยากเห็นลองจิบดูครึ่งจิบค่ะ ก็หวานกว่าเหล้าปกติน่ะค่ะพอได้อยู่ (แต่ก็ไม่ดื่มอยู่ดี)

Credit ภาพจาก http://www.backpackers-miyajima.com/blog_e/2010/05/plum-wine.html

ที่แล็บมีปาร์ตี้ทีไรเห็นเหล้าบ๊วยขวดทรงกระบอกสีเขียวๆ(แบบมีลูกบ๊วยด้วย)ประมาณรูปด้านบนเกือบทุกทีเลยค่ะ(แต่จำยี่ห้อที่เค้าชอบดื่มกันไม่ได้ รู้แค่ยี่ห้อในภาพบนนี่ได้ฟังโฆษณาจนติดหูเลยค่ะ You wanna 酔(よ)わないウメッシュ ... You wanna Yowanai Umesshu) เพิ่งมารู้ทีหลังว่าถึงจะเป็นเหล้า เค้าก็มีเวอร์ชั่นแพ็คเกจกล่องกระดาษอย่างภาพล่างนี้ด้วยนะคะ ดูเผินๆหยั่งกะ calpis เลย แต่พวกนี้ก็น่าจะไม่มีลูกบ๊วยที่ข้างใน(มั้ง)

Credit ภาพจาก http://www.suntory.co.jp/news/2009/l_img/l_10339-1.jpg

อีกอย่างที่ไม่เคยรู้จนกระทั่งปีที่ 5 นี้ก็คือเรื่องที่ว่าช่วงเดือน พค นี่เข้าสู่ฤดูหมักเหล้าบ๊วยแล้วค่ะ เห็นว่าแต่ละบ้านก็มักจะหมักใส่โหลใหญ่ๆไว้ รออย่างน้อยสามเดือนก็เอามาดื่มกันได้ ตามซุปเปอร์ก็สนับสนุนเป็นอย่างดี พอถึงฤดูที่บ๊วยดิบออกก็รีบวางขายอุปกรณ์สำหรับหมักต่างๆไว้ให้พร้อมเลยค่ะ มีลองหาข้อมูลดูเจอวิธีหมักทั้ง Ume-shu 梅酒 เหล้าบ๊วย และ Ume juice 梅ジュース (อันนี้จะแปลว่า "น้ำบ๊วย" เฉยๆก็แปลกๆ จะบอกว่า "น้ำหวานรสบ๊วย" ก็ตลกๆนะคะเนี่ย) เดาว่าหมักเอาตามแต่ละบ้านชอบล่ะมั้งคะ แต่อย่างญี่ปุ่นนี่เดาว่าน่าจะหมักเหล้ากันซะมาก เห็นดื่มกันเก๊งเก่งแต่ละคน(ทั้งชายและหญิง)

รูปด้านล่างนี่เป็นตัวอย่างการหมักเหล้าบ๊วยค่ะ อยู่ญี่ปุ่นอะไรๆก็วาดเป็นภาพการ์ตูนประกอบคำอธิบายทั้งนั้น น่ารักแถมเข้าใจง่ายดีด้วย )

Credit แต่ละภาพเล็กมาจาก http://jizakewine.com/sake%20htm/umesyu04.htm
..
..
.
.
ก่อนที่บล็อคจะกลายพันธ์เป็นสารคดีเหล้าบ๊วย หรือ ตำนานรักดอกเหมย ไปซะก่อน ขอกลับมาที่เรื่องเดินทางเที่ยวๆของเราก่อนนะคะ (ดอกบ๊วย = plum flower = ดอกเหมย)

จริงๆปีนี้เราก็มีแพลนมากมายเกี่ยวกับดอกบ๊วยนี่ ด้วยความที่เป็นคนชอบวิวแบบสวนกว้างๆ เลยเล็งสวนดอกบ๊วยไว้หลายแห่งที่ไม่ไกลโตเกียว ตั้งใจว่าจะลองไปจอย Ume-matsuri 梅祭り เพิ่มอีกสักที่สองที่นอกจากที่ไปมาแล้วแถวบ้านค่ะ เช่น

青梅公園(おうめ・こうえん) Oume-koen
Tokyo Stn. --> Oume Stn ( Tokkyu 890 yen, 99 minutes)
http://www.omekanko.gr.jp/ume/kaika/index.htm

偕楽園 Kairakuen
Ueno Stn. (@Tokyo) ---> Mito Stn. (@Ibaraki) ---> Bus
Normal train 3820 yen 79 minutes + Bus 15 minutes
http://www.kairakuen.u-888.com/umematuri/index.html

โดยเฉพาะอันหลังนี่เคยวาดแพลนไว้ถึงขนาดว่าอยากลองไปค้างง่ายๆสักคืน จะได้แวะ Fish market หานาเบะปลาอังโกะที่ว่าขึ้นชื่อแถบอิบารากิมากิน (เค้าว่ามันมีคอลลาเจนที่หัวเยอะน่ะค่ะ) แล้วเที่ยวถ่ายรูปสวน Kairakuen ที่มีต้นบ๊วยกว่า 3,000 ต้นให้หนำใจไปเลย

แต่แล้วก็อย่างที่รู้ๆกันค่ะ เหตุการณ์ Higashi-nihon Daishinsai 東日本大震災....แผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 11 มีนา รวมถึงเหตุการณ์โรงไฟฟ้าด้วย ช่วยเป่าคนต่างชาติกลับไปทำใจที่ประเทศบ้านเกิดตัวเองกันได้ซะเกือบเกลี้ยงเลย เราเองก็หลังจากพยายามทนความเครียดและวิตกจริตจากข่าวอยู่หลายวัน สุดท้ายก็ไม่ไหว หอบงานกลับไปทำที่ไทยชั่วคราวแทน ก็เป็นเหตุให้เราพลาดบรรดาดอกบ๊วยทั้งหลายที่แพลนจะไปดูเพิ่มด้วยประการฉะนี้อย่างที่ร่ายยาวไว้ใน บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เลยน่ะค่ะ

แปะภาพดอกบ๊วยอัลบั้มเดียวที่ได้ไปถ่ายมาปีนี้จากแถวบ้านหน่อยนะคะ อันนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เราภูมิใจเลย ถ้าสนใจตามไปที่ อัลบั้มใน OneDrive ได้ค่ะ แบบว่าวันนั้นอะไรๆมันก็เหมาะเจาะพอดี ทั้งดอกไม้บานเต็มที่ ทั้งอากาศดี ฟ้าใส อุปกรณ์เราก็พร้อม ได้ภาพดอกไม้งามหยดมายิ่งกว่าที่เคยถ่ายซากุระได้อีกค่ะ เสียดายว่าไม่มีเวลามาเขียนบล็อคให้เต็มๆ


แถมให้อีกว่าวันที่ 3 มีนา เป็นวัน Hina Matsuri 雛祭り ด้วยค่ะ ในช่วงเดือนมีนานี้หลายๆที่ทั่วประเทศญี่ปุ่นก็เลยจะมีการจัดเทศกาลวางโชว์ตุ๊กตาฮินะอลังการให้ได้ไปถ่ายรูปกัน รูปนี้ถ่ายมาจากตู้โชว์เล็กๆจากศาลเจ้าที่เราไปดูดอกบ๊วยมาค่ะ (บางที่ก็จัดให้ดูกันตั้งแต่มกรา ลากยาวมาจนหมดมีนาเลยนะคะ แวะไปดูกันสบายๆ)


ค้นเจอในเว็บของจังหวัด Ibaraki 茨城県 (ที่มีสวน Kairakuen ที่เราคิดจะไปค้างคืนกินนาเบะปลาอังโกะน่ะค่ะ) ที่แนะนำที่ท่องเที่ยวของจังหวัด ตรงนี้ ว่ามีการจัดวางตุ๊กตาฮินะแบบ outdoor เรียงเต็มบันไดสูงๆเลยด้วยค่ะ แปลกน่าสนใจไปอีกแบบ (ลิงค์ที่ให้ไว้มีแนะนำที่เที่ยวตามฤดูของจังหวัดไว้ค่ะ ภาษาอังกฤษด้วย)

Credit ภาพจาก http://www.ibarakiguide.jp/wp_kanko/news_english/daigo-hina-matsuri-doll-festival.html

สรุปง่ายๆว่าตั้งแต่หน้าหนาวยังไม่ทันจะหมด ซากุระยังไม่ทันจะบาน ก็มีทัวร์ชมดอกไม้สวยๆให้วิ่งไปได้ทั่วแล้วค่ะเนี่ย เสียดายว่าปีนี้เราอด


แห้วๆๆ กับ Kawazu-zakura


ดอกไม้อีกชนิดที่ปีนี้เราพลาดไปเพราะเหตุแผ่นดินไหวก็คือ Kawazu-zakura 河津桜 ที่แถบ Atami ค่ะ อันนี้ไม่ขาวแต่ชมพู๊ชมพูเลย

Credit ภาพจาก http://www.kawazuzakura.net/kaika/sasahara/cmfdiary.cgi

河津桜まつり Kawazu-zakura Matsuri
Tokyo Stn. ---> Atami Stn. ---> Kawazu Stn.
ช่วงแรกถ้านั่งรถด่วนชินคันเซนก็ประมาณ 1 ชั่วโมง ช่วงครึ่งหลังนั่งรถไฟธรรมดาก็ 80 นาที (1730 เยน) ค่ะ
http://www.kawazuzakura.net/

みなみの桜と葉の花まつり Minami-no-sakura to Nanohana Matsuri
Kawazu Stn. ---> Izukyu-shimoda Stn. ---> Bus
Local train = 480 yen, 14 minutes, Bus 25 minutes
http://minami-izu.jp/diary/diary.cgi

ตั้งแต่เห็นโบรชัวร์โปรโมทการท่องเที่ยว Izu 伊豆 ที่หน้าปกเป็นซากุระสีชมพู๊ชมพูของที่นี่ เราก็หมายมั่นปั้นมือว่าปีนี้จะไปดูให้ได้เลยค่ะ กำลังเบื่อซากุระสีขาวๆในโตเกียวอยู่พอดี ตามกำหนดการปกติซากุระที่นี่จะพีคประมาณกลางเดือน กพ แต่ปีนี้ด้วยอากาศหนาวนาน ก็เลทมากว่าสองสัปดาห์พีคในตอนต้นมีนาค่ะ

ไหนๆคิดจะไปแล้ว ก็แพลนแวะดูอย่างอื่นน่าสนใจระหว่างทางไปด้วยเลยค่ะ เริ่มจากที่แรกอยู่แถวๆสถานี Atami ที่ชินคันเซนจากโตเกียวไปสุดที่จังหวัด Shizuoka 静岡県 ก่อนจะต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟธรรมดาลงแหลม Atami ไปต่อค่ะ มีสวนดอกบ๊วย(ที่ดูเหมือนจะ)น่าสนใจสองแห่ง (ส่วนตัวสนใจอันหลังมากกว่า เพราะดูเป็นบรรยากาศกว้างๆภูเขาๆธรรมชาติๆไม่ใช่แนวสวนในเมือง แถมมีต้นบ๊วยหลักพันต้นเลยค่ะ จำไม่ได้ว่า 2 หรือ 3 พันต้น)

熱海梅園公園(あたみばいえん・こうえん) Atami-baien Koen
Ume-matsuri 8 Jan 2011 ~ 6 Mar 2011
Tokyo Stn. ---> Atami Stn.
Kodama Shinkansen 3750 yen, 51 minutes
http://www.city.atami.shizuoka.jp/icity/browser?ActionCode=content&ContentID=1115955824739&SiteID=0

Credit ภาพจาก http://www.city.atami.shizuoka.jp/icity/browser?ActionCode=content&ContentID=1115955824739&SiteID=0

湯河原梅林(ゆがわら・うめばやし) Yugawara Ume-bayashi
Ume-matsuri 5 Feb 2011 ~ 13 Mar 2011 เวลา 9:00~16:00
Atami Stn. (熱海) ---> Yugawara Stn. (湯河原)
รถไฟธรรมดา 180 yen, 6 minutes
http://www.yugawara.or.jp/saisin/umenoutage/kaika.html

Credit ภาพจาก http://www.kanagawa-kankou.or.jp/topics/ume/yugawara.htm

พอลงแหลม Atami ไปแล้ว นิดนึงก่อนจะถึง Kawazu ที่ดู Kawazu-zakura ก็มีจัดเทศกาลตุ๊กตาฮินะอยู่ด้วยค่ะ อยู่ใกล้ๆกับ Kawazu Stn. นั่งรถไฟธรรมดาแป๊บเดียวเอง ทีแรกก็แพลนว่าแวะดูนี่ซะด้วยเลย ตุ๊กตาฮินะแบบเต็มรูปแบบนั่งเต็มบันไดแขวนเต็มห้องเลยค่ะ แล้วตรงสถานีนั้นก็มี Onsen 温泉 ชื่อดังด้วย

雛(ひな)のつるし飾り(かざり)まつり
20 Jan 2011 ~ 31 Mar 2011 เวลา 9:00~17:00
Atami Stn. (熱海) ---> Izu-inatori Stn. (伊豆稲取)
มีแต่รถไฟธรรมดาใช้เวลา 85 min 1470 yen (นั่งรถไฟนี้ต่ออีก 6นาที ก็ถึง Kawaza Stn.)
http://www.kinunokai.com/

Credit ภาพจาก http://www.kinunokai.com/

อุตส่าห์วางแพลนโน่นนี่ไว้....แต่แล้ว...ก็เมื่อวันที่ 11 มีนา นั่นล่ะค่ะ ตอนกำลังนั่งเช็คกระทู้ดอกบ๊วยของตัวเองในพันทิปอยู่ กะว่าเดี๋ยวจะออกไปซื้อตั๋วรถไฟเตรียมไป Izu ในวันพรุ่งนี้ แผ่นดินไหวก็มาเลย อยู่ญี่ปุ่นมาเข้าปีที่ห้า แม้กระทั่งตอนเจอแผ่นดินไหวครั้งแรกในชีวิต เส้นประสาทยังไม่เคยกระตุกเลยสักนิดค่ะ แต่หนนี้ไหวแรงน่ากลัวแบบไม่เคยคาดฝันมาก่อน ก็ถึงกับวิ่งไปมุดโต๊ะตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกเลยล่ะค่ะ ของในห้องก็ตกล้มกระจัดกระจายเละไปหมดอย่างที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเราจริง (บรรยายละเอียดกว่านี้อยู่ใน บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > ศุกร์ 11 มีนา 2011 นะคะ)

เจอเรื่องแบบนี้เข้าไปแน่นอนว่าหมดอารมณ์เดินทางไปเที่ยวสนิทเลยค่ะ ต่อให้รถไฟที่ไปมันเปิดกลับมาวิ่งก็ไม่คิดจะไปแล้ว คนไทยรอบตัวทุกคนพร้อมใจกันมาใช้ชีวิตอยู่หน้าทีวี เฝ้าข่าวอัพเดต NHK ตลอด 24 hours กัดกร่อนสุขภาพจิตตัวเองไปวันๆ เสียงเตือนแผ่นดินไหวเจ้ากรรมก็มาทุกๆ 5-10 นาที จนไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนให้สนิทได้ ช่วงนั้นเราเองก็ข้าวปลากินไม่ลง ไม่อยู่ในภาวะพร้อมทำอะไรได้สักอย่างค่ะนอกจากจ้องทีวีไปวันๆ

ซากุระสีชมพู๊ชมพูนี้ก็เป็นอันแห้วไปด้วยประการฉะนี้ล่ะค่ะ แต่ก็ยังคิดไว้อยู่นะคะว่าต้องหาโอกาสไปสักครั้ง ถึงอีกหน่อยจะกลับไทยไปแล้วก็ยังอยากกลับมาเก็บที่นี่ให้ได้ค่ะ ทดแทนที่แห้วไปครั้งนี้ ถ้าหนหน้าได้มาเมื่อไหร่ก็กะแก้แค้น..จัดเต็มไปเลย หานอนเรียวกังดีๆ มีเซ็ตอาหารหรูๆ แช่น้ำแร่ชื่อดังของแถบนั้น ดูเทศกาลตุ๊กตาฮินะ(จัดในช่วงเดือนมีนาของทุกปี) ดูสวนดอกบ๊วยใกล้ๆ แล้วก็ที่เที่ยวอื่นๆแถวนั้นอีกค่ะ ไหนๆเคยหาข้อมูลไว้แล้ว


เริ่มต้นเส้นทางสู่ The White of Sakura


White Sakura แรกของเราในปีนี้จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากที่สวนอุเอโนะค่ะ เห็นทีแรกก็ตอนลากกระเป๋าไปสนามบินนาริตะเมื่อตอนมีนานั่นเอง เคยบรรยายไปแล้วว่าความรู้สึกตอนที่ลากกระเป๋าไปนาริตะเมื่อตอนมีนานั่น เป็นอะไรที่ลืมไม่ลงเลย เดินผ่านซากุระสองต้นหน้าสวนอุเอโนะที่กำลังบานสวยอยู่(ตั้งแต่กลางมีนา)ก็ยิ่งหดหู่บอกไม่ถูกว่าช่วงเวลานี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังรอคอยจะได้สนุกสนานกับดอกไม้ที่กำลังทยอยกันบานแท้ๆ


แต่เอาตามสถานการณ์ปัจจุบัน ณ ขณะนี้เลย เราเห็นว่าทุกอย่างมันกำลังค่อยๆดีขึ้นค่ะ แม้จะกลับเป็นเหมือนเดิมเป๊ะๆไม่ได้ เพราะเหตุว่ากำลังผลิตไฟฟ้าลดลงจากเดิม(และคงจะเป็นไปอีกนาน)จนอาจไม่เพียงพอในบางช่วงฤดู(หนาว+ร้อน) และ ปริมาณรังสีในอากาศที่เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่มีน้อยมากๆๆๆ แต่เทียบกับระดับรังสีในเมืองท่องเที่ยวหลายๆเมืองทั่วโลกแล้ว เราก็เห็นว่าระดับที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่โตเกียวนี่ถือว่าชิวมากค่ะ

จริงๆเรื่องรังสีมันใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดกันเยอะ เพียงแต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องนี้เราไม่เคยคิดจะสนใจตรวจสอบกันเท่านั้นเอง ตอนหาข้อมูลเราเองยังตกใจว่าประเทศที่เราเคยถ่อบินไปเที่ยวนี่ ระดับรังสีเวลาปกติของเค้ามากกว่าระดับรังสีที่โตเกียวตอนไม่ปกติอย่างนี้ซะอีก แต่ตอนนั้นก็ข้ามน้ำข้ามทะเลไป ไม่ได้ไม่รู้เรื่องอะไรเลยค่ะ ทั้งกินทั้งเที่ยวทั้งอะไรต่ออะไร ไปช่วยเค้าสูบรังสีกลับมาเท่าไหร่แล้วไม่รู้เนี่ย :P

ที่มาของข่าว http://www.businessweek.com/news/2011-04-01/hong-kong-radiation-exceeds-tokyo-even-after-nuclear-crisis.html

เรื่องผลของโรงงานไฟฟ้าต่อผู้คนนี่...ตอนนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้ายกเว้นผู้คนในเขตประสบภัยที่ยังลำบากอยู่ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์อพยพมามากกว่า 2 เดือนแล้ว เอาแค่คนในโตเกียวรอบๆตัวเรานี่ ทุกคนกลับไปกังวลแต่กับงานๆๆและงานเหมือนเดิมแล้วค่ะ

ไม่ใช่แต่คนญี่ปุ่นที่มีปฏิกิริยาต่อข่าวโรงไฟฟ้าน้อยลงมากๆๆๆ ณ ขณะนี้ แต่คนไทยและคนต่างชาติเองขนาดข่าวประกาศยืนยัน meltdown ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ยังไม่มีใครให้ความสนใจเป็นพิเศษเลย เห็นข่าวแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก อืมๆ...รู้ไว้ใช่ว่า...แต่มันแบบว่า...งานมันยุ่งงงง ขอไม่ตกใจไม่อะไรละกันนะ เสียเวลาทำการทำงาน ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไปค่ะ ถ้าตอนนี้ไม่ทำงานเดี๋ยวจะได้ดิ้นตายจริงๆแน่ตอนโดนอาจารย์โกรธเอา
..
..
.
ในอาทิตย์แรกของเดือนเมษาที่เรากลับไปญี่ปุ่น พอออกจาก Keisei Ueno Stn. ก็ผ่านซากุระต้นนี้ที่หน้าสวนอุเอโนะบานรออยู่แล้ว


แม้ก่อนหน้านั้นเราจะบ่นเบื่อซากุระสีขาวๆอยู่ แต่หลังเหตุการณ์ภัยพิบัตินี้ พอได้กลับมาเห็นซากุระบานสวยๆอย่างนี้อีกครั้งแล้วก็ดีใจและชื่นใจมากเลยค่ะ อย่างน้อยวันร้ายๆมันก็มีข้อดีว่าทำให้เรารู้ถึงความสำคัญของวันเวลาปกติของเรามากขึ้น ความหมายของคำว่า "ปกติสุข" นี่เพิ่งจะซึ้งเอาตอนนี้ล่ะค่ะ หลังจากเจอเหตุร้ายๆอย่างนี้เข้าไป อย่างน้อยขอแค่ให้ได้กลับมาเป็นปกติ ได้กลับมามีความสุขตามปกติตามอัตภาพ เหมือนก่อนหน้านั้น ได้แค่นี้ก็น่าดีใจมากแล้วล่ะค่ะ

มันทำให้เรามองเห็นค่าและความสำคัญของแต่ละวันในชีวิตประจำวันเรามากขึ้นจริงๆ แม้งานจะยุ่ง แม้จะอดนอน แม้จะมีเรื่องให้บ่นโน่นนี่นั่นบลาๆๆ แต่เรายังสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ ยังสามารถรู้รสอร่อยๆของอาหารได้ ยังสามารถเดินสูดอากาศข้างนอกได้อย่างเต็มปอด แถมบางเวลายังแอบแว่บจากงานไปช้อปแก้เครียดได้อีก แค่นี้ก็ happy ได้แล้วล่ะค่ะ พูดจริงๆนะเนี่ย เหนื่อยและเครียดเรื่องงาน กับ การมีความสุขในชีวิตได้นี่มันคนละเรื่องกันสำหรับเราค่ะ

เห็นข่าวตอน Disneyland เปิดวันแรกว่าคนญี่ปุ่นไปรอนับหมื่น ดีใจกันจนน้ำตาไหล บางคนอาจมองว่าแค่สวนสนุกเปิดนี่อะไรจะต้องดีใจกันเว่อร์ขนาดนั้น แต่เราคิดว่าเราเข้าใจนะคะ ว่าที่เค้าดีใจกันน่ะเพราะมันเป็นสัญญาณว่าวันเวลาปกติสุขของเค้าที่เหมือนกันกับก่อนจะเกิดเรื่อง มันกำลังจะค่อยๆฟื้นคืนกลับมาน่ะค่ะ

หรือตอนสนามบินเซนไดเปิดที่มีเครื่องเที่ยวแรกจากฮาเนดะมาลง บรรดาเจ้าหน้าที่และแอร์โฮสเตสก็มาถือป้ายต้อนรับกันซะใหญ่โต ทีวีก็ฉายภาพแอร์คนนึงยืนต้อนรับไปปาดน้ำตาป้อยๆไป เพราะดีใจที่สนามบินของเค้ากำลังจะได้กลับมาดำเนินการตามเดิมแล้วน่ะค่ะ
..
..
.
.
เขียนมาถึงตรงนี้ ถ้าถามว่าทำไมเราถึงกำหนดให้ WHITE เป็นสีของซากุระล่ะ

นั่นก็เพราะมันคือความรู้สึกแรกของเราในวันที่ได้มาเห็นซากุระของจริงในแผ่นดินญี่ปุ่นนี้เป็นครั้งแรกค่ะ ด้วยความที่แต่ก่อนก็ไม่ได้สนใจท่องเที่ยว อ่านแต่จากในการ์ตูน(ก็แถวๆโดราเอมอนและการ์ตูนผู้หญิงภาพขาวดำนั่นล่ะค่ะ)ก็พลอยนึกว่าลุคดอกไม้อ่อนหวานแบบซากุระนี่ มันต้องสีชมพู(อ่อน)แน่ๆเลย

มาเห็นของจริงครั้งแรก(ก็ที่สวนอุเอโนะล่ะค่ะ) ก็แอบผิดคาดเหมือนกันว่า อ้าว..ไม่ชมพูนี่นา..ขาวจั๊วะเชียว แม้พันธ์สีชมพูจะมีอยู่บ้าง แต่ในโตเกียวโดยรวมแล้วสีขาวก็เยอะกว่ามากค่ะ

ภาพข้างล่างนี้มาจากซากุระที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด...ใกล้ยิ่งกว่าที่สวนอุเอโนะ ซึ่งจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากซากุระที่มหาลัยโตได...บ้านหลังที่สองของเราในญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ (ช่วงนี้กำลังคิดๆจะยกระดับให้เป็นบ้านหลังที่ 1 แทนแล้วด้วย)


ถนนฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลมหาลัยโตไดที่เราต้องเดินผ่านทุกวันเป็นดงซากุระของแคมปัสฮงโกะนี้ กลับจากไทยมาก็เจอกำลังขาวฟูเต็มที่อย่างในภาพข้างบนเลยค่ะ จากภาพจะเห็นเลยว่าซากุระมันขาวจริงๆนะคะ ดูๆไปบางทีก็นึกถึงภาพถ่าย infrared ที่ทำให้สีต้นไม้กลายเป็นสีออกขาวๆว่าดูคล้ายๆกับตอนที่ซากุระเต็มต้นอย่างนี้เลยค่ะ ไม่แปลกใจว่าทำไมเคยเจอมุกที่แกล้งให้สับสนระหว่างหิมะตกและกลีบซากุระร่วง(ในการ์ตูน) ก็เพราะว่ามันสีขาวๆเหมือนกันอย่างนี้นี่เองค่ะ

ถ่ายมาทุกปี ปีนี้ก็ถ่ายอีกค่ะ ลานฮานามิที่ข้างสนามฟุตบอลของมหาลัย แล็บใครต่อแล็บใครมาปูเสื่อเฮฮากันใหญ่ในวันอากาศดีๆ (แอบอ่านใน FB คนไทยมาว่า ที่แล็บเค้าไปนั่งฮานามิกัน คุยแต่เรื่องผู้หญิงและเรื่องXXX น่ากลัวไปกันชายล้วนแน่ๆเลยค่ะ)


ถึงจะถ่ายมาทุกปีแล้ว ปีนี้ก็ขออีกค่ะ เหมือนเป็นธรรมเนียมประจำปีว่าต้องมีรูปถ่ายที่ระลึกของซากุระเอาไว้เป็นหลักฐานว่าเราได้ผ่านฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่นไปอีกปีแล้ว นอกจากว่าถ่ายมาทุกปีแล้ว ก็ยังแถมว่าเป็นต้นเดิมๆทุกปีด้วยค่ะ ก็แบบว่าซากุระต้นนี้ที่ย้อยลงมาข้างๆสนามฟุตบอล มันกิ่งต่ำถ่ายง่ายที่สุดน่ะค่ะ ไม่ต้องแบกเทเลมาส่องก็ได้รูปเจาะๆอย่างนี้มาได้


พูดถึงฤดูใบไม้ผลิที่โตไดต้นที่ popular ที่สุดก็ไม่พ้นต้นนี้ล่ะค่ะ


เสียดายว่าภาพถ่ายไม่สามารถสื่อความสวยของดอกไม้ได้เท่าเห็นด้วยตา ต้นนี้ทุกปีจะมีดอกสีชมพูเล็กๆ ตอนที่บานเต็มต้นจะดูนิ่มๆมองไปเหมือนน้ำแข็งเกล็ดหิมะราดน้ำเชื่อมสีชมพูอ่อนเลยค่ะ น่ารักมากกกกก (เหมือนจะเคยได้ยินคุณป้าคนญี่ปุ่นที่มาทัวร์มหาลัยปีก่อนๆ พูดว่ามันไม่ใช่ซากุระ แต่เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่ามันตกลงใช่หรือไม่กันแน่)


เหตุผลที่เราบอกว่าต้นนี้ popular ไม่ใช่อะไร แต่เพราะมันเป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่อยู่ใกล้หอนาฬิกา...สัญลักษณ์ของโตไดมากที่สุดค่ะ จะถ่ายรูปให้เห็นว่ามาถึงโตไดแล้วนะในฤดูใบไม้ผลิ ก็ต้องมุมนี้เท่านั้นเลย


ถึงมุมจะคล้ายๆกับที่ถ่ายมาเมื่อปีก่อน = ปี 2010 (ใน บล็อคนี้) แต่ขออีกสักใบเถอะนะคะ ก็ปีนี้(อาจ)เป็นปีสุดท้ายของเราที่โตไดแล้ว


ช่วงต้นเมษาที่ต้นสีชมพูข้างหอนาฬิกาบานเต็มที่มักเป็นช่วงอากาศกำลังดี ไม่หนาวมากเกินไป มานั่งเล่นที่สนามหญ้าหน้าหอนาฬิการับแดดอุ่นๆตอนกลางวันนี่สบ๊ายสบายค่ะ


ไหนๆพามาดูซากุระที่โตไดแล้ว ก็อดพูดถึงแปะก๊วยกันสักนิดไม่ได้ ณ ตอนต้นเดือนเมษา ใบอ่อนๆแบบในภาพเริ่มขึ้นมาดูเป็นตุ่มๆตามกิ่งโกร๋นๆแล้วค่ะ แต่ ณ เดือน พค นี้ก็งอกออกมาเป็นใบแปะก๊วยสีเขียวๆเล็กๆรูปร่างแบบที่เราคุ้นตากันแล้ว แล้วก็คงใบใหญ่ขึ้น สีเขียวเข้มขึ้นเรื่อยๆกว่าจะเหลืองอีกทีตอนปลายปีโน่น


ช่วงต้นเมษานี้ไม่ว่าที่ไหนเราก็เห็นต้นแปะก๊วยโดนเล็มกิ่งซะเกลี้ยงเลยค่ะ ในภาพก็คือที่โตไดนี่เอง เทียบต้นด้านหน้ากับด้านด้านหลังจะเห็นว่าต้นด้านหน้าโดนเล็มกิ่งเล็กๆฝอยๆออกไปหมดแล้วค่ะ ก็เป็นขยะกิ่งไม้กองโตเบ้อเริ่มเทิ่มเลย



เดินทางต่อสู่ WHITE Sakura @Shinjuku


>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ในอัลบั้มภาพเต็มของซากุระส่วนนี้ใน SkyDrive

แม้จะเพิ่งมี aftershock ลูกใหญ่มาเมื่อ 7 เมษา แถมด้วยเตือนภัยซึนามิ 1 เมตร(แต่สุดท้ายก็ไม่มี) แต่คุณพี่ชายเราก็หาได้แคร์ไม่ค่ะ ยังคงบินมาเที่ยวสงกรานต์ที่ญี่ปุ่นตามกำหนดการเดิม วันแรกเราก็พาไปดูซากุระในโตเกียว ลองชวนไปกิน Sushi-zanmai สาขา Ueno (เพิ่งเปิดมาได้สองปีกว่าๆ) ก็ไป แถมกินเฉยเลยค่ะ เราก็นึกว่าคนมาจากไทยสดๆจะอินเทรนด์กลัวไม่กล้ากินปลาที่ญี่ปุ่นซะอีก ^^

ร้าน Sushi-zanmai นี้ ตอนหลังเกิดเรื่องใหม่ๆ เรามีเดินผ่านก็เห็นเงียบแทบไม่มีคน ร้านก็ปิดไฟมืดๆ (ผู้คนเก็บตัวตามข่าวในบ้านกันเป็นส่วนใหญ่ และ หลายบริษัทก็ประกาศหยุดด้วย) เห็นแต่คนเรียกลูกค้ายังยืนทำงานแข็งขันหน้าร้านตามปกติ แต่กลับไปอีกทีต้นเมษาเนี่ย คนนั่งกินกันเต็มร้านเหมือนเดิมเลยค่ะแต่ถ่ายภาพไม่ทันประตูปิด (ตอนอยู่ในร้านไม่กล้าถ่าย เพราะจะรบกวนลูกค้าคนอื่นน่ะค่ะ ถ่ายแต่จานตัวเอง)


ในภาพเป็นสลัดปลา Katsuo สั่งแยกมาจากชุด Maguro-zanmai ของโปรดเราอีกที ชื่อว่าสลัดแต่มาจานเบ้อเริ่มเลยกินแทบไม่หมดกันเลยล่ะค่ะ


บันไดเลื่อนที่สถานี JR Ueno ตอนต้นเมษาก็ยังปิดอยู่บางอันค่ะ (แต่สองอาทิตย์ถัดไป บันไดเลื่อนเดียวกันนี้ มันเปิดแล้วล่ะค่ะ) แต่ถ้าเดินสำรวจดีๆเราก็ยังเห็นลิฟต์เปิดอยู่สำหรับคนมีกระเป๋าใบใหญ่ๆมานะคะ บอกเผื่อไว้ใครมาเจอช่วงประหยัดไฟจะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นลงบันไดกันค่ะ


เนื่องจากคุณพี่ชายมาเที่ยวญี่ปุ่น(ค้างบ้านเรา)บ่อยมาก สวนอุเอโนะเค้าก็ไปมาบ่อยมากเหมือนๆเรานี่ล่ะค่ะ ปีนี้เลยพาไปอีกสวนซากุระชื่อดังของโตเกียวที่ Shinjuku กันบ้างที่สวน Shinjuku Gyoen ค่ะ เหยียบชานชาลาปุ๊บก็เห็นป้ายสวนอยู่ตรงหน้าอันนึงแล้ว


สวนนี้มีทางเข้าหลายทาง ลงได้หลายสถานี ถ้าไปในช่วงซากุระนี้ยิ่งไปไม่ยากเลยค่ะ มีป้ายชี้บอกทางไปตลอด


โดยรวมแล้วซากุระที่นี่ก็เป็นพันธ์สีขาวซะเป็นส่วนมากคล้ายที่สวนอุเอโนะเลยค่ะ


แต่ส่วนตัวแล้วขอบอกว่าสองสวนนี้บรรยากาศต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ ในขณะที่สวนอุเอโนะเน้นซากุระต้นสูงๆลิบๆต้องเงยคอชมความงามแบบห่างๆ เอาเทเลบ้องยาวๆส่องเพื่อจะได้ภาพซากุระมาแบบใกล้ๆ สวนชินจูกุนี้เป็นซากุระต้นเตี้ยๆกิ่งย้อยๆให้เราได้ไปถ่ายรูปคลุกวงในกับดอกซากุระแบบไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลยค่ะ เรียกว่าเดินเข้าไปให้ซากุระล้อมรอบตัวเราแล้วถ่ายรูปได้เลย


ถ้าใครเหมือนเราคือ อยากถ่ายรูปแบบใกล้ชิด เห็นดอกซากุระเห็นกลีบชัดๆล้อมอยู่รอบตัวล่ะก็ แนะนำว่าสวนที่ชินจูกุนี้เหมาะมากค่ะ (แต่ก็อย่าไปจับดอกไม้กันรุนแรงนะคะ ช่วยกันระวังให้คนมาทีหลังเค้าได้ดูดอกไม้สวยๆบ้าง อาศัยมุมกล้องช่วยเอาก็ได้ซากุระล้อมเพียบ ใกล้มือ ใกล้นิ้ว ใกล้หน้าสุดๆแล้วค่ะสำหรับสวนนี้)

สองพี่น้องไปสวนนี้มาเมื่อวันที่ 8 เมษา ถึงจะเป็นวันศุกร์และเป็นเวลาที่คนยังไม่เลิกงานกัน แต่ในช่วง full bloom sakura อย่างนี้ สวนดังอย่างที่นี่เงียบและโล่งแบบนี้ก็ต้องบอกว่าผิดปกติมากล่ะค่ะ นอกจากคนญี่ปุ่นแล้วแทบไม่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเลย


เราไม่เคยมาสวนนี้ในวันธรรมดาแถมเวลาทำงานอย่างนี้ด้วยก็จริงนะคะ แต่เทียบความดังแล้วสวนนี้กับสวนอุเอโนะดังไม่น่าจะแพ้กัน ที่อุเอโนะเราเห็นทุกปีว่าขนาดวันธรรมดากลางวันแสกๆ แต่ถ้าเป็นช่วงซากุระบาน(หรือแม้แต่เริ่มโรยไปแล้ว)ล่ะก็ คนก็ยังเยอะแยะไปหมดถ่ายรูปมาติดแต่หัวคนทุกทีไป

ภาพล่างนี้เป็นภาพเปรียบเทียบจาก 4 เมษา 2009 สองปีก่อนที่เราเคยมาที่สวนชินจูกุนี้นะคะ แต่ตอนนั้นเป็นวันสุดสัปดาห์ด้วยคนเลยแน่นไปหมดเลยค่ะ (แต่สองวันถัดไป วันที่ 10 เมษา 2011 ที่เป็นวันอาทิตย์และอากาศดี ได้ยินว่าที่ชมซากุระทุกแห่งในโตเกียวแน่นไปด้วยคนญี่ปุ่นค่ะ ส่วนเรานั้นเก็บตัวอยู่บ้านค่ะ ไม่อยากไปเบียดคนกะเค้า)


คิดในแง่ดีว่าคนน้อยๆอย่างนี้ก็ทำให้เรามีโอกาสถ่ายรูปสบายๆเลยค่ะ ไม่ติดหัวคน จะถ่ายมุมไหนนานแค่ไหนก็ได้ไม่รบกวนคนอื่น ไม่ต้องต่อคิวใคร ถ้ามาจากทางเข้า Sendagaya Gate คนจะน้อยหน่อยค่ะ และจะค่อยๆหนาตาขึ้นเรื่อยๆ พอมาใกล้ฝั่ง Shinjuku ก็เริ่มเห็นเสื่อมาปูฮานามิกันบ้างแล้วค่ะ (อิจฉาคู่ในภาพนี้มากกก >,< )


ลานในภาพนี้คือลานเดียวกับในภาพจากปี 2009 ค่ะ วันศุกร์ที่เราไปก็ว่างๆหน่อยอย่างนี้ล่ะค่ะ เสื่อยังไม่เต็มพื้นที่ มีเหลือพอให้โยนจานร่อนวิ่งเล่นอะไรกันได้อยู่ เมื่อ 2009 ที่เราไปนี่ เรียกว่าต้องค่อยๆย่องเลาะผ่านรอยต่อของแต่ละเสื่อกันเลย


มาหนนี้นอกจากว่าได้ถ่ายรูปแบบมีซากุระล้อมรอบ แถมไม่มีหัวคนมาเกะกะซะเต็มอิ่มแล้ว ก็มีซากุระต้นนี้่ล่ะค่ะที่ประทับใจเรามากๆ เป็นซากุระที่น่ารักมากที่สุดที่เราเคยเห็นมาในชีวิตสี่ปีกว่าที่ญี่ปุ่นนี้เลย ลุคน่ารัก บอบบาง และ หวานๆแบบนี้ล่ะค่ะ คือ ลุคของซากุระที่เราเคยจินตนาการไว้ก่อนหน้าที่จะได้มาเห็นของจริงที่ญี่ปุ่น จินตนาการเพิ่งจะมาเป็นจริงเอาปีที่ 5 นี้เอง


ต้นนี้นี่เดินๆอยู่ก็เด้งเข้าตามาแต่ไกลเลยค่ะเพราะคนยืนรุมถ่ายรูปกันเยอะมาก พอลองเข้าไปดูใกล้ๆแล้วก็ไม่ผิดหวังเลย ดอกสีชมพูอ่อนๆ บานเป็นตุ้มกลมๆติดฟูเต็มทุกกิ่ง ดูนิ่มๆฟูๆน่ารักแบบอธิบายไม่ถูกเลยล่ะค่ะ เสียดายว่าเราไม่สามารถจะถ่ายทอดมันออกมาได้ดีพอด้วยภาพถ่ายใบนี้ พยายามแล้วนะคะ แต่ถ่ายยังไงๆมันก็ออกมาไม่สวยไม่น่ารักเท่าที่เห็นด้วยตาจริงๆสักที


ใกล้ๆกับต้นซากุระสุดน่ารักตะกี้เจอพุ่มอะไรไม่รู้หลากหลายสีสวยไปอีกแบบค่ะ มีทั้งสีชมพูอ่อนและเข้ม(อยู่ลิบๆ) สีเหลือง สีขาว และ สีเขียว


...ตามธรรมเนียมก็ต้องขอเอาตัวเข้าไปบดบังทัศนวิสัยในการรับชมภาพบ้างนะคะ เอาไว้เป็นที่ระลึก(ของเรา)


หลังจากสวนนี้ก็มีแวะไปเอาของที่ชิบุยะค่ะ เค้าโทรมาบอกว่าซ่อมเสร็จตั้งหลายอาทิตย์แล้ว ไหนๆมาแล้วก็อยากถ่ายฮาจิโกะให้ติดซากุระด้วย แต่ชิบุยะคนเยอะไม่เคยเปลี่ยน ขี้เกียจเบียดเข้าไป แถมต้องหลบคนเพื่อหามุมถ่ายเสยซากุระอีกค่ะ เลยเอาแค่พอเพียง...ให้อยู่ได้ในเฟรมเดียวกันก็พอแบบนี้


ปิดท้ายวันชมซากุระที่ชินจูกุด้วย Jankara Ramen ที่ harajuku นะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับซากุระตรงไหนหรอกค่ะเพียงแต่เหตุการณ์มันต่อเนื่องกันพอดี เนื่องจากไม่ค่อยได้มาแถวนี้เลยไม่ได้กินราเม็งยี่ห้อนี้มาหลายปีแล้ว (นานๆที)กินแต่ Ichiran Ramen ใกล้บ้าน


อยู่มาเข้าปีที่ห้าแล้ว จะบอกว่านี่เป็นครั้งแรกเลยค่ะที่เราสามารถกินราเม็งได้หมดชาม แทบจะถ่ายภาพคู่กับชามราเม็งว่างๆไว้เป็นที่ระลึกกันเลย (แต่ก็ไม่ได้ถ่ายมาค่ะ แบบว่าอายคนญี่ปุ่นที่นั่งกันเต็มร้าน ตอนชามเต็มๆก็ถ่ายไปแล้ว ชามว่างๆก็ยังจะถ่ายอีก )


แต่ไหนแต่ไรกินราเม็งจนเส้นจุกคอแล้วก็ไม่เคยหมดเสียที ไม่รู้ว่า Jankara Ramen นี่มันชามเล็ก หรือ ว่าเรากินเก่งขึ้นกันแน่ค่ะเนี่ย แต่ตอนชามวางมาทีแรกก็คิดอยู่นะคะว่า เอ๊ะ..ทำไมชามเล็กจัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องบอกว่า Ichiran ramen ปัจจุบันก็ยังกินไม่หมดอยู่เหมือนเดิมค่ะ

คือ jankara นี่เครื่องมันเยอะ แต่ Ichiran นี่เส้นมันเยอะ ซึ่งเราถนัดแบบแรกมากกว่า เป็นผู้หญิงประหลาดชอบกินเนื้อเยอะๆเหมือนผู้ชายน่ะค่ะ (ไปนั่งพวกร้านแฮมเบอเกอร์หรือสเต๊กแนวจานด่วนทีไร ทั้งร้านแทบจะมีเราเป็นลูกค้าผู้หญิงที่มาคนเดียวเดี่ยวๆเกือบทุกทีเลยค่ะ)

Episode แรกนี้ขอจบไว้ที่ตรงนี้ก่อนนะคะ ขอไปปั่นงานต่อแล้วค่าาาาา



The Colors of Spring in Japan 2011

1. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 1st Episode:: The WHITE of Plum Flower and Sakura
2. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 2nd Episode:: The WHITE Spirit of Japanese
3. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 3rd Episode:: The WHITE of Sakura-Panda
4. [[[ The Colors of Spring in Japan 2011 ]]] 4th Episode:: The YELLOW of Nanohana กับประสบการณ์โดนน้องแกะ...
5.
6.



รูปถ่ายค่อนข้างหลากหลายมีทั้ง Canon EOS Kiss X3 + EF-S 15-85 + EF 70-200mm 4L IS บางภาพก็มาจาก Sony Alpha NEX-5 + Alpha E 18-55mm OSS ถ้าใครสังเกตออกว่าภาพไหนมาจากกล้องไหน แสดงว่าพร้อมแล้วค่ะสำหรับการตัดสินใจว่า Mirrorless + Lens kit สามารถแทน Beginner DSLR + Lens ไม่คิตได้หรือไม่ (แต่คู่ชกนี้ฝั่ง mirrorless เสียเปรียบเยอะ เพราะราคา NEX + เลนส์คิตสองตัว ยังไม่เท่าราคาเลนส์ Canon ที่เอามาสู้กันสักตัวเลยค่ะ )


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 17 พฤษภาคม 2554
Last Update : 5 เมษายน 2558 18:25:28 น. 2 comments
Counter : 12086 Pageviews.

 
ทั้งอ่านทั้งดูจุใจกันไปเลยครับเอนทรีนี้

ขอให้มีเวลามาอัพบล็อกบ่อยๆนะคร้าบ


โดย: kirofsky วันที่: 28 พฤษภาคม 2554 เวลา:18:55:40 น.  

 
บล็อคนี้ ดีจังค่ะ


โดย: dalin IP: 202.122.130.31 วันที่: 18 ตุลาคม 2555 เวลา:14:29:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.