ได้เข้าปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 9 วัน ที่วัดวิปัสนาติกขวราราม




 หลายคนคงได้เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆมากมาย ทั้งวัดในกรุงเทพ สถานปฏิบัติธรรมต่างๆ วัดป่าตามต่างจังหวัด รอบนี้ ผมเลยขอเล่าให้ฟังถึงการปฏิบัติธรรมที่วัดวิปัสนาติกขวราราม ซึ่งผมไปที่นี่เป็นปีที่ 4 แล้ว โดยที่นี้พระอาจารย์ที่ดูแลคือ พระอาจารย์ สว่าง ติกขวีโร


ที่วัดนี้ ได้สอนการปฏิบัติบัติกรรมฐานแบบวิปัสนากรรมฐาน โดยพระอาจารย์ได้ไปศึกษามาจากประเทศพม่า เป็นเวลานาน และได้เป็นพระวิทยากรด้านการปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธด้วย

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณวังน้ำเขียว เลยเขาใหญ่ไปประมาณ 30 กิโลเมตร พื้นที่ของวัดกว้างใหญ่ร่มรื่นมาก อากาศเป็นธรรมชาติมาก มีต้นไม้ปกคลุม แต่ถูกปลูกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสอ้าน สถานที่ปฏิบัติรวม เป็นศาลาขนาดใหญ่ จุคนได้เต็มที่น่าจะ 200-300 คน แต่สำหรับปฏิบัติธรรม ประมาณสัก 70-80 คนได้กำลังพอดี

บ้านพักสำหรับปฏิบัติธรรม จะเป็นบ้านหลังเล็กๆวางเรียงรายอยู่ในพื้นที่วัด บ้านหลังหนึ่งจะพักอยู่ประมาณ 2-3 คนไม่เกินนี้ เพราะพระอาจารย์ต้องการให้เกิดความเงียบสงบ ไม่มีการพูดคุยระหว่างกัน ภายในบ้านพักก็จะมีห้องน้ำอาบน้ำในตัว ที่นอน หมอน พัดลม ถือว่าอยู่อย่างสมถะ แต่สะดวกสบายครบ ยกเว้น......... เครื่องทำน้ำร้อน ท่านพระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า จริงๆก็มีคนมาเสนอถวายเครื่องทำน้ำร้อนติดให้ทุกหลัง แต่พระอาจารย์อยากให้พวกเราฝึกอดทน มีสติ เลยไม่ได้ติดเครื่องให้ (ปล. อย่าคิดว่าเครื่องทำน้ำร้อนไม่สำคัญนะครับ อากาศที่นี่เรียกว่า หนาวมากกกกกกกกกกกก ปกติผมไปช่วงธันวาคมด้วยแล้ว อาบน้ำตอนเที่ยง ตอนบ่ายนี่คือ หนาวสั่นๆๆๆๆๆๆนะครับ ตอนเช้าไม่ต้องพูดถึง ไม่แตะน้ำครับ 55555)

กฏระเบียบของที่นี่ค่อนข้างเคร่งครัดมาก ตลอดการปฏิบัติ ห้ามพูดกัน (ห้ามพูดอย่างจริงจัง ไม่ใช่กลับที่พักแล้วแอบไปคุยกัน) ปิดมือถือตลอดการอบรม และทุกอิริยาบท ให้พยายามทำอย่างมีสติ กำหนดทุกอิริยาบถย่อย ตั้งแต่เริ่มตื่นนอน จนกระทั่งล้มตัวลงนอน กำหนดจนหลับครับ (เช่น จะเอื้อมมือไปเปิดประตู ก็ต้องกำหนดเอื้อมหนอ และพิจารณาที่มือที่เอื้อมออกไป จับหนอ ก็พิจารณาที่มือที่สัมผัสกับประตู หมุนหนอ ผลักหนอ) ดังนั้น การทำกิจวัตรต่างๆจะเป็นไปอย่างช้าๆ (ที่นี่จะเน้นว่า "ไม่มีอะไรเร่งด่วน ทุกอย่างให้ทำอย่างมีสติ')

กิจวัตรประจำวันในแต่ละวันของที่นี่ก็ชัดเจนมาก พระอาจารย์ท่านจะบอกเลยว่า มาที่นี่ กิจที่ต้องทำ มีแค่ภาวนาตั้งแต่ตื่นยันหลับ พอตื่นมา ก็กำหนด ตื่นหนอ กำหนดทุกอิริยาบท จนถึงวางตัวลงบนที่นอนตอนกลางคืนก็ต้องกำหนด ไม่มีอิริยาบถไหนที่กำหนดไม่ได้ จะอาบน้ำ ทานข้าว ถ่ายหนักเบา ทุกอิริยาบถสามารถกำหนดได้หมด ดังนั้นเวลาอยู่ที่นี่ จะทำทุกอย่างช้าหมด ไม่มีใครเร่งรีบ (ที่สำคัญ คนที่มาปฏิบัติที่นี่ ส่วนใหญ่ก็เคยมากันแล้ว ทำให้ทุกคนปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน คือช้าเหมือนกันหมด เวลาเรามาใหม่ ถ้ามีคนทำเร็ว เราก็ไม่กล้าทำช้า เพราะกลัวจะเคอะเขิล แต่ที่นี่ ทุกคนทำช้าหมด ทุกคนไม่พูดหมด ไม่มีใครมองหน้าใครกัน เราก็จะไม่รู้สึกแปลกแยกเหมือนที่อื่นๆ ที่อื่นเขาก็มีกฏเหมือนกัน แต่คนไปปฏิบัติบางท่านก็ไม่ปฏิบัติตามกฏที่มี แถมบางท่านยังมาชวนคุยโน่นนี่อีก ถ้าเราไม่คุยก็กลัวจะเสียมารยาทอีก ที่นี่หมดปัญหาได้เลย)

อีกสิ่งหนึ่งที่พระอาจารย์จะเน้นย้ำเสมอ คือการเก็บสายตา อย่าไปมองอะไรวอกแวก เดินก็มองแค่ทางเดินข้างหน้าไม่ไกลมาก นังสมาธิก็หลับตา ที่เหลือก็ไม่ต้องไปมองอะไรแล้ว (ไปปฏิบัติมา 4 ปี บางคนเข้าคอร์สเดียวกันทุกปี ยังไม่เคยเห็นหน้ากันเลย เพราะไม่ได้มองหน้ากันเลยจริงๆๆๆๆ จำได้แต่รองเท้า 555555)

จะเห็นว่าที่นี่จะเคร่งครัวเรื่องการปฏิบัติภาวนาตั้งแต่ตื่นยันหลับ ผลที่เรารู้สึกได้คือ สมาธิของเราเข้าได้ง่ายขึ้นมาก และมีสติกับตัวเองตลอดเวลา เราต้องมีสติกับอิริยาบถต่างๆของเราตลอดเวลาที่ตื่น (แต่จริงๆก็ทำได้ไม่ตลอดหรอกครับ แต่พอมีสมาธิมาก เราจะรู้สึกได้ทันทีว่าจิตเราวอกแวกออกไปแล้วนะ แล้วเราก็จะกำหนดได้ทันที)

การที่จิตใจวอกแวก ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกผิด ดีหรือเลวอะไรทั้งนั้น หลักการที่แท้จริงของวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือแค่รู้ตามที่เป็นจริงเท่านั้น เมื่อเราเผลอไปคิด ก็ให้รู้ว่าเราเผลอไปคิด เมื่อเราฟุ้งก็ให้รู้ว่าฟุ้ง เมื่อเราปวด ก็ให้รู้ว่าปวด เมื่อเราไม่พอใจ หงุดหงิด ง่วง คัน หรืออะไรก็ตาม ก็แค่ให้รู้ตามสิ่งที่เป็นจริง ความหมายของคำว่ารู้ คือ ให้รู้อย่างถ่องแท้ ไม่ใช่สักแต่ว่ากำหนดเท่านั้น ให้รู้ไปถึงที่ใจของเรา แต่ไม่ต้องไปผลักไสไล่ส่งมัน แค่รู้ตาม รู้ว่ามันอยู่ รู้ว่ามันไป

ลืมบอกไป ที่นี่จะไม่มีการสอนปฏิบัติกันมากนะครับ จะเน้นปฏิบัติกันเลย ไม่มีสอนภาคทฤษฎีเท่าไร มีแค่ตอนกลางคืนนิดหน่อยเท่านั้น ตอนเช้า ตื่นมา ก็ให้มาปฏิบัติที่ศาลาเลย ต่างคนต่างปฏิบัติ ใครอยากเดินจงกรมก็เดิน นานเท่าไรก็แล้วแต่ ใครอยากนั่งก็นั่ง จะนั่งนานเท่าไรก็แล้วแต่อีก แต่ละคนไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ (แต่พระอาจารย์จะมีการบ้านมาให้เราว่า ให้เดินจงกรมระยะที่เท่าไร นานก็นาที นั่งสมาธิกี่นาที แต่เราจะทำตามได้กี่บัลลังก็แล้วแต่เรา) เขาจะกำหนดที่ของแต่ละคนเอาไว้ ว่านั่งตรงไหน เดินได้ตรงไหน ไม่ไปก้าวก่ายเขตของคนอื่นกัน เพื่อไม่ให้คนอื่นเสียสมาธิกันด้วย พอถึงเวลาทานเช้า ต่างคนก็ไปทานเช้า จัดการธุระส่วนตัว แล้วกลับเข้าปฏิบัติที่ศาลากันเอง พอถึงทานเที่ยง ก็ต่างคนต่างทาน ทำธุระ แล้วกลับเข้าไปปฏิบัติกันเองต่อไป ไม่มีใครมายุ่ง มากำหนดอะไร ทุกคนต้องดูแลตารางของตัวเอง ใครอยากนั่ง ก็นั่ง ใครอยากเดินก็เดิน นานเท่าไรก็แล้วแต่เราเลย ตอนเย็น ก็จะมีทานน้ำปาณะ แล้วค่อยเข้าศาลากลางคืน

ในทุกวัน ตอนกลางคืน ก็จะมีพระอาจารย์มาเทศนา หรืออาจเป็นการเปิดวีดีโอเทศนาจากกลุ่มพระอาจารย์ ประมาณ หนึ่งชั่วโมง แล้วปล่อยให้ปฏิบัติต่อกันเองจนถึงเวลาเข้านอน 4 ทุ่ม (แต่ปกติ ผมก็จะเดินกลับตั้งแต่ 3 ทุ่มแล้ว เพราะกว่าจะเดินไปถึงที่พัก ก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงละ เพราะเวลาเดินก็เดินจงกรมกลับที่พัก แล้วกว่าจะได้นอน ก็ต้องกำหนดทุกอิริยาบถ ตั้งแต่เปลี่ยนเสื้อ สีฟัน ทำธุระต่างๆ จนกระทั่งล้มตัวนอน ก็พอดี 4 ทุ่มแหละครับ)

พระอาจารย์จะมีการสอบอารมณ์ วันเว้นวัน ในช่วงเช้า การสอบอารมณ์ของที่นี่ ก็จะสอบทีละคน โดยให้รายงานสภาวะที่เกิดขึ้นจากการเดินจงกลม การนั่งสมาธิ การกำหนดอิริยาบถต่างๆ ว่าเรากำหนดอย่างไร แล้วถ้ามีคำถามอะไรก็ถามตัวต่อตัวกับพระอาจารย์ในช่วงนี้ได้ หรือหากมีปัญหาสงสัยระหว่างปฏิบัติเอง ก็สามารถติดต่ออาสาที่ดูแลได้ เพื่อสอบถามข้อสงสัยต่างๆ

ที่มีจะมีอาสาสมัครที่มาดูแลผู้เข้าอบรมทุกคน โดยจะช่วยเหลือเราทุกอย่าง ผู้อบรมไม่ต้องทำความสะอาด หรือทำอะไรเลย อาหาร แม่ครัวก็จะทำให้ ทานวันละ 2 มื้อเท่านั้น ยกเว้นคนที่จำเป็นจริงๆ ผู้ป่วยที่ต้องทานยา ก็สามารถขออาหารมื้อเย็นได้เช่นกัน ผู้ปฏิบัติท่านอื่น ตอนเย็นก็จะเป็นน้ำปาณะ (อาหารที่นี่ บางช่วงจะอร่อยมากกก เพราะมีแม่ครัวที่เป็นอาจารย์สอนทำอาหารมาทำให้เราทาน แต่ช่วงปีหลังๆ ท่านไม่ค่อยได้มาละ แต่ก็ดี เราจะได้ฝึกจิตใจเราได้ เพราะเวลาทานเราก็ต้องกำหนดเหมือนกัน !!)
อ้อ อาหารที่นี่เป็นมังสาวิรัติครับ และที่นี่พระอาจารย์ให้ถือศีล 8

ไฮไลท์สุดคงเป็นคืนสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม ซึ่งพระอาจารย์จะอนุญาติให้ผู้ปฏิบัติที่มีจิตศรัทธา และอยากปฏิบัติทั้งคืน สามารถนั่งปฏิบัติที่ศาลาได้ถึงเช้า!! ไม่ต้องนอนเลยทีเดียว อันนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละท่านครับ ของผมช่วงปีแรกๆผมก็ไม่อยู่นะ เพราะต้องขับรถด้วย เลยกลัวว่าจะไม่ไหว แต่พอดีปีก่อนหน้า ติดรถพี่ที่รู้จักกันไป ก็เลยได้ปฏิบัติทั้งคืน ส่วนปีที่ผ่านมา ขับรถไปเอง แต่อยากลองปฏิบัติดูอีกรอบ ก็ปฏิบัติทั้งคืน พอเช้าแล้วค่อยไปงีบสักชั่วโมงนึง แต่จริงๆ ไม่ได้ง่วงอะไร เพราะเวลานั่งสมาธิเดินจงกรม มันก็เหมือนเป็นการพักจิตใจเราไปด้วย ช่วงที่มาปฏิบัตินี่จะไม่ค่อยหิว ไม่ค่อยเหนื่อยอะไรเลยครับ ง่วงก็ไม่ค่อยง่วงด้วย ดีจัง 555

นี่ก็เป็นรายละเอียดคร่าวๆสำหรับการปฏิบัติภาวนาที่นี่นะครับ
ใครสนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่ม หรืออยากไปปฏิบัติบ้าง ก็บอกได้นะครับ ถ้าผมสามารถแนะนำอะไรได้ก็จะช่วยครับผม





Create Date : 18 มกราคม 2560
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 16:44:48 น.
Counter : 347 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

กระจกส่องเงา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31