ต้องแคร์มั้ย เจ้านายเนี่ย ?
ทุกคนที่ทำงานส่วนใหญ่แล้ว คิดเสมอว่าการเจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน ตำแหน่ง เป็นสิ่งที่สำคัญ สมัยก่อนที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ คิดเสมอว่าขยันเข้าไว้ เพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นรู้ว่าเราอึด และ เก่งกว่าคนอื่น สมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งหรือเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว อันที่จริงก็เป็นความคิดพื้นฐานที่ถูกใช่มั้ยครับ แต่หลังจากที่มองย้อนกลับไป 10ปี มองตัวเองบ้าง มองคนอื่นบ้าง มองคนข้างนอกบ้าง มองคู่แข่งบ้าง

การที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นไปมาจากผลงานตัวเองประมาณ 30% ที่เหลือจากนายเรา 70% บางที่ที่มาตรฐานหน่อยก็จะแบ่งเป็น 30:50:20 คือ ตัวเอง : เจ้านาย : คนรอบข้าง (อันนี้จากประสบการณ์การมองเห็นของผมนะครับ + กับการพบปะพูดคุยกันคนรอบตัว จริงไม่จริงแล้วแต่จะพิจารณาครับ)

สรุปว่าทุกคนรอบตัวผมให้ความเห็นตรงกันว่า ถ้าเข้าทางเจ้านาย จะเร็วกว่าเยอะครับ เราจะเห็นว่าบางคนทำงานไม่เยอะเท่าเรา ขยันไม่เท่าเรา ผลงานไม่เท่าเรา ทำไมตำแหน่งเขาขึ้นเอาๆ ส่วนสำคัญคือการ Present face ต่อเจ้านาย หยาบหน่อยคือเสนอหน้า สุภาพหน่อยก็เข้าไปรายงานบ่อยๆ เอาใจบ่อยๆ ชมเขาบ่อยๆ

ย้อนกลับมาดูธรรมชาติของคน ทุกคนต้องการให้คนอื่นเข้ามานับถือ เข้าหา ให้ความเคารพอยู่แล้วครับ และมากกว่า60%องค์กรในไทย ผู้บริหารเวลาจะเลือกใครขึ้นมาดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ก็จะเลือกคนสนิทก่อน ดังนั้นคนที่เข้าหาบ่อยๆ หรือซี้กับเจ้านายได้เปรียบเสมอครับ เพราะถ้าเราคอยฟ้า คอยฝนว่าที่เราตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เจ้านายเรา ผู้บริหารเราคงจะเห็นบ้าง อันนี้คงยากพอดู (แต่ที่ทำอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ถูกนะครับ ถูกต้องแล้ว แต่การเข้าหาเจ้านายก็สำคัญสำหรับการก้าวไปข้างหน้าเสมอครับ)

ดังนั้นคุณลองช่างใจดูนะครับ ว่าเราควรจะแคร์ หรีอไม่แคร์เจ้านายเรา ???
แล้วมาคุยกันต่อว่า เจ้านายมีกี่แบบในเรื่องถัดไปครับ

เผยให้รู้ โดย จอมทัพ ธรรมชาติ 08/12/2554




Create Date : 08 ธันวาคม 2554
Last Update : 8 ธันวาคม 2554 19:05:12 น.
Counter : 220 Pageviews.

1 comment
เล่าเรื่องคน ครั้งที่ 1-เรื่องตัวเอง
สมัยก่อนผมเคยตั้งใจว่า เราต้องเป็นผู้นำให้ได้ เราต้องเป็นนั่น เราต้องเป็นนี่ และก็ได้ใช้ประสบการณ์อันน้อยนิดเขียนขึ้นมาว่าผู้นำเขาเป็นกันอย่างไร และที่เราอยากเห็นเป็นอย่างไรแต่หลังจากที่ผมได้รู้จักธรรมะ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเลยครับ ไม่นึกเลยว่าการได้ทราบถึงทำไมเราถึงต้องมีศาสนา ทำไมเราเกิดมาก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าเราต้องเป็นพุทธ ทำให้ทัศนคติในการมองโลกของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผมไม่ใช้พวกเคร่งศาสนานะครับ น่าจะเรียกว่าเป็นจำพวกเพิ่งรู้ว่า อ่อ ศาสนาเป็นเกณฑ์วัดให้ชีวิตเราได้จริงๆ ซึ่งเมื่อพอได้ฟังเสียงบรรยายธรรมจากครู จากพระอาจารย์ต่างๆ ที่เราคุ้นชื่อและหูกันดี ฟังอย่างเด็กอยากรู้ อยากเข้าใจ กลับกลายเป็นว่า แก่นของชีวิตเรา คือการไม่มีเราครับ งงไปเลย หน้าตาก็ไม่ใช่ ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ แม้แต่จิดใจของเราบางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมได้ตลอดเวลา คนที่อยู่รายล้อมเรา เราเคยอยากให้เขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ก็เป็นไปไม่ได้โดยตลอด ชื่อเสียง เงินทอง บารมี ความรัก ก็มีขึ้นมีลงเสมอ ไม่มีอะไรที่แน่นอนซักอย่างเดียว

สิ่งที่จริงคืออะไร ?? สรุปแล้วน่าจะเป็นดวงจิตของเราแหละครับ ที่เป็นของเรา ทำดี คิดดี พูดดี ออกมาจากจิต(ใจ) ก็จะได้แต่สิ่งดีๆ แต่ถ้าเราทำไม่ดี คิดไม่ดี พูดไม่ดี ออกมาจากจิต(ใจ) ก็จะได้แต่สิ่งไม่ดีๆ เข้ามาในชีวิต <แค่นี้เอง ง่ายจัง แต่ทำยากมาก ที่เราจะทำทั้ง 3อย่างนั้นให้ดีตลอดเวลา ทั้งๆที่เราต่างก็อยากเป็นคนดีกันทั้งนั้น ผมเชื่อนะ ...แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่แว๊บเข้ามาทำให้เรา ไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้

มิน่า พระถึงพยายามพร่ำบอกเราว่า มีสติ มีสติ มีสติ การมีสติก็เหมือนกับการที่เราสามารถควบคุมตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งการ ทำดี คิดดี พูดดี ก็จะสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ ศัพท์เทคนิคที่คนส่วนใหญ่เรียกก็คือการฝึกจิตบ้าง ฝึกวิปัสสนาบ้าง ที่ไปเข้าคอร์สกันหลายๆวัน รุ่นอาม่า อาซ้อ อาอึ๊ม หรือส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนวัย 40-50ขึ้นไป ไปอบรมกัน (แล้วผมไปทำอะไรตรงนั้น) พอฝึกกันแล้วมันเหมือนกับได้ย้อนมาดูตัวเรานะครับ ว่าที่แล้วมาเราใช้ชีวิตกันแบบสุดเหวี่ยง ไม่ค่อยสนใจใคร ไม่ค่อยคิดถึงผลกระทบจากการกระทำของเรา เราได้มาดู มาอยู่กับตัวเอง ถึงได้รู้ว่าเราเองอาจจะทำให้คนอื่นเสียใจเพราะเรา โกรธแค้นเรา ไม่ชอบเรา อิจฉาเรา ต่างๆนาๆ ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

พอก่อนดีกว่า ความจริงผมตั้งใจให้ blog นี้เป็นการวิเคราะห์คนที่เรารู้จัก ว่าเขาคิดอย่างไร ทำอย่างไร มาประเมินกันให้เป็นสาระบ้าง ขำขำบ้าง ตามธรรมชาติ เดี๋ยวจะกลายเป็นการบรรยายธรรมไป...

เผยให้รู้ โดย จอมทัพ ธรรมชาติ 06/12/2554



Create Date : 06 ธันวาคม 2554
Last Update : 6 ธันวาคม 2554 14:38:38 น.
Counter : 189 Pageviews.

0 comment
"ทำอย่างไรถึงจะเป็นผู้นำได้" ตอนที่ 6 การทำตัวให้แจ่มใส ร่าเริง และแสดงออกถึงความเป็นมิตรต่อทุกคน
จากหัวข้อก็สื่อความหมายอยู่แล้วคือ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องเป็นที่รักของผู้ตามหรือบุคคลรอบข้าง ซึ่งต้องแสดงถึงขั้นที่ว่าเมื่อคุณเดินเข้ามาในห้องแล้วทุกคนต้องพร้อมที่จะฟังคุณอย่างตั้งใจ หรืออยากที่จะเข้ามาปรึกษาคุณไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ซึ่งการที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ด่านแรกคือหน้าตาและความรู้สึกของเราเองที่มีต่อคนรอบข้างว่าเป็นอย่างไร เช่นถ้าคุณเดินเข้ามาพบลูกน้องด้วยท่าทีที่หงุดหงิด คิ้วขมวด พูดจาแข็ง ไม่ค่อยไว้หน้าใครตลอดเวลา คุณก็สามารถเป็นผู้นำหรือเจ้านายได้แต่จะไม่มีใครเคารพหรือนับถือคุณว่าเป็นผู้นำที่จิตใจดีและอยากทำงานด้วย ที่ยังมีคนทำงานส่งคุณก็เพราะเหตุผลเดียวคือเขากลัวที่จะถูกตำหนิหรือเพ่งเล็ง นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพของงาน หรือการขับเคลื่อนองค์กรก็จะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ปัญหาเรื่องสมองไหล หรือคนเก่งทยอยเดินหนีจากคุณไปก็เพราะสาเหตุแบบนี้ คือหัวหน้าหรือผู้นำไม่มีบารมีพอที่จะทำให้ลูกน้องนับถือจนกระทั่งอยากทำงานกับผู้นำอย่างเราเท่านั้น และมีความสุขกับการทำงานจริงๆ ดังนั้นผมขอเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการสร้างความแจ่มใสให้กับผู้นำดังนี้ครับ
1. ยิ้ม เพื่อเปิดตัวของคุณให้กับทุกคนเข้าถึงได้ ไม่แม้แต่ศัตรูของคุณ
2. คิดบวก ต่อทุกสถานการณ์ ทั้งเรื่องของตนเอง และเมื่อมีคนมาปรึกษาคุณ
3. มั่นใจในตัวเอง ว่าคุณสามารถสื่อสารกับทุกคนได้ ทุกระดับได้ หรือสามารถทำในสิ่งที่คุณไม่ถนัดได้ เพราะถ้าคุณ self แล้วก็จะมีความสุขต่อการทำงานหรือสิ่งต่างๆ
4. อย่าเก็บตัว สำคัญมากครับ สมัยนี้ หรือเป๋นด้วยภาวะเศรษฐกิจก็แล้วแต่ คนส่วนใหญ่เริ่มเก็บตัว ดูทีวีที่บ้านอย่างเดียวเป็นหลัก ไม่ออกไปเจอสิ่งใหม่หรือเพื่อนฝูง ซึ่งการที่เราไม่ค่อยได้สื่อสารกับใครคือเราจะไม่มั่นใจเลย เวลาต้องอยู่กับบุคคลอื่น อย่าลืมนะครับ ผู้นำคือบุคคลสาธารณะ ตราบใดที่เรายิ้มและหวังดีต่อคนอื่น คุณสามารถรู้จักใครก็ได้ครับบนโลกนี้
5. เล่นกีฬา ฟังเพลง ร้องเพลง บ้าง สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เราคลายเครียดได้ เช่นคุณเหนื่อยกับงานหรือเครียดกับคนรอบข้าง คุณก็หาเวลานัดเพื่อนไปออกกำลังกายบ้าง คาราโอเกะบ้าง รับรองได้คุณจะผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงร่างกายที่สมบูรณ์ขึ้น หน้าตาแจ่มใสขึ้น
6. พักร้อน ใช่ครับไปเที่ยวนั่นเอง ที่ที่คุณชอบหรือยังไม่เคยไป จะเป็นชาร์จพลังได้อย่างดีเยี่ยม บางที่หรือบางบริษัทให้คุณเอาวันพักร้อนมาแลกเป็นเงินได้ แต่ถ้าลองคิดถึงผลในระยะยาวแล้วผมว่าไม่คุ้ม เพราะบางคนคิดบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองในอนาคตได้ก็ตอนที่เราได้พักผ่อนหรือสุขใจเต็มที่ครับ
7. ทำบุญ ไม่ต้องเข้าวัดทุกสัปดาห์ก็ได้ครับ คุณอาจจะซื้อของไปฝากพ่อแม่ พาท่านไปทานข้าวนอกบ้านบ้าง คุณจะได้เห็นใบหน้าที่สุขใจของพ่อแม่คุณที่ท่านอิ่มเอมกับการได้เจอคุณ สิ่งเหล่านี้แหละครับจะทำให้คุณมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกแถมยังส่งเสริมจิตใจของคุณให้สูงขึ้น มีคุณค่าขึ้น

Published by จอมทัพ



Create Date : 21 สิงหาคม 2552
Last Update : 23 สิงหาคม 2552 12:58:18 น.
Counter : 556 Pageviews.

2 comment
"ทำอย่างไรถึงจะเป็นผู้นำได้" (ตอนที่5) ความสามารถในการควบคุมสติ และอารมณ์
เราคงเคยเห็นผู้นำหลายๆคน ของแต่ละประทศ หรือแต่ละบริษัทมาพอสมควร ซึ่งแต่ละคนไม่ว่าพื้นเพหรือพื้นฐานจิตใจก็ถูกฝึกมาไม่เท่ากัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นได้ว่า คนที่เป็นผู้นำล้วนแล้วแต่สามารถควบคุมสติและอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือร้ายแค่ใดก็ตาม ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนหันมาเก็บกดนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญคือคนที่ปลดปล่อยทุกอย่างตามที่รู้สึก มันเป็นการยากที่คุณจะมีสมาธิอยู่กับตัว ที่สำคัญผู้ตามคงรู้สึกแปลกๆที่เห็นผู้นำของตน อารมณ์ขึ้นลงตลอดเวลา ดังนั้นขอเข้าสู่วิธีควบคุมสติและอารมณ์ดังนี้
1. หายใจเข้า-ออก ให้ยาวและช้าอย่างมีจังหวะสม่ำเสมอ (ลองดูครับ ยากแต่ถ้าฝึกจนเคยชิน สมาธิจะเกิดทันที)
2. รู้ถึงอนาคต เช่นถ้ามีเรื่องดีเข้ามา ซึ่งทำให้เราดีใจก็ให้เรานึกถึงคนรอบข้างว่ามีใครช่วยเราจนทำให้เรื่องดีแบบนี้เข้ามาได้ แล้วให้เครดิตต่อคนเหล่านั้นอย่างจริงใจ เพื่อลดอารมณ์ของเราลงและยังทำให้คนอื่นรู้สึกดีไปด้วย แต่ถ้าเรื่องร้ายเข้ามา ก็ให้รู้ไว้ว่าเรื่องนั้นเดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นเรื่องหนึ่งของชีวิตเรา และเก็บมันไว้เป็นบทเรียนไว้ใช้
3. นั่งสมาธิ แค่เริ่มก็คงยากสำหรับบางคน แต่อยากให้ฝึกกันนะครับ อย่างง่ายคือก่อนนอน 5นาที ตื่นเช้าก่อนออกจากบ้านซัก 5นาที (ลองดูครับ แค่10นาทีต่อวัน แล้วจะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง) ... ถ้าท่านใดโดยสารรถสาธารณะหรือรถไฟฟ้ายิ่งได้เปรียบครับ ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการฝึกจะได้ผลเร็วเป็นอย่างยิ่ง และใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ด้วย
4. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ประโยคนี้ classic ครับ ได้ยินกันมานานแต่หาคนนำมาปรับใช้แทบไม่มี คิดถึงคนอื่นเยอะๆครับ หรือถ้าเราไม่เข้าใจใครก็ใช้ถามด้วยความรู้สึกอยากจะเข้าใจเขาจริงๆ ถ้าทำได้อย่างนี้รับรองครับว่าคุณคือผู้นำไปแล้ว 50%
...Published by จอมทัพ



Create Date : 10 สิงหาคม 2552
Last Update : 10 สิงหาคม 2552 21:58:35 น.
Counter : 286 Pageviews.

0 comment
"ทำอย่างไรถึงจะเป็นผู้นำได้" (ตอนที่4) ความกระตือรือร้น
เข้าสู่ข้อที่ 4 ของภาวะผู้นำกันแล้วนะครับ สิ่งที่จะเน้นกันในบทนี้คือความกระตือรือร้น ที่จะทำงานใดงานหนึ่งให้สำเร็จ ด้วยสมาธิและความมุ่งมั่นอย่างสูง ผมพยายามเน้นตลอดครับว่าผู้นำที่สมกับเป็นผู้นำและทำให้คนอื่นยอมรับในการเป็นผู้นำของเราด้วยนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องโดดเด่นกว่าคนทั่วไปจนเห็นได้ชัด... ลูกน้องทุกคนครับ คาดหวังว่าจะเห็นเจ้านายหรือผู้นำของตนเองทำงานหนักกว่า (เพราะเขาคิดตลอดว่า หมอนี้รับเงินเดือนมากกว่าฉันทุกเดือน นั่นหมายความว่าสมควรที่จะต้องทำงานหนักกว่า เครียดกว่าเรา) สิ่งที่กล่าวไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร ถ้าพูดถึงสามัญสำนึกของหัวหน้างานหรือผู้นำก็แล้วแต่ คุณจะต้องทำให้ลูกน้องหรือผู้ตามของคุณรู้สึกได้ถึงไฟในความกระตือรือร้นที่จะผลักดันงานๆหนึ่งให้สำเร็จ โดยอาจจะเข้าไปช่วยลูกน้องว่าติดขัดในเรื่องใดบ้าง และเข้าไปช่วยอย่างจริงใจและแข็งขัน เมื่อลูกน้องสัมผัสได้ถึงไฟของคุณเข้าจะซึมทราบถึงไฟในตัวคนและเป็นแรงขับดันให้เขาทำงานชิ้นนั้นๆให้แล้วเสร็จโดยเร็วไปด้วย และที่สำคัญคุณจะได้รับการชื่นชมว่าเป็นผู้นำหรือหัวหน้าที่เอาใจใส่ลูกน้องอย่างจริงจัง และตั้งใจทำงานด้วย เท่ากับว่าได้เครดิตหรือบารมีไปถึง 2ต่อ เพราะทั่วไปคนส่วนใหญ่คิดว่าถ้าได้เป็นหัวหน้า แค่ให้กำลังใจลูกน้องอย่างเดียวถือว่าเพียงพอแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริงครับ ผู้นำที่สมบูรณ์แบบคือต้องเก่งงาน เก่งคน เก่งเรื่องจิตใจ ไปพร้อมๆกัน แต่ประเด็นที่อยากฝากไว้คือต้องไม่กระตือรือร้นจนตัวคุณเองขาดสมาธิ ขาดความรอบคอบ หรือทำให้ใจร้อนเกินไป จำเป็นต้องมีสติและสมาธิอยู่เสมอ เพื่อไม่ทำให้การติดสินใจเรื่องใดๆผิดพลาด
Published by จอมทัพ



Create Date : 31 กรกฎาคม 2552
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 12:59:11 น.
Counter : 331 Pageviews.

1 comment
1  2  

blueSH1
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



แลกเปลี่ยนประสบการณ์คนในหลายรูปแบบ และหลากหลายวงการ เพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับตัวเองให้สมดุลย์กับธรรมชาติ