บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
14 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
แนวทางการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แนวทางการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)




จากที่รู้จักภาคใต้ คนใต้ และคนพื้นเมืองนั้น.. จริงๆแล้ว คนโดยทั่วไปไม่มีอะไรน่ากลัว ที่เป็นปัญหาจริงๆไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่เป็นเพียงคนบางกลุ่ม เท่านั้นที่ทำให้เกิดเรื่องต่างๆขึ้น...

ผมเสนอให้ใช้ วิธีประนีประนอม แบบเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และ ต้องปฏิบัติอย่างเฉียบพลัน

เนื่องจากคนพื้นเมือง ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ทั้งๆที่อยู่เมืองไทย ตอนไปนอนค้างแรมกับเขา ก็แทบจะใช้ภาษาใบ้กัน ก็สนุกไปอีกแบบ แต่ย้อนกลับมาตอนนี้ นี่แหละคือปัญหาอันใหญ่หลวง เลย ดังนั้น หากรัฐต้องการปรับปรุงเรื่องภาษาเหล่านี้ ผมคงต้องเสนอให้เสนองานและพัฒนาคนที่สามารถพูดภาษาทั้ง 2 ภาษาได้ก่อน โดยรับเข้ามาเป็นข้าราชการเพิ่ม และ เงินเดือนจะต้องดึงดูดให้ทำงาน ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่ให้รับผิดชอบ คือการสื่อสารระหว่างข้าราชการ และ คนท้องถิ่น เพื่อวางแผนพัฒนาสังคมทั้ง 2 รูปแบบให้กลมกลืนกัน ซึ่งต้องทำและต้องวางแผนให้ต่อเนื่องอย่างน้อย 10-20 ปี เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่จะเริ่มเข้ามาในสังคมนั้น จะต้องเป็นคนที่พูดได้ทั้ง 2 ภาษา โดยเน้นภาษาไทยเป็นภาษากลางในการติดต่อ...

ข้าราชการกลุ่มใหม่นี้ ต้องเข้าให้ถึงรากหญ้าของสังคมทั้ง 3 จังหวัด ซึ่งหากพูดภาษาได้ จะไม่ยากเลยที่จะนำข้อมูลข่าวสารของราชการ และ สังคมภายนอก แผ่เข้าไปในสังคมของเขา คนท้องที่เป็นคนที่รักกันและกัน และเป็นกลุ่มก้อน รวมทั้ง ยังยึดพวกพ้อง ดังนั้น ต้องสร้างให้แต่ละตำบล อำเภอมีคนลักษณะนี้ให้มากๆ เพื่อสื่อสาร และทำความเข้าใจ รวมทั้งเป็นกลุ่มคนที่ศึกษาความต้องการที่แท้จริงของคนท้องที่ เพื่อนำเสนอความต้องการได้ถูกต้องและตรงกับความต้องการ

วางแผนรับพนักงานลักษณะนี้ให้มากเพื่อให้กลมกลืนกันระหว่างรัฐ และท้องที่ เพิ่มอัตรากำลังคนกลุ่มนี้ให้เพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้า... มันยากสำหรับรัฐที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 4 ปี และ ทำงานไม่ต่อเนื่อง แต่ยังไงแล้วถ้าหากเริ่ม เราก็จะแก้ปัญหาระยะยาวได้...

การศึกษาภายในถิ่นที่ลึกเข้าไปนั้น เป็นโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ ที่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเข้าไปถึงก็ดีหน่อย ออกค่ายกันพัฒนากัน ได้มากในระดับหนึ่ง แต่ ยังมีสถานที่อีกมาก ที่เข้าไปไม่ถึง ทำให้โรงเรียนเป็นฐานอำนาจของกลุ่มคน การพัฒนาก็ต้องเริ่ม ณ จุดนี้เช่นกัน

แทรกแซงให้กลมกลืน สมานไม่แบ่งแยก
ราชการคือประชาชน ประชาชนเป็นคนในชาติ
ปัญหาของเขาคือปัญหาของเรา
รบแบบไม่รบ สงบแบบกลมเกรียว
แก้ปัญหาภายในเมือง แต่เข้าไปช่วย และ สร้างเสริมทั่วทุกแห่ง
ตัดแขนขาคนไม่ดี... สร้างกลุ่มชนที่รักชาติ...


มีกลวิธีมากมายในการใช้ มันก็ขึ้นกับสถานการณ์ คนอยู่ในเมืองไม่รู้ว่านอกเมืองเป็นอย่างไร... ดังนั้น หากให้เสนอคงได้แค่นี้ แต่หากให้ทำมันต้องเปลิ้อนดิน เปลื้อนฝุ่นกันอย่างมาก.. มันขึ้นกับว่า ใครจะลงมือทำจริงๆเท่านั้น...




  • ลดระยะห่างในแนวดิ่งลง เพื่อทำให้การสื่อสารขึ้นมาได้เร็วขึ้น


งานของจังหวัดใดๆนั้น ตอนนี้มี CEO กันดังนั้น อยากให้สร้างแนวเสริมจาก CEO ทุกๆท่าน เพื่อให้ได้ระบบการบริหารที่ลดขั้นการดำเนินการลง ต้องมีกำหนดการให้ CEO ได้เข้าประชุมร่วมกับ นายอำเภอของจังหวัดตน ทุกๆ เดือน อย่างน้อยเดีอนละครั้ง และ มีการสร้างทีมงานระหว่าง ตัวจังหวัด และ อำเภอ เพื่อสร้างกลุ่มบริหารระดับสูงให้แข็งก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ... และให้ทำเป็นขั้นเป็นตอนโดย ให้นายอำเภอจัดการประชุมกับผู้บริหารระดับตำบล-กำนัน ก่อนเข้ามาประชุมกับ CEO กำนันก็ต้องประชุมกับผู้ใหญ่บ้าน ในส่วนที่ตนรับผิดชอบ เพื่อแจ้งผลและรายงานเป็นขั้นตอนขึ้นมา รายงานประชุมจะต้องส่งขึ้นมาอย่างน้อย 2 ระดับเสมอ... นี่เป็นการจัดระบบการสื่อสารระหว่างส่วน เพื่อสร้างทีมงานที่สมบูรณ์ก่อน..

  1. ประชุมผู้ใหญ่บ้านทั้งหมด กับ กำนัน เป็นประจำทุกเดือน โดยส่งรายงานการประชุมให้กับ กำนัน และ นายอำเภอทุกครั้ง... ซึ่งบางครั้ง นายอำเภอจะต้องเข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อให้เข้าถึงแต่ละหมู่บ้าน

  2. ประชุมกำนันทั้งหมด กับ นายอำเภอ เป็นประจำทุกเดือน โดยส่งรายงานการประชุมให้กับ นายอำเภอ และ CEO ประจำจังหวัด

  3. ประชุมนายอำเภอทั้งหมด กับ CEO เป็นประจำทุกเดือน โดยส่งรายงานการประชุมให้กับ CEO และ สำนักนายก


ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่การทำลักษณะนี้จะเป็นการลดขั้นการบริหารแนวดิ่ง ให้แคบลงได้ ขอยกตัวอย่าง จ.ปัตตานี.. CEO จะประชุมกับ นายอำเภอ 12 ท่านเท่านั้นทุกเดือน คิดว่าเป็นจำนวนไม่มากเกินไป และ นายอำเภอแต่ละท่าน จะประชุมกับกำนันประมาณท่านละ 9-10 ต่ำสุด 3-4 คน สูงสุดที่ 18 คน ซึ่งก็ไม่มากเกินไปในการรับรู้เรื่องราวต่างๆภายในอำเภอของตน และ กำนันแต่ละคน ก็จะต้องเข้าประชุมกับผู้ใหญ่บ้าน เฉลี่ยแล้วประมาณ 5-6 คน ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่สวยมากเช่นกัน... นี่เป็นการจัดระบบการสื่อสารภายในตัวจังหวัดก่อน เพื่อจะได้ส่งข้อมุลขึ้นมาได้อย่างครบถ้วน และ สามารถจัดการกับปัญหา หรือ มีแนวทางในการจัดการกับปัญหาต่างๆภายในเดือนๆนั้น หรือ อย่างมากก็หลังจากเกิดเหตุไม่เกิน 1 เดือน...

ผู้บริหารที่สูงกว่า 2 ขั้น ควรจะเข้าร่วมประชุมกับงานบริหารระดับต่ำลงมา 2 ชั้น เพื่อรับข้อมูลข่าวสาร และ เป็นขวัญกำลังใจให้กับคนทำงาน อย่างเช่น CEO ก็ควรเข้าประชุมกับ การประชุมกำนันของแต่ละหมู่บ้าน อย่างน้อย เดือนละ 2 ตำบลจะใช้เวลาประมาณ ครึ่งปี ก็ครบรอบ ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่ดีขึ้น และได้เห็นการทำงานจริงๆของกำนัน การร่วมมือกันระหว่างกำนัน และ นายอำเภอ เป็นต้น ดังนั้น หากนายอำเภอปฏิบัติเช่นเดียวกัน ก็จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกำนันกับผู้ใหญ่บ้าน ว่าเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่บ้านคนใดรักลูกบ้าน ต้องการแก้ไขปัญหาภายในอย่างแท้จริง และอีกอย่าง ข่าวสารความจริงก็ไม่ตกหล่นไปมากนักเพราะได้รับฟังจากหูของตัวเอง...

หากเป็นไปได้ นายอำเภอ และ กำนัน ก็ควรที่จะต้องออกไปตรวจสอบท้องที่ ให้เห็นกันจริงๆว่า แต่ละที่ แต่ละจุดมีปัญหาอย่างไร...

นี่เป็นแนวทางการจัดการลดขั้นตอนการสื่อสารลงก่อน...





  • เจาะเข้ากลางใจประชาชน


ในแต่ละจังหวัด หากสร้าง "ทีมลุย" ในการปรับปรุง และ หาแนวทางการพัฒนาในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละ ตำบล จะส่งผลให้ส่วนรวมทั้งหมดดีขึ้น... โดย "ทีมลุย" ควรจะขึ้นตรงกับ CEO

"ทีมลุย" ที่ผมเสนอ จะประกอบด้วย..
1. แพทย์ 1 ท่าน
2. พยาบาล 2 ท่าน
3. วิศวกรด้านต่างๆ ประมาณ 2-3 ท่าน
4. ผู้ที่มีดูแลสาธารณูปโภค รวมทั้งระบบการศึกษา ประมาณ 2-3 ท่าน
5. ล่ามประจำกลุ่ม 2 ท่าน ซึ่งต้องพูดภาษาท้องที่ได้ และ/หรือ รู้จักกับผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่

โดย "ทีมลุย" มีหน้าที่เข้าไปศึกษาแต่ละหมู่บ้าน แต่ละ ตำบล โดยเฉพาะในอำเภอที่ห่างไกล ตำบลที่ด้อยพัฒนา เพื่อทำรายงานเสนอให้ CEO

การเข้าไปของทีมลุย นำโดยทีมสุขภาพเพื่อเข้าไปตรวจรักษาคนในท้องที่ โดยมีล่ามเข้าช่วย เป็นการให้บริการโดยรัฐ เพื่อพัฒนาสุขภาพอนามัยของคนในท้องที่ ก่อน ซื้อใจเขาก่อนจะให้เขาช่วยทำอะไร.. และศึกษาคนส่วนใหญ่ด้วยว่า สุขภาพส่วนใหญ่เป็นอย่างไร ทำไมเขาถึงมีสุขภาพที่ไม่ดี หรือ โรคที่เป็นเหมือนๆกันในหมู่บ้านนั้นๆ เกิดจากสาเหตุที่แท้จริงอย่างไร...

ส่วนอีกทีม ก็เข้าไปศึกษาท้องที่ การศึกษาของคนในท้องที่ เพื่อหาแนวทางการปรับปรุงในแต่ละท้องที่ เพื่อทำเรื่องต่างๆเสนอขึ้นมา สิ่งที่ต้องทำเป็นการเร่งด่วนคือ การศึกษาของประชาชน โรงเรียนอยู่ห่างไกลจากชุมชนมากเพียงใด สาธารณูปโภคที่ต้องปรับปรุงคืออะไร การทำมาหากินของหมู่บ้านสามารถเพิ่มได้จากอะไรบ้าง ควรปรับปรุงอย่างไร..

รายงานทั้งหมดต้องส่งเป็น 5 ชุด โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดศึกษาแนวทางที่ทีมงานได้เสนอมาว่า สามารถปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด และ ให้วางแผนในการปฏิบัตืให้เกิดรูปธรรมภายใน 6 เดือนเป็นอย่างช้า เรื่องใดที่ใช้งบที่มีได้ ให้ใช้งบที่มีก่อนที่จะเสนอของบใหม่...

"ทีมลุย" ต้องอยู่ในหมู่บ้าน อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้และหาแนวทางแก้ปัญหาให้ได้ จากนั้น ให้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการเขียนรายงานสรุปมา

"ทีมลุย" จะสามารถทำงานได้ดี ก็ต่อเมื่อ มีการประชุมจากกระทู้ที่แล้ว เพราะ จะได้รู้ว่า หมู่บ้านใด ตำบลใด ควรจะเข้าไปก่อน มีปัญหามากก่อน แน่นอน ในตอนเริ่มแรก ทุกที่มีปัญหาหมด แต่หากทำลักษณะนี้ไปสัก ปี-2ปี ปัญหาต่างๆก็จะเริ่มเบาลงเอง..

ที่ต้องระวังคือ "ทีมลุย" ต้องมีความเป็นกลางและทุ่มเทให้กับการพัฒนาอย่างจริงจัง และ CEO รวมทั้งรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนในการปรับปรุงตามแผนอย่างจริงจัง..





  • ใช้ทรัพยากรที่มีในจังหวัดให้มากที่สุด


ทรัพยากรที่ว่านี้ไม่ใช่พื้นที่ หรือ ว่า ต้นไม้ใบหญ้า แต่มันคือ บุคคลากร ภาคใต้มี ม.อ. อยู่ อย่างปัตตานี ก็มี และ มหาลัยต่างๆก็มีมากมาย เปิดการศึกษาทางด้านภาษาขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะคนที่อยู่ลึกเข้าไปก็คงไม่สามารถเข้ามาเรียนได้ ดังนั้น การให้ทุนสนับสนุน มหาลัย เพื่อออกค่ายพัฒนา เพื่อส่งคนเข้าไปในโรงเรียนแต่ละ อำเภอ แต่ละตำบล เพื่อเข้าไปช่วยคนในพื้นที่ให้ได้รับการศึกษามากที่สุด โดยเน้นไปที่เด็กที่ต้องเริ่มเข้าเรียน รวมไปถึงกลุ่มชนวัยรุ่น ให้ได้รับการเรียนรุ้ได้อย่างมาตรฐาน การอัดฉีดเข้าไปยังมหาลัย เพื่อสร้างผลงานออกมานั้น ง่ายกว่าการอัดฉีดเข้าไปตรงๆ อีกอย่าง นักศึกษามหาลัย ที่ต้องการพัฒนาชนบทกับถิ่นที่ตนเองเกิด จะมีความรู้สึกว่า อยากทำให้กับถิ่นที่ตนเกิด มากกว่า คนอื่นที่มาจากที่อื่นๆ

การกระจายการศึกษาออกไปจากตัวเมืองนั้น ต้องมีหลายส่วนให้การสนับสนุน ดังนั้น การเบิกทางจากการประชุมในระดับ CEO จะช่วยได้มากในการสร้างใบเบิกทางต่างๆ ที่จะส่งผลลงไปถึงหมู่บ้านต่างๆได้ง่ายขึ้น

ยกตัวอย่าง จ.ปัตตานี มีโรงเรียนทั้งหมด 377 โรง แต่มี หมู่บ้านทั้งหมด 627 หมู่บ้าน ดูเหมือนว่าเพียงพอ แต่โรงเรียนส่วนใหญ่กลับไปอยู่ในเมือง ไม่ได้กระจายให้ทั่วทั้งจังหวัด มันจึงทำให้ คนที่อยู่ห่างไกลขาดการศึกษาเท่าที่ควร โรงเรียนที่นอกสังกัดจึงเกิดขึ้นในรูปแบบของโรงเรียนศาสนาเป็นต้น ดังนั้น จึงต้องมาศึกษากันใหม่ว่า ในแต่ละจุด ควรมีโรงเรียนใหม่หรือยัง ซึ่งต้องพี่ง "ทีมลุย" เพื่อสรุป และ จะได้จัดสร้างให้ได้ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด

อาจารย์ที่จะเข้ามาสอนในโรงเรียน ก็ควรเป็นคนในพื้นที่ อาจารย์ที่รู้จักทั้ง 2 ภาษา จะมีอัตราเงินเดือนพิเศษ โดยบวกค่า ภาษา ให้ด้วย เพื่อส่งเสริม และ สร้างให้คนที่รู้ทั้ง 2 ภาษา มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อสร้างวัฒนธรรมว่า คนที่รู้ทั้ง 2 ภาษา จะได้เงินเดือนที่ดีกว่ามาก จะทำให้คนในพื้นที่ จะส่งให้ลูกๆ เรียนรู้ทั้ง 2 ภาษามากขึ้น แทนที่จะเป็นภาษายาวีอย่างเดียว หลักการนี้ก็เหมือนกับบริษัทฯเอกชนที่ให้เงินเดือนพนักงานที่รู้ภาษาอังกฤษดี มากกว่ามาก ทำให้สังคมเราเปลี่ยนไป ต้องการให้ลูกๆเรียนรู้หลายๆภาษา เราก็ใช้หลักการนี้กับภาคใต้ ก็จะทำให้คนรุ่นใหม่ มีการเรียนรู้ทั้ง 2 ภาษามากขึ้น แต่การพูดคุยก็ต้องให้ใช้ภาษากลาง เมื่อทำได้อย่างนี้แล้ว ภาษากลาง ก็จะค่อยๆซึมซับให้กับทุกๆ หมู่บ้านไม่เกิน 3 ชั่วอายุคน





  • ส่งเสริมความเชื่อของแต่ละบุคคล


ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้น การส่งเสริมให้คนที่นับถือศาสนาของตนนั้น ได้มีเวลาและปฏิบัติให้ตรงตามศาสนา เป็นเรื่องที่จะเข้าถึงจิตใจคนในพื้นที่ได้มาก ไม่ใช่เพียงศาสนาอิสลาม แต่ในทุกๆศาสนา "ทีมลุย" จะเป็นกลุ่มคนที่ศึกษาพื้นที่ให้ ว่าสมควรจะจัดสร้างอะไร ให้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่ เช่น อาจจะตั้งมัสยิด ตั้งสุเหล่า สร้างวัด ก็แล้วแต่ หรือหากไม่สร้างขึ้นมา อย่างน้อย ก็ต้องทำนุบำรุง ไม่ปล่อยให้ร้าง หรือ ดูไม่งาม

การสื่อสารกับกลุ่มบุคคลในแต่ละศาสนาเพื่อเข้าถึงพื้นที่นั้น ก็สมควรอย่างมาก การศึกษาก็ควรจะเน้นให้เข้าใจในแต่ละศาสนา เพื่อลดความขัดแย้งในชุมชนต่างๆด้วย เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่เราก็ไม่เคยกีดกันศาสนา ดังนั้น เราก็คงยึดหลักเดิมได้ ไม่กีดกันศาสนาใดๆ แต่ส่งเสริมให้ทุกคน ได้รู้จักศาสนาหลายๆศาสนาว่า สอนให้คนเป็นคนดีในแง่ต่างๆได้อย่างไร

คนไทยมีนิสัยรักสันติ ที่เกิดเหตุอาจจะไม่ได้เกิดจากคนในพื้นที่ แต่มันอาจจะเกิดจากความเชื่อถือบุคคลก็ได้ หากสามารถรวมกลุ่มคนที่มีอิทธิพลให้เข้ามาในปกครอง ก็จะสามารถรวบรวมความเชื่อของคนส่วนมากได้เช่นกัน การรวบรวมกลุ่มคน ก็ต้องใช้คนในพื้นที่เป็นคนทำ มองหา Key Man แล้วดึง คนๆนี้เข้ามาให้ได้ ซึ่งก็ต้องพึ่ง "ทีมลุย" เพื่อสังเกตุให้ด้วยว่า ใครบ้างที่เป็นมีอิทธิพลในแต่ละหมู่บ้าน

ไม่อยากกล่าวถึงเพื่อนบ้าน แต่เงินของเขามีมาก ทำให้สร้างภาพลักษณ์ทางศาสนาที่แตกต่างจากเราได้มาก การทุ่มเงินบางส่วน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางศาสนาให้ดีเลิศในแต่ละจังหวัด ก็อยากให้ทำ ซึ่งจะทำให้เป็นจุดศูนย์รวมที่ดีเลิศได้เช่นกัน ทั้งนี้รัฐ และ ผู้ปกครองในแต่ละระดับ ก็ต้องไม่ทอดทิ้ง หรือ ออกห่างจากสถานที่ๆสร้างขึ้น ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และ ตอกย้ำผลงานของภาครัฐ ให้คนในศาสนานั้นๆเข้าใจว่า รัฐ ใส่ใจดูแลเพียงใด

อย่าเน้นเพียงศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่ต้องให้ความสำคัญกับทุกๆความเชื่อ อย่าลืมว่า ในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ มีกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มๆ หากเน้นเพียงกลุ่มเดียว ก็จะทำให้อีกกลุ่มไม่พึงพอใจ แต่ในเหตุการณ์อย่างนี้ ต้องเน้นบ้างเท่านั้น แต่อย่าเน้นนานเกินไป..





  • ส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยว และ สร้างอาชีพ


ภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่เนื่องจาก แต่เนื่องจากมันไกลจากเมืองหลวง ดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยวจึงมีคนไปน้อยมาก เมื่อการท่องเที่ยวไปได้ไม่มากเท่าที่ควร การสื่อสารระหว่างภาษากลาง กับ ยาวี ก็จะมีน้อยลงไปมากๆ

สถานที่ท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดึงเงินคนเพื่อใช้ในการบริหารงานจังหวัดได้อย่างมาก และ สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างดี จึงควรส่งเสริมในเรื่องนี้.. หากรัฐส่งเสริม ก็จะทำให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในแถบบริเวณนั้นๆ ก็จะดีขึ้น...

ที่เห็นที่เที่ยวมา ไม่มีการบูรณะสถานที่ท่องเที่ยวเท่าที่ควร CEO อาจจะมองว่ามีคนไปท่องเที่ยวน้อย ดังนั้น การเสริมจากรัฐเพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ ดูดีขึ้น เหมาะแก่การไปพักผ่อน และ ราคาเหมาะสมแล้ว ก็จะช่วยได้มาก..

CEO ก็ควรเร่งพัฒนา และ สื่อสารให้คนทั่วไปเห็นถึงจุดเด่นของแต่ละสถานที่ หาดแต่ละหาดยังสด และ สวยงาม ดึงสิ่งดีๆขึ้นมา แล้วโฆษณา สื่อสารให้คนไทย และ ต่างชาติสนใจเข้ามาครับ...

อาชีพของคนใต้ลึกๆ หากไม่ทำสวนยางก็จะเป็นครูสอนศาสนา เพราะ การส่งไปเรียนศาสนาที่ต่างประเทศ ใช้เงินไม่มาก และ ต่างประเทศก็สนับสนุน หากสร้างงานให้รองรับกับจำนวนคนเพื่อให้ลดการส่งบุตรหลานไปเรียนศาสนาต่างประเทศได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีทีเดียว ถึงแม้นว่ารายได้ต่อบุคคลของคนในภาคใต้ จะสูงที่สุด มีเงินเก็บมากที่สุด ก็ต้องทำให้เขามองเห็นโอกาสในการลงทุน และ สร้างโอกาสในการลงทุนให้เขาให้มากขึ้น เพื่อสร้างงานให้มากขึ้นด้วย คนที่ไม่มีงาน หรือ คนที่เป็นครูสอนศาสนา ก็จะได้เข้ามาทำงานในระบบได้มากขึ้น ซึ่งค่าตอบแทนที่ให้เขาเหล่านั้น ก็ต้องมากตามความเหมาะสมด้วยเช่นกัน





  • สร้างสื่อท้องถิ่น จากรัฐสู่ประชาชน


การสื่อสารระหว่างรัฐ และ ประชากรที่อยู่ลึกไปในชนบท ยังขาดตกบกพร่องอยู่มาก ดังนั้น ก็ต้องสร้างสื่อเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ และ ข้อมูลข่าวสารจากรัฐให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด...

สถานีวิทยุ และ โทรทัศน์ ก็มีผลอย่างมากกับพฤติกรรมของคน การให้วิทยุเถื่อน ให้เข้ามาในระบบนั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างมากในภาคใต้ ต้องมีการควบคุมการสื่อสารในเชิงยุยงประชาชนลง รัฐไม่ได้ดูแลเรื่องนี้มานาน ทำให้ผู้มีสื่อในมือสร้างสังคมอย่างสะสมและต่อเนื่องมา ความนึกคิดของประชาชน ก็เลยคล้อยตามสื่อด้วย...

หากกำกับควบคุมดูแลได้ ก็ต้องสร้างสื่อที่จะสื่อสารกับประชาชนโดยรวมได้เช่นกัน ใช้ทั้ง 2 ภาษา มีพิธีกร 2 คน คอยคุย คอยแปล เพื่อจะได้ให้ข้อมูลไม่ขาดตกบกพร่อง...

สถานีโทรทัศน์ของเราเองก็ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่.. เพราะ พื้นที่เป็นหุบ เป็นเขา หมู่บ้านอยู่ระหว่างเขาเป็นต้น ต้องเดินเข้าไป 1-2 ชั่วโมงก็มี สถานีไม่คุ้นที่จะติดตั้งเสา และเห็นว่ามันห่างไกล สถานีของรัฐเองยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เลย.. ซึ่งสถานีโทรทัศน์ เป็นสื่อเดียวที่จูงใจคนให้มีแนวความคิด และ เข้าใจสภาพการณ์ได้ดีมากที่สุด แต่เมื่อรัฐไม่ให้ความสำคัญ พวกเขาก็ไม่ได้รับข่าวสาร ก็เกิดความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น ไฟฟ้า น้ำประปา บางที่ก็ไปไม่ถึง.. ต้องพึ่งพึงกันเอง...

หากขยายสื่อให้ชัดเจน และ ทั่วถึงทั้งหมดแล้ว โทรทัศน์มาเลย์ ก็๋คงลดบทบาทลง การสื่อสารระหว่างเราก็จะได้มีมากขึ้น..


(คำแนะนำในช่วงเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่ทางพันทิปรวบรวมความคิด)


Create Date : 14 กรกฎาคม 2548
Last Update : 31 สิงหาคม 2551 14:53:34 น. 14 comments
Counter : Pageviews.

 
มาอ่าน


โดย: Aisha วันที่: 14 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:39:58 น.  

 



มอบ สิ่งดีให้หนี่ฯอีกแล้ว
ขอบคุณมากค่ะ ..


โดย: หนี่หนีหนี้ วันที่: 14 กรกฎาคม 2548 เวลา:18:06:50 น.  

 
มาอ่านค่ะ


โดย: บุหงาตานี IP: 203.113.77.100 วันที่: 14 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:10:07 น.  

 
มาอ่านกันมีสาระดีนะค่ะอ่านได้ทุกเพศทุกวัยจร้า


โดย: มุกกี้โอมมี่ IP: 203.113.81.7 วันที่: 30 สิงหาคม 2550 เวลา:21:17:41 น.  

 


โดย: หล่อ IP: 61.7.167.86 วันที่: 24 ธันวาคม 2550 เวลา:18:45:50 น.  

 
ขอบคุณที่ช่วยคิดมาเขียนให้อ่าน ดีมาก จะยิ่งดีขึ้นหากข้อมูลที่ได้มามีการอ้างอิงและยืนยันความถูกต้องด้วย


โดย: พี่น้องไทย IP: 124.157.251.60 วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:15:11:35 น.  

 
ดีมากค่ะ ได้ความรู้เยอะเลย


โดย: ไอวี่จ๊ะ IP: 125.26.243.243 วันที่: 26 สิงหาคม 2551 เวลา:15:28:24 น.  

 
ดีมากเลยค่ะ มีความรู้มาก


โดย: มมส. IP: 125.25.212.145 วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:21:43:53 น.  

 
ดีเเค่...1...ส่วน..เอง..จะต้องเเก่ไขปัญหาอีกมาก
มีด่านการตรวจสอบในพื่นที่มีอาวุฒ..อย่าให้เข้ามาโดย
เด็ดขาดตามขนส่งต่างๆๆๆทางน้ำ..ทางอากาศ.......เเละทางบก....มิฉนั้นมีเหตุการณ์ทั่นที่
ร่วมชิ้นส่วนต่างๆที่เข้ามาในประเทศไทยเเละในพื้นที่4จังหวัดชายเเดนใต้........ให้ตรวจสอบเด็กนักเรียนช่างอีเล็กเทอร์นิก.ปวช.ปวส.ระดับวิศวะต่างๆนีสิจะดีจะไม่มีคนทําร้ายภู่ไดได้..จงขอ..ประสบโชคดีในปี3ปีข้างหน้า


โดย: โชคดี IP: 61.90.110.230 วันที่: 13 มิถุนายน 2552 เวลา:21:22:56 น.  

 
อิสลามเอาดีใส่ตัวครับเชื่อไหมว่าเราต้องเอาทหารนำการเมืองครับใน3จังหวัดนี้เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้าน70%เข้าข้างผู้ก่อความไม่สงบครับ


โดย: 1-9 IP: 118.173.186.202 วันที่: 16 มิถุนายน 2552 เวลา:17:24:14 น.  

 
ประกาศจับ 10 ล้านบาท สะแปอง บาซอ
http://rapidshare.com/files/265195929/sapae-ing.jpg

หนังสือ pdf กะเทาะเปลือกไฟใต้ ใครบงการ โดย สอาด จันทร์ดี
http://rapidshare.com/files/265199974/sa-aad.pdf

ความป่าเถื่อนของโจรอิสลามทำกับทหาร
http://rapidshare.com/files/265197843/Thai_Rabels.zip

รักชาติ รักแผ่นดิน รักพุทธศาสนา
ก็ช่วยกันเผนแพร่ต่อ


โดย: 54656 IP: 125.27.186.158 วันที่: 9 สิงหาคม 2552 เวลา:2:29:01 น.  

 
ประเทศไทยจงเจริญ ชัยโย ชัยโย ชัยโย


โดย: tuiphayak IP: 125.26.189.185 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:20:49 น.  

 
วิชาการบนความไม่รู้และได้ข้อมูลผิดๆมันไม่สวยงามหรอก แก้ได้แต่ไม่ใช่ด้วยปาก


โดย: เป้ ปัตตานี IP: 113.53.242.218 วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:11:39:31 น.  

 
แนวทางแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ได้ดังนี้
1.คนทุกคนใน 3 จังหวัดนี้ทำหน้าที่ตนเองไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
2.ส.ส.ภาคใต้ทุกคนและส.ส.3 จังหวัดชายแดนภาตใต้ให้ทำหน้าที่ให้ลงเยี่ยมราษฏรในพื้นที่ของตนเองไม่ไปละเมิดสิทธืผู้อื่น
3.ได้ปัญหาอะไรมาบอกรัฐบาลแก้ไขปัญหา
4.ทำข้อ 1-- 3 ไม่ได้ให้มายื่นใบลาออกจาก ส.ส.เปลืองงบประมาณแผ่นดิน
5.รัฐบาลทำข้อ 3 ไม่ได้ให้ลาออกทั้งคญะ ขอบคุณ


โดย: Boonyakorn krajai IP: 182.53.178.12 วันที่: 5 กันยายน 2555 เวลา:18:04:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 124 คน [?]





ถ้าจะสอบถามอะไร กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือที่ Facebook



ผู้ชาย อารมณ์ดี เรียนรู้ชีวิตรอบด้าน
พูดตรงจนอาจจะไม่เข้าหูคน แต่ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ได้คิด
รับฟังหากมีเหตุผล เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะถูกเสมอไป
จริงใจ และ จริงจัง

ทำสิ่งใดต้องทำให้ดีกว่าดีที่สุด
ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย

Wiboon Joong

Create Your Badge






free web page hit counter



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.