มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
16
18
20
21
22
24
25
26
28
29
31
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 24 คนหาย คนไม่หาย




เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

ตอนที่ 24 คนหาย คนไม่หาย

เป็นเสียงกระหืดกระหอบของคนที่ มารายงานหวายในเพลาที่ทำกิจส่วนตัวความจริงวันนี้เขาตื่นเช้า ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางในยามที่ไก่ป่าเริ่มขัน ด้วยคิดว่าจะเตรียมตัวไปจัดการเกี่ยวกับการส่งคนกลับไปเมืองโคราชด้วย

“ไอ้หลอหายแล้วๆ”

เป็นเสียงกระหืดกระหอบของไอ้ลวกวิ่งมารายงานเขา ในขณะกำลังจะใส่เสื้อผ้า

“หายก็ดีแล้วจะได้เดินทางกลับเมืองโคราช ได้ง่าย”

หวายพูดเรียบๆน้ำเสียงออกรำคาญนิดๆ ด้วยในใจคิดว่าไอ้พวกนี้มันจะตื่นเต้นทำไม

“หายแล้วจะกลับเมืองโคราชได้เยี่ยงไรละนายจ๋าโอ๊ย..จะบ้าตาย”

“อ้าว..ทำไมจะกลับไม่ได้ เมื่อวานไอ้หลออาการของย่ำแย่เพราะมันโดนยาพิษ ทำให้ไม่แรงแม้แต่ขยับตัวมันหายแล้วน่าจะแข็งแรง การเดินทางกลับเมืองโคราชก็สะดวก คนหายเป็นปกติควรดีใจมึงจะบ้าตายทำไมรึ กูไม่เข้าใจมึง”

น้ำเสียงของหวายออกอาการหงุดหงิดมากขึ้นเพลานี้คนทั้งสองเหมือนคุยกันไม่รู้เรื่อง จากนั้นหวายเห็นเจ้าพอกวิ่งหน้าตื่นมาอีกคนเขานึกในใจ วันนี้น่าจะมีอะไรวุ่นวายแต่เช้าแน่ๆ

“ไอ้หลอหายแล้วขอรับนาย เร็วๆ นายไปดูด่วน เพลานี้ที่ปางพักด้านโน้น วุ่นวายมาก”

พอกพูดเร่งรัวๆ ให้หวายไปดูเรื่องที่เกิดขึ้นที่ปางพักด้านโน้นเร็วๆหวายรู้สึกตนเอง มึนงงรู้สึกว่า ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดคนเของไอ้ลวก และพอก

“เออพวกเอ็งช่วยพูดให้ข้าเข้าใจหน่อยสิวะพวกเอ็งพูดไม่รู้เรื่อง หรือว่าข้าฟังไม่รู้เรื่อง คนหายทำไมวุ่นวาย”

“นายหวายฟังนะขอรับ กระผมจะพูดช้าๆ ชัด ไอ้ หลอและ ลูก.. น้อง ของ มัน หาย ตัว ไป จาก ปาง พัก..”

พอกพูดยังไม่จบประโยคเพลานี้เหมือนหวายจะเข้าใจแล้ว

“เฮ้ย....”

หวายร้องได้คำเดียว กระโดดผลุงวิ่งนำหน้าคนทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว

“ลูกพี่นะลูกพี่ เพลาจะเข้าใจก็เข้าใจเพลาไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ”

ไอ้ลวกยืนเกาหัวพอนึกขึ้นได้ก็วิ่งตามลูกพี่ไป

ชั่วพริบตาหวายก็มาถึงปางพักของคนขบวนม้าเมื่อไปถึงเขาเห็นพร้าวยืนคุยกับจมื่น และคนอื่นๆ ที่ล่วงหน้ามาแล้วเมื่อเขาไปถึงคนทั้งหมดก็หันมามอง

“ไอ้หลอหายไปพร้อมกับลูกน้องของมันแล้วหวาย”

เสียงของพร้าวร้องตะโกนสวนขึ้นมา หลังจากเห็นหวายวิ่งไปถึงจุดที่กลุ่มคนเหล่านั้นยืนคุยกันอยู่

“เรื่องเป็นยังไง ท่านจมื่น”

หวายถามไปในขณะที่สมองคิดอะไรไม่ออกสายตากวาดไปรอบๆ มองไปที่จมื่นและพรรคพวก อยู่ในอาการไม่กล้าสบตา เอาแต่หลบหน้าก้มหน้ามองพื้น บางคนก็ทำเป็นมองไปทางอื่น ไม่รู้ไม่ชี้อาการหยิ่งยโสเมื่อวานหายไปหมดสิ้น

บริเวณปางพักซึ่งเป็นเพิงหมาแหงนมุงด้วยใบไม้แบบหยาบๆ เป็นที่นอนของไอ้หลอ และลูกน้องของมันนอนเมื่อคืนที่ผ่านมา

เพลานี้ว่างเปล่าเขารู้สึกว่ามันว่างเปล่าจริง รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งของบางอย่างที่เคยอยู่ในปางพักของจมื่นก็หายไปด้วย

“ไอ้หลอแสบมาก...”

จมื่น โพล่งออกมาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธกัดฟันกรามนูนขึ้นชัดเจนจนผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สะดุ้งตกใจ

“แน่นอนอยู่แล้ว มันหนีไปได้ลบเหลี่ยมกันชัด ๆ แบบนี้เขาเรียกว่าผู้ต้องหาหลบหนี”

เสียงหนึ่งพูดแทรกเข้ามา เสียงคนพูดน่าจะเป็นไอ้เขียวมันยังพูดต่อไปว่า

“หนีไปแต่ตัว ก็น่าอับอายอยู่เล่นขนของท่านจมื่นและผู้ติดตามจนเกือบหมด คิดว่าถ้ามันปัญญาเอาไปได้หมดคงจะขนไปหมดเป็นแน่ ม้า เสบียง อาวุธช่างเป็นการหาเสบียงการเดินทางที่ง่ายดายเหลือเกิน แบบนี้เป็นการปล้นชัดๆ”

หวายหันมาถามกลุ่มคนบนหลังม้าด้วยความสงสัยด้วยความสงสัยว่า

“พวกท่านไม่มีการเวรยามดอกรึทำไมพวกมันขนกันไปได้มากปานนี้ เมื่อตอนหัวค่ำยังเห็นว่าพวกมัน ร่อแร่เหมือนจะเอาชีวิตไม่รอดตกดึกทำไมพวกมันทำได้แสบปานนี้ รู้ตัวเมื่อใดว่าพวกมันปล้นคนของทางการไปได้มากขนาดนี้”

“พวกเรายอมรับว่าประมาทเกินไปด้วยเห็นว่าพวกมันบาดเจ็บปางตาย ไม่คิดว่าพวกมันจะฟื้นตัวได้เร็วและทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงปานนี้

เมื่อคืนพวกข้าก็ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากสิ่งใดพากันหลับเป็นตายหมดทั้งปางพัก มารู้ตัวอีกทีพวกไอ้หลอและพวกไปเรียบร้อยแล้ว”

เจ้าผมยาวเสียงหวานปนแหบซึ่งเป็นหนึ่งในคนของทางการตอบ

“แล้วพวกท่านจะทำเยี่ยงไรต่อไป”

หวายมองหน้าจมื่นตั้งคำถาม

“พวกมันหนีไปเป็นความผิดพลาดของพวกเราขอรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้นพวกข้าจะพยายามติดตามจับกุมพวกมันให้ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นคราวนี้ข้าอับอายยิ่งนัก

ตั้งแต่รับราชการมาไม่เคยผิดพลาดมากปานนี้มาก่อน มีไอ้ศักดิ์ ต้องไม่มีไอ้หลอหรือไอ้ฉลองข้าต้องจับมันมาเลาะฟันให้หมดปาก หนอยแน่ ฟันหลอซี่เดียวไม่พอ อยากจะฟันหลอหมดปาก ได้เลยข้าจะจัดให้เพลานี้ข้าได้ส่งคนบางส่วนไปติดตามแล้ว”

จมื่นศักดิ์พูดด้วยสีหน้าจริงจัง เหมือนจะน่ากลัว

“ขอให้ทำได้เหมือนที่พูดเหอะ”

เสียงหนึ่งดังอู้อี้ในลำคอค่อนข้างเบาทิศทางคล้ายมาทางด้านหลังจมื่นศักดิ์ เขาหันขวับไปอย่างรวดเร็วซึ่งก็พบว่าด้านหลังไม่มีใคร

มองไกลออกไปเป็นเพียงชายป่า สร้างความงุนงงให้กับจมื่นยิ่งนักจมื่นรู้สึกเหมือนมีใครอยู่เบื้องหลังหันขวับไปดูหลายรอบก็ไม่มีใคร จึงได้แต่รำพึงในใจว่า

“สงสัยจะหูแว่วไปเองไอ้หลอหายตัวไปทำเอาข้าเพี้ยนเพียงนี้เทียวรึ”

“พวกท่านคิดว่าไอ้หลอมันหลบหนีไปตั้งแต่ยามใดพวกมันน่าจะไปทางไหน”

หวายถามเนื่องจากได้ยินว่าจมื่นบอกว่าจะติดตามเอาตัวมาให้ได้

“ข้าไม่แน่ใจ แต่คิดว่าพวกมันน่าจะทิ้งรอยไว้เป็นแน่ชั่วครู่พวกข้าจะเตรียมตัวรีบออกตามร่องรอยพวกมัน หากทิ้งไว้นาน เกรงว่าจะตามไม่ทันหรือร่องรอยหายไป”

จมื่นตอบด้วยสีหน้ามั่นใจหันมองไปเห็นคนของขบวนเกวียนเข้ามาคุยกันกระซิบกับหวายจมื่นมีความรู้สึกในใจว่าคนทั้งสองมีพฤติกรรมน่าสงสัย จึงถามไปว่า

“กระซิบมีความลับเรื่องกระไรรึเกี่ยวกับไอ้หลอหรือเปล่า ถ้ามีข่าวหรือร่องรอยของมัน ก็บอกจะได้ใช้เป็นแนวทางในการติดตาม”

“ไม่ใช่หรอกเป็นเรื่องเกี่ยวกับแก้ว นะท่าน”

จมื่นมองไปเห็นสีหน้าผู้ตอบมีอาการเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

“แก้วเป็นอันใดรึ คงไม่ใช่หายไปอีกคนนะพวกท่านรักษาดูแลผู้หญิงและเด็กแค่นี้ไม่ได้รึ ทำไมปล่อยให้หายได้”

ใจหวายอยากจะพูดว่าท่านก็ทำไอ้หลอหายยังมากล้าพูดแบบนี้อีก แต่ก็ยั้งปากไว้ทัน

“ไม่ใช่หรอกท่าน แก้วไม่ได้หายดอก”

หวายตอบ แต่น้ำเสียงและสีหน้าดูออกว่าอยู่ในอาการเคร่งเครียด สร้างความสงสัยให้กับจมื่นยิ่งนัก

แก้วไม่หายแต่ทำไมเครียด หวนนึกถึงการซุบซิบกันของคนในขบวนเกวียนยิ่งทำให้ จมื่นศักดิ์มีความสงสัยมากยิ่งขึ้น

“แก้วไม่หาย ทำไมพวกท่านต้องเคร่งเครียดด้วยละ”

“พวกขบวนเกวียนเครียดเพราะแก้วไม่หายขอรับท่าน”

“อ้าว..ไม่หายทำไมต้องเครียดด้วยจะเครียดแข่งกับพวกข้ารึ พวกท่านคิดจะล้อเล่นเรื่องอันใดกัน”

จมื่นรู้สึกหงุดหงิดในคำพูดของหวายยิ่งนักความรู้สึกในเพลานี้ จมื่นอยากเดินไปบีบคอพวกขบวนเกวียนแล้วถามให้รู้เรื่อง

“เหตุที่เครียดเพราะอาการของแก้วเหมือนว่ายังไม่ดีขึ้นไอ้หลอหายตัวไป แก้ว อาการป่วยเหมือนยังไม่หาย ข้าก็ปวดหัวไม่น้อยกว่าท่านหมื่น”

พร้าวต้องช่วยอธิบาย ด้วยความรู้สึกว่าฟังดูแล้วเหมือนหวายกับจมื่นจะพูดวนไปวนมา แทนที่จะพูดให้มันชัดฟังง่าย กลับพูดวนไปมา

“อ้อ...เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เองข้าเข้าใจแล้ว”

จมื่นมีท่าทีเข้าใจผงกหัวงึกๆๆ ท่าทีผ่อนคลายพร้าวเสนอว่า

“พวกเราไปดูอาการของแก้วก่อนแล้วค่อยหารืออีกทีดีฤาไม่”

“ดีเหมือนกัน ท่านจมื่นไปดูด้วยกันอย่างไรเสียจะได้ปรึกษาหาทางแก้ไข”

จากนั้นหวายรีบเดินไปปางที่พักของแก้ว จมื่นและคนอื่นๆก็ตามมา เพื่อดูอาการของแก้วอย่างเร่งรีบ เมื่อไปถึงพบว่าน้ำใสและมุกก้องนั่งล้อมวง ดูอาการของแก้วอยู่

“แก้วเป็นอย่างไรบ้างพอกลับบ้านไหวไหม”

หวายถามด้วยความเป็นห่วงอาการไม่สบาย อาจเป็นปัญหากับการเดินทางกลับเขาเดินไปด้านข้างแก้วจากนั้นค่อยทรุดนั่งลงข้างๆ จ้องมองหน้าแก้วเห็นแก้วยิ้มแสดงความดีใจต่อการมาของเขาอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันไม่ไหวแล้วพี่หวาย คงเห็นหน้าพี่ได้อีกไม่นาน”

คำพูด ตอนท้ายมีเสียงอ่อนระทวย ไอเบาๆ อย่างหมดแรงตามด้วยท่าทางหายใจไม่ใคร่ออก อาการนี้สร้างความตกใจให้กับหวายยิ่งนัก รีบหันมาทางน้ำใสด้วยสีหน้าเป็นคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันพยายามเต็มที่แล้วคงต้องพากลับไปหาหมอเก่งๆ ที่เมืองโคราชรักษาต่อ”

น้ำใสตอบตามความรู้สึกที่มีอยู่อาการน่าจะดีขึ้นแต่ในเพลานี้เหมือนไม่ดีขึ้น

“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้ อาการของพวกไอ้หลอคล้ายกับว่าหนักหนาสาหัสกลับหาย ส่วนแก้วอาการเมื่อหัวค่ำดูเหมือนไม่รุนแรง

รุ่งเช้ากลับเป็นว่าอาการไม่ดีขึ้น ช่างน่าปวดหัวยิ่งนักเออ...น้ำใสขอยาแก้ปวดหัวให้ข้าบ้างก็เป็นการดี”

หวายพูดพร้อมกับเอามือกุมหัว

“ก็ไม่เห็นจะยากอะไรอย่างไรเสียก็ต้องส่งกลับไปโคราชอยู่แล้ว ก็ไปรักษาตัวที่โคราชต่อเลยไม่เห็นจะมีปัญหากระไรที่เมืองโคราชหมอยาเก่งๆ เยอะแยะ ข้าขออาสาส่งพาแก้วกลับเอง”

พอกเสนอขึ้นมา พอพูดจบคนในขบวนเกวียนก็เห็นด้วย

“เอาตามที่พอกเสนอมาดีไหมพี่พร้าว”

หวายถามความเห็น ซึ่งพร้าวก็เห็นด้วย

“ก็ดี เพื่อความไม่ประมาทข้าก็จะไปด้วยขอคนของจมื่นไปด้วย หรือท่านจมื่นจะส่งด้วยตัวเองก็ไม่ว่า หรือท่านจะไปสืบเรื่องไอ้หลอก่อนส่วนตัวอยากให้คุ้มกันไปหลายๆ คนจะได้อุ่นใจ”

“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งสิ้น จะขอตายที่นี่”

แก้วพูดตะโกนเสียงดัง หันหน้าเบือนไปอีกด้านหนึ่งสร้างความตกใจให้กับกับทุกคน แก้วออกฤทธิ์แห่งความดื้อ เอาแต่ใจอีกแล้วไอ้หวายได้ปวดหัวแน่

ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าแก้วจะไม่ทำในบางสิ่งบางอย่างที่คาดไม่ถึงหรือไม่เขากลัวว่าถ้าไม่รีบหาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมแล้ว เกิดผิดพลาดขึ้นมา แก้วเป็นอะไรไปเป็นเรื่องยุ่งยากเกินที่เขาจะรับไหว

ด้วยว่าทุกคนในครอบครัวของเศรษฐีล้วนดีกับเขาทั้งนั้นแม้แต่ส่วยที่ต้องจ่ายให้ทางการ เศรษฐีก็จัดการให้จ่ายให้กับทางการมิต้องให้เขาต้องได้รับความลำบาก ขาดเหลือสิ่งใดครอบครัวของเศรษฐีก็หาให้

อีกทั้งยังตั้งเขาไว้ในฐานะเหมือนลูกหลานดังนั้น แก้วจึงเป็นเหมือนน้องสาวของเขา หวายนิ่งหลับตาทำจิตให้เป็นสมาธิครู่หนึ่งเป็นวิถีทางที่เขาใช้หลายๆ ครั้ง ในยามเกิดความรู้สึกว่ามืดแปดด้านคิดสิ่งใดไม่ออก หาทางแก้ไขไม่ได้

ครั้งนี้เขาหวนใช้วิธีนี้อีกครั้ง การดึงสติกลับมารวบรวมจิต ให้เป็นสมาธิ ระลึกคุณพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานให้ช่วยดลบันดาลให้เขาพบทางออกและช่วยดลบันดาลให้ดวงจิตของแก้วมีอาการอ่อนลง

เพื่อจะได้แก้ปัญหาโดยง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งดูเหมือนได้ผลได้ผลในที่สุดความบางอย่าง ก็สว่างโพลงเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว

เขาคิดในใจว่าต้องลองดู วัดดวงดูถ้าสำเร็จปัญหานี้ก็จะคลี่คลายโดยง่าย ถ้าไม่สำเร็จอนาคตไอ้หวายไม่รู้ว่าจะเป็นเยี่ยงไรเขาพอจะมองออกว่าแก้วต้องการสิ่งใด




Create Date : 27 มกราคม 2560
Last Update : 12 พฤษภาคม 2560 23:31:58 น.
Counter : 449 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments