มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
16
18
20
21
22
24
25
26
28
29
31
 
 
All Blog
หวายดง ตอนที่ 25 ขโมยตัวแสบ






หวายดง โดย ทักษภณ

ตอนที่ 25 ขโมยตัวแสบ

“แก้วไม่ปรารถนาจะไปเมืองหลวงกับพี่ใช่ฤาไม่”

หวายลองถามแหย่ลองเชิงดู พบว่าแก้วยังนิ่งเงียบไม่หันหน้ากลับมา หวายจึงกล่าวต่อไปว่า

“ถ้าแก้วอาการดีขึ้นพี่หวายจะให้ไปเมืองหลวงด้วย ดีไหม ก้องอยากไปเมืองหลวงหรือเปล่า”

ประโยคคำพูดของหวายคำนี้ ทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างถึงกับอ้าปากค้างแสดงสีหน้าท่าทางในทำนองว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมหวายถึงได้พูดแบบนั้น ด้วยทุกคนคิดว่าหวายต้องส่งแก้วกลับแน่ๆ

การที่ให้แก้วไปเมืองหลวง เป็นเรื่องที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนและเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง หวายต้องหันไปเอามือทำท่าทางให้ทุกคนเฉยๆ สักครู่แก้วหันหน้ามาทางทุกคนช้าๆ

“ถ้าฉันหายพี่จะให้ไปกับขบวนเกวียนเป็นเรื่องจริงรึ”

แก้วถามเหมือนขอคำสัญญาหวายรอคำนี้อยู่แล้ว

“แน่นอนถ้าแก้วหาพี่จะพาไปเมืองหลวงด้วยจากนั้นก็จะพาไปเที่ยวให้ทั่วเมืองหลวง อยากเที่ยวรึเปล่าก้อง”

หวายตอบคำถามพร้อมกับหันมาทางก้องเพลานี้ทุกคนนิ่งรอคำตอบของแก้วอย่างใจจดจ่อ ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

“แก้วกับก้องต้องกลับโคราชอย่างเดียวเท่านั้น”

เมื่อมองไปยังต้นเสียงที่มาพบว่าเป็นเสียงของจมื่นศักดิ์ไม่เห็นด้วยทำให้หวายต้องแก้ไขสถานการณ์โดยทันที ด้วยการสะกิดลากแขนผู้ที่จะทำให้แผนของเขาพังพินาศมาเจรจาโดยด่วนเมื่อเขาเห็นว่าได้ระยะแล้วจึงได้เริ่มคุย

“ท่านจมื่นขอรับคิดว่าแก้วจะยอมกลับเมืองโคราชกับท่านง่ายๆ รึ แก้วแอบหนี ตามมา แสดงให้เห็นว่าดื้อดึงเอาแต่ใจ ใครขวางก็ไม่ฟัง ถ้าพวกเราบังคับให้กลับ ถ้าแก้วทำตามคำขู่ว่าจะตายที่นี่ท่านจะรับผิดชอบได้ฤา ตามความเห็นของข้าคิดว่ายอมไปก่อนแล้วค่อยหาทางเกลี้ยกล่อมหาทางแก้ไขทีหลังดีหรือไม่”

จมื่นได้ฟังนิ่งคิดชั่วครู่ เหมือนได้สติกลับมาสายตามองปราดไปที่พักของแก้วเห็นกลุ่มคนมองมา บางผู้ทำท่าทางบุ้ยปากไปที่แก้วแล้วเอามือวาดไปที่คอตนเอง แสดงให้เห็นว่าแก้วอาจจะฆ่าตัวตายตามคำขู่ก็ได้ เมื่อจมื่นหวนนึกคิดตามท่าทางนั้นรู้สึกขนกายทั่วทั้งตัวลุกชันขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนใจอย่างทันทีทันใด

“เอ่อ...ให้แก้วติดตามขบวนเกวียนไปก็ได้แล้วทางฝ่ายเศรษฐีพวกเราจะทำเยี่ยงไร”

จมื่นแสดงอาการเห็นด้วย ตอนท้ายถามความเห็นหวายแสดงความเห็นว่า

“ก็ควรให้ใครไปแจ้งข่าว ควรเป็นท่านกับพี่พร้าวน่าจะเหมาะสม ที่จะไปแจ้งข่าวกับท่านเศรษฐี ท่านจะว่าอย่างไร เพลานี้ก็เริ่มจะสายแล้วออกเดินทางช้า เกรงว่าจะไปถึงจุดพักข้างหน้าช้า ถ้าไปถึงเพลาค่ำจะลำบาก”

จมื่นศักดิ์ผงกหัวงึกเห็นด้วยกับหวาย กล่าวสรุปความเห็น

“ถ้ากระนั้นเอาตามนี้ ข้าไปรีบไปแจ้งข่าวกับท่านเศรษฐีก่อนจะได้ไม่เป็นห่วง เศรษฐีจะคิดเห็นประการใดค่อยแก้ไขอีกที ข้าจะรีบไปเมืองโคราชกับคนของขบวนเกวียนแจ้งข่าว ได้เรื่องอย่างไรจะรีบกลับมาแจ้งทางนี้”

จมื่นศักดิ์หันไปมองทางด้านแก้วกล่าวต่อ

“ส่วนแก้วถ้าดื้อด้านจะไปเมืองหลวงจริงๆ ถ้าไม่มีอะไรติดขัดทางเมืองโคราช ข้าจะช่วยคุ้มกันดูแลแก้วและก้องอีกแรง ถ้าอย่างไรเสียขบวนเกวียนควรจะรอข้าที่ด่านจันทึกจนกว่าพวกข้าจะกลับมา”

“ได้ขอรับ อย่างไรเสียก็ต้องหยุดพักปรับขบวนเกวียนที่ด่านจันทึกอยู่แล้ว”

รับปากท่านจมื่นแล้ว หวายก็ถอนใจเฮือกอย่างโล่งใจ จากนั้นเดินไปปรึกษากับคนของเขา สั่งงานตามที่ได้คุยกับคนของทางการจากนั้นได้หันมากล่าวกับพร้าวว่า

“ฝากพี่พร้าวแจ้งข่าวกับเศรษฐีด้วยทั้งเรื่องแก้ว และเรื่องของไอ้หลอ รีบกลับมาแจ้งข่าว ส่วนข้าจะไปรอฟังข่าวที่ด่านจันทึก”

“ถ้าไม่มีเรื่องอะไรมาก อาจจะกลับมาเร็วก่อนที่จะถึงด่านจันทึกก็ได้ไปด้วยม้าไม่ช้าหรอกห่วงทางนี้เหมือนกัน ฝากดูและพวกเด็กๆ ด้วย”

พร้าวกล่าวพร้อมกับมองไปยังกลุ่มของน้ำใสและแก้ว จากนั้นก็เดินไปหาแก้วซึ่งเพลานี้ลุกขึ้นนั่งแล้ว กล่าวว่า

“ข้าละอ่อนใจกับเอ็งจริงๆจะอยากไปทำไมเมืองหลวง”

แก้วเพลานี้หน้าสดใสขึ้นมากหลังเห็นว่าสิ่งที่ตนคิดไว้สมหวัง กล่าวเฉไฉไปว่า

“ฉันไม่ได้อยากไปหรอก ไอ้ก้องต่างหากมันชวนฉัน ฉันเห็นน่าสงสารก็เลยตามใจน้อง”

แก้วพูดด้วยสีหน้าเริ่มยิ้มแย้มแต่สร้างความสะดุ้งตกใจให้กับผู้ที่อยู่ใกล้ๆ และมีความรู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้าย

“อ้าว..พี่ทำไมกลายเป็นว่าฉันชวน โธ่...พี่อ้อนวอน แล้วอ้อนวอนอีก แถมยังให้ค่าจ้างฉันอีก โธ่...”

ก้องยังไม่ยอมรับคำพูดของแก้วเถียงไม่ยอมรับผิดด้วยความเคยชิน การทุ่มเถียงของสองพี่น้องคู่นี้ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาแต่คำว่าจ้างสะดุดหู กับเด็กหญิงมุกยิ่งนัก

“พี่แก้วจ่ายค่าจ้างเท่าใดพี่ก้องแบ่งหนูบ้างซิ”

มุกพูดพร้อมกับแบมือขอแบ่งค่าจ้าง ตาบ้องแบ้ว

“หมดไปแล้ว”

“กระไร พี่ใช้ทำอันใด ค่าจ้างอันแสนแพงจึงได้หมดอย่างรวดเร็ว”

“เป็นขนม ข้ากินหมดแล้ว”

“กระไร แค่ขนมพี่ก็ยอม”

“มุกไม่รู้อะไรขนมฝีมือพี่สาวข้าอร่อยที่สุดในโลก ใครได้กินก็ติดใจ”

ก้องพูดพร้อมกับทำท่ากลืนน้ำลาย หลังจากนั้นคนรอบๆข้างก็กลืนน้ำลายพร้อมกัน พร้าวจึงกล่าวตัดบทว่า

“ไม่เป็นไร ช่างหัวมันเถอะ ที่แล้วก็แล้วไปก็แล้วกัน”

บรรยากาศที่ปาง เพลานี้ดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะปกติฉับพลันมีเสียงคนในขบวนเกวียนส่งเเสียงดัง วิ่งร้องตะโกนทำให้เข้าใจได้ว่าน่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น

“อ้าวเฮ้ยเสียงอะไร อะไรกันอีกช้างบุกอีกแล้วหรือวะ หรือว่ามีโจรเข้ามาปล้น โจรพวกไหนวะ เข้ามาปล้นแต่เช้า สงสัยหิวโซเตรียมพร้อมโว๊ย พวกผู้หญิง เด็กหาที่หลบให้ดีๆ ระวังตัวไว้ นี่แหละการเดินทางกับขบวนเกวียนมันอันตรายแบบนี้แหละต้องเตรียมพร้อมวิ่งตลอดเวลา”

เสียงของพร้าวร้องเสียงสูงพยายามมองไปยังจุดที่มีเสียงเพ่งสายตาหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นเพื่อจะเตรียมตัวรับมือได้ถูกต้อง

“อาหารเช้าๆๆๆ มันไปแล้วๆๆ ทางโน้นช่วยดักไว้ด้วย”

เป็นเสียงคนร้องตะโกนคล้ายว่าน่าจะเป็นเสียงของไอ้ลวก

“อาหารเช้าทำไมมันวิ่งได้ ไหนอยู่ไหน”

มุกกล่าวพร้อมลุกชะเง้อมองดูแม้แต่แก้วก็อดสนใจมิได้

“ทางโน้นระวังด้วยมันไปแล้ว”

เสียงคนตะโกน โหวกแหวก ส่งสัญญาณบอกมาทางปางพักที่หวาย และคนอื่นกำลังคุยปรึกษาหารืออยู่ในเพลานี้ เสียงเตือนบอกว่าให้ระวังทำให้พวกที่อยู่จุดนี้ต้องหาที่กำบัง เตรียมพร้อมระวังตัว กันวุ่นวาย

ชั่วพริบตา หวายมีความรู้สึกว่าเหมือนมีใครเข้ามากอดจากด้านหลังจากนั้นกอดคอ ต่อมา เห็นเท้าโผล่มาไขว้รัดด้านหน้า ในลักษณะเอาขาไขว้รัดเอวอย่างแน่นหนารวดเร็ว แขนรัดคอแน่น หน้าซุกไปที่ซอกคอด้านข้าง ในลักษณะหน้าแนบหน้า

นอกจากนี้แล้วใต้หว่างขาทั้งของเขาเหมือนมีสิ่งหนึ่งแทรกเข้ามาสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หวายรู้สึกสะดุ้ง รีบหันไปมองด้านล่างที่หว่างขาอย่างรวดเร็วก็พบว่าเป็นเจ้าก้อง

ส่วนอีกคนกอดคอไว้แน่นจนหายใจแทบไม่ออกเป็นแก้วนั่นเอง เขารู้สึกว่าเพลานี้แก้วกอดเขาแรงขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว

“เบาหน่อยแก้ว พี่จะหายใจไม่ออกแล้ว”

หวายกระซิบกับคนที่เกาะเขาแน่น สายตาเขาพยายามเพ่งมองไปเบื้องหน้ามองสิ่งที่ต้องระวัง อีกโสตประสาทหนึ่งพยายามมองหาอาวุธที่จะป้องกันตัวด้วยคิดว่าสิ่งที่คนในขบวนเกวียนร้องตะโกนให้ระวัง ควรหาทางป้องกัน ให้ทันการณ์

สภาพของหวายในเพลานี้ทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่ง ความคล่องตัวก็ไม่มี จะสะบัดคนทั้งสองทิ้งก็เกรงว่าจะได้รับบาดเจ็บ ในใจนึกว่าจะหลบไปทางอื่นก็ขยับตัวแทบไม่ได้

เขาคิดว่าถ้าเป็นช้างเหมือนเมื่อวานเห็นจะไม่รอดแน่แต่ถ้าเป็นคนละ เขาพยายามมองหาอาวุธป้องกันตัวก็ยังไม่เจอ หวายคิดต่อไปว่าเป็นโจรขโมย ไม่น่าไม่กล้าลุยมาแต่เช้ากลางวันแสกๆ แบบนี้

“รู้สึกว่าคล้ายจะเป็นน้องหมานะพี่หวาย”

เสียงแก้วกระซิบที่ข้างหู หลังจากฟังเสียงร้องของสิ่งทิ่วิ่งหนี

“ถ้าอย่างนั้นแก้วลงได้แล้วแก้วโตเป็นสาวแล้ว จะทำเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้แล้วนะ”

หวายตอบด้วยคิดจะวิ่งไปดูเหตุการณ์ใกล้ๆ

“ไม่ลง แก้วกลัวหมา”

คำตอบแก้วเหมือนไม่สมเหตุผล

“เออข้างบนก็กอด ข้างล่างมุด นี่แหละเป็นสาเหตุที่ใครเขาไม่ให้ไปไหนด้วยทั้งดื้อ ทั้งยุ่ง เอ้าอยากกอด อยากเกาะเอาให้พอ”

หวายกล่าวด้วยน้ำเสียงจำใจ จำยอม ในชะตากรรมสุดท้ายก็ได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้น หลายคนรีบวิ่งไปดูรวมทั้งพร้าวด้วยเห็นไอ้ลวกวิ่งไล่สุนัข ปากก็ด่าโวยวายว่า

“ไอ้อาหารเช้าๆ”

ทำให้พร้าวเกิดความพิศวงงงงวยกับเหตุการณ์เบื้องหน้ายิ่งนักประการแรกสุนัขมาจากไหน จุดนี้หากไกลจากบ้านเรือนผู้คน ประการต่อมาไอ้ลวกจะไล่จับมันมาเป็นอาหารเช้าหรืออันที่จริงเสบียงที่เตรียมมาก็มีเหลือเฟือไม่มีความจำเป็นต้องไล่ต้อนสุนัขมาเป็นอาหารพร้าวรู้สึกอดไม่ได้ที่จะตะโกนไปว่า

“ไอ้ลวกพอแล้ว เสียเวลา เสบียงเรามีเยอะแยะ”

เสียงของพร้าวไม่ได้ทำให้ลวกหยุดการไล่สุนัขได้สภาพการชุลมุนอยู่ในสายตาของหลายๆ คน สุนัขที่วิ่งนำหน้าไอ้ลวก มีสีน้ำตาลค่อนข้างปราดเปรียว

เมื่อดูไปที่คอสะดุดตายิ่งนักเหมือนมีสิ่งหนึ่งคล้องอยู่ที่คอ ลักษณะเป็นวงสีน้ำตาล ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเชือก ดูค่อนข้างมีน้ำหนักหนากว้างเป็นวงกลมพอดีกับคอสุนัข

ด้านหน้า คล้ายมีอะไรบางอย่างยื่นออกมาเป็นรอยหยักไม่สม่ำเสมอลักษณะบางกว่าอีกด้าน พร้าวยังนึกไม่ออกว่ามันเป็นสิ่งใด พร้าวเดินไปดักรอจังหวะที่ไอ้ลวกวิ่งไล่สุนัขมาทางทิศทางที่เขายืนอยู่จึงเข้าไปขวาง และจับตัวมันไว้

“พอแล้ว ไอ้ลวก เกิดอะไรขึ้น ถึงได้โวยวายไล่ตีหัวหมาแบบนี้”

“พี่พร้าวปล่อยข้าจะฆ่ามัน”

ไอ้ลวกพยามยามดิ้นให้หลุดจากการจับของพร้าวยิ่งมันดิ้นก็ยิ่งมีคนอื่นๆ มาช่วยกันจับไว้ ทำให้มันถึงกับออกอาการทรุดนั่งหมดแรงอาการหอบเหนื่อยจากการวิ่งเริ่มแสดงออกมา

“มึงไปไล่มันทำไม จะจับมันกินรึ”

ไอ้เขียดถามด้วยความสงสัย

“ข้าแค้นมันอุตส่าห์หุงข้าวตั้งทิ้งไว้ เผลอแค่ชั่วครู่ ไม่รู้ว่ามันมาจากไหนหันมาเห็นมันมาดมที่หม้อข้าวที่ข้าวางไว้ ทำท่าจะกิน ก็เลยไล่มันดันเอาหัวซุกเข้าไปในหม้อติดคาคอ แล้วก็วิ่งร้องดิ้น สะบัดวิ่งไปชนต้นไม้บ้างเกวียนบ้าง สุดท้ายหม้อข้าวแตก ข้าวหล่นกล่นกระจาย ไม่น่าเลย เหลือแต่ขอบปากหม้อคาคออย่างที่เห็นนั่นแหละ

อาหารเช้าที่ข้าปรุงอย่างสุดฝีมือในที่สุดไอ้แดงหลังอานก็มาทำลายแล้วข้าจะกินอะไร ตั้งใจจะเอาไปแบ่งน้องแก้ว น้องก้องด้วย หมดกัน โมโหก็เลยวิ่งไล่นี่แหละแล้วเพลานี้ข้าจะกินอะไร...หม้อข้าว หมอแกงก็แตกหมด”

ไอ้ลวกอธิบายยืดยาว ทำให้พอเข้าใจได้ว่าสิ่งที่คล้องคอสุนัขไม่ใช่สายรัดคอแต่อย่างใด แต่เป็นขอบของหม้อดินที่ใช้หุงข้าวนั่นเอง หลังจากหม้อข้าวแตกแล้วก็เหลือแต่ขอบที่ติดกับคอ ฟังจากน้ำเสียงของไอ้ลวกแล้วก็น่าเห็นใจมัน

เพลานี้ตะวันขึ้นสูงแล้ว อีกไม่นานการเดินทางก็เริ่มจะหุงหาอาหารใหม่ก็ดูจะไม่ทันการ ส่วนสุนัขทั้งที่ได้ขอบปากหม้อดินเป็นห่วงคล้องคอเพลานี้ไม่รู้ว่าวิ่งไปที่ใดแล้ว

“มากินกับพวกข้าก็ได้จะได้รีบเดินทางเรื่องอื่นค่อยคุยกันทีหลัง”

พร้าวกล่าวสรุปแล้วก็จูงมือมันไปที่ที่พักเรียกน้ำใสให้จัดแจงตั้งวงข้าว

“น้ำใสจัดข้าวให้ไอ้ลวกด้วย”

หลังจากกินข้าวเรียบร้อยขบวนเกวียนก็เตรียมตัวเดินทาง

การเดินทางเริ่มขึ้นหวายให้กลุ่มเด็กและผู้หญิง แต่งกายมิดชิด ไม่ให้มองออกว่าเป็นผู้ใด เขาจัดให้อยู่เกวียนลำเดียวกันเพิ่มให้พอกดูแลเป็นพิเศษ พร้าวกับจมื่น เดินทางไปโคราชแจ้งข่าวกับท่านเศรษฐี บางส่วนไปกับขบวนเกวียนเพื่อช่วยดูแลแก้วและก้องเป็นพิเศษตามคำสั่งของจมื่น

“วันนี้เร่งเดินทางหน่อยเสียเวลามากแล้วควรที่จะถึงวัดก่อนค่ำ รู้ใช่ไหม ถ้าไปถึงวัดในเพลาค่ำมืดนั้นจะเป็นเช่นไร”

เป็นเสียงของหวายสั่งการก่อนออกเดินทาง




Create Date : 30 มกราคม 2560
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 20:12:27 น.
Counter : 325 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments