บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
2 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ในความเป็นจริงแล้ว คนเรายังมีศักยภาพซ่อนอยู่ในตัวเองอีกมากมาย เพียงแต่เรายังไม่เคยคิดที่จะค้นหา บางคนคิดจะค้นหาแต่ยังไม่รู้ว่าจะค้นหาได้อย่างไร บางคนเคยลองค้นหาแล้วเจอบ้างไม่เจอบ้าง และขาดการ ค้นหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะขาดความอดทน ทำอะไรมักจะทำแบบชั่วครั้งชั่วคราว นิยมอะไรก็นิยม เป็นพักๆ เป็นแฟชั่น เราจะเห็นว่าถ้ามีทฤษฎีหรือหลักการอะไรที่เข้ามาใหม่ๆในเมืองไทย มักจะได้รับการตอบรับเป็น อย่างดี แต่มักจะเป็นเพียงระยะเวลาอันสั้น แล้วคนไทยก็ค่อยๆลืมของเก่าโดยที่ทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่พอของใหม่ เข้ามาก็หันไปให้ความสนใจกับสิ่งใหม่ๆ แทน

ผมเชื่อว่าถ้าจะพูดถึงองค์ความรู้ที่มีอยู่ในหัวสมองของคนทำงานในบ้านเรา มีไม่น้อยกว่าชาติอื่นอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เราอาจจะด้อยกว่าเขาก็คือ เรายังขาดการพัฒนาและริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆด้วยตัวเราเอง เราชอบ จำวิธีการของคนอื่นมาประยุกต์ใช้มากกว่าคิดและพัฒนาขึ้นมาเอง จะเห็นได้จากเทปผีซีดีเถื่อนเต็มบ้านเต็ม เมืองไปหมดอันนี้แสดงให้เห็นว่านอกจากเราจะไม่เคารพในศักยภาพของตัวเองแล้ว เรายังชอบทำมาหากิน บนความคิดของคนอื่นอีกด้วย สิ่งนี้คงจะมัวไปนั่งโทษใครไม่ได้เพราะระบบการเรียนการสอนในอดีตมัก จะสอนให้เราท่องจำมากกว่าการคิดและแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานในบ้านเราไม่เก่งนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่าถ้าเราได้เปิด โอกาสให้กับตัวเองเพื่อวิเคราะห์ ค้นหาและพัฒนาศักยภาพทางการคิด โดยเฉพาะการคิดสร้างสรรค์ให้กับ ตัวเองอีกสักนิด รับรองได้ว่าศักยภาพทางการแข่งขันในเรื่องต่างๆของเราจะเพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว สมอง ของเราก็เปรียบเสมือนกำลังการผลิตของเครื่องจักรในโรงงาน ปัจจุบันเรายังผลิตไม่เต็มกำลังของเครื่องจักร หรือบางครั้งเครื่องจักรบางเครื่องเรายังไม่ได้ใช้งานมันเลย

ผมจึงขอแนะนำวิธีการในการพัฒนากำลังการผลิตของสมองให้เต็มที่ด้วยวิธีการดังนี้

1. ฝึกคิดเชิงบวก (Positive Thinking) หลายคนคงจะเคยได้ยินคำนี้กันมามากต่อมากแล้ว แต่เราเคย นำไปใช้ในชีวิตประจำวันกันมากน้อยเพียงใด การคิดเชิงบวก ไม่ใช่เป็นเพียงการมองโลกในแง่ดีเพียง อย่างเดียวแต่จะต้องแสวงหาโอกาสจากบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันด้วย ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเราต้องฝึกคิดว่ามีอะไรที่เป็นประโยชน์กับเราบ้าง เช่น ถ้าเราตกงานเราก็คิดว่าเป็นโอกาส ที่ดีที่เราจะได้มีเวลาพัฒนาตัวเองแบบเต็มเวลา ถ้าเราอกหักก็คิดเสียว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เปิดโอกาสให้ กับคนดีๆอีกหลายคนเข้ามาในชีวิตของเรา ถ้าเราเครียดมากๆ ก็ให้คิดเสียว่าจะได้เป็นการทดสอบความ แข่งแกร่งของจิตใจว่าจะสามารถรับมือกับสภาพความเครียดได้มากน้อยเพียงใด เพราะในอนาคตเราอาจจะ มีเรื่องที่เครียดมากกว่านี้ก็ได้ การฝึกคิดเชิงบวก นอกจากจะช่วยให้เราฝึกการแสวงหาโอกาสแล้วยังช่วยให้ เราเกิดการเรียนรู้ที่เหนือกว่าคนอื่น เพราะถ้าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เราสามารถเรียนรู้ทั้งสิ่งที่คนทั่วไป เขารู้กันแล้วเรายังเรียนรู้ในสิ่งที่คนอื่นๆ เขามองข้ามไป เมื่อเราฝึกแบบนี้ไปนานๆ หลายๆครั้งเข้า จำนวน เท่าของความรู้ของเราจะเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างน้อยสองสามเท่าตัว

2. ฝึกคิดย้อนศร (Backward Thinking) ใครก็ตามที่คิดไปในแนวทางเดียวกันกับที่คนทั่วๆไปคิด ความคิดเราจะไม่เกิดความแตกต่าง แต่เมื่อไหร่ก็ตามเราคิดสวนทางกับคนอื่น อาจจะทำให้เราเกิดความคิด สร้างสรรค์ที่ดีๆขึ้นมาก็ได้ เราจะเห็นได้จากคนหลายคนได้ดีจากการทำธุรกิจที่ตรงกันข้ามจากคนอื่น เช่น ปกติรถเสียต้องพารถไปหาอู่ แต่เมื่อคิดใหม่คือเอาอู่ไปหารถ จึงทำให้เกิดธุรกิจบริการซ่อมรถฉุกเฉินขึ้นมา มากมายหรือเมื่อก่อนถ้าเราจะกินพิซซ่า เราจะต้องไปที่ร้าน แต่เมื่อมีคนคิดย้อนศรคือ ให้พิซซ่าไปหาลูกค้า ก็เลยเกิดธุรกิจ Home Delivery ขึ้นมามากมาย ปัจจุบันนี้ไม่เพียงแต่การซ่อมรถหรือการขายพิซซ่าเท่านั้น แต่การคิดย้อนศรในลักษณะนี้ก่อให้เกิดธุรกิจอีกมากมาย ไม่ว่าการส่งดอกไม้ ร้านหนังสือ ร้านวีดีโอ เป็นต้น

การคิดย้อนศรนี้จะช่วยให้เราไม่หลงไปกับกระแสของสังคม การฝึกคิดเช่นนี้บ่อยๆ จะช่วยให้เราสามารถปรับตัว ได้ดีในกรณีที่กระแสเกิดการเปลี่ยนทิศอย่างกระทันหัน เหมือนกับการที่เราขับรถ ถ้าเราขับเป็นแต่เกียร์เดิน หน้าเพียงอย่างเดียว ลองนึกดูเอาเองก็แล้วกันนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราขับเข้าไปติดอยู่ในซอยตัน การพัฒนาศักยภาพทางการคิดก็เช่นเดียวกัน ต้องเตรียมพร้อมทั้งคิดไปข้างหน้าตามกระแส แต่อย่าลืมคิด ย้อนกลับหลังบ้างเป็นระยะๆ

3. ฝึกคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (Impossible Thinking) จากอดีตถึงปัจจุบันเราคงเคยมีประสบการณ์ที่ว่า บางสิ่งบางอย่างที่เราเคยคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ในอดีต แต่ในปัจจุบันมันเป็นไปได้และเป็นไปแล้ว สิ่งที่เรา คิดว่าเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ เหตุการณ์นี้ สถานที่นี้ มันอาจจะเป็นไปได้ในอนาคต ในเหตุการณ์ หรือสภาพ แวดล้อมอื่นสถานที่อื่น ดังนั้นอะไรก็ตามที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ อย่าเพิ่งด่วนตัดทิ้งไป เพราะ นั่นเท่ากับเป็น การดับอนาคตแห่งความคิดสร้างสรรค์ของตัวเราเอง

ความคิดสร้างสรรค์แบบนี้ เราสามารถเห็นตัวอย่างได้จากภาพยนต์การ์ตูน หรือภาพยนต์บางประเภทที่เราคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ แต่เราอย่าลืมว่าความคิดที่เป็นไปไม่ได้เหล่านี้แหละที่จะเป็นตัวจุดชนวนทางความคิดให้กับ นักวิทยาศาสตร์นำไปค้นคว้าวิจัยเพื่อนำไปสู่ความเป็นไปได้ต่อไป ในอดีตใครเคยคิดบ้างว่าเรื่องการ Copy หรือการโคลนนิ่งสัตว์หรือมนุษย์จะเป็นไปได้ ใครเคยคิดบ้างว่ามนุษย์จะมีธุรกิจการท่องเที่ยวในอวกาศ ใคร จะคิดบ้างว่าคนที่อยู่กันคนละโลกสามารถพูดคุยกันแบบเห็นหน้าค่าตาได้เหมือนสมัยนี้ ถ้านำเอาความคิดในลักษณะ นี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตการทำงาน จะพบว่าเรามักจะตกหลุมพรางทางความคิดของเราเองกันอยู่บ่อยๆ พอคิด จะทำโน่นทำนี่ เราก็มักจะถูกขัดขวางด้วยความคิดที่ว่ามันทำไม่ได้หรอก หัวหน้าเขาคงไม่มีงบประมาณ ผู้บริหาร คงไม่สนับสนุนหรอก บริษัทนี้เขางกจะตายไป คนไม่พอหรอก ทำยากไม่มีเครื่องมือ ฯลฯ ความคิดในลักษณะนี้เกิด ขึ้นมากมายกับคนทำงาน สาเหตุที่สำคัญคือ เรามักจะนำเอาสภาพแวดล้อมภายนอกมาทำลายต้นกล้าแห่งความคิด สร้างสรรค์ของเราเสียเอง ทำให้เราไม่มีโอกาสได้คิดไปถึงที่สุดว่าจริงๆแล้วที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้นั้น จริงๆ แล้วมันเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่

มีผู้เข้าสัมมนาท่านหนึ่งเคยถามผมว่าถ้าเรามีความคิดออกแบบอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว และคิดว่ามันเป็นนวตกรรม ใหม่ แต่เราไม่มีเงินทุนที่จะทำธุรกิจ เราจะทำได้อย่างไร ผมก็ถามต่อว่าคุณคิดว่าจำเป็นหรือไม่ที่การลงทุนจะต้องตามมาด้วย เงินทุนจากกระปุกออมสินของเราเสมอ เขาก็ตอบว่าไม่แน่ แล้วผมก็ถามต่อว่าแล้วทำอย่างไรได้บ้าง เขาก็ตอบว่ากู้เงิน ร่วมทุนกับคนอื่น ขายลิขสิทธิให้กับคนอื่น แล้วผมจึงถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าที่คุณคิดว่า ความคิดของคุณเป็น ไปไม่ได้ในการทำธุรกิจนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นไปได้หรือไม่ เขาก็ตอบว่าเป็นไปได้ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่จะบอกเราว่าคนเราส่วนมากมักจะด่วนสรุปว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยากมาก เพราะเรามักจะยึด ติดกับกรอบการคิดแบบเดิมๆ แบบที่คนทั่วๆไปเขาคิดกัน

4 .ฝึกคิดบนหลักของความเป็นจริง (Thinking Based Principle) การฝึกคิดแบบนี้คือการคิด วิเคราะห์สิ่งต่างๆ โดยย้อนกลับไปหาหลักความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆว่าคืออะไร เช่น คนที่สามารถผลิตเครื่องบินได้นั้นจะต้องเข้าใจ ถึงหลักความเป็นจริงในเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกก่อนจึงจะสามารถออกแบบเครื่องบินได้ ต้องเข้าใจว่าการบินได้นั้น จะต้องมีพลังขับเคลื่อนเท่าไหร่ มีความเร็วเท่าไหร่ จึงจะสามารถหนีออกจากแรงโน้มถ่วงของโลกได้

ถ้าเราพูดถึงการผ่าตัด เรามักจะยึดติดกับมีดเพียงอย่างเดียว แต่หลักความเป็นจริงของการผ่าหรือการตัด หมายถึง การทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแยกออกจากกัน ถ้าเรายึดเอาวิธีการเป็นตัวตั้งเราก็จะตอบได้เพียงอย่างเดียวว่า การผ่าตัด คือการใช้มีด แต่ถ้าเราเอาหลักความเป็นจริงเป็นตัวตั้ง วิธีการเป็นตัวตามแปร การผ่าตัดอาจจะทำได้มากกว่าการใช้มีด เช่น การใช้ความร้อน ใช้ลวด ใช้กรรไกร ใช้ความเย็น ใช้รังสี ใช้ความคมของกระดาษ เป็นต้น

5. ฝึกคิดข้ามกล่องความรู้ (Lateral Thinking ) การคิดข้ามกล่องความรู้คือการนำเอาความรู้ที่เรามีอยู่ในหัว ในเรื่องต่างๆ มาคิดไขว้กัน ยิ่งเรามีกล่องความรู้หลากหลาย โอกาสที่เราจะคิดข้ามกล่องเพื่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ ก็มีมากยิ่งขึ้น ถ้าเรามีกล่องความรู้เพียง 2 กล่อง โอกาสที่เราจะคิดไขว้หรือข้ามกล่องก็มีเพียง 1 ชุด แต่ถ้าเรามีกล่อง ความรู้ 3 กล่อง โอกาสที่เราจะคิดไขว้กันก็มีมากขึ้นเป็น 2 ชุด ยิ่งมีกล่องมากเท่าไหร่ จำนวนชุดของความคิดไขว้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เป็นทวีคูณ

เราคงเคยได้ยินก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ที่ผู้คิดค้นได้นำเอากล่องความรู้เกี่ยวกับการปรุงก๋วยเตี๋ยวมาผสมกับกล่องความรู้ ในการทำต้มยำ(น้ำข้นหรือน้ำใส) เราคงเคยได้ยินผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าแอร์มุ้งที่เป็นการผสมผสานระหว่างกล่อง ความรู้ด้านแอร์กับกล่องความรู้ด้านมุ้ง เราคงเคยได้ยินคนเลี้ยงปลาดุกในห้องเช่าที่เป็นการผสมผสานความคิดระหว่าง กล่องความรู้เรื่องห้องเช่ากับกล่องความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาในบ่อดิน

6. ฝึกคิดแบบแตกหน่อทางความคิด (Germination Thinking) เป็นการคิดโดยกำหนดจุดเริ่มต้นจากสิ่งที่ เป็นอยู่หรือมีอยู่ในปัจจุบัน แล้วแตกความคิดออกไปสู่ทิศทางต่างๆ รอบตัว

การคิดสร้างสรรค์แบบนี้จะช่วยให้ง่ายต่อการจัดกระบวนการคิด เพราะเป็นการคิดพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพิ่มสิ่งใหม่ๆ เข้ามาที่ละเล็กละน้อย จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเมื่อเราคิดแตกหน่อจากปากกาออกไปเป็นปากกาไม่ต้องเติมน้ำหมึกแล้ว ก็สามารถคิดต่อไปอีกว่าปากกาที่ไม่ต้องเติมน้ำหมึกนั้น สามารถพัฒนาต่อในด้านอื่นๆอีกหรือไม่ เมื่อเราคิดพัฒนา แตกหน่อออกไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าความคิดที่หน่อสุดท้าย อาจจะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับจุดเริ่มต้น(ปากกา)

การคิดในลักษณะนี้จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคการคิดข้ามกล่องเข้ามาช่วยในการคิดแตกหน่อจากหน่อเดิมไปสู่หน่อใหม่ๆ และที่สำคัญเราสามารถมองเห็นทั้งกระบวนการคิดและผลลัพธ์ทางการคิดในลักษณะของแผนผังความสัมพันธ์ได้อย่าง ชัดเจน

จากวิธีการฝึกเพื่อพัฒนาศักยภาพการคิดสร้างสรรค์ดังกล่าว จะเห็นว่าเราสามารถพัฒนารูปแบบการคิดของเราได้ หลายวิธี เพียงแต่เราต้องให้ความสำคัญกับการคิดสร้างสรรค์อย่างจริงจัง นำเอาวิธีการดังกล่าวนี้ไปฝึกคิดกับเหตุการณ์ ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เราก็สามารถพัฒนาศักยภาพการคิดให้สูงขึ้นไปได้

ข้อแนะนำเพิ่มเติมที่อยากให้ท่านผู้อ่านนำไปฝึกปฏิบัติมีดังนี้

1. วิเคราะห์หาปัจจัยเอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ขอให้ลองทบทวนดูว่าบรรยากาศ สถานที่ เวลาหรือสภาพแวดล้อม แบบใดที่เราน่าจะทำให้เราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ บางคนบอกว่าบรรยากาศใต้ต้นไม้ชายทะเล บางคน บอกว่าบรรยากาศบนยอดเขาตอนเช้า แต่ก็มีบางคนเคยบอกผมว่าบรรยากาศในวงเหล้า ความคิดจะแล่นมาก อันนี้ ก็สุดแล้วแต่ความชอบของสมองของแต่ละคนก็แล้วกันนะครับ เมื่อเราได้ทราบว่าบรรยากาศ สถานที่ หรือเวลาแล้ว จะเป็นประโยชน์สำหรับเราในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ บางคนบอกว่าไม่มีโอกาสคิดสร้างสรรค์ เพราะตัวเอง ไม่เคยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์เลย เช่น เราบอกว่าเราจะสามารถคิดสร้างสรรค์ได้ถ้าอยู่เงียบๆ คนเดียวใต้ต้นไม้ แต่ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาเราไม่เคยมีโอกาสอยู่คนเดียวเลย อย่างนี้โอกาสที่จะเกิดความคิด สร้างสรรค์คงจะเป็นไปได้ยาก

2. จัดสรรเวลาเพื่อฝึกความคิดสร้างสรรค์ ขอให้จัดสรรเวลาในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน เพื่อฝึกการ คิดสร้างสรรค์บ้าง อย่างน้อยวันละ 5-10 นาทีก็ยังดี ศักยภาพการคิดสร้างสรรค์ถือเป็นทักษะที่ต้องการการฝึกฝน เหมือนกับทักษะในด้านอื่นๆ เช่น เราต้องการเป็นนักฟุตบอลที่เก่ง แต่เราไม่เคยฝึกเตะฟุตบอลเลย อย่างนี้ก็คงจะยาก เช่นเดียวกันกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่เราต้องหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ

3. บันทึกผลงานการคิดสร้างสรรค์ เราไม่สามารถฝึกให้มีความคิดสร้างสรรค์เพียงชั่วข้ามคืนเดียว เราไม่สามารถ บอกได้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเลิศ แต่ระยะเวลาที่ผ่านไปพร้อมๆกับการฝึกฝนเท่านั้น จะบ่งบอกเรา ได้ว่าเรามีการพัฒนาระดับความคิดสร้างสรรค์ไปถึงไหน และสิ่งสำคัญที่จะบอกเราได้นั่นก็คือ บันทึกผลแห่งการคิดสร้าง สรรค์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เราน่าจะบันทึกว่าเมื่อวันที่เท่าไหร่ เราคิดสร้างสรรค์เรื่องอะไร เรื่องนั้นๆเกิดขึ้นได้ อย่างไร วิธีการคิดเป็นอย่างไร เพราะบันทึกนี้นอกจากจะแสดงให้เราเห็นถึงผลงานการคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังบ่งบอก ถึงพัฒนาการทางการคิดได้อีกด้วย เราสามารถนำเอาผลงานการคิดสร้างสรรค์เมื่อสองปีที่แล้วมาเปรียบเทียบกับ ผลงานในปีนี้ก็ได้ ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพการคิดสร้างสรรค์ของคนเราจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำคัญอยู่ที่ว่าใคร ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากน้อยเพียงใด คนทุกคนสามารถพัฒนาได้ แต่อาจจะมีคนเพียงไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จ การพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถนำพาเราไปสู่การมีชีวิตแบบ "มูลค่าเพิ่ม" ได้ เพราะผลพวง แห่งการคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างงาน สร้างชีวิตให้กับคนมาแล้วมากมาย เราจะเห็นได้จากการเกิดธุรกิจแปลก สินค้าใหม่ๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็วอยู่เสมอๆ ผมมีความเชื่อมั่นว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากพรแสวง นั่นก็คือตั้งใจ เชื่อมั่น หมั่นฝึกฝน และทดสอบตนเองอยู่เสมอ สิ่งนี้แหละที่จะนำพาเราออก ขึ้นมาจากหุบเหวทางความคิดแบบสั้นๆ ขึ้นไปสู่ยอดเขาแห่งความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

จาก
http://www.peoplevalue.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=539104618&Ntype=7


Create Date : 02 มิถุนายน 2554
Last Update : 2 มิถุนายน 2554 23:55:13 น. 0 comments
Counter : 1208 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 196 คน [?]




ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด

Wiboon Sae Joong

Create Your Badge



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.