W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > พุธ 16 มีนา 2011


อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ ขอหลบความเครียดมาพักทำใจหน่อยเถอะนะ

คำเตือน บล็อคนี้เป็นแค่บันทึกเรื่องที่ผ่านมาแล้ว(ตั้งเกือบเดือน) ไม่ใช่การรายงานสถานการณ์สดจากโตเกียวแต่อย่างใด สถานการณ์ปัจจุบันคิดจะเขียนอยู่ในบล็อคหน้า(ถ้ามีเวลาและมีอารมณ์ในการเขียนเพียงพอ)

ต่อจากบล็อคก่อนที่นั่งพิมพ์บันทึกกันข้ามวันข้ามคืนบนพื้นแข็งๆของสนามบินนาริตะ ขึ้นวันใหม่มาอย่างคนขาดการอัพเดตข่าวสารแบบ real-time 24 hours จาก NHK (ผล คือ สบายใจขึ้นมาก) เวลาประมาณสักหกโมงเช้าที่ อะไรๆก็พิมพ์เสร็จไปหมดแล้ว เราก็เริ่มออกเดินเล่นยืดเส้นยืดสายในสนามบินให้ก้นหายเป็นตะคริวซะหน่อย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ค้างที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนยังคงหลับอุตุกันอยู่เลย


ยังไม่ทันจะเจ็ดโมงเช้าดี แต่ดูสิ พ่อครัวร้านซูชิในสนามบินตื่นมาเตรียมร้านแล้ว ขยันกันดีจริงๆเลยนะเนี่ย จะว่าไปลูกค้าในสนามบินตอนนี้ก็เยอะเป็นประวัติการณ์(ที่ไม่ค่อยดี)จริงๆนั่นล่ะ นอกจากลูกค้าที่มาบินออกแล้วก็ยังมีลูกค้าที่มาอาศัยนั่งๆนอนๆ ยึดเอาสนามบินเป็นบ้านชั่วคราวด้วย


ลากกระเป๋าเดินวนรอบสนามบินไปเรื่อยๆ ผ่านไปเจอเคาเตอร์เช็คอินของ Business/First class เขียนป้ายแปะไว้ว่าเคาเตอร์จะเปิด 7 โมง แต่ Economy อย่างเรานั้นไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว ก็กะว่าจะรีบไปเช็คอินตั้งแต่ 3 ชั่วโมงก่อนหน้าเลยเพื่อความชัวร์ (ไฟลท์บิน 10:50 am) เดี๋ยวเดินเล่นชิวๆเสร็จก็คงไปเช็คอินได้สบายๆตอน 7:50 am โอ๊ย..เวลาเหลือเฟือ (เดินทางต่างประเทศปกติ ถ้ามาเช็คอินก่อน 3 ชั่วโมงก็มักเจอเคาเตอร์ว่างๆคิวแทบไม่มีเลย)

แต่หลัก "สบายๆถ้ามาสามชั่วโมงก่อนบิน" นั้นกลายเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ในสถานการณ์ไม่ปกติอย่างนี้ เริ่มจะรู้ตัวก็ตอนที่เดินลากกระเป๋าตุเลงๆไปเห็นแถวอะไรไม่รู้คนต่อคิวกันยาวเฟื้อยเชียว เดินเรื่อยๆมาเรียงๆไล่ตามไปดูจนถึงหัวแถว ปรากฏว่ามันคือแถวของเคาเตอร์เช็คอิน Economy ที่เดี๋ยวเราเองก็ต้องใช้นี่เอง อุแม่เจ้า!ยังไม่ทันจะเจ็ดโมงเช้า เคาเตอร์ยังไม่ทันจะเปิด แต่หางแถวยาวไปกว่าครึ่ง Wing แล้วเหรอเนี่ย ตายๆๆ จากที่ขาไปตะกี้เดินชิวๆอยากรู้อยากเห็นไปเรื่อย ขากลับนี่แทบจะวิ่งเขย่งก้าวกระโดดกลับมาเลย รีบแยกร่างกระเป๋าอย่างรวดเร็วแล้วไปต่อคิวกะเค้าทันที ไม่น่าประมาทไปเลยนะเนี่ย ถ้ารู้ซะงี้จะมานั่งต่อคิวหน้าเคาเตอร์มันตั้งแต่ตีห้าเลย ไหนๆก็ตื่นอยู่ทั้งคืนอยู่แล้ว

ระหว่างที่ต่อแถวที่สปีดการขยับสุดแสนจะเชื่องช้า ก็มองซ้ายขวาสำรวจสภาพในสนามบินไปเรื่อย เทียบกับตอนที่เรามาถึงเมื่อวานตอนเย็น เช้านี้คนเยอะขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด สนามบินตรงเคาเตอร์เช็คอินคนแน่นไปหมด น่ากลัวว่าข่าวโรงไฟฟ้าเมื่อวานจะมีผลมากกว่าที่เราคิดนะเนี่ย มองประตูทางเข้าอยู่นี่เห็นคนเข้ามาไม่ได้ขาดเลย แต่ละคนคลุมหัวมีผ้าคาดปากพร้อม(เช้านี้มีฝนตก ยิ่งน่ากลัวเรื่องฝนปนรังสี) มีกรุ๊ปคนจีนถือป้ายว่าสถานทูตจีนยืนอยู่เพียบหลายสิบคนแต่ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกไหน นักเรียนหรือเจ้าหน้าที่สถานทูตก็ไม่รู้?


สิ่งที่รู้ๆคือ ทั้งคิวด้านหน้าและด้านหลังที่เราต่ออยู่เนี่ยมีแต่คนจีนล้วนๆเลย ที่น่าโมโหก็คือเจอคนจีนแซงคิวนี่สิ เป็นผู้ชายยังหนุ่มๆแท้ๆนะแซงคิวผู้หญิงได้หน้าตาเฉยเลย หนอย..ทำเดินมาเนียนเสียบข้างๆกรุ๊ปคนจีนด้านหน้าเราที่ดันยืนกันเป็นกลุ่มไม่เป็นระเบียบจนทำให้แถวดูเหมือนมีแตกแพร่งเล็กๆ คนที่มาแซงเราแซงแล้วก็มีทำเป็นคุยภาษาจีนกับคนจีนกรุ๊ปข้างหน้านั้นด้วยนะ แต่เราเห็นอยู่น่ะว่าไม่ได้มาด้วยกันสักหน่อย แถมคนในกลุ่มก็ไม่ได้หันมาให้ความสนใจเท่าไหร่ด้วย แยกกันมาชัดๆแบบนี้

หลังจากพลาดโดนคนจีนแซงไปแล้วจากนั้นก็ระวังตัวตลอด เข็นกระเป๋าไปติดคิวหน้าไม่ยอมเปิดโอกาสให้ใครมาแซงอีกเลย อารมณ์เสียนะเนี่ยต้องมาเจอพวกขี้เอาเปรียบชอบแซงคิวแม้แต่ตอนแบบนี้ อดนึกถึงตอนไปไต้หวันไม่ได้ จำแม่นมากๆว่าระหว่างรอคิวเพื่อเอาภาพที่ระลึกของ Taipei101 อยู่ๆกรุ๊ปคนจีนแผ่นดินใหญ่(ไม่ใช่จีนไต้หวัน)ก็เดินมาแทรกที่ด้านหน้าเฉ๊ย เรานี่ส่งสายตาจ้องแบบไม่มีเกรงใจเลย พวกเค้าหันมามองแล้วมีชะงักกับรังสีอำมหิตไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังคงยืนกรานจะแซงคิวเราต่อไป พนักงานต้องออกปากว่าให้ไปต่อคิวพวกนั้นถึงจะยอมไป

พักเรื่องน่าหงุดหงิดไปต่อเรื่องเช็คอินกันต่อ ต่อแถวไปได้สักพักก็เริ่มมีเจ้าหน้าที่มาพยายามเดินจัดระเบียบให้ยืนกันเป็นสองแถวดีๆ ไม่จับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่เนื่องจากคนเยอะมาก แถวยาวมาก เจ้าหน้าที่เลยไม่เพียงพอ สุดท้ายก็ได้แต่คอยระวังคิวของตัวเองให้ดีที่สุดไปเพราะเวลานี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้การดูแลเราอย่างทั่วถึงได้ ค่อยๆกระดึบๆมาจนในที่สุดก็ถึงโค้งสุดท้าย ผ่านเข้ามาอยู่ตรงแถวที่หน้าเคาเตอร์เช็คอินแล้ว ตรงนี้ก็ไม่ได้ดีกว่าข้างนอกนัก แถวขดไปขดมาเหมือนตอนเล่นเกมส์ Snake ที่เลเวลสูงๆยังไงยังงั้น ดีว่ามีกั้นไว้ดีเลยเบาใจเรื่องพวกชอบเนียนแซงคิวไปได้บ้าง

ตอนที่อีกแค่หนึ่งขดครึ่งก็จะถึงคิวเราอยู่แล้วอยู่ๆก็มีประกาศว่า "ผู้โดยสารท่านใดที่ไปเที่ยวบินเวลา 11:00 am ขึ้นไป เนื่องจากมีการแคนเซิลไฟลท์ จึงขอให้ยังไม่ต้องมาต่อคิวเช็คอินและรอประกาศอัพเดตต่อไป" ได้ยินทีแรกนี่ใจหล่นไปตาตุ่มเลยว่าอุตส่าห์ต่อคิวมาเป็นชั่วโมงต้องมาออกจากแถวอย่างนี้น่ะนะ แต่พอคิดดูดีๆไฟลท์เรามัน 10:50 นี่นา ฟู่..รอดมาได้ฉิวเฉียด เบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลาต่อคิวไปประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งได้ (เน้นด้วยว่านี่ขนาดเริ่มต่อตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงเช้านะเนี่ย)

พอได้ Boarding pass มาอยู่ในมือแล้วก็เบาใจไประดับนึง ออกจากเคาเตอร์เช็คอินมา แถวต่อคิวของ economy ยาวอลังการล้านแปดยิ่งกว่าตอนที่เราไปต่อใหม่ๆซะอีก เมื่อตอน(เกือบ)เจ็ดโมงยังเป็นแถวคู่ยาวประมาณครึ่ง South wing ผ่านมาชั่วโมงครึ่งหางแถวตอนนี้ยาวไปจนสุด Wing แถมอ้อมต่อไปไหนก็ไม่รู้แล้ว แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นบวกกับยังมีเวลาก็เลยเดินไล่แถวไปดูมา

เทียบจากแผนที่ของ Narita Airport Terminal 1 แบบคร่าวๆ พอให้เห็นภาพว่าคิวคนเช็คอิน ณ เช้าวันนั้นยาววววววมากแค่ไหน (คลิกที่รูป เพื่อดูภาพใหญ่ได้นะ) ไม่นับแถวที่ขดไปขดมาอยู่ตรงหน้าเคาเตอร์เช็คอินกระเป๋า แถวด้านนอกก็ลากยาวตั้งแต่เคาเตอร์ E ไปตามเส้นประสีแดงในภาพเลย ยาววนเข้าไปอ้อมในโซนร้านอาหารจนวกกลับมาใน South wing อีกรอบโน่นแน่ะ

Credit แผนที่จาก http://www.narita-airport.jp/en/guide/map/apt14f.pdf

สอดรู้สอดเห็นเสร็จแล้วก่อนจะเข้าเกตก็เดินวนหา Post Office ซะหน่อย ก็ตั้งใจจะบริจาคเงินเข้ากาชาดญี่ปุ่น (日本赤十字社 にっぽんせきじゅうじしゃ Nippon-sekijujisha) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั่นล่ะ แต่ปรากฏว่า Post office ยังปิดอยู่เลย แถมมีคนมาต่อคิวรอข้างหน้าแล้วด้วย กว่าเรามารอตรงนี้อีกเกิดพลาดผ่าน immigration ไม่ทัน ตกไฟลท์เอาจะยุ่ง สุดท้ายเลยยังไม่ได้บริจาคเงิน (แต่ ณ ตอนที่พิมพ์อยู่นี่บริจาคไปเรียบร้อยแล้ว เข้ากาชาดญี่ปุ่นตรงๆเลยนี่ล่ะชัวร์สุดว่าถึงทุกบาททุกสตางค์ = ทุกเยน)

เมื่อไม่มีอะไรทำแล้วก็รีบเข้าเกตไปก่อนดีกว่า ทั้งๆที่แถวเช็คอินยาวและคนเยอะขนาดนั้น แต่ในขั้นตอนผ่าน immigration นี่กลับไม่นานเท่าไหร่นะ ต่อคิวเล็กน้อยตามปกติแต่ก็ไหลลื่นผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ภาพนี้กะจะถ่ายมานานแล้วล่ะ ตอนเห็นทีแรกก็แปลกใจเหมือนกันว่านอกจากพวกของสด ผัก และ ผลไม้แล้ว หมอนอิงสามเหลี่ยมแบบไทยๆ(イネワラを使用した三角マクラ)นี่ก็ถือเป็นของต้องห้ามด้วยนะเนี่ย เคยคิดจะซื้อเป็นของฝากอาจารย์อยู่เลยอดเลย


เข้า immigration มาได้แล้วทีนี้ยิ่งโล่งเลย ณ ตอนนั้นนี่ค่อนข้างสบายใจและอารมณ์ดีมากพอจะแวะซื้อของ(ที่ลืมหยิบกลับมา)ที่ Fasola Duty Free ด้วย การได้อยู่ห่างข่าวเครียดๆ แถมไม่ต้องวิตกจริตกลัวอยู่ตัวคนเดียวในห้องนี่ช่วยให้ผ่อนคลายได้เยอะจริงๆนะ ยิ่งมองวิวฟ้าใสๆข้างนอกไปด้วยแล้ว ยิ่งไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรที่เราจะต้องเป็นกังวลไปขนาดนั้นเลย วันนี้มันก็เหมือนๆกับวันเวลาปกติที่ผ่านมาของเราที่ญี่ปุ่นนี่ล่ะ (แต่อย่างว่า เปลี่ยนใจไม่กลับไทยตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว)


หลังจากช็อปเสร็จก็เดินไปหา Shower room ตามคำสั่งของคุณแฟน ส่วนตัวไม่เคยรู้เลยนะว่ามีบริการห้องอาบน้ำด้านในเกตสนามบินด้วย แต่คุณแฟนเค้าเคยใช้บริการมาก่อน หนนี้เลยบอกให้เราไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เสื้อที่ใส่เดิมให้มัดใส่ถุงเก็บให้มิดชิด(เพื่อเอาไปแยกซักทีหลัง) แล้วค่อยขึ้นเครื่องไป เดินวนๆหาอยู่แป๊บนึงก็เจอละ อยู่ลึกลับไปนิดนึง ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมาเท่าไหร่ ราคาค่าบริการตกที่ Shower only 1000yen/30min , Single day room 1500yen/first hour และ 750yen/hour ต่อๆไป , Twin day room 2400yen/first hour และ 1200yen/hour ต่อๆไป


คุณแฟนสั่งมาแค่อาบน้ำ แค่คิดสารตะดูแล้วครึ่งชั่วโมงรวมอาบน้ำ สระผม และเป่าผม เราไม่มีทางทำทันหรอก(ผมยาวมาก) ไหนๆจะเอาชั่วโมงนึงแล้วเอาแบบ Day room มีเตียงให้นอนเอนหลังพักด้วยดีกว่า ว่าแล้วก็จ่ายไป 1500yen ได้กุญแจห้อง พร้อมเซ็ตน้ำดื่ม ทิชชู่ และ แปรงสีฟันแบบนี้มา


บริการ Shower room นี้หรูกว่าที่คิดไว้ซะอีกคล้าย business hotel ย่อมๆเลย สวยและสะอาดมากๆ


Day room แบบ Single เข้าไปจะมีเตียงเล็กๆแบบมีนาฬิกาปลุกฝังอยู่หัวเตียง ข้างเตียงมีตะกร้าใส่ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่และเล็กอย่างละผืน (สลิปเปอร์ใส่ในห้องก็มีให้)


ถ้านอนบนเตียงมองไปปลายเตียงก็มีที่แขวนเสื้อ มีโต๊ะกระจก ไดร์เป่าผม และ โทรศัพท์ภายในแบบนี้


สุดท้ายจากเตียงมองไปประตูก็จะมีห้องอาบน้ำเล็กๆอยู่ (ห้องส้วมจะอยู่แยกด้านนอก)


โดยรวมแล้วถึงจะห้องเล็กๆแต่ก็สะอาดสะอ้าน เป็นส่วนตัว พักผ่อนสบายมากๆเลย รีบอาบน้ำเป่าผมแล้วก็พอมีเวลาให้เอนหลังหลับตานอนแป๊บนึง (ขอ wake up call เอาไว้ด้วยกันนอนหลับเพลิน) เสียดายว่าเสียเวลาต่อคิวด้านนอกนานไป เลยไม่สามารถนอนพักนานกว่านี้ได้ เค้าอุตส่าห์แถมให้อีกสิบกว่านาทีแต่ก็ไม่ได้ใช้เพราะต้องรีบออกไปขึ้นเครื่องซะแล้ว ยังไงก็ตามแอบติดใจบริการนี้ไปเรียบร้อย ถ้ามีไฟลท์ไหนบินยาวๆจัดหนักๆอาจกลับมาใช้บริการห้องนอนแบบนี้อีกครั้ง สบายกว่าไปนั่งหลับหน้าเกตแล้วต้องคอยหนีบสัมภาระทุกสิ่งอย่างไว้กับตัวตั้งเยอะ (ว่าแต่สนามบินที่อื่นมีบริการแบบนี้บ้างมั๊ยเนี่ยถ้าเราไม่ได้ถือพวกบัตร Elite ของสายการบินต่างๆ)

เพิ่งจะชาร์จแบตได้นิดนึงแต่ก็ได้เวลาต้องวิ่งขึ้นเครื่องแล้ว ระหว่างทางเชื่อมเข้าเครื่องบินมองไปเห็นเครื่อง TG อยู่ไวๆ ถ้าไปลำนั้นคนไทยคงเพียบแน่นต้องเจอคนรู้จักแหงๆเลย ไอ้การใจร้อนยอมจ่ายแพงในกรณีนี้ก็ถือว่ามีข้อดีอีกอย่างคือไม่ต้องเอาหน้าโทรมๆของคนอดหลับอดนอนไปประจานให้คนรู้จักรู้ อีกอย่างคือไม่ประทับใจการบริการของแอร์ TG มาแต่ไหนแต่ไรแล้วด้วย ถ้าไม่ใช่กรณีที่ราคาตั๋ว TG ถูกสุดก็ไม่เคยคิดจะใช้เลย ส่วนสายการบินที่เลิฟมากๆมีสามอันคือ JAL, ANA และ Singapore Airlines แบบว่าบริการทุกระดับประทับใจจริงๆ (แต่อาหารบนเครื่อง จะติดใจของ Delta ชั้น Business class มากที่สุด)


หลังจากที่ต้องเครียดอยู่คนเดียวมาได้ห้าหกวัน นี่ก็คงจะเป็นบทสรุปแล้วก่อนจะถึงเวลาที่เราต้องกลับมาโตเกียวอีกครั้ง มื้อสุดท้ายปิดบันทึกคืออาหารบนเครื่องของ ANA อุด้งผัดนี่อร่อยกว่าที่คิดไว้เสียอีก(เดี๋ยวนี้มี Miso soup ร้อนๆให้ดื่มด้วยล่ะ) แอร์คนญี่ปุ่นก็ยังบริการเยี่ยมเช่นเคย ไม่ผิดหวังที่เลือกจ่ายแพงให้สายการบินนี้


และแล้วก็มาถึงสุวรรณภูมิอย่างปลอดภัย คนมารับนี่เห็นหน้าเราแล้วถึงกับน้ำตาไหลเลยเหตุเพราะเป็นห่วงเรามาก ก็แอบรู้สึกผิดเหมือนกันนะที่เรายืนกราน(ยัง)ไม่ยอมกลับไทยอยู่ซะหลายวัน เป็นเหตุให้คนที่บ้านเป็นห่วงเป็นกังวลกันขนาดนี้ แต่ข่าวที่ไทยก็เสนอเว่อร์เกินความจริงไปจริงๆอ่ะ ทำให้ครอบครัวของคนไทยที่อยู่ที่นี่แต่ละคนพากันตกใจกลัวกันเกินจำเป็น แล้วก็พลอยเอาข่าวทางโน้นมาไซโคคนที่อยู่ญี่ปุ่นต่ออีกทอด จนแต่ละคนที่ญี่ปุ่นเครียดจะเป็นโรคประสาทกันซะให้ได้ (บางคนถึงกับประกาศกร้าวเลยว่าถ้าใครอยากจะช่วยเค้าในสถานการณ์นี้จริงๆ ขอให้เลิกมาไซโคให้เค้ากลับไทยซะที)


อ้อ..เห็นที่บ้านบอกว่าที่ไทยออกข่าวว่ามีการตรวจวัดรังสีคนที่มาจากญี่ปุ่น รู้สึกว่าข่าวจะออกก่อนเรามาถึงอีกนะเห็นใครๆก็ถามกัน แต่เราไม่เห็นโดนตรวจอะไรเลยอ่ะ ไม่เห็นแม้แต่โต๊ะสำหรับตรวจวัดรังสีที่ว่าเลยด้วยซ้ำ เดาว่าถ้ามีตรวจจริงก็คงไม่ได้ตรวจจริงจังตลอดเวลาหรอกมั้ง หรือถ้าคิดในแง่ร้ายหน่อยก็อาจจะตั้งโต๊ะตรวจเฉพาะตอนนักข่าวอยู่หรือเปล่าเนี่ย (ถามคนไทยคนอื่นๆที่กลับมาในช่วงตั้งแต่เมื่อวานถึงวันนี้ ไม่เห็นมีใครจะโดนตรวจเลยสักคน มีแต่บางคนที่ที่บ้านดูข่าวที่ไทยมากจนกังวล สั่งให้ไปตรวจรังสีเอาเองที่โรงพยาบาล ผลก็คือไม่พบรังสีแปลกปลอมเกินระดับปกติแต่อย่างใด)

ปิดท้ายบล็อคนี้ด้วยเรื่องที่มีเกริ่นไปหน่อยเมื่อท้ายบล็อคที่แล้วว่าด้วยการที่คนต่างชาติอย่างเราๆที่ไปกิน ไปอยู่ ไปเที่ยว ไปอาศัยใช้ทรัพยากรต่างๆของประเทศญี่ปุ่น(แลกกับการทำวิจัย ทำงานให้ โดยผลงานออกมาในนามของประเทศญี่ปุ่น) แต่พอเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกลับบินหนีกลับประเทศไปซะหมด ให้ความรู้สึกว่าไม่รักกันจริง กอบโกยแต่สิ่งดีๆจากเค้า แต่พอเค้าลำบากกลับเฉดหัวส่งอย่างไม่ใยดี ซึ่งเราเองก็ไม่ปฏิเสธว่าตัวเองก็รู้สึกผิดในใจอย่างนี้อยู่เป๊ะๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครคนอื่นมาช่วยพูดสะกิดจิตใต้สำนึกให้ด้วยซ้ำ (ศัพท์ใหม่ที่ญี่ปุ่น フライ人 Furai-jin = Fly jin หมายถึง คนต่างชาติที่พากันหนีออกจากญี่ปุ่นหลังเกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะ)

ต่อจากนี้จะมีการ spoil หนังเก่าหลายๆเรื่องด้วยว่าเป็นอะไรที่เราคิดว่าอธิบายเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ได้ดีที่สุดแล้ว ถ้าใครเคยดูเรื่อง The day after tomorrow (2004) หนังแนววันสิ้นสุดของโลก อากาศเปลี่ยน น้ำท่วม พายุหิมะถล่ม จนเมืองต่างๆในอเมริกาถูกหิมะถมกลายสภาพเป็นภูเขาหิมะย่อมๆไป บ้านเอย ตึกเอย ถูกคลุมซะมิดแทบไม่เหลือสภาพดั้งเดิม

Credit ภาพจาก http://chacalog.exblog.jp/blog.asp?iid=&acv=2010-03-01&dif=m&opt=2&srl=10260037&dte=2010-03-23+22%3A38%3A13.000

ส่วนตัวแล้วเราก็โอเคกับหนังเรื่องนี้นะก็ทำได้ดีและซึ้งพอใช้ได้ แต่ตั้งแต่ดูครั้งแรกแล้วคุณแฟนออกจากโรงหนังมาก็บ่นเป็นหมีกินผึ้งเลยว่าตัวเอกคนที่เป็นพ่อน่ะทำอะไรไม่มีเหตุผลเอาซะเลย เพียงแค่เพราะอยากรักษาสัญญากับลูกชายจนต้องออกเดินทางฝ่าอันตรายอย่างไม่มีเหตุผล จนเป็นเหตุให้เพื่อนตัวเองต้องบาดเจ็บ และ เสียชีวิตไปในระหว่างทาง ผลสุดท้ายสิ่งที่ได้ก็เพียงแค่ดีใจที่ได้เจอกันเร็วขึ้น ซึ้งที่ได้เสี่ยงตายเพื่อรักษาสัญญากับลูกชาย แทนที่จะรอให้อะไรๆสงบก่อนแล้วค่อยเดินทางไปเจอ ก็แค่เจอกันช้านิดหน่อย ผิดหวังบ้างเล็กน้อย แต่แค่นั้นมันไม่ตายหรอกและที่สำคัญก็คือ ไม่ต้องมามีคนตายอย่างนี้ด้วย

พอเราช่วยค้านหน่อยว่าคนเพื่อน(ที่เสียชีวิตระหว่างทางเพราะตกทะลุหลังคาห้างที่เป็นกระจกลงไป)เค้าเต็มใจเดินทางไปด้วยเอง เต็มใจสละชีวิตเพื่อรักษาชีวิตของเพื่อนๆเองนะ คนพ่อเค้าก็ไม่ได้บังคับอะไรสักหน่อย เค้ายิ่งห้ามไม่ให้เพื่อนไป กะจะลุยไปเองคนเดียวด้วยซ้ำ ตอนเพื่อนจะตกเค้าก็ช่วยเต็มที่แล้วและก็ไม่ยอมปล่อยมือจนนาทีสุดท้ายเลยนะ

คุณแฟนก็สวนกลับมาว่าก็แล้วถ้าคนพ่อเค้าไม่ไปซะแต่แรกก็คงไม่ต้องมีคนมาตายใช่มั๊ยล่ะ ถามหน่อยว่าเดินทางไปแล้วได้อะไรมั่ง ช่วยลูกก็ไม่ได้ช่วยเพราะอยู่ไกลกัน ตัวเองก็ลำบาก แถมยังพลอยพาเพื่อนไปลำบากอีก แล้วถ้าตัวเองตายไปเพียงเพราะอยากจะรักษาสัญญานี่มันจะคุ้มกันมั๊ย พ่ออาจกลายเป็นวีรบุรุษในใจลูก แต่ก็กลายเป็นคนไม่มีตัวตนให้ลูกได้อยู่พึ่งพิงอีกต่อไป ก็แค่ความปลื้มใจภูมิใจประเดี๋ยวประด๋าว เทียบกับการสูญเสียพ่อทั้งคนไปได้ซะที่ไหน ถ้าแค่ยอมให้ลูกผิดหวังนิดหน่อยแลกกับการมีชีวิตรอดปลอดภัยทั้งคู่ อย่างไหนมันดีกว่าล่ะ ถ้าอยากจะช่วยเรื่องข้อมูลเรื่องอะไรก็พยายามหาทาง หาวิธีโดยไม่ต้องไปเสี่ยงอะไรขนาดนั้นไม่ได้เหรอ ถ้าเกิดตายไประหว่างทางก็ให้ข้อมูลหรือคำแนะนำอะไรลูกไม่ได้อยู่ดี สู้รอไม่กี่วันเหตุการณ์สงบค่อยไปหากันนี่มีเหตุมีผลและมีความเป็นไปได้มากกว่าเยอะ

สรุปว่าเถียงไปก็โดนคุณแฟนสวนกลับเป็นชุดเลย จากที่ดูหนังจบมาคนกำลังซึ้งๆเล่นเอาอารมณ์กร่อยไปซะสนิท เราเองน่ะเข้าใจประเด็นของหนังนะว่าต้องการสื่ออะไรที่มัน Emotional touch สุดโต่งในเรื่องของอารมณ์โดยไม่ได้คิดจะบาลานซ์ในเรื่องของเหตุผลตามความเป็นจริงเท่าไหร่ ไอ้สถานการณ์ประมาณว่า ขอแค่ให้ได้ช่วยเพื่อนถึงเสี่ยงตายก็ยอม หรือ ต่อให้ต้องเสี่ยงตายแค่ไหน ต้องฝ่ากับระเบิด วิ่งผ่านห่ากระสุน ขอแค่ได้ไปได้ยินคำกระซิบสุดท้ายจากปากเพื่อนที่กำลังสิ้นใจตายกับหู(หรือก็คือที่วิ่งไปเนี่ย ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย) แค่นี้เสี่ยงแค่ไหนก็คุ้มแล้ว(ขากลับก็ต้องวิ่งฝ่าอันตรายกลับมาอีกรอบ) อะไรทำนองนี้น่ะมันเรียกเรตติ้งจากคนดูที่ชอบอินไปกับหนังได้ดีนักแล

หรืออย่าง Titanic (1997) เรื่องดัง สุดโปรดของเรา ที่ดูทีแรกน้ำตาไหลแทบหมดตัวกลางโรงหนัง (อายนะแต่กลั้นไม่อยู่จริงๆ) พอมาเจอ Subtitle เวอร์ชั่นคุณแฟนเข้าหน่อยนี่เล่นเอาอารมณ์ซึ้งๆหายหดหมดไม่มีเหลือ กลับไปดูอีกรอบนี่แทบจะต้องนั่งสมาธิกันล่วงหน้า เพื่อเค้นให้เกิดอาการอินขั้นสุดกับเนื้อเรื่องของหนังถึงจะเรียกน้ำตาจากฉากนั้นได้ (จากที่เดิมนี่น้ำตาไหลได้เองยังกะน้ำตกไนแอการ่า) แนะนำว่าใครที่ไม่อยากเสียฟีลลิ่งเวลาดูเรื่องนี้ควรเลิกอ่านบล็อคนี้ไปซะตอนนี้เลย

คงจำกันได้ฉากท้ายๆที่คนลงไปลอยคอในทะเลน้ำแข็งกันหมดแล้ว ที่แจ็คสละที่ข้างบนประตูให้โรสแต่ตัวเองต้องแช่ทะเลน้ำแข็งจนตัวแข็งโป๊กไปแทน ตอนที่มีเรือช่วยเหลือมาโรสต้องแกะมือแจ็คออก ปล่อยให้แจ็คจมลงไปในทะเลก่อนที่ตัวโรสเองจะว่ายน้ำไปเอานกหวีดจากตำรวจใกล้ๆเพื่อมาเป่าขอความช่วยเหลือ

Credit ภาพจากhttp://techland.time.com/2010/04/15/12-disaster-movies-better-than-titanic/

คำบรรยายเวอร์ชั่นคุณแฟนเค้าว่ายังงี้ >> ฉากนี้น่ะเห็นมั๊ยว่าโรสน่ะฆาตกรชัดๆ ยังไม่ทันจะรู้แน่เลยว่าแจ็คตายจริงหรือเปล่า แค่ไม่ตอบรับทันทีแค่นี้ดันปล่อยจมน้ำตายไปซะแล้ว เนี่ยจริงๆแล้วแจ็คคงคิดในใจว่า เฮ้ย..ยังๆ ฉันยังไม่ตายนะโรส แค่ตัวแข็งพูดไม่ออกขยับไม่ได้เฉยๆ ตอบช้าแค่นี้ถึงกับต้องวิสามัญฆาตกรรม ปล่อยกันให้จมน้ำตายเลยเหรอ โอ๊ย..โรส..เดี๋ยวๆ บุ๋มๆๆๆ << ยิ่งถ้าได้ฟังแบบ Original soundtrack ของคุณแฟนพร้อมท่าทางจมน้ำประกอบของเค้าด้วยล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่าฮากลิ้ง ไม่เหลือแม้แต่หยาดหยดของความซาบซึ้งอีกต่อไป -*-

ออกทะเลน้ำแข็งไปซะไกลเลย กลับๆมาที่เรื่องเหตุการณ์ในญี่ปุ่นกันต่อ ไอ้ความรู้สึกที่ว่าเราเคยร่วมสุขกับประเทศญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่นมาแล้ว ถึงเวลาเค้ามีทุกข์เราก็ควรจะต้องอยู่ร่วมทุกข์และเผชิญความยากลำบากไปกับเค้าด้วยสิ นี่แหล่ะคือส่วนที่เป็นเรื่องของอารมณ์ ไม่ปฏิเสธสักนิดว่าเราเองก็รู้สึกอย่างนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ แม้อยู่คนเดียวจะกลัวแค่ไหนแต่ก็ยังไม่อยากจะทิ้งที่นี่ ไม่อยากจะทิ้งชาวญี่ปุ่นที่เรารักและผูกพันหนีกลับไทยไปคนเดียว แม้ที่บ้านจะเป็นห่วงอยากให้รีบๆกลับ เราก็พยายามอธิบายไปว่าข่าวที่ไทยน่ะมันเสนอเกินจริงนะ จริงๆมันไม่ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก ทั้งๆที่ในใจเราเองน่ะทั้งกลัวทั้งเครียดจนแทบอยากจะบ้าไปซะวันละหลายเวลา (บ่อยยิ่งกว่าจำนวนครั้งในการกินยาแก้อักเสบต่อวันซะอีก)

ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ทนอยู่ต่อเนี่ยไม่ใช่เพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติหรือเพื่ออะไรทั้งสิ้น แต่เพื่อตัวของเราเองนั่นล่ะ ยอมรับเลยว่าเราไม่ใช่คนดีขนาดที่จะยอมอยู่ในสถานการณ์ใกล้บ้าเพื่อคนอื่นได้ แต่ ณ ตอนนั้นเราทนไม่ได้ที่จะต้องเกิดความรู้สึกผิดขึ้นในใจ รู้สึกเหมือนกับว่าเราเป็นพวกทิ้งกันในยามยาก ไม่รักประเทศญี่ปุ่น ไม่รักคนญี่ปุ่นจริง ถึงได้หนีไปในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ ที่แย่ยิ่งกว่าคือไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ ทิ้งงานไปกลางคันในขณะที่อาจารย์เราและคนทำงานคนอื่นๆในโตเกียวเค้ายังสามารถรับผิดชอบต่องานของเค้าเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ดำเนินต่อไปได้กันอยู่เลย

ซึ่งไอ้ความกลัวต่อความรู้สึกผิดของเรานี่ก็ต้องแลกมาด้วยความเป็นกังวลของคนที่ไทยแทน น้องสาวบอกว่าถ้าเราไม่กลับไปเค้าคงจะบ้าก่อนเราเพราะวันๆคนโน้นคนนี้โทรมาถามกันให้จ้าละหวั่น (ในฐานะเค้าเป็นคนกลางเวลาเราติดต่อกับที่บ้าน) แต่ละคนก็ดูข่าวที่ไทยแล้วก็ห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็อย่างที่รู้ๆกันว่า เราไม่สามารถหลีกหนีความรู้สึกผิดนี้ไปได้พ้น ที่อุตส่าห์ทนมาหลายวันก็แค่เป็นการยืดเวลาออกไปเท่านั้นเอง ลงท้ายความกลัวก็เป็นฝ่ายชนะเราไปจนได้ ถ้าคนญี่ปุ่นคนไหนจะโกรธจะว่าเราเป็นพวก フライ人 Furai-jin เราก็คงทำได้แค่ก้มหน้ารับความจริงนี้ไป

แต่ข้อสังเกตอย่างนึงที่เห็นทั้งจากตัวเองและคนรอบข้างคือ ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นที่รู้จักและคุ้นเคยกับพวกเราๆดี เค้ากลับโล่งใจซะด้วยซ้ำ ที่เรากลับไทยไปซะได้ จะได้ไม่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองยังกลัวแบบนี้ แถมพวกนักเรียนอย่างเราๆก็รู้กันว่าใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ภาษาก็ใช่จะแข็งแรงฟังข่าวญี่ปุ่นได้แตกฉาน(ในกรณีของเรา โดยเฉพาะข่าวโรงไฟฟ้าที่ใช้ศัพท์เฉพาะเยอะมาก) คนญี่ปุ่นที่เรารู้จักในช่วง 5-6 วันที่เรายังอยู่ญี่ปุ่นนี่ เค้าก็คอยแมสเซจมาถามบ่อยๆว่าเรายังโอเคไหม กลัวไหม และ อื่นๆอีกมากมาย สำหรับคนเหล่านี้แล้วเค้าเป็นห่วงความปลอดภัยของเรา(ทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ)มากกว่าที่จะคิดโกรธที่เราไม่อยู่ร่วมสถานการณ์ไปกับเค้า เพราะว่ากันจริงๆแล้วเค้าก็รู้ล่ะว่าถึงเราอยู่ ก็ไม่สามารถช่วยอะไรใครได้จริงๆ แค่เอาตัวเองให้รอดได้นี่ก็สุดๆแล้ว

สำหรับในแง่ของเหตุและผล ก็อย่างที่บอกว่าผู้หญิงต่างชาติตัวคนเดียวอย่างเราจะทำอะไรกับสถานการณ์ใหญ่ขนาดนี้ได้ ดีที่สุดก็คือช่วยบริจาคเงิน และเอาตัวให้รอดปลอดภัยไม่ไปเพิ่มตัวเลขสถิติผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตให้เค้าเท่านั้น ถ้าจะมีอะไรที่เราทำได้ก็คงเป็นแค่การทำหน้าที่ของเราในฐานะนักเรียนวิจัยให้ดีที่สุดด้วยการไปมหาลัยและทำวิจัยต่อ แต่พยายามฮึดสู้ขึ้นมายังไงก็ยังไม่พอเสียที ความกลัว ความเครียด จากข่าวที่โหมกระหน่ำเล่นงานซะจนสภาพจิตใจเป็นง่อย จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ออกไปทำงานที่มหาลัยกะเค้า

สุดท้ายแล้วการที่เราอยู่ญี่ปุ่นต่อไปนี่ถ้าตามเหตุและผลเราสามารถช่วยอะไรคนญี่ปุ่นเค้าได้มั๊ย? สามารถช่วยให้เค้าอุ่นใจว่าคนต่างชาติอย่างเรายังไม่ทิ้งเค้าไปเหรอ?...ก็เปล่า คนที่ไม่เคยคุยกันก็ยังคงไม่เคยคุยกัน เป็นบุคคลแปลกหน้าต่อกันเหมือนเดิม เราจะอยู่หรือเค้าจะไม่อยู่ก็ไม่ได้ช่วยให้อุ่นใจแต่อย่างใด มีก็แต่คนที่เค้ารู้จักเรานี่ล่ะ ที่ต้องมาคอยพะวงเป็นห่วงเราไปด้วยอีกคน เอ๊ะ..หรือเราสามารถไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไปเป็นอาสาสมัครตามแหล่งหลบภัยหรือช่วยระดมทุนและสิ่งของต่างๆได้เหรอ?...ก็ทำไม่ได้อีกนั่นล่ะ ภาษาญี่ปุ่นออกจะต๊อกต๋อยขนาดนี้ ยิ่งเวลาตกใจๆล่ะก็เอาแค่คุยกับข้างห้องให้เค้ารู้เรื่องที่เราอยากจะพูดได้นี่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วเนี่ย

สรุปแล้วนอกจากว่าตัวเองจะไม่ต้องรู้สึกผิดในใจ ก็ไม่มีสิ่งไหนที่เป็นผลดีทางรูปธรรมที่เราสามารถทำออกมาได้ในสถานการณ์นี้เลย จะช่วยทางใจก็ได้แค่กับในหมู่คนไทยด้วยกันที่ยังยืนหยัดเป็นเพื่อนกันอยู่ในแถบโตเกียวเท่านั้นล่ะ (แต่สุดท้ายทุกคนก็ตัดสินใจไปกันหมด เล่นเอาเราใจแป้วเผ่นกลับตามไปเลย)

เทียบกับว่าถ้าเรากลับไทยซะล่ะ เราสามารถจะสงบจิตสงบใจและเริ่มเขียนรายงานทำงานของเราต่อได้(แม้จะทำการทดลองไม่ได้เพราะขาดอุปกรณ์)....คนที่บ้านและคนรู้จักที่ญี่ปุ่นก็ไม่ต้องกังวลว่าผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเรา จะช็อคตายคาห้อง หรือโดนเสื้อผ้าล้มทับแบน ถูกฝังอยู่โดยไม่มีใครรู้ไปหรือเปล่า...และที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ เราไม่ต้องไปแย่งใช้สาธารณูปโภคกับชาวญีปุ่นในช่วงเวลาขาดแคลนอย่างนี้ ทั้งไฟ ทั้งน้ำประปา ทั้งอาหาร น้ำดื่มต่างๆ ส่วนที่เราต้องกินต้องใช้ก็สามารถให้คนอื่นๆเค้าไปใช้ได้แทน อันนี้ล่ะผลที่เห็นได้ชัดที่สุด ในเมื่อเราช่วยอะไรชาวญี่ปุ่นในแง่จิตใจก็ไม่ได้ อย่างน้อยในแง่ทรัพยากรคิดซะว่าเราไม่ไปแย่งเค้าใช้ได้บ้างก็ยังดี

ในแง่เหตุผลนี้ถ้าจะเทียบ ก็คงต้องเป็นหนังเรื่อง The mist (2007) นี่เลย

Credit ภาพจาก http://www.senov.net/notes/2009/01/the-mist.html

เอาจริงๆเราไม่ชอบหนังเรื่องนี้เลยสักนิด เหตุก็เพราะมันมีความเป็นจริงมากเกินไปไม่ใช่หนังแนว Emotional touch แบบสองสามเรื่องที่พูดถึงก่อนหน้านี้ ใน The mist นี่ดำเนินเรื่องด้วยเหตุและผลตามหลักความเป็นจริงจริงๆ โลกของมนุษย์ที่ความหวาดกลัวสามารถทำให้คนเห็นแก่ตัวและร้ายกาจได้อย่างไม่น่าเชื่อ โลกแห่งสัจธรรมที่ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวและหวาดกลัวความตาย โลกที่ไม่มีพระเอกหนังฮอลลีวู้ดที่ตัดสินใจอะไรก็ถูกต้องตรงเผงไปซะหมดอย่างกะมีไทม์แมชชีนนั่งไปแอบดูอนาคตมา โลกที่ผลลัพธ์ไม่ได้จบแบบ happy ending หรือ sad ending แต่ซาบซึ้งกินใจเสมอไป

สำหรับพวกชอบซึ้งและอินตามไปกับหนังอย่างเราแล้ว The mist นี่ผิดสเป็คไปมากๆ ที่ดูจนจบก็เพราะอยากรู้ว่าจะจบยังไงเท่านั้น แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยคิดจะย้อนกลับมาดูอีก เพราะดูแล้วมันเครียดอ่ะเหมือนโลกแห่งความจริงมากเกินไป อารมณ์เดียวกับดูข่าวผู้ประสบภัยกำลังทำร้ายกันเองเพื่อแย่งเสบียงอาหาร ดูไปทอดถอนใจในความจริงอันโหดร้ายไป เนี่ยเครียดอย่างงี้เลยอ่ะหนังเรื่องนี้

ซึ่งก็นี่ล่ะที่เราอยากจะบอก สถานการณ์นี้มองด้วยอารมณ์เป็นยังไง มองด้วยเหตุผลเป็นยังไง ย้ำอีกครั้งว่าเราไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใดว่าเรารู้สึกแย่และรู้สึกผิดมากๆที่ไม่สามารถอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวญี่ปุ่นได้ตลอดรอดฝั่ง(แต่ ณ ตอนที่พิมพ์อยู่นี่กลับมาโตเกียวแล้ว) เรื่องความเครียด ความกังวล วิตกจริตจนไม่สามารถทำงานได้ก็ยอมรับว่าเป็นที่เรานั่นล่ะที่ผิดเองที่ไม่สามารถจะสงบนิ่งได้เพียงพอ แต่ถ้าในแง่เหตุผลแล้วด้วยสภาพของเราในตอนนั้น ก็บอกได้เต็มปากเลยว่า เราอยู่ญี่ปุ่นอย่างไร้ประโยชน์ไปวันๆจริงๆ จะใช้คำว่า absolutely useless ก็คงไม่เกินไปนัก ตัวเองก็ไม่พร้อมพอจะทำงานได้ คนที่บ้านก็เป็นห่วง คนที่ญี่ปุ่นก็เป็นห่วง ทั้งไฟทั้งน้ำทั้งอาหารก็ต้องคอยรีบไปซื้อมาตุนไว้แย่งคนญี่ปุ่นเค้ากินเค้าใช้ซะอีก

แน่นอนว่าทุกคนมีแง่มุมที่เป็นอารมณ์และเหตุผลของตัวเอง ถ้าแค่พูดเอามันเอาสะใจก็พูดได้ว่า >> ผู้นำญี่ปุ่นน่าจะสั่งแบนพวก フライ人 Fly jin พวกนี้ไม่ให้กลับเข้าประเทศอีกเลย โทษฐานทิ้งกันในยามยาก << แต่ถ้าจะพูดตามความเป็นจริง ผู้นำประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่ผู้คุมประเทศ นายกนาโอโตะ คัง ไม่ใช่ กั๊ดดาฟี่ ของลิเบีย ที่จะใช้อารมณ์นำเหตุผล บริหารประเทศตามแต่สะใจตัวเองโดยไม่คิดถึงผลกระทบและความสูญเสียที่มากกว่าที่จะตามมา เรามั่นใจว่านายกของประเทศที่ชื่อญี่ปุ่นน่ะ ไม่มีทางจะปล่อยให้ความคิดแบบเอาอารมณ์นำสุดโต่งและขาดเหตุผลแบบนี้ออกมาสู่สาธารณะเป็นอันขาด (แต่ถ้าเค้าคิดในใจก็อีกเรื่องนึง ไม่ว่ากัน ทุกคนมีสิทธิคิดได้) ถ้าผู้นำประเทศไหนก็ตามสามารถประกาศอะไรแบบนี้ออกมาได้จริง ก็คงเรียกได้ว่าเป็นผู้คุมประเทศจริงๆนั่นล่ะ แต่เป็นประเทศเผด็จการเบ็ดเสร็จนะ ไม่ใช่ประเทศเสรีประชาชนอีกต่อไป

จะว่าไป กั๊ดดาฟี่ ของลิเบีย นี่โชคดีจริงๆ ข่าวที่ญีปุ่นดึงความสนใจของทั่วโลกไปจากลิเบียจนหมด ช่วงนั้นจะทำอะไรก็ไม่มีนักข่าวคอยจับตามอง สงสัยอยู่ว่าโดมิโน่ของการประท้วงล้มรัฐบาลเผด็จการของประเทศในแถบนั้นจะมาสุดทางลงที่ประเทศลิเบียแล้วล่ะมั้งเนี่ย

เท่านี้เป็นอันจบแล้วสำหรับบันทึกหกวันของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์(สำหรับเรา)ครั้งนี้ ใครจะผิดหรือถูกยังไงก็แล้วแต่ว่าใครจะเลือกมองหรือให้ความสำคัญในแง่มุมไหนมากกว่ากัน สำหรับบางคนคุณค่าทางใจอาจสำคัญที่สุด แม้ไม่สามารถเห็นหรือจับต้องได้ แต่ก็สามารถจะส่งผลดีได้ยิ่งกว่าที่วัตถุหรือสิ่งของใดๆจะให้ได้ แต่สำหรับอีกบางคนคุณค่าทางใจนั้นก็มีความไม่แน่นอนมากเกินไป ร้อยคนมองก็รู้สึกไปร้อยอย่าง บางคนอาจว่าดี บางคนอาจว่าแย่ สรุปแล้วเสี่ยงเกินไปที่จะไปยึดติด ทำตามหรือฝากความหวังไว้อย่างจริงจัง ที่สำคัญคือคุณค่าทางใจไม่สามารถเติมท้องใครให้อิ่ม ไม่สามารถรักษาบาดแผลให้คนเจ็บ หรือ ทำให้ผู้ประสบภัยที่เหน็บหนาวอบอุ่นขึ้นได้ การลงมือทำให้เห็นผลออกมาเป็นรูปธรรมจะๆนี่สิถึงจะชัวร์ที่สุด

ณ ตอนที่เขียนบันทึกวันสุดท้ายนี้ จริงๆเรากลับมาโตเกียวได้หลายวันแล้วล่ะ aftershock ลูกใหญ่ๆก็เจอไปหลายลูกแล้ว สถานการณ์อัพเดตในโตเกียวมีมากมายหลายเรื่อง คิดว่าจะเขียนบล็อคอยู่เหมือนกันแต่ทั้งนี้ก็ต้องดูตามเวลาและจังหวะที่เอื้ออำนวยด้วย เพราะเนื้อหายุบยิบเยอะแยะมากมายไปหมดแถมต้องปั่นการทดลองชดเชยช่วงที่กลับไทยไปด้วย

---------------------------------------------------------------------

รวมบันทึกทั้งหมดของเหตุการณ์นี้

1. บันทึก จากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > ศุกร์ 11 มีนา 2011
2. บันทึก จากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > เสาร์ 12 มีนา 2011
3. บันทึก จากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > อาทิตย์ 13 มีนา 2011
4. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > จันทร์ 14 มีนา 2011
5. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > อังคาร 15 มีนา 2011
6. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > พุธ 16 มีนา 2011

----------------------------------------------------------------------

ทั้ง หมดถ่ายด้วย Sony NEX-5 + Sony Alpha E 18-55 OSS โหมด P โลด ค่า ISO, WB ทุกอย่างจัด auto ไปให้หมด ถือกล้องมือเดียวแล้วกดทุกภาพ (รู้สึกว่ามือไม่นิ่งเอาซะเลย ภาพหาความคมแทบไม่ได้) ย่อเอาง่ายๆด้วย photoscape


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 10 เมษายน 2554
Last Update : 3 พฤษภาคม 2554 19:40:57 น. 5 comments
Counter : 1751 Pageviews.

 
ตรงใจเราทุกอย่างเลย เราก็มาเรียนที่โตเกียวแล้วก็เป็น fly jin เหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็กลับมาแล้วเหมือนกัน (^^)v


โดย: Fern IP: 164.161.130.209 วันที่: 20 เมษายน 2554 เวลา:17:32:38 น.  

 
เท่าที่อ่านดูแล้วผมว่าการกลับไทยน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ณ เวลานั้นแล้วครับ ^ ^


ป.ล. แอบขำเรื่องดูไททานิคแล้วน้ำตาไหลเกือบหมดตัวอะครับ อิอิ


โดย: kirofsky วันที่: 24 เมษายน 2554 เวลา:17:07:07 น.  

 
เข้าใจที่เขียนมานะคะ
คุณเขียนอธิบายเรื่องการกลับมาไทยซะยาว ก็คงเพราะยังไงคุณก็รู้สึกผิด เขียนแล้วเป็นการระบายออกมาก็จะได้สบายใจ

เรื่องแบบนี้มันแล้วแต่มุมมอง ที่คุณว่าก็ถูกค่ะ ถ้าอยู่แล้วช่วยเหลืออะไรเค้าเป็นรูปธรรมไม่ได้ กลับมาไทยอาจจะดีกว่าเพราะไม่ต้องใช้ทรัพยากรเค้า

เรื่องข่าวที่ไทยตื่นตูม ก็คงเพราะเป็นธรรมชาติของข่าวในบ้านเมืองนี้อยู่แล้ว ชอบโปรโมตข่าวแง่ลบเพราะคนก็สนใจแต่ข่าวแง่ลบมากกว่า และจรรยาบรรณก็ไม่ค่อยมีเน้นแต่ว่าเรตติ้งดีก็พอ
คนไทยเป็นพวกชอบตามกระแสหนะค่ะ ในเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ก็ขอมีส่วนเอี่ยวกะเค้าหน่อย เพราะฉะนั้นบางทีเลยกลายเป็นว่ามาไซโคเกินเหตุ

กระทู้ในก้นครัวช่วงนั้นมีแต่ถามว่ากินปลาดิบ อาหารญี่ปุ่น(ในไทย)จะปลอดภัยมั้ย อืมมม เราก็รู้สึกว่าบางคนอาจจะไม่รู้จริงๆเลยถามด้วยความชื่อ อีกหลายคนก็รู้อยู่แล้วล่ะแต่ก็อยากจะถามเพื่ออินเทรนด์หรือเปล่า อย่างที่ทราบกันปลาดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นมีน้อย มีแค่ร้านบางร้านเท่านั้นและไม่ใช่ร้านที่เค้ามาถามๆกันเลย เราก็ได้แค่ชี้แจงไป แต่กระทู้มีมากเหลือเกิน

ไม่ค่อยรู้รายละเอียดแต่เห็นมีเรื่องไอโอดีนทาคออะไรนี่ด้วย ก็ไม่รู้จะอธิบายกับปรากฏการณ์ในประเทศไทยยังไงนอกจากเทียบกับเหตุการณ์ว่าต้นไม้ออกผลแปลกๆ ชาวบ้านก็รีบไปเอาผ้าแพรผูกรีบกราบไหว้เพื่อขอหวยแล้ว

อยากให้ไปเรียนต่อให้สำเร็จตามที่ตั้งใจนะคะ อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นแค่การชะงักและไม่ใช่หยุดลง สู้ๆค่ะ


โดย: เข้าใจนะ IP: 125.25.2.75 วันที่: 16 พฤษภาคม 2554 เวลา:8:23:35 น.  

 
^
^
ที่ยาว ส่วนนึงเพราะเป็นคนชอบเขียนบรรยายยาวๆอยู่แล้วด้วยน่ะค่ะ
ถ้าย้อนดูบล็อคเก่าๆก็จะเห็นว่า แต่ละอันยาวยืดยาดประจำเลยค่ะ


โดย: White Amulet วันที่: 16 พฤษภาคม 2554 เวลา:11:45:49 น.  

 
ยาวก็ชอบอ่านนะครับ
แอบอ่านประจำ


โดย: DevMan วันที่: 11 มิถุนายน 2554 เวลา:5:06:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.