W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
@Tokyo เรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้น สถานการณ์ต่างๆตั้งแต่กลับมาโตเกียว :: เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และ ของกิน


ต่อจาก บล็อคก่อน กับสถานการณ์ในโตเกียวตั้งแต่ช่วงมีนาถึงปัจจุบัน(= ต้นๆเดือน มิย)นะคะ บล็อคตะกี้เป็นเรื่องโรงเรียน โรงไฟฟ้า เรื่องดับไฟไปแล้ว บล็อคนี้จะเน้นๆแต่เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว รวมถึงอาหารการกินและน้ำดื่มค่ะ(มีนอกเรื่องบ้างตามประสาบล็อคนี้) ซึ่งเราว่ามันคือผลกระทบโดยตรงเลยสำหรับคนที่อยู่อาศัย(ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่มาเที่ยวแป๊บๆ)ในแถบโตเกียวอย่างเรา

ลิงค์ของหัวข้อที่เขียนในบล็อคนี้นะคะ เผื่อจะคลิกข้ามอันที่ไม่สนใจไปได้ไม่ต้องลาก scroll bar กันยาวๆ
1. เรื่องของแผ่นดินไหว
2. เรื่องของน้ำดื่ม
3. เรื่องของอาหารการกิน
4. รวมลิงค์เช็ครายงานอัพเดตการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ


อ้อ..แล้วหลังจากนี้ไปรูปถ่ายจากจอทีวีจะมีเยอะหน่อยนะคะ ถือซะว่าใช้งานให้คุ้มเพราะทีวี analog นี้ 24 กค 2011 ก็จะใช้ไม่ได้ถาวรแล้ว เพราะที่ญี่ปุ่นเค้าเปลี่ยนเป็นเผยแพร่ภาพระบบ Digital ทั่วประเทศ (= เรากำลังจะไม่มีทีวีดูแล้วค่ะ ) เห็นมียกเว้นให้ก็สามจังหวัดที่ประสบภัยซึนามิ มีการต่อเวลาไปให้อีก 1 ปีถึงปีหน้าค่ะ

ประกาศให้เตรียมตัวเรื่องนี้มีมาหลายปีแล้วล่ะค่ะ บนทีวีเราที่ซื้อมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนก็มีแปะสติกเกอร์บอกไว้หราเลยว่าทีวีนี้ใช้ได้ถึงปี 2011 เท่านั้น


กวาง 地デジ化 Chi-deji-ka ภาพล่างนี้คือ สัญลักษณ์ของการแพร่ภาพทีวีในสัญญาณดิจิตอลค่ะ (แต่จะเรียกกันว่า Chide-jika ซึ่งคำว่า jika พ้องเสียงกับ Shika 鹿 ที่แปลว่ากวางด้วยค่ะ) ตั้งแต่ปลายๆ พค แล้วดูทีวีไปก็จะเห็นกวางนี่โผล่มาเตือนให้เปลี่ยนทีวีประจำเลย






Credit ภาพแค๊ปจากหน้าเว็บ http://www.nab.or.jp/chidejika/


เรื่องของแผ่นดินไหว


ปล ถ้าใครสนใจความรู้รอบตัวและวิธีการอ่านค่าข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับแผ่นดินไหว ลองเช็คใน บล็อคนี้ นะคะ เขียนบอกไว้หมดเท่าที่เรารู้แล้ว

ตอนต้นเมษากลับจากไทยมาหลายวันก็ยังคิดอยู่ค่ะว่า aftershock (余震 Yoshin) ไม่ค่อยมีแล้วนะเนี่ย (ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ มาทุกๆ 5-10 นาที) แต่แค่คิดถึงมันก็มาเลยค่ะ

7 เมษา ตอนกลางคืน aftershock ลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เกิดมา เข้าหนักที่เดิมตรง 宮城 Miyagi และ 岩手 Iwate มีการเตือนซึนามิประมาณ 1 เมตรด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรค่ะ ปัญหาคือ โรงไฟฟ้าที่กำลังซ่อมๆกันอยู่ก็ต้องหยุดซ่อมกลางคันเพื่ออพยพหลบภัยซึนามิ ไฟฟ้าที่เพิ่งต่อเข้าไปในโรงไฟฟ้าได้ เจอ aftershock ลูกเบ้อเริ่มนี้เข้าไปก็เป็นอันหลุดอีกค่ะต้องไปต่อกันใหม่

นี่คือรายงานแผ่นดินไหวของ aftershock ลูกนั้นค่ะ วงสีแดงคือแถวโตเกียวบ้านเราเอง แค่ Shindo3 เท่านั้น (เมื่อตอน 11 มีนา ประมาณ Shindo 5+) ส่วนว่าค่าอะไรหมายถึงอะไร มีไปเขียนอธิบายเพิ่มแบบละเอียดๆไว้ในบล็อคเก่าแล้ว ตรงนี้ นะคะ เอาเป็นว่าตรงจุดที๋โดนหนักไหวแรงมากกกกกค่ะ (มากกว่าโตเกียวเมื่อวันที่ 11 มีนาเยอะ)


ที่โตเกียวนั้นไหวไม่แรง ไม่ติดฝุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาเลยค่ะ แต่ก็แรงพอที่ทุกคนจะรู้ตัวกันหมดและลิ้นชักเปิดอ้าออกได้เอง(บนตึกสูง) แต่เนื่องจากลูกนี้มันไหวนานหลายนาทีน่ะค่ะ คนไทยแต่ละคน(เพิ่งจะกลับกันมาจากไทย)ก็หยุดทำทุกอย่าง รอลุ้นใจตุ้มๆต่อมๆกลัวว่าที่ไหวนานๆเนี่ยเดี๋ยวมันจะพัฒนามาไหวแรงขึ้นจนเหมือนเมื่อเดือนที่แล้วหรือเปล่าล่ะเนี่ย

กว่าจะหยุดสั่นก็เล่นเอาใจแป้วไปนิดๆเหมือนกันค่ะ มันไม่ได้น่ากลัวอะไร แต่มันเสียวสันหลังน่ะค่ะ เพราะประสบการณ์หนก่อนยังตราตรึงอยู่ นี่ก็เพิ่งกลับมากันตบะยังไม่ค่อยแข็งกล้า บางคนก็ถึงกับครวญว่า....please don't test my patience (ความหมายเบื้องลึกก็คือ อย่าเพิ่งไหวมาอีกเลย ใจยังไม่แข็งพอ ยังแอบหวั่นๆอยู่ ตอนนี้ขอปั่นทำงานก่อนเถ๊อะ ยิ่งกำลังเร่งๆอยู่ด้วย )

ณ ตอนนั้นคือยังแอบกลัวกันอยู่ค่ะ มือถือทุกคนตอนนี้ลงโปรแกรมเตือนแผ่นดินไหวกันหมด(แต่ก่อนไม่เคยคิดจะลงค่ะ) เสียงเตือนแผ่นดินไหวก็เป็นเสียงเดียวกันเป๊ะกับเสียงเตือนแผ่นดินไหวในทีวีด้วย ช่วยย้อนความทรงจำอันแสนหลอนในช่วงเกิดเหตุใหม่ๆได้(ไม่)ดีมากค่ะ สำหรับ iPhone ก็เป็น app ตัวนี้ค่ะ Yure-kuru ゆれくる คนไทยเรียกกันว่าโปรแกรมปลาดุก (ในโดราเอมอนเก่าๆ มีตอนนึงเป็นปลาดุกแผ่นดินไหวหน้าตาแบบนี้เลยค่ะ) เกิดแผ่นดินไหวที่ไหนปุ๊บมันจะส่งเตือนมาให้เราทันที ว่าอีกประมาณกี่วินาทีแรงสั่นจะมาถึงเรา


มีโปรแกรมเตือนในมือถือไว้อย่างน้อยก็เบาใจได้เวลาต้องห่างทีวีค่ะ (เช่นตอนอาบน้ำ) ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดไม่ได้ยินเสียงเตือนจากในทีวีรึเปล่าหนอ ซึ่งช่วงแรกๆนี่เราได้ยินเสียงเตือนแผ่นดินไหวจากมือถือทีไร ไม่ว่าจะนอนหรืออะไรอยู่ก็จะสะดุ้งตกใจลุกมาดูสถานการณ์ได้ทันที (เสียงเตือนแผ่นดินไหวนี่ดังกว่าเสียงปลุกตอนตั้งเป็นนาฬิกาปลุกอีกค่ะ นึกอยู่ว่าน่าเอามาตั้งเป็นเสียงนาฬิกาปลุกซะเลย) ประมาณว่าได้ยินทีไรก็ตกใจ เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทุกที

หลังจาก aftershock ลูกใหญ่นี้ แผ่นดินไหวก็เงียบๆไปสักหลายวัน จนวันครบรอบหนึ่งเดือน วันที่ 11 เมษา ค่ะ มี aftershock ใหญ่ๆมาอีกแล้ว แม้จะเล็กกว่าลูกเมื่อ 7 เมษาแต่ก็เป็นระดับที่เกือบทุกคนที่โตเกียวรู้ตัว


แล้วแถมลากยาวไปจนถึงวันที่ 12 เมษาเลยค่ะ ช่วงสองวันครบรอบหนึ่งเดือนนี้ aftershock มาถี่พอควรเลย ปลาดุกร้องเตือนไม่รู้กี่ครั้งต่อวัน ถึงแม้ที่โตเกียวจะไหวไม่แรงเท่าไหร่ แต่จุดที่ได้รับแรงสั่นมากสุด(ทาง Tohoku)ก็ไหวหนักมากค่ะ ประมาณ Shindo 5-6 หรือก็คือพอๆกันหรือแรงมากกว่าที่โตเกียวโดนไปเมื่อ 11 มีนาค่ะ


หลังจากนั้นก็เงียบๆไปอีกค่ะ มาอีกลูกใกล้โตเกียวมากวันที่ 16 เมษา อันนี้โตเกียวไหวแรงกว่า aftershock ลูกก่อนๆนี้(เฉพาะในเดือนเมษา)เหมือนกัน ชักแอบเสียวๆค่ะ


แต่ ณ ปัจจุบันนี้น่ะเหรอคะ (มิย 2011) เราเริ่มกลับไปเฉยๆกับแผ่นดินไหวแล้วอีกแล้วค่ะ ตอนก่อนนี้ก็บางช่วงไหวบ่อยจนเริ่มไม่ไหวจะมาคอยระแวง(แบบว่าทำงานก็เหนื่อยแล้วน่ะค่ะ) ส่วนตอนนี้ก็คือมันไม่ค่อยจะมีมาแล้วด้วยน่ะค่ะ หลายๆอาทิตย์ถึงจะมีแบบรู้สึกได้มาสักครั้ง แต่ก็แค่เบาๆน่ะค่ะ ถ้านอนอยู่ก็ลืมตามาดูแล้วก็นอนต่อได้อย่างไม่แยแส ถ้านั่งทำงานอยู่ก็เงยหน้ามองนิดนึงแล้วก็ทำงานต่อค่ะ ถ้าจะให้กลับมา alert ได้อีกครั้ง ก็คงต้องไหวแรงขนาดเมื่อวันที่ 11 มีนาหรือมากกว่านั้นเท่านั้นล่ะค่ะ

ส่วนแผนเราที่คิดว่าน่าเอาเสียงปลาดุกมาเป็นนาฬิกาปลุกก็ต้องพับไปแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้ปลาดุกส่งเสียงเตือนมาแทนที่เราจะสะดุ้งตื่นเหมือนก่อนหน้านี้ กลับนึกว่าเป็นเสียงนาฬิกาปลุก งัวเงียเอิ้อมมือไปสไลด์ปิดเสียงแล้วนอนต่อไม่ได้รู้เรื่องเลยค่ะ -*- (อีกอย่างคือเจ้าปลาดุกเนี่ยค่อนข้างไม่แม่นยำด้วยนะคะ มันเตือนมาโดยไม่ได้รอคอนเฟิร์มก่อนเหมือนข่าวในทีวี ที่ไหนไหวปุ๊บมันก็ประมาณค่าความสั่นในสถานที่ที่เรา register ไว้แล้วรีบส่ง push notification มาเลย ผลคือสั่นเตือนมาว่า Shindo 4,5,6 ประจำ แต่มาจริง ร่วงไป 1,2,3 เบาๆจนถึงไม่รู้สึกถึงความสั่นเลยค่ะ)


เรื่องของน้ำดื่ม


จริงๆแล้วผลจากโรงไฟฟ้าที่ตรงประเด็นมากที่สุดในแถบโตเกียว ไม่ใช่รังสีในอากาศ แต่เป็นพวกการปนเปื้อนรังสีในผักผลไม้(ที่มักเป็นวัตถุดิบจากจังหวัดใกล้เคียงกัน ซึ่งก็อยู่ใต้จังหวัด Fukushima กันทั้งนั้น) และ น้ำประปาซะมากกว่าค่ะ โดยเฉพาะน้ำประปานี่ถือว่าเรื่องใหญ่พอตัวเลย เพราะคนญี่ปุ่นดื่มน้ำประปากันเป็นส่วนมาก ปกติก็รองจากก๊อกน้ำในครัวดื่มกัน

ช่วงกลางถึงปลายมีนา ที่มีข่าวตรวจพบ Idoine-131 และ Cesium-134 และ 137 ในบ่อพักน้ำของ Water Purification Plant (浄水場 Josuijo)ในโตเกียว แถมช่วงนึงก็สูงจนแตะระดับที่ห้ามใช้น้ำประปาชงนมให้เด็กต่ำกว่าหนึ่งขวบดื่มด้วยค่ะ (แต่ในข่าวเขียนว่าถ้าจำเป็น ผู้ใหญ่ก็ยังดื่มน้ำประปาได้ปกติ ส่วนตัวเราคิดว่าถ้าไม่ได้ดื่มน้ำปนรังสีขนาดนั้นติดต่อกันนานๆก็คงไม่เป็นไรค่ะ ที่ปนเปื้อนเยอะหน่อยก็แค่ช่วงนั้นแต่ตอนนี้ก็ปกติแล้ว)

ข่าวที่ว่านี้ส่งผลให้น้ำดื่มบรรจุขวด(โดยเฉพาะขวด 2L)ขาดตลาดอย่างรวดเร็วค่ะ(ดีว่ามันไม่มีผลต่อการอาบน้ำด้วย) ตอนนั้นต้องมีการต่อคิวกันซื้อน้ำขวดตั้งแต่ไก่โห่ และ จำกัดปริมาณการซื้อ รวมถึงให้สิทธิกับคุณแม่ลูกอ่อนได้ซื้อก่อนด้วย เราดูข่าว NHK ตอนอยู่ไทยเห็นว่าปริมาณการสั่งน้ำแร่บรรจุขวดจากบริษัทในเกาหลีนี่ sky-rocketing เป็นประวัติการณ์เลยล่ะค่ะ (ไม่รู้ยังไงแต่ที่ญี่ปุ่นพูดถึงน้ำดื่มบรรจุขวด มันต้องเป็นน้ำแร่ทุกครั้งไปค่ะ น้ำเปล่าบรรจุขวดที่ไม่ใช่น้ำแร่แต่ก่อนไม่เคยเห็นเลย)

ช่วงต้นเดือนเมษาที่เรากลับมาใหม่ๆ ในโตเกียวน้ำดื่ม(น้ำแร่)ขวดยังหายากอยู่ค่ะ ยิ่งขวด 2L นี่ ช่วงนั้นเราหาซื้อตามหน้าร้าน Lawson สาขาประจำในมหาลัยไม่ได้เลย เห็นว่าถ้าไปแต่เช้าๆจะเจออยู่บ้างแต่แป๊บเดียวก็หมดค่ะ ตอนนั้นทั้งที่ Lawson ทั้ง CO-OP ก็มีแปะป้ายขอความร่วมมือในการซื้อน้ำขวดว่าจำกัดให้แค่คนละขวดเท่านั้น (แต่ถ้าพวกน้ำผลไม้หรือน้ำชาอื่นๆยังซื้อได้ปกติค่ะ ขาดแต่น้ำเปล่าและนมปรุงรสต่างๆของโปรดของเรา )


รูปข้างบน ด้านซ้ายคือป้ายขอความร่วมมือจำกัดปริมาณการซื้อน้ำดื่มขวดๆ ส่วนด้านขวาของรูปเป็นป้ายบอกค่ะว่าถ้าเราช่วยๆกันแบ่งปันให้กันใช้ แบ่งๆกันซื้อ ของแต่ละอย่างมันจะใช้ได้แค่ไหน เช่นว่า
- ทิชชู่ 12 ม้วนสามารถให้คน 1000 คนใช้เข้าห้องน้ำได้
- น้ำมัน 10 L เพียงพอให้รถฉุกเฉินวิ่งไปช่วยคนบาดเจ็บได้ถึง 4 คน
- ขนมปัง 1 แถว พอให้คนหนึ่งครอบครัวกินกันได้
- แก๊ส 1 กระป๋อง สามารถใช้หุงข้าวร้อนๆให้คน 10 คนกินได้
- ข้าวสาร 5 kg สามารทำโอนิกิริเลี้ยงคนได้ 120 คน

โดยรวมแล้วหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ค่าน้ำดื่มเพิ่มขึ้นพอควรค่ะ จากแต่ก่อนขวด 2L ประมาณ 100-105 yen แต่ตอนต้นเมษาใน Lawson มหาลัยเราเจอแต่ขวด 1L ซึ่งก็มีแต่ยี่ห้อที่ราคา 179yen/1L ด้วย ดังนั้นถ้าจะดื่มน้ำให้ได้เท่าเดิมก็ราคาเพิ่มไปเท่ากว่าๆเลยค่ะ (ปกติเราต้องดื่มขวด 2L ให้หมดทุกวันน่ะค่ะไม่งั้นผิวจะแห้ง ไหนจะน้ำใช้ทำอาหารอะไรอีก)

ผ่านจากมีนามาถึงช่วงต้นเมษา แม้ระดับรังสีในน้ำประปาที่เค้าตรวจทุกวันจะไม่เจออะไรแปลกปลอมมาสักพักแล้ว แต่บรรดาคนต่างชาติที่เพิ่งทยอยกันกลับจากประเทศตัวเองมาเรียน/มาทำงานต่อส่วนใหญ่ก็ยังระแวงกันอยู่ค่ะ หลายคนก็ไม่ดื่มน้ำประปาเลย(แต่ถ้ากินในร้านอาหารยังไงก็น้ำประปาอยู่แล้ว) ขนาดว่าน้ำแพงๆก็ยังใช้น้ำแร่นั่นล่ะค่ะ ลวกมาม่าเอย(น่ากลัวค่าน้ำจะเกินค่าเส้น) ลวกเส้นสปาเก็ตตี้เอย(ลวกแล้วทิ้งด้วย เสียดายแทน) แต่คนไทยที่ไม่คิดอะไรดื่มน้ำประปาตามปกติก็มีนะคะ

ส่วนเรานั้นตั้งแต่อยู่ไทย จัดการสั่งเครื่องกรองน้ำ Reverse Osmosis (RO) มาเรียบร้อยค่ะ จากขนาดตัวกรอง(และจากโฆษณาตามเว็บญี่ปุ่น) ระบบนี้เป็นระบบเดียวในปัจจุบันที่ละเอียดพอจะกรองพวกสารรังสีได้เพราะกรองได้ถึงอนุภาคขนาด 0.0001 micron เลยค่ะ...ซึ่งนั่นก็แปลว่าสำหรับสาร Iodine-131 ที่อนุภาคใหญ่ก็กรองได้สบายเลย แต่พวก Cesium-134/137 ที่เล็กขนาด 0.0006 micron แม้จะกรองได้ไม่หมดจด 100% แต่ก็บอกว่าเอาออกไปได้กว่า 80-90% เลยนะคะ


ปัญหาคือในเว็บ kakaku.com ของญี่ปุ่นพวกรุ่นเล็กๆตอนเราจะสั่งมันขายหมดเรียบ เหลือแต่รุ่นใหญ่ๆที่ต้องมีช่างมาติดตั้งกันจริงจัง เดินท่อต่อเข้าซิงค์ เสียบปลั๊กไฟอย่างดี แถมราคาเรือนแสนเยนโน่นแน่ะค่ะ สุดท้ายเราเลยสั่งตัวเล็กจากอเมริกามาแทน เสียค่าส่งแพงหน่อยแต่รวมแล้วยังไงก็ถูกกว่าเครื่องราคาแสนกว่าเยน ที่สำคัญคือขนาดเล็กกว่ากินที่น้อยกว่า และหอบกลับไปใช้ต่อที่ไทยได้ด้วยค่ะ


ถ้าเป็นแต่ก่อนอยู่บ้านเราจะต้มน้ำประปากินน่ะค่ะ(เหตุเพราะไม่ชอบกลิ่นคลอรีนที่ยังมีหลงเหลืออยู่ในน้ำประปา) พอมีเครื่องกรองน้ำนี้แล้วชีวิตสบายขึ้นเยอะเลย ตอนนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องระวังรังสีแล้ว(เพราะก็ซัดน้ำตามร้านอาหารและโรงอาหารอยู่เป็นประจำ)แต่ใช้เจ้าเครื่องกรองน้ำนี้ที่บ้านเพราะมันสะดวกดีค่ะ ไม่ต้องมาคอยนั่งรอน้ำเดือดทีละกาทีละกาเหมือนแต่ก่อน (เคยเผลอหลับไปตอนรอด้วยค่ะ ดีว่าเตาไฟฟ้าไม่งั้นไฟไหม้บ้านไปแล้ว แต่กาน้ำก็ก้นดำปี๋ไปเลย) แล้วที่สำคัญคือมันกรองกลิ่นคลอรีนที่เราไม่ชอบหายหมดจดจริงๆค่ะ (มองข้ามๆครกหินข้างล่างไปนะคะ หอบหิ้วกันมาจากไทยเลยทีเดียว หนักมากกกก)


เจ้าเครื่องกรองน้ำรุ่นเล็กนี้จะเสียก็ตรงว่าน้ำไหลค่อยมากค่ะ ในภาพบนนี่คือเปิดก๊อกน้ำแรงเต็มที่แล้ว แต่น้ำที่กรองมาได้ก็ไหลเบาๆออกมาตามสายยางสีขาวๆนั่นล่ะค่ะ ถ้าน้ำปริมาณ 2.5L ก็ใช้เวลารองน้ำประมาณ 20-25 นาทีได้ ส่วนน้ำอีกสายเล็กๆที่เห็นไหลออกมาจากท่อเล็กๆข้างๆปากก๊อกอันนั้นเป็นน้ำทิ้งค่ะ ระบบกรอง RO มันจะมีน้ำทิ้งเหลือเป็นปริมาณเท่าๆกันกับปริมาณน้ำที่กรองได้ (แต่เทียบกันแล้ว วันนึงเราดื่มน้ำอย่างมากก็ 3L แต่การกดชักโครกหนึ่งครั้งเห็นว่าใช้น้ำไปกว่า 6-13 L แล้วนะคะ)

นอกจากนี้ด้วยตอนอยู่ไทยกลัวกลับมาแล้วหาซื้อน้ำไม่ได้กะเค้า (เผื่อตอนเครื่องกรองน้ำยังไม่ส่งมาด้วย) ก็จัดการสั่งน้ำแร่มาเพิ่มอีกค่ะ ตอนปลายๆมีนานี่น้ำดื่มบรรจุขวดขึ้นแท่นสินค้าขายดีสุดของ kakaku.com ไปเลย ต้องมีการกำหนดช่วงเวลาขายด้วยค่ะว่าตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง และต่อหนึ่งออเดอร์ก็มีกำหนดว่าห้ามสั่งเกินกี่ชุดๆ

สำหรับเราจัดน้ำแร่จากเกียวโตมาค่ะ ขวดละ 12L x 2 ชุด รวมเป็นสี่ขวดทั้งหมด 48L ค่ะ ตอนมาส่งคนหอบมานี่ท่าทางเหนื่อยจัดเพราะน้ำพวกนี้หนักเว่อร์ (จริงๆมาส่งช้ามากจนเรานึกว่าเค้าลืมไปแล้วด้วยซ้ำค่ะ แต่ช่วงนั้นเค้าก็เขียนบอกอยู่แล้วว่าคมนาคมไม่ดีเหมือนก่อนอาจส่งช้าได้)


ตอนมาส่งเราเองก็คิดค่ะว่าไม่น่าสั่งมาเล้ยเรา เครื่องกรองน้ำก็มาแล้ว แถมน้ำพวกนี้ขวดใหญ่อ้วนมากแทบจะหาที่เก็บไม่ได้ แถมจนปัจจุบันนี้ (มิย 2011) ก็ยังดื่มไม่หมดเลยค่ะเนี่ย (แบบว่าขวดมันหนักน่ะค่ะ จะกรอกน้ำทีกล้ามแทบขึ้น)

เรื่องเครื่องกรองน้ำนี่มีพี่คนไทยที่รู้จักกัน เค้ามาทุนที่ co กันระหว่างญี่ปุ่นกับมหาลัยในไทยอีกทุนนึงที่มีจัดหอพัก มีอาหารครบทุกมื้อให้ฟรีเรียบร้อย (ไม่ใช่ทุน Monbusho หรือทุนเอกชนอื่นๆที่รู้จักกันดีนะคะ) เห็นว่าที่หอเค้าหลังเหตุการณ์นี้ก็ติดตั้งเครื่องกรองน้ำ RO ไว้ให้เรียบร้อยเลยค่ะ คนในหอก็ดื่มกันตามสบายไม่ต้องเสียเงินซื้อมาติดเอง

มาถึงช่วงเดือน พค อะไรๆก็เริ่มค่อยๆกลับเข้าที่แล้วค่ะ คิดว่าร้านเค้าคงขยับขยายกันไปหาแหล่งขายใหม่ๆซื้อน้ำมาเข้าร้านกันได้แล้ว น้ำขวด 2L ใน Lawson เจ้าประจำก็กลับมาแล้วไปทีไรก็เจอ ไม่มีป้ายจำกัดให้ซื้อได้แค่หนึ่งขวดต่อคนแล้วด้วย แต่ที่เปลี่ยนคือ มันไม่ใช่ยี่ห้อ 2L/105yen อันเดิมที่เราเคยดื่มมาตลอดสี่ปีกว่า กลายเป็นยี่ห้ออื่นแทนค่ะ 2L ก็เกือบๆสองร้อยเยนได้ (ในรูปล่าง ขวดซ้ายสุด คือ น้ำแร่ยี่ห้อที่มีวางขาย Lawson มาตลอดค่ะ แต่อันนี้แพงหน่อย 2L เกือบ 200 เยน)


แต่อย่างที่ CO-OP ของมหาลัยนี่ตั้งแต่ พค น้ำ 2L/100yen ก็กลับมาตั้งเรียงแถวขายแล้วค่ะ (เราเพิ่งจะเห็นตอนกลางๆ พค แต่คนอื่นบอกว่ามีมาสักพักแล้ว)


นอกจากนั้นก็มีตาม Donkihote ด้วยค่ะ เดี๋ยวนี้เค้ามีทำน้ำดื่มบรรจุขวดยี่ห้อของตัวเองมาขายด้วย(แต่ก่อนไม่เคยเห็นทำ) 2L/98yen เท่านั้นค่ะ(แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าที่ถูกๆนี่ไม่ใช่น้ำแร่นะคะ) แต่ของดองกี้นี่ก็ลำบากหน่อยว่าต้องแบกน้ำขวดหนักๆกันไกล ไม่สะดวกเท่าซื้อ Lawson แล้วเดินเข้าแล็บไปเลย (จะซื้อไปดื่มที่บ้านก็แบกเหนื่อยอยู่ดีค่ะ เพราะในโตเกียวนี่คนส่วนใหญ่ไม่มีรถส่วนตัวใช้กัน)


ณ ปัจจุบันเดือน มิย2011 แล้วปริมาณรังสีในน้ำประปาล่าสุดที่ดูก็ไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ น้ำดื่ม 2L ก็เจอขายได้ทั่วไปหลากหลายยี่ห้อ แบบราคาไม่แพง 2L / 100yen ก็มีขายเยอะแยะ แต่จะบอกว่าเหมือนก่อนเกิดเหตุเป๊ะก็ไม่เชิงนะคะ เพราะก่อนเกิดเรื่องโรงไฟฟ้าเรารู้สึกว่ามันไม่ได้มีขายน้ำดื่มบรรจุขวดกันเยอะแยะหลากยี่ห้อขนาดนี้ เพราะอย่างที่บอกว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เค้าดื่มน้ำประปากันค่ะ สำหรับเราก็คิดว่าเป็นช่องทางการตลาดใหม่ๆที่มีแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ครั้งนี้น่ะค่ะ


เรื่องของอาหารการกิน


ที่มีผลกระทบโดยตรงนอกจากเรื่องน้ำดื่มก็คงเป็นอาหารล่ะค่ะ โดยเฉพาะพวกผักต่างๆซึ่งที่ขายและที่ใช้กันในร้านอาหารที่โตเกียวก็มาจากเกษตรกรในแถบจังหวัดรอบข้าง อยู่ใต้จังหวัด Fukushima เหมือนๆกัน แถมหลายๆจังหวัดก็โดนสั่งห้ามขายผลิตภัณฑ์นมและผักหลายอย่างไประยะหนึ่งด้วย

ตั้งแต่มีนา(ที่หลบไปอยู่ไทย) ก็เห็นข่าวการสั่ง ban (โดยรัฐบาลญี่ปุ่น) สินค้าพืชผักและนมจากสี่จังหวัดเสี่ยงรอบโรงไฟฟ้าอยู่ทุกวัน(เหตุเพราะตรวจพบรังสีมากกว่ามาตรฐาน) เห็นข่าวแล้วเราก็สุดเศร้าค่ะ คนทำฟาร์มโคนมต้องเทนมทั้งหมดที่รีดมาได้ต่อวันทิ้งไป คนปลูกผักต้องทิ้งผักทั้งหมดมูลค่ากว่า 20 ล้านเยน ราคาพืชผักและนมช่วงนั้นก็ดำดิ่งจนต่ำกว่าต้นทุน ผู้ผลิตก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รอให้สถานการณ์คงตัวเพื่อพิจารณาต่อว่าจะปลูกต่อหรือไม่ปลูกยังไงดี (แล้วก็มีข่าวการแบนจากประเทศอื่นๆด้วยค่ะ )

ช่วงปลายมีนาเห็นข่าวว่าการแบนผลิตภัณฑ์การเกษตรนี้ส่งผลกระทบมาถึงร้านอาหารในโตเกียวแล้ว เช่น ร้าน Saizeriya ต้องตัดสลัดออกจากเมนูไปช่วงนึง จนกว่าจะหาสั่งออเดอร์ผักจากแหล่งใหม่ที่ชัวร์ว่าไม่มีอันตรายได้ เค้าให้สัมภาษณ์บอกว่า "ไม่สามารถขายอาหารที่เสี่ยงอันตรายให้ลูกค้าได้หรอก" น่ะค่ะ

ช่วงเรากลับไปญี่ปุ่นใหม่ๆ ไปซุปเปอร์ก็เห็นมีคนมาซื้อผักแล้วก็พลิกดูชื่อจังหวัดใหญ่เลยว่าผักนี้มาจากจังหวัดไหน ซึ่งเราเองก็ดูเหมือนกันค่ะ(ช่วงนั้นแม่นแผนที่ญี่ปุ่นมากค่ะว่าจังหวัดไหนอยู่ตรงไหน เพราะบนฉลากสินค้าบางอันเค้าจะบอกแหล่งผลิตเป็นภาพแผนที่มาให้) ถึงเพิ่งรู้ว่าผักในซุปเปอร์ที่ซื้อประจำก็มาจากแถบจังหวัดรอบข้างโรงไฟฟ้ากันทั้งนั้น (ก็จังหวัดเหล่านี้อยู่ใกล้โตเกียวนี่นะคะ) แต่ไปซุปเปอร์รอบหลังๆเดือน พค และ มิย นี่ไม่ค่อยเห็นใครเพ่งพิจารณาฉลากกันอย่างจริงจังเท่าไหร่แล้วนะคะ


เราเห็นหลายคนโบ้ยบอกว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบซื้อขึ้นมาทั้งหมด ประมาณว่าห้ามปล่อยผักหรือนมที่ปนเปื้อนออกมาในตลาดเลย (เห็นว่ามีการเอานมจากจังหวัดที่มีปัญหาไปผสมกับนมจากแถบอื่น เพื่อให้ปริมาณรังสีไม่เกินเกณฑ์ค่ะ) สิ่งที่เรา(อยาก)ถามกลับไปคือ...ถ้าไม่ให้ปลูกแล้วจะทำยังไง? จะให้เกษตรกรเค้าทำอาชีพอะไรต่อไป? เราไม่เห็นด้วยเลยค่ะกับทฤษฏีโบ้ยให้รัฐบาลรับผิดชอบซื้อขึ้นให้หมด ในระยะสั้นมันก็คงต้องทำอย่างนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

แต่ในระยะยาวรัฐบาลไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ตลอดอยู่แล้ว ก็จะเอาเงินจากที่ไหนมาทำขนาดนั้นไปได้ตลอดล่ะคะ แค่ฟื้นฟูจุดที่ประสบภัยซึนามิก็ใช้เงินมหาศาลแล้ว ไหนจะต้องรับผิดชอบปากท้องที่อยู่อาศัยของผู้คนมากมายที่กลายเป็นคนไม่มีงานทำ กลายเป็นผู้ประสบภัยจากเหตุโรงไฟฟ้าอีก เท่ากับรายได้ของรัฐบาลจากภาษีคนทำงานก็ลดลง แถมช่วงนี้การท่องเที่ยวก็ซบเซา สรุปแล้วรัฐบาลรายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม แล้วอย่างนี้มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะ ที่จะให้รัฐบาลมาเหมาซื้อผลิตผลทั้งหมดอย่างเดียว (แถมถ้ารู้ว่าปลูกไปแล้วก็โดนทิ้งตลอด ต่อไปใครเค้าจะปลูกล่ะเนอะ ทิ้งทีก็ช้ำใจที)

สำหรับระยะยาวแล้วเราว่ามันควรจะมีวิธีอื่นที่สามารถทำให้ระบบเดินต่อไปได้ด้วยตัวเอง อย่างเรื่องการผสมนมนั่นเราก็คิดว่าเป็นวิธีนึงที่โอเค เพราะถ้ารวมแล้วได้ปริมาณรังสีอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยได้มันก็คือ "ผ่าน" สำหรับการดื่มกินปกติ เพราะยังไงเราก็รับรังสีในชีวิตประจำวันกันในระดับนึงอยู่แล้ว สถานการณ์อย่างนี้มันก็ต้องยอมรอมชอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายเกษตรกรผู้ผลิตและฝ่ายลูกค้าผู้บริโภคต่างก็เป็นประชาชนของประเทศด้วยกันทั้งคู่ ถ้าจะให้รัฐบาลเอาใจผู้บริโภคฝ่ายเดียวเราว่ามันก็ไม่ใช่แล้วนะคะ
.
.
.
จริงๆช่วงแรกๆตอนต้นเมษาที่เรากลับไปก็ว่าจะงดๆพวกปลาดิบของโปรดไปก่อนเหมือนกันค่ะ เพราะรังสีลงทะเลนี่มันคือ fact เลยว่าลงไปเพียบไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่มาถึงญี่ปุ่นได้ไม่กี่วันก็ตบะแตกซัดข้าวปลาดิบไปเรียบร้อยแล้วค่ะ แบบว่าคนมันขาด..ไม่ได้กินมาหลายอาทิตย์เลยอดใจไม่ไหว (ปลาดิบในบุฟเฟ่ต์โรงแรมที่ไทยมันยังไม่เป๊ะน่ะค่ะ การรักษาอุณหภูมิไม่เย็นพอ อย่างเนื้อปลาแซลมอน แม้จะไม่คาวแต่เนื้อมันเหลวคืนตัวมากเกินไป จริงๆน่าจะรักษาอุณหภูมิในที่วางปลาดิบให้เย็นกว่านั้น)

อันนี้แล้วแต่วิจารณญาณอีกล่ะนะคะ ใครจะแย้งว่าอาหารที่ญี่ปุ่นมันปนรังสี(จริงๆก็ปนอยู่แล้วโดยปกติ) รัฐบาลปิดข่าวไม่บอกความจริง ไม่บอกค่าที่วัดได้จริง กินไปไม่ตายวันนี้แต่ตายวันหน้า ก็แล้วแต่จะพิจารณาค่ะ เอาเป็นว่าสำหรับเรา ข้อมูลมีไว้ให้เลือกเชื่อหรือเลือกไม่เชื่อก็ได้ แต่หลังจากที่ได้คิดไตร่ตรองดีแล้ว ข้อมูลไม่ได้มีไว้ให้แย้งหัวชนฝาท่าเดียวเพราะความเชื่อ(ที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง)แค่ว่า "ก็เค้าปิดข่าวกันน่ะซิ" เพราะไม่งั้นชีวิตนี้เราคงไม่ต้องเชื่อข่าวอะไรอีกแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่าเราคิดแล้วและเลือกที่จะเชื่อว่าถ้าคนญี่ปุ่นเค้ายังกินกันได้เราก็กินค่ะ

ปลาดิบที่แสนจะคิดถึงมื้อแรกนี้กินที่ Maguro Ichiba สาขาหน้าโตไดค่ะ เมนูนี้มีเฉพาะฤดูเป็นปลาเนื้อขาว(ราดไข่ดิบ) แถมมีป้ายบอกด้วยค่ะว่าปลาจากคิวชูนะจ๊ะ (เผื่อใครไม่ทราบ คิวชูคือเกาะทางใต้ๆๆๆของญี่ปุ่นค่ะ ไกลจากโรงไฟฟ้าจุดเกิดเหตุหลายร้อยกิโล จากโตเกียวเห็นว่านั่งชินคันเซ็น 5 ชั่วโมงแน่ะค่ะ ถ้าโตเกียวจะอยู่ห่างโรงไฟฟ้า 200-250 km ระยะนั่งชินคันเซ็นประมาณ 2 ชั่วโมง)


มีมื้อแรกแล้วก็ต้องมีมื้อต่อไป คราวนี้กินไม่ยั้งค่ะ(เมื่อมีโอกาส) อันนี้จาก Maguro Ichiba สาขาเดิมหน้ามหาลัย


ที่ Sushizanmai ก็ไม่พลาด วิ่งกลับไปกิน Otoro, Chutoro ต่างๆอีก(หลายรอบ)แล้วค่ะ


โบรชัวร์ที่ร้าน Sushi-zanmai ตอนช่วงเมษามีพูดถึงที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยมา และตอนนั้นมีคูปองลด 500 เยนให้ด้วยค่ะ


นิดนึงว่าตอนกลับไทยมีคนพาไปลองกินที่ Honmono สาขาเซ็นทรัลชิดลมค่ะ (ข่าวลือว่าแพงเว่อร์ๆ) เท่าที่เราดูๆพวกอาหารทะเลก็ดูดีและสดอร่อยเหมือนที่กินที่ญี่ปุ่นนะคะ แต่ปัญหาคือมันแพงมากกกกกกค่ะ แต่ละอันแพงลิบลิ่วแต่มาที่เล็กนิดเดียว กินจนหมดยังไม่ระคายกระเพาะเลย (เพราะถ้าจะกินให้อิ่มคงกระเป๋าฉีกค่ะ) ....ภาพนี้คือ ซูชิฟัวกราส์ค่ะ แปลกดี รสชาติก็โอเค (ถูกกว่าตระกูลซูชิปลาดิบเลยสั่งค่ะ)


Otoro ซูชิที่เรากินที่ญี่ปุ่นร้าน Sushi-zanmai ราคาคำละ 398 เยน ส่วนของ Honmono คำละ 400 บาทค่ะ จะว่าไปก็ง่ายดีนะคะ ราคาเท่าราคาเยนโดยไม่ต้องคิดเลขในใจแปลงหน่วยเงินกันให้วุ่นวายเลย (สรุปว่าแพงกว่าที่ญี่ปุ่นประมาณ 3 เท่านั่นเองค่ะ )

ไม่ใช่แค่ร้าน Honmono นี้ด้วยนะคะ แต่ร้านญี่ปุ่นร้านอื่นที่ไทยที่เราอ่านรีวิวมาว่าปลาดิบอร่อยมากกกกกกก (จนเราอ่านรีวิวแล้วเกิดอาการคัน ต้องขอไปลองพิสูจน์กับตัวเวลากลับไทย) ก็ราคาแบบนี้เลยค่ะ ความสดอะไรได้มาตรฐาน(ทั่วๆไป)ของปลาดิบที่กินที่ญี่ปุ่นจริงนะคะไม่เถียง แต่ราคามันแพงไปสำหรับคนเคยกินคุณภาพเท่ากันนี้ในราคาญี่ปุ่นอย่างเราน่ะค่ะ

เข้าใจว่ามันมีค่าโน่นค่านี่เยอะ...แต่ก็นะคะ...แพงจริงๆจังๆอ่ะค่ะ ถ้าใครอยากรู้ว่าปลาดิบร้านทั่วๆไปที่ญี่ปุ่นขายกันประมาณเท่าไหร่ ลองไปเปิดๆเมนูตามร้านพวก Honmono, The Grill Tokyo ดูได้ค่ะ ราคาซาชิมิหรือซูชิของเค้าเขียนราคาบาทไว้เท่าไหร่ ราคาเยนก็เป๊ะๆเท่านั้นโดยไม่ต้องแปลงหน่วยเงินเลยค่ะ (แต่ในราคานั้น กินที่ญี่ปุ่นจะได้ปริมาณเยอะกว่านะคะ)

สรุปว่ากิน Honmono งวดนั้นก็สั่งแต่พวกที่ไม่แพงมากตระกูลแซลมอนแทน พวกตระกูล Toro ขอกลับมากินที่ญี่ปุ่นดีกว่าค่ะ ไว้กลับไทยถาวรแล้วลงแดงอยากกินรสแบบญี่ปุ่นมากๆค่อยแวะไปร้านพวกนี้ค่ะ ... ภาพล่างนี้คือ Salmon-don ค่ะชามกระติ๋วเดียวแต่ราคาบาทเท่าราคาเยนที่ญี่ปุ่นเลย เรากินที่ Minatoya ที่ Ameyoko (ทางไปจิ้มดูได้ใน บล็อคนี้ นะคะ) ราคานี้ได้มาชามเบ้อเริ่ม (ขอกระซิบดังๆว่าที่ The Grill Tokyo @SiamParagon เราอ่านรีวิวแล้วกลับไทยรีบไปลองเลยค่ะ Negi-toro-don ของเค้าก็มาชามกระจิ๋วครือๆกันแบบนี้เลย รสชาติโอเคเหมือนที่กินที่ญี่ปุ่น แต่ที่ Minatoya เมนูเดียวกันนี้เราได้ปลาโปะมาเพียบจนกินแทบไม่หมดแน่ะค่ะ)


จริงๆในบรรดาปลาดิบที่ญี่ปุ่น แซลมอนคือปลาที่ราคาถูกที่สุดนะคะ อย่างที่ Sushi-zanmai ซูชิแซลมอนคำละ 98 เยนเท่านั้น โชคดีว่าของถูกนี่มันดันถูกปากเรา ตอนอยู่ญี่ปุ่นเลยกินซะอิ่มเลยล่ะค่ะ ภาพล่างนี้คือซูชิแซลมอนที่ Honmono ค่ะ ด้านบนมีคล้ายๆซอสมิโสะครีมๆอยู่ด้วย ก็แปลกอร่อยดีค่ะ รสนี้อยู่ญี่ปุ่นไม่เคยกินมาก่อน (ที่ Honmono อะไรที่เป็นปลาดิบมันจะแพงกว่าน่ะค่ะ เราเลยเอาแบบไม่ดิบแทน)


ไหนๆแล้วมีลองสั่ง 和牛 Wagyu มาด้วยค่ะ มาแบบเล็กกะทัดรัดจัดจานสวย มีหินย่างเนื้อฉู่ฉ่าน่าตื่นเต้นดี แต่เจ้าเนื้อที่เป็นตัวหลักนี่กลับให้มาก้อนเล็กๆไม่กี่ก้อนเองค่ะ กินแล้วก็ต้องบอกว่า Wagyu อันนี้(ไม่รู้พันธ์ไหนนะคะ)ความนุ่มอะไรยังห่าง Wagyu เนื้อโกเบที่เราเคยกินที่โกเบ(ใน บล็อคนี้)เยอะค่ะ แถมปริมาณก็น้อยนิดกระจิดริดจริงๆ ...สรุปว่า Honmono หนนั้นไปกินด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นหลักค่ะ สำหรับเราที่ยังไม่คุ้นราคาขนาดนี้ที่ไทยถ้าจะกินร้านนี้อีกก็คงต้องรอโอกาสพิเศษสุดสเปเชียลหรือมีคนเลี้ยงเท่านั้น


หลังจากกลับไปญี่ปุ่นหลายวัน จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ทานนมรสต่างๆของโปรดเราเสียทีค่ะ Lawson สาขาที่ใกล้เราที่สุดไม่มีขายเลยเห็นแต่นมสดไม่ปรุงรสธรรมดา แต่แล้ววันนึงเราก็หานมของโปรดเราได้ค่ะ (ไปเจอจาก lawson สาขาอื่นแทน) จริงๆไม่ใช่นมปรุงรสธรรมดา ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า O-re オレ น่ะค่ะไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี แต่เป็นนมที่หวานมันเข้มข้นยิ่งกว่าปกติ ในส่วนผสมเห็นมี Coconut oil ด้วย

เกิดนึกสงสัยเลยพลิกๆดูหน่อย เจ้านมนี่มาจาก Gunma 群馬 นี่เองค่ะ หนึ่งในสี่จังหวัดรอบๆฟุคุชิมะที่ช่วงแรกเคยโดนบล็อคผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไประยะนึง แต่รู้แล้วก็หาได้แคร์ไม่ค่ะ 500 mL นี่ดูดซะเกลี้ยงเลย (ถ้ากลัวก็คงไม่ซื้อนมทานแต่แรกแล้ว)


สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่รู้จากการดูฉลากคือ Ore นี่ 500ml ซัดไป 52x5 = 260 kCal แน่ะค่ะ ช่วงไหนน้ำหนักขึ้นนี่ต้องงดนมพวกนี้ไปเลย แคลอรี่เกือบจะเท่าเบนโตะเล็กๆกล่องนึงแล้วนะคะเนี่ย (ที่ญี่ปุ่นฉลากของกินมักระบุแคลอรี่ไว้ค่ะ เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก)


นมรสอื่นที่เราชอบกินนี่ยิ่งหนักกว่า อย่างเจ้า Melon-Banana Milk นี่ ขนาดไม่ใช่ Ore แต่ 500ml นี่ซัดไปถึง 61x5 = 305 kCal แล้วค่ะ จะไม่กล้าดื่มนมก็เพราะแคลอรี่นี่ล่ะค่า ไม่ใช่เพราะกลัวรังสี


ปากบอกกลัวอ้วน แต่เอาเข้าจริงการกระทำเรานี่ค่อนข้างตรงข้ามค่ะ เจอนมพวกนี้ทีไรซื้อทุกที บางทีซื้อทีเดียวสามกล่องเอาไปแช่ตู้เย็นที่บ้านกินต่ออีกแน่ะ ยิ่งนมรสสตรอเบอรี่นี่ของโปรดเราเลยค่ะ เท่าที่กินมาไม่ว่ายี่ห้อไหน จะ Ore หรือไม่ Ore ก็อร๊อยอร่อย(สำหรับเรานะคะ) (จริงๆเราไม่ชอบกินสตรอเบอรี่สดนะคะเพราะเป็นคนไม่ชอบทานเปรี้ยว ขนาดสตรอเบอรี่ญี่ปุ่นว่ากันว่าหวานๆ ก็ยังอยู่แค่ระดับทานได้สำหรับเราแต่ก็ไม่ได้ชอบค่ะ ไม่ต้องพูดถึงแบบที่เปรี้ยวจี๊ดซึ่งเราแทบกินไม่ได้เลยล่ะค่ะ)


หรืออย่างอันนี้ ภาพล่างนี่คือพัดที่แจกในโรงอาหารที่โตไดเดือน มิย นี้เองค่ะ(ช่วงนี้หลายวันเริ่มร้อนจนอยากเปิดแอร์แล้ว) ในภาพเป็นการช่วยโปรโมทและสนับสนุนผลิตภัณฑ์นมจากจังหวัด Fukushima ที่มีปัญหาโรงไฟฟ้ากันอยู่น่ะค่ะ


อยากช่วยอุดหนุนแต่ก็ลังเลค่ะ...เหตุเพราะเราไม่ชอบกินอะไรรสช็อคโกแลตหรือรสกาแฟเลย หาดูรสอื่นๆก็ไม่มี(นมสดไม่ปรุงรสเราก็ไม่ชอบค่ะ) สุดท้ายรสกาแฟก็รสกาแฟค่ะช่วยซื้อ Coffee Ore มาหนึ่งกล่อง(แถมแคลอรี่สูงเชียวค่ะ หนึ่งกล่อง / 300mL / 229kCal) สำหรับคนไม่ชอบกาแฟอย่างเราก็ว่ารสนี้มันขมไปนิดค่ะ ปกติไม่เคยซื้อรสกาแฟเลย ผลจากการดื่มกล่องนี้ปรากฏว่าวันนั้นยังไงไม่รู้ค่ะทำงานจนดึกดื่นแล้วก็ไม่ง่วงสักที...นึกได้ทีหลังว่าสงสัยเพราะอิทธิฤทธิ์นมกาแฟนี้แน่ๆเลย


โดยรวมถ้าใครตัดสินใจกลับมาญี่ปุ่นแล้ว ยังไงก็ต้องใช้ชีวิตไปตามปกติล่ะค่ะ นักเรียนนักศึกษาก็ทานโรงอาหารกัน เค้าใช้น้ำอะไรทำมาก็กินค่ะ (ชัวร์ว่าน้ำประปาอยู่แล้ว) เราว่าสถานที่ที่อยู่ก็มีผลนะคะ ถ้าตอนอยู่ไทยใครๆก็ไซโคมาว่ากินไม่ได้ๆคนมันก็พลอยกลัวไม่กล้ากินไปด้วย แต่พอกลับมาที่ญี่ปุ่นเข้าจริงๆเห็นคนญี่ปุ่นเค้ายังกินกันได้ปกติ มันก็สบายใจน่ะค่ะว่ามันคงกินได้ปกตินั่นล่ะ อย่างนี้น่าจะเกี่ยวกับพวกจิตวิทยามวลชนหรือเปล่าคะเนี่ย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าควรจะเรียกว่าอะไรดี


เรื่องการตรวจพบรังสีเกินในผลิตภัณฑ์การเกษตรก็ยังแว่วๆมาเรื่อยๆตรงโน้นตรงนี้เปลี่ยนไปเรื่อยค่ะ ล่าสุดที่ได้ยินมาก็คือใบชาจากจังหวัดนึงไม่ห่างโตเกียวนักน่ะค่ะ อุตส่าห์ปลูกกันซะเยอะแยะกว่าจะโต ก็ต้องทิ้งหมดเลยล่ะค่ะ เห็นข่าวแล้วก็เห็นใจคนปลูกจริงๆ จังหวัดไหนความเสี่ยงเยอะก็ต้องมีมาตรการตรวจวัดกันรายสัปดาห์เพื่อเอาผลมาประกาศให้คนไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของจังหวัดเค้า

เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงก็เห็นข่าวว่าต้องมีการไปขอตรวจสอบจากหน่วยงานเพื่อให้ได้ใบยืนยันรับรองมาว่าผลิตภัณฑ์ของเค้าปลอดภัยหรือไม่จะได้เอาไปยืนยันกับบรรดาลูกค้าได้ค่ะ คนไหนผ่านก็โชคดีไป แต่ก็มีบางรายผลออกมาไม่ผ่านฉลุยแต่ก็ยังไม่แตะขั้นอันตราย ออกแนวคลุมเครืออย่างนี้คนปลูกก็กลุ้มไปเลยค่ะ

เราเห็นสัมภาษณ์ทีไรสิ่งที่เกษตรกรทุกคนมักพูดตบท้ายก็คือ อยากขอให้ช่วยกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่เค้าปลูกมาเท่านั้นก็พอ ส่วนตัวเราชอบแนวความคิดแบบนี้มากกว่า ความคิดที่ว่าแค่บริจาคเงินไปให้ก็พอแล้ว ภาพล่างนี้ถ่ายมาไม่กี่อาทิตย์นี้เองค่ะรายการพาไปดูการปลูกแครอทที่ว่ากันว่าหวานๆ เห็นเค้ากัดกินกันสดๆเราก็เพิ่งเอะใจว่าแครอทมันกินสดๆได้หนินะ หลังๆนี้เราทำกับข้าวกลายเป็นว่าหั่นแครอทไปก็หยิบใส่ปากไปเลยค่ะ แทบไม่ต้องลงหม้อลงกะทะแล้ว


ช่วง เมษา ถึง ต้น พค เห็นข่าวบ่อยๆที่มีคล้ายๆตลาดจัดพิเศษเพื่อขายผักจากจังหวัดที่เคยโดนแบนสินค้าการเกษตรไป(ในราคาลดพิเศษด้วย) มีการกินโชว์ว่าปลอดภัยจริงๆนะกินได้ไม่อันตรายแล้ว ร้านอาหารหลายร้านก็จัดเมนูทำจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากพื้นที่ประสบภัยโดยเฉพาะเพื่อเป็นการช่วยอุดหนุนกัน (แปะป้ายบอกไว้หราเลยค่ะว่าใช้ผลิตผลจากพื้นที่ไหน)


ณ ปัจจุบันที่เข้าสู่เดือน มิย แล้ว แม้สถานการณ์โรงไฟฟ้าก็รู้ๆกันอยู่ว่า meltdown (จริงๆเห็นว่า melt ไปตั้งแต่วันแผ่นดินไหวแรกๆแล้วล่ะค่ะ แต่ตอนนั้นยังเข้าไปตรวจสอบยืนยันไม่ได้) แต่คนส่วนใหญ่รอบตัวเราทั้งไทยทั้งญี่ปุ่นทั้งต่างชาติ ก็เห็นกินดื่มกันตามร้านอาหารเหมือนปกติค่ะ เมนูต่างๆก็กลับมาครบเต็มเมนูเหมือนเดิมแล้ว เราเองถ้ามีจังหวะก็หลบไปหาเรื่อง enjoy eating กะเค้าเหมือนกันค่ะ (ปัญหาคือไม่ค่อยมีเวลาให้หลบไปนี่สิคะ)

แต่แว่วๆมาว่าคนไทยที่ยังกังวลไม่กล้ากินอาหารที่ญี่ปุ่นก็ยังมีนะคะ ยังแอบนึกในใจอยู่ว่า ตั้งแต่เค้ากลับมาญี่ปุ่นนี่กินแต่อาหารสำเร็จรูปที่เอามาจากไทยตลอดเหรอเนี่ย โห...ไม่กลัวจริงทำขนาดนี้ไม่ได้นะคะเนี่ย ตอนงานยุ่งๆเราต้องกินอาหารสำเร็จรูปพวกนี้ติดกันสักอาทิตย์ก็เบื่อจะตายอยู่แล้ว

ล่าสุดมิถุนานี้เห็นข่าวว่าราคาผลิตภัณฑ์จากทะเลต่างๆเริ่มจะขึ้นค่ะ เช่น Ikura หรือไข่ปลาแซลมอน ต่อ 1kg ราคาขึ้นมา 1000yen / สาหร่าย Wakame ถึงจะมีขายปกติ แต่ดูดีๆก็มีแบรนด์จากเกาหลีหรือจีนมาทดแทนแบรนด์ญี่ปุ่นที่ปริมาณขาดไป / พวกปลาดิบต่างๆก็มีวี่แววว่าเข้าหน้าร้อนแล้วราคาอาจจะค่อยๆขึ้นมาอีกค่ะ .... ส่วนสาเหตของการขึ้นราคาก็เพราะจำนวนเรือที่ออกทะเลมีน้อยลงเพราะเจอเหตุซึนามิและแผ่นดินไหวเข้าไปนั่นล่ะค่ะ เห็นว่าหลายจุดที่ประสบภัยซึนามิถล่มเป็นแหล่งประมงด้วย






สำหรับสถานการณ์ต่างๆที่อยากบอกอยากเล่าก็เท่านี้ล่ะค่ะ ทีแรกก็สั้นๆ แต่ค่อยๆเขียนเพิ่มไปวันละนิดละหน่อยไปๆมาๆเลยได้ยาวอีกแล้วค่ะ จัดไปสองบล็อคเต็มๆเลย สุดท้ายนี้ให้ลิงค์ต่างๆเอาไว้เผื่อใครสนใจหาข้อมูลเพิ่มนะคะ

ตอนช่วงที่กลับมาญี่ปุ่นใหม่ๆนี่ตื่นมาทีเช็คข้อมูลกันเหนื่อยเลยค่ะ จากที่แต่ก่อนเคยเช็คแค่เว็บพยากรณ์อากาศว่าวันนี้ฝนตกไหม ความชื้นเท่าไหร่ ลมพัดแรงสะบัดรึเปล่า ตอนช่วงยังเกาะติดสถานการณ์หนึบนี่ วันๆนึงต้องเช็คข้อมูลเหล่านี้เป็นประจำวันเลยค่ะ (แต่ ณ ปัจจุบันนี้เลิกดูแล้วค่ะเสียเวลานอนเรา ดูแต่อากาศอย่างเดียวพอ)

วงเล็บ [--] ด้านหน้าบอกว่าในลิงค์นั้นๆเขียนเป็นภาษาอะไรนะคะ

    รายงานทั่วๆไปหลายๆเรื่อง
  1. [Eng & Jp] ข่าว NHK Live แบบมีพากษ์อังกฤษประกอบ
  2. [Eng] รายงานสรุปความคืบหน้าสถานการณ์ของโรงไฟฟ้าที่มีปัญหาโดย NyTimes ดูเข้าใจง่ายแต่อธิบายสั้นมากจนไม่ค่อยได้รายละเอียดเท่าไหร่ ไม่เหมาะสำหรับใครที่อยากติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  3. [Th] Twitter ติดตามสถานการณ์ รายงานโดยสถานฑูตไทยในญี่ปุ่น ตอนเกิดเหตุใหม่ๆอัพเดตข่าวสารทันใจ แต่เดี๋ยวนี้นิ่งสนิทไปเลยค่ะ ตามข่าวเองละเอียดและทันใจกว่าเยอะ

    รายงานผลตรวจสอบปริมาณกัมมันตภาพรังสีโดยเฉพาะ
  4. [Jp] Interactive website: cumulative radioactive since 15 MAR 2011
  5. [Eng] @Shinjuku รายงานผลวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในอากาศ(รายงานต่อชั่วโมง + graph) และ ในน้ำประปา(รายงานต่อวัน) มีข้อมูลเก่าๆสมัยตอนยังไม่เกิดเรื่องให้เปรียบเทียบค่าด้วย
  6. [Jp] @Tokyo 東京都水道局 การประปาโตเกียว รายงานผลวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในโรงทำน้ำประปาทั้งสามของโตเกียว (รายงานผลวันละครั้ง) เขตไหนได้น้ำจากโรงไหนหาง่ายๆใน google
  7. [Jp] @Tokyo ผลวิเคราะห์กัมมันตภาพรังสีในโรงทำน้ำประปาทั้งสามของโตเกียว + graph (รายงานผลวันละครั้ง) เขตไหนได้น้ำจากโรงไหนหาง่ายๆใน google
  8. [Eng] ปริมาณรังสีในอากาศและน้ำประปาของภูมิภาคต่างๆทั่วญี่ปุ่น (รายงานผลวันละครั้ง)
  9. [Eng] ปริมาณรังสีในอากาศ น้ำประปา และ อาหาร ในจังหวัดต่างๆทั่วญี่ปุ่น (อันนี้มีแผนที่ ดูง่ายกว่าลิงค์ด้านบน)
  10. [Jp] เว็บคำนวนว่าปริมาณรังสีที่ได้รับอยู่ในระดับอันตรายหรือยัง

    เช็ครายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้
  11. [Jp] รายงานแผ่นดินไหวทั่วญี่ปุ่น แผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่พยากรณ์ไม่ได้ ในเว็บจะเป็นข้อมูลแผ่นดินไหวที่เกิด ไหวปุ๊บอัพเดตทันที วิธีอ่านค่าเคยเขียนไว้แล้วที่ ตรงนี้
  12. [Jp] เว็บ TEPCO ไว้เช็คตารางการดับไฟหรือข่าวอัพเดต
  13. [Jp] Keisei, JR, TokyoMetro เว็บของรถไฟบางยี่ห้อ(ที่เราใช้) ไว้ดูว่าสายไหนวิ่งหรือไม่วิ่งยังไงบ้าง




รวมลิงค์บล็อคสรุปสถานการณ์

1. @Tokyo เรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้น สถานการณ์ต่างๆตั้งแต่กลับมาโตเกียว :: เรื่องโรงเรียน โรงไฟฟ้า และ ไฟดับ
2. @Tokyo เรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้น สถานการณ์ต่างๆตั้งแต่กลับมาโตเกียว :: เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และ ของกิน


--------------------------------------------------------------

รูปในนี้(นอกจากที่แค็ปเว็บมา)มาจาก Sony Alpha NEX-5 + Alpha E 18-55mm OSS ที่กลายเป็นกล้องห้อยติดตัวเราล้วนๆค่ะ ย่อ usm ใส่โลโก้ไม่ค่อยได้แต่งอะไร


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 12 มิถุนายน 2554
Last Update : 22 มีนาคม 2556 14:13:01 น. 8 comments
Counter : 2613 Pageviews.

 
เข้ามาอ่านบล็อกนี้สองสามครั้งแล้ว หายสงสัยไปเยอะเลยค่ะ

ที่อิตาลีเพิ่งโหวตว่าจะเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่เอา ปรากฏว่าชาวอิตาเลี่ยนไม่เอาค่ะ เคสที่ญี่ปุ่นนี่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ไม่เอา ของชาวอิตาเลี่ยนมากเลยค่ะ มันมีทั้งข้อดีข้อเสียอ่ะนะ

แล้วจะเข้ามาอ่านใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ


โดย: settembre IP: 78.134.74.136 วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:22:57:24 น.  

 
^
^
เห็นข่าวที่อิตาลี่นี้ใน NHK เหมือนกันค่ะ แต่ส่วนตัวไม่ต้องดูข่าวจนจบก็เดาผลโหวตได้ เพราะเรื่องรังสีนิวเคลียร์ยังเหมือนเรื่องไกลตัวสำหรับคนส่วนใหญ่(แต่ที่จริงมันใกล้กว่าที่คิดเยอะ) เลยยิ่งดูน่ากลัวมาก (ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จริง และ มองไม่เห็น นี่เราว่าเป็นที่สุดของความกลัวเลยค่ะ)

แถมเหตุการณ์ Fukushima ตอนนี้ก็ยังไม่สงบดีเลย หลายปีนี้เราว่าประเทศไหนก็สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มยากค่ะ ประธานาธิบดีโอบาม่าก่อนนี้ยังพูดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่ม แต่หลังเหตุ Fukushima นี่ก็ต้องพับแผนที่ว่าไปสนิทเลยค่ะ

จริงๆโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่เดิมนี่ ถ้าประชาชนยอมให้ค่าไฟแพงขึ้นหรือยอมไฟไม่พอใช้(อาจถึงขั้นขาดแคลนไฟฟ้าในหลายประเทศ) ป่านนี้ทุกโรงคงโดนปิดกิจการกันหมดแล้วค่ะเนี่ย


โดย: White Amulet วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:23:22:03 น.  

 
เขียนอ่านง่ายและเจาะลึกดีมากๆครับคุณไวท์ เอาไปลงเป็นสกู๊ปในนิตยสารได้สบายเลยครับ


โดย: kirofsky วันที่: 21 มิถุนายน 2554 เวลา:0:50:22 น.  

 
หวัดดีอีกครั้งนึงครับ

แนะนำหน่อยสิครับ พวกประมาณ factory tour แถบๆใกล้ Tokyo มีที่ไหนน่าสนใจบ้างครับ หรือมีที่ไหนน่าสนใจครับ

เพราะถ้าไปแบบที่ list ไว้ใน guide tour แบบที่ไปหยิบเมื่อถึงสนามบินแบบนั้น ไปมาหมดแล้วอะ

ขอบคุณครับ


โดย: นน IP: 172.16.34.92, 202.149.101.72 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2554 เวลา:13:17:08 น.  

 
^
^
factory tour นี่คือประมาณไหนเหรอคะ??? หมายถึง ทัวร์โรงงานต่างๆเหรอคะ??? คือ ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนจริงๆน่ะค่ะ


โดย: White Amulet วันที่: 4 ธันวาคม 2554 เวลา:22:19:54 น.  

 
โทดทีครับ

จริงแล้วผมอยากจะสื่อถึง การท่องเที่ยวแบบประเภทเยื่ยมชมโรงงาน แบบที่เคยเรียนนะครับ

ัตัวอย่างเช่นโรงงานมาสด้าที่เมืองฮิโรชิมา แบบนั้นนะครับ

ไม่ทราบว่าที่แถบๆโตเกียวมีแบบนี้บ้างหรือเปล่า


โดย: นน IP: 172.16.34.92, 202.149.101.72 วันที่: 6 ธันวาคม 2554 เวลา:14:50:05 น.  

 
^
^
อ๋อ ถ้าเป็นแนวนี้เราไม่มีความรู้เลยน่ะค่ะ แนะนำแบบคนไม่มีความรู้เลย ถ้าเป็นเรา คงไปหาตามเว็บไซต์ของโรงงานที่สนใจ หาเมลติดต่อ และ สอบถามเรื่องขอไปเยี่ยมชมโรงงานโดยตรงเลยน่ะค่ะ


โดย: White Amulet วันที่: 7 ธันวาคม 2554 เวลา:0:25:28 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: นน IP: 172.16.34.92, 202.149.101.72 วันที่: 7 ธันวาคม 2554 เวลา:9:20:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.