'พิพิธภัณฑ์เห็ด' ที่ ม.สารคาม รวมเห็ดพื้นบ้าน-แห่งแรกในไทย : ท่องโลกเกษตร
: โดย...กวินทรา ใจซื่อ   'พิพิธภัณฑ์เห็ด' ที่ ม.สารคาม รวมเห็ดพื้นบ้าน-แห่งแรกในไทย จากที่นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ค้นพบเห็ดพื้นบ้านอีสานจำนวน 65 ชนิด ซึ่งมีสรรพคุณหรือมีฤทธิ์สามารถนำไปทำยารักษาโรคได้ พร้อมรวบรวมองค์ความรู้จากเห็ดเหล่านี้ด้วยการฟื้นฟูภูมิปัญญาพื้นบ้านในตำราใบลานของอีสาน หวังกระตุ้นภาครัฐให้เอาจริงกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเห็ด และนำไปต่อยอดเพื่อการใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเห็ดพิมาน กลุ่มเห็ดหลินจือ และ กลุ่มเห็ดถั่งเฉ้า เป็นกลุ่มเห็ดที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนเห็ดขอนหลากสีเมื่อนำไปต้มดื่มแทนน้ำเปล่าจะมีสรรพคุณทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น เห็ดทั้ง 4 กลุ่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ขึ้นอยู่ในป่าแถบภาคอีสาน ที่อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำมารวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชีย ที่เก็บรวบรวมเห็ดไว้ถึง 1,500 สายพันธุ์ ประมาณ 3 หมื่นดอก โดยมีหลักฐานว่าเห็ดใช้เป็นยารักษาโรคได้ถึง 65 ชนิด ในจำนวนนี้พบว่ามี 37 ชนิดถูกบันทึกลงในตำรายาใบลานว่ามีการนำเห็ดใช้เป็นส่วนผสมการทำยารักษาโรคของชาวอีสานมาช้านาน สัปดาห์นี้ "ท่องโลกเกษตร" จึงพาท่านไปพบกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่ห้องเอสซี 2-300 อาคารวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 อ.ดร.อุษา กลิ่นหอม ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา และในฐานะนักวิจัยที่ได้ลงพื้นที่ศึกษา เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดในป่าภาคอีสานซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นอย่างจริงจังตลอดระยะเกือบ 10 ปี กระทั่งเป็นผู้นำในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์นี้เป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา ทั้งเห็ดในภาคอีสาน เห็ดที่มีการวิจัย และเห็ดที่ได้รับความสนใจในต่างประเทศ อีกทั้งเป็นแหล่งเก็บสะสมตัวอย่างเห็ดเพื่อการเรียนรู้และการวิจัย เป็นแหล่งเก็บรวบรวมฐานข้อมูลเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเห็ดที่กำลังจะสูญหายไป ทั้งนี้ ก่อนจะก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นเวลากว่า 30 ปีที่อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ได้สะสมองค์ความรู้จากงานวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ จนค้นพบว่าการศึกษาเกี่ยวกับเห็ดมีนักวิจัยศึกษาน้อยมาก และจากข้อมูลพบว่าเห็ดพื้นบ้านหลายชนิดที่ขึ้นในป่าภาคอีสาน มีคุณสมบัตินำมาทำเป็นยารักษาโรคได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคที่ยาแผนปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ "จากการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเห็ดที่ค้นพบ สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทั้ง เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยารักษาโรค หากรัฐบาลหันมาให้ความสนใจและสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเห็ดอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นสินค้าส่งออกระดับประเทศได้ เชื่อว่าเห็ดจากที่ราบสูงจะทำรายได้เข้าประเทศได้ปีละมหาศาล" อาจารย์อุษา กล่าวอีกว่า จากการศึกษาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าในตำรับยาโบราณที่เขียนลงในใบลานมีการบันทึกข้อมูลความรู้ของหมอพื้นบ้านในการใช้เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยามารักษาโรค ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานล้ำค่า "แต่ละปีชาวบ้านที่มีอาชีพหาเห็ดป่ามาขายจะมีรายได้หลักที่เป็นกอบเป็นกำ แต่ละป่าสร้างรายได้ปีละกว่าล้านบาท ดังนั้นนอกจากจะทำงานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดแล้ว การสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญในการรักษาป่าจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์ดำเนินการมาโดยตลอด" อาจารย์อุษา กล่าว พร้อมระบุว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีทรัพยากรที่มีศักยภาพในการนำไปวิจัยและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้ประโยชน์ได้หลายประเภท โดยเฉพาะเห็ดพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มีการศึกษากันอย่างจริงจัง อาจารย์อุษาบอกว่า นักวิจัยหลายคนได้ลงพื้นที่สำรวจเห็ดพื้นบ้านอีสานในอีกหลายป่าในภาคอีสานพร้อมเก็บตัวอย่างเห็ดที่พบในแต่ละพื้นที่มารวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์เห็ด ทว่าขณะนี้สิ่งที่สร้างความวิตกให้แก่นักวิจัยมากที่สุด อาจารย์อุษา ยอมรับว่าคือนโยบายของภาครัฐบาลที่สนับสนุนให้เกษตรกรในภาคอีสานปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ตลอดจนการบุกรุกพื้นที่ป่า การตัดไม้ทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง และเริ่มขยายวงกว้างขึ้น เหล่านี้ล้วนทำให้สภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตของเห็ด และพันธุ์ไม้หลายชนิดต้องได้รับผลกระทบ บางชนิดอาจสูญพันธุ์ได้! ขอบคุณ คม ชัด ลึกออนไลน์ ท่องโลกเกษตร คุณกวินทรา ใจซื่อ อาทิตยวารสิริสวัสดิ์ค่ะ
| Create Date : 02 กันยายน 2555 |
| Last Update : 2 กันยายน 2555 14:22:42 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 669 Pageviews. |
|
|