GRANDMOM'S LIFE
วันจัน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อดีต ครูระดับประถมศึกษา 12 ปี ข้ามขั้นมาเป็นครูระดับอุดมศึกษา 29 ปี ปัจจุบัน เป็นผู้เกษียณ อายุราชการ ปีที่ 7

งานหลัก เป็นผู้อำนวยการดูแลแม่อายุ 90 ปี
งานรอง เล่นเกม เล่นกับสัตว์เลี้ยง เดินดูต้นไม้ อ่าน เขียน ทำงานบ้าน ดูหนัง ไปให้คนอื่นนวดตัว ไปนั่งเล่นร้านกาแฟลูกชาย นัดเพื่อนเก่า/ลูกศิษย์เก่ากินข้าว ดูแลสวนกล้วยและต้นไม้อื่นๆตามใจที่อยากปลูก
งาน พิเศษ ช่วยดูแลหลานชายและหลานสาว(ตามที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนที่บ้านเขา)
ผลงานดีเด่น มีสามี1 คน และลูกชาย 1 คน ลูกสาว 2 คน
และหลานชาย 2 คน หลานสาว 2คน
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วันจัน's blog to your web]
Links
 

 
เดินทางไปอเมริกาแบบเดี่ยวๆ คนเดียวแท้ๆ

อยากจะเล่าเรื่องการเดินทางไปอเมริกา แบบเดี่ยวๆ คนเดียวแท้ๆ ไว้เป็นข้อมูลของตนเองและคนอื่นๆที่อยากเดินตามรอย....

เรื่องไปอเมริกา (จะบอกว่าไม่ได้โอ้อวด) ครั้งนี้เป็นครั้งที่ เท่าไร แต่เมื่อมาไล่เรียงก็พบว่า อ่า....ครั้งที่๖ แล้วววว....


ครั้งที่ ๑ เมื่อ ตุลาคม ๒๕๓๙ ไปเยี่ยมลูกสาวคนกลาง (แอ้ม) ที่ไปเรียนต่อที่แอลเอ การเดินทางครั้งนั้น จำได้ว่าไปกับสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ไปกับลูกชายคนโต เที่ยวบินแวะที่สิงคโปร์ เกาหลี (หรือไง ชักลืม) และแอลเอ ไปครั้งนี้ก็คิดว่าคง จะยากที่จะมีครั้งต่อไป เพราะไม่น่าจะมีเหตุปัจจัยอะไรอีก ทั้งๆที่ วีซ่าครั้งนั้นได้มาตั้ง ๑๐ ปี

ครั้งที่๒ เมื่อตุลาคม ๒๕๔๒ ไปสืบเสาะสังเกตเหตุการณ์ บริบทแวดล้อม ของชายหนุ่มอเมริกัน ที่ริอ่าน มามีความสัมพันธ์กะลูกสาวคนเล็ก (อ๊อฟ)คราวนั้นไปกับอ๊อฟ ถึงรัฐเท็กซัส ที่เค้าทำงานอยู่ เป็นทหารค่ะ เรื่องนี้มีคนอยากรู้ถามว่า ลูกสาวรู้จักกะลูกเขยยังไง เค้ามาฝึกคอบบราโกล์ดเหรอ

มีขำเล็กน้อย ก็น่าถามหรอกนะ แต่เรื่องมันไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เรื่องมันยาว จึงได้แต่บอกว่าไม่ใช่หรอก....พอกลับจากไปสำรวจครั้งนี้ ก็กลับมาบอกกับพ่อว่าอนุมัติให้รักกันได้ อนาคตเป็นไงก็ดูกันต่อไป
ไปครั้งนี้กันสายการบินนอร์ทเวสต์ จากบ้านเรามาแวะญี่ปุ่น -แอลเอ -........-เท็กซัส ที่จุดๆไว้น่ะลืมไปละ เรียกชื่อไม่ถูก รู้แต่ว่าเป็นรัฐที่เอลวิส
อยู่ เทนเนสซี่เหรอ ไม่รู้วุ้ยจำไม่ล่ายแล้วเดี๋ยวจะมาเฉลยละกัน รู้แต่ว่าไกลมากกกกกก หนำซ้ำระหว่างนั้นยังไปมากะรัฐจอร์เจีย ที่เป็นบ้านเกิดของเขาอีก เพราะต้องแซะกันให้ลึก

ครั้งที่ ๓ เมื่อเมษายน ๒๕๔๕ นี่เลยครั้งนี้แหละที่มางานแต่งงานแบบบ้านเค้า มาที่รัฐนอร์ทแคโรไลน่า มาครั้งนี้กะแอ้ม และพ่อ โดยสายการบินอีวาแอร์ จากบ้านเราก็มาแวะไต้หวัน มาแอลเอ และแวะขับรถเที่ยวไปเยี่ยมอาแป้มน้องสาวลูกพี่ของพ่อที่ซานฟรานฯ ๒-๓ คืนแล้วต่อเครื่องจากซานฟรานมาลงชาลอตของรัฐนอร์ทฯ

ครั้งที่๔ มีนาคม ๒๕๔๗ มากะแอ้มโดยยูไนเต็ดแอร์ จากบ้านเราต่อที่ญี่ปุ่น แวะเที่ยวที่ชิคาโก ๓ วัน และต่อเครื่องมาชาลอต

ครั้งที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ มา ๒ คนกะพ่อ โดยยูไนเต็ด แวะที่ญี่ปุ่น และต่อมาแอลเอ นัดพบกันกะอ๊อฟ และบาร์ต พักขับรถเที่ยว ลาสเวกัส ๒-๓ วันเช่นกัน จากนั้นก็ต่อเครื่องมาชาลอต ของรัฐนอร์ทฯ
มาครั้งนี้พ่อบอกว่า คงไม่มาอีกละถ้าเธอยังไม่มีหลานให้ฉัน เธอก็ไปหาพ่อที่เมืองไทยเองละกัน เริ่มเบื่อการเดินทาง

ครั้งที่ ๖ คือครั้งนี้ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ครั้งที่ฉายเดี่ยว และฉายแบบต่อเนื่องไม่มีพักกลางทาง และระทึกใจมากกกก

ก่อนมาเริ่มมีบ่นกะลูกๆ ว่าทำไมอ๊อฟมันไม่มาอยู่แถวแอลเอ หรือซานฟรานวะ เพราะพ่อแม่จะได้ไม่ต้องต่อเครื่องมาก หรือไม่ก็มาอยู่แถวญี่ปุ่น (ชักคิดสั้นเข้าไปทุกที นี่ยังเกรงใจไม่บ่นว่า ทำไมเธอถึงไม่มาอยู่เมืองไทยซะให้สิ้นเรื่อง(ของเรา))

มาคราวนี้ก็ค่อนจะมีกำลังใจเพื่อมารอดูหน้าหลานตัวน้อยที่ใกล้จะแว้ไวๆนี้ วางแผนกันไว้ว่าเราจะล่วงหน้ามา และคุณตา จะตามมาปลายเดือนเมษา แล้วจะกลับพร้อมกันปลายเดือนพฤษภาคม


จัดการติดต่อซื้อตั๋วกับบริษัท...จะได้ค่าโฆษณาไหมเนี่ย ฮา...เอาซะหน่อยของเค้าใจดีจริงๆ บริษัท Krungthep Metro Travel ถ้าติดต่อก็หาเบอร์โทรเอาเองนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นนางหน้า เราตัดสินใจเดินทางโดย UA พยายามตามรอยเดิมที่คิดว่าจะดีที่สุด คือไปญี่ปุ่น-ชิคาโก-ชาลอต ค่าเครื่องไปกลับซื้อล่วงหน้าก่อนเดินทางสัก สี่เดือน ก็สี่หมื่นสี่ร้อยบาท อันนี้ก็แล้วแต่วาสนากันและกันเพราะไม่สามารถพยากรณ์ได้แม่นตรง เราซื้อเผื่อสามีด้วยเลยทั้งที่จะเดินทางตั้งเดือนเมย เผื่อเหนียวเพราะราคาเครื่องนี่ก็รู้ๆกันอยู่มันขึ้นลงตามอำนาจราคาน้ำมันโลก

ก่อนการเดินทาง ๒ เดือนเราก็ให้บริษัทจัดหาที่นั่งให้ ตามที่เราอยากได้ ได้ประมาณ แถวที่ ๔๑ เมื่อเดินทางแล้วพบว่ามันใกล้กับในครัวมากไปหน่อยได้ยินเสียงเตรียมอาหารและพนักงานบริการพูดคุยเสียงค่อนข้างดัง แต่ก็พอทน ถ้าให้ดีก็น่ะสักแถว๓๕-๓๗ เพราะจะอยู่กึ่งกลางระหว่างครัวและห้องน้ำ นี่คิดว่าจะเมล์ไปขอเปลี่ยนแปลงให้สามี และเราตอนขากลับ ไม่รู้ว่าจะได้รับความกรุณาจากบริษัทหรือเปล่า



เมื่อถึงเวลาเดินทาง วันที่๙ กุมภา ๕๓ ออกจากบ้านแอ้มตั้งแต่ตี ๔ ครึ่ง มาถึงตี ๕กว่าๆ เราบอกลูกเขยว่าไม่ต้องลงมาส่งแม่ เดี๋ยวทำเองได้ (อันที่จริงต้องออกตี๔ นะ เพราะเราพลาดจำเวลาผิดคิดว่า ๖.๕๐ น. ) เที่ยวบิน UA882 เวลา ๖.๓๕ เชคอินที่แถว L คนเยอะ (ระหว่างรอแถวนึกขึ้นได้ว่าลืมน้ำพริกแกงที่เราเอาแช่แข็งไว้ที่ตู้เย็นแอ้ม เพื่อจะเอาไปฝากอ๊อฟ ไม่เป็นไรเดี๋ยวให้พ่อเอาตามไป นี่เป็นการแนะนำที่ผิดนะ เพราะตามหลักเค้าไม่ให้เอาเข้า เราจะดื้อตาใส เสี่ยงทายว่าพระโคจะเจอไหม)

ขณะเชคอินของเราสิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ Check Through หมายถึงการเชคกระเป๋าใหญ่ตั้งแต่ไทย-ญี่ปุ่น –ชิคาโก และชาลอต จะปรากฏในสติกเกอร์ที่คล้องกระเป๋า และเจ้าหน้าที่จะให้หางสติกเกอร์มาด้วย เราก็ต้องพยายามเก็บไว้อย่างดีเผื่อมีปัญหาตอนรับกระเป๋า ก็ต้องเก็บไว้ในพาสปอร์ตน่ะแหละ ไม่ต้องกลัวร่วงหล่นมันมีกาวเหนียวติดอยู่ อีกอย่างที่ต้องไม่ลืมคือ รีบบอกหมายเลขสมาชิกสะสมไมล์ จะได้สะสมแต้มไว้ใช้ให้เป็นประโยชน์ อันนี้คือสิทธิของเรา อ้อ..... แล้วจะบอกไว้นะว่าเตรียมที่อยู่ในอเมริกาไว้ด้วย เค้าถามเราและจดไว้เลยนะ จะได้ยื่นให้เค้าทันที

อ่ะๆๆๆเกือบเสร็จแล้ว แต่อย่าลืมหยิบเอกสารกรอกข้อมูลบัตรเข้าออกต่างประเทศ เอามากรอกข้างนอกแถวไว้ด้วย แน่นอนค่ะ ปากกาอย่าลืมเตรียมติดตัวไว้เลย อย่าคิดว่าจะไปหายืมใครๆภายหน้า เพราะอิฉันมัวประหวั่นว่าจะไปเข้าเกทไม่ทัน เนื่องจากนี่ปาเข้าไปเกือบ๖ โมงเช้าแล้ว ออกจากแถวมาทันที ต้องย้อนไปเอาใหม่เสียเวลาจังเลย อ้อ มัวกังวลด้วยเพราะต้องไปแลกเงิน อ้ายเรื่องแลกเงินนี่ก็มัวโอ้เอ้ แทนที่จะแลกล่วงหน้านานแล้ว

เข้าไปเพื่อตรวจคนออกเมือง จะมีแถวของชาวต่างประเทศหลาย มีแถวคนไทยแถวเดียว จะบ้าเหรอน่ะ ฉันก็ไปแอบๆอยู่แถวชาวต่างประเทศที่ติดกะแถวคนไทยน่ะแหละ มันสั้นกว่านี่นา และก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ๖ .๑๐ แล้ว

เอ้า!!!ยังมีด่านกักกันเอกซเรย์สิ่งของติดตัวตรงนี้อีก เมื่อต้นปีที่แล้ว ยังไม่เห็นมีตรงนี้ เมื่อผ่านได้ ก็รีบเดินเกือบวิ่ง ไปที่ ทางเข้าเกท D 2 ไกลเหมือนกันนะ ใครยังไม่เคยไปอย่ามัวชี้นกชมไม้เชียว ยกเว้นมาตั้งแต่เช้าๆกว่านี้ (ต้องบอกให้พ่อมา ตี ๔) อ่ะ...ลงบันไดเลื่อนลงไปที่ D2แถวยังยาวอยู่ เป็นคนไทยเจ้าหน้าที่ปล่อยผ่านไวหน่อย เข้าเครื่องไป ได้ที่นั่ง 43k เรานั่งริมหน้าต่าง ติดกับชายหนุ่ม และชายสูงวัย โชคดีเหมือนถุกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เพราะค่อนข้างสุภาพ กอดอกตลอดเวลาไม่เอาแขนออกมาเกะกะเราเลย

เครื่องเริ่มหมุนตัวไปมาสัก ๖.๔๐ และขึ้นเวลา ๗ โมง ได้กินอาหารเช้าตอน ๘ โมงแล้วกินยาคลายกล้ามเนื้อช่วยเพื่อให้ไม่ปวดเมื่อย และจะได้หลับดี ตื่นมาตอน ๑๐.๓๐ เข้าห้องน้ำเรียบร้อย อ่านหนังสือพักเดียวเครื่องเริ่มลดระดับตอน ๑๑ โมงนิดๆ ถึงพื้นดินที่นาริตะ เฉียดๆเที่ยงวัน แต่พอลงไปเห็นนาฬิกาของสนามบินคือ ๑๔.๑๐ บ้านเราก็๑๒.๑๐ นั่นเอง

คราวนี้เราได้ที่นั่ง 41 A อ่า...โชคดีถูกรางวัลที่ 4 ก็แล้วกันเพราะที่นั่งกลางว่างเปล่า และได้เพื่อนร่วมแถวเป็นผู้หญิง สังเกตครั้งแรกนึกว่าคนไทย แต่พอได้คุยกันเขาบอกว่าเค้าเป็นอินโดนีเชีย ไปเป็นซิติเซ่นของอเมริกาแล้ว จะไปต่อเครื่องชิคาโกไปนิวออลีน (เริ่มมีคนสงสัยยังว่า ทำไมเราเทียบเรื่องที่นั่งเป็นถูกรางวัลสลากกินแบ่ง ฮา...ไม่มีไรหรอก แต่จะบอกว่าถ้ารางวัลที่ ๑ คืออะไร ก็จะเป็นที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสน่ะซี้ และได้เพื่อนร่วมทางที่เป็นสามีหรือลูก น่ะแหละรางวัลที่ ๑ ละ)


อ่ะต่อไปเป็นรายการมาราธอน ประมาณ ๑๑ ชั่วโมง ๒๐นาทีที่เราต้องอยู่บนเครื่องนี้ พอนาฬิกาข้อมือบอก ๑๖.๐๐น. ของบ้านเรา เครื่องก็ขึ้นอย่างนิ่มนวลอากาศปลอดโปร่งสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ไม่มีคลื่นใดๆ มารบกวน เราก็เริ่มควักหนังสือเล่มกระทัดรัดออกมาอ่านบ้าง นอนหลับตาเฉยๆบ้าง หลับจริงบ้าง ลุกขึ้นมากินตามระเบียบบ้าง

นึกดู ๑๑ ชั่วโมงเรียกกิน ๓ รอบ รวมทั้ง อาหารว่างอีก เป็น ๔ เรียก พนักงานนิสัยดี มื้อสุดท้ายเราเริ่มไม่อยากกินอะไรละ เพราะถ้าเทียบบ้านเราก็ตี ๒ น่ะ ก็คะยั้นคะยอให้ดื่มนม กะน้ำ เพื่อความสดชื่น เอาก็เอา สักพักเครื่องเริ่มลดระดับตี ๒ กว่าๆบ้านเรา มองลงไปข้างล่าง แม่จ้าว หิมะทั้งน้านนนนน

และแล้วเครื่องก็แตะพื้นรันเวย์ เมื่อเวลาที่ข้อมือ ตี ๓บ้านเรา แต่ที่ชิคาโกคือ บ่ายสองโมง และระหว่างเครื่องแท็กซี่ไปตามรันเวย์หิมะก้เริ่มตกกระหน่ำต้อนรับซะเลย เราก็คิดว่าเอาวะเป็นไงเป็นกัน


ออกจากเครื่องได้ก็เดินตามๆเค้าไป ตาก็ดูว่า ตม.กะรับกระเป๋าตรงไหน จะเล่าว่า ตอนที่เราเชคอินที่เมืองไทยนั้น แม้ว่าเราจะเชคผ่านจนถึงชาลอตก็จริง แต่เราต้องมาผ่านการตรวจคนเข้าเมืองที่นี่ เมื่อเราเข้าแถวผ่านตรวจคนเข้าเมืองนั้น ไม่มีคนเลย ก่อนหน้านี้คงไม่มีเครื่องลง โชคดีจังเข้าเป็นอันดับ ๒ อ้อ อย่าๆๆๆ อย่าไปบังอาจเข้าแถวกะพวกพาสปอร์ตน้ำเงินนะจ๊ะ นั่นเค้าเป็นพลเมืองชั้น ๑ เรามันชั้นรองๆลงมา ดูด้วยๆๆช่องเค้ามีเข้าต่างกัน สังเกตๆๆ

หน้าตาเจ้าหน้าที่ช่องเราก็แสนจะน่ารัก เป็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาน่าเอ็นดู เราก็ต้องยื่นพาสปอร์ตให้ ก็ทักทายเค้าหน่อย อย่าเผลอไปกูดมอนิ่งนะ เราอาจจะงัวเงียอยู่ เพราะนี่มันแอฟเตอร์นูนแล้ว ระหว่างนั้นเค้าก็จะถามเหมือนชวนคุย เช่นว่า มาทำไม ลูกสาวมาทำอะไรที่นี่ ทำงานอะไร สามีเค้าทำงานไหม เคยมาครั้งที่เท่าไรแล้ว จะมานานไหม (ขอดูตั๋วกลับด้วย อ้อๆๆๆที่อยู่ลูกสาวด้วย) แล้วก็มองกล้อง แต้มนิ้วโป้ง ขวา/ซ้าย แต้มสี่นิ้วขวา/ซ้าย (จนณ บัดนี้ยังงงๆอยู่นะความจริงนิ้วอะไรบ้างเค้าบอกให้วางนิ้วอะไรก็วางไปเตอะนะ) และแล้วก็ประทับตราให้อยู่จนถึง ๘ สิงหาแน่ะ ฮ่ะๆๆๆ ตั๋วอิฉันกลับตอนพฤษภาค่ะ ขี้เกียจเสียเงินเลื่อนตั๋ว

อย่าลืมเก็บเอกสารโน่นนี่ให้หมดนะ ขี้เกียจวิ่งกลับมาเอาอีกรอบ ไม่ต้องรีบลนลานอกจากช่องนั้นหรอก ไงๆ เค้าให้เราเข้าอยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยๆสังเกตเอาว่าเราต้องไปรับกระเป๋าที่สายพานไหน ออกจากช่องตม.ไปแล้วจะค่อนๆไปทางขวามือเดินไปสัก๕๐ เมตร ไปรอรับกระเป๋านี่เหมือนฟังหวยออกเหมือนกันแหละ ของเรานี่นานเชียว ชักใจไม่ดี แต่ก็มาตอนท้าย สักเลขท้าย สามตัวแหละ พอได้กระเป๋าแล้วให้เดินเข้าช่องขวามือสุด อย่าเดินเข้าช่อง ซ้ายมือซึ่งจะมีอีกหลายช่อง

เพราะเมื่อผ่านแล้ว (เราไม่ต้องโดนสุ่มเอกซเรย์ หรือเปิดกระเป๋า ซึ่งอันนี้ก็ต้องบอกว่ามันแล้วแต่วาสนาของแต่ละคน เป็นแบบอย่างกันไม่ได้จริงๆ) อย่างที่บอกว่าเข้ามา ครั้งที่ ๖ แล้ว ไม่เคยโดนเปิด ตรวจค้นเลย พอมาถึงทางออก ก็เห็นเคาน์เตอร์ของ UA อันนี้นี่แหละที่เราต้องเอากระเป๋าใหญ่ไปให้เค้าใส่สายพาน เพื่อต่อเครื่องบินในประเทศ “ เน้นว่า” จะอยู่ด้านขวามือสุดเมื่อออกจากทางออกมา เมื่อมอบกระเป๋าให้เค้าแล้วเค้าจะเอาเครื่องสแกนมาปิ๊บๆที่สติกเกอร์เรา ก็เป็นอันว่าไว้ใจได้ว่ากระเป๋าเราได้ต่อเครื่องแน่

ส่วนตัวเรานั้นก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนไป ซึ่งอยู่ตรงหน้าเราน่ะแหละ สังเกตประกอบด้วยว่ามีคนเดินไปเยอะๆ และมีป้ายบอกว่าขึ้นรถไฟไปอาคาร ๑ ๒ ๓ เพราะที่เราออกมานี่คืออาคาร ๕ นานาชาติ (ส่วนอาคาร ๔ ไม่รู้อยู่ไหนช่างมันเหอะ) พอเราขึ้นจากบันไดเลื่อนมา คนก็มารุมยืนออกันอยู่ สักพักเจ้าหน้าที่ก็มาไล่ๆให้ไปทางโน้นอีกก็ได้อย่ามายืนรุมที่นี่ เราไม่ไป ดื้อๆๆ เหมือนหลายคนก็ไม่ไ ป แต่สักพักพอรถไฟมาเราเพิ่งเข้าใจว่า อ๋อ!!! ที่ยืนอยู่นี่พอรถไฟจอดมันเป็นตู้สุดท้าย แป่ว!!เป็นไงล่ะ

แต่ก็นะ พยายามเดินเบียดเข้าไปจนได้ แหละอย่ารีบร้อนเกินไปหรือยืดยาดเกินไป เดี๋ยวจะเจ็บตัว ความจริงเค้าน่าจะจัดระบบว่าใครไปอาคาร ๓ ให้เข้าก่อน อยู่ในสุด เพราะพอถึงอาคาร ๑ คนก็เบียดเสียดกันออกมา มีหลายคนจะออกไม่ทันเอา ส่วนเราไปอาคาร ๓ ชิวๆ ระหว่างอยู่บนรถไฟ ก็ได้เห็นข้อมูลบนรถไฟด้วยว่า สายการบินไหน อยู่อาคารไหน ของ UA นี่อยู่อาคาร ๓ มาถูกต้องแล้วเรา


พอถึงอาคาร ๓ ออกมาได้ ก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนอีก จะมีบอร์ดบอกว่าเที่ยวบินไหนไปเกทอะไร เค้าเรียงชื่อสนามบินตามลำดับตัวอักษร เราจะไปชาลอต เราก็ดูที่ตัว C – Charlotte แล้วเราก็เห็นต้องไปที่ เกท B 10 เดินตามกันไปสักพักก็ลงบันไดเลื่อน พอดีเจอเคาน์เตอร์ UA เป็นแถวยาวพรื้ดดด ลงบันไดแล้วให้เดินเลี้ยวซ้าย จะพบว่ามีช่องทางเข้าอยู่กลางๆแถวเคาน์เตอร์ อย่าเดินไปสุดทางเดินล่ะ ไกลเกินไป พอเดินเข้าไปก็พบช่องทางเข้าคิวตรวจเอกซเรย์กระเป๋า และตัวเรา (อีกแล้ว) ก็นะ เตรียมพาสปอร์ต ถอดแจกเกต รองเท้าเข็มขัด ใส่ถาดที่เขามีไว้ให้ อย่าพยายามเอากระเป๋าเดินทางเล็กวางบน ถาดเค้านะ เลื่อนไปทั้งอย่างนั้นแหละ แอบขำ เพราะมีชายคนนึงพยายามจะเอาวางบนถาดเค้าให้ได้ ขำวุ้ย

อ้อๆ โทรศัพท์ และแลปทอป เอาออกมาโชว์วางในถาดให้เห็นชัดเจน
(ฮ่ะๆๆๆขำตัวเอง ตอนผ่านที่ญี่ปุ่น พนักงานถามแลปทอป งง พักนึง ความที่อยู่บ้านเราเรียกกันแต่โน๊ตบุ๊ก กะคอมพิวเตอร์ ดีว่าสติดีนะ)

ด่านนี้งานเข้า เพราะเราลืมกระป๋องน้ำกินเล็กขนาด ๑๗๐ ซีซี ที่ติดตัวเราไว้ เผอิญเมื่ออยู่บนเครื่องเราเปิดก๊อกน้ำกินเอาติดตัวเผื่อจะกินกลางดึก ขี้เกียจเรียกพนักงานไง แต่ไม่ได้กิน ลงมาก็ลืมตรวจสอบเททิ้ง เลยโดนเปิดกระเป๋าเล็ก จะเอาของเราทิ้ง เราบอกว่าขอกระป๋องเปล่าคืนน้าแล้วทำหน้าน่าสงสารหน่อยนึงก็ได้คืนมา

พอออกมาได้ก็แหงนหน้าดูป้ายหน่อย เพราะอาคาร ๓ นี่มี หลายโซนอยู่ ไปทางซ้ายก็มี ส่วน B 10 ของเรานี่มุ่งไปทางขวา ค่อยๆดู ไม่ต้องรีบร้อนเวลาเยอะ แต่อย่าเผลอเดินไปทางโซน C นา งานจะยาวเลย เพราะที่ไหนไม่เกี่ยวกะเรา อย่าไป ถ้าไม่รู้จริงๆ งงจริงๆ ก็เอาบอร์ดดิ้งพาสของเราให้เจ้าหน้าที่สายการบินดู เค้าจะบอกเราเอง

เมื่อพบเกทของเราแล้วก็เริ่มหาสถานที่ทำธุระส่วนตัว ไปตู้โทรศัพท์ โทรบอกลูกก่อนว่าผ่านด่านมาเรียบร้อยทุกอย่างไม่มีปัญหา ทั้งหมดที่เล่ามาตั้งแต่ลงเครื่องจนถึงตรงนี้ใช้เวลาไปประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมง ดังนั้นจะแนะนำว่า ไงๆ เข้าห้องน้ำบนเครื่องก่อนลง แบบผ่อนเบาๆไปก่อน บ้างจะได้ไม่เสียเวลาอะไรหลายๆอย่าง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ก็ค่อยมาผ่อนหนัก เอาแถวๆรอที่หน้าเกท ฮา..... แล้วก็ไปเดินๆดูร้านอาหาร ชักหิวเหมือนกัน เพราะก่อนลงเครื่องมันหยิ่งไม่กินอาหารเช้าเค้าไง

เดินไปดูรายการอาหาร กินซุปบล็อกเคอรี่สักถ้วยท่าจะดี สนนราคาก็พอเหมาะ ๒ เหรียญกว่า เค้าจัดใส่ถุงให้พร้อมกับบิสกิตอีก ๓-๔ ชิ้น เอามานั่งละเลียดกินพร้อมกับดูสายหิมะโปรยปราย มีผู้โดยสาร มารออยู่สักพอประมาณ ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกนาน มัวหันหลังให้คนอื่น พอหันมาอีกที เอ้า ผู้โดยสารไปไหนกันหมด เวรละตรู..เก็บของแล้วลากกระเป๋าไปดูที่บอร์ด เวรละทะลึ่งเปลี่ยนเกทใหม่ แต่ก็ค่อยโล่งอก เปลี่ยนไปเกท 11 ใกล้ๆกันน่ะเอง วู๊ ระวังนะ ใครเดินทางมาทีหลัง โปรดระวังเรื่องเปลี่ยนเกทฉับพลันด้วย




ต้องเน้นย้ำว่าเวลาที่ชิคาโกนี่ต่างกับชาลอตคือไวกว่า ๑ ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จะเรียกขึ้นเครื่องเวลา 6.35 PM ให้ดูนาฬิกาของสนามบินเป็นหลัก (นาฬิกาข้อมือเรามัน 5.35 ระวังจะตกเครื่อง) ถ้าดูเวลาจากตั๋วเหมือนเดินทาง ๒ ชั่วโมงกว่าจากชิคาโก ไปชาลอต ความจริงเพียงแค่ชั่วโมงกว่าเท่านั้น

มองออกไปข้างนอกหิมะยังตกกระหน่ำหนักอยู่ มี ๒ เที่ยวบินที่ไปชาลอต งดเดินทาง คนเลยมารวมกันอยู่เที่ยวนี้ พอขึ้นเครื่องเรียบร้อย ได้ที่นั่ง 20 A มีชายสองคนมานั่งด้วย 7.00 PM นี่ควรจะออกได้ละ แต่....บนปีกเครื่องบินมีแต่หิมะ เค้าประกาศออกมาฟังไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว แต่พอจะประมาณได้ว่า อ้ายWING มันมีปัญหา เครื่องบินถอยออกมาจากหลุมจอดให้เครื่องอาบน้ำมาชำระล้างหิมะอีก กินเวลาไป ๑ ชั่วโมง แล้วเริ่มแท้กซี่ไปเรื่อยๆ ท่ามกลางหมอกปะปนหิมะ

มองไม่เห็นอะไรเลยมืดไปหมด นอกจากไฟวิบวับเป็นบางจุด จากเครื่องลำอื่นๆ แต่เราเห็นว่าหิมะเริ่มเกาะตัวกันหนาแน่น บนปีกเครื่องอีก แล้ว มันจะไปได้ไหมเนี่ย....... ไปไม่ได้ก็อย่าไปเน้อ กรู ยังอยากมีชีวิตอยู่ดูหน้าหลาน พอนึกถึงตรงนี้เริ่มใจไม่ดีกระวนกระวายแล้วสิ เพราะดูเวลานี่มันได้เวลาเครื่องลงที่ชาลอตแล้วนี่ เริ่มนั่งหลับตาสวดมนต์ในใจ ปลุกพระที่ห้อยคอ

เออวะ มันจะทำอะไรก็ให้มันทำปายยยยย.... พอเครื่องจอด ลืมตาดู อ้ายบร้า.....มาจอดที่เดิมประกาศออกมาว่าต้องอาบน้ำเครื่องบินอีก โอ้ ตรูหนอตรู เอาหนังสือมาอ่านต่อแก้เครียด เด็กเล็กบนเครื่องเริ่มร้องไห้กระจองอแง ๓ ชั่วโมงแล้วนี่ ที่อยู่บนเครื่อง พยายามจะใช้มือถือของเราติดต่อกับลูกก็ทำไม่ได้ ไม่รู้เป็นบ้าอะไร แต่เห็นคนข้างเคียงใช้ได้ เราก็เดาเอาว่าเค้าต้องรายงานญาติของเค้านึกในใจว่าเอาไงดีว้า ถึงจะติดต่อกะอ๊อฟได้

เริ่มเล็งไปชายสองคนที่นั่งติดกัน คนนั่งติดกันท่าทางจะใจดีกว่า เพราะดูเหมือนจะเอเชียผสม แล้วเมื่อเข้ามานั่งใหม่ๆ เค้าก็ส่งยิ้มให้ แต่อีกคนที่นั่งริมทางเดินเป็นหนุ่มกว่าอเมริกันแท้เลย สวมชุดนักบินด้วยระหว่างที่นั่งอึดอัด ชายหนุ่มนั่นก็นั่งเอาแต่เล่นเกมในมือถือ ตัดสินใจกะคนนั่งกลางติดกะเรานี่แหละ อาศัยใจกล้าหน้าแก่ เอ่ยปากบอกความในใจว่า ลูกสาวมารอรับที่ชาลอต ใช้โทรศัพท์ตัวเองก็ไม่ได้ อยากขอใช้โทรศัพท์จะได้ไหม โอ้!!!พ่อยอดชายของฉัน หยิบให้ทันที อิฉันก็ส่งกระดาษเบอร์ของลูกให้ เค้ากดให้ แล้วส่งให้เราพูด ส่งข่าวอ๊อฟว่าไม่ต้องห่วงนะ ดูสิลูกยังบอกว่านึกว่าเครื่องแม่ลงแล้ว เพราะดูข้อมูลจากมือถือตัวเองบอกว่าเครื่องมันออกมาแล้ว ฮือออ........ มันออกมาแล้วก็จริงแต่ออกมาขับไถหิมะเล่นจ้า......


ดูเวลาบนข้อมือเรา มัน11.30 PM แล้ว (เวลาชิคาโก 10.30 PM) เครื่องเริ่มแท็กซี่ออกมาอีกครั้ง หิมะก็ยังปอยๆ คราวนี้ดูทีท่าว่าจะได้ไปแน่ และแล้วก็ขึ้นมาได้อย่าปลอดภัย แต่มองออกไปข้างนอกงี้จิตตกห้อยเลยเรา

เครื่องบินใช้เวลาชั่วโมงกว่าจริงๆ สักเที่ยงคืนครึ่งก็ลงที่ชาลอตอย่างปลอดภัย กว่าจะเดินตุ๊บตั๊บลงมาเจอลูกก็ตี ๑ นิดๆ อ๊อฟกะบาร์ตมายืน ถือช่อดอกไม้รอรับ โฮยยย....อารมณ์นี้ไม่รู้อารมณ์ไหน ยังไม่จบนะคุณ เพราะเมืองที่ลูกอยู่ไม่ใช่เมืองนี้ มันคือเมือง Hickory ต้องขับรถกลับบ้านอีก ๑ ชั่วใมง เราไปถึงบ้านตี ๒ กว่าๆ โทรบอกแอ้มว่าถึงแล้วนะ กว่าจะถึงบ้านอ๊อฟและอาบน้ำนอนก็คงสิริรวม ๓๕ ชั่วโมงจากบ้านเราที่เมืองไทย

นึกแต่ว่า ถ้าเป็นพ่อ พ่อจะเป็นยังไงบ้าง ป่านนี้จิตตกหกหล่น บอกยกเลิกตั๋วที่จะมาเดือนเมษาไหมน่ะ ป่านนั้นก็ไม่มีหิมะแล้วเน้อ ยังพูดกะอ๊อฟว่า ถ้าเครื่องมาไม่ได้ เลื่อนเป็นเช้าแม่ก็ไม่ว่านะ จะนอนรออยู่ที่สนามบินน่ะแหละ เพราะผ้าห่มหมอนเตรียมมาแล้ว ขออย่างเดียวให้มันปลอดภัยละกัน ขอบคุณคุณพระคุณเจ้าที่คุ้มครอง



Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2553 6:12:58 น. 4 comments
Counter : Pageviews.

 


เก่งจังเลยค่ะ


โดย: tui/Laksi วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:6:09:48 น.  

 
เก่งจังค่ะ แต่อยากดูรูปด้วยจัง


โดย: หนูริวจัง วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:8:10:04 น.  

 


สุขสันต์วันวาเลนไทน์ & ตรุษจีนค่ะ


โดย: addsiripun วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:23:41:13 น.  

 
เก่งมาก ๆ เลยค่ะ ยังอ่านผ่าน ๆ อยู่

เดี๋ยวมาตามอ่านรายละเอียดใหม่ค่ะ

หนูยังไม่เคยเดินทางต่างประเทศคนเดียวเลยค่ะ


โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:20:05:54 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.