มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
25
27
28
29
30
31
 
 
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 2 เรื่องพ่อขุนช้าง ขุนแผน












ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่ 2 เรื่องพ่อขุนช้าง ขุนแผน

    กาลต่อมาสมเด็จพระพันวษา ทรงปรารภจะประภาสป่าด้วยมีข่าวว่าทางสุพรรณบุรีมีกระบือเถื่อนมาก จึงดำรัสตรัสสั่งขุนศรีวิไชยว่า
    “มึงจงรีบไปสุพรรณฯบอกอ้ายขุนไกรให้คุมไพร่พลของมันให้เตรียมการอีก 5 วันกูจะออกไปแรมไพรล้อมไล่ควายป่า ให้หาที่ดอนใหญ่ใกล้ลำธาร ตั้งค่ายและพลับพลา ให้เหล่าอาสาห้าร้อยปลายไล่ต้อนฝูงควายมารอท่า”
    จากนั้นพระองค์ทรงรับสั่งพระยาเดโชให้จัดกระบวนทหาร พลม้า ให้พรักพร้อม ฝ่ายพระยาเดโช ให้ผู้ชำนาญออกหมายในทันใด ว่ามีรับสั่งให้ออกหมายให้ทุกคนรู้ทั่วว่าพระองค์จะเสด็จประพาสป่า ไล่ต้อนกระบือเถื่อน นายเวรได้ฟังรีบเขียนหมายในทันที
จากนั้นส่งให้ผู้เดินหมาย ส่งต่อให้นายเวรมหาดไทย เร่งออกหมายให้ทราบทั่วกัน นายเวรมหาดไทย ก็เอาหมายไปให้ขุนนางผู้ใหญ่ให้ทราบว่า อีกห้าวันจะเสด็จเมืองสุพรรณฯ
    เจ้าพระยาจักรี หลังจากทราบเรื่องแล้วจึงเรียกพันพุฒ พันจันทร์ พันเภา พันภาณ ให้มาที่ศาลาลูกขุนใน คลี่บัญชีอ่านเกณฑ์ช้างม้า ผู้คนเป็นอย่างเร่งรีบ อีกทั้งยังสั่งพันจันทร์ว่า
“จงรีบเกณฑ์คนให้ถางทางกว้างขนาด 8 วาให้ราบเรียบตกแต่งให้สวยงาม เสร็จภายใน 5 วัน ตามที่มีหมายมา”
    ฝ่ายขุนศรีวิไชย รีบขี่ช้างกับลูกรีบกลับเมืองสุพรรณฯ ถึงบ้านเมื่อตะวันพลบแล้ว จากนั้นรีบเขียนหมายให้ทนายส่งไปให้ขุนไกรในทันที แจ้งเรื่องตามที่มีในหมายไป หลังจากขุนไกรได้อ่านหมายแล้ว รีบสั่งนายหมวดว่า
“ท่านรีบตามไพร่พลมาทันที”
 กว่าจะสั่งงานเสร็จสิ้นก็ได้เวลาไต้ไฟจึงเข้าไปในเรือน ขณะที่อยู่ร่วมกันกับเมียและลูกแก้วนั้น ปรากฏลางแมงมุมตีอกไม่หยุด มองดูเป็นที่เย็นยะเยือก ขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก
    คืนนั้นทองประศรีนอนหลับฝันร้ายตกใจตัวสั่นสะดุ้งตื่น ด้วยความตกใจจึงปลุกสามี ขุนไกรถามว่า
    “มีกระไรเจ้า”
    นางจึงเล่าความฝันว่า
    “ดิฉันฝันว่าฟันหมดปากไม่มีเหลือ ท่านช่วยทำนายฝันให้แจ้งใจที”
    ขุนไกรได้ฟังความฝันของภรรยามีความรู้สึกว่าเหมือนมีใครเอาไฟมาสุม มีความรู้สึกว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นแน่
ถ้าทำนายตามความเป็นจริงไป ทองประศรีคงจะติดตามไม่ห่างเป็นแน่ จนไม่อาจทำราชการได้ จึงทำนายแก้ไปว่า
    “ไม่มีอะไรร้ายแรงดอก เป็นฝันดี เจ้าอย่าทุกข์ใจไปเชื่อผัวเถอะคนดี”
    แต่ในใจของขุนไกรมิได้ดังคำที่ตนได้ทำนายให้แก่ภรรยา รู้ตัวดีว่าไปครั้งคงไม่รอดกลับมา คงตายเพราะกระบือเป็นแน่แท้
    ครั้นรุ่งสางหลังจากล้างหน้าเป็นที่เรียบร้อย เข้าไปหาลูกพลายแก้วพูดเล่นกับลูกว่า
    “สว่างแล้วยังไม่ตื่นอีกฤา”
    จากนั้นอุ้มประคองลูกด้วยมือทั้งสองอย่างทะนุถนอม บรรจงจูบมืออย่างเบาๆ ส่วนพลายแก้วลืมตาขึ้นมาเห็นพ่อก็คว้าคอถามว่า
    “พ่อจะไปไหนเล่า ทำไมจึงลุกขึ้นแต่เช้า เหมือนว่าพ่อนี้จะหนีลูกไป”
    ขุนไกรได้ฟังคำกล่าวคล้ายตัดพ้อน้อยใจของลูกน้อยที่รักดังดวงใจ ยกลูกน้อยขึ้นเหนือหัวน้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยไหลออกมาง่ายๆ แต่วันนี้ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว อุ้มลูกถอนใจกล่าว ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
    “พ่อนี้มิใคร่จะไปเลย แต่ด้วยมีรับสั่งจำเพาะมามิอาจขัดได้ สุดปัญญาของพ่อแล้วลูกแก้วของพ่อ”
    จึงหันหน้ามาทางทองประศรีกล่าวว่า
    “ขอให้เจ้าเอาใจใส่ลูกของเราให้ดี ลูกยังเล็กนัก เวลาจะนั่งจะนอนก็ระวังให้ดี ขอให้เลี้ยงลูกอย่างดี ถ้าหากมีผิดพลั้งก็จงสั่งสอน อย่าสลัดตัดรอนทอดทิ้ง วิชาทั้งปวงที่มีก็จงสั่งสอน เพื่อจะได้สืบวงศ์ตระกูลต่อไป”
    ทองประศรีฟังผัวสั่งสอน เห็นผิดจากเมื่อก่อนก็เกิดความสงสัย เพราะไปคราวนี้กอดจูบลูกด้วยความอาลัย ดูพิไรสั่งเสียเมีย จึงเข้าไปประคองเท้าของผัวทูนขึ้นบนศีรษะ นางยิ่งคิดยิ่งวิตก ครั้นแลดูหน้าผัวมีความรู้สึกขนลุกเกรียวทั้งตัว ทำให้หวาดหวั่นใจยิ่งนัก
    ขุนไกรตัดสินใจรีบนุ่งผ้าคว้าดาบแล้ว เดินออกจากห้อง ในใจห่วงอาลัยลูกเมียยิ่งนัก ครั้นเหลียวหันมาดูเจ้าพลายแก้ว ให้รู้สึกอาลัยในลูกรักมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม น้ำตาคลอเบ้าในที่สุด แต่ก็พยายามทำใจ ตัดใจในความอาลัยคุมคนออกจากเมืองสุพรรณฯ เดินทางไปถึงเขาพระในเวลาเย็น สั่งให้คนทั้งหลายสำรวจตรวจตราสถานที่คอยรับเสด็จ
    สมเด็จพระพันวษาในราตรีนี้ ทรงบนแท่นบรรทมฟังเสียงขับกล่อม โดยนางสนมกำนัล ท่ามกลางกลิ่นหอมระรื่น ทรงพระเกษมสำราญ ตริตรองงานราชการจนกระทั่งบรรทมหลับในราตรี
    ครั้นรุ่งเช้าเจ้าพนักงานเตรียมการเต็มที่ กรมช้างกรมม้า จัดช้างม้าตัวที่ดีที่สุด จ่าดาบขวาซ้ายก็จ่ายสิ่งของ และนำมาวางไว้ทางด้านหน้า กรมช้างรีบผูกเบาะอาน สองหูมีพู่จามรีห้อยปรกตะพองด้วยตาข่ายทองทั้งหมด
ทั้งช้างพังช้างพลาย พระที่นั่งพุดตานสำหรับเสด็จ นายบาศเป็นควาญช้างที่มีความชำนาญ ใส่ครุยกรองนุ่งผ้าปักลาย พระที่นั่งกระโจมทองวงพระสูตรคล้องเป็นสองสาย เบาะปักทองลายขวาง
อีกทั้งพระเขนยสำหรับอิงพระปฤษฎางค์ ผูกทั้งพระที่นั่งเถลิงศอ และพระยี่ภู่ปูที่คอกันกระด้าง พระที่นั่งประภาสโถงแรมตามทาง
    หมอควาญช้างนุ่งผ้าลายใส่เสื้อประจุเจือเวทมนต์ ถัดมาช้างที่นั่งต่างกรม ด้านหน้าช้างมีเหล่าทหาร หลังจากกระบวนช้างจัดเป็นที่เรียบร้อย จึงจัดขบวนม้าคัดตัวที่ดีๆ  พระยาศีเสาวภา จัดม้าต้น หลวงทรงพลเตรียมกระบวนม้า ทุกตัวล้วนคล่องแคล่วว่องไว
    ม้าต้นพระที่นั่งตัวประเสริฐ สูงได้สามศอกโดยประมาณ ผูกเครื่องกุดั่นอย่างฝรั่งเศส พระแสงปืนซ้ายขวา โกลนทองประดับด้วยพลอยแวววาวคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ บังเหียนถักด้วยไหมทอง
ม้าทั้งสองชื่อว่า พลาหก และกระหนกภูษา ขุนหมื่นขี่ม้าในขบวน ขุนนางขี่ช้างตามเสด็จ มีการตระเตรียมตรวจตราอย่างละเอียดรอบคอบ เมื่อถึงเวลาจวนเสด็จก็เสร็จเรียบร้อย
    ลำดับนั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ในเวลาจวนสว่างเสด็จทรงสนาน ไขสุหร่ายอาบละอองเจือด้วยน้ำกุหลาบหอมฟุ้งต้องพระองค์ดังสายฝน ท่ามกลางนางสนมถวายรำพัด เสร็จแล้วจับพระแสงออกที่ท้องพระโรง
ชาวภูษามาลาเชิญเครื่องคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วเป็นระเบียบ ทรงเครื่องต้นสำหรับประพาสไพร ตามฤกษ์กำลังวัน สนับเพลาเชิงงอนซ้อนกาบ พระภูษาริ้วทองคั่น ฉลองพระองค์เป็นกำมะหยี่สีอัญชัญ สายรัดพระองค์ทรงข้างนอกริ้วทองดอกวิจิตบรรจงยิ่งนัก
พระแสงน้อยเหน็บพระองค์ด้านซ้าย พระธำรงค์เพชรฉายแสงอร่ามตา ทรงพระมาลาพื้นดำ ประดับด้วยบุษราคัมน้ำเหลือง พร้อมด้วยพระแสงดาบคาบค่าย หลังจากนั้นก็ทรงเสด็จ
    กลองชนะตีเชิญเสด็จ กระบวนหน้าเตรียมพร้อมเรียบร้อยถวายบังคมลงพร้อมกัน จากนั้นเสด็จทรงช้างที่นั่งพุดตานทอง จากนั้นแตร ฆ้อง ปี่ดังขึ้นกึกก้องสนั่นหวั่น ขบวนเสด็จจึงเริ่มเคลื่อน
    เสียงกระดึงคอช้าง เสียงม้าควบ ธงปลิวไสว พลม้า พลช้าง พลปืนถือปืนปลายหอก พลดาบ พลทวน พลดั้งเสื้อแดง ต่างเคลื่อนขบวนประสานกับเสียง ฆ้อง กลอง ปี่ไฉน เสียงกึกก้องชวนให้น่าเกรงขาม ขบวนออกท้องทุ่งผ่านป่าและน้ำ เสียงผู้คนและสัตว์เป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้สัตว์ต่างๆ แตกตื่นโกลาหล
    หนทางเสด็จเป็นเนินดินสะอาดร่มเย็น ท่ามกลางเสียงนกร้องก้องไพร เลี้ยวลัดตามเนินไพร รี้พลเร่งเดินทาง จนกระทั่งถึงดอนใหญ่ขบวนจึงหยุดให้ตั้งตำหนักพักแรมกลางป่า ตรัสสั่งขุนไกรในทันที
    “พรุ่งนี้มึงไปไล่กระบือมา”
    แล้วตรัสสั่งให้หลวงฤทธานนท์ทำคอก เอาไม้ปักรอบนอกให้แน่นหน้าทั้งสองรับสนองพระบรมราชโองการ ออกมาเร่งรัดจัดการ
    หลวงฤทธานนท์ ผู้รับสั่ง เรียกพวกล้อมวังกันอลม่าน นายหมวดลนลานตรวจนับคน เสร็จแล้วสั่งให้แผ้วถางป่า พุ่มไม้ ต้นหญ้า บ้างเผาป่า บ้างถาก บ้างลากฉุด บ้างขุด บ้างปัก
    คอกใหญ่ถูกสร้างขึ้นไว้ตรงกลาง บ้างขันชะเนาะผูกเป็นเปลาะ บ้างมัดรัดเป็นท่อน พวกที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็แอบอู้งานบ้าง  นอนพักบ้าง มูลนาย นายหมวดเห็นก็ถูกตี ตกใจวิ่งกันกระเจิดกระเจิง บ้างหลบเข้าไปนอนในป่า บ้างเก็บผักหักฝืน บ้างหุงข้าวนอนหลับกับเตาไฟ
    รุ่งเช้าขุนไกรพลพ่าย เรียกทนายพาพวกอาสาห้าร้อยคน เที่ยวไล่ค้นกระบืออื้ออึงไป ทั้งสกัด โห่ร้องจุดไฟเผาป่าเป็นวงโอบล้อม ไฟเผาผลาญป่าบรรดาสัตว์ป่า เป็นต้นว่า งู เต่า เนื้อ เสือ หมู กระต่าย ตายเป็นอันมาก
    สมเด็จพระพันวษา ประทับที่พลับพลาทอดพระเนตรเห็นกระบือใหญ่น้อยเป็นร้อยเป็นพัน ที่ถูกไล่ต้อน ด้วยม้า และเสียงคนโห่  ฆ้อง กลอง วิ่งแออัดยัดเยียด  ปั่นป่วน วุ่นวายจึงตรัสว่า
    “เฮ้ย อ้ายขุนไกร เป็นไรมึงมิต้อนควายให้เข้าค่าย มึงให้แต่ไพร่ไล่ต้อนควาย ส่วนมึงอยู่ลอยชายเปล่าๆ”
    ขุนไกรได้ยินพระบรมราชโองการ รีบพุ่งทะยานออกไปยืนข้างหน้า ครั้นพวกไพร่โห่ขึ้นมาอีกครั้ง ฝูงควายก็แตกตื่นอลหม่าน มีควายเขางอนตัวหนึ่งเกิดบ้าระห่ำขึ้นมาไล่ขวิดผู้คนเป็นพัลวัน
ขุนไกรจึงได้ทะยานออกยืนรับ ถีบโดดโลดแทงเป็นกังหันเสียงหอกดังสนั่นฉับๆ ควายตายไปร้อยกว่าตัว ฝูงควายยิ่งแตกตื่นกว่าเดิม วิ่งแตกกระจายเข้าป่าหาย ที่นอนตายก็ไม่น้อย
    สมเด็จพระพันวษาทรงกริ้วดังพระเพลิงไหม้ พระสุระเสียงเปรี้ยงมาว่า
    “เหม่ๆ ดูอ้ายขุนไกร แกล้งแทงกระบือน้อยใหญ่ตายเสียนักหนา จนแตกหนีเข้าป่าหมดสิ้น ต่อหน้าต่อตากู เร็วเพชฌฆาตฟันหัวให้ขาด เสียบใส่ขาหยั่ง ริบสมบัติข้าไทอย่าได้ช้า”
    ฝ่ายเพชฌฆาตรีบเข้าไปนำตัวขุนไกรมาโดยการมัดไพล่หลัง ทำการตอกหลักไม้เสร็จแล้วบอกให้ขุนไกรก้มหัวลง
    ในขณะนี้ขุนไกรตกใจจนแทบจะยับเป็นผุยผงตัวสั่นขวัญหนี จะดำรงกายได้ก็ยากเต็มทีหน้าซีดผาดเผือด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกาย เป็นต้นว่า ภูติพรายก็หลีกหนี สิ้นสติตัวสั่นขวัญหาย ดังจะสิ้นชีวิตในทันใด รำพึงรำพันดูน่าเวทนา
    “อนิจจาเราเอ๋ยเกิดเรื่องขึ้นจนได้ เมื่อวันจะมาก็รู้สึกใจไม่ดี มีลางใหญ่เกิดขึ้น ทองประศรีของพี่ก็ฝันร้าย แต่พี่ก็แกล้งทำนายเบี่ยงเบนเนื้อความเสีย เพลานี้กรรมมาถึงพี่แล้ว
ต่อนี้ไปคงต้องจากเจ้า สุดที่คิดหาหนทางแก้ไข จากนี้ไปไม่มีทางที่จะกลับไปเจอเจ้าอีก พี่จำต้องจากไกลด้วยต้องอาญาตาย สงสารแต่ลูกน้อยคงจะไม่รู้ว่าพ่อมาตายจากเจ้าไปเสียแล้ว”
    ขุนไกรขณะนี้อยู่ในอาการร้องไห้สุดแสนเสียใจ อ้อนวอนเพชฌฆาตทั้งหลายว่า
    “ไหนๆ ตัวข้าก็จะตายขอให้ท่านทั้งหลายเอ็นดูปราณีช่วยไปบอกนางทองประศรีว่า ข้าไอ้ขุนไกรนั้นได้ถึงกาลมรณะ โดนประหารชีวิตให้ระวังตัวกลัวภัยจะมาถึงตัว”
    จากนั้นก็ร่ำไรต่อไปว่า
    “โอ้อนิจจาตัวกู เป็นกรรมอะไรทำให้ต้องมาตายในป่า เป็นเหยื่อแร้งกา ลูกเมียก็ไม่ได้เห็น”
    จึงเรียกฤทธานนท์ผู้เป็นสหายมา
    “ช่วยบอกเมียข้า ให้ได้รับรู้เรื่องของข้าด้วย ได้โปรด”
    หลวงฤทธานนต์ได้ฟังคำของขุนไกรไม่อาจกลั้นน้ำตาได้
    “เกลอเอ๋ยอย่าร้อนใจห่วงกังวลใจไปทำไม นึกถึงคุณพระรัตนตรัยไว้ดีกว่า คนเราเมื่อถึงคราวก็ต้องตายทุกผู้คน ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า แม้พระอินทร์ก็ยังมีวันตกจากสวรรค์ คนเราทุกคนเกิดมาแล้วหาพ้นความตายไม่”
    ขุนไกรได้ฟังคำปลอบจากสหายก็ค่อยคลายใจจากความเศร้าโศกบ้าง เรียกสติกลับมาตั้งใจภาวนาประนมมือระลึกถึงคุณ พระรัตนตรัย มารดาบิดา
    “ขอประกาศแก่เทวดาทั่วฟากฟ้า ด้วยตัวข้าขุนไกรทำผิดถึงชีวิตจะมอดม้วยไป จะขอตายด้วยความสัตย์ปฏิญาณ อย่างชายชาติทหารชาญชัย”
    ในขณะที่กล่าว ก็เริ่มสำรวมระงับจิตไม่ให้หวั่นไหว หลับตาภาวนา ให้ที่สำหรับฟันลง จากนั้นเพชฌฆาตฟันด้วยดาบอันคมกล้า ขุนไกรก็สิ้นชีวิตในทันใด ศพถูกเอาไปเสียบใส่ขาหยั่ง
    หลวงฤทธานนต์หลังจากเห็นสหายสิ้นชีวิต จึงรีบเขียนหนังสือแล้วสั่งนายไหมว่า
    “เอ็งรีบไปสุพรรณบุรี บอกนางทองประศรีมีรับสั่งให้ริบเอาตัวมา จงอย่าได้นิ่งนอนใจ”
    นายไหมรับคำแล้วอำลา จัดแจงย่ามสิ่งของ คว้าหอกและมีดเหน็บ รีบเดินทางถึงป่าลึกในเวลาไม่นาน
    สมเด็จพระพันวษา เสด็จประทับพลับพลา ประพาสป่า หลายราตรี ดำริจะกลับพระนคร จึงตรัสสั่งพระยาเดโช ให้ประกาศแก่กำลังพลน้อยใหญ่ กลับพระนครในวันรุ่งขึ้น
พระยาเดโชให้บัตรหมายทั้งไพร่และนายเตรียมกระบวน ตั้งริ้วขบวนคอยท่ารับเสด็จ ครั้นรุ่งสางก็เสด็จสระสรง ทรงเครื่องประดับ เสด็จทรงช้างหลังคาทองมีม่านมิดชิด จากนั้นทั้งหมดก็เดินทาง ไม่นานก็ถึงอยุธยา
    นายไหมถึงบ้านนางทองประศรี ก็ถูกไต่ถามเกี่ยวกับธุระทันที ว่ามาทำสิ่งไร ได้รับต้อนรับด้วยการชวนกินหมากตามธรรมเนียม นายไหมพอจะเอ่ยปากบอก น้ำตาก็ไหลคลอเบ้ากล่าวว่า
    “ธุระก็คือหลวงฤทธานนต์ใช้ แจ้งอยู่ในหนังสือนี้แล้ว”
    เมื่อนางทองประศรีได้รับหนังสือมาอ่านก็แจ้งความว่า
“ขุนไกรต้องพระอาญาตายแล้ว ถูกเสียบไว้ที่หน้าค่ายกระบืออีกทั้งยังรับสั่งให้ริบลูกเมีย จงหนีเสียอย่าอยู่ที่บ้าน ออกไปให้พ้นแดนสุพรรณ”
    ทองประศรีแจ้งความตามหนังสือ ก็ร้องไห้กลิ้งประหนึ่งจะตายตามกันไป
    “โอ้พ่อคุณตายจากกันไปเสียแล้ว เมื่อคราวไปยังไม่เจ็บป่วยไข้อันใด ร่างกายอ้วนพีแข็งแรง ไม่ควรที่จะถูกฟันให้ตาย เสียแรงที่อยู่ยงคงกระพัน ใครๆ ก็ไม่สู้ได้
คืนนั้นก่อนที่จะไปเมียฝันร้าย ครั้นบอกให้ทำนายก็บอกว่าเป็นดี แต่ก่อนทำสิ่งไรไม่พลั้งพลาด คราวนี้มาประมาทต้องบรรลัย ทอดทิ้งลูกเมียไปอย่างนี้ จะให้หันหน้าไปพึ่งใคร อีกทั้งยังจะถูกริบทรัพย์ หมดสิ้นหนทางทุกสิ่งเป็นแน่แท้คราวนี้”
    นางสะอึกสะอื้นไปมาเหลียวหน้ามาเห็นเจ้าพลายแก้ว
    “รู้แล้วหรือพ่อนั้นละสังขาร กำพร้าพ่อแล้วเจ้าแก้ว เจ้าเป็นกำพร้าแล้ว”
    พลางกอดลูกยาเศร้าโศก พลายแก้วสะอึกสะอื้น เศร้าโศกตลอดเวลา รำพึงรำพัน
      “จะทำประการใดดี บ้านเรือนจะกลับกลายเงียบเป็นป่าช้า ข้าทาสคงต้องกระจัดกระจายหนีไป กรมการสุพรรณจะมาย่ำยี พวกเราเห็นจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
    ข้าไทได้ฟังคำนางทองประศรี ทุกคนล้วนอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจ รำพึงรำพันไปต่างๆ นาๆ  บ้างกล่าวถึงความดีของขุนไกร บ่นเพ้ออยู่วุ่นวาย อื้ออึง
    “พ่อเป็นคนมีน้ำใจ เป็นที่พึ่งของข้าไท ไม่ไหนก็ไม่มีใครข่มเหง เพราะเกรงในตัวขุนไกร แต่จากนี้ไปคงมีแต่ความลำบาก โดนรังแกเป็นแน่”
    เย็นวันนั้น เวียง วัง คลัง นา กับตำรวจซ้ายขวา บ่าวไพร่ ร่วมสองร้อย ทำการปิดล้อมบ้านขุนไกร ผู้รั้งราชการสุพรรณบุรีมีความเห็นว่า
        “วันนี้ค่ำแล้ว จะทำการริบทรัพย์ในวันนี้คงไม่เหมาะ ไว้วันพรุ่งขึ้นค่อยทำการ ด้วยว่าทำบัญชีจะสะดวกกว่า จงเร่งจัดกันให้ตั้งกองไฟ คืนนี้ล้อมไว้ให้ดี ระวังบ่าวไพร่มิให้หนี พรุ่งนี้เราจะทำการ”
       นางทองประศรีเห็นคนพลุกพล่านเสียงดังอยู่รอบๆ บ้าน รู้สึกตกใจแต่ก็ยังตั้งสติได้อุ้มลูกพลายแก้ว คว้าเงินได้สองถุง พร้อมและเสื้อผ้า จูงลูกย่องแอบหนีบังเงาแถวเสาเรือนเล็ดลอดออกมา ด้วยสภาพมอมแมม พบเพื่อนบ้านเก่าก็เข้าขอความช่วยเหลือ
       “แม่เอ๋ยข้าสิ้นเนื้อประดาตัว ข้าวปลาอาหารข้าหมดสิ้นแล้ว เพราะโดนริบหมดสิ้น”
        เพื่อนบ้านมีเมตตา ช่วยเหลือข้าวปลาอาหาร จากนั้นก็เดินทางต่อพ้นบ้านเรือนคน ถึงเวลากลางคืนขึ้นต้นไม้ทำห้างนอนปลอบลูกน้อย
        “ลูกเอ๋ยเจ้าอย่าร้องไห้เสียงดังไปเดี๋ยวเขาจะมาผูกคอเอาตัวไป”
        นางกอดลูกน้อยเข้าไว้แล้วร้องไห้พลางกล่าว
        “พลายแก้วของแม่เกิดมาไม่เคยนอนป่า เพลานี้กำพร้า ตกยากตรากตรำกับมารดา ยังดีที่เพื่อนๆ แม่ยังปราณีช่วยเหลือ เสียงของนกยูงร้องในป่า ฟังดูเหมือนเสียงขุนไกรพ่อเจ้าที่ตายไป ขอให้พ่อคุณช่วยรักษาในราตรี อย่าให้สัตว์ร้าย เสือหมีมากล้ำกรายเลย”
    อยู่บนห้างยามดึกใจนางนึกหวาดกลัวภัยไปต่าง ๆนานา จึงเอาชายผ้ามาผูกเอวลูกชาย อีกด้านหนึ่งผูกกับกิ่งไม้ไว้ เพราะกลัวว่าลูกชายจะตกต้นไม้ ไม่มีผ้าสำหรับผูกเปล นางจึงค่อยๆ เอามือลูบให้ลูก
พลายแก้วยังอยู่ในอาการเศร้าโศก เหมือนดังว่าจะตายสักร้อยครั้ง คิดถึงพ่อขุนไกรพบ่นเพ้อผุดลุกผุดนั่ง เกาหัวเกาหน้า งอแงว่า
      “มดแดงมดคัน ยุงริ้น มันกัดลูกสุดจะทน ลูกหาวจะนอนก็ไม่ได้ คันไปทั้งตัวแล้ว เอ็นดูลูกมาช่วยดูแล พ่อตายก็มิได้อยู่เรือน มีคนมาล้อมเรือน ลูกลอดรั้วตามแม่มาก็น่ากลัว จะหลับจะนอนก็ทำไม่ได้ ยุงริ้นบินไต่อยู่หวู่หวี่ มดกัดแม่ตบให้ฉันที พอรุ่งพรุ่งนี้เราก็จะไปจากที่นี้แล้ว”
        ทองประศรีได้ยินคำที่ลูกกล่าว รู้สึกสงสารลูกน้อยจนน้ำตาซึม
         “ลูกเอ๋ยเรามีกรรมทำอย่างไรได้ แม่ไล่มดให้แล้วนะลูก”
         จากนั้นไม่นานทั้งสองก็หลับเพราะความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางบนต้นไทรนั่นเองตลอดราตรี
รุ่งเช้า เวียง วัง คลัง นา และตำรวจที่มาจากอยุธยา กับกรมการสุพรรณบุรี เข้าบ้านทองประศรีในทันใด ไล่จับโค กระบือ ช้าง ม้า ตลอดจนข้า ทาส บริวาร เป็นที่ขวักไขว่ วุ่นวายทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ จับทาสชื่ออีเผื่อน เข้ามาเฆี่ยนเค้นถามได้ความว่า นายหนีไปแล้ว จึงสั่งให้ทำบัญชีของที่ยึดมาได้
       จากนั้นขึ้นบนเรือนขุนไกร ริบเครื่องเรือนที่มีเกลื่อนกล่น ขนมานอกชานทำบัญชี ประกอบด้วย หอก ดาบ กระบี่ คร่ำ ขัน น้ำ ถม แพร พรม สักหลาด กำมะหยี่ ทองขาว ทองเหลืองอย่างดี
         ถ้วยชาม เงินตราห้าพันใส่ในกลัก สอดใส่ด้ายแล้วตีตรา กำปั่นเครื่องเงินทองทั้งสองใบ ลั่นกุญแจใส่หลังช้างขนไป หูก ฝ้าย ด้าย ไหม ใส่เกวียนลากไป
       ครกสาก โอ่ง อ่าง ใส่แพไป ขนนำมาตรวจที่ศาลากลาง เสร็จแล้วจากนั้นก็ใส่ช้างนำไป เดินทางคืนหนึ่งก็ถึงกรุงศรีอยุธยา เข้ามากราบเรียนท่านผู้ใหญ่ ส่งของที่ริบจากขุนไกร เข้าไปไว้ในคลังดังที่ปรากฏในบัญชี
         ส่วนพลายแก้วและทองประศรี ครั้นรุ่งสางกระจ่างแล้ว ด้วยนางต้องการจะพาลูกไปกาญจนบุรี จึงรีบพาลูกลงจากต้นไม้ มือข้างหนึ่งกระเดียดกระบุง อีกข้างหนึ่งจูงลูก เลียบชายป่าละเมาะ เพราะกลัวจะมีภัย ระหว่างเดินทางในป่า พลายแก้วเห็นมะละสุกดกเต็มต้นดีใจยิ่งนัก ชี้บอกแม่ในทันทีที่เห็น
        “แม่จ๊ะ โน่นลูกไม้ป่า ช่วยเก็บให้ทีเถิด ลูกหิวจนอยากจะกินให้สิ้นทั้งป่าแล้ว”
          ทองประศรีเก็บให้พลายแก้วกินอิ่มหนำ ครั้นถึงหนองน้ำก็หยุดพัก ด้วยคลายความกังวลขึ้น หยิบเอาห่อข้าวที่เหลือมาจัดใส่ห่อผ้าให้ลูก พลายแก้วบิแล้วเคี้ยว รู้ถึงความแห้งเหนียวของข้าวจึงร้องไห้ดิ้นตามประสาเด็ก
         “แกงอยู่ไหนแม่จ๊ะขอหน่อย ข้าวติดคอกินไม่ได้แล้ว”
ทองประศรีฟังคำของลูกแล้วน้ำตาไหล
        “จะเอาแกงที่ไหนพ่อพลายแก้ว หนีตายมาได้ก็ดีแล้ว เหมือนว่าเพลานี้จะเหลือแต่เนื้อปลา”
พลายแก้วว่า
       “ข้าวเย็นกับปลาแห้งเรี่ยวแรงจะมีฤา ไม่ได้แกงก็ขอน้ำปลาร้าให้ข้าเถิด”
ทองประศรีกอดลูกน้ำตาไหล
        “ลูกเอ๋ยแม่มิรู้จะหาจากหนใดได้ เพลานี้เรากำลังลำบากยากไร้ จนใจจะหาให้เจ้าได้”
ทั้งสองเดินทางโดยเลียบเลาะไปในป่า เมื่อลูกร้อนนางเอาผ้าคลุมให้ลูกชายด้วยความสงสาร พลายแก้วเดินตามหลังมารดา ด้วยอาการอ่อนระโหย ร้อนเท้ายามเหยียบกรวดทราย เมื่อรู้สึกว่าสุดจะทนได้ก็อ้อนมารดา
        “แม่ขา ลูกสุดจะทนได้แล้ว เหนื่อยล้า หิวกระหายเหลือเกิน ช้าๆ อย่าได้เร็วนัก ลูกก้าวเท้าย่างก็จักล้ม เจ็บระบมตีนจนแทบจะแตกเป็นชิ้นๆ พื้นดินก็ร้อนเหมือนมีเปลวไฟปะทุขึ้น”
      ผู้เป็นแม่จึงยกลูกน้อยขึ้นสะเอวห้อยต่องแต่ง เหนื่อยก็เปลี่ยนเป็นให้ขี่หลังบ้าง สลับเปลี่ยนเป็นให้ขึ้นบ่าบ้าง มือหนึ่งจับขาลูกน้อยไว้ อีกข้างถือกระบุงบังแดดที่ร้อนแทบไหม้
       จากการที่ต้องเดินทางในเส้นทางยากลำบากเท้านางแตกเป็นแผลทำให้ต้องค่อยๆ เดิน ทำให้สะดุดล้มลุกคลุกทั้งสองล้มกลิ้งไปในป่า พลายแก้วลุกขึ้นมา
      “โอ๊ย แม่ลูกแย่กว่าเดิมแทบจะเป็นผี เจ็บแข้งขา แม่ขาอย่าอุ้มเลย”
       ในที่สุดแม่ลูกไปถึงบ้านกาญจนบุรี ทองประศรีบอกลูกว่า
      “พ่อเอ๋ยในเมืองนี้เรามีคนที่รู้จักคุ้นเคย”
แล้วก็เดินไปไต่ถามหาด้วยผัวเคยเล่าแต่ก่อนว่ามีญาติที่เขาชนไก่ จนกระทั่งได้พบพวกพ้องของขุนไกร เขาก็ทำเรือนให้ในเพลาไม่นาน
     จากนั้นนางค่อยทำมาหากิน สะสมเงินทอง บ่าวไพร่ ซื้อที่ทาง ช้าง ม้า วัว ควาย คนทั้งหลายก็นับหน้าถือตา ทรัพย์สินเพิ่มพูนเพราะค้าขาย การเป็นอยู่จึงสะดวกสบายกว่าเดิม อยู่กับลูกชายมาหลายปี
ขอกล่าวถึงนายจันศร เป็นคนกล้าหาญ คงกระพันชาตรีอยู่บ้านโป่งแดง มีความชำนาญในการปล้น เที่ยวตีเรือเหนือใต้ ส้องสุมพรรคพวกกับพวกเมืองกำแพง เมื่อตั้งวงกินเหล้า
       ครั้นเมาก็ไล่ฟันแทงกันเองจ้าละหวั่นเป็นประจำ แต่ก็ไม่เป็นอะไรเนื่องด้วยอยู่ยงคงกระพัน บางครั้งประจุลูกปืนใส่ยิงกันอุตลุด ถูกใครก็ไม่เข้าทำให้มีใจกำเริบมากขึ้นไปอีก
        “ไอ้พวกชาวเราหวากูคิดไปตีบ้านขุนศรีวิไชย ที่มีเมียชื่อเทพทอง บ้านรั้วใหญ่ในสุพรรณ มันเป็นพ่อของอ้ายขุนช้าง มั่งมีเงินทองมากหลายพัน บ่าวไพร่มากมาย พวกเราไปช่วยกันขนมาสักห้าลำเรือ พวกเราที่มีอยู่ตอนนี้น่าจะพอสู้ได้”
       เมื่อพวกไพร่ทั้งหลายเห็นพ้องแล้ว ก็พากันเตรียมตัว ถือเอาหอก ดาบ ปืนคาบหิน ตามที่แต่ที่หาได้หรือตามความจำเป็น
       “เฮ้ยเอาช้างมาเร็วโว้ย”
บ่าวที่เป็นควาญช้างก็รีบเอาช้างมารับ นายจันศรขึ้นนั่งบนสัปคับการเดินทางก็เริ่มขึ้นจนถึงชายป่าใกล้เมืองสุพรรณ จึงปลงช้างรวมกันไว้ที่ชายป่า นายจันศรปลูกศาลเพียงตาเอาผ้าขาวลาดเป็นเพดานทุกคนเอาประเจียด และมงคล หอก ดาบของตนขึ้นบนศาล
จากนั้นบัตรพลีด้วยเหล้าขาว อาหารคาวหวาน จุดธูปเทียน ประพรมกระแจะจันทร์และน้ำมันหอม ทุกคนห้อมล้อมนายจันศร เริ่มพิธี สาธยายมนต์บทต่างๆ ไม่นานเมฆมืดครึ้มไปทั่วบริเวณ จึงโอมอ่านอาพัดสุรา เสกเสร็จแล้วแจกกันกิน ใจและกายก็รับรู้ถึง อิทธิฤทธิ์ที่เกิดขึ้นในทันใด
        ทุกคนรีบจัดการแต่งตัวผูกผ้าหยักรั้งดูน่าเกรมขาม คาดผ้าประเจียดมงคล จากนั้นนายจันศรก็ออกนำขบวนด้วยความเร่งรีบไม่นานก็ถึงเรือนรั้วใหญ่ เอาขวานหมู่ผ่าประตูตึงขาดเสียงดังโครม
เสียงโห่ดังขึ้นพร้อมกับการบุกเข้าไป เสียงโห่เสียงปืนดังสร้างความหวาดกลัวตกใจ มึนงงให้กับชาวบ้านยิ่งนัก คบไฟสว่างโพลงทั่วไป
         ในขณะที่เทพทอง ขุนช้างยังนอนอยู่ ขุนศรีวิไชยตื่นตกใจลุกขึ้นวิ่งไปทั้งที่ผ้ายังนุ่งไม่เรียบร้อย ฝ่ายหัวขโมยยังคงพากัน ตีเคาะแกว่งคบไฟเสียงดังอึงคะนึง
        อีกทั้งยังเที่ยวไล่จับผู้คนท่ามกลางเสียงปืนดังเป็นระยะ ชาวบ้านพากันวิ่งแตกตื่นบ้างวิ่งตกเรือน ยายลาวกระโดดลงบนหัวลุงซิ่น ปากก็ร้องเรียกหาผัว ยายเต่าวิ่งวนไปมาอยู่ในรั้วพร้อมกับร้องด้วยความกลัว ยายมอญวิ่งล้มกระบุงที่อยู่ในมือหลุดล้มกระจัดกระจาย
         ชายหญิง บางคนวิ่งเปลือยกาย อ้ายเจ๊กก๊วยหลังจากตกน้ำ ปีนขึ้นตลิ่งได้ก็วิ่งทั้งเปลือยกาย ครั้นตกน้ำอีกครั้ง คอไปตำง่ามยอ นึกว่าเป็นขโมย ก็เอาขาหนีบไว้ ถีบต่อสู้กันชุลมุน อีแขนวิ่งไปเจอโจรป่า ฉวยแขนด้วยนึกว่าเป็นตาส้ม พอหันมาดูอีกทีพบว่าเป็นขโมย ก็ตกใจล้มกลิ้ง ลุกได้ก็วิ่งหนีต่อไป
เหตุการณ์นี้อย่าว่าแต่คนถูกปล้นที่สับสัน แม้แต่โจรเองก็สับสนเช่นกัน แต่ก็ยังเที่ยวค้นหาสิ่งของมีค่า รื้อค้น เคาะฝาเรือน ทุบโอ่งไห เรื่อยไป
         ต่อมาพวกโจรจับแม่ลูกได้ให้ผูกคอ มัดแขนรัดไพล่จนหลังแอ่น เทพทองร้องขอชีวิตขุนช้างกลัวตัวสั่น พวกโจรพาสองแม่ลูกมาที่กลางบ้านเห็นขุนช้างคิดว่าเป็นสามีของนาง
      “อ้ายหัวล้านนี้ฤาผัวเจ้า”
เทพทองรีบร้องว่า
       “ไม่ใช่นี้เป็นลูก ผัวกลัวเขาทิ้งวิ่งหนีไปแล้ว”
พวกขโมยจึงได้เอาไฟลนก้น สร้างความทุกข์ทรมานแก่สองแม่ลูกยิ่งนัก
          “มึงจะทนฤาจะบอกเงินทองเข้าของเก็บไว้ที่ใด อย่าปิดกู”
นางเทพทองอดทนความเจ็บปวดกล่าวว่า
        “ข้าจนใจที่จะบอก”
        พวกขโมยจึงทรมานนาง มากยิ่งขึ้นโดยเอาดินระเบิดใส่ที่หู ตั้งใจจะจุดอยู่แล้ว ขุนช้างสุดที่จะทนได้จึงก้มกราบกล่าวว่า
           “ได้โปรดเอ็นดู ขออย่าทำอะไรแม่ข้า เงินทองของดีมาห้าพันอยู่ในกำปั่น”
       อ้ายพวกขโมยโห่มี่พากันดีใจ ผ่ากำปั่นใหญ่ขนออกมา แต่ว่าทรัพย์สินเงินทองมีมากมายเกินกำลังที่พวกขโมยจะเอาไปได้ จึงเหลือทิ้งเรี่ยราดเกลื่อนกล่นไปตามดิน
         จันศรหัวหน้าขโมยสั่งให้ลูกน้องเอาตัวพวกผู้หญิงร้องเพลงปรบไก่ ส่วนตัวมันขึ้นนั่งบนก้นครกมองดูอย่างสบายอารมณ์ พวกบ่าวร้องเต้นอยู่ขวักไขว่มองเห็นสองแม่ลูกอยู่นิ่งจึงกล่าวว่า
        “เฮ้ยอีแม่ลูกลุกขึ้นรำ ถ้ายังนิ่งโดนแน่ๆ มิเชื่อมึงลองดู กุจะเอาด้ามหอกหวดพวกมึง”
เจ้าขุนช้างกับนางเทพทองว่า
     “ไม่มีปี่กลองรำไม่ได้”
พวกขโมยทั้งหลายจึงพากันร้องฮ้าไฮ้ บ้างทำปากเป็นเสียงปี่ กลอง ขุนช้างกับนางเทพทองรำด้วยท่าทางไม่เป็นที่ถูกใจพวกขโมยกล่าวว่า
       “คนเป็นลูกรำได้ดี ฝ่ายอีแม่เอวแข็งไป”
นางเทพทองได้ยินดังนั้นด้วยความกลัวรีบบิดเอว ไหล่ ก้น ยึกยักหาหยุดไม่ ด้วยท่าทางเหมือนเพลงโขน ขุนช้างก็หาน้อยหน้ามารดาไม่ ทำท่าเป็นลิงทโมนโลดโผน เท่าที่ความสามารถจะพึงมี
           ขุนศรีวิไชยเมื่อตั้งหลักได้ มิคิดถอยคุมชาวบ้านได้ประมาณสองร้อย บ้างถือปืนแลหน้าไม้ เตรียมไฟจุดชุดดินปืน ทวนหลาว ดาบ หอก  ยืนซุ่มอยู่ตามทางเป็นกลุ่มรอจังหวะเวลา
       นายจันศรหัวหน้าขโมยเห็นว่าการเก็บทรัพย์ได้เป็นที่พอใจจึงร้องตะโกนให้รีบจัดหาบสิ่งของ เมื่อเรียบร้อยพรักพร้อมแล้ว นายจันศรออกนำหน้าแม่ลูกที่ถูกผูกคอลากมา ปากก็ร้องขู่
        “ใครอย่าตามมาเชียว ข้าจะยิงให้บรรลัย”
พวกโจรปรับขบวนถอยเป็นสามง่าม ยิงปืนสำทับ ตูมตามโห่ลั่นสนั่นไป
         ขุนศรีวิไชยกับชาวบ้านที่ซุ่มอยู่เห็นโจรเข้ามาใกล้ ก็โห่ร้องยิงปืนไฟ กระโชกไล่พวกโจร ส่วนแม่ลูกพลัดหลงกัน  พวกขโมยทิ้งหาบทรัพย์สิน เข้าต่อสู้กระโชกไล่ชาวบ้าน เสียงเอะอะอึงคะนึงจ้าละหวั่น
พวกชาวบ้านแทงฟันเหล่าขโมยไม่เข้า มันยิ่งแสดงความโกรธโลดถลันไล่ฟันมา ชาวบ้านล้มตายลงมากมายก่ายกอง บ้างบาดเจ็บร้องครวญคราง
          ขุนศรีวิไชยถือหอกไล่ฟัน พบจันศรวิ่งร่ายกเท้าดังกังหันเข้าไป หนีไล่กันรุกรบพัลวันประจัญบาน หอกต่อหอก หักโหมเข้าโรมรัน สิ้นท่าคว้าชิดเข้าบิดหอกจับกุมสู้กันจนสุดฤทธิ์ ล้มกลิ้งไป
           พวกขโมยล้อมจับตัวขุนศรีวิไชยได้ เอาดาบสับหัวหาเข้าไม่ จากนั้นก็กระหน่ำฟันแทงทั่วตัวก็ระคายผิว พวกขโมยถึงกับเอ่ยปากชม
         “อ้ายนี่มันมีดีเว้ย หอกดาบสะบั้น ก็ยังฟันแทงไม่เข้า”
           พวกโจรจึงพากันจับมัดมือตีนเหมือนหมูปิ้ง จนปัญหาจะทำเยี่ยงไรได้ สุดท้ายคิดได้ว่า
        “เฮ้ย ลองเอาหลาว ตำรูทวารเข้าไป ดูซิ”
ในที่สุดขุนศรีวิไชยก็กลายเป็นศพอยู่กลางป่า จากนั้นพวกขโมยก็ยิงปืนข่มขู่เสียงสนั่นหวั่นไหว ล่าถอยเข้าป่า ข้าวของที่ปล้นขนมาตกเกลื่อนกระจายไปทั่ว ส่วนชาวบ้านไม่มีใครกล้าตามไป
         ครั้นเวลารุ่งสว่าง นางเทพทอง พาคนเข้าป่าตามหาผัว แม่ลูก ใจเต้นสั่นรัว ภาวนาให้คนที่รักยังมีชีวิตอยู่ ค้นหาทั่วทั้งป่าเมื่อเจอศพถึงกับร้องไห้ตีอกชกตัว
          “พ่อเพื่อนยาก มาจากไป ทอดทิ้งลูกเมียให้โดดเดี่ยว กรรมใดทำให้พ่อตายโหง ชาติก่อนคงเคยเสียบปลา ชาตินี้ถึงได้ตายโดยถูกเขาเสียบ ดูสมเพชเวทนายิ่งนัก”
          จากนั้นช่วยกันดึงหลาวออกมา ขุนช้าง กอดศพบิดาร่ำไห้ ร้องไห้ รำพึง รำพัน ปานโลกถล่มทลาย
         “โอ้..พ่อตายจากลูก ต่อจากนี้ไม่ได้เห็นหน้า ทิ้งให้ลูกกำพร้า ควรแล้วฤาถูกโจรป่าฆ่าตายเช่นนี้”
จากนั้นข้าบ่าวทั้งหลาย วิ่งกรูเข้ามา ร้องไห้วุ่นวาย ฟูมฟาย น้ำตาอยู่อึงคะนึง รำพึงรำพัน ถึงนายต่างๆ นาๆ บ้างตีอกชกตัว ใช้เพลาผ่านไปนานพอสมควร ความเศร้าโศกจึงคลายลง ได้เคลื่อนย้ายศพ ไปฝังที่ป่าช้า
        จากนั้นกลับไปเก็บทรัพย์สินที่ตกเกลื่อนกระจายตามป่า เท่าที่จะเก็บได้ แล้วก็ช่วยกันขนกลับไป
กล่าวถึงพันศรโยธา ไปค้าขายที่ละว้า กลับมาเป็นไข้ สร้างความลำบากให้กับศรีประจัณยิ่งนัก รักษาหายแล้วก็เป็นๆ หาย ๆ หลายครา
        ครั้งสุดท้ายอาการคล้ายกับผีเข้า กิน หมู เนื้อ วัว อั่ว พล่า แบบตะกะกราม มูมมาม ปรากฏมีอาการแลบลิ้น ปลิ้นตา
         สร้างความตกให้นางศรีประจันยิ่งนัก จึงไปนิมนต์ท่านสมภารมายังไม่ถึง พันศรโยธา สิ้นใจเสียก่อน บ่าวไพร่ร้องกันระงม นางศรีประจันหมดแรงทรุดลงรำพึงรำพัน ตีอกชกตัว
          “โธ่ พ่อไม่คิดถึงลูกเมียช่างตัดใจทิ้งกันได้ลงคอ สงสารแต่ลูกน้อย ถูกพ่อทอดทิ้ง ให้โดดเดี่ยว แต่ก่อนถึงจะเดินทางไปที่ต่างๆ ก็ยังได้กลับมาเห็นหน้า แต่ครั้งนี้จากกันไปไม่ได้เห็นหน้าอีกแล้ว “
นางพิมพิลาไลยร้องไห้ กอดศพพ่อรำพึงรำพันว่า
        “พ่อจ๊ะ ลูกเคยเห็นหน้าอยู่ทุกวัน ถึงจะเจ็บไข้ ก็ยังดีกว่า พอได้ฝนหยูกยา ได้ปฏิบัติพัดวี หาข้าวปลาให้กิน
          ต่อไปนี้ไม่ได้พบหน้ากันแล้ว บ้านเรือนก็คงจะเงียบเป็นป่าช้า หม้อยาก็คงจะขึ้นรา ฟูก ผ้า เสื่อสาด ปูไว้ให้ใครเล่า”
          ฝ่ายวงศาคณาญาติ พากันตกใจร้องระงม พอทำใจได้ก็ช่วยกันอาบน้ำศพแล้วทาขมิ้น ห่อด้วยผ้าขาวมัด  ตราสัง ใส่โลงไว้บนเรือนใหญ่ สวดทุกค่ำวันเป็นเวลาหลายคืน
       ต่อมานางศรีประจัณและเทพทอง ทั้งสองปรึกษากัน เห็นพ้องกันว่าผัวตายแล้ว เก็บนานเห็นจะไม่ดี ควรจะจัดการศพให้เรียบร้อย
        เมื่อเป็นดังนั้นจึงพร้อมใจกัน นิมนต์ท่านขรัวส้ม พระสมภารเจ้าวัด การจัดการงานศพทำที่วัดเขา ให้ช่างฉลุลาย บ้างก็ทำงานในส่วนอื่นๆ บ้างก็ทำเมรุ ส่วนช่างพลุ ไฟพะเนียงก็ตระเตรียมงาน แม่ครัวทำอาหารเลี้ยงเต็มที่
          โลงทอง ติดหนวดโตมีดอกไม้สั่นไหว ติดกระจกเขียว แวววามที่หน้าบันมีรูปปั้นพระอินทร์ขี่ช้างสามเศียร เป็นสีทองงามระยับ ที่กระจังมีบัวแย้ม ดูสวยงามยิ่งนัก
ครั้นจัดเตรียมงานเรียบร้อย ถึงวันงาน ศพถูกเวียนรอบเมรุใหญ่ บรรเลงปี่ กลอง
        เพลาค่ำ จุดดอกไม้ไฟ พะเนียง ประทัด พลุ เสียงสนั่นหวั่นไหว พระสงฆ์ลงสวด มีมหรสพครึกครื้นตลอดคืน
         เวลาเช้า ทำบุญเลี้ยงพระ ถวายผ้าไตร ไทยธรรม มีหุ่นโขนชักขวักไขว่ ตลอดสามวัน จากนั้นก็ปลงศพ ญาติและร่วมงานมีมากมาย ทำบุญฉลองอัฐิเสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับบ้านกัน



Create Date : 26 มกราคม 2560
Last Update : 26 มกราคม 2560 16:40:33 น.
Counter : 297 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments