::จากเชียงของ - สิบสองปันนา:: (เที่ยวสิบสองปันนา ผ่าน R3a -1)
จากเชียงของ - สิบสองปันนา เที่ยวสิบสองปันนา ผ่าน R3a (1)
อ่านตอนที่ 2 : ร า ต รี ที่ เ ชี ย ง รุ่ ง

ไปกันด้วยรถแบบนี้..ช่วงในเมืองไทย
23 28 กันยายน 2554 ขณะที่ฝนฟ้าตกลงมาในประเทศไทยตอนบนนานติดต่อกันกว่า 1 เดือน ทำให้เกิดภาวะน้ำหลากท่วมหลายๆเมืองที่เป็นเส้นทางน้ำผ่าน โดยไล่จากเหนือลงสู่ภาคกลาง และกำลังจะเลยเข้าไปใน กทม. และออกทะเล...ส่วนทางอีสานก็โดนกันทั่วหน้า ตามเส้นทางที่แม่น้ำสายหลักผ่าน โดยเฉพาะใต้เขื่อน คิวต่อไปคงเป็นที่ภาคใต้ ซึ่งปีนี้เกจิหลายท่านบอกว่าน่าจะหนักหนาสาหัสเช่นกัน..

น้ำท่วมรอบเมืองชัยภูมิ
ขณะที่หลายๆคน หลายๆบ้าน กำลังได้รับเคราะห์กรรมจากภัยธรรมชาติครั้งนี้อย่างมากนั้น..... เราก็ได้แต่หวังว่าด้วยความสามัคคีกันของทุกฝ่าย เราคงผ่านสถานะการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้ด้วยดี เราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะนั่นคือเรื่องของธรรมชาติ ที่ประกอบเข้ากับการล้างผลาญใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่บันยะบันยัง แถมยังปรัปเปลี่ยนเส้นทางระบายน้ำตามธรรมชาติจากเดิมไปสู่สิ่งปลูกสร้างต่างๆมากมาย จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านนี้รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น....
เราทิ้งความวุ่นวายในประเทศไทยไว้เบื้องหลัง และเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปที่ สิบสองปันนา ในจีนตอนใต้ และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้เดินทางข้ามประเทศโดยทางรถยนต์ เพื่อทัศนะศึกษาและชมความก้าวหน้าของเส้นทางเชื่อมต่อประเทศต่างๆในอาเซียนกับจีน โดยเส้นทาง R3a หรือที่เรียกว่าเส้นทางสายคุนหมิง กรุงเทพฯ ซึ่งในความหมายจากเส้นทางนี้คือ R = road, 3 คือ สามประเทศ อันได้แก่ จีน ลาว และไทย และ a = asia นั่นเอง

ที่หน้าร้านอาหารฟ้าไทยฟาร์ม พิษณุโลก
เราออกจากขอนแก่นเมื่อตอนบ่าย 2 โมงของวันที่ 23 กันยายน 2554 โดยรถโดยสารปรับอากาศแบบ 2 ชั้น 8 ล้อ เพื่อเดินทางไป อ. เชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมีกำหนดการที่จะทานมื้อเย็นกันที่ร้านอาหารฟ้าไทยฟาร์ม จังหวัดพิษณุโลกในช่วงเย็น....
การเดินทางวันนั้นเราต้องหลบภูเขาสูงชันช่วง อ.ชุมแพ อ.วังทองพิษณุโลก โดยการเดินทางอ้อมไปทาง จ.ชัยภูมิ อ.จตุรัส (ถนนช่วงชัยภูมิ-หนองบัวระเหวขาด) อ้อมเข้าหนองบัวระเหว อ.ภักดีชุมพล บึงสามพัน เพชรบูรณ์ เข้าวังทอง และ พิษณูโลก
ตอนแรกกะว่าจะได้ทานมื้อเย็นกันตอน 1800 น. แต่เอาเข้าจริงๆ ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม เลยกลายเป็นข้าวมื้อดึกไป อาหารที่ร้านฟ้าไทยฟาร์มมื้อนั้น เลยอร่อยเป็นพิเศษ..... เสร็จจากมื้อเย็นเราตียาวไปที่พะเยา ก่อนแยกออกไปเชียงของที่สี่แยกแม่ตั๋ม ถึงเชียงของเกือบ 7 โมงเช้า เข้าไปล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน และทานมื้อเช้าเตรียมพลังกันที่โรงแรมเชียงของริเวอร์ไซด์ ก่อนจะข้ามแม่น้ำโขงโดยเรือหางยาวไปที่ด่านห้วยทราย แขวงบ่อแก้วของลาว

แม่น้ำโขงตอนที่ขั้นกลางเชียงของกับแขวงบ่อแก้ว-ลาว

หน้าโรงแรมเชียงของริเวอร์ไซด์

ตัวเมืองเชียงของยามเช้า
คณะของเราให้รถไปส่งที่ท่าเรือข้ามฟากที่เชียงของ... ดูเหมือนเขาจะเรียกว่าท่าเรือบั๊ค เมื่อถึงเจ้าหน้าที่ทัวร์ (เชียงใหม่ชัยทัวร์) ก็จัดแจงนำเรือหางยาวจำนวนมากมารอรับ โดยให้เราขึ้นลำละ 10 คนบ้าง 6 คน บ้าง... ปัญหาคือคนเยอะเป็นร้อย เสื้อชูชีพเลยมีไม่พอ ทีนี้ก็ต้องเสี่ยงกันล่ะว่าจะรอดไหม?

ลงเรือหางยาวข้ามโขง
น้ำโขงยามหน้าฝนที่สีฝุ่น ไหลเชี่ยวตามประสาแม่น้ำสายใหญ่.... แม่โขงช่วงเชียงของนี่ คุณปองพล อดิเรกสาร นำมาผูกเป็นนิยายเรื่อง "แม่โขง" ให้ได้ฮือฮากันเมื่อหลายปีที่แล้ว กอร์ปกับจากเรื่องราวเล่าขานปรัมปราของชาวบ้านที่ว่า แถวเชียงของนี้มีวัง (จุดที่เป็นน้ำลึก วน) อยู่แถวนั้นพอดี ยิ่งทำให้การข้ามน้ำโขงน่ากลัวเพิ่มขึ้นไปอีก....แต่สุดท้าย เราก็ทำใจดีสู้เสือข้ามไปกับเขาจนได้

เรือหางยาวแหวกน้ำเชี่ยวไปส่งเราที่ฝั่งห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว
มารู้จักกับเส้นทาง R3a กันหน่อย

เส้นทาง R3a ในลาวซึ่งมีระยะทางทั้งหมดประมาณ 250 กม. ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง 3 ประเทศ คือจีน ลาว และไทยโดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือที่เรารู้กันในนาม ADB ( Asia Development Bank) ซึ่งผมจะสรุปคร่าวๆในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการก่อสร้างดังนี้ครับ

รถทัวร์ลาว...คันนี้แหละจะพาเราไปอีก 3 วันข้างหน้า

น้องหล่า..ไกด์คนสวยจะพาเราเดินทางในลาว
ช่วงที่ 1 จากด่านบ่อเต็น-น้ำลัง แขวงหลวงน้ำทา (กิโลเมตรที่ 160.8-228.3) ระยะทาง 66.43 กม. จีนเป็นผู้รับผิดชอบ ก่อสร้างโดยเงินให้เปล่า 249 ล้านหยวน และเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยอีก 449 ล้านหยวน ซึ่งการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ช่วงที่ 2 จากน้ำลัง-บ้านสอด (กิโลเมตรที่ 84-160.8 เวียงภูคา-บ้านน้ำลัง) ระยะทาง 76.80 กิโลเมตรที่ ADB ให้รัฐบาลลาว กู้จำนวน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการก่อสร้างถนนช่วงนี้ บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการของไทยเข้ามารับดำเนินการจนถึงขณะนี้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ถนนช่วงที่กำลังลงเขา เข้าสู่เมืองหลวงน้ำทา
ช่วงที่ 3 จากบ้านสอด-เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว (กิโลเมตรที่ 0-กิโลเมตรที่ 84) ระยะทาง 84.77 กิโลเมตร ที่รัฐบาลไทยให้ลาวกู้จำนวน 1,210 ล้านบาท เปิดประมูลเมื่อปลายปี 2546 โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่ธำรงวิทย์ กลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้างท้องถิ่นของภาคเหนือที่มีฐานที่มั่นอยู่ในจังหวัดแพร่-น่าน กระโดดเข้ามารับงาน ระยะเวลาก่อสร้าง 33 เดือน เริ่มจากสิงหาคม 2546-มิถุนายน 2550 แต่ได้รับการขยายเวลาเพื่อปรับความลาดชันของถนนไม่ให้เกิน 10% อีก 10 เดือนสิ้นสุดเมษายน 2551 แต่ถนนได้รับความเสียหาย จึงกำลังมีการดำเนินการซ่อมแซมอยู่ในช่วงประมาณ 10 กม. (กำลังบดอัด, 23-28 กันยายน 2554)

ช่วงที่ออกจากแขวงบ่อแก้วไป สองข้างทางเต็มไปด้วยป่ายางพารา
นั่นคือคร่าวๆของถนน R3a ช่วงในลาว และจะเชื่อมเข้ากับถนนจากบ่อหาน - เมืองเชียงรุ่ง อีกราว 170 กม. ซึ่งเป็นถนนซูเปอร์ไฮเวย์แบบ 2 ช่องจราจรอย่างดี ส่วนจากเชียงรุ่ง-คุนหมิง ก็เป็นถนนแบบ 4 ช่องจราจรระยะทางประมาณ 800 กม. ซูเปอร์ไฮเวย์... อีกช่องทางหนึ่งคือจากแม่สาย - เชียงตุง ในพม่า และเข้าเชียงรุ่ง ที่เรียกว่า ถนน R3b เป็นระยะทางประมาณ 380 กม. ก็สามารถไปได้อีกเช่นกัน...

ประมาณครึ่งทางบ่อแก้ว - หลวงน้ำทา ก็จอดให้เข้าห้องน้ำกัน

5 บาทเด้อ! ... ส่วนมากก็ให้สาวๆเข้า หนุ่มๆก็ไล่ยิงกระต่ายตามป่าละเมาะ

ชัดๆ...น้องหล่า
นั่งรถไปไกด์สาวชาวบ่อแก้วก็พรรณาถึงเรื่องราวของการก่อสร้างทางสาย R3a นี้ให้ฟัง แต่หลายครั้งที่เธอเน้นเรื่องเส้นทางช่วงที่ 3 ที่ไทยรับผิดชอบ โดยว่าจ้าง หจก.แพร่ธำรงวิทย์ เป็นผู้ทำการก่อสร้าง โดยเธอบอกว่าสร้างเสร็จยังไม่ได้ส่งมอบ เส้นทางนี้ก็พังซะแล้ว โดยจุดที่เสียหายมากที่สุดก็มีอยู่ ประมาณ 10 กม. ซึ่งตอนที่ไปกำลังซ่อมแซมบดอัดใหม่อยู่.... คนขับรถเล่าให้ฟังว่า สงสัยเจ้าหน้าที่ บริษัทนี้ติดใจรสชาดอาหารป่าในลาวเลยไม่อยากกลับไทย ????....เราฟังก็อดที่จะอายไม่ได้

ถนนที่กำลังซ่อม
น้องหล่าเธอบอกว่า การสังเกตุการก่อสร้างถนน R3a นี้ว่าช่วงไหนใครสร้าง ก็ให้สังเกตุที่ไหล่ถนน ถ้าเป็นบริษัทจีนสร้างก็จะไม่ค่อยมีไหล่ถนน แต่จะทำเป็นร่องน้ำแทน (แต่ผมว่า ถนนในลาว ไม่ค่อยมีไหล่ถนนเหมือนในบ้านเรา) ....
การก่อสร้างถนนสายนี้เขากำหนดความลาดชันไม่ให้เกิน 10% ซึ่งช่วงแรกๆที่บริษัทต่างๆสร้างเสร็จ ทางรัฐบาลลาวก็ให้ดำเนินการแก้ไขช่วงลาดชันใหม่ ให้ได้ตามนั้นโดยเพิ่มเวลาให้อีก..... ว่าถึงถนนสายนี้ในลาว ก็จะมีช่วงขึ้นเขาสูงตรงใกล้จะถึงเมืองหลวงน้ำทา ส่วนที่อื่นก็เป็นเขาเช่นกัน แต่ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับถนนสาย กาสี-หลวงพระบางแล้ว ผมว่าถนนสายนั้นสูงกว่าและน่ากลัวกว่าด้วย..



ถนน R3a ช่วงเวียงภูคาถึงหลวงน้ำทา
ถึงเมืองหลวงน้ำทาบ่ายแก่ๆรถก็พาเราแวะทานมื้อเที่ยงกันที่ร้านอาหารครัวไทย น้องหล่าคนสวยบอกว่าร้านนี้เจ้าของเป็นคนราชบุรี แต่มาเปิดร้านอาหารที่หลวงน้ำทานานแล้ว โดยที่เมื่อก่อนเขาเปิดร้านในตัวเมือง แต่เพื่อความสะดวกของรถทัวร์และนักท่องเที่ยว (ส่วนมากน่าจะเป็นคนไทย) เขาเลยออกมาเปิดร้านใหม่ที่ติดถนนที่จะไปบ่อเต็น
เมืองหลวงน้ำทาเป็นที่ราบลุ่มเชิงเขา มีการทำนาข้าวมากมาย วันที่เราไปถึง เห็นน้ำป่ากำลังไหลหลากผ่านสะพานคอนกรีตไปตามแม่น้ำ โดยมีนาข้าวเขียวขจีอยู่อยู่ตามริมแม่น้ำนั้น..... ห้องน้ำของร้านอาหารยังไม่ดีนัก โดยเห็นเจ้าหน้าที่กำลังปรับปรุงอยู่ หลายคนจึงไม่กล้าใช้ที่นั่น...ถ้ารอได้ อีกไม่ไกลก็จะถึงชายแดนจีน ตรงนั้นจะดีกว่าครับ


มาแล้วอาหารเที่ยง...มื้อนี้กลิ่นไอยังเป็นไทยอยู่ครับ
ทานมื้อเที่ยงเสร็จ ก็ออกเดินทางสู่บ่อเต็น และบ่อหานของจีน ซึ่งเป็นด่านที่เราจะข้ามเข้าไปในจีนซึ่งไม่ไกลจากที่หลวงน้ำทานี้มากนัก ถนนลัดเลาะไปตามเชิงเขา แต่ไม่ได้ปีน...เมื่อถึงเมืองบ่อเต็นของลาวไกด์ก็จะนำพาสปอร์ตเราไปสแต้มป์ให้ แต่เราต้องเดินผ่านด่านให้เจ้าหน้าที่ลาวได้เห็น แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ..
 อาคาร ตม.ลาวที่สร้าเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว..ทำเป็นพระธาตุหลวง
พอผ่านด่านเข้าไปก็จะเห็นอาคารเจ้าหน้าที่ ตม.ลาว (ในอนาคต) ที่สร้างเป็นพระธาตุหลวงจำลอง สวยงาม สีเหลืองอร่าม ทำให้หลายๆคนควักกล้องออกมาเก็บภาพกันอีกครั้ง ก่อนที่จะขึ้นรถเพื่อไปที่ชายแดน ตม.จีน
ระหว่างทางนั้นเราเห็นคนงานจีน และรถขนส่งจีนและไทยมากมาย สอบถามก็ได้ความจากไกด์ว่า ณ บริเวณระหว่างด่านบ่อเต็นไปที่ด่านบ่อหาน หรือโม่หานของจีนนั้น เป็นบริเวณที่ รัฐบาลลาวให้จีนเช่า 99 ปีเพื่อทำเป็นนิคมอุตสาหกรรมอะไรทำนองนั้น..แต่ จขบ.เข้าใจว่า จีนน่าจะทำเป็นศูนย์กระจายสินค้าออกสู่ลาว และไทย โดยที่รถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิง ก็จะผ่านแถวๆนี้ไปเวียงจันทร์ หนองคาย กรุงเทพฯ และต่อเนื่องไปที่สิงค์โปร์..


ด่าน ตม.จีน ที่สร้างอย่าอลังการ
เมื่อถึงด่าน ตม.จีน เจ้าหน้าทัวร์ก็จะแจกพาสปอร์ตให้กับทุกคน ส่วนใครที่ขอวีซ่า (VISA) มาไม่ทัน ก็สามารถทำได้ที่ด่านนี้ โดยอาจจะเสียค่าใช้จ่ายมากหน่อย.... นักท่องเที่ยวจากไทยยังจำเป็นที่จะขอวีซ่าเข้าจีนอยู่ และที่ด่านนี้ก็จะตรวจละเอียดมาก เหมือนกับการที่เราผ่าน ตม.ในสนามบินยังไงยังั้น
วันนั้นเราไปถึงเย็นแล้ว เขาเลยจัดเจ้าหน้าที่อีกชุดมาช่วยตรวจเอกสารนอกรอบให้ก่อน ส่วนกระเป๋าเดินทางเขาอนุญาติให้ผ่านไปกับรถได้....แต่ขากลับต้องลากเอง และผ่านเครื่องแสกนเนอร์ด้วย แถมยังมีเจ้าหน้าที่ถ่ายวีดีโอเก็บไว้อีกต่างหาก...

เจ้าหน้าที่กำลังแจกพาสปอร์ตให้กับคณะเรา โดยมีไกด์สาวชาวไทยลื้อมาคอยต้อนร้บ
ใช้เวลาผ่าน ตม.นานพอสมควร ออกมาได้ก็จัดแจงเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย สาวๆชาวจีนเชื้อสายไทลื้อ ก็แต่งชุดประจำเผ่าเข้ามารับเราและแนะนำตัวให้รู้จักกันบนรถ...คันของเราได้ไกด์ 2 สาวชื่อน้องแก้ว และน้องตาล พวกเธอพูดไทยได้น่ารัก และพยามสื่อเป็นภาษาไทยฉบับไทลื้อสิบสองปันนา.... เมื่อถามว่าพวกเธอไปเรียนภาษาไทยมาจากไหน ก็ได้คำตอบว่า ม.ราชภัฏเชียงราย...

น่าจะเป็นที่พักพนักงานใน ตม.จีน
จากนี้เมืองบ่อหาน หรือโม่หานของจีนเข้าไปที่สิบสองปันนา ต้องให้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ในระยะทาง 170 กม. โดยผ่านทางหลวงสายซูเปอร์ไฮเวย์ หรือบางคนเรียกว่า มอเตอร์เวย์ แต่ถ้าไปตามสายเก่าจะต้องใช้เวลาในการเดินทางอย่างน้อย 6 ชั่วโมงเลยล่ะ..
 
ซ้าย : น้องแก้ว ขวา : น้องตาล
ถนนสายซูเปอร์ไฮเวย์นี้จีนโชว์เทคนิคทางด้านวิศกรรมโยธาชั้นเยี่ยมในการก่อสร้าง โดยที่ตรงไหนผ่านเขา เขาก็จะเจาะอุโมงค์ ส่วนผ่านหุบเขาเขาจะสร้างเป็นสะพานขึ้นมารับ โดยมีช่วงหนึ่งในระหว่างเมืองเชียงรุ่ง - คุนหมิง จะมีสะพานที่สูงที่สุดของถนนสายนี้ บางคนว่าสูงที่สุดในโลก ชื่อ สะพานหงเหอ (Honghe bridge) ทีมีความสูง 540 ฟุต หรือ 165 เมตร ด้วย

ที่นี่ปลูกกล้วยหอมมากที่สุดในจีน


อุโมงค์ที่ถนนตัดผ่าน
ระยะทาง 170 กม. จากชายแดนไปที่เมืองเชียงรุ่ง หรือจิ่งหง (Jinghong) ในภาษาจีน (เชียงรุ่ง...ซึ่งแปลว่ารุ่งอรุณ ไม่ใช่เชียงรุ้งอย่างหลายคนที่เข้าใจกัน) สิบสองปันนานี้เป็นทางแบบ 2 ช่องจราจรขับสวนกันไปมา โดยมีอุโมงค์ทั้งหมด 26 อุโมงค์ (จริงๆแล้วมี 30 อุโมงค์ แต่ไปอยู่ในส่วนทางช่วง จิ่งหง - คุณหมิง) .... ส่วนที่เลยจากเมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) ไปอีก 800 กม. เป็นทางด่วนแบบ 4 ช่องจราจร นี่เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแห่งชาติของจีน.


ระหว่างครึ่งทาง จะมีปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่และห้องน้ำค่อนข้างดีให้เข้า
ประมาณซักครึ่งทางหรือชั่วโมงเศษๆเราก็มาถึงจุดพักรถ ซึ่งปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ และมีห้องน้ำให้เข้า ซึ่งสภาพก็ค่อนข้างดี...ห้องน้ำของจีนแถบนี้สร้างแปลกๆ คือทำเป็นประตูแยก ชาย-หญิงอย่างดี แต่พอเข้าไปด้านในก็สามารถเดินทะลุหากันได้ พึงระวังด้วยสำหรับใครที่ชอบเตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆ..เรื่องห้องน้ำยังมีอะไรเล่าให้ฟังอีกเยอะ เอาไว้ถึงเมืองเชียงรุ่งก่อนค่อยว่ากันนะครับ..

น้องลี..อยู่บนรถอีกคัน
ระหว่างทางเราเห็น นาข้าวสลับกับดงกล้วยหอม สวนยางพาราซึ่งมีมากเป็นพิเศษ นอกจากนั้นยังมีพวกยาสูบอีก น้องแก้วบอกเราว่าที่สิบสองปันนานี้อากาศอบอุ่นไม่หนาวมากจึงเหมาะที่จะปลูกพืชเขตร้อน เช่นยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอันอันดับหนึ่งของที่นี่ รองลงมาเป็นกล้วยหอม และข้าว... แต่ถามว่าคนสิบสองปันนาชอบข้าวที่นี่ไหม น้องแก้วก็บอกว่าเขาชอบทานข้าวเหนียวและข้าวจ้าวจากเมืองไทยมากกว่า
ในที่สุดหลังจากที่เราเดินทางมาราธอน 2 วันหนึ่งคืน (จากขอนแก่น - เชียงรุ่ง) เราก็มาถึงเมืองเชียงรุ่ง หรือเมืองจิ่งหง เขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา จนได้...เราเดินทางมาไกล เหนื่อยทั้งเดินทางและเขียน เอาไว้ตอนต่อไป เรามารู้จักเมืองเชียงรุ่งกัน โดยจะเริ่มในยามราตรีก่อน จากนั้นก็ไปชมเรื่องราวของเมืองที่เป็นญาติๆของเราในอดีตกันครับ.

น้องที่ร้านอาหาร มาคอยต้อรับเรา...ลากันด้วยภาพนี้เลยนะครับ
(ภาพและตัวอักษรจะแสดงผลได้ดีใน IE ครับ)
_____________END_____________
|
| Create Date : 12 ตุลาคม 2554 |
| Last Update : 17 สิงหาคม 2555 21:51:53 น. |
|
32 comments
|
| Counter : Pageviews. |
|
|
|
โดย: chenyuye วันที่: 12 ตุลาคม 2554 เวลา:9:04:45 น. |
|
|
|
โดย: เอื้องใบไผ่ วันที่: 12 ตุลาคม 2554 เวลา:10:57:47 น. |
|
|
|
โดย: ON THE WAY (MyEos50 ) วันที่: 12 ตุลาคม 2554 เวลา:11:33:56 น. |
|
|
|
โดย: kwan_3023 วันที่: 12 ตุลาคม 2554 เวลา:11:53:44 น. |
|
|
|
โดย: sawkitty วันที่: 12 ตุลาคม 2554 เวลา:17:38:07 น. |
|
|
|
โดย: มิลเม วันที่: 12 ตุลาคม 2554 เวลา:20:39:21 น. |
|
|
|
โดย: panwat วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:0:13:35 น. |
|
|
|
โดย: mambymam วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:6:42:34 น. |
|
|
|
โดย: Lika ka วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:10:10:42 น. |
|
|
|
โดย: andrex09 วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:10:11:29 น. |
|
|
|
โดย: JinnyTent วันที่: 13 ตุลาคม 2554 เวลา:21:43:39 น. |
|
|
|
โดย: iamorange วันที่: 14 ตุลาคม 2554 เวลา:6:24:09 น. |
|
|
|
โดย: mambymam วันที่: 14 ตุลาคม 2554 เวลา:7:06:02 น. |
|
|
|
โดย: Lika ka วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:11:30:41 น. |
|
|
|
โดย: mambymam วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:12:01:10 น. |
|
|
|
โดย: JinnyTent วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:12:54:43 น. |
|
|
|
โดย: sawkitty วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:17:36:36 น. |
|
|
|
โดย: iamorange วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:19:11:33 น. |
|
|
|
โดย: andrex09 วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:20:36:18 น. |
|
|
|
โดย: mambymam วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:22:24:11 น. |
|
|
|
โดย: iamorange วันที่: 16 ตุลาคม 2554 เวลา:6:51:58 น. |
|
|
|
โดย: mambymam วันที่: 17 ตุลาคม 2554 เวลา:6:59:17 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 17 ตุลาคม 2554 เวลา:8:26:17 น. |
|
|
|
โดย: limingxin วันที่: 20 พฤศจิกายน 2554 เวลา:23:27:59 น. |
|
|
|
|
|
|
|
|
Location :
ขอนแก่น Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
|
...... ชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยว และชอบถ่ายภาพ แม้ฝีมือจะไม่ให้ แต่ใจก็รัก เพราะได้ทำแล้วมีความสุข แถมยังมี bloggang ได้ให้โอกาสนำสิ่งเหล่านั้นมาแสดงด้วย ยิ่งทำให้หัวในพองโต .......
อยากจะบอกว่า
@ ดีใจที่ได้แบ่งปันความสุขเล็กๆน้อยๆ กับเพื่อนๆในบล็อกแก๊งค์ ตลอดจนคุณๆที่ผ่านเข้ามาอ่าน.... แม้ภาพถ่ายจะไม่สวยนัก แต่กว่าจะได้มาก็แสนยากลำบาก จึงขอสงวนสิทธิไว้เป็นการส่วนตัว
@ ภาพทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของบล๊อก ถ้ามีความประสงค์จะใช้ภาพเพื่อการใด กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อกด้วยนะครับ.
@ ขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกที่คอยให้กำลังใจกันเสมอมา และขอบคุณทุกท่านที่ผ่านเข้ามาอ่าน หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าท่านคงแวะเข้ามาอีก...
ด้วยจริงใจ นาย wicsir.
|
|
| |
|
|
|
| | 1 |
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
เป็นการเดินทางที่ยาวไกลเหมือนกันนะคะ
โห..กว่าจะได้กินข้าวเย็นตั้ง 5 ทุ่มแน่ะ
เป็นหนึ่งหิวจนหายหิวไปแล้วค่ะ
แต่ปกติถ้าเดินทางไกลทีไร
ก็จะเตรียมเสบียงตุนเอาไว้ให้พร้อม
เผื่อเหลือดีกว่าขาดเนอะ...
สิบสองปันนาเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่เล็งๆ ไว้ค่ะ
แต่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ไปนี่สิ