VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค อัศวินของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 1)







โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค

(Josef (Sepp) Dietrich)

อัศวินแห่งหน่วย เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ตอนที่ 1

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น










เอสเอส – กรุพเพนฟือเรอห์ โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค (SS - Oberst - Gruppenfuhrer : เอสเอส โอบาร์ส – กรุพเพนฟือเรอห์ เป็นชั้นยศเทียบเท่า พลเอก) เป็นบุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่งที่อยู่เคียงข้าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาโดยตลอด เขาเป็นทั้งองครักษ์ นักรบและผู้บัญชาการกองพลยานเกราะเอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอฯ ที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ไว้วางใจมากที่สุด ด้วยความใกล้ชิดจึงทำให้ โยเซฟ ดีทริค เป็นเพียงไม่กี่คนที่กล้าโต้แย้งกับท่านผู้นำแห่งอาณาจักรไรซ์ที่สาม

แม้เขาจะมีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการทหารไม่สูงมาก แต่ด้วยความเป็นคนช่างพูด (talkative) ไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ สนใจที่จะสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านการทหารและการบัญชาการรบ โดยไม่สนใจด้านการเมือง รวมทั้งยังเฉลียวฉลาดในการเลือกใช้คน จึงสามารถนำนายทหารที่มีความรู้ ความสามารถมาเป็นฝ่ายเสนาธิการ คอยให้คำปรึกษาและเสนอแนวทางในการตกลงใจให้กับตัวของเขาเอง ส่งผลให้สามารถบังคับบัญชาหน่วยยานเกราะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง

อีกทั้งยังได้รับการวิเคราะห์จากฝ่ายสัมพันธมิตรว่า เป็นนายทหารนาซีที่มี “สามัญสำนึก”  (horse sense) และสามารถตัดสินใจได้อย่างสมเหตุสมผล อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาไม่เคยลงนามในเอกสารใดๆ ที่ส่งผลให้มีการสังหารชาวยิวหรือเข่นฆ่าผู้คนในดินแดนยึดครองของเยอรมันแม้แต่เพียงฉบับเดียว

โยเซฟ ดีทริค หรือที่ทุกคนมักเรียกเขาว่า เซปป์ ดีทริค เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค..1892 ในเมือง “ฮาวันเก้น” (Hawangen) ใกล้กับเมือง “เมมมินเก้น” (Memmingen) ในอาณาจักรบาวาเรีย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเยอรมัน

เซปป์ ดีทริค เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัว บิดาชื่อ พีลาไกอัส ดีทริค (Pelagius Dietrich) มารดาชื่อ เครสเซนเทีย (Kreszentia) สำหรับชีวิตในวัยเด็กนั้น เซปป์ ดีทริค ได้ให้การในการสอบสวนต่อศูนย์สอบสวนกองทัพที่ 7 (7th Army Interrogation Center) ของฝ่ายสัมพันธมิตรในเอกสารหมายเลข พีดับเบิลยูบี / เอสเอไอซี / 11 (PWB/SAIC/11) ลงวันที่ 1 มิถุนายน ค..1945 ภายหลังการยอมแพ้ของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองว่า เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจนมาก (poor devil) ทำให้ต้องออกไปรับจ้างทำงานได้ค่าแรงเพียงชั่วโมงละ 27 เฟนนิค (pfennig คือเหรียญทองแดงเยอรมัน ซึ่งเป็นสกุลเงินในอดีต มีค่าเท่ากับ 1/100 “ดอยช์มาร์ค” (deutschmark)) ภายหลังภายหลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับประถม เขาก็ออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปยังเมือง “ซูริค” (Zurich) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเข้าทำงานพร้อมกับศึกษาหลักสูตรการโรงแรมจนสำเร็จการศึกษาด้านการโรงแรม

ในปี ค..1911เซปป์ ดีทริค อาสาสมัครเข้าประจำการใน กรมปืนใหญ่สนามที่ 4 “โคนิค” (4. Bayrische Feldartillerie - Regiment “Konig”) ของกองทัพบกบาวาเรีย ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง “เอาซ์บวร์ก” (Augsburg) และเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเปิดฉากขึ้น เขาก็อาสาสมัครเข้าร่วมรบในสงคราม สังกัดหน่วยทหารปืนใหญ่ ในตำแหน่งนายสิบสมุห์บัญชี ก่อนที่จะย้ายมาประจำการในหน่วยรถถังของกองทัพเยอรมันในเวลาต่อมา

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง เซปป์ ดีทริค ก็ปลดประจำการจากหน่วยทหาร ออกมาหางานทำ เขาเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ จากงานตำรวจ ผู้คุมงานก่อสร้าง คนงานในฟาร์ม และพนักงานศุลกากร จนกระทั่งในปี ค..1928 เซปป์ ดีทริค ก็เข้าร่วมกับพรรคนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้รับหมายเลขประจำตัวที่ 89,015

โดยจากเหตุผลในคำให้การของเขาภายหลังสงครามสิ้นสุดลงระบุว่า เนื่องจากความยากจนข้นแค้นในอดีตของเขา ทำให้มองว่าพรรคสังคมชาตินิยม หรือ นาซี ได้เสนอแนวทางที่สมเหตุสมผลในการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คน เพื่อขจัดความยากจน

แนวทางนี้สร้างความความประทับใจในพรรคนาซีให้กับเซปป์ ดีทริค เป็นอย่างมาก เขาถึงกับกล่าวตอนหนึ่งว่า “..ฉันเป็นสมาชิกพรรคนาซี ตั้งแต่ปี ค..1928 และความตั้งใจที่จะเป็นสมาชิกพรรค ก็จะยังคงมีอยู่ต่อไปนับจากวันนี้ ..”

เซปป์ ดีทริคสมัครเข้าทำงานในหน่วยองครักษ์ประจำตัวของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ หน่วย เอส เอส (SS ย่อมาจาก Schutzstaffel หรือ “กองกำลังป้องกัน”  (Protection Squad, Protection Squadron, Defense Corps) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหาร (Paramilitary) ที่พรรคนาซีจัดตั้งขึ้น เพื่อคานอำนาจกับกองทัพบกเยอรมัน โดยเขาได้รับหมายเลขประจำตัวของหน่วยเอส เอส เลขที่ 1,117 พร้อมกับได้รับการแต่งตั้งยศเป็น เอส เอส  สตรุมบานน์ฟือเรอห์ (SS Sturmbannfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพันตรี) ในวันที่ 1 มิถุนายน ค..1928 อีกทั้งยังได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ดังกล่าวด้วย ซึ่งในขณะนั้นมีกำลังพลอยู่เพียง 280 นาย และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วย เอส เอ (SA –  Sturmabtailung คือกองกำลังจู่โจมซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหาร เช่นเดียวกับหน่วยเอส เอส)

ด้วยหน้าที่ดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้เซปป์ ดีทริค มีโอกาสเดินทางพร้อมกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ไปทั่วประเทศเยอรมัน เพื่อรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งของพรรคนาซี ทำให้ทั้งสองคนมีความสนิทสนมกันอย่างมาก จนกระทั่งในวันที่ 5 มกราคม ค..1930 เซปป์ดีทริค ก็ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปในรัฐสภาไรซ์สตาค (Reichstag) ของเยอรมันโดยเป็นผู้แทนของแคว้นบาวาเรียตอนล่าง (Lower Bavaria) ณเวลานี้หน่วย เอส เอส ของเขามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็น 2,727 นาย

ต่อมาหลังจากเลื่อนยศขึ้นมาเรื่อยๆ เซปป์ ดีทริค ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส กรุพเพนฟือเรอห์ (SS - Gruppen fuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลตรี) ในวันที่ 18 ธันวาคม ค..1931 และเมื่อพรรคนาซีขึ้นครองอำนาจในปี ค..1933 เซปป์ ดีทริคก็มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่เป็นอย่างมาก เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการหน่วย เอส เอส สตาปส์วาคเคอ เบอร์ลิน (SS - Stabswache Berlin) โดยคัดเลือกกำลังพลของหน่วยเอส เอส ที่จงรักภักดีต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อย่างไม่มีเงื่อนไข จำนวน 120 นาย เข้ามาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และอีกสองเดือนต่อมา หน่วยดังกล่าวก็ได้รับการปรับเป็นหน่วย เอส เอส ซอนเดอร์คอมมานโด ซอสเซน (SS Sonderkommando Zossen) และหน่วย เอส เอส ซอนเดอร์คอมมานโด จูเทอบอค (SS Sonderkommando Juterbog) พร้อมกับขยายหน่วยออกเป็น 3 กองร้อย ก่อนที่จะปรับกำลังอีกครั้งเป็นกรม เอส เอส อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler SS Standart คำว่า standart หมายถึง regiment ในภาษาอังกฤษหรือ กรม นั่นเอง)

และในที่สุดก็เปลี่ยนชื่อเป็น “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (SS Leibstandarte Adolf Hitler) โดยหน่วยนี้ยังคงทำหน้าที่ในการคุ้มกันอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และมีสิทธิพิเศษในการติดชื่อของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไว้ที่ปลายแขนเสื้อด้านซ้าย อีกทั้งกำลังพลของกรมนี้จะต้องกล่าวปฏิญานตนต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อท่านผู้นำ

กล่าวกันว่าด้วยความสนิทสนมของเขากับท่านผู้นำอดอล์ฟฮิตเลอร์ ทำให้เขากล้าที่จะโต้แย้งกับ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้นำสูงสุดของหน่วย เอส เอส จนถึงขั้นเคยสั่งห้าม ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ เข้ามาในค่ายของเขาเลยทีเดียว เซปป์ ดีทริค กล่าววิพากษ์วิจารณ์ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ในคำให้การต่อฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามยุติลงแล้วว่า

“.. สำหรับฮิมม์เลอร์แล้ว บุคคลนี้พยายามเลียนแบบ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทุกอย่างเขาเป็นคนที่กระหายอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นคนที่ชอบยึดทรัพย์สินของผู้อื่น โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นฉ้อโกง ในหน่วยเอส เอส ไม่ว่าจะเป็นการหักเงินเดือนของทหาร เอส เอส ทุกคนเข้าสมทบในหน่วย “ลีเบนส์บอร์น” (Lebensborn เป็นหน่วยที่ดูแลภรรยาที่ตั้งครรภ์ของทหารเอส  เอส) และฮิมม์เลอร์ก็นำเงินเหล่านั้นมาใช้จ่ายส่วนตัว . .ผมยังมีเรื่องราวทำนองนี้ของไฮน์ริคฮิมม์เลอร์อีกมากมายเลยทีเดียว..”

(ติดตามตอนต่อไป)





Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 18:35:51 น. 0 comments
Counter : 267 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.