football & movie blog
 
 

ความแปลกใหม่ในการดูบอล กับอีสาน ยูไนเต็ด @อาร์มี่ ยูในเต็ด

วันที่ 28 มีนาคม 2555


จริงๆเขียนไว้ซักพักแล้ว ในเฟสบุค ไม่ค่อยมีใครอ่าน เลยเอามาไว้ในนี้ดีกว่า น่าจะมีคนอ่านบ้าง

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปดูบอลไทยแลนพรีเมียลีกคู่ระหว่าง อามี่ ยูไนเต็ด กับ อีสาน ยูไนเต็ด

ต้องบอกว่าผมปกติจะไม่ค่อยดูบอลไทยลีก ปกติจะตามสมุทรปราการ เอฟซี ในดิวิชั่น2 ซึ่งครั้งนี้ถ้าจำไม่ผิดเป็นเพียงครั้งที่2 เท่านั้นในการไปดูไทยลีก ครั้งแรกเป็นการไปดูทีมอามี่อีกเหมือนกัน ที่เจอกับเชียงราย ยูไนเต็ด

นัดนี้ที่ตัดสินใจเข้าไปดูเพราะมันอยู่ใกล้ที่ทำงาน แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ เพราะอาร์มี่แข่งกับอีสาน ยูไนเต็ด เพราะผมต้องการจะเข้าไปดูปฏิกิริยาทีมกูปรี ศรีสะเกส เป็นเหตุผลเดียวเลย


วันนี้ผมออกจากที่ทำงานประมาณ 6.30 และก็ใช้เวลาประมาณสิบนาทีก็ไปถึงสนาม ทบ. พอไปถึงผมก็เข้าไปทางฝั่งทีมเยือน จอดมอเตอร์ไซต์แล้วก็เดินไปซื้อลูกชิ้น ของบอกว่ารสชาติห่วยแตกมาก น้ำจิ้มไม่อร่อยเอาซะเลย เป็นร้านลูกชิ้นที่ไม่แนะนำ หลังจากได้ลูกชิ้นมาสองไม้ ผมก็เดินไปรอบๆ สนาม เผื่อมีบูทอะไรให้เข้า ปรากฎว่าเดินไปจนรอบสนามก็ไม่มีซักบูทปรากฎให้เห็น ไม่เหมือนคราวที่แล้วที่ไปดู มีอะไรให้เล่นเยอะมาก ที่เห็นก็มีแต่ร้านขายลูกชิ้นเต็มไปหมด นับได้ก็เกือบสิบร้าน และผมก็ไม่พลาด ได้ไก่ทอดมากินอีกสองไม้ รสชาติก็เฉยๆ ไม่ได้จัดว่าอร่อย และไม่ได้จัดว่าแย่

หลังจากนั้นผมก็วนมาจนถึงฝั่งทีมเยือนอีกครั้ง และก็เห็นกองเชียร์กูปรีกำลังให้สัมภาษก์กับนักข่าวอยู่ มีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน และก็ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย เพราะคงจะได้บทเรียนมาพอสมควรกับการแข่งขันในนัดที่แล้วที่เจอกับทีมบีบีซียู


และผมก็เข้าไปในสนามพร้อมกองเชียร์กูปรีส่วนใหญ่ นัดนี้นับว่ากองเชียร์เยอะพอสมควร ประมาณการณ์ด้วยสายตาก็ประมาณสองถึงสามพันคน ถือว่าเยอะพอดู ส่วนกองเชียร์กูปรีก็มีประมาณสามถึงสี่ร้อยคน จัดว่าเยอะสำหรับทีมเยือน

สัมผัสแรกที่ผมได้เจอเลยคือความเกลียดชังของกองเชียร์กูปรีในตัวเฮียฮวด ผู้ที่ขโมยทีมศรีสะเกศไปจากอ้อมอกของพวกเขาเอง เปลี่ยนไปในชื่อ อีสาน ยูไนเต็ด โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีสนามเลยต้องย้ายถิ่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ห่วยแตกมาก

ครั้งแรกที่ผมเห็นกองเชียร์ตะโกนไล่เฮียฮวด ผมรู้สึกอินมาก จนอยากจะตะโกนตาม แต่แล้วมีช็อตที่ทำให้ผมต้องน้ำตาคลอ และไหลออกมาเลยก็คือ ช็อตที่นักเตะทีมอีสาน ยูไนเต็ด เลิกฝึกซ้อมและเดินออกมาเพื่อทักทายแฟนๆ แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับไปคือ เสียงโห่...


วินาทีนั้นผมรู้สึกว่า นักเตะเขาทนได้ยังไง ผมจินตนาการว่าตัวเองเป็นนักเตะอีสาน ยูไนเต็ด แล้วผมก็น้ำตาไหลพลาก มันรู้สึกสงสารนักเตะ ที่พวกเขาไม่ได้ทำไร กองเชียร์ที่เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วคอยสนับสนุนพวกเขา มาวันนี้ พวกขากลับต้องมาเป็นโห่แทน

และวันนี้ในครึ่งแรก ผมแทบไม่ได้ดูบอลเลย เพราะสมาธิหันไปสนใจกับกองเชียร์กูปรี ที่ตะโกนด่าทีมอีสาน ยูไนเต็ด ไม่ขาดสาย บางช็อตผมก็แอบน้ำตาไหล บางช็อตก็รู้สึกใจหาย แล้วกลับมาคิดถึงทีมสมุทรปราการ เอฟซี ถ้าโดนอย่างนี้ไปผมก็คงจะทำในแบบเดียวกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่าคนจะเยอะเท่าแฟนกูปรีหรือเปล่า

การเชียรวันนี้ของทีมกูปรีนั้นส่วนใหญ่เป็นการตะโกนด่าทอ พร้อมๆกัน มีคนนำพูด แล้วที่เหลือพูดตาม แล้วเสียงดังมาก ดังจนขนลุก บ้างก็ตะโกนว่า ศรีษะเกส บางทีก็ตะโกนว่า อาร์มี่ และที่ตะโกนบ่อยสุดก็คือ เหี้_ ฮวด หรือจะใช้ชื่อจริงของเฮียแล้วตามด้วยตัวเงินตัวทอง


เป็นการเชียร์ที่แปลกๆ ไม่เคยเจอ ผมรู้สึกว่าทุกคนนั้นช้ำใจมากที่ต้องมาเชียร์ฝั่งตรงข้ามกับทีมที่ตัวเองเคยรัก บางทีผมก็แอบคิดว่า พวกเขาจะทนไปได้ถึงเมื่อไหร่ และเฮียฮวดจะทนแรงกดดันไปได้ขนาดไหน ผมไม่รู้ แต่ผมก็เป็นกำลังใจให้แฟนกูปรีทุกคน ให้สู้ต่อไป

วันนี้เป็นการเชียร์บอลที่สนุก รูปเกมไม่เดือด เพราะผมว่าทุกคนในนี้แทบไม่ได้สนใจผลบอลเลยด้วยซ้ำ ผมเห็นและสงสารแฟนกูปรีมาก แต่ผมว่าผมแอบซาดิสนะครับ ผมว่าอีสาน ยูไนเต็ด ก็ไม่ต้องย้ายหรอก ให้แฟนกูปรีทำใจ แล้วหันไปทำทีมศรีสะเกสอีกทีมนึงให้ขึ้นชั้นมาให้ได้ และผมคิดว่า ดาร์บี้แมทนี้มันคงเป็นดาบี้แมทที่น่าจะสนุกอีกอันในโลก เป็นดาร์บี้แมทที่เกิดจากการเกลียดชัง แล้วการเชียร์บอลคงจะสนุกน่าดู


สุดท้าย ผมขอฝากให้ทุกคนเข้ามาอ่านในนี้ว่า "อย่าล้อเล่นกับความรู้สึกคน"




 

Create Date : 10 เมษายน 2555   
Last Update : 10 เมษายน 2555 13:46:04 น.   
Counter : 585 Pageviews.  


กับ 53 กิโลเมตร กับความประทับใจ กับบางกอกกลาสและหงส์แดง

วันนี้วันที่ 7 เมษายน 2555


วันนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปดูสโมสรบางกอกกลาส เอฟซี ต่อไปนี้จะขอเรียกสั้นๆว่า "บีจี" นะครับ สโมสรที่ตั้งอยู่ตรงจังหวัดปทุมธานี อยู่คลอง...ซักคลองนั่นแหระ ไม่มีไรมาก ก็เดินทางไปทางฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต แล้วก็หาทางที่มันเขียนว่าไปนครนายก อย่าหลงนะครับ จริงอยู่ที่สโมสรตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี แต่ถ้าไปตามป้ายที่เขียนว่าปทุมธานีรับรอง หลงแน่นอน


จริงๆตัดสินใจอยู่ว่าจะไปดูชลบุรีหรือ บีจี ดี แต่จากการดูแผนที่ไปชลบุรีประมาณ 60 กว่ากิโล ส่วนไป บีจี ระยะทางประมาณ 40 กว่ากิโล มันดูไม่ต่างกันมาก แต่ไอ้ 20 กิโลที่ต่างกันเนี่ย ไม่ใช่ใกล้ๆ ใช้เวลาก็น่าจะเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ต้องห่วง ซักวันจะต้องแว้นซ์มอไซต์ไปเยือนเมืองชลให้ได้


เอาล่ะ ถึงสนามซักที ต้องยอมรับว่าเข้ามาลึกพอสมควร แต่ก็คิดไว้แล้วว่ามันจะลึก เพราะจากแผนที่ก็ทางเข้ามาประมาณ 8 กิโล และก็เป็นจริง นั่งมองข้างทางจนเมื่อยคอเลยล่ะ แต่พอยิ่งใกล้สนาม เสื้อเขียวก็ยิ่งเยอะ มันก็เลยง่ายต่อการมาเยือน ไม่เหมือนตอนไปดูทีมสมุทรปราการ เราใส่เสื้อบอลไปดูแทบจะเป็นคนแปลกไปเลยทีเดียว


พอเดินทางถึงสนาม ก็เลี้ยวเอามอไซต์เข้าไปจอด ต้องบอกว่าอลังการมาก มีที่จอดมอไซต์แบบกว้างขวางมาก แต่ขนาดเรามองแล้วว่ากว้าง แต่ก็ยังแทบหาที่จอดไม่ได้ จริงๆไม่ใช่แค่ที่จอดมอไซต์ที่กว้าง ที่จอดรถยนต์ก็กว้างไม่แพ้กัน เรียกว่าจุแฟนบอลเกือบหมื่นได้สบายเลยทีเดียว


ผมออกจากบ้านตั้งแต่บ่ายสาม แล้วก็แวะไปซ่อมไฟมอไซต์ก่อน และก็เดินทางไปถึงสนามก็สี่โมงกว่า มีเวลาให้เดินถ่ายรูปเยอะมาก และก็เดินดูนั่นดูนี่ ต้องบอกเลยว่า พอเข้าไปนึงว่าเป็นเมืองมรกต เพราะทุกอย่างมันเต็มไปด้วยสีเขียว ตั้งแต่สีสนาม เสื้อแฟนบอล เต้นขายของ ช็อปสโมสร ยันพัดลมที่เปิดหน้าสนามก็เป็นสีเขียว มันอะไรกันนี่ เข้าไปก็ได้แต่ตะลึงนั่น ตะลึงนี่


และตัวสนามต้องบอกว่า มันเป็นสนามในฝันเลยทีเดียว คือในฝันผมก็อยากได้สนามแค่นี้ มันเหมือนสนามที่ผมคุ้นเคยในพรีเมียลีกมาก มันแบบใช่อะ ใช่ไปหมด ผมเคยไปสนามเมืองทองนะ แต่ผมไม่รู้สึกว่ามันใช่ขนาดนี้เลย ถึงแม้ว่าจะมีที่นั่งแค่ 3 ฝั่ง แต่ผมโคตรชอบเลย ไม่รู้จะอธิบายยังไง มันเหมือนกับว่าสนามเมืองไทยเนี่ยมีแค่นี้พอ ก้เจ๋งมาก แล้วเหมือนกับว่า บีจี เค้าทำมาอย่างที่ผมคิดไว้จนครบ ทั้งดีไซน์การออกแบบ การจัดโซนที่นั่ง วิธีการขายบัตร ช็อปสโมสรที่ทำเหมือนกับอยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วข้างในช็อปยังมีรูปนักเตะแขวนอยู่ตามผนัง อารมแรกเลยน้ำตาซึม เพราะขนลุกมาก มันเป็นการให้เกียรตินักเตะ เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นแล้วชอบมาก


และที่ขาดไม่ได้ก่อนเข้าสนามคือ ต้องเป็นอันต้องแวะไปชิมลูกชิ้นหน้าสนาม ที่นี่เค้าจัดโซนขายของไว้ดีมาก ผมคิดว่าคนที่จะมาขายต้องเช่าพื้นที่ขาย และก็น่าจะแพงด้วย เพราะอาหารที่ขายนี่จัดว่าแพงเลยทีเดียว ผมก็เข้าไปชิมลูกชิ้น เป็นลูกชิ้นอะไรซักอย่าง 4 ลูก 10 บาท กับไส้กรอกรมควัน อันละ 20 บาท อันนิดเดียว ส่วนตัวผมว่าแพงมาก ส่วนรสชาติ ผมไม่ชอบไส้กรอกรมควัน ผมว่ามันยังไม่ถึงแก่นของคำว่าไส้กรอกรมควัน เรียกว่าเป็นไส้กรอกรมควันที่เข้าขั้นว่า ไม่อร่อยได้เลย ส่วนลูกชิ้นเนี่ย ผมว่ารสชาติโอเค แต่น้ำจิ้มไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ ถ้าได้น้ำจิ้มหน้าสนามเกษตรจะเพอแฟคมากๆ ส่วนตัวตอนนี้ผมยังให้ลูกชิ้นเกษตรเป็นที่ 1 อยู่


เอาล่ะ เสร็จภาระกิจ เข้าสนามได้ พอย่างกรายเข้าสนาม ผมก็เป็นอันต้องตะลึกกับสิ่งที่เค้าปั้มตรงข้อมือ ปกติผมไม่ค่อยอ่านหรอก เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง เหมือนปั้มให้ผ่านๆ ไปง้น เชียร์บอลเส็ดมันก็ลอกหมดแล้ว แต่นี่เชียร์เส็ด กลับมาบ้าน มันยังชัดอยู่เลยว่าปั้มว่า HN หมายความว่า home north คือที่นั่งฝั่งเจ้าบ้านตอนเหนือ เจ๋งมาก ผมว่าเป็นการแก้ปัญหาการเนียนเปลี่ยนฝั่งได้ดีมาก ผมชอบ


สิ่งต่อไป ตอนประกาศรายชื่อโฆษกสนามก็ประกาศปกติของฝั่งที่เยือนก่อน ประกาศอ่อยๆ เหมือนประกาศให้ผ่านๆไปอย่างนั้น แต่พอถึงฝั่งเจ้าบ้าน โอ้โห ดูอลังการ มีประกาศ แล้วเว้นวรรคให้ตบมือ แล้วทุกคนก็ตบมือ โห่ร้อง และผมก็สังเกตุว่า คนที่นั่งด้วยมันหันมามองหน้าผมตลอดเวลา ผมก็ว่า มรึงจะมองอะไรของมรึงเนี่ย กว่าจะเอะใจก็เล่นประกาศไปเกือบจบ กว่าจะรู้ตัวว่าที่เค้ามองน่ะคือหน้าจอที่ฉายอยู่ คือเวลาประกาศชื่อ จะมีฉายนักเตะเดินออกมา ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงบอลพรีเมียร์ลีก ที่พอประกาศตัวผู้เล่นก็จะมีผู้เล่นออกมาเดิน แบบนั้นเลย เจ๋งมาก เสียดายที่ผมหยิบกล้องไม่ทัน เพราะกว่าจะรู้ตัวก็ประกาศตัวเกือบจบแล้ว


และก็เข้าสู่เกม ผมขอไม่พูดมากแล้วกัน มันเป็นเกมที่สูสี อินทรีเพื่อนตำรวจก็เล่นดี บีจีก็เล่นดี แต่จังหว่ะจบสกอร์บีจีดูดีกว่าเยอะ ผมเลยหันไปนึกถึงคำพูดของนักพากษ์ท่านหนึ่ง จำไม่ได้ว่าใครที่เขาพูดว่า

"ความแตกต่างของทีมใหญ่กับทีมเล็กมันก็อยู่ที่จังหว่ะสุดท้ายเนี่ยแหระ ทีมใหญ่จะมีจังหว่ะจบสกอร์ที่แน่นอนกว่า"

แล้วมันก็ทำให้ผมนึกถึงหงส์แดง ลิเวอร์พูลที่ผมเชียร์อยู่ เพราะมักจะยิงใครไม่ค่อยได้ แล้วก็พาลให้นึกว่า เอ...หรือหงส์แดงของเราจะกลายเป็นทีมเล็กไปแล้วว่ะเนี่ย ห้าห้าห้า


ผมก็ดูไปจนเกือบจบเกม บีจี ก็ชนะไปอย่างง่ายดาย 2-0 รูปเกมก็อย่างที่บอก สูสี แต่ตำรวจยิงไม่ได้ ผมก็เลยออกมาก่อนแปปนึง คือเกมเกือบจบแล้วล่ะ ไม่ใช่กลัวรถติด แต่ผมกลัวมาดูบอลไม่ทัน มันแข่งสามทุ่ม(ข้อเสียเดียวที่ยุโรปเปลี่ยนเป็นซัมเมอร์ ไทม์) และก็มาไม่ทัน ถึงบ้านช้าไป 10 นาที แล้วก็หงส์โดนนำไปตามระเบียบ เห้อ...


เอาล่ะ ปิดทริปด้วยไมล์ ถ่ายรูปก่อนออกเดินทาง พอมาดูไมล์หลังเดินทางพบว่า ขากลับต้องขับรถติดต่อกันถึง 53 กิโลเมตร (ดูในกูเกิ้ล 40 กว่ากิโลเมตร) เมื่อยตรูดทีเดียว ขาไปไม่ได้วัน พอเมื่อยตรูดเลยอยากรู้ว่าไกลแค่ไหน แล้วพอมาดูไมล์ก็โคตรตกใจ เป็นการดูบอลที่ไกลที่สุดที่ขี่มอไซต์ไปดูแล้ว ไม่เหนือย แต่เมื่อยตรูดมาก




 

Create Date : 08 เมษายน 2555   
Last Update : 8 เมษายน 2555 12:18:35 น.   
Counter : 492 Pageviews.  



suatop
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





[Add suatop's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com