ไม่มีที่ไหน..เกินใจฝัน
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
เยี่ยมประเทศเพื่อนบ้าน..ล๊าว..ลาว (ภาค3 สะบายดี หลวงพะบาง)

ต่อจากภาค2 (วังเวียง)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=thailandguide&month=07-2009&date=02&group=10&gblog=2

7 พ.ค. 2552
เราตื่นกันเช้าปรกติ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บข้าวของใส่กระเป๋า เราจะไปหลวงพะบางกันต่อ นั่งรถ 6 ชั่วโมง กับทางขึ้นเขา คงต้องเตรียมยาแก้เมาไว้บ้างแล้ว สำหรับน้องสาว กะ ลูกชาย สำหรับเราไม่ต้อง เพราะไม่เคยเมารถ แต่ห่วงเรื่องน้ำในหูอย่างเดียว อาการหายไปเกือบปีแล้ว แต่ถ้ามาเจอความกดอากาศเปลี่ยนตอนขึ้นที่สูง ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาอีกหรือป่าว ต้องลองดูกัน เพราะทำอะไรไม่ได้แล้วชั่วโมงนี้ ที่พักด้านหน้า เป็นร้านขายยา ที่มีคุณป้าใจดี ยิ้มเก่ง ขายยาอยู่ นับเป็นคนลาวคนแรก ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ตั้งแต่เราเหยียบแผ่นดินลาว คุณป้าเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า รอยยิ้มดูใจดี และ เป็นมิตรมาก ยาแก้เมาเท่าไหร่คะคุณป้า 3,000.- กีบ / แผง ขอบใจหลาย
เรื่องคำทักทาย สะบายดี กับ ขอบใจหลาย นี่เป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยกับเราเลย เมื่อแรกๆที่มาถึง เพราะเราคอยจะสวัสดี กับ ขอบคุณ อยู่ร่ำไป จนวันนี้ วันที่สามแล้วที่เราพักอาศัยอยู่ใน ประเทศลาว เราก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่
เช็คเอ้าท์ จ่ายค่าที่พักไปสำหรับสองคืน 200,000.- กีบ

เช้านี้ กับมื้ออาหารง่ายๆ ข้าวเหนียว กับแหนมย่าง หน้าที่พัก ระหว่างที่นั่งรอเวลารถมารับ อิ่มสบายท้องกันแล้ว รอๆ..แต่เวลาที่เรารอ เราจะรู้สึกเวลาผ่านไปช้ามากๆ แล้วรถที่มารับ ก็สายไปร่วม ยี่สิบนาที ตอนแรกตกใจรถที่มารับไม่ใช่รถตู้ แบบที่จองไว้ งงๆ..กันจนคนรถบอกว่า นี่แค่รถรับ เดี๋ยวต้องไปขึ้นรถที่สถานีขนส่ง เฮ้อ..ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะรถที่มารับ หน้าตาเป็นรถบัสนักเรียนแบบในหนังแฟนฉันเลย แต่สีขาวคาดแดง

ที่สถานีขนส่ง เราเจอรถคันนี้จอดรออยู่ ยื่นตั๋วเลย ไม่ถาม ไปคันนี้แหละ จอดอยู่คันเดียว ก็มีผู้โดยสารทั้งหมด 11 คน คนไทย 7 ที่เหลือเป็นฝรั่ง 2 คนลาว 2 ขึ้นรถได้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาหลับ เพราะแค่คิดถึงจำนวนชั่วโมงที่ต้องนั่ง ท้อใจอยู่เหมือนกันนะ




แต่ ระหว่างทาง คนขับคอยจอดให้เป็นระยะ เพื่อทำธุระส่วนตัว เราลงแค่จุดที่มีของขาย แว๊บลงไปซื้อน้ำเย็นๆ แล้วก็นั่งกันต่อยาววววว ทิวทัศน์สองข้างทาง ไม่แปลกสำหรับคนมาจากเมืองเหนือแบบเรา เพราะชินกับเส้นทางที่ต้องผ่านหุบเขา ขึ้นเขา ลงเขา แต่สำหรับคนเมืองกรุง ทิวทัศน์สองข้างทางดึงดูดสายตาไม่น้อย แต่คงชมวิวได้ไม่ยาวนานเท่าใดนัก เนื่องจากชั่วโมงในการเดินทางยาวนาน ถึงจะสวยแค่ไหน ก็ต้องพักสายตากันหงุบๆหงับๆ ทั้งคันเหมือนกัน แต่หนึ่งในสองสาวลาวที่นั่งข้างหน้า มีอาการจนคนขับต้องจอดให้ลงเอามื้อเช้าออกมาทิ้ง...อึ๋ยยส์..นี่ขนาดคนลาว ยังไม่ชินกับเส้นทางยังงี้ว่างั้นเถอะ..ก็เลยเป็นคำเตือนสำหรับผู้ที่ชอบ หรือ ไม่ชอบ เมารถ แต่มีอาการทุกครั้งที่เดินทางไกล ว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อม..



จนถึงหลวงพะบางบ่ายสามโมงกว่าๆ ลงจากรถ ก็มีคนเข้ามาเสนอห้องพักกันเลยทีเดียว คำแนะนำของผู้ที่มาก่อนบอกว่า เลือกเอาสักที่เหอะ เพราะว่ายังไง ก็ไม่ต่างจากราคาที่เราไปติดต่อเอง เพราะตอนนำเสนอ เค้าก็มีรูปที่พักเรียบร้อย เลือกได้เลย เลือกมาได้ที่นึง มติเอกฉันท์ ห้าร้อยบาทต่อคืน พักสี่คน ต้องนั่งรถสามล้อจากสถานีขนส่งไปยังที่พัก เอาล่ะสิ ต้องแยกกันนั่งสองคน สองคัน จะหลงกันมั้ยนี่ แต่ไม่เป็นไร เพราะเราเปิด Roaming กันแล้ว มีไรก็กริ๊งกร๊าง หากันได้ พอมาถึงทางแยก ก็เป็นอย่างที่คิด รถไปคนละเส้นทาง เพราะต้องแวะส่งผู้โดยสารตามที่พักที่แต่ละคนเลือกไว้ เดี๋ยวยังไง ก็คงไปเจอกันหน้าที่พัก รถคันของเราไปถึงก่อนแล้วอีกคันก็ตามมา ค่ารถจากสถานีขนส่งมาถึงที่พัก คนละ 50.- ตรงนี้เราจ่ายเป็นเงินบาท เพราะเงินกีบไม่พอ เดี๋ยวคงต้องไปแลกใหม่

ที่พักหน้าตาดูดี สบาย คงเก็บของกันก่อน






ที่พักแม้จะดูลึกไปหน่อยสำหรับถนนเส้นนี้ แต่ก็ตรงกับความต้องการที่จะเดินชมบ้าน ชมเมือง ลึกไปไม่มีปัญหา เพราะแต่ละคนมีขาตั้งสู้.. พอเก็บสัมภาระเข้าที่กันเรียบร้อย น้องๆบอกพี่จะไปแลกเงินก็ไปก่อนนะ จะขอนอนก่อน ไม่ไหว เมื่อย ต้องบอกว่าเมื่อยอ่ะแหละ ตั้งหกชั่วโมง เพราะบอกว่าง่วง คงไม่ง่วงกันแล้ว หงุบๆ หงับๆ กันมาตลอดทาง

ลูกชายบอก แม่ไปหาอะไรกินเหอะ หิว ..อื้ม แม่ก็หิว คิดดูเหอะ ถ้าขนาดแม่หิว ลูกก็คงจะถึงขีดหิวจัดๆ เพราะกินเก่งเหลือเกิน แลกเงินแล้วไปหาไรกินกันก่อน



แถบที่พัก เขาเรียกกันว่า เขตหลวงพระบางเก่า ร้านค้า ที่พักแถบนี้ จะมีลักษณะการก่อสร้างที่คล้ายกัน สีสันใกล้เคียงกัน ที่เราสังเกตุมาส่วนมากคนที่นี่จะชอบอะไรที่ออกแนวสีเหลือง ไม่รู้สินะ อาจจะเป็นความรู้สึกของเราคนเดียวก็ได้ เพราะป้ายร้านอาหารบ้านเราจะเน้นพื้นขาว ตัวหนังสือสีแดง แต่ที่ลาว โดยมากเป็นป้ายสีเหลือง ตัวหนังสือสีน้ำเงิน หลังจากเดินหาร้านแลกเงินที่น่าพอใจได้ เราก็พากันแวะกินข้าวร้านนี้



มื้อนี้ นับเป็นมื้อที่แพงที่สุดสำหรับเราแม่-ลูก จ่ายไป 52,000.- กีบ สำหรับข้าวผัดหมูคนละจาน และ โค้กคนละกระป๋องก็นะ..ที่วังเวียงเริ่มมื้อแรกด้วยข้าวผัดหมู พอมาถึงหลวงพะบาง ก็วนกลับมาที่ข้าวผัดหมูอีกเหมือนเดิม เน้นๆ ไม่ใส่แป้งนัวเด้อ..
พออิ่ม ก็เดินดูอะไรอีกนิดหน่อย ก่อนกลับเข้าที่พัก เพื่อล้างหน้า ทำตัวให้สดชื่น ก่อนออกมาเดินดูตลาดมืด ที่พัก มีทั้งพัดลม มีทั้งแอร์ ห้องด้านที่เราพัก ติดถนน เปิดหน้าต่างจะมองเห็น อีกฝั่งหนึ่งเป็นกำแพงวัดสีขาว พรุ่งนี้เช้า ถนนเส้นนี้ จะมีพระบิณฑบาตรประมาณ 250 รูป และ พรุ่งนี้เป็นวัน วิสาขบูชา คนรอใส่บาตรคงเยอะ



พระจันทร์ค่ำคืนนี้สว่างสดใส ร้านค้าเริ่มวางแผงขายของกัน แต่สินค้าโดยมาก คล้ายๆที่วางขายในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าผ้า และเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง ที่คล้ายกับ ตลาดไนท์บาซาร์ที่เชียงใหม่ รวมถึงงานหัตกรรมอื่นๆ ที่ทำจากกระดาษสา ที่เห็นจะแตกต่าง ก็เสื้อยืดที่สกรีน สะบายดี เบียร์ลาว หลวงพะบาง ลูกชายบอกว่า แม่..ถ้าให้แม่หลับตาแล้วเดินไปสิบก้าว แล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ แม่ก็ยังจะรู้สึกว่าเหมือนยังยืนอยู่ที่เดิม เพราะสินค้าที่วางขาย เหมือนกันไปหมด ฟังลูกแล้วก็เห็นจริงตามนั้น เพราะความไม่แตกต่าง เลยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปฝากใครเลย ฮ่าๆ ก็ในเมื่อเหมือนๆกันกับบ้านเรา ซื้อไปก็ไม่เห็นความแตกต่างก็กลับไปซื้อที่บ้านเราเถอะ

คืนนี้ที่ตลาดมืด ของที่ติดมือกลับไป คือขนม Else 1กล่อง ยี่สิบสี่ชิ้น สำหรับใส่บาตรพรุ่งนี้เช้า ไม่อยากใส่ข้าวเหนียวแบบที่เค้าทำๆกัน ทั้งที่น้องชายที่ดูแลที่พัก ก็บอกว่า ถ้าต้องการข้าวเหนียวใส่บาตรตอนเช้า มีไว้บริการ กระติบละ 100.- บาท เราใช้เวลาเดินตลาดมืดกันไม่นานเท่าไหร่ อาจจะเพราะล้ากับการเดินทาง หรือไม่ใช่นักช้อปมืออาชีพ ทุกคนเลยคิดที่จะกลับไปอาบน้ำอุ่นๆ คลานขึ้นเตียง ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆกัน ใจจะขาด
พร้อมกับวางแผนไว้พรุ่งนี้เช้า พระเริ่มบิณฑบาตรตอน 5.30 น. ต้องตั้งนาฬิกาปลุกกันล่ะ


วันที่ 8 พ.ค. 2552 วันวิสาขบูชา
น้องชายตื่นมาเปิดหน้าต่างดูท้องฟ้าข้างนอก หลังจากที่ได้ยินเสียงระฆัง จากวัดที่อยู่อีกฟากของถนน เพิ่งจะตีสี่ นาฬิกาที่ปลุกไว้ ยังไม่ปลุก เพราะตั้งปลุกไว้ ตีห้า แต่หลังจากพลิกไปพลิกมากันสักพัก เราก็ทะยอยอาบน้ำแต่งตัวกัน เพราะนอนต่อก็ไม่หลับแล้ว เจ้าลูกชายไม่ยอมตื่นบอกว่าขอนอนตื่นสายสักวัน ไม่ใส่บาตร ไม่เดินตลาด เอ๊า ตามใจแล้วกัน มาเที่ยว สบายแบบไหนก็ทำไป



ระหว่างที่รอ เราก็เก็บภาพบรรยากาศยามเช้า ไว้ดูเล่น ถึงแม้จะไม่ใช่หน้าหน้าหนาว แต่อากาศยามเช้าก็เย็นสบาย มีสายหมอกบางๆ ซอยข้างที่พักทะลุไปถนนเลียบสายน้ำคาน ก็เลยมีภาพบรรยากาศมาเก็บไว้ให้คิดถึง



บรรยากาศตอนเช้าๆ พระเดินบิณฑบาตร เป็นแถวยาวตามกันมา จำนวนพระเยอะมากทะยอยเดินมากันเรื่อยๆ ชาวบ้านที่รอใส่บาตร จะมีเสื่อปูนั่งรอ พร้อมกระติบข้าวเหนียว เรามองแล้วก็สงสัย มีแต่ข้าวเหนียวจริงๆ ปั้นพอคำหย่อนใส่บาตร เราคิด..แล้วพระจะฉันกับอะไร ของเราเตรียมขนมไว้ หลังจากที่เราใส่บาตรเสร็จ ถ้าหากเป็นบ้านเรา พระจะให้ศีลให้พรก่อนเดินจากไป แต่ที่นี่ พระจะเปิดบาตรรับอาหารและเดินต่อไปเรื่อยๆไม่หยุด เดินเร็วมาก ต้องพยายามใส่ให้ทัน หลังจากเราใส่บาตรเสร็จ เราก็เดินตามขบวนพระไป ที่พักของเราจะอยู่ จนเกือบจะสุดถนนหลวงพระบางเก่า เราเดินออกมาหัวถนน เพื่อจะไปตลาดเช้าต่อ จึงได้เห็นผู้คนที่รอใส่บาตรมีอยู่ตลอดเส้นทาง



ตลาดเช้าของหลวงพะบาง ก็คล้ายๆกันตลาดเช้าที่วังเวียง มีทั้งผัก ผลไม้ และ สัตว์ป่า แต่ของขายเยอะกว่า และ ผู้คนก็มากหน้าหลายตากว่า พื้นที่ตั้งตลาด เป็นถนนที่เอาแผงมาวางขายของกัน มากกว่า เราใช้เวลาไม่นานนักสำหรับการเดินเที่ยวชมตลาด เช้านี้เราแยกกันเดิน แยกกันกิน เพราะแต่ละคนมีมุมมองส่วนตัวที่ต้องการถ่ายรูปเก็บไว้ สำหรับเรา รูปภาพเป็นเพียงส่วนประกอบ เราต้องการเรื่องราวที่ได้พบเจอกลับมาเล่าสู่กันฟังมากกว่า

เราเดินไปเรื่อยๆ จากตลาด ทะลุออกไปสี่แยกหัวถนนที่เป็นตลาดมืด มีที่ทำการไปรษณีย์ และ ร้านกาแฟ Joma ที่หลายๆคนที่เคยมาเที่ยวที่นี่ กล่าวถึงไว้ในเรื่องเล่า ร้านเพิ่งเปิด ยังไม่มีคนเข้าร้าน เราแค่เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก เดินอีกนิดหน่อย ก็ย้อนกลับไปที่ตลาด เพื่อหาซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปกินที่ที่พัก ได้ตำขนุน ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวไส้กล้วย (อีกแล้ว) ขนมรังผึ้ง มันเทศนึ่ง ราคาแต่ละอย่าง ก็ 2,000.- กีบ ยกเว้น หมูยอ 5,000.- กีบ เอาไปฝากลูกชาย หมูยอกับข้าวเหนียวดำ เข้ากั๊น..เข้ากัน


เราเดินกลับด้วยเส้นทางเดิม อากาศดี ไม่ร้อน ผ่านวัดพระธาตุพูสี ที่ผู้คนนิยมเดินขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้น กับพระอาทิตย์ตก แต่เราแค่ผ่าน เอาไว้ตอนเย็นค่อยว่ากัน ก่อนที่จะจัดการกับอาหารเช้า เรากรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลที่ได้ทำไปในวันนี้




จัดการกับอาหารเช้าในห้องพัก พร้อมๆกับดูทีวีไปด้วย คนที่นี่ดูทีวีไทย ละครไทย ฟังเพลงไทยกันเป็นส่วนใหญ่ เราไม่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศเมื่อต้องเดินทางมาลาว จนสายๆ น้องๆกลับมาถึง พร้อมกับบอกว่า แต่ละคนจัดการมื้อเช้ามากันแล้ว วันนี้เรามีโปรแกรมจะไปเที่ยวน้ำตกกวางสีกัน สอบถามราคาจากที่พัก ทางที่พักติดต่อรถตู้บริการนำไปได้ ในสนนราคา 45,000.- ต่อคน เฉพาะ ค่ารถ ไม่รวมค่าธรรมเนียมเข้าชม(อีกแล้ว ตามระเบียบ)อีก 20,000.- กีบ

ตอนแรกเราคิดจะเดินทางไปด้วยรถสามล้อรับจ้าง ตามที่ได้รับคำแนะนำมา แต่ทั้งนี้หลังจากพูดคุยเรื่องราคาแล้ว เราคงต้องใช้บริการของที่พักมากกว่า เพราะเรามีโปรแกรมไปแค่ที่เดียว แต่ราคาสามล้อที่เสนอมา เป็นราคาที่รวมกับที่เที่ยวอื่นๆด้วย ซึ่งเราไม่ต้องการจะไปไหนต่อ ถามว่า เราจัดโปรแกรมกันแนวไหน สำหรับการมาเที่ยวที่นี่ เรามีที่หลักๆที่ต้องการไป แต่เป็นการไปแบบสบายๆ เราปรับโปรแกรมตามสภาพ หากวันนี้เหนื่อยล้า หรือ อยากพัก เราก็ลดเลื่อนเวลากันตามใจชอบ อย่างแปลกใจถ้าโปรแกรมเราจะหลวมซะขนาดนี้ ไม่อยากเป็นชะโงกทัวร์ เพราะเน้น..เที่ยวไปตามใจฉัน..ฮ่าๆ และ ทุกทริป ก็จะรวมตัวกันกับฉันอื่นๆ ที่เน้นสบายๆคล้ายๆกัน




11.00 น. รถตู้ที่ติดต่อไว้ ก็เข้ามารับ ธรรมดาที่นี่นักท่องเที่ยว เป็นฝรั่งมากกกว่า ในรถ จึงมีคนไทยแค่สี่คนเราๆ ที่เหลือเป็นฝรั่ง ก็เช่นเคย ขึ้นรถได้ ทุกคนก็หลับ ตามระเบียบ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมาย และ คนรถนัดเวลาว่าทุกคนไปเล่นน้ำให้สบายใจ เจอกันอีกที บ่ายสามโมง เราซื้อหาของกินก่อนเข้าชมสถานที่ ได้ซาลาเปาไส้เค็ม (ที่ตอนแรกคิดว่าเป็นไส้หมู แต่กลายเป็นไส้เห็ด และ มีไข่ต้ม) ซาลาเปาไส้หวาน ลูกละ 3,000.- กีบ พร้อมกับ กล้วยปิ้ง (อีกแล้ว ก็เราชอบอ่ะ) 4,000.- กีบ
เราจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมกันตามระเบียบ คนละ 20,000.- กีบ เดินไปตามถนนราดยาง ทั้งที่มีป้ายชี้ลงไปว่าทางเดินป่า เราอยากไปถึงน้ำตกเร็วๆ เลยไม่สนเส้นทางนั้น มารู้ตอนหลัง เราคิดผิด..ฮ่าๆ



น้ำตกกวางสี สวยสมกับคำโฆษณา น้ำใสสีออกเขียว แต่มองไปทางไหน ก็มีแต่ป้ายห้ามลงเล่นน้ำ แล้วอย่างนี้ เสื้อผ้าที่เตรียมมาเต็มที่สำหรับการเล่นน้ำจะได้ใช้หรือ? โอย..เริ่มเครียด เริ่มอยากไม่อยู่ในกฏระเบียบ เริ่มลงเดินแช่ เริ่มจุ่มๆ เป็นขั้นๆไป ถ้าหามีการโวยวาย ก็จะอ้างว่า ..อ่านหนังสือบ่ออก ..ความคิดด้านร้ายเริ่มปรากฏ หลังจากที่ทุกคนเก็บภาพกันแล้ว เราก็มีแนวร่วมเรื่องหาจุดลงเล่นน้ำ ..เราเดินย้อนลงมาจากจุดที่ถ่ายรูป แล้วก็เห็นคนเล่นน้ำ ว้าวว..เจอแล้ว อ้อ..ณ จุดที่ให้เล่นน้ำได้ จะมีห้องสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า ที่ด้านบนเปิดโล่งไว้คอยให้บริการนี่เอง เลยได้เล่นน้ำสมใจ แต่ก็เล่นได้ไม่นาน เพราะขี้หนาว..นี่ขนาดหน้าแล้ง น้ำเยอะขนาดนี้ ถ้าหน้าฝน คงไม่ต้องพูดถึง เราเล่นน้ำกันให้ฉ่ำ ดูเวลา ก็พอสมควรแล้ว ก็จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บสัมภาระ เตรียมตัวไปเจอตามจุดนัดพบ



ขากลับ เราเดินกลับทางเดินป่า ตามป้ายที่เห็นตอนเข้ามา แล้ว...เราก็ได้เห็นว่าเส้นทางนี้ ผ่านจุดเล่นน้ำหลายจุด และ จุดที่ทุกคนเอ่ยถึง คือ ตอนโหนเชือกแบบทาร์ซาน..ที่หันมามองหน้ากัน แล้วคิดในใจ เราพลาดไปได้ยังไง แต่ทุกคนก็ไม่อยากจะเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเพียงเพื่อให้ได้โหนเชือก..ฝากไว้ก่อนเหอะ ...แล้วก็พูดเข้าข้างตัวเองว่า ดีแล้วล่ะที่เราขึ้นไปทางนั้นกัน ไม่งั้นเราก็คงเดินไม่ถึงน้ำตกเพื่อถ่ายรูปหรอก..อืม เป็นการปลอบใจที่เข้าท่าอยู่ไม่น้อย ถ้าเรามาเจอจุดเล่นน้ำ แล้วเรามัวแต่เล่นน้ำ คงไม่มีภาพน้ำตกมาประกอบเรื่องเล่า

ตรงเวลาเป๊ะ ไม่มีใครสาย...เอ๊า..ขึ้นรถๆ ตามระเบียบ ขึ้นแล้วหลับเลยนะ..ถึงไม่มีใครบอกอย่างนี้ แต่เราทุกคนก็ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ฮ่าๆ

ตื่นก็ถึงที่พักพอดี..สบายตัว ก็เลยสอบถามน้องที่ดูแลที่พักเรื่องรถเดินทางกลับ ว่ากลับเส้นทางไหนถึงจะดี ตอนแรกตั้งใจว่าจะนั่งเรือไปขึ้นรถทัวร์ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย แต่กว่าเราจะไปถึงเชียงของ เราต้องใช้เวลาเดินทางกันยาวนานมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางกลับเส้นทางเดิม คือ นั่งรถยาวไปถึง เวียงจันทน์ เพื่อ ข้ามกลับทางหนองคาย อัตราค่าโดยสาร คนละ 130,000.- กีบ สำหรับรถ Super VIP ต้องซุปเปอร์เชียวนะ เดินทาง 10 ชั่วโมงโดยประมาณ ถึงเวียงจันทน์ ราคานี้รวมค่าอาหารกลางวันไว้ด้วย คงกลับเส้นทางนี้ล่ะ อ่ะ..ไปเอนหลังกันอีกหน่อย เย็นนี้จะไปชมพระอาทิตย์ตกดินกัน ที่วัดพูสี

ไม่ไหว..ขอบาย เอากล้องไปเก็บภาพมาฝากแม่หน่อยนะ แม่หิว..จะไปหาอะไรกิน
ไปนั่งโซ้ยย อาหารเจบุปเฟ่ต์กัน คนละ 3,000.- กีบ กับน้องสาว อิ่ม ก็อิ่มน่ะนะ แต่มันดูโหยๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนจะเป็นไข้ซะงั้น คงเพลียน้ำเพลียแดด ตลาดกลางคืน ก็ยังคงคึกคักเหมือนเมื่อคืนนี้ ระหว่างรอหนุ่มๆกลับลงมาจากภูสี เราก็ตามล่าหาข้าวเหนีย กับ หมูแดดเดียว ได้ที่ซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง เดี๋ยวไปนั่งจัดการที่พัก
กว่าสองหนุ่มจะกลับลงมาจากภูสี เราก็รู้สึกค่ำคืนนี้ทำไมเราเหนี้อยยย..เหนื่อย อย่างนี้หนอ แต่รูปที่ลูกชายเก็บมาฝาก ก็ทำให้นึกเสียดายว่าไม่ได้ขึ้นไปชมภาพบรรยากาศ ก็นะ..ความหิวไม่ปราณีใคร





คงเพราะแต่ละคนเหนื่อยล้าอ่อนแรงพอๆกัน เราก็เลยใช้เวลาอยู่ที่ตลาดกลางคืนไม่ดึกเหมือนคืนก่อน..
กลับไปอาบน้ำ นอนดูทีวีกันยังที่พัก ที่นี่ดูละครทีวีไทยกันเสียเป็นส่วนมาก แจ๋วใจร้าย กับคุณชายเทวดา

วางโปรแกรมของพรุ่งนี้เอาไว้ว่า รถสามล้อมารับตอบเจ็ดโมง ต้องตื่นกันเวลาไหนยังไง
แล้วรถออกเดินทางจากสถานีขนส่งท่านาหลวง ตอนแปดโมงเช้า มีตั๋วแล้วไม่มีไรน่าห่วง
มื้อเช้าพรุ่งนี้ก็เตรียมกันแล้วแบบง่ายๆ มาม่าคัพ..รสไหนแล้วแต่เลือก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2552
เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวเดินทางไกล..ไกลจริงๆนะ แค่คิดก็..จากหลวงพะบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์
รถสามล้อมารับตรงเวลา สนนราคาเดิม คือ คนละ 50 บาท





สถานีขนส่งของท่านาหลวง ผู้คนไม่ยักกะคึกคักเหมือนที่วาดภาพเอาไว้ รถสีแจ๋นคันใหญ่จอดให้เห็นสะดุดตา
จำนวนรถวิ่งต่อวันมีไม่กี่เที่ยว ดังนั้นการจองไว้ก่อนล่วงหน้าจะทำให้เราไม่พลาดการเดินทาง หากเรามีจำนวนวันลาหยุดมาเป็นข้อบังคับให้กลับไปทันเวลา
เราออกเดินทางจากสถานีท่านาหลวง เวลา 8.00 น.







เส้นทางเดิม ทิวทัศน์เดิม กับรถคันใหม่ ใหญ่กว่าเดิม แต่ปัญหาที่ทำให้กังวล ก็ยังมีมากวนใจ
คือ อาการหูอื้อเป็นระยะๆ ตอนเส้นทางการเดินทาง ...กลับไปนี่จะรอดมั้ยนี่เรา น้ำในหูกำเริบแน่





..เนื่องจากเดินทางทั้งวันบริษัทฯขนส่งเลยจัดอาหารกลางวันไว้ให้ระหว่างทาง
หน้าตาประมาณนี้ หมูผัดน้ำมันหอย หมูผัดผัก ผักหวานน้ำมันหอย ราดข้าวได้แบบเยอะมากๆๆ
น้องที่เป็นอิสลาม ก็ใช้สิทธิคูปองอาหารแลกนมกล่องไป เหมือนรถทัวร์บ้านเราแหละ





รถวิ่งเข้าสถานีขนส่งที่วังเวียงเพื่อส่งผู้โดยสาร และ วิ่งตรงเข้าเวียงจันทน์ แปลกที่ว่า ตอนกลับไปที่เวียงจันทน์ ไม่ใช่สถานีขนส่งที่ตลาดเหมือนตอนเราแวะกินมื้อเช้าและแลกเงินกันเมื่อมาถึง แต่รถสองแถวจากที่นี่ ก็ไปส่งให้ยังจุดที่เราต้องการ แต่เมื่อมองดูสัมภาระของกลุ่มเรา พี่โชเฟอร์ เลยเสนอว่า สองร้อยส่งถึงด่านพรมแดน อ่า เฉลี่ยคนละ 50 บาท เอาๆ..ไปเหอะ ฝนตั้งเค้ามาโน่นแล้ว ท่าทางจะตกหนัก เหนียวตัวด้วย เงินกีบที่แลกไว้ใช้ หมดไปที่ด่านพรมแดนลาวพอดิบพอดี
จากด่านพรมแดนลาว พิธีการทุกอย่าง ตลอดจนค่าใช้จ่าย เท่าเดิมเป๊ะ..จนเราข้ามมาถึงพรมแดนไทย พร้อมกับเรียกสามล้อไปถึงสถานีขนส่งหนองคาย สนนราคาเดิม คนละ 50 บาท ไม่มีใครกังวลเรื่องต้องอาบน้ำ..สงสัยเจอฝรั่งเยอะ นิสัยฝรั่งเลยติดมาหน่อยนึง..ฮ่าๆ ตลอดเวลาที่เดินทางเราจะคอยจดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรบ้าง
สรุป ณ วันเดินทางกลับ สองคนแม่ลูกใช้เงินไป 9,300.- กับการเดินทางครั้งนี้ คิดเป็นเงินกีบ 2,250,600.- กีบ





เรากลับกรุงเทพฯด้วยรถบริษัท ชาญทัวร์ เหมือนตอนขามา ระยะเวลาสำหรับการเดินทางทั้งหมดกว่าจะกลับถึง กทม. 6คืน 7วัน ทั้งที่ตอนแรกคิดว่า จะกลับถึงเช้าวันที่ 11 แล้วไปทำงานเลย แต่ปรากฏว่ากลับก่อนวันนึง
ก็คุ้มแล้วกับการเที่ยวไปในต่างแดนครั้งแรกครั้งนี้ มีหลากหลายเรื่องราวที่น่าจดจำ ไปกันทั้งหมดสี่คน แต่ความประทับใจที่แต่ละคนได้รับต่างกัน บางคนอยากกลับไปหลวงพะบาง บางคนก็ฝังใจจำที่วังเวียง สำหรับเราเอง ต้องบอกว่า ตกหลุมรักหลวงพะบาง แต่เป็นการหลงรักสถานที่ มากกว่าผู้คน
...สิ่งปลูกสร้างบนถนนสายหลวงพะบางเก่า ยังติดตาตรึงใจ

วันที่ 10 พฤษภาคม 2552
เราแยกย้ายกันที่ขนส่งหมอชิต..แล้วเราจะพบกันอีก เมื่อมีทริป เที่ยวไปตามใจฉัน...







โปรดติดตามตอนต่อไป (ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่...แหะๆ)




Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 12 กรกฎาคม 2552 22:19:55 น. 9 comments
Counter : Pageviews.

 
ไปด้วยคนนะ


โดย: ============> (seasiri ) วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:47:30 น.  

 
ไปกันโลด...

อากาศสบายๆ กับหลวงพะบางช่วงพฤษภาคมค่ะ

หน้าหนาวอยากกลับไปอีกสักครั้ง

แต่ที่ไปมานี่ คืออยากเลี่ยงช่วงไฮ..อยากไปสบายๆ

ไม่ต้องแย่งกันกิน แย่งกันนอน หน้าหนาวคนเยอะค่ะ


โดย: Wisky_soda_cola วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:51:18 น.  

 
อัพเดทเรื่องเส้นคู่กับเส้นรถแล้วนะคะ


ช่วงนี้หาข้อมูลไปลาวเหมือนกัน จะไปต้นปีหน้า ชั่งใจกับเพื่อนๆว่าจะไปหาทัวร์เอาข้างหน้า หรือจะลุยแบบแบ็คแพ็คดี


โดย: ============> (seasiri ) วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:37:22 น.  

 
อยากไปบ้างครับ


โดย: Praxinoscope_Tle (tlebuic ) วันที่: 7 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:35:43 น.  

 
อ่านถึงหมูยอ ข้าวเหนียวดำ แล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

ไล่ลงมา เจอหมูแดดเดียวอีกแล้ว

อยากไปหลวงพะบางจังค่ะ
แต่ก็คลาดไปหลายหนแล้ว
อยากไปเองแบบนี้ เพราะเป็นพวกสบายทัวร์ ตามใจฉันเหมือนกัน
ไม่ชอบชะโงกทัวร์ ไม่เน้นช็อปปิ้ง

อ่านแล้ว เริ่มรู้ตัวแล้วค่ะ ว่าจะชวนใครไป


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:52:47 น.  

 
รักปะเทตลาวมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆที่สุดเลย



โดย: อาราเล IP: 58.8.26.71 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:18:01:05 น.  

 
รักปะเทตลาวมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆที่สุดเลย



โดย: อาราเล IP: 58.8.26.71 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:18:02:51 น.  

 
น่าเที่ยวจังเลย น่าสนุกนะค่ะ


โดย: prim@บ้านบางมด วันที่: 7 มีนาคม 2553 เวลา:21:58:07 น.  

 
3 ปีที่แล้วเราไปลาวด้วยกันมา...
ไม่รู้แม่ยังจำได้อยู่ไหม ไม่รู้ว่าแม่ยังจะเปิดเช็คบล็อคพวกนี้อีกมั้ย ?

ถึงวันนี้เราอาจจะไม่ได้คุยกัน ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
อยากจะบอกว่ายังคิดถึงแม่เสมอ...และยังหวังอยู่ว่าซักวันหนึ่งเราจะกลับมาอยู่ด้วยกัน คุยกัน แบบครอบครัวอีกครั้ง

กราบขอโทษทุกสิ่งในชีวิตที่ทำพลาดไป

ลูกคนนี้เข้ามาดูบล็อคนี้ทุกวันนะ... เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่จะได้เห็นรูปของแม่อีก


รักแม่ .


โดย: Runway.z IP: 58.137.211.22 วันที่: 1 สิงหาคม 2555 เวลา:12:43:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Wisky_soda_cola
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มาจากเมืองหนาว แต่ขี้หนาว

ชอบสีเขียวสดใสของต้นไม้

มากกว่าสีสดสวยของดอกไม้

ชอบการเดินทาง ตามเรื่องราวที่ได้อ่านจากหนังสือ

แต่..ไม่เคยจำเส้นทางได้เลยสักครั้ง














Google

หลังไมค์ถึง wisky กดที่นี่
Friends' blogs
[Add Wisky_soda_cola's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.