มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
25
27
28
29
30
31
 
 
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 1 กำเนิดขุนช้าง ขุนแผน





ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ 1 กำเนิดขุนช้าง ขุนแผน

ในรัชสมัยสมเด็จพระพันวษา(สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พ.ศ 2034-พ.ศ 2072) แห่งกรุงศรีอยุธยา ในยุคสมัยนี้ อยู่ในช่วงเวลาเจริญรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยามีอาณาเขตกว้างขวาง เมืองน้อยใหญ่ต่างเกรงกลัวในพระราชอำนาจ บ้านเมืองสงบร่มเย็นข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรมราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข

เมืองสุพรรณบุรี

ขุนไกรพลพ่ายแห่งบ้านพลับ เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทอง มีความรู้ทางคงกระพันชาตรี ได้แต่งงานกับนางทองประศรีบ้านเดิมอยู่แถบวัดตะไกรจากนั้นทั้งคู่ย้ายไปปลูกเรือนใหม่อยู่กินด้วยกันที่สุพรรณบุรี ขุนไกรรับราชการเป็นทหารอยุธยา ประจำอยู่เมืองสุพรรณ มีไพร่พลในบังคับบัญชามากถึง ๗๐๐ คนขุนไกรเป็นทหารชาญชัยใจฉกรรจ์ เข้ารบที่ไหนไม่ที่จะถอย เป็นประเภทถอยไม่เป็นถึงแม้ว่าอริราชศัตรูจะมีมากเพียงใดก็ตามเป็นที่รับรู้ไปทั่วทั้งกรมการเมืองสุพรรณฯ

ขุนศรีวิชัยรับราชการเป็นนายกรมช้างกองนอก เป็นเศรษฐีใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรีมีทรัพย์นับร้อยมีบ่าวไพร่มากมาย แต่งงานกับนางเทพทองอยู่ท่าสิบเบี้ย เมืองสุพรรณฯ

พันศรโยธาแต่งงานกับหญิงงามนามว่าศรีประจัน บ้านอยู่ท่าพี่เลี้ยง เมืองสุพรรณฯทั้งคู่มาจากตระกูลเศรษฐี นางศรีประจันมีน้องสาวชื่อ บัวประจัน มีนิสัยปากกล้ามีผัวชื่อนายโชคดง ซึ่งมีบ้านเดิมอยู่ปางเหี้ย ครั้นแต่งงานแล้ว ลุ่มหลงเมียไม่คิดถึงเผ่าพันธุ์เดิม ชอบที่จะขโมยควายชาวบ้าน

ต่อไปจะกล่าวถึงกำเนิดของคนทั้งหลายเมื่อจะเข้าสู่ครรภ์ มีเจ้าผีร้ายบนปลายไม้ชอบปั้นรูปคนเล่นหัวเราะคิกคัก ปั้นแล้วหยิกบีปบี้บ้างปั้นแล้วปั้นอีก เอานั่นใส่นี่ให้ครบครัน เป็นที่สนุกสนาน หยิกบ้างทำให้รูปปั้นมีหน้าตาแปลกประหลาดอัปลักษณ์ คืนหนึ่งขณะที่ผีปั้นกำลังปั้นรูปอยู่บนปลายไม้ ก็มีสัตว์นรกตนหนึ่งซึ่งอยู่รับกรรมในนรกทุกข์ทรมานเป็นเวลาช้านานในที่สุดก็พ้นจากขุมนรกขณะที่กำลังจะหาทางไปสวรรค์อยู่นั้น ก็ถูกผีขยันปั้นจับยัดลงในครรภ์

ฝ่ายนางเทพทองคืนนั้นนอนหลับละเมอฝันไปว่ามีช้างพลายตายตัวพองหัวเน่ากลิ้งริมตลิ่ง ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวนไปทั่ว ปรากฏนกตะกรุมบินมาจากป่าใหญ่คาบช้างเหม็นอืดตัวนั้นนำมาวางไว้หอกลางที่นางนอน ยิ่งไปกว่านั้นไม่ทราบว่าอะไรดลใจให้นางเรียกนกนั้น

“เชิญท่านมานี่ก่อน”

จากนั้นนอนกอดนกหัวล้านและช้างตายอืดเน่าเหม็นนั้นนอนอย่างสบายใจ

ครั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาจึงรีบปลุกผัวทันทีพร้อมกับอาเจียนตัวสั่นคลอน เพราะไม่อาจกลั้นต่อกลิ่นอันเน่าเหม็นนั้นได้ ด้วยความรู้สึกว่าสิ่งเน่าเหม็นในฝันนั้นเป็นกลิ่นเหม็นสุดจะทนทานได้ ยังตามติดมาแม้ในเพลานี้ นางอาเจียนจนตัวสั่นคลอนสุดที่จะทนได้อาเจียนเท่าไรก็ไม่หายเหม็นในสุดต้องเรียกให้สามีช่วยนวด ทุบคอ

“โฮก...ฮาก...พี่ช่วยข้าไหว้วานช่วยทุบหน่อย”

ขุนศรีวิชัยตกใจลุกขึ้นมาเห็นเมียอาเจียนลุกขึ้นลนลานทำตามที่เมียร้องขอ โดยได้ช่วยบีบนวดขยำคอ จนกระทั่งนางค่อยบรรเทาอาการอาเจียนบ้างแล้วจึงได้ถามถึงสาเหตุ นางเทพทองจึงได้เล่าความฝันนั้นให้ฟัง

ขุนศรีวิชัยจึงได้ทำนายฝันว่า

“เจ้าจะตั้งครรภ์หาเป็นไรไม่ ลูกของเราจะเป็นชาย ส่วนนกตะกรุมคาบช้างใหญ่มาหมายถึงจะลูกของเราจะบริบูรณ์พูนสวัสดิ์มีเงินตรามากกว่าห้าเกวียน แต่ลูกเราจะทำให้ขายหน้าเพราะเกิดมาหัวล้าน”

นางเทพทองฟังแล้วไม่รับพรยังคงกุมท้องอาเจียนต่อไป นางจึงอาเจียนไปด่าไป

“โคตรแม่มึงช่างให้มาอาเจียน ฉันจะตายอยู่แล้ว ลูกหัวล้านจะเลี้ยงไปทำไม”

xxxxxx

ฝ่ายนางทองประศรีในขณะที่นอนกับสามีในเรือนใหญ่ นางฝันไปว่า ท้าวสหัสสนัยน์ถือแหวนเพชรเม็ดใหญ่เหาะมา แล้วยื่นให้ นางรับแหงวนนั้นด้วยใจยินดีเหลือประมาณแสงเพชรส่องเข้าตาจึงตกใจตื่นขึ้นมา ผวาตื่นขึ้นปลุกผัวในทันที

“มีอะไรหรือเจ้า”

ขุนไกรถามหลังจากตื่นแล้วนางทองประศรีจึงเล่าเนื้อความแห่งความฝันให้ฟัง หลังจากนั้นทั้งสองก็พากันไปล้างหน้านั่งกินหมากพลูเป็นที่สบายใจแล้ว ขุนไกรทำนายฝันว่า

“น้องเจ้าฝันว่าได้แหวนเพชร สิ่งนี้เป็นมงคล จะได้ลูกชายประดุจทหารพระนารายณ์มาเกิด มีความกล้าหาญภายหน้าจะได้เป็นทหารใหญ่มียศใหญ่โตถึงพระยา ขอให้เจ้าสบายใจได้”

นางทองประศรียกมือยกมือสาธุรับคำทำนายของผัวจากนั้นทั้งสองกลับเข้านอนด้วยความสบายใจตลอดราตรี

xxxxxx

ส่วนนางศรีประจัน เที่ยงคืนนั้นนอนฝันว่าพระวิษณุนายช่างใหญ่เหาะมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า ถือแหวนมาสวมนิ้วของนาง จากนั้นก็เหาะกลับนางนอนหลับอย่างมีความสุขจนกระทั่งสว่าง เช้านี้นางมีสีหน้ายิ้มระรื่นตลอดเวลาเมื่อผัวถามจึงเล่าความฝันให้ฟัง

“ฝันนั้นติดตาอยู่ ดีร้ายประการใดจะมีโรคร้ายเกิดขึ้นกับเมียฤาไม่”

พันศรโยธาหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแก้ฝันว่า

“มิต้องกังวลดอก มิมีโรคร้ายอันใดเกิดแก่เจ้า มีแต่สิ่งดีที่จะเกิดขึ้น”

“สิ่งดีอันใดฤาพี่”

“ที่ว่าโรคดีหมายถึงเจ้าจะมีครรภ์ได้แหวนประดับหมายถึงจะได้ลูกหญิงมีรูปงามหาใดเหมือนเพราะฝีมือการปั้นของพระวิษณุกรรม์”

นางศรีประจันหัวเราะรับพรว่า

“ขอให้เป็นดังพี่ว่าเถิดฉันนี้จะไม่อุ้มลูกคนอื่นให้เขาว่าได้เลย”

xxxxxx

ฝ่ายนางเทพทองเมื่อครรภ์โตขึ้นเรื่อยๆลุกนั่งด้วยความยากลำบาก แพ้ท้องอยากกินเนื้อพล่าจนตัวสั่นเห็นเนื้อดิบแล้วน้ำลายไหลเหมือนกับผีกระสือ ร้องอ้อนผัวจะกินอย่างเดียวกินเท่าไรก็ไม่อิ่ม ทั้งปลาไหล ไก่ กบ เต่า แย้ อึ่งนา กินเรียบไม่มีเหลืออีกทั้งยังทำให้กลายเป็นคอทองแดงนักเลงดื่มสุรา มีกี่ไหก็ไม่เหลือ จนซื้อแทบไม่ทันอุ้มทองด้วยความยากลำบากนานถึงสิบเดือน ลูกในท้องก็ถีบหนักขึ้นพอใกล้ฤกษ์คลอดนางเจ็บหนักร้องเรียกพ่อแม่ เรียกหาผัวร้องดังจนคนในบ้านตกใจวิ่งวุ่นกันทั้งบ้าน

เสียงร้องของนางเทพทองทำให้คนบ้านต้องวิ่งวุ่นใครนึกอะไรได้ก็ทำกัน บ้างก็เสกข้าวสารหว่าน บ้างเอาเบี้ยเหน็บฝาเรือนจนเต็มไปหมดบ้างเร่งหมอตำแยให้รีบทำคลอด

“เร็ว ๆ หน่อยแม่หมอระวังเด็กขวางด้วยละ”

เสียงหนึ่งในกลุ่มผู้ช่วยร้องเตือนด้วยความเป็นห่วงท่ามกลางความโกลาหลของคนในบ้าน บ้างก็เข้ามาหนุนหลังนั่งเคียงข้างนางเทพทองช่วยปลอบให้กำลังใจ ขุนศรีวิชัยก็เข้ามาปลอบเมียเป่ากระหม่อมให้เพื่อให้นางคลายความกังวล

“มิเป็นไรแล้วเจ้าพี่เป่ากระหม่อมให้แล้ว มิต้องกังวลประการใดๆ ทั้งนั้น”

จากนั้นหมอตำแยก็เข้าทำหน้าที่เข้าคร่อมท้อง นางเทพทองก็ข่มส่งรับจังหวะ โดยพยายามให้นางเทพทองเบ่ง

“เด็กตั้งตัวตรงแล้วเบ่งเลยจะออกแล้วววๆๆ”

จากนั้นยายคงหมอตำแยวัยชรา พยายามข่มช่วยอย่างเต็มที่เมื่อเด็กออกมาได้แกถึงกับล้มกลิ้งไปชนฝาเรือน ตามมาด้วยเสียงเด็กร้อง จากนั้นผู้เป็นแม่ลืมตาดูลูกพลิกไปพลิกมาก็พบว่าลักษณะน่าเกลียดน่าชังหัวล้านเหมือนนกตะกรุมที่ฝันถึงเมื่อคราวตั้งครรภ์จึงอดบ่นมิได้

“โธ่เอ๋ยลูกแม่หน้าตาเหมือนกับผีปั้น หน้าตาอัปลักษณ์ มิหนำซ้ำยังหัวล้านเสียแรงที่แม่อุ้มมา เลี้ยงไปก็มีแต่อายเขา หัวของมันไปเหมือนโคตรข้างไหนกัน”

นางเทพทองด่าบ่นจนเหนื่อยอ่อนจากนั้นก็เข้านอนไฟส่วนลูกชายมีแม่นม และข้าทาสหญิงชายคอยดูแล อาบน้ำป้อนข้าวป้อนน้ำ ไกวเปลตลอดเวลาครอบครัวมีฐานะดีขึ้นกว่าเดิมเงินทองไหลมาเทมา ข้าทาส บริวาร มีมากมาย ด้วยบุญของลูกอ่อนได้สร้างไว้ถึงแม้ว่าแม่จะเกลียดชัง แต่ความมั่งคั่งหาใครเสมอมิได้ ปู่ย่าตายายพลอยสบายใจตั้งชื่อหลานไว้เป็นมงคล ว่าขุนช้าง เพราะผู้เป็นแม่ฝันว่านกตะกรุมคาบช้างมาจากป่า มาไว้ที่กลางเรือน จึงมีลักษณะหัวล้านมีขนดกที่หน้าอกตั้งแต่เกิด

จากนั้นให้เอาเงินทองร้อยกรองใส่คอกำไลข้อมือ มีมากมายจนล้นข้อมือ กำไลข้อเท้า ใส่จนเดินขากาง ที่เอวคาดสร้อยอ่อนประดับด้วยกัลปังหาห้อยโตงเตงแกว่างไปมา ดูแล้วน่ารักน่าชังนางเทพทองเห็นแล้วกล่าวว่า

“อ้ายยาจก เต้นเหมือนตลกโขน ซนอยู่ไม่นิ่งเหมือนลิงทโมนผีที่ไหนไม่รู้ปั้นมา หน้าเหมือนค่างบ้องแบ้วเหมือนแมวกินปลา ดูแล้วอุ้มไม่ลง”

นางเทพทองแช่งด่าแช่งขุนช้างเป็นประจำจนกระทั่งขุนช้างอายุได้สามขวบ ไปเดินเที่ยวเล่นเด็กทั่วไปเห็นแล้วกลัวร้องจนตัวสั่น

“แม่ๆๆ ตัวอะไร แงๆๆๆดูมันอ้าปากยิงฟัน กลัวๆ แงๆๆ”

ผู้เป็นแม่จึงกล่าวว่า

“อย่าไปกลัวเลยลูกที่เห็นคือขุนช้าง เป็นลูกของบ้านใหญ่ เขาเป็นเศรษฐีนะลูก มานี่อย่าไปขวางทางเขา”

xxxxxxxxx

ฝ่ายนางทองประศรีเมื่อครรภ์ดูมีน้ำมีนวลกว่าเดิมผิวพรรณเปล่งปลั่ง แก้มสดใส หน้าอกเต่งตึงนางตั้งใจจำศีลภาวนาทำบุญสุญทานเป็นเนืองนิตย์ เมื่อครบสิบเดือน เริ่มเจ็บท้องเตือน เนื่องจากเป็นท้องแรก นางจึงร้องวุ่นวาย ปู่ย่าตายาย ญาติทั้งหลายโกลาหลพอสมควร พอถึงฤกษ์งามยามดี นางคลอดบุตรอย่างง่ายดายเป็นลูกชาย หลายๆ คนช่วยกันดูแล ทั้งล้างทั้งเช็ด เสร็จแล้วก็ส่งให้แม่นมตามตัวทาด้วยขมิ้น จากนั้นเอาใส่กระด้งให้นอนบนเบาะ ห่มผ้าให้ ทุกคนต่างชมว่าเรือนผมน่ารักดังฝักบัวจากนั้นก็เอาใส่อู่แกว่งไกว ส่วนนางทองประศรีก็เข้าอยู่ไฟ

ประมาณหนึ่งเดือนผ่านไป จากนั้นนางทองประศรีออกจากอยู่ไฟได้ปรึกษา กับปู่ย่า ตายาย

“จะให้ตั้งชื่ออย่างไรดี”

ตาที่เป็นหมอดู นั่งคิดคำนวณเสร็จแล้วกล่าวว่า

“วันเดือนปีเกิดหลานชาย ตรงกับปีขาลวันอังคาร เดือนห้า ตกฟากสามชั้นฉาย กรุงจีนเอาแก้วอันแพรวพรายมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาให้ใส่ที่ปลายยอดของเจดีย์ใหญ่ ของวัดพระยาไทย ดังนั้นควรให้ชื่อ พลายแก้วแววไว ก็แล้วกันเอาละเมื่อได้ชื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ช่วยกันทำบายศรี เอาเงินทองของดีของมีค่ามีราคา มาผูก กล้วย ขนม ข้าวต้ม เอามาใส่ รวมทั้ง ดอกไม้ ธูป เทียน”

จากนั้นเชิญแขกและญาติทั้งหลายให้นั่งล้อมเป็นวงยกบายศรีขึ้นโห่สามลา เวียนไปมาเอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นตาจึงกล่าวสวดว่า

“ศรีศรีวันนี้ฤกษ์ดีแล้วขวัญของพ่อพลายแก้วอย่าไปไหน ขวัญของพ่อจงมาอยู่กับเนื้อกับตัว มาชมช้าง ม้าข้าทาส เงินทอง อย่าเที่ยวท่องไปในที่ไหนๆ มาชมแก้วแหวนเงินทอง ให้สบายใจ”

จากนั้นร่วมกันโห่สามทีดับไฟโบกควันเจิมหน้าให้ กล่าวต่อไปว่า

“ขอให้พ่อพลายแก้วมีอายุหมื่นปีมีชัยชนะในทุกถิ่นที่ โชคดีทุกแห่งหน”

หลังจากทำขวัญพลายแก้วแล้วก็อยู่ครอบครัวเป็นสุขสืบมาจนอายุได้ 5 ปี พูดได้คล่องแคล่วฉะฉานยิ่งนัก

xxxxxxx

ขอกล่าวถึงนางศรีประจันในขณะที่มีครรภ์มีความสุขสบายใจยิ่งนักจนกระทั่งครบสิบเดือน ก็เจ็บท้องสุดที่จะทนได้ลุกขึ้นถีบยัน กลิ้งเกลือก พลิกไปมา ร้องลั่นเหมือนคนฟั่นเฟือนดังลั่นทั้งเรือนปู่ยาตายาย พ่อแม่ หมอตำแย แม่มด หมอผี พี่ป้า น้า อา ข้าทาสบริวาร ต่างก็มาพร้อมกันในทันทีบางคนเอาเบี้ยขึ้นควงเหนือหัว ปากบ่นพึมพำฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อฟังรู้เรื่องจากนั้นก็ได้ยินว่า

“หากูทำไมอ้ายขุนโรง”

จากนั้นก็คว้าเหล้าขึ้นมาดื่มเหล้าเคี้ยวหมากจับๆ ลุกขึ้นเต้นเหยงๆ เป็นการใหญ่บางครั้งทำท่าเหมือนจะล้มหัวคะมำ บางครั้งก็รำอย่างอ่อนช้อย จากนั้นก็กล่าวว่า

“ไม่ต้องตกใจไป พ่อหลวงมาช่วยคุ้มครองหาเป็นไรไม่”

เสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า

“ข้าไหว้ท่านพ่อหลวงได้โปรดช่วยด้วย”

“มึงอย่าร้อนใจไปคอยฟังกู”

จากก็ลุกขึ้นเต้นรำต่อ นางศรีประจันเจ็บท้องหนักขึ้นเรื่อยๆหมอตำแยเข้าช่วยข่มเป็นพัลวัน

“ถึงยามฤกษ์ปลอดภัยแล้ว”

หลังจากผู้ที่เรียกตัวเองว่าพ่อหลวงกล่าวจบ เด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าชังก็คลอดออกมา จากนั้นเอามาอาบน้ำทาขมิ้น ให้กินนมเสร็จแล้วให้นอนในอู่ มีแม่นมข้าทาสบริวารเลี้ยงดูสุขสำราญ เด็กหญิงยิ่งโตยิ่งงาม พ่อแม่ก็รักดังแก้วตาดวงใจ ปู่ย่า ตาทวด มาทำขวัญด้วยแหวนทองสิ่งของมากมาย จนกระทั่งอายุ 5 ขวบ งามพริ้งเพรายิ่งนัก ทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้นประดุจสลักเหลา ผมสลวยสวยดำเงางามจึงปลงใจตั้งชื่อว่า พิมพิลาไลย มีความสามารถทางเย็บปักถักร้อยรุ่นราวคราวเดียวกันไม่มีใครสู้ได้เช้าเย็นเล่นเก็บดอกไม้ที่ข้างวัดเขาใหญ่เป็นประจำ

พลายแก้วกับขุนช้างมีการออกไปเล่นบ่าวข้าตามประสาเด็กพอพบกับขุนช้างก็ชวนไปเล่นซื้อเหล้า

“ไปเล่นซื้อเหล้ากันเถอะ”

พลายแก้วกินอึก ขุนช้างยกกรอกปากจนตัวสั่น กินกันจนเมามาย

“กูเมาหนักจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว”

จากนั้นเทเหล้าใส่ขันชวนกันเป็นเกลอ

“เรามาเป็นเพื่อนตายกันดีกว่า”

ขุนช้างจับมือพลายแก้วจุ่มลงขันเหล้าสาบานว่า

“เราทั้งสองจะซื่อสัตย์ต่อกันจนตาย ใครทรยศหักหลังขอให้เทพ เทวดาฆ่าตาย ตายคอขาดด้วยดาบองครักษ์สี่หมู่ขอให้พลัดพรากจากมารดาไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดห้าร้อยกัลป์”

จากนั้นเอานิ้วจุ่มเหล้าที่ขันมาทำท่าควั่นที่คอ พลายแก้วยกเหล้าดื่มอึกๆจากนั้นขุนช้างก็กินตามทำท่าทางเมาเต็มที่พิมพิลาไลยเห็นท่าทางเมาของขุนช้างหัวเราะจนตัวงอกล่าวว่า

“สมน้ำหน้า”

จากนั้นพิมพิลาไลยก็ชวนมาเล่นหุงข้าวต้มแกง เด็กหญิงกวาดทรายทำเป็นรั้วบ้านเริ่มเล่นทำบุญให้ทาน จากนั้นกล่าวว่า

“ไปนิมนต์พระมาเร็วๆ “

ขุนช้างแต่งเป็นสมภารมอญ พลายแก้วแต่เป็นสมภารไทยทำท่าสวดมนต์เป็นการใหญ่ จากนั้นจัดแจงแต่งของยกมาถวายหลังจากเล่นสวดมนต์ฉันเสร็จแล้วพลายแก้วมีความคิดอุตริว่า

“เรามาเล่นเป็นผัวเมียกันเถิดหนา”

ขุนช้างกระโดดดีใจร้องว่า

“เห็นด้วย ข้าชอบๆ”

พิมร้อง

“อ้ายนอกคอก คนหัวถลอก ข้าไม่เล่นด้วยหรอก”

พลายแก้วจึงกล่าวออดอ้อนพิมว่า

“เล่นเถิดเป็นไร ให้ขุนช้างเป็นผัวของเจ้า ข้าจะทำเป็นย่องเข้าไปหาแย่งมาจากขุนช้าง”

จากนั้นทั้งสองเฝ้ารบเร้าพิมจนกระทั่งใจอ่อน พากันไปหักใบไม้มาวางทำเป็นต่างเตียงนอนจากนั้นพิมกวาดทรายทำเป็นเรือน พูนดินทำเป็นฟูกหมอนเสร็จแล้วพิมนอนลงกลางดินขุนช้างนอนเคียงข้างอย่างเร็วไวพลายแก้วรีบกระโดดเข้าแทรกตรงกลาง ชกขุนช้างเปรี้ยงเข้าที่หัวอันล้านเลี่ยนตอนแรกขุนช้างทำเป็นนอนนิ่ง พอพิมที่นอนอยู่เคียงข้างหันมามอง ขุนช้างก็ลุกขึ้นงุ่นง่านร้องโวยวาย

“ช่วยด้วย ข้าโดยขโมยลักเมียจากห้อง”

เด็กที่อยู่ในละแวกนั้นเกรียวกราวขึ้นทันใด เด็กที่เป็นพวกขุนช้างลุกวิ่งไล่พลายแก้วเกิดการถกเถียง ต่อยตีกัน จมูกปากแตกร้องหาพ่อแม่กันจ้าละหวั่นเดือดร้อนถึงผู้ใหญ่ต้องมาช่วยกันห้าม เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้พิมพิลาไลยจึงกล่าวว่า

“อ้ายหัวล้านมันเล่นจังไร กูไม่อาจเล่นได้ต่อไป”

จากนั้นก็พาข้าทาสบริวารกลับบ้านไปหลังจากที่พิมไปแล้วขุนช้างรู้สึกตัวว่าหัวตนเองฟกช้ำดำเขียวก็ตกใจวิ่งร้องไห้กลับบ้านฝนไพลทาร้องโอดโอยเหมือนว่าจะสิ้นใจ

การที่เด็กเล่นเช่นนี้ ท่านว่าเป็นเพราะเทวดาดลใจ การเล่นไม่ใช่สิ่งผิดแต่ถ้าทำผิดจากปากที่เคยกล่าวก็มีอันเป็นไปสิ่งนี้ท่านว่ามีกล่าวในตำราที่มีอยู่ในสุพรรณฯ

ต่อมาขุนศรีวิชัยเห็นพ้องกับเมียว่าลูกเจริญวัยแล้วควรที่จะเข้าเฝ้าถวายตัวต่อสมเด็จพระพันวษาให้เป็นข้าพระบาท ปิดบังไว้เกรงจะมีความผิดติดตัว จากนั้นสั่งข้าไท ให้พาไปอาบน้ำ แต่งตัวทาขมิ้นทาแป้งจนทั่วกระทั่งท้ายทอยคล้องกำไลทองเต็มสองแขนที่นิ้วก้อยใส่แหวนเพชร มองดูแล้วเหมือนลูกเสือนัยน์ตาลอยไปที่หอกลาง ให้จัดหาดอกไม้ธูปเทียนใส่พานตามแบบระเบียบประเพณีที่เคยจัดทำตระเตรียมเสบียง ช้างพลาย สำหรับการเดินทาง สองพ่อลูกขึ้นนั่งสัปคับ

จากนั้นควาญช้างขับช้างเดินทางพร้อมกับบ่าวไพร่ที่งุ่มง่ามตามมาผ่านทุ่งทิวไม้ ลำธาร จนกระทั่งถึงวัดธรรมารามก็หยุดพักปลงช้างไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าขุนช้างตัวเล็กกับบิดา ข้ามท่าเพื่อจะเข้าเมืองชาวบ้านร้านตลาดครั้นเห็นขุนช้างก็ร้อง

“เด็กอะไรน่าเวทนาจริงๆ หัวล่อนกล้อนเป็นที่สุด ดูแล้วเหมือนลิงค่างมาเกิดผีนอกคอกที่ไหนปั้นมา”

ผู้คนพากันหัวร่อ จนกระทั่งพ่อลูกหายลับเข้าไปในวัง พวกขุนนางที่รอเฝ้าอยู่ในวังเห็นก็พากันหัวเราะแทบบ้าทำให้ขุนช้างน้อยพลอยประหม่าละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก ต้องอยู่ชิดติดกับบิดาตลอดเวลา

เมื่อถึงเวลาบ่ายสี่โมงเศษสมเด็จพระพันวษาก่อนเสด็จออกพระลานหน้าพร้อมด้วยนางสนมลงสรงที่คงคาทางสุคนธ์หอมฟุ้ง ทรงภูษาดอกกินรี จับพระแสงนาคา พอจวนเย็นออกหน้าพระลานเสียงประโคมแตรสังข์ ฆ้อง กลอง ตำรวจ ข้าราชการ อภิวาทอัญชลี ทรงประทับเหนืออาสน์

ขุนศรีวิชัยและขุนช้าง รีบคลานเข้ามาวางธูปเทียนดอกไม้เข้าไปตั้งตรงพระพักตร์ขุนช้างหมอบชิดกับบิดา ในใจกลัวแทบตาย

ครานั้นสมเด็จพระพันวษาทอดพระเนตรเห็นดอกไม้ธูปเทียนที่ขุนศรีวิชัยและขุนช้างถวายแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า

“ฮ้า เฮ้ยอ้ายขุนศรีวิชัย มึงพาลูกใครมาหว่า หัวดูน่าสมเพชเวทนาเป็นลูกหลานของผู้ใดหรือว่าเป็นเป็นเครือญาติของมึง หัวก็ล้านจะเอามาให้กูฤาถึงได้มีดอกไม้ธูปเทียนใส่พานมา”

ขุนศรีวิชัยจึงกราบทูลว่า

“ขอเดชะพระองค์จงกรุณา ชีวิตข้าพระองค์อยู่ใต้ธุลีพระบาทเป็นขุนช้างบุตรของข้าพระองค์พระเจ้าข้า ขอถวายไว้เป็นทหารด้วยเด็กคนนี้มีชะตาราศีมีลาภมาสู่ร่มโพธิสมภารของพระองค์ ตั้งแต่บุตรขุนช้างนี้เกิดมาเงินทองของดีต่างๆ ช้าง ม้า วัว ควาย มิพอจะได้ก็ได้มา พระเจ้าข้า”

สมเด็จพระพันวษาฟังทูลทรงสรวลว่า

“เออหัวดูน่าเวทนาแต่ได้ลาภตามที่ว่าก็ชอบกล ตอนนี้ยังเด็กเล็กนัก ให้ไว้กับกูก็ไม่เป็นประโยชน์เอ็งจงเลี้ยงไว้ก่อน เมื่อเติบใหญ่จึงค่อยเอามาให้กู”

จากนั้นตรัสสั่งพนักงานจัดของพระราชทานของมีเสื้อผ้า เป็นต้นพ่อลูกกราบลงสามครั้ง ด้วยความยินดีในพระกรุณา




Create Date : 24 มกราคม 2560
Last Update : 26 มกราคม 2560 9:22:40 น.
Counter : 226 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments