นิทานคนใบ้ / บทที่1.2 เจ้ากระต่ายป่า


ดวงตาที่ระแวงระวังกวาดมองโดยรอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ใบหน้าที่เครียดเกรงกระตุกยิกๆเหมือนกำลังจะเจอกับลางร้าย

พรานหนุ่มหันธนูไปตามเสียงแตกครวบของกิ่งไม้น้อยใหญ่ที่ตกอยู่ตามพื้น


เขารู้สึกถึงการต่อสู้ที่กำลังจะเริ่มขึ้น จึงติดคบไฟดวงที่สองและโยนไปยังที่โล่งด้านหน้า

ปรากฏตาคู่ที่เหลืองแวววาวของพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนกายอยู่หลังพุ่มไม้

มันคำรามเป่าประกาศการมาเยือนอย่างไม่เกรงกลัว


ร่างใหญ่ปรากฏกายเห็นลายพาดคาดตามลำตัว

มันเดินสำรวจอย่างสงสัยใคร่รู้กับร่างของเด็กน้อยที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้

เขาจึงตัดสินใจตะโกนโวยวายดึงดูดความสนใจของมัน

“เข้ามาเจ้าเสือโง่”

ชายหนุ่มท้าทายอย่างใจกล้า


เสือร้ายกระโจนเข้าจู่โจมหมายปลิดชีวิตเขามาเป็นอาหารค่ำ

ธนูที่พาดอยู่ดอกแรกพุ่งอย่างแม่นยำเข้าเสียงที่หน้าผากของเสือร้าย

มันร้องโหยหวนแต่ก็ยังพุ่งกระโจนเข้ามาอย่างไม่ลดละ

เขาจึงชักมีดสั้นออกมาม้วนตัวหลบแล้วแทงคอของมัน

เสือร้ายล้มตึงก่อนจะสิ้นใจทิ้งรอยข่วนขนาดใหญ่ไว้ที่กลางหลังของเขา


เด็กน้อยเห็นดังนั้นจึงเข้ามาเขย่าร่างกายที่ทรุดลงอย่างปวดร้าว

“ท่าน อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ”

เด็กน้อยพยายามฉุดลากร่างที่เกือบไร้สติไปยังพุ่มไม้ใกล้ๆ กัน


“โอ้ย!”

เขาร้องเสียงหลงเมื่อบาดแผลที่หลังไปครูดกับกิ่งไม้ตามพื้น


“ข้าขอโทษท่านพราน อย่าตายนะข้าไม่อยากอยู่คนเดียว”

เด็กน้อยพยายามกัดแขนของเขาให้เค้ามีสติกลับคืนมา


“เหอะๆ”

แม้ใจบั้นปลายชีวิตจวนจะสิ้นลมหายใจรอมร่อ

เขาก็ไม่ได้กลัวตายสักนิด

เค้านึกขันตัวเองที่สิ่งสุดท้ายที่เขาทำในชีวิตคือการช่วยชีวิตเด็กจนตัวตาย

สติที่หลุดลอยเลือนรางนำพาเขาจมดิ่งลงสู่ความฝันที่แสนดำมืด

ภาพภรรยาสาวของเขาปรากฏกายขึ้นในหมอกความทรงจำ

เธอกำลังมีรอยยิ้มสุดท้ายบนเตียงนอน

ก่อนที่จะหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาเพราะโรคร้าย

น่าเศร้าที่เธอด่วนจากไปก่อนวยอันควร ทำให้เขาคิดเสมอมาว่าเขาดูแลเธอไม่มากพอ

เป็นเหตุให้เธอล้มป่วยและจากเขาไป

แม้ยาที่ประทานจากพระราชาก็ไม่อาจยื้อชีวิตภรรยาคนเดียวของเขาไว้

ในชีวิตของสามีผู้บ้าการงานคนนี้

คงไม่เลวร้ายนักหากเขาจะได้ตามดูแลเธอต่อยังปรภพ


เขาลืมตาขึ้นช้าๆท่ามกลางเสียงครูดไปตามพื้นที่โรยด้วยใบไม้กรอบ

แสงแดดที่แยงตาทำให้เขาเริ่มมองไปรอบๆ

ตัวของเขาถูกพันด้วยเถาวัลย์ ซ้ำลากไปตามพื้นด้วยแรงลากดังฮึบ! เหนือหัว

เสียงทรุดตัวลงตัวลงนอนสลบที่เกือบตีนภู ทำให้ร่างของเด็กน้อย

กลิ้งลงไปนอนถลอกปอกเปิกที่ตีนเขาอย่างน่าเวทนา


เขาแกะเถาวัลย์ พยายามยันตัวเองที่นอนพาดติดโคนต้นไม้ต้นใหญ่

ชะโงกหน้าลงไปมองร่างเด็กน้อยที่นอนกลิ้งอยู่ด้านล่าง

เขาพยายามจะเดินลงไปด้านล่างหากแต่สะดุจเชื้อกที่มัดขา

พาเอาตัวเขากลิ้งพร้อมหอบสัมภาระที่ติดกับขาตกลงมานอนแผ่อยู่ข้างร่างเด็กน้อย

หลังกระแทกขอนไม้ทำให้เขาเจ็บแผลที่หลังเหมือนจะตายให้ได้

เขาพลิกตัว ดึงเศษกิ่งไม้ที่แทงทะลุผ้าที่ผนึกแผลอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

ก่อนจะคลานเข้าไปหาร่างเด็กน้อยแล้วก้มลงเอาหูแนบฟังเสียงหัวใจ


ร่างกายของเธอเย็นเฉียบ แต่ยังมีลมหายใจอยู่

เขาจึงตัดสินใจแบกสัมภาระขึ้นหลังอุ้มเธอขึ้นในอ้อมแขน

ลำพังเด็กเล็กๆตัวคนเดียวไม่น่าจะแบกเขามาได้ไกลถึงขนาดนี้

เธอน่าจะนำของที่เขาหาได้ไปขายแล้วก็ทิ้งเขาไว้ตรงนั้น

แต่เด็กนี่ก็อุสส่าห์นำร่างของเขาพร้อมของออกมาด้วยกัน

ช่างมีน้ำใจเสียจริง


หลังจากลากถูกันมาไม่ไกลนักก็มาถึงกระท่อมที่เขาอยู่อาศัย

เขารีบนำตัวเด็กน้อยขึ้นไปนอนบนเปล และติดเตาผิงด้วยความหนาวเหน็บ

มือทั้งสองถูกันหวังจะเพิ่มความอบอุ่นได้บ้าง

เขานำขนสัตว์ที่เขาล่ามาได้คลุมตัวของเด็กน้อยที่นอนปากสั่น


หลังนั่งลงข้างเตาผิงช้าๆ บนเก้าอื้ไม้โอ้คละนำอุปกรณ์ทำแผลออกมาพร้อมด้วยแท่งเหล็ก

เขานำแท่งเหล็กที่มีปลายแบนเผาไฟจนเป็นสีแดงแล้วกัดเสื้อของตน

ทำใจนาบเหล็กร้อนกับหลังของตัวเองเสียงเนื้อไหม้ดังฉ่า

พร้อมด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะโยนแท่งเหล็กออกไปทางหน้าต่างบ้าน

เขาลุกขึ้นปิดหน้าต่างที่ไอเย็นพัด แล้วขึ้นไปนอนบนตั่งที่อยู่ลึกเข้าไปในบ้าน


เขาสะดุ้งตื่นอีกครั้งพร้อมเสียงจิ๊ดๆ ของกระต่าย

และดวงตาคู่โตที่มองหน้าของเขาอยู่ ทำให้สติสัมปชัญญะกลับคืนมาร้อยเปอร์เซ็นต์

กระต่ายน้อยในมือของเธอพยายามจะหลบหนีไปจากอ้อมแขนของเด็กน้อยเมื่อร่างกายสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นนั่ง


“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

เธอมองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยน้ำตา

เขาไม่ตอบหากแต่ดึงกระต่ายจากมือของเธอมา

เด็กอายุ 12 จึงร้องโวยวาย

“ท่านเอากระต่ายของข้ามานะ”


เมื่อเห็นเธอร้องโวยวายจนน่าปวดหัวเขาจึงตัดสินใจยัดกระต่ายคืนเธอไป

แล้วมองเธอด้วยแววตาเบื่อหน่าย


“มาๆ ลุกมาสิ”

เธอจูงมือของเขาไปที่โต๊ะ มีอาหารที่ปรุงแล้ววางเรียงอยู่

“ข้าทำอาหารไว้รอท่านตื่นน่ะ”

เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจเหมือนคนสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง


เขาเหลือบตามองตะกร้า พบว่าของในตะกร้าถูกรื้อกระจายและ

บางส่วนก็คงอยู่ในซุปถ้วยนี้

“ท่านนั่งรอก่อนดีกว่าเดี๋ยวข้าจะนำไปอุ่นประเดี๋ยว”

เธอประคองถ้วย หากแต่เขาแย่งถ้วยมาจากมือของเธอ

และเริ่มต้นซดน้ำแกงจนหมดถ้วยและตัดเนื้อที่เหลือกินอย่างรวดเร็ว

“ท่านคงหิวสินะ ท่านอุสส่าห์เสียสละมื้อเย็นในตอนนั้นให้ข้าไป”


เขาวางชามลงแล้วเดินออกไปนอกบ้าน

เป็นเวลาค่ำมากแล้ว เขาเดาว่าตัวเองคงหลับไปเกินสองวันแน่ๆ

หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาปกคลุมผืนป่ารอบๆ


“ท่านไม่คิดจะพูดกับข้าจริงๆ ใช่ไหม”

เธอเดินลุยหิมะที่เริ่มหนาตัว ตามเขามาถึงหลังบ้าน

“ท่านบาดเจ็บ ยังมีแก่ใจมาผ่าฟืนอีก”


“อยากหนาวตายหรือไง”

เขาฝ่าฟืนต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ฟืนในบ้านมันหมดแล้วก็ต้องออกมาผ่าเก็บไว้หน่อยถ้าอยากมีชีวิตรอด”

เขาผ่าฟืนต่อไปโดยไม่สนใจเด็กน้อยและกระต่ายที่เธออุ้ม

ไม่แน่ถ้าเขาไม่เจอเจ้ากระต่ายป่าตัวนั้น เขาอาจจะนอนตายอยู่ในป่า

เพียงคนเดียวโดยไม่มีใครรู้

เอาเถอะ กระต่ายตัวนั้นเขาจะไม่ฆ่ามัน


“ท่านว่ากระต่ายตัวนี้ชื่ออะไรดี”

เธออุ้มมันขึ้นมามอง

หากแต่เขาไม่สนจะมองด้วยซ้ำ เขารำคาญคนอื่น โดยเฉพาะเด็กพูดมาก

“อ๋า! เจ้ากระต่ายเจ้าชื่อสโนวละกันนะ ข้าจะเลี้ยงเจ้าเอง”

เด็กน้อยชูกระต่ายอย่างมีความสุข




Create Date : 05 พฤษภาคม 2559
Last Update : 5 พฤษภาคม 2559 13:33:02 น.
Counter : 362 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ทวนเวลา
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีผู้อ่านทุกท่านและเพื่อนที่เคารพทั้งหลายข้าพเจ้าในนามของเจ้าของblogขอสงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาในที่นี้ขอบคุณจ่ะ
pearleus pearleus
พฤษภาคม 2559

1
2
3
4
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31