กุมภาพันธ์ 2560

 
 
 
1
2
3
5
6
7
9
10
11
12
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
หวายดง ตอนที่ 27 ลาดตระเวนส่วนหน้า


หวายดง โดย ทักษภณ

ตอนที่ 27 ลาดตระเวนส่วนหน้า

หลังจากที่มีเสียงม้าดังขึ้นอีกครั้งคู่ต่อสู้ของอึ่งมีแรงฮึดอย่างน่าอัศจรรย์ ทันใดนั้นสัญญาณมีผู้บุกรุกก็ดังขึ้น เป็นเขียวนั่นเองที่ให้สัญญาณ

หลังจากนั้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา สร้างความตกใจให้แก่คนทั้งสามยิ่งนักชายฉกรรณ์บนหลังม้าราว เจ็ด ถึงแปดคนอาวุธครบมือควบม้าพุ่งด้วยความเร็วเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สีหน้าของสองคนฝ่ายตรงข้ามเริ่มปรากฏรอยยิ้มรอยยิ้มนี้ เป็นการยิ้มอย่างผู้มีชัย

“ฮ่าๆๆ..ยังจะถามชื่อ ที่อยู่พวกข้าอีกฤาไม่”

หนึ่งในสองคนต่อสู้พลางถามพลางด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ ด้วยเห็นสีหน้าของอึ่งเปลี่ยนไป

”เดี๋ยว หยุดก่อนเราคนกันเองน่าจะค่อยๆพูดจากันก็ได้”

อึ่งกล่าวแล้วพยายามถอยม้าออกมา ด้วยเห็นว่าเพลานี้ฝ่ายตนเริ่มจะเสียเปรียบหันมองกลับไปทางด้านขบวนเกวียน จากนั้นได้ส่งสัญญาณเสียงไปถึงขบวนเกวียนอย่างรวดเร็วแข่งกับเวลาที่มีอยู่น้อยนิดทำนองว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำ พร้อมกับส่งสัญญาณให้อีกสองคนถอยด้วย

แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าฝ่ายตนเริ่มจะได้เปรียบกลับไม่คิดเจรจาด้วย ทั้งยังหันไปโบกมือให้สัญญาณพวกที่กำลังจะมาถึง ให้บุกกระหน่ำเข้ามาอีกด้วย

ฝ่ายตรงข้ามกับขบวนเกวียน เดิมมีสองมาเพิ่มอีก แปดรวมเป็นสิบ ดาหน้าเข้าโอบล้อมคนทั้งสามเป็นแนวเรียงกระดาน

ฝ่ายหนึ่งถอยอย่างช้าๆ อย่างระมัดระวังอีกฝ่ายหนึ่งค่อยๆควบม้าย่างสามขุมเข้ามา คล้ายกับสิงโตเข้าขย้ำเหยื่อ

“พวกเจ้าทั้งสามหมดพูดเวลาแล้วน่าเสียดายที่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ พวกข้าไม่อยากเปลืองน้ำลายไปกว่านี้แล้ววันนี้จะสั่งสอนพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ให้ได้จดจำไปจนชั่วชีวิตโอ...ลืมไปว่า พวกเจ้าทั้งสามคงไม่มีโอกาสได้พูดกระไรอีกแล้ว”

คำว่าหมดเวลาพูดเอาชีวิตมาทิ้ง ทำเอาคนทั้งสามเหงื่อแตกอึ่งหันมองไปฝั่งทางขบวนเกวียนก็ยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับหรือเคลื่อนไหวใดทำให้รู้สึกประหลาดใจระคนตกใจยิ่งนัก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าว่าทางฝั่งขบวนเกวียนก็อาจจะเกิดเหตุร้ายใดๆ

รึว่าทางฝั่งขบวนเกวียนจะโดนโจมตีด้วย โอ...การปล้นขบวนเกวียนครั้งนี้ช่างแยบยลยิ่งนักถ้าคนพวกนี้พูดจริงทำจริง ชาตินี้คงไม่ได้กลับไปเห็นหน้าคนที่บ้านเป็นแน่

“ไอ้อึ่งมีอะไรจะสั่งเสียก็บอกข้าได้นะ”

อึ่งหันไปมองเพื่อนร่วมขบวน เห็นมันแสดงท่าทางแปลกๆ แต่ไม่เข้าใจในคำพูด และท่าทางของเพื่อนร่วมงาน จึงตะโกนถามไปด้วยความสงสัย

“เฮ้ย...มึงพูดกระไรไม่ใช่จะสู้ด้วยกัน ตายด้วยกันรึ”

“ข้าคิดว่าควรจะมีผู้ที่ไปส่งข่าว พวกข้าขอเสียสละเป็นผู้ไปส่งข่าวส่วนมึงขอให้เสียสละปะทะกับพวกนี้ชะลอไว้ข้าสองคนจะไปแจ้งข่าวกับหัวหน้า ไปนะ”

จบคำ เขียดและเขียว ก็ชักม้ามุ่งหน้ากลับไปที่ขบวนเกวียนอย่างรวดเร็ว อึ่งร้องตกใจ เห็นท่าไม่ดี รีบชักม้าตามการไล่ล่าระหว่างสาม กับสิบก็เริ่มขึ้น

สถานการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เมื่อครู่กลุ่มขบวนเกวียนเหมือนจะเป็นผู้ที่เหนือกว่า เปรียบดังแมวขย้ำหนูอยู่แล้วเชียว แต่เพลานี้ทั้งสามกลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกไล่ขย้ำเสียเอง

พริบตาเดียว ทั้งหมดไล่ล่ามุ่งหน้าไปยังขบวนเกวียนในเส้นทางที่ เนินสูงต่ำ คดเลี้ยว สองข้างบางระยะทางรกทึบ ไม่อาจมองเห็นกันและกันในระยะไกล

เพลานี้ขบวนเกวียนกำลังมุ่งหน้ามายังกลุ่มคนที่ไล่ล่าเช่นเดียวกัน การเดินทางของผู้คนทั้งสองกลุ่มเป็นลักษณะของการเดินทางเข้าหากัน

ในที่สุดกองทัพกองเกวียนก็ปรากฏแก่สายตา จากนั้นก็มีเสียงโห่ดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเสียงโห่ที่แสดงถึงความฮึกเหิมพร้อมที่จะเข้าต่อสู้ ผู้ไล่ล่าติดตามทั้งสิบ ถึงกับชะงักรีบรั้งม้าไว้จนสุดกำลัง

เนื่องจากสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือกองทัพคนนับร้อยที่พร้อมจะต่อสู้สิ่งที่เด่นเป็นสง่าหน้าขบวนเกวียน คือธงสัญลักษณ์ทางการค้าของเศรษฐีเมืองโคราช

ดังนั้นสถานการณ์เพลานี้ ฝ่ายที่ติดตามไล่ล่ารู้ตัวดีว่าควรทำเยี่ยงใด

“ข้าว่าเราน่าจะคุยกันดีๆ ก็ได้ พวกข้าแค่ต้องการจะตามหาคน”

คนในกลุ่มผู้ติดตามกล่าวขึ้นหลังจากหยุดม้าแบบกะทันหัน มองเห็นธงเครื่องหมายการค้า และจำนวนคู่ต่อสู้เป็นร้อยเบื้องหน้า

“ฮะๆ แค๊กๆ”

เป็นเสียงของอึ่งหัวเราะด้วยความสะใจด้วยเมื่อสักครู่ไล่ต้อนทำให้ต้องหนีอย่างทุลักทุเลมันคิดรีบจะพูดแต่สำลักน้ำลายเสียก่อน เพราะอาการเหนื่อยหอบ ทำให้หวายต้องรีบโบกมือสั่งให้ทั้งสามที่ถูกไล่ล่าเมื่อสักครู่ให้ไปสงบเสงี่ยมทางด้านหลัง

“พวกท่านเป็นใครมีกิจอันใด กับกลุ่มการค้าเรารึ หรือว่าต้องการเสบียงก็บอกมา”

หวายกล่าวท่ามกลางบรรยากาศเสียงโห่ร้องของชาวขบวนเกวียนทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกขนลุกได้ สิบต่อร้อย แค่ขว้างก้อนหินคนละก้อนก็ไม่น่านะรอดแล้ว

“พวกเรามีถิ่นพำนักที่ลำตะคองกำลังติดตามคนผู้หนึ่ง มิได้มีกิจธุระอันใดกับขบวนเกวียนท่านดอกอย่างไรเสียขอให้ท่านเปิดทางผ่านให้พวกเรา มีอันใดล่วงเกินก็ขออภัย”

เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับนักเดินทางว่ามีกลุ่มก๊กลำตะคองอยู่ในละแวกนี้ มีการส้องสุมกำลังพอสมควร

“อ้อ...กลุ่มลำตะคองนี่เองได้ยินชื่อเสียงมานาน ถ้าคนของเรารู้ว่าเป็นพวกท่านคงมิกล้าทำให้ท่านต้องลำบากขออภัยที่ล่วงเกิน คนของข้ามีตาแต่หามีแววไม่ เฮ้ย...พวกเราเปิดทางให้พี่เขา เร็วๆหน่อย”

ตอนท้ายหวายสั่งให้คนของเปิดทาง คนของกลุ่มลำตะคอง หันมากล่าวขอบคุณ

“ขอบคุณนายฮ้อยที่เปิดทาง ท่านมีชื่อว่ากระไร ข้าชื่อขาว หวังว่าวันหลังคงได้เจอกันอีก”

คนที่มีผิวค่อนข้างคล้ำไว้เคราดำครึ้มกล่าว

“ข้า ชื่อหวายเป็นหัวหน้าขบวนเกวียนนี้ ก็คิดว่าคงจะมีโอกาสได้ ดวล...กับท่าน สักไหสองไห”

ทันทีที่ได้รับการเปิดทางคนของกลุ่มลำตะคองก็ควบม้าพุ่งไปทันทีคนสุดท้ายดูน่าจะเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดีที่สุด ได้ชักม้าทางหวายกล่าวว่า

“รู้สึกว่าไอ้งาเดียวมันออกมาหากินทางตามทางเกวียนอีกแล้วอย่างไรเสียให้พวกท่านระวังด้วย”

หลังจากกล่าวคำที่ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกแล้วก็ได้ควบม้าไปเป็นคนสุดท้าย

“ข้ารู้สึกเหมือนว่าไม่น่าปล่อยไอ้คนสุดท้ายไปเลยเป็นการวางยาชัดๆ พวกขบวนเกวียนได้ยินชื่อไอ้งาเดียว สำหรับคนที่เคยเจอมันมาแล้ว คงกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่วันก่อนก็เพิ่งเจอไอ้สองงา วิ่งกันจนลืมเสื้อลืมผ้า”

ขณะที่อึ่งกล่าวคนที่แจ้งข่าวไอ้งาเดียวได้ไปไกลลิบแล้ว ขบวนเกวียนได้รับคำสั่งให้พักชั่วครู่ทำการปรับขบวน ทำกิจธุระส่วนตัว เพื่อจะได้รีบเดินทางต่อไป หวายสั่งให้ เขียวกับเขียดไปคุมท้ายขบวน อึ่งลาดตระเวนล่วงหน้าขบวน

“หัวหน้าเหตุใดทำเยี่ยงนี้ไอ้อึ่งตายแน่ แกล้งกันชัดๆ”

อึ่งโวยวาย

“คนเก่งอย่างพี่อึ่งคนเดียวก็เหลือเฝือ เมื่อสักครู่ หนึ่งต้านสิบยังไม่กลัว”

เขียวกล่าวเสริมขึ้นทำให้อึ่งหันไปมอง เอามือขยี้หัวตัวเอง ด้วยอารมณ์โมโหแต่ไม่สามารถทำกระไรได้ด้วยรู้ว่าเพื่อนแกล้งแรงๆ

“ก็พวกมึงเผ่นมาก่อนข้าก็เผ่นตามแทบไม่ทัน จะหนีก็ไม่ยอมบอกกัน”

“ใครว่าหนีข้ามาแจ้งข่าวต่างหาก ส่งสัญญาณให้รู้แล้ว”

เขียดกล่าวเสริมมาอีกคนหวายฟังแล้วดูเหมือนจะเรื่องยาว จึงรีบตัดบท

“พอแล้ว ข้าให้เขียดกับเขียวไปคุมด้านหลังขบวนเกวียนด้วยไม่มั่นใจพวกกลุ่มลำตะคองเท่าใดนัก ถ้าเกิดย้อนกลับมาจะยุ่ง ระวังไว้ก็ดีด้านหน้าข้าจะช่วยดูอีกแรง ไม่ต้องกลัวไป ไอ้อึ่ง ถ้ามึงกลัวก็ไม่ต้องไปก็ได้ข้าจะให้พอกไปแทน”

หวายกล่าวจี้จุดอ่อนของอึ่ง เขารู้ดีว่าใครไปบอกว่ามันไม่กล้า ขี้ขลาดมันจะฮึดขึ้นมาทันที ยอมไม่ได้ที่ใครจะมาพูดทำนองนี้

“ไปก็ได้ถ้าเป็นอะไรไปหัวหน้ารับผิดชอบลูกเมีย ของข้าด้วย จะแสดงให้เห็นๆไปเลยว่า ไอ้อึ่งไม่ใช่คนขี้ขลาดอยู่แล้ว”

อึ่งพูดด้วยน้ำเสียงอันดังแล้วก็กระโดดขึ้นม้าควบไปทางหน้าของขบวนเกวียน หวายมองตามมันไปแล้วหัวเราะและหันไปสั่งส่วนที่เหลือทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายขบวนเกวียนเริ่มเดินทางอีกครั้ง

“ไอ้งาเดียวคือกระไรหรือลุงลวก”

เสียงเจื้อยแจ้วของหนูมุกที่โผล่หัวออกจากกระโจมเกวียนดังมา

“ลุงเกรงว่าหนูมุกรู้แล้ว จะร้องไห้”

“กระไรต้องร้องไห้ด้วยละลุงมันเป็นสิ่งใดกันแน่ เรื่องมันเศร้าโศกเพียงนั้นเชียวรึ”

ก้องถามด้วยความอยากรู้ในท่ามกลางเสียงของขบวนเกวียนเดินทางต่อไปอย่างรีบเร่ง ลวกถอนใจเฮือกหนึ่งแสดงอาการประดุจว่าเป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่

“สาเหตุที่บอกว่ารู้แล้วจะร้องไห้เพราะว่ากลัวจนร้องไห้ต่างหาก ไอ้งาเดียวเป็นช้างพลาย ตัวใหญ่โตหากินตัวเดียวมักจะสร้างความหวาดกลัวตกใจให้กับคนเดินทางเป็นประจำ

ด้วยเหตุว่ามันเป็นช้างที่ไม่กลัวคนแต่สำหรับคนแล้ว ถ้ามันโผล่มาเมื่อใด เป็นได้วิ่งกันเตลิดเปิดเปิงดังนั้นชื่อเสียงของมันจึงเป็นที่รู้จักของนักเดินทาง”

“ยังไม่มีผู้ใดร้องไห้เลยแสดงว่ายังไม่มีผู้ใดรู้เรื่องที่ลุงพูด ลุงคงต้องเหนื่อยต่อไป”

น้ำใสกล่าวขึ้นมาบ้างด้วยสีหน้ายิ้มๆพอกเดินไม่ห่างเกวียนมากนักกล่าวแทรกขึ้นมาว่า

“ตามความเป็นจริงแล้ว ช้างตัวไหนโผล่มาก็ตกใจทั้งนั้นสัตว์เล็ก ตกใจเล็ก สัตว์ใหญ่ตกใจใหญ่”

“ตกใจเล็กตกใจใหญ่เป็นเยี่ยงไรละพี่พอก”

น้ำใสถามขึ้นด้วยรู้ขำในคำพูดของของผู้พิทักษ์เกวียน

“อ้าว ...ตกใจเล็กก็วิ่งเล็กๆน้อยๆ ตกใจใหญ่ ก็วิ่งไปกันใหญ่ นะซิ อย่างเมื่อวานช้างบุกมาตกใจใหญ่ก็วิ่งป่าราบ”

คำตอบของพอกสร้างความครื้นเครงให้ผู้ฟังไม่น้อย

“คิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะมีโจรมาปล้นขบวนเกวียน บ้างฤาไม่”

ก้องถามขึ้นบ้าง

“คิดว่ามีอย่างแน่นอนแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นตอนไหน เพลาใด แต่โจรกลุ่มใดคิดจะปล้นต้องคิดรอบรอบด้วยขบวนนี้เป็นขบวนใหญ่ การปล้นต้องวางให้ดี ต้องมีคนมากพอสมควร โจรกลุ่มใหญ่ส่วนมากหากินมานาน การข่าวต้องดี ฝีมือดี ถึงได้อยู่ได้นานปานนี้

การเป็นโจรปล้นไม่ใช่โจรจะมีอาวุธอยู่ฝ่ายเดียว ลางทีวางแผนการปล้นไม่รอบคอบพวกโจรอาจเจอคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็งกลุ่มโจรก็อาจจะพบจุดจบได้

ขบวนเกวียนของเราไม่น่าจะเป็นสิ่งที่โจรจะเลือกอันดับแรก ถ้ามีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า พวกโจรที่มีกำลังคนเยอะพอจะปล้นได้ พอเห็นธงของเศรษฐีอ่ำก็ต้องเปลี่ยนใจ”

พอกแสดงความเห็นเสียยืดยาว

“เหตุใดพวกโจรเห็นธงแล้วถึงเปลี่ยนใจละลุงหนูดูธงก็ไม่กลัวตรงไหน”

มุกโผล่หัวออกนอกหลังคาของเกวียนชะเง้อหน้าไปมองธงลิบๆข้างหน้าแล้วถาม ทำให้ลวกที่นิ่งอยู่นานอดไม่ได้ที่จะพูดว่า

“หนูมุกไม่รู้กระไร ธงนี้จะแสดงฤทธิ์กับคนไม่ดีเท่านั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าหากว่าโจรกลุ่มใดกล้าไปยุ่งกับขบวนการค้าของเศรษฐีอ่ำความซวยต้องมาเยือนอย่างแน่นอน

ประการแรกเป็นขบวนการค้าที่ใหญ่ เป็นที่ทราบกันดีว่า การเดินทางแต่ละครั้งมีผู้ร่วมขบวนเป็นร้อย การคุ้มกันเต็มไปด้วยยอดฝีมือเท่าที่จะหาได้

ประการต่อมาถ้าใครกล้าไปยุ่งกับขบวนการค้าของเศรษฐี จะโดนตามล่าชนิดไม่เลิกรา

บางคราเศรษฐีก็ยอมจ่ายให้แก่กลุ่มก๊กต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการค้า ใครลำบากอดอยากเศรษฐีก็ช่วยเหลือเศรษฐีทำการค้าทำนองว่า พระคุณนำหน้าพระเดช ใครดีก็ดีด้วย ใครร้าย ก็จะร้ายพอจะเข้าใจหรือยังหนูมุก”

ลวกซึ่งอยู่กับเศรษฐีมานานพอสมควร ตอบแล้วมองไปตามเส้นทางที่เกวียนผ่านไปในเพลานี้มีร่องร่อยการอยู่อาศัยของผู้คน แต่เป็นสภาพรกร้าง สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเคยอยู่อาศัยได้แก่ ผลหมากรากไม้ เป็นต้นว่า ต้นมะม่วง ต้นมะพร้าวหลงเหลืออยู่ คาดว่าการเดินทางเข้าใกล้วัดร้างที่เป็นจุดพักในวันนี้แล้ว

“พอกได้ยินเสียงอะไรบ้างหรือเปล่า”

เสียงของหวายกล่าว ขณะขี่ม้าผ่านพอก แซงขบวนเกวียนขึ้นไปทำให้ผู้คุยกันอย่างออกรสชาติเมื่อสักครู่ทั้งหมด เงียบตั้งใจฟังเสียง ความตึงเครียดหวนกลับมาสู่ผู้คนในขบวนเกวียนอีกครั้ง

“ไอ้อึ่งเป็นกระไร ทำไมไม่ส่งสัญญาณมา”

ลวกเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย




Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2560 21:44:26 น.
Counter : 328 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments