"เพื่อน" ความสัมพันธ์ไม่เรื่องมาก แต่ก็ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้นะ



 ...ฉันเป็นคนมีเพื่อนมาก และมีเพื่อนที่คบกันมายาวนานอยู่ไม่น้อย...


ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ฉันมักจะมีเพื่อนที่คบกันยาวนานเป็นสิบๆปีอยู่มาก อาจจะเพราะฉันไม่เคยบอกเลิกคบใคร หรือไม่มีใครบอกเลิกคบฉัน เราจึงยังเป็นเพื่อนกันมายาวนาน เพื่อนของฉันตามระดับการศึกษา เช่น มัธยม มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน เมื่อแรกเจอในวันแรกของการเข้าเรียนหรือเข้าทำงาน ก็มักจะเป็นเพื่อนกันนับจากวันนั้นเรื่อยมาจนวันนี้ แทบไม่เคยต้องเปลี่ยนกลุ่มเพื่อนเลย

ในตอนเป็นเด็ก ฉันไม่ได้สนใจกับความสัมพันธ์แบบเพื่อนอย่างลึกซึ้ง ไม่เคยนิยามในใจ ไม่เคยอินอะไรมากมาย และไม่ได้ฟูมฟายเวลาต้องลาจากเหมือนในหนัง
อาจจะเพราะไม่ได้คาดหวังอะไร เลยไม่เคยต้องรู้สึกผิดหวังกับพฤติกรรมเพื่อนใดๆ 
แต่ก็ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากจนพ่อกับแม่น้อยใจเป็นบางครั้ง 
เพราะฉันเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง จึงรู้ตัวเสมอว่า "เพื่อน" คือคนสำคัญที่จะอยู่เคียงข้างในชีวิตของฉันนอกจากพ่อแม่
แม้จะไม่ได้แสดงออกว่าสำคัญมาก แต่ก็ตระหนักรู้ถึงความสำคัญอยู่ทุกเวลา

แต่เมื่อไม่นานมานี้ 
เมื่อเราโตขึ้น เราผ่านเหตุการณ์ความรักมากมาย การพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนมาเป็นแฟน การเลิกกับแฟนที่เคยเป็นเพื่อนแล้วไม่สามารถกลับไปสถานะแรกเริ่มได้อีก การว้าเหว่เมื่อแฟนทิ้งแล้วถึงกลับมาซบอกเพื่อน ทะเลาะกับที่บ้านก็มาซบอกเพื่อน บ่นเรื่องงานกับเพื่อน

จะเห็นว่าไม่ว่าเหตุการณ์ใดๆ เพื่อนจะอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนแฟนไปสิบคน เพื่อนก็ยังคนเดิม ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนงานไปกี่ที่ เพื่อนก็ยังคนเดิมเช่นกัน เป็นความสัมพันธ์ที่บางครั้งเราก็ย่ามใจว่า ยังไงซะ "เพื่อน" ก็จะต้องอยู่ตรงนั้นเสมอ ในวันที่เราต้องการ

ซึ่งในแง่หนึ่งก็ใช่ นั่นแหละ คือเพื่อนแท้ 
แต่ในบางครั้ง ก็ทำให้รู้สึกว่า 
แม้ความสัมพันธ์แบบเพื่อนจะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เรื่องมาก
แต่ก็ไม่ใช่อยากจะทำอะไรแบบไหนก็ได้ โดยไม่รู้สึกถึงจิตใจ
เพราะขึ้นชื่อว่า ความสัมพันธ์ ล้วนต้องใช้ความจริงใจ ใส่ใจ รักษาไว้ทั้งสิ้น

หลายๆครั้งที่ฉันอยากจะบอกเพื่อน ที่อยากจะมาก็มา อยากจะหายก็หายหัวไปไร้เงา
ถึงทุกครั้งที่กลับมาเราจะต่อกันติด แต่ทำแบบนี้บ่อยๆมันก็น่าเอือมระอาเหมือนกันนะ 

แต่เพราะฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว สังคมของเราไม่ได้มีแค่เพื่อนตลอดเวลา เพราะเรามีงาน มีลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ครอบครัวเข้ามาเอี่ยว เรามีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถมาใกล้ชิดกันได้ตลอดเหมือนสมัยเด็กๆ ซึ่งฉันก็เข้าใจความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เพราะมันคือธรรมชาติที่ต้องเจอของการเปลี่ยนผันของวัยและความรับผิดชอบ
แต่อย่างไรเสีย การทักทายกันเล็กน้อยบ้าง ให้เห็นว่าเรายังห่วงใยกัน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรมี เหมือนน้ำเลี้ยงที่ต้องหล่อไว้ ไม่ให้ต้นไม้ความสัมพันธ์นี้แห้งเหี่ยวลง

ฉันอยากจะเขียนเพื่อฝากถึงเพื่อนทั้งหลาย เราเป็นความสัมพันธ์ง่ายๆ แต่ก็ช่วยรักษาน้ำใจกันสักนิด
ไม่ต้องทุ่มเทให้เท่าแฟน แต่ก็อย่าถึงขนาดของตายเลย

แต่ถ้าวันหนึ่งจะหายไป เราก็ไม่วอแว 
และเมื่อจะมา เราก็ยังคงอ้าแขนรับอยุ่ดี 
เพราะเพื่อนก็ยังเป็นเพื่อนอะเนอะ

เป็นเพื่อนกันแหละดีแล้ว...จะได้คบกันนานๆ  (เพื่อนคนหนึ่งของฉันกล่าวไว้)




 

Create Date : 15 มกราคม 2560   
Last Update : 15 มกราคม 2560 18:00:10 น.   
Counter : 323 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


มากกว่าสาวน้อยเวทย์มนต์




ถ้าให้เขียนหัวข้อ "การ์ตูนในความทรงจำ" สำหรับชาวโอตาคุแล้ว ตอนเดียวคงไม่พอ A4 4 หน้าก็คงไม่จบ 

ฉันเกิดและโตมาในยุค90's ด้วยการเสพการ์ตูนในสื่อต่างๆมากที่สุดเท่าที่จะหาได้ 
ในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต การนั่งรอการ์ตูนทางช่อง 9 วันเสาร์อาทิตย์ หรือช่อง 7 และ ช่อง 3 ตอนเช้าๆ คือความบันเทิงที่โคตรจะฟิน เราไม่มีทางรู้เลยว่ามังงะหรืออนิเมะที่เราซื้ออ่านหรือตามดู จะมีโอกาสได้ดูไปถึงตอนจบรึเปล่า บางทีมันก็หายไปเสียเฉยๆ บางทีมันก็กลับมาหลังจากหายไป 2-3ปี 

ยุคที่ฉันโตมาเป็นยุคเฟื่องของสาวน้อยเวทย์มนต์ ระดับตำนานคงหนีไม่พ้น เซเลอร์มูน และยังมีขบวนสาวน้อยเวทย์มนต์ต่างๆที่ฉันก็จำชื่อไม่ได้มากมาย แม้ว่าตอนนั้นฉันจะเป็นเด็กหญิงโอตาคุ แต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบเหล่าเกิร์ลพาวเวอร์พวกนั้น ฉันกลับเป็นแฟนตัวยงของดราก้อนบอล ตั้งแต่สมัยภาคแรกที่โกคูยังมีหางและตามเก็บดราก้อนบอลด้วยความลำบากลำบน หรือจะเป็นเซนต์เซย่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันเข้าสู่โลกโอตาคุ 

ดังนั้น ฉันและโลกสาวน้อยเวทย์มนต์ดูจะห่างไกลกันมาก 
ทว่า ถ้าคุณเกิดในยุค 90's ยุคที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก การได้มีโอกาสดูการ์ตูนแต่ละเรื่องมันไม่ได้หาได้ง่า่ยๆ ถึงไม่ชอบแค่ไหน แต่ถ้ามันคือการ์ตูน ฉันก็แทบจะพุ่งตัวไปติดขอบจอทีวีทันที

ช่อง 9 การ์ตูนได้นำสาวน้อยเวทย์มนต์คนใหม่ ชื่อ ซากุระจังมาฉาย ในวันที่ฉันเรียนอยู๋ป.5 หรือ ป.ุ6 นั่นคือการเจอกันครั้งแรกของฉันกับซากุระจัง ความประทับใจแรกน่ะหรอ ไม่มีเลย ก็แค่การ์ตูนทั่วๆไปที่ต้องทำมิชชั่น (เก็บการ์ด) ให้ครบ เพื่อไปต่อสู้กับ Last boss ฉันไม่ได้จดจำหรือสนใจเรื่องนี้มากเท่าไหร่ จนได้มาดูอีกครั้งเมื่อเคเบิลทีวี (UBC ชื่อในสมัยนั้น) นำมาฉายในช่องการ์ตูน ช่องที่เหมือนสวรรค์ของฉันในเวลานั้น เพราะมีการ์ตูน 24 ชม. และมั่นใจได้ว่าจะได้ดูจนถึงตอนจบ 

ฉันได้ดูซากุระจังอีกครั้ง ตั้งแต่ตอนแรก จนถึงตอนจบของซ๊ซั่น 2 เปลี่ยนจากโครวการ์ดเป็นซากุระการ์ด และเปลี่ยนจากการ์ตูนนอกสายตา มาสู่การ์ตูนที่รักที่สุดในดวงใจ 

"มันมีอะไรที่มากกว่าการเก็บการ์ด" นี่คือประโยคที่ฉันใช้บอกทุกคนเสมอ ที่ต่างถามฉันด้วยใบหน้างงงวยว่าการ์ตูนเรื่องนี้มันมีอะไรดีขนาดนั้นเชียว

ไดโจบุ It's all right ไม่เป็นไรหรอก คือคาถาเพียงหนึ่งเดียวที่มีพลังมากที่สุดในเรื่องนี้ มันไม่ใช่เวทย์มนต์ใดๆที่ปล่อยลำแสงสาดกันวิ๊งๆ หรือพลังเว่อร์วังจากไพ่ใบไหน แต่มันคือหนึ่งประโยคที่สร้างความมั่นใจ หนึ่งประโยคที่ตัวละครต่างๆพากันบอกซากุระเมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากจะรับมือ หรือเมื่อตัวละครอื่นๆตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากเย็น

 "ไม่เป็นไรหรอก" จะต้องผ่านไปได้ คือ คาถาเรียกกำลังใจ คือความมั่นใจ คิดบวก พร้อมสู้ ถ้าเราเชื่อมั่นทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้

นี่คือเวทย์มนต์ที่แท้จริงของการ์ตูนเรื่องนี้  ไม่จำเป็นต้องมีไพ่ มีคทา ไม่ต้องร่ายเวทย์ แต่เด็กทุกคนที่ได้ดูก็สามารถเป็นสาวน้อยเวทย์มนต์ด้วยตัวเองได้ ซากุระจังไม่ได้สร้างความเพ้อฝัน เหมือนโดราเอมอน ที่เมื่อดูแล้วต้องอยากมีประตูไปที่ไหนก็ได้ อยากมีขนมปังช่วยจำ คอปเตอร์ไม้ไผ่ หรือแม้กระทั่งอยากได้โดราเอมอนทั้งตัว แต่ซากุระจังบอกถึงคาถาที่ใช้ได้จริง ไม่ว่าใครก็ต่างมีเวทย์มนต์และเป็นสาวน้อยเวทย์มนต์ได้ทั้งสิ้้น 

ไม่เพียงแค่นั้น ความอ่อนโยนของซากุระ ความห่วงใยใส่ใจผู้อื่นของทุกตัวละครในเรื่อง ยังทำให้ฉันในขณะที่เป็นเด็กได้รู้สึกว่า เด็กคนนี้เป็นคนดีจัง เป็นต้นแบบของเด็กดีในอุดมคติของฉันในเวลานั้น 
ซากุระที่พยายามด้วยตัวเองในทุกอย่างทั้งงานบ้านงานเรือน การเรียน กีฬา หรือแม้แต่การเก็บไพ่ ซากุระไม่ใช่คนเทพแต่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองอย่างตั้งใจเต็มที่ เป็นสาวน้อยเวทย์มนต์ที่พึ่งพลังของตัวเองอย่างแท้จริง

ในตอนท้าย เมื่อซากุระเจอกับ Last boss แล้วต้องเลือก จะเห็นว่าสำหรับซากุระจังแล้ว คนรอบข้างที่สำคัญนั้นมีค่ามากกว่าเวทย์มนต์หรือพลังใดๆ แม้จะมีพลังที่สูงส่ง แม้จะไปยืนบนจุดสูงสุด หากปราศจากผู้คนรอบข้างที่สำคัญก็ไม่มีความหมายใดๆ การที่เรามีชีวิตที่มีความสุขได้ในตอนนี้ เพราะการเกื้อหนุนของผู้คนที่สำคัญที่อยู่รอบข้างเรา 

ซากุระจังมักจะใจดีกับทุกตัวละคร แม้แต่ตัวร้ายในเรื่อง จึงไม่มีทางได้เห็นซากุระจังสาดเวทย์มนต์ทำร้ายใครให้แพ้ยับเยิน เพราะถ้าต้องเลือกทำร้ายคนอื่น ซากุระจังย่อมเลือกที่จะให้ตัวเองรับผลนั้นแทน นี่คือความอ่อนโยนมากๆของตัวการ์ตูนตัวนี้ ที่ป้าClamp ได้เนรมิตขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การ์ตูนเรื่องนี้สำหรับฉัน มันจึงเกินกว่าการเป็นสาวน้อยเวทย์มนต์ การจับไพ่เป็นแค่น้ำจิ้มที่ไว้ประกอบฉากมากๆ แต่เนื้อในนั้นมีข้อความที่สอนเด็กๆ หรือแม้แต่คนแก่อย่างฉันไว้มากมาย 
จึงบอกได้แค่ว่า "อย่าโดนหน้าปกแบ๊วๆหลอก" 

เพราะซากุระจังคือการ์ตูนที่ฉันชอบ หลายสิ่งจึงได้อิทธิพลจากการ์ตูนเรื่องนี้
แม้ฉันจะแก่แล้ว แต่ฉันยังคงยึดเวทย์มนต์ของซากุระที่บอกว่า 
...จะต้องไม่เป็นไรแน่นอน...

และคาถานี้ก็ขอส่งไปยังเหล่าเด็กในวันนั้น ที่ตอนนี้ก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ และพบว่า 
"โลกผู้ใหญ่นี่มันบัดซบจริงๆ มีเรื่องวุ่นให้ได้ปวดหัวได้ทุกวัน"
แต่ไม่ต้องห่วง เพราะ Everything will be alright.




 

Create Date : 15 มกราคม 2560   
Last Update : 15 มกราคม 2560 16:58:25 น.   
Counter : 239 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


ก็เป็นแค่ดอกโมก



...ฉันไม่มีดอกไม้ที่ชอบเป็นพิเศษ...


ไม่มีทั้งสี ชนิด พันธุ์ ใดๆที่ชอบและไม่ชอบ 
ไม่มีความใฝ่ฝันถึงการได้รับดอกไม้ชนิดไหนจากคนรักในวันวาเลนไทน์ 
ถ้าเลือกของขวัญได้ ฉันอยากได้ช็อกโกแลตที่กินได้มากกว่า

ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่ได้รับช่อดอกไม้แล้วจะยินดีชื่นบาน 
กลับกัน มันคือภาระสำหรับฉันเป็นที่สุด จะทิ้งก็เกรงใจ จะเก็บรักษาไว้ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไรเพราะเดี๋ยวเดียวก็เหี่ยว ก็เสีย
สุดท้าย ดอกไม้หรือช่อดอกไม้ที่ได้มาทั้งหมด ก็ได้แต่วางไว้ให้เหี่ยวไปจนถึงที่สุด
รอวันที่จะโยนลงถังได้อย่างชอบธรรมโดยไม่รู้สึกผิดอะไร

ดังนั้น ฉันจึงไม่มีดอกไม้ที่ชอบหรืออยู่ในดวงใจเป็นพิเศษ
แต่ถ้าถามฉันว่า แล้วดอกไม้อะไรที่เหมือนตัวเองมากที่สุด
คงจะเป็น "ดอกโมก" เจ้าดอกสีขาวดอกจิ๋วนั้น

ขาวๆเล็กๆ ที่เหมือนกับตัวฉัน
ความธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ กลีบดอก 5 กลีบ ก็ไม่ได้มีรูปร่างที่ซับซ้อนเป็นเอกลักษณ์ใดๆ สู้ดอกมะลิหรือดอกแก้วไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่ยังมีเลเยอร์ให้น่าสนใจกว่า
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสีสัน เป็นเพียงแค่ดอกไม้สีขาว ที่เหมือนอีกหลายร้อยดอก
ธรรมดาเสียจนไม่มีอะไรให้น่าประทับใจเป็นพิเศษ

ก็คงเหมือนรูปร่างหน้าตาฉันที่ธรรมดา หมวยคนหนึ่งที่ถ้าเหยียบเข้าแผ่นดินจีนก็พร้อมจะกลืนหายไปกับหมวยนับล้านในประเทศนั้นภายในสามวินาที 
ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรโดดเด่น
ไม่ได้มีวีรกรรมอะไรที่สร้างไว้ให้อวดลูกหลานได้ 

"โมก" มีเพียงกลิ่นหอมบางๆ  ที่พอจะอวดคนอื่นได้ 
คงเหมือนฉันที่ถ้าจะมีอะไรพิเศษ ก็คงมีเพียงความที่เป็นตัวเองที่แปลกประหลาดกว่าผู้หญิงส่วนมากอยู่เล็กน้อย แต่นั่นก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทว่า ความธรรมดาของดอกโมก ก็ทำให้เป็นดอกไม้ที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย และมักปลูกในบ้านเรือนทั่วไปไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เลยเป็นดอกไม้ที่พบเห็นไปทั่ว
คงเหมือนกับฉันที่เข้ากับคนง่าย กินง่าย อยู่ง่าย เที่ยวกับใครก็ได้ อยู่กับใครก็ได้ ไม่อึดอัดเดือดร้อน
จึงไม่ค่อยมีคนที่อยู่ด้วยไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีใครให้อยู่ด้วย ฉันก็อยู่คนเดียวได้อยู่ดี

ฉันชอบดอกโมก ที่ไม่จำเป็นต้องสีสันสวยงามที่สุด ไม่จำเป็นต้องส่งกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เป็นเพียงดอกเล็กๆที่เรียบง่ายในแบบตัวเอง ส่งกลิ่นหอมเพียงอ่อนๆก็พอ 
เป็นความธรรมดาที่เพียงพอแล้ว

ฉันพอใจที่จะเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่สวย ไม่เก่ง ไม่สุดในสักทาง แต่มั่นใจและยินดีในตัวเอง ในแบบที่ตัวเองเป็น
เช่นเดียวกับความงามที่สามัญของเจ้าดอกโมก

โมก มักจะปลูกไว้ในบ้าน ดังนั้นถ้าพูดถึงโมก ฉันมักจะนึกถึงต้นไม้ในสวนเล็กๆของบ้าน 
สถานที่ไม่สวย ไม่เลิศ ไม่หรู แต่อยู่แล้วสบายใจ ^^




 

Create Date : 14 มกราคม 2560   
Last Update : 14 มกราคม 2560 23:04:45 น.   
Counter : 282 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


อาชีพในฝันที่ไม่มีในประเทศไทย



อาชีพที่คุณ "เคย" ฝัน 


เคย คือคำที่หมายถึงสิ่งที่เคยเกิดแต่ตอนนี้ไม่เกิดแล้ว คือคำที่บ่งบอกความเป็น "อดีตกาล" สิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว เป็น Past Tense 
ซึ่งไม่ว่าจะด้วยการเปลี่ยนใจจากความฝัน การยอมแพ้หรือเลิกล้มกลางทาง หรือแม้แต่การไปถึงจุดหมายแล้วเสร็จ ทั้งหมดล้วนบ่งบอกว่า ความฝันนี้...มันไม่มีอยู่อีกแล้ว

สำหรับฉัน อาชีพที่เคยฝันนี้ ไม่เพียงเหลือแค่ความฝันเท่านั้น แต่อาชีพดังกล่าวยังไม่มีอยู่ในแผ่นดินไทยนี้อีกด้วย...

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน
หากถามคำถามนี้กับฉัน ในวันนั้น คุณจะต้องได้ยินคำตอบที่สุดประหลาดของผู้หญิงประหลาดๆแบบฉันว่า "กองบก.นิตยสารJump" 
คำตอบสุดโต่งของโอตาคุอย่างฉันที่ใฝ่ฝันอยากเป็นส่วนหนึ่งของโลกมังงะ แต่รู้ตัวว่า่ตัวเองไม่มีพรสวรรค์ในการวาดหรือแต่งเนื้อเรื่องมากพอที่จะได้เป็นนักเขียนการ์ตูน ดังนั้น การเป็นกองบก.ที่ได้อ่าน ได้วิจารณ์ และอยู่เบื้องหลังเพื่อผลักดันนักเขียนการ์ตูนเจ๋งๆ คือความฝันของฉัน 

ความฝันสุดโต่งที่บอกใครต่างก็เห็นว่าเพ้อเจ้อ เพราะว่ามันไม่มีอยู่ในประเทศไทยนะสิ อะไรคือ Jump อะไรคือกองบก.นิตยสารการ์ตูน อยากเป็นแล้วยังไง มันมีอยู่ที่ไหน เฮลโล๋ที่นี่ประเทศไทยนะ

ฉันไม่ใช่พระเอกในหนังcoming of ages ที่จะซื่อสัตย์และมุทะลุกับความฝันของตัวเองขนาดนั้น ฉันฟังเพลงพี่ตูนบอดี้สแลมด์ปลุกใจ แต่ก็ไม่ได้ล่าฝันโดยไม่ดูตาสีตาสา ฝันในสิ่งที่มีแต่ยังไปไม่ถึง ยังง่ายเสียกว่า ฝันในสิ่งที่ไม่มีอยู่เลย เงินก็ต้องหา ชีวิตก็ต้องใช้ตังค์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะบ้าบิ่นหิ้วฝันนี้ต่อไปโดยแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งไหนแค่จินตนาการ กับสิ่งไหนคือชีวิตจริง 

แต่ด้วยความที่ฉันเป็นเด็กดื้อ จะให้ทิ้งฝันไปทั้งหมดก็ไม่ใช่ แฟนคลับพี่ตูนขนาดนี้ เพลงแสงสุดท้ายฟังจนร้องได้ทุกคำ ถ้าอยู่ๆล้มเลิกทุกสิ่งจะเป็นการไม่ให้เกียรติพี่ตูนได้ ฉันเลยใช้วิธี "ถึงไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียงมากแล้ว"

กองบก.นิตยสาร คืออาชีพในชีวิตจริงของฉัน คงเป็นความรู้สึกแบบ แม้จะไม่ใช้ชายในฝัน แต่ก็ดีที่สุดในโลกความจริง 

คงเป็นความโชคดีอย่างที่สุด ที่เลือกจะทิ้งไพ่ถูกใจในมือ แล้วเสี่ยงจั่วไพ่ใหม่ในกอง และได้พบว่าไพ่ที่จั่วมานั้นดีมากอย่างไม่คาดคิด 
ฉันมีความสุขกับอาชีพที่เป็นความจริง ที่ตัวเองเลือก การต้องตื่นมาเช้าวันจันทร์ด้วยความเศร้าหมองใจ การนั่งนับวันรอคอยLong Weekend คืออะไรไม่รู้จัก เพราะงานที่ทำทำให้ชีวิตในแต่ละวันมีความสุขโดยไม่รู้สึกเบื่อ 

แต่ชะตาชีวิตก็เหมือน Cycle เศรษฐกิจ ที่วันหนึ่ง เมื่อมีวันที่เศรษฐกิจดี ก็ต้องมีวันที่เศรษฐกิจตกต่่ำเวียนมาบรรจบ เวียนวนเป็นวัฎจักร 
อนาคตสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยวันหนึ่งก็เดินมาถึงจุดตกต่ำ นิตยสารคือสิ่งแรกที่ดับสูญไปในวิกฤตการณ์นี้ นิตยสารที่เป็นทั้งงาน เป็นทั้งความฝัน และเป็นทั้งบ้านที่แสนรักของฉัน ถึงคราวปิดตัว

ในวันที่ปัจจุบันได้กลายเป็นอดีต อาชีพที่เคยเป็นของฉัน ได้กลายเป็นอาชีพที่ฉันต้องฝันถึงแทน 
วันนี้ฉันได้แต่ใช้ประโยคก้ำกึ่งที่บอกไม่ได้ว่า่ กำลังพูดถึงอดีตที่ไม่มีทางหวน หรืออนาคตที่ยังไม่มาถึง ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็คงงงว่าจะใช้ if clause แบบไหนดี 

...ฉันฝัน และเคยฝัน จะได้เป็นและกลับมาเป็น 
"กองบก.นิตยสารที่เก่าแก่และยืนนานที่สุดของประเทศไทย"
 อีกครั้งในสักวัน...

แต่ก็ไม่ต่างกับความฝันกองบก.นิตยสารJump คือ อาชีพนั้น มันไม่มีอยู่ในประเทศไทยอีกแล้ว 
และคำว่า เคย คือ อดีตกาล ที่พ้นผ่านไปเสียแล้ว





 

Create Date : 14 มกราคม 2560   
Last Update : 14 มกราคม 2560 21:08:27 น.   
Counter : 198 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 



supersunday
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Blogของเราอาจจะไม่มีสาระ เพราะเราก็ไม่ได้คิดจะหาสาระอะไรมานำเสนอ เป็นพื้นที่ปล่อยตัวอักษรให้วิ่งพล่านตามอารมณ์และความเครียดที่ได้รับมา
[Add supersunday's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com