ท่องเที่ยวสุขใจ ไปไกลทั่วโลก
Group Blog
 
All Blogs
 

ตอนที่ 3 - งานใหม่ในบริษัทหลักทรัพย์กับเม่าตัวน้อย

สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน - ความไม่เห็นด้วยของพ่อกับการย้ายงาน

หลังจากเซ็งกับงานที่เก่า เราตัดสินใจมาสมัครงานใหม่ที่บริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งก็เป็นธุรกิจที่เราเคยฝึกงานมาตอนสมัยยังเรียนไม่จบ แต่ความแตกต่างของมันคือ ครั้งนี้เราสมัครมาเป็นเจ้าหน้าที่การตลาด หรือที่เรียกกันว่า มาร์เก็ตติ้ง ไม่ได้อยู่ฝ่ายวิเคราะห์เหมือนตอนฝึกงาน

การตัดสินใจของเราครั้งนี้ ไม่ได้มีการปรึกษากับพ่อแม่แต่อย่างไร เราแค่ "แจ้งเพื่อทราบ" และพ่อแม่ก็ไม่ได้ทัดทาน ที่ไม่ทัดทาน คงเพราะต่อให้ทัดทาน เราก็ไม่ฟังอยู่ดี

เราเพิ่งมารู้หลังจากที่เราเป็นหนี้เป็นสินมากมายมหาศาลจนไม่คิดว่าชาตินี้จะใช้หมด จากปากของพ่อว่า "ป๊าไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกแล้วที่ลื้อจะมาทำงานนี้" เหตุผลหลักของพ่อเลยคือ พ่อมองลูกตัวเองออกว่า ลูกคนนี้เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง จนถึงขั้นว่าเสี่ยงมากเกินไป พ่อบอกว่า สังเกตจากการที่เราเป็นคนชอบเล่นไพ่ เล่นการพนัน และพ่อก็ได้เห็นนิสัยการเล่นไพ่ของเรา จากตอนที่เราพาพ่อไปเที่ยวคาสิโนที่ Melbourne ตอนเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย

หลังจากเรารู้อย่างนี้จากปากของพ่อแล้ว เราบอกเลยว่า "เราเสียใจ" เราเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ทำอะไรโดยที่ไม่ปรึกษาพ่อแม่ก่อน เสียใจที่ทำให้ปัญหาต่างๆมันเกิดขึ้น จน ณ เวลานั้น เราไม่รู้หรอกว่าจะหาทางออกยังไงที่จะหาเงินมาคืนหนี้จำนวนมากมายขนาดนั้น ต่อให้ทำงานเก็บเงินจนเกษียณก็คงจะไม่มีทางคืนหนี้จำนวนนี้ได้

ก่อนจะไปต่อ เราขอเตือนทุกคนที่ได้อ่านด้วยความหวังดีว่า คนเพิ่งเรียนจบ หรืออายุยังไม่มาก อย่าผยองคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองแน่ ตัดสินใจอะไรเองได้ ยังไงผู้ใหญ่ก็มีคำแนะนำที่ดีๆให้เราได้เสมอ และมองโลกได้รอบด้านกว่าเรา โดยเฉพาะพ่อแม่ ท่านมีความหวังดีต่อลูกเสมออยู่แล้ว

ถ้าวันนั้นเราเลือกที่จะปรึกษาพ่อแม่ เราคงไม่เสียเวลา 7 ปีไปแบบไร้ประโยชน์และต้องเก็บตัวอยู่กับหนี้ก้อนโต ไม่อยากออกไปพบปะกับใคร กลายเป็นคนไร้เพื่อนอย่างเช่นทุกวันนี้

รู้จัก "ส้ม" ไหม??

ส้ม คือ ชื่อที่บริษัทโบรกเกอร์ของเราใช้เรียกมาร์เก็ตติ้งที่เข้ามาใหม่ มากันเป็นชุดๆ ของเราเป็นส้ม "รุ่นที่ 2" ซึ่งหลังจากนั้นก็มี ส้ม "รุ่นที่ 3" ตามมาในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมแล้ว 2 รุ่นมีจำนวนคนประมาณ 30 คน

เราเคยถามว่า ทำไมถึงเรียกว่า "ส้ม" ผู้ดูแลโครงการนี้ตอบว่า เขาเปรียบมาร์เก็ตติ้งใหม่ที่เข้ามาฝึกแต่ละรุ่นเป็นต้นส้ม บริษัทมีหน้าที่รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รอให้ต้นส้มโต แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะโตเป็นส้มที่ออกดอก เก็บผลได้ทุกต้นหรอก อืม เราก็ยังไม่เข้าใจ ทำไมต้องเป็น "ส้ม" ให้มันเป็น "ต้นข้าว" "ต้นลำไย" "แก้วมังกร" "ละมุด" "ทุเรียน" ไม่ได้เหรอ??

เม่าน้อยเรียนรู้จากการเป็น "ส้ม"

ข้อดีของการได้ฝึกในฐานะ "ส้ม" ซึ่งต่างจากการเดินดุ่มๆตัวคนเดียวมาสมัครงานในเวลาอื่น ก็คือ การเป็น "ส้ม" จะมีหัวหน้าคอยดูแลกลุ่มส้มโดยเฉพาะ โดยส้มจะยังไม่สามารถเป็นมาร์เก็ตติ้งเต็มตัวได้ เพราะยังไม่ได้ไปสอบใบอนุญาตหรือในวงการเรียกว่า license

ระหว่างที่เป็นส้ม จะมีการเทรนนู่นนี่นั่นมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย มีการสั่งการบ้านให้ทำ เช่น ให้ตอบชื่อหุ้นว่าตัวย่อนี้ คือหุ้นตัวไหน เป็นต้น นอกจากนั้นจะมีการส่งส้มไปนั่งกับพี่ๆที่เป็นมาร์เก็ตติ้งอยู่แล้ว ประกบตัวต่อตัว เรียกว่าเป็น buddy กันเลย เพื่อให้ส้มแต่ละคนได้เรียนรู้งานโดยเร็วที่สุด

ช่วงเวลานี้ล่ะ ที่เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเม่าตัวน้อยอย่างเราได้มากขึ้นอีกโข ได้เห็นเวลาพี่ๆเขาโทรหาลูกค้า แนะนำลูกค้าซื้อขาย ได้เห็นการเคลื่อนไหวของหุ้นแบบ real-time จริงๆ ได้รู้จักการดูหน้าจอ ดูอาการของหุ้น รู้ว่ามีอะไรที่ต้องสังเกตในระหว่างการซื้อขายบ้าง และเรื่องอื่นๆอีกเยอะ ที่สำคัญคือ ส้มจะถูกบังคับให้ present มุมมองตลาดในแต่ละวันต่อหัวหน้างานและเพื่อนร่วมรุ่นทุกวัน

ณ เวลานั้น ต้องบอกเลยว่า เรามั่นใจในตัวเองมาก ในแง่ของความรู้ความสามารถ ก็คนที่เรียนสายตรงอย่างเรามา มีหรือจะกลัวกับการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินต่างๆ จะมีก็เรื่องของการวิเคราะห์ทางเทคนิคนี่ล่ะ (Technical Analysis) ที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ส่วนเรื่องการดูอาการหุ้นหรืออะไรนั่นน่ะเหรอ กระจอก ง่ายนิดเดียว (ตอนนั้นคิดอย่างนี้จริงๆนะ) เดี๋ยวก็เรียนรู้หมด แต่หารู้ไม่ว่า "ประสบการณ์" เท่านั้นที่จะสอนเราได้ แค่มานั่งดูเขา ประกบกับพวกพี่ๆเขา ก็คิดว่าตัวเองนั้นเก่งกล้าสามารถแล้ว นี่ล่ะ หาทางของความล่มจมจริงๆ

จากนั้นก็ถึงเวลาที่ต้องไปสอบใบอนุญาต แน่นอน เราสอบครั้งเดียวผ่าน และเป็นคนแรกที่เริ่มแปรสภาพจากส้มมาเป็นมาร์เก็ตติ้งได้อย่างเต็มตัว และความภูมิใจอันน้อยนิด บวกกับความมั่นใจในตัวเองที่มีมากเกินไปนี่ล่ะ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการจมดิ่งของชีวิตของเราไปอีก 7 ปี

ปิดพอร์ตที่กิมเอ็ง

ระหว่างที่เรายังเป็น "ส้ม" อยู่นั้น เรายังไม่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นพนักงานของบริษัท นั่นคือ ยังอยู่ในช่วง probation เราจึงยังสามารถมีพอร์ตซื่้อขายหุ้นเป็นชื่อเราเองได้ พอร์ตที่เราเปิดไว้กับ Kim Eng จึงยังคงมีการหมุนเวียนอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้มาก เพราะยอดเงินมีแค่ประมาณแสนเดียว อ้อ ลืมบอกไปว่าเราขอยืมเงินพ่อแม่มาลงตั้งแต่ตอนเปิดพอร์ตกับ Kim Eng ได้สักระยะเพื่อมารวมกับเงินของเราเอง

แต่พอนึกย้อนกลับไป เอ้อ เราเริ่มเล่น Net settlement ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนะเนี่ย ระหว่างที่เราเป็นส้มอยู่ ตอนนั้น หุ้น CPF-W1 กำลังฮอตอยู่เลย ด้วยอัตราการแปลงสภาพที่เย้ายวน คือ 1 ต่อ 5 ทำให้เราอดใจไม่ไหวต้องเข้าไปแจมด้วย ก็มีกำไรมาบ้างนะ นิดๆหน่อยๆ ไม่มาก แต่ใครจะคิดว่า วงเงินแค่แสนต้นๆ จะสามารถเทรดหุ้นได้วันละ 2 ล้านบาทล่ะ

ท้ายสุดพอเราขึ้นทะเบียนเป็น "มาร์เก็ตติ้ง" จริงๆแล้ว เราจำเป็นต้องปิดพอร์ตของตัวเองที่ Kim Eng ลง ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1. การเทรดภายใต้พอร์ตชื่อตัวเองทำได้ค่อนข้างลำบาก ข้อมูลทั้งหมดจะต้องรายงานให้ตลาดหลักทรัพย์รับรู้ตลอด

2. เราต้องการดึงเอาวอลุ่มการซื้อตรงนั้นมาเป็นของเราเอง เพราะในช่วงระหว่างการเริ่มงานแรกๆ เราจะไปเอาวอลุ่มเทรดจากไหนล่ะ

พี่มาร์เก็ตติ้งที่ Kim Eng แกก็เข้าใจดี แกก็อวยพรให้ไปได้ดีกับงานที่กำลังจะเริ่ม

ตอนต่อไป เม่าน้อยจะเริ่มทำหน้าที่มาร์เก็ตติ้งอย่างเต็มตัว และก็เริ่มซื้อขายหุ้นผ่านพอร์ตของพ่อ ด้วยเงินหลักแสนเป็นครั้งแรก คอยติดตามนะครับ เม่ากำลังระเริงไฟแล้ว




 

Create Date : 24 เมษายน 2554    
Last Update : 24 เมษายน 2554 0:46:09 น.
Counter : 6611 Pageviews.  

ตอนที่ 2 - เริ่มเข้าสู่แวดวงการเงิน

งานแรกหลังเรียนจบ

เราไปเรียนที่ Uni of Wollongong ตอนเดือน ก.พ. ปี 2000 และกลับมาเมืองไทยเดือน พ.ย. ปี 2000 เช่นกัน จำปีได้แม่นยำ เนื่องจากปีนั้นที่ Sydney มีการจัดมหกรรมกีฬา Olympic พอกลับมาถึงเมืองไทย เราไม่รอช้ารีบร่อนจดหมายสมัครงานทันที อีกทั้งยัง walk-in เข้าไปสมัครงานตามบริษัทไฟแนนซ์ ธนาคาร และบริษัทหลักทรัพย์ แต่ไม่ได้จะไปทำเป็น marketing หรอก อยากไปทำฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ เพราะมีความคิดว่ามันดูเท่ห์กว่า ได้ใช้ความรู้เยอะกว่าพวกที่เป็นมาร์เก็ตติ้ง

เดินหางานได้ไม่นานนัก ก็มีบริษัทเรียกตัวไป ก็เป็นบริษัทเงินทุนแห่งหนึ่งบนถนนสาทร เรียกไปทำข้อสอบ จากนั้นก็มีการสัมภาษณ์ และแล้ว เราก็ได้งาน และเริ่มงานในวันที่ 1 ก.พ. 2001 ในแผนกปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Loan Restructuring Department หรือ LR)

ประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ

บอกตรงๆกันเลยว่าเราไม่ชอบงานที่เราทำเป็นอย่างมาก ในช่วงนั้นเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้เพียง 2 - 3 ปี ประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยปัญหาหนี้เสียอันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกและการปล่อยให้เงินบาทลอยตัว (อัตราแลกเปลี่ยนจาก 25 บาทพุ่งขึ้นไป 50 กว่าบาท ต่อ USD) เราเป็น marketing officer คนหนึ่งที่จะต้องดูแลพอร์ตหนี้สินที่มีปัญหาเหล่านี้ แต่เพราะยังไม่มีประสบการณ์เลย จึงยังต้องมีหัวหน้าคอยดูแลประกบอยู่ในช่วงแรกๆ

งานในหน้าที่นี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมายนอกเหนือจากในห้องเรียนที่เคยเรียนมา เราได้ฝึกการเจรจาหนี้เสียแบบ bilateral หรือเป็นการเจรจากันเองโดยไม่ผ่านกระบวนการใดๆเข้ามาช่วย และการปรับหนี้เสียผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เราต้องวิเคราะห์งบการเงิน ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดในการทำงานนี้จริงๆ

นอกจากนั้นเรายังได้รู้จักกับบริษัทต่างๆหลายแห่งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น THECO RAIMON แต่เราไม่สามารถทำอะไรได้มากกับบริษัทระดับนี้ เนื่องจากว่าบริษัทเงินทุนส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหนี้รายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน เวลาไปผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทุกอย่างแทบจะเรียกว่าถูกกำหนดโดยเจ้าหนี้รายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธนาคาร

ที่เราบอกว่าไม่ชอบงานนี้ ก็เพราะ เรารู้สึกไม่ดี รู้สึกแย่ เราต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของบริษัทในการไปเรียกคืนหนี้จากลูกหนี้ โดยบริษัทก็พยายามจะบีบให้ลูกหนี้ชำระคืนโดยให้ได้เงื่อนไขดีที่สุด ในขณะที่ลูกหนี้ก็พยายามบอกว่าสถานการณ์ของเขายังไม่ดีพอที่จะชำระคืนได้ เราไม่ชอบจริงๆกับงานเจรจาแบบนี้ มันรู้สึกกระอักกระอ่วน ทำตัวลำบาก จนท้ายสุดนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจลาออกจากงาน

เปิดพอร์ตเล่นหุ้นครั้งแรก

การทำงานในบริษัทแห่งแรกนี้ พวกพี่ๆในฝ่ายส่วนใหญ่จะเปิดพอร์ตเล่นหุ้นส่วนตัวกันด้วย เราเองเลยได้ฟัง ได้ดูเขาแอบดูหน้าจอเทรดหุ้นระหว่างทำงาน 555 แต่ตอนนั้นก็ยังไม่กล้าไปเปิดพอร์ตเองหรอก จนในที่สุดก็อดใจไม่ไหว เลยเดินไปที่อาคารญาดา ถนนสีลม เพื่อเปิดบัญชีกับ Kim Eng โดยเป็นบัญชีแบบวางเงินเล่น เพราะตอนนั้นมีเงินแค่สองสามหมื่นบาทเท่านั้น จำได้ว่าช่วงนั้นมีเหตุการณ์ 9-11 เครื่องบินชนตึก World Trade Center พอดี เลยได้เห็นความตกอกตกใจในตลาดหุ้น และเหตุการณ์ที่เป็น talk of the town ในขณะนั้น คือหุ้น BT กลับมาเทรด วันกลับเข้ามาในตลาด ราคาวิ่งไม่ลืมหูลืมตา นับว่าเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆกับคนที่เพิ่งเข้ามาซื้อๆขายๆในตลาดหุ้น

แต่การลงทุนของเรายังไม่ได้มากมายนัก เพราะเพิ่งเข้ามา ยังไม่กล้าลงเยอะ เงินก็มีน้อย แต่สิ่งที่ประทับใจก็คือ มาร์เก็ตติ้งในเวลานั้นของเรา เขามีหุ้นแปลกๆมาแนะนำเราอยู่เรื่อยๆ แต่เราไม่ค่อยเชื่อเขาเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นเราเองก็ยังเป็นเม่าน้อยๆ ที่รู้จักหุ้นอยู่ไม่กี่ตัว ส่วนใหญ่ก็เป็น Big Cap ทั้งนั้น ใครจะรู้จักพวก TC TTA PSL กันล่ะ แต่การที่พี่เขาแนะนำหุ้นแปลกๆให้ ทำให้เราได้กลับไปศึกษาและดูว่าหุ้นตัวนั้นทำกิจการอะไร แล้วก็เมมมันเอาไว้ในหัวสมอง

ลาออกจากงาน

ต้นปี 2002 เราตัดสินใจลาออกจากงาน ด้วยสาเหตุหลักๆ 3 ประการ คือ (1) เราทำใจไม่ได้กับการทำงานลักษณะนี้อย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้น (2) เงินเดือนขึ้นน้อยมากเพียง 3% ซึ่งบริษัทอ้างว่ากำลังมีการนำระบบการประเมินผลใหม่มาใช้ ทำให้ปีนั้นขอปรับเงินเดือนเพียง 3% เท่ากันทั้งบริษัท (3) ที่นั่นบริหารงานกันแบบเจ้าขุนมูลนาย การให้พนักงานแสดงความคิดเห็น เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้มันดูเหมือนสวยหรูไปอย่างนั้น ด้วยความที่เราเป็นเด็กนอก เรารักที่จะแสดงความคิดเห็นเมื่อเขาเปิดโอกาสให้ แต่การแสดงความคิดเห็นของเรา 2 ครั้งกลับทำให้เราถูกเพ่งเล็ง จนถึงขนาดเรามารู้ทีหลังว่า ผู้บริหารจะไม่ให้เราพ้นโปรในทีแรก เพราะเห็นว่าเราก้าวร้าว

ขอย้อนไปนิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรก มีการเรียกทั้งแผนกขึ้นไปกินข้าวร่วมกับ CEO ของบริษัท ก็เป็นโต๊ะกลมประมาณ 10 กว่าคน กินร่วมกัน ท้ายสุดก็ให้ถามคำถาม เราก็ถามคำถามว่า "เท่าที่เรารู้มา เงินทุนธนชาติ หรือ NFS เป็นเงินทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนั้น อยากทราบว่าผู้บริหารมีแนวทางที่จะก้าวขึ้นไปเทียบเคียงกับเขาหรือไม่ อย่างไร" ก็ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆเขาก็ตบโต๊ะเบาๆ แล้วก็บอกว่า "ใครให้คุณถามคำถามแบบนี้ ไม่รู้กาลเทศะเลย" แล้วก็ทำหน้าแบบไม่ปลื้มสุดๆ ออกจะโมโห เราเองก็งงๆว่า ทำไมเขาถึงต้องโมโห จนพอออกมาจากห้อง พี่ในทีมบอกเราว่า CEO ที่นี่ไม่ถูกกับธนชาติอย่างมาก เพราะธนชาติดึงคนของที่นี่ไปเยอะ อ้าว แล้วเราจะรู้มั้ยเนี่ย เราก็แค่อยากให้บริษัทที่เราทำงานเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง แต่สำหรับที่นี่ คนไม่รู้ก็ผิดได้ ครั้งนี้คือสิ่งที่เราถูกกล่าวหาว่า "ก้าวร้าว"

อีกครั้งตอนไปงานจัดเที่ยวกระชับสัมพันธ์พนักงานใหม่ ซึ่งจัดหลังจากเราเข้าทำงานไปแล้ว 4 เดือน พอตอนจะกลับจากชะอำ ก็ถามว่า มีใครมีข้อเสนอแนะอะไรไหม? เราก็บอกว่า "ผมว่าจัดช้าไปนะครับ น่าจะจัดหลังจากเข้าทำงานมาได้สักไม่เกิน 2 เดือน" เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขนาด HR ต้องเอากลับมารายงานผู้ใหญ่ว่าเด็กคนนี้ "ก้าวร้าว"

เมื่อเขาไม่ปลื้มผม ผมก็ไม่อยู่ เพราะผมเป็นคนอย่างนี้อยู่แล้ว ผมรักที่จะทำงานกับบริษัทที่มีผู้บริหารที่ "เปิดใจ" มากกว่า ไม่ใช่ต้องมานั่ง "พินอบพิเทา" แบบเจ้าขุนมูลนาย เลยตัดสินใจเปิดหนังสือพิมพ์ดูว่ามีบริษัทไหนรับสมัครงานบ้าง จนตาเหลือบไปเห็น บริษัทหลักทรัพย์ ABN Amro Asia เปิดรับสมัคร Marketing Officer 30 ตำแหน่ง

เอาวะ ไปสมัครดูก็ได้

ตอนหน้าจะเริ่มเข้มข้นขึ้น และทุกท่านจะได้รู้ว่า หนี้เกือบ 7 ล้านบาทมันมาได้อย่างไร

อ่านแล้วควรใช้สติเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา สำหรับคนที่กำลังดำเนินบนเส้นทางเดียวกับที่ผมทำเมื่อเวลานั้น มันเป็นวงจรอุบาทว์ของความเชื่อมั่นในตัวเองมากไป โลภ ขาดทุน แก้แค้น ไม่สำเร็จ ปิดบัง โกหก ลองใหม่ ขาดทุน เงินหมด กู้ยืม ลองใหม่ ขาดทุน กู้ยืมมาโปะ จนท้ายที่สุด ก็หยุดวงจรอุบาทว์ เมื่อความจริงทุกอย่างเปิดเผย




 

Create Date : 23 เมษายน 2554    
Last Update : 23 เมษายน 2554 19:46:27 น.
Counter : 955 Pageviews.  

ตอนที่ 1 - ก่อนเข้าสู่วงการ

วัยอนุบาล

เดือนพฤศจิกายน ปี พุทธศักราช 2520 คืนวันที่ 21 ที่อากาศค่อนข้างจะหนาว พร้อมกับมีการประกาศเคอร์ฟิวโดยรัฐบาล พ่อพาแม่นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เพราะแม่เจ็บท้องจะคลอด จนในที่สุด เมื่อเวลาราวตีสี่ เราก็ได้ลืมตาดูโลก

ชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตเรียกได้ว่าเป็นคนเมืองโดยกำเนิด บ้านย่าที่เราอาศัยอยู่ใน่ช่วงขวบปีแรก ก็อยู่แถวๆสาทร จนพ่อแม่แยกตัวออกมาอยู่เองก็ยังคงอยู่แถบกลางใจเมืองเช่นเคย ใกล้วังเข้ามาอีกนิด นั่นคือแถวๆสะพานผ่านฟ้า

เราเรียนอนุบาลที่โรงเรียนแถวๆบ้าน ชื่อโรงเรียนสครีจุลนาค เราภาคภูมิใจในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้มาก เพราะเป็นที่ซึ่งสอนให้เรามีระเบียบวินัย ใช้ชีวิตแบบคนไทย (ที่บ้านเป็นคนไทยเชื้อสายจีน) ขึ้นตีกเรียนต้องถอดรองเท้า เช้าสวดมนต์ การเคารพผู้ใหญ่ ห้ามข้ามหนังสือ กราบหนังสือ ฯลฯ ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงแค่ 4 ปี ตั้งแต่เตรียมอนุบาลจนถึง ป.1 แต่เราก็มีความผูกพันกับโรงเรียนแห่งนี้มาก เรายังคงจำชื่อคุณครูประจำชั้นของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณครูเพ๊ญจันทร์ ครูลำปาง และที่ลืมไม่ได้คือ คุณครูอรทัย ซึ่งเป็นคุณครูที่เรารักและเคารพเป็นอย่างยิ่ง คุณครูอรทัยสอนอะไรเรามากมายเหลือเกิน เหมือนเป็นแม่อีกคนก็ว่าได้

แต่แล้ว พ่อก็ให้เราไปสอบเข้าโรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง ก็เป็นความหวังดีของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด อันที่จริงเราควรจะไปเรียนต่อที่ใหม่ตั้งแต่ ป.1 แล้ว ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใด หรือเพราะความเข้าใจผิดอันใด ทำให้เราต้องเรียน ป.1 ที่โรงเรียน "สตรีจุลนาค" ก่อนแล้วก็ไปเรียน ป.1 ซ้ำอีกครั้ง ที่โรงเรียนใหม่ ซึ่งพ่อเราเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนี้ และในปี 2527 นั่นเองเป็นปีที่เราได้ก้าวเข้าไปเป็น "ลูกม่วงทอง" แน่ล่ะ เราเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน "กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย" ซึ่งก็อยู่บน "ถนนสาทร"

เด็กเรียนดีในวัยประถม

เราเป็นคนเรียนเก่งสมัยเด็กๆ เราได้ที่ 1 มาตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป.2 เรารู้ ว่าพ่อกับแม่ภูมิใจในตัวของเรามาก ภูมิใจมากจนทำให้พี่สาวของเราเกิดอาการน้อยใจบ่อยๆ แต่พอเรียนจนถึง ป.3 เราก็ไม่ได้รางวัลเรียนดีอีกเลย เพราะเพื่อนๆเริ่มฉายแววความเก่งกาจออกมากันทีละคนสองคน ในสมัยประถมเราชอบเรียนคณิตศาสตร์ ถึงจะไม่ได้เก่งที่สุดในรุ่น แต่ก็ไม่เกินอันดับ 3 ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศด้วย แต่พลาดรางวัลไป

นอกจากคณิตศาสตร์แล้วเรายังชอบภาษาอังกฤษ นับว่าเป็นความได้เปรียบของเราที่ได้เรียนในโรงเรียนเอกชนที่มีการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ ป.1 ต่างกับโรงเรียนรัฐบาลที่สมัยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันตอน ป. 5 แต่สิ่งที่จะดูขัดแย้งกันมากเลยก็คือ เราชอบภาษาไทย ชอบมาก ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันคัดลายมือ อ่านออกเสียง อ่านทำนองเสนาะ แต่ความชอบไม่ได้ทำให้เราได้คะแนนดีเลิศ เพราะเราไม่ชอบเรียนการใช้ภาษาหรือว่าหลักภาษาอะไรพวกนั้น เราชอบแค่ความสวยงามของภาษาไทย การเรียนในวัยประถมก็อยู่ในระดับที่ดีมาก สร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่มาโดยตลอด เรามีความฝันว่าเราอยากเป็นหมอ

มัธยม เรียนตก เพราะหมกมุ่นกับกิจกรรม

ขึ้นมัธยม การเรียนของเราไม่ได้พัฒนาขึ้น ในขณะที่เพื่อนๆเริ่มแซงหน้า หลายคนเริ่มมีความโดดเด่นขึ้นมาในแต่ละวิชา ส่วนเรามันประเภทเรียนได้หมด แต่ไม่ได้เก่งสุด จะมีก็แต่ภาษาอังกฤษที่ชอบมากเป็นพิเศษ เรายังคงเรียนเลขได้ เรียนวิทยาศาสตร์ได้ แต่เราชักไม่อยากเป็นหมอแล้วสิ เราเริ่มอยากเรียนวิศวะ ตามกระแสในยุคนั้น เพราะเห็นว่าเรียนจบมาจะได้รวยๆมีเงินเยอะๆ

เราจบ ม.3 ด้วยผลการเรียนอันดับ 10 ของรุ่น ทำให้เราได้ทุนเรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย และแน่นอน เราเลือกเรียน สายวิทย์-ชีวะ เพราะยังเผื่อว่าจะผันตัวสอบหมอได้ด้วย ถ้าไม่เรียนชีวะก็สอบหมอไม่ได้สิ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของอาจารย์ที่เรารู้จักหลายๆคน ที่แนะนำว่าเราควรเลือกเรียนสายศิลป์มากกว่า เพราะท่านเห็นเราถนัดทางด้านภาษามากกว่า แต่ว่า เราก็เลือกสายวิทย์ ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่ามันดูดีกว่าสายศิลป์ และอีกสาเหตุคือ พ่อแม่เราอยากให้เรียนสายวิทย์

ช่วงนั้นเราเริ่มรู้จักกับ "ตลาดหุ้น" ผ่านทางโทรทัศน์ ที่บ้านเราเป็นห้องแถว 2 ชั้น ในตอนนั้นมีเพียง 1 คูหา (มาเพิ่มเป็น 2 คูหาตอน ม.ปลาย) ทุกคนในบ้านจะกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตา พร้อมกับเปิดโทรทัศน์ดูไปด้วย ซึ่งเราก็ได้ดูข่าวในก็เห็นมีคนไปเคาะๆเขียนๆอะไรบนกระดานก็ไม่รู้ ใส่เสื้อสูทสีดำบ้าง น้ำเงินบ้าง มีตัวเลขอยู่กลางหลัง โบกมือโบกไม้ โดยทียังไม่รู้เลยว่า "ตลาดหุ้น" คืออะไร?

ม.ปลาย เป็นช่วงที่เราผันตัวเองจากนักเรียน มาเป็น นักกิจกรรม เราได้เข้าทำงานในสภานักเรียนของโรงเรียน จนท้ายที่สุดตอน ม.6 เราได้เป็นประธานสภาด้วยนะ แต่การทำกิจกรรมมากทำให้เราเรียนตามเพื่อนไม่ค่อยทัน เพราะต้องลาเรียนบ่อย จนทำให้การเรียนย่ำแย่ โดยเฉพาะวิชา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ แต่เรายังคงเรียนได้ดีในวิชา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และชีววิทยา

การตัดสินใจเลือกเรียนบริหาร

ในระยะนั้น มีคนมาเสนอพ่อให้รับหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ที่บ้าน พ่อเห็นว่าราคาไม่แพงไปกว่า "ไทยรัฐ" ที่รับอยู่เป็นประจำเท่าไรนัก เล่มหนาดี มีข่าวให้อ่านเยอะ แถมยังสามารถเก็บไปชั่งกิโลขายคืนเป็นเงินมาได้เยอะกว่าไทยรัฐเสียอีก เลยตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งพ่อหารู้ไม่ว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นให้เราสนใจเรื่องการเงิน เศรษฐกิจ เราเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ รู้เรื่องราวเศรษฐกิจ (แต่ยังไม่รู้ความหมายเท่าไหร่ เพราะยังไม่ได้เรียน) และได้เปิดดูตารางหุ้นด้วย ซึ่งเราให้ความสนใจกับมันเป็นอย่างมาก และค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นว่ามันคืออะไร ช่วงนั้นเราได้เริ่มดูข่าวเกี่ยวกับหุ้น ชอบดูตอนมีคนมาวิเคราะห์ ดูไปงั้น เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้แต่เออนะ มีหลายบริษัทที่เรารู้จักอยู่ในตลาดหุ้นด้วย อย่างเช่น เงินทุนเอกธนกิจ ที่เป็นลูกค้าของที่บ้าน

ด้วยความสนใจทางด้านธุรกิจเข้าให้ ทำให้เราเปลี่ยนใจอยากเอ็นทรานซ์เข้าเรียนบริหารธุรกิจ ตอนนั้นทะเลาะกับพ่อจนพ่อไม่ยอมคุยกับเราไป 3 วัน เพราะพ่อยังคงยืนยันอยากให้เราเรียนหมอหรือวิศวะ ท่านได้ต่อรองขอให้เราเรียนวิศวะให้จบก่อนแล้วค่อยต่อโทบริหาร แต่เราเป็นคนที่มีความคิดว่า นี่คือชีวิตของเรา เราอยากเลือกของเราเอง จนในที่สุดพ่อก็ต้องยอม

เอาล่ะสิ ทำยังไงดี เรียนสายวิทย์มา ก็ต้องเอ็นทรานซ์เข้าโดยวิชาของสายวิทย์ แต่เราเรียนเคมี ฟิสิกส์ คณิต ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เราจะเอ็นท์ติดไหม? นั่นทำให้เรากลัวการเอ็นท์เป็นอย่างมาก เราเลือกที่จะไปสอบ ABAC ด้วย ทั้งๆที่เราเป็นคนที่แอนตี้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก แต่เรามีแรงผลักดันที่ต้องไปสอบที่นี่ เพราะพี่สาวของเราก็เคยเรียนที่ ABAC แต่เรียนไม่จบ เราให้เรารู้สึกว่า เราอยากเขาไปลอง แล้วจะต้องเรียนให้จบ เพื่อเป็นการแก้แค้นให้พี่สาว (คิดอย่างนั้นจริงๆ)

และแล้วเราก็หนีการเอ็นทรานซ์ โดยตัดสินใจไม่เข้าสอบวิชา ฟิสิกส์ ด้วยเหตุที่ว่า เรากลัวเอ็นท์ไม่ติด และอีกอย่างคือ ในเมื่อเราอยากเรียนบริหาร ที่เป็นภาษาอังกฤษ เอแบคก็เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เราจึงเลือกอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเรียนที่นี่ โดยไม่เอ็นท์แล้วท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของแม่ ท่านก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาลูกคนนี้ ที่มีความเป็นตัวของตัวเองเข้าขั้นมากเกินไป เราก็เข้าใจนะเพราะพ่อแม่ก็ต้องการเอาไปอวดใครต่อใครเวลาลุกเอ็นท์ติด และมันก็คงไม่รู้จะพูดกับใครยังไงว่าลูกไม่ยอมเอ็นท์

อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ได้ทำให้ท่านภาคภูมิใจในตัวเราน้อยลง เราชดเชยการไม่เอ็นทรานซ์ด้วยการสอบติด บริหารภาคภาษาอังกฤษ ม.ธรรมศาสตร์ ด้วย ซึ่งที่นี่สอบเข้ายากมาก เราเลยถือว่านี่เป็นการชดเชยกันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และที่น่ายินดีกว่านั้น เพื่อนสนิทของเราโทรมาบอกว่า "แกได้ทุนเรียนฟรี ABAC ว่ะ" อ้าว เราก็เป็นงง เลยขอไปดูด้วยสายตาตัวเอง ก็จริงนั่นล่ะ เราได้ทุนจากการที่เราทำข้อสอบตอนสอบเข้าได้เกิน 80% ซึ่งมีคนได้ทุนประมาณ 20 กว่าคน นั่นก็ทำให้ทั้งเราและพ่อแม่รู้สึกภูมิใจ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเราต้องเลือกระหว่าง ม.รัฐ ที่เป็นที่หมายปองของใครต่อใคร และ ม.เอกชน ที่เราจะได้เรียนฟรี แล้วท้ายที่สุด เราก็ตัดสินใจเลือกเรียนฟรีที่ ABAC เพราะบ้านเราไม่ใช่บ้านที่มีฐานะร่ำรวย การช่วยพ่อแม่ประหยัดได้ก็นับเป็นสิ่งที่ดี

เข้าสู่พื้นฐานการลงทุน

เริ่มเรียนในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ความรู้สึกที่เคยแอนตี้สถานที่แห่งนี้ก็ค่อยๆคลายลงไป ได้รู้จักกับเพื่อนๆ แล้วก็มีเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มหนึ่งที่ยังคงติดต่อกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้จะเป็นกลุ่มเล็กเพียง 7 คนก็ตาม ความต่างของมหาวิทยาลัยของรัฐกับเอกชนก็อยู่ตรงนี้ ม.เอกชน เราไม่ได้เรียนไปพร้อมๆกัน แล้วแต่ว่าใครจะเลือกตารางเรียนแบบไหน ก็แยกย้ายกันไปเรียน

การเรียนที่นี่ค่อนข้างไปได้ด้วยดี ด้วยความที่อยากจบเร็วๆ เราจึงเลือกเรียนแบบเต็มที่ ลงเทอมละ 7 ตัว ซัมเมอร์ก็ลงอีก 3 ตัว ทำให้เราเรียนเลยรุ่นเดียวกันไปจนต้องเข้าไปนั่งเรียนกับรุ่นพี่ เพราะเราต้องการเรียนจบใน 3 ปีครึ่ง ในช่วงแรก แน่นอนว่าหลักสูตรย่อมจัดให้เรียนวิชาพื้นฐานของทุกเมเจอร์ ตอนนี้ล่ะ ที่เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่า สิ่งที่เราอยากจะเรียนและอยากไปทำงานในอนาคตก็คือด้าน "การเงิน" เราเรียนวิชาพื่้นฐานของเมเจอร์ต่างๆได้ A ทุกวิชา แต่เราชอบวิชาของ Finance กับ Accounting มากที่สุด ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเลือกเข้าเมเจอร์ Finance แล้วก็กะจะจบ 2 เมเจอร์คือจะเอา Accounting ด้วย จึงต้องพยายามเลือกวิชาที่สองเมเจอร์เรียนเหมือนๆกัน ส่วนวิชาเลือกเสรีทั้งหมดเราไม่ได้เรียนสบายๆเหมือนคนอื่น เพราะเราต้องเอาไปลงวิชาของ Accounting หมด

ช่วงที่เรียนวิชาทาง Finance นั้น เราได้พยายามเก็บเกี่ยวทุกๆเรื่องของสาขาวิชาด้านนี้ เพื่อดูว่า ตัวเราเองชอบอะไร และอยากออกไปทำงานอะไร และตอนเรียนวิชา Investment อาจารย์ให้ทำรายงานคู่กับเพื่อน เราเลือกที่จะทำรายงานเกี่ยวกับเรื่อง Technical Analysis ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้รู้จักกับการวิเคราะห์หุ้น เราต้องหาหนังสือเกี่ยวกับ Technical Analysis มาเพื่อทำรายงาน ได้รู้จักกับ Dow Theory และ Chart Pattern ต่างๆ ซึ่งเรามองว่า ก็สนุกดีนะ แต่ในเวลานั้น ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องมาทำงานเกี่ยวกับหุ้น ความใฝ่ฝันตอนนั้น อยากเป็นนายแบงก์

เริ่มค้นพบตัวเอง

อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่าเราเลือกเรียน 2 เมเจอร์ โดยเลือกเรียนวิชาของ Accounting ซึ่งเราได้วางแผนการลงเรียนวิชาต่างๆ ถ้าทำได้ตามแผน เราจะเป็นนักศึกษาคนแรกที่จบ 2 เมเจอร์ได้ในเวลา 3 ปีครึ่ง

แต่แล้วความฝันของเราก็ต้องพังทลายลง เมื่อเราเช็คกับทาง Admin ของมหาวิทยาลัย เขาบอกว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายให้จบ 2 เมเจอร์ ถึงเก็บวิชาครบ แต่เวลาออกใบ Transcript ก็จะออกว่าจบเพียงเมเจอร์เดียว ตอนนั้นเราถึงกับเซ็ง เพราะมันเป็นปี 4 เทอม 1 ซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายของเรา ซึ่งเป็นเทอมที่เราต้องออกค่าเรียนเองแล้วด้วย (ABAC ให้ทุนสำหรับจบเมเจอร์เดียว คือ 142 หน่วยกิต ถ้าเรียนเกินกว่านั้นต้องออกเอง) เราไม่อยากให้พ่อแม่ต้องมาออกเงินมากมาย ในเทอมนั้นเราจึงเลือกเรียนแค่ 3 วิชา ที่มันพอจะทำให้เราจบได้ แล้วก็ลงเป็นภาคค่ำทุกตัว เพราะเรามีแผนการใหม่ คือเราอยากจะฝึกงาน

พ่อของเพื่อนในกลุ่มของเราคนหนึ่ง ทำงานอยู่ในบริษัทหลักทรัพย์ S-ONE หรือเอกธำรง (ขอเอ่ยชื่อเพราะปัจจุบันบริษัทนี้ไม่มีแล้ว เพราะถูกแปลงสภาพเปลี่ยนผู้ถือหุ้น เปลี่ยนชื่อไปเป็น KGI) เราขอให้เขาช่วยเหลือหาที่ให้เราฝึกงาน ซึ่งเขาก็หาให้เราได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ไม่มีการจ่ายค่าจ้าง เพราะทางบริษัทไม่มีนโยบายฝึกงาน นี่เป็นกรณีพิเศษ มีหรือ ที่เราจะ "ไม่ยอม" เพราะเราต้องการการประสบการณ์ เงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้เราได้เข้าไปฝึกงานใน "สถาบันวิจัย" หรือเรียกกันทั่วไปว่าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ของ S-ONE

การเข้าไปฝึกงานแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียง 3 เดือน มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง หัวหน้าฝ่ายวิจัยตอนนั้นคือ คุณมาริษ ท่าราบ ซึ่งเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถคนหนึ่ง พี่ๆนักวิเคราะห์หลายคนที่เราได้ร่วมงานด้วยในขณะนั้น ตอนนี้ออกทีวีกันเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็น พี่พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ หรือ พี่อุสรา วิไลพิชญ์

อย่าคิดว่าการเป็นเด็กฝึกงานจะต้องไปนั่งถ่ายเอกสาร ชงกาแฟแบบนั้นนะ การฝึกงานที่นี่ ถึงแม้จะมีงานที่ต้องทำประจำเพียงไม่มากนัก แต่ถ้าเราอยากได้ความรู่้อะไร ก็สามารถถามจากพี่ๆในนั้นได้เลย บอกได้เลยว่าเรางงมาก หลายๆอย่างมันต่างจากที่เราเรียนมาเหลือเกิน และที่นั่นก็เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เราได้เห็นหน้าจอการซื้อขายหุ้นของจริง และก็ได้เห็นโปรแกรม Bisnews ซึ่งใช้ดูข่าวและขีดกราฟ จำได้เลยว่ามีอยู่วันหนึ่ง หุ้น KTB ถูกทำราคาปิด ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ดันราคาขึ้นไป 1 บาท เราเห็นพี่ๆในแผนกฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้กันเหลือเกิน แต่เราก็งงๆ มันน่าตื่นเต้นตกใจขนาดนั้นเหลยหรือ??

ฝึกงานจนใกล้ถึงวันสอบก็ต้องเลิก ได้ใบรับรองการฝึกงานมา จบ ABAC ในเวลา 3 ปีครึ่ง ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.68 จากนั้นเราก็ขอพ่อแม่ไปเรียนต่อเมืองนอก ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกไม่ดีมากๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าการไปเรียนเมืองนอกต้องใช้เงินมาก ถึงแม้จะเป็นประเทศออสเตรเลียก็ตาม ก็คงต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท พ่อแม่เราก็ยอมให้เราไป เราเองตั้งความหวังเอาไว้สูงมาก ว่าถึงเราจะใช้เงินพ่อแม่ไปก่อน แต่เราจะตั้งใจเรียนกลับมา ได้งานทำดีๆ เราเชื่อว่าเราจะคืนเงินส่วนนี้ให้กับพ่อแม่ได้ และการจบเมืองนอกมาน่าจะทำให้เราได้เริ่มงานด้วยเงินเดือนที่สูงกว่าปกติ

เราไปเรียนต่อที่ University of Wollongong ประเทศออสเตรเลีย หลายคนบอกว่าเด็ก ABAC ไปเรียนต่อที่นี่ได้เพราะเขามีความร่วมมือกันอยู่ จริงๆแล้วไม่ใช่ เดี๋ยวนี้มาตรฐานภาษาอังกฤษของเด็ก ABAC ต่ำลง ทำให้ทาง Uni of Wollongong ไม่ยอม เด็กทุกคนต้องสอบ TOEFL หรือ IELTS ให้ได้ตามเกณฑ์ จึงถือว่าไม่มีสิทธิพิเศษสำหรับเด็ก ABAC อีกต่อไป หลายคนอาจบอกว่ามหาวิทยาลัยนี้กระจอก แต่ก็ไม่ใช่อีกนั่นล่ะ เพราะเขาเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่มอันดับ 6-10 ของที่นั่น ซึ่งมีชื่อเสียงในระดับดีทีเดียว แต่โอกาสจะขึ้นไปติด 1-5 คงยาก เพราะพวกนี้เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่เขาสั่งสมชื่อเสียงมากนาน ถ้าเปรียบบ้านเราแล้วก็เป็นพวก จุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร นั่นล่ะ

การเรียนที่ออสเตรเลีย ใช้ระบบอังกฤษ เรียนปริญญาโทจบได้ในปีเดียว ถ้าเรามีพื้นฐานตรงมาทางด้านนั้น เราเลือกเรียน Master of Banking แต่ว่าทางมหาวิทยาลัยมีอันต้องขอยกเลิกปริญญาด้านนี้ เนื่องจากไม่มีคนลงเรียน เราจึงได้รับปริญญา Master of Commerce (Finance) มาแทน การเรียนที่นั่นเป็นเวลา 10 เดือน เราใช้เงินอย่างประหยัดมาก แต่ก็ยังเป็นเงินถึงราว 6 แสนบาท พ่อแม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวออสเตรเลียระหว่างที่เราเรียนอยู่ที่นั่นครั้งหนึ่ง เราเรียนจบกลับมาเมืองไทยในเดือน พ.ย. ปี 2000 และเริ่มหางานทันที ไม่มีเวลาพัก เพราะแม่บอกเราว่า ระหว่างที่เราไปเรียนที่นั่น ทุกคนในบ้านกินข้าวกล่องกันแทบจะทุกมื้อ เพราะต้องการประหยัด แม่บอกกับน้องว่า รอให้เรากลับมาก่อนนะ เราจะได้ทำงานมีเงินเดือน ที่บ้านจะได้สบายขึ้น

และแล้ว เราก็ได้งานในเวลาไม่นานนัก และนับจากนี้ไปจะเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำจนถึงขีดสุดของชีวิต

หลายคนอ่านมาถึงจุดนี้อาจรู้สึกว่า มันไม่เห็นมีสาระอะไร เหมือนมาเล่าประวัติว่าตัวเองเก่งอย่างนู้นอย่างนี้ แต่มันจำเป็นต้องเล่าก่อน เพราะอยากให้ลองคิดดูว่า ตั้งแต่เด็กจนเรียนจบ เราภาคภูมิใจกับตัวเราเองมากแค่ไหน คนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนมาโดยตลอด นำความภาคภูมิใจมาสู่พ่อแม่ได้ตลอด อีกทั้งยังเป็นความหวังสูงสุดของครอบครัว แต่แล้วนับจากนี้อีกเพียง 2 ปีครึ่ง เรากลับกลายเป็นหนี้ถึงราว 8 ล้านบาท พร้อมกับความคิดที่จะฆ่าตัวตายหนีปัญหา

และนับจากนี้ไปจะเป็นปฐมบทของความบัดซบของชีวิตคนคนหนึ่ง ที่ทำตัวเองให้ลงไปสู่จุดตกต่ำของชีวิตด้วยการ "เล่นหุ้น"




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2553    
Last Update : 23 เมษายน 2554 5:41:41 น.
Counter : 1223 Pageviews.  


wattanac
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Friends' blogs
[Add wattanac's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.