กรกฏาคม 2555
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 กรกฏาคม 2555
 

เสื้อผ้าสไตล์โบฮีเมียน, ยิปซี, ฮิปปี้, อินเดีย และเนปาล


: เข้าหน้าสารบัญหลักเพื่อดูทุกหัวข้อ..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : ประสบการณ์ผ่านเต้า (ตัวเอง)..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : สวนหย่อมลอยฟ้าราคาประหยัด..."คลิ๊กที่นี่"

บทความแนะนำ : สวนกล้วยลอยฟ้าบนอาคารสูง 6 ชั้น..."คลิ๊กที่นี่"






:เสื้อผ้าสไตล์ฮิปปี้, ยิปซี, โบฮีเมียน และโบโฮ:

”ฮิปปี้, ยิปซี, โบฮีเมียน และโบโฮ” หากจะพูดถึงเสื้อผ้าแบบแนว ๆ หรือแบบติส ๆ เข้าใจว่ามีมากมายหลายแบบ ความเซอร์คือ DNA ตัวหนึ่งที่สามารถบ่งบอกกลิ่นอายของความเป็นติสได้ แต่ในความเซอร์สำหรับเราต้องดูสะอาดตา เสื้อผ้าในกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องออกเซอร์ทั้งหมด อาจมี DNA ชนิดอื่นที่บ่งบอกถึงความเป็นติสในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ทางใดก้อทางหนึ่งที่ไม่ใช่พิมพ์นิยมของคนทั่วไป เบรกนี้เราจะโฟกัสไปที่เสื้อผ้าในกลุ่มของ “โบฮีเมียน, ยิปซี, ฮิปปี้, เนปาล และอินเดีย เพราะเสื้อผ้ากลุ่มนี้ไม่ใช่แนวตลาด จึงมีภาพคนสวมใส่ให้เห็นไม่มากนัก ผู้ที่หลงใหลในเสื้อผ้าแนวนี้คือผู้ที่ไม่วิ่งตามเทรน พวกเขาจึงสามารถหยิบมาใส่ได้ตลอดเวลา มีการให้คำจำกัดความของโบฮีเมียน, ยิปซี และฮิปปี้ไว้มากมาย เอาเป็นว่าในความคิดของเรามันคือญาติสนิทที่ไล่ระดับกันมา เพราะมันเป็นกลุ่มเสื้อผ้าที่ใส่แล้วบ่งบอกความเป็นเฉพาะตัวได้ดี




ฮิปปี้และยิปซีมีคอนเซ็บต์ในการดำเนินชีวิตที่คล้ายกัน คำว่า “โบฮีเมียน” (Bohemian) เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชนชาวยิปซี (Gypsy) รากเหง้าของชาวยิปซีอพยพมาจากตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เพราะถูกรุกรานอนาเขตจากพวกมองโกล ทำให้ชาวยิปซีกลายเป็นกลุ่มคนเร่ร่อนกระจัดกระจายไปทั่ว ดังนั้นหากเห็นแฟชั่นโบฮีเมียนหรือยิปซีมีกลิ่นไอของความเป็นภารตะคงไม่ใช่เรื่องแปลก ดั้งเดิมในความเป็นโบฮีเมียน, ยิปซี และฮิปปี้ จะไม่ใส่ใจในความเป็นระเบียบเรียบร้อย อาจดูรกรุงรังและรุ่มร่าม องค์ประกอบมีหลายเลเยอร์ บางครั้งความเซอร์อาจอยู่ในระดับซกมก ดังนั้นผู้ที่ชื่นชอบในยุคปัจจุบันต้องลดสเปคเดิมลง




ปัจจุบันมีการใช้ความพิถีพิถันประยุกต์เพื่อให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงแฝงคอนเซ็บต์เดิมไว้ในรูปแบบเก๋ ๆ เรียบง่าย เราจึงเห็นโบฮีเมียนออกลูกหลานเป็นโบโฮชิค (Boho Chic) กลุ่มคนที่นิยมเสื้อผ้าแนวนี้แบ่งออกเป็นหลายระดับ บ้างจัดเต็มจัดหนัก บ้างอยู่ในระดับกลาง ๆ บ้างมีแว็บ ๆ เข้ามาให้ตื่นเต้นในชีวิตบ้าง โบฮีเมียนตัวแม่ชัดเจนที่สุดในเมืองไทยยังไม่มีใครล้มแชมป์ได้ ต้องยกนิ้วให้นักร้องสาว “ปาล์มมี่” เรียกว่าเธออยู่ในระดับแอดวานซ์ของโบฮีเมียนกันเลยทีเดียว จากภาพประกอบเข้าข่าย "โบฮีมั่ว" (ฮา)




สัญลักษณ์ในความเป็นโบฮีเมียนและฮิปปี้คือรักอิสระ ไม่ชอบทำตามกฎของสังคมและบางครั้งถึงขั้นแหกกฎด้วยซ้ำไป จุดนี้เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบทความนี้ เราจะพูดแต่เรื่องสไตล์การแต่งตัวของแนวนี้เท่านั้น บางทีไม่ต้องติส แค่แอบอารมณ์โบโฮเล็ก ๆ กับเนื้อผ้าบางเบา ดูพลิ้ว ๆ สวมใส่สบาย ๆ รูปแบบการตัดเย็บเรียบง่ายที่ดูเก๋ อาจเป็นที่พอใจสำหรับบางคนแล้ว ซึ่งในรูปแบบโบโฮของเรากับรูปแบบโบโฮของคนอื่นอาจแตกต่างกัน ไม่มีนิยามหรือรูปแบบที่ตายตัวค่ะ








เสื้อผ้าแนวนี้อย่างที่บอกว่าไม่มีรูปแบบตายตัว แต่รูปทรงส่วนใหญ่มักจะหลวม ๆ ไม่รัดรูป ในบางดีไซน์อาจออกแบบมาเพื่อให้ดูรุ่มร่ามอยู่บ้าง สำหรับชุดที่ใช้คอนเซ็บต์เน้นความรุ่มร่าม อาจรองรับได้ตั้งแต่สาวตัวเล็กจนถึงสาวอวบระยะสุดท้าย ในขณะเดียวกันผลของการสวมใส่เป็นที่แน่นอนว่าสาวที่อยู่ในหุ่นมาตรฐานหรือใกล้เคียงย่อมได้เปรียบว่า จึงเป็นความต่อเนื่องของคำว่า “อยากติส ไม่ต้องแคร์สื่อ” คือถ้าใส่ได้ ไม่อึดอัด ใส่แล้วรู้สึกสบาย และมีความชอบเป็นการส่วนตัวก้อไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาชาวโลก เพียงแค่มองให้ออกว่าอย่าล้นเกินไปก้อเท่านั้นเอง






เสื้อผ้าแนวนี้เน้นความเป็นอิสระ ตัดเย็บในรูปแบบง่าย ๆ วัสดุที่ใช้เน้นเส้นใยจากธรรมชาติ บางทีก้อเอาไปทำให้มันเลอะเทอะ บางทีก้อเอาไปฟอกให้สีมันแตกลายงาเพื่อให้ดูเซอร์ อาจใช้ผ้าปะต่อหลากหลายลวดลายหรือหลากหลายสีสัน สีเข้ากันหรือตรงกันข้ามไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ต้องเข้าใจเลือกว่าในความไม่เข้ากันหรือในความตรงกันข้ามนั้น ต้องดูเท่ห์และกิ๊บเก๋ บางทีตะเข็บผ้าแทนที่จะอยู่ข้างใน แต่ดันเอามาโชว์ไว้ข้างนอก ต้องเข้าใจว่านี่คือเสื้อผ้าแนวติสที่เขาไม่ยึดติดกับความเนียนกริ๊บ แต่ต้องเก๋? ใครที่มองไม่เก๋ แสดงว่ายังเข้าไม่ถึงอารมณ์ของความเป็นติส (ฮา)






ด้วยรูปแบบที่ไม่ตายตัว เราอาจเห็นกระโปรงยาวกรุยกรายติดระบายเป็นขนมหลายชั้น หรือกระโปรงที่ใช้ผ้าต่อกันเป็นชั้นแบบริ้วไม่ซ่อนตะเข็บและไม่เย็บชายผ้า การเลือกโทนสีและลวดลาย รวมถึงชนิดของผ้าอาจทำให้ความเป็นโบฮีเมียน, ยิปซี และฮิปปี้ชัดเจนขึ้น เพราะปัจจุบันรูปแบบกระโปรงและเดรสยาวมีมากมายให้เลือกซื้อ แต่ระดับการสวมใส่ให้อารมณ์ความแตกต่างเฉพาะตัวไม่เท่ากัน ดังนั้นบางทีกลิ่นอายของความเฉพาะตัวอาจอยู่ที่เนื้อผ้าและลวดลาย รวมถึงวิธีการตัดเย็บที่แตกต่าง ไม่มีอะไรเป็นบรรทัดฐานตายตัวนะคะ








เสื้อผ้าในกลุ่มนี้สามารถ DIY ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากโบฮีเมียนมีความเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตที่ไร้กฎเกณฑ์ ให้ความสำคัญกับงานฝีมือและความสามารถเฉพาะตัว ดังนั้นเราอาจเห็นการนำวัสดุที่หลากหลายวัฒนธรรมมาประดับเสื้อผ้าเพื่อให้ดูสะดุดตา เช่น สิ่งถักทอที่เป็นไหมพรมหรือเส้นด้ายสี หรือสิ่งถักทอจากโครเชร์ ตลอดจนเทปผ้าในลักษณะต่าง ๆ บางทีอาจใช้กระดุมหลากหลายสีมาร่วมด้วยช่วยกันประดับ ฯลฯ สำหรับในส่วนของ Accessories ที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า สร้อยคอ กำไร ที่คาดศีรษะ ฯลฯ หากจะใส่ให้ออกมาดูดี ควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ สำหรับในบทความนี้ไม่มีการพูดถึง เราจะโฟกัสไปที่เสื้อผ้าแต่เพียงอย่างเดียว






ความเรียบง่ายที่ไม่นิยมความเรียบกริ๊บ บางชุดจึงมาในลักษณะของผ้ามัดยับ เมื่อจะสวมใส่เพียงคลี่ออกมาแล้วใส่ได้เลย แต่ใครจะนำไปรีดก้อไม่ผิด เพราะแนวนี้รักอิสระ รูปแบบและวิธีการสวมใส่จึงไม่ตายตัว เมื่อตัดสินใจนำมันมาอยู่ในครอบครองจะใช้วิธีจัดเก็บตามปกติก้อไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเราต้องใช้วิธีจัดเก็บมัดผ้าแบบนี้เสมอไป ให้รู้แค่ว่าเป็นอีกวิธีในการจัดเก็บเสื้อผ้าแบบติส ๆ ก้อพอนะคะ




วิธีใส่ผ้ามัดยับในแบบของเราคือซักตากตามปกติ พอแห้งค่อยมาจับมัดเหมือนภาพข้างบน มัดไว้สัก 2 คืน หรือนานกว่าแล้วคลี่ออกมาแขวนเข้าตู้ผ้าไว้ ส่วนที่มัดจะคลายตัวออก คือถ้าคลี่ออกแล้วสวมใส่ทันที ผ้าจะมีอาการห่อตัวจากความยับที่มัดไว้มากเกินไป เวลาใส่ทรงจะลีบ ๆ ต้องใส่อยู่นานหลายชั่วโมงมันจึงจะพองตัวได้ตามปกติ คือใส่ปุ๊ปเราก้ออยากให้มันพอดีทันที จึงใช้วีธีมัดไว้ให้ยับ จากนั้นแขวนทิ้งไว้ จะได้ความยับแบบที่ไม่ติสจนเกินเหตุ ตัวอย่างทุกชุดที่นางแบบใส่ไม่ได้รีดค่ะ








ปกติผ้ามัดยับเอามามัดเป็นก้อนดูแล้วไม่แปลกอะไร เพราะชื่อมันบอกแล้วว่าเป็นผ้ามัดยับ จากภาพกองนี้มีหลายก้อน มีทั้งผ้าฝ้ายย้อมสีแล้วนำมามัดยับ หรือผ้าป่านพิมพ์ลายแล้วนำมามัดยับ หากต้องการใส่แบบมัดยับก้อไม่ต้องรีด ถ้าอยากได้ความยับที่ดูไม่ดิบจนเกินไป ทิ้งมัดไว้สักระยะเมื่อมันคลายออกจึงค่อยสวมใส่ กรณีต้องเดินทางไกลหากรีดแล้วพับลงกระเป๋ายับแน่ ๆ (เสื้อผ้ารีดแล้วยับจะไม่สวย) หันมาใส่แบบวิธียับ ๆ ด้วยการพับลงกระเป๋าแบบนี้เวิร์คดีเหมือนกันค่ะ




หลายคนอาจสับสนปนความมึนงงว่า ชุดที่กำลังใส่อยู่เข้าข่ายอะไร เอาเป็นว่าหากรูปแบบและเนื้อผ้าเน้นความเบาสบาย การตัดเย็บเรียบง่าย รูปแบบกิ๊บเก๋ ถ้าเข้าข่ายรูปแบบนี้แล้วมีบางสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีความเฉพาะตัวไม่ว่าทางใดทางหนึ่งเรามองว่ามันเป็นโบฮีเมียน แต่ถ้ารูปแบบที่ว่านี้ไม่มีความเฉพาะตัวที่โดดเด่นบางอย่างออกมาถือเป็นโบโฮชิค (Boho Chic) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าโบโฮ (Boho) ด้วยความที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางทีมันก้อมั่วกันไปหมด ไม่รู้จะเรียกอะไรดี และบางทีมันก้อเป็นลูกผสมระหว่างโบโฮกับวิทเทจเหมือนภาพข้างล่างนี้




สำหรับกลุ่มคนที่ไม่รู้ว่านี่มันเป็นเสื้อผ้าอีกแนวหนึ่ง จึงอาจมองว่าใส่ชุดนอนออกมาย่างกรายทำมิวสิคหรือเปล่า? ชุดนี้เคยถูกหลวงพ่อทักผ่านไมล์อากาศท่ามกลางสาธารณะชนมาแล้ว ผู้คนที่อยู่ในศาลาการเปรียญจำนวนหลักร้อยฮากันตรึม อาจฮาเพราะคิดว่าเหมือนชุดนอนจริง หรืออาจฮาที่หลวงพ่อไม่เข้าใจแฟชั่นแนวนี้หรือเปล่าเราก้อไม่รู้ แต่มีสาวอายุ 20Up ตะโกนตอบไปว่าแบบนี้เขาเรียกติส หลวงพ่อยังคงบ่นออกอากาศอย่างย้ำ ๆ ว่าติสคือไร? ติสมันเป็นยังไง? วันนั้นชุดนี้ทำให้เกิดความขำจากคนเกือบทั้งงาน ถ้าไม่มีชุดนี้วันนั้นงานกร่อยนะคะ




เหตุของการใส่ชุดนอนชุดนี้ในวันเดียวกับที่หลวงพ่อทัก มีสาวอีกคนอายุ 30Up วิ่งมาหาขณะที่เรากำลังจะกลับบ้าน เธอบอกว่าชอบมาก แฟนเธอก้อชอบเลยมาถามซื้อที่ไหน? ตรูล่ะมึน? ไปวัดเดียวกันแท้ ๆ แต่ผลออกมาต่างกันประมาณกงจักรกับดอกบัว ความเห็นของคนทั่วไปกับชุดเหล่านี้มักจะไม่มีคอมเมนต์ออกมาแบบกลาง ๆ คือถ้าไม่เป็นบวกก้อมักจะเป็นลบ (ฮา) เพราะบางคนอาจมองเป็นเลขฐานสอง มองปุ๊ปไม่เข้าใจมันคืออะไร? หรือมองแล้วต้องมานั่งแปลงว่ามันคืออะไร? และเป็นไปได้ว่าอาจแปลงไม่ออกเหมือนหลวงพ่อที่วัดก้อได้




โบฮีเมียนมีรูปแบบเฉพาะตัวมากกว่าโบโฮชิก โบฮีเมียนให้กลิ่นยิปซีและฮิปปี้ชัดเจนกว่า ซึ่งในความชัดเจนจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละดีไซน์ ในขณะที่โบโฮชิกจะเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้มากกว่า ตัวอย่างชุดนี้บางคนบอกว่าน่าจะเป็นชุดชาวเขา ส่วนคนขายบอกสไตล์เนปาล แต่เสื้อผ้าชาวเขาและเสื้อผ้าเนปาลจะไม่ใช้ผ้าฝ้ายย้อมสีในลักษณะนี้ ทั้งเสื้อผ้าชาวเขาและเนปาลถือเป็นเสื้อผ้าพื้นเมือง ไม่ใช่เสื้อผ้าในระดับสากล ทั้งคู่ถือเป็นคอนเซ็บต์หนึ่งในความเป็นโบฮีเมียน เสื้อผ้าพวกนี้บางทีก้อเข้าใจยาก แต่หากเกิดความเข้าใจยากขึ้นเมื่อไหร่ แสดงว่ากลิ่นไอของความเป็นติสมันมาแล้ว ดังนั้นสาวติสไม่ต้องจิตตกนะคะ




เสื้อผ้าในกลุ่มนี้แบ่งเป็นหลายระดับ สำหรับจัดหนักจัดเต็มเหนี่ยวถืออยู่ในขั้นแอ๊ดวานซ์ ระดับนี้จะมีรสชาดของความเป็นโบฮีเมียน, ยิปซี และฮิปปี้ขมมาก ๆ สำหรับเราชอบอยู่ในระดับกลาง ๆ ยังพอได้รสชาดอยู่ แต่ไม่ขม ในระดับแอ็ดวานซ์ที่ยึดติดกับความเป็นติสจัดนั้น หากเกินความเหมาะสม อาจถูกคนทั่วไปมองว่า “บ้าหรือเปล่า” หรือ “เยอะไปมั๊ย” ต้องเข้าใจว่าบางทีเส้นคั่นบาง ๆ ที่อยู่ระหว่างคำว่า “ติส” และคำว่า “บ้า” บางทีเราอาจไม่รู้ตัวว่าเข้าข่ายไหนก้อได้?






:เสื้อผ้าสไตล์อินเดีย:

”กระโปรงและเดรสอินเดีย” เป็นกลุ่มเสื้อผ้าที่เราชื่นชอบอีกสไตล์หนึ่ง ด้วยรูปแบบที่เป็นเทรนเฉพาะตัวค่อนข้างชัดเจน เท่าที่เรามีอยู่ในครอบครองจะมีกระโปรงยาว, เดรสสั้นและเดรสยาว รูปแบบอื่นนอกเหนือจากนี้จะไม่มีนะคะ คือไม่ได้ชอบเสื้อผ้าทุกดีไซน์ของแนวนี้ มาดูกระโปรงยาวของอินเดียกันก่อนค่ะ จากภาพเป็นกระโปรงแบบป้าย วิธีใส่คือจะทบไปพันมา ที่ขอบเอวด้านหนึ่งเจาะรูไว้ผูกสายผ้าที่เย็บติดมาทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน กระโปรงรูปแบบนี้ปรับระดับเอวได้ เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย มีน้ำหนักในการทิ้งตัว นิยมการตกแต่งปักลวดลายด้วยการเดินไหมหรือปักเลื่อม






กระโปรงอินเดียเอวรูด ข้างในสอดเชือกผูกเพื่อปรับระดับเอวได้ เนื้อผ้าเหมือนตัวบนมีความหนาไม่ต้องใส่ซับใน แตกต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น ปลายกระโปรงแฉกเป็นหางปลา ใช้ผ้าชีฟองเข้ามาร่วมแจมเป็นชั้นที่ 2 ปักลวดลายด้วยการเดินเส้นไหม เนื้อผ้าตัวบนและตัวนี้เราชอบมาก เวลาใส่แล้วจะลื่นผิวสบายตัว เวลาใส่รูปทรงความบานจะพองตัวอยู่บ้าง





กระโปรงยาวอินเดียตัวนี้รูปทรงคล้ายตัวบน รูปแบบนี้ของเราจะมีหลายตัว แต่เนื้อผ้าไม่เหมือนกัน ตัวนี้เนื้อผ้าเป็นกำมะหยี่ เอวรูดสอดเชือกสำหรับผูกเหมือนกัน กิ๊บเก๋ตรงที่ปลายเชือกห้อยกระดิ่งเล็ก ๆ ไว้ เวลาเดินจะดังกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ จุดเด่นพิมพ์ลายที่เชิงกระโปรงเป็นสีสดสะดุดสายตา ลบเลือนยาก ดั้งเดิมมีปักเลื่อมกระจกแบบห่าง ๆ อายุกระโปรงตัวนี้ยาวนานมาก เลื่อมจึงหลุดไปหมดแล้ว แต่ไม่น่าเกลียดอะไร เพราะลวดลายที่โดดเด่นของเชิงผ้ายังเหมือนเดิม เวลาใ่ส่ความบานจะไม่พองตัวค่ะ




ยังคงเป็นรูปแบบเดียวกับข้างบน แต่เป็นเนื้อผ้าชีฟองมัดย้อมค่ะ ที่เห็นเป็นผ้าผืนเดียวทั้งหมด ดังนั้นสีต่าง ๆ ที่เห็นเกิดจากการมัดย้อมไม่มีการต่อผ้า แต่มีการเดินลวดลายด้วยเส้นไหมสีต่าง ๆ และติดเทปประดับผ้าสไตล์อินเดีย เอวรูดสอดเชือกสำหรับผูก ข้อดีของกระโปรงที่ออกแบบมาเป็นเชือกรูดจะสามารถปรับระดับเอวได้ทุกขนาด รูปทรงจะเหมือนตัวบนคือระดับความบานจะทิ้งตัวไม่บานแบบพองตัวค่ะ






ตัวนี้เป็นผ้าอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบสายพันธุ์นะคะ แต่เป็นลักษณะผ้าพิมพ์ลาย เนื้อผ้าบางเบาและโปร่งแสงจนต้องใส่ซับใน แม้ว่าจะเป็นรูปแบบเดียวกับตัวบน แต่ความแตกต่างของเนื้อผ้า ทำให้เวลาสวมใส่จะบานฟูและพลิ้วไหวกว่า จากภาพแยกเป็น 2 ตัว ตัวบนปักเลื่อมค่อนข้างมาก เอวรูดมีเชือกร้อยอยู่ข้างในห้อยกระดิ่งเล็ก ๆ ทั้ง 2 ตัว ส่วนตัวล่างจะปักเลื่อมแบบห่าง ๆ ไม่มากเท่าตัวบน และภาพล่างถ่ายมาให้ดูว่าเนื้อผ้าโปร่งแสงขนาดไหนนะคะ






หันมาดูเดรสยาวแนวอินเดียกันบ้าง เนื้อผ้าเหมือนสองตัวแรกของกลุ่มนี้ ดังนั้นเนื้อผ้ามีน้ำหนัก แต่นุ่มและลื่นสบายตัว ไม่ต้องใส่ซับใน เสื้อผ้าแนวอินเดียหลัก ๆ มักจะหนีไม่พ้นการประดับลวดลายจากการเดินเส้นด้วยไหม หรือประดับด้วยเลื่อม ลักษณะการติดเลื่อมมักจะติดลงบนจุดที่เดินเส้นไหมอีกรอบหนึ่ง หรือติดเลื่อมลงบนลวดลายที่พิมพ์ไว้ เราเลือกชุดที่มีการเดินเลื่อมน้อยที่สุดมา เพราะดูแลรักษายาก แต่ถึงเลื่อมจะหลุดไป ลวดลายการเดินเส้นด้วยไหมยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่มีผลอะไรนอกจากแสงวับ ๆ แวม ๆ จากเลื่อมจะหายไปเท่านั้นเอง มีเชือกเย็บติดที่ข้างเอวด้านละเส้นสำหรับผูกไปด้านหลัง ดังนั้นชุดในลักษณะนี้จะเน้นสัดส่วน หากใครมีเอวจะได้เปรียบ






นี่เป็นเดรสสั้นสไตล์อินเดียอีกรูปแบบหนึ่ง ตัวนี้ตัดเย็บด้วยผ้าค็อตตอนเนื้อค่อนข้างหนา ไม่ต้องซับใน ดีไซน์ของมันบานเป็นครึ่งวงกลม ด้านหน้าที่เป็นลายดอกไม้มีปักเลื่อม ส่วนด้านหลังเป็นลายดอกไม้เหมือนกัน แต่ไม่ปักเลื่อม ดีไซน์ในรูปแบบนี้มักจะรองรับสาวอวบได้ทุกระยะ เท่าที่เรามีใส่อยู่จะมีเนื้อผ้าแตกต่างกันออกไป บางตัวจะตัดเย็บด้วยผ้าป่านอินเดีย เลื่อมที่ใช้บางตัวเป็นโลหะเบา บางตัวเป็นพลาสติก การออกแบบความโค้งที่ชายกระโปรงก้อแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้จะมีผลให้ลุคการใส่แตกต่างไปด้วย






มาดูลักษณะของเลื่อมสไตล์อินเดียกันนิดหนึ่ง เลื่อมมีหลายขนาด วัสดุอาจคล้ายโลหะเบาหรือพลาสติก เท่าที่เรามีไม่เคยติดด้วยกาว แต่จะเย็บร้อยด้ายด้วยมือ ซึ่งจะคงทนกว่าติดกาว เลื่อมขนาดเล็กมักจะเย็บติดเรียงกันถี่ ๆ หรืออาจเย็บติดกัน กรณีเป็นเลื่อมขนาดใหญ่มักจะติดทิ้งระยะห่างพอสมควร หรือบางทีอาจพบว่ามีการติดทั้งถี่และห่างผสมกัน เวลาเย็บเลื่อมเขาจะไม่เย็บเฉพาะชิ้น เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเย็บด้วยมือแล้วลากด้ายต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนหมดด้ายแล้วเริ่มใหม่



กรณีเลื่อมหลุดหายไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปกังวลอะไรมาก เพราะเท่าที่เรามีอยู่เป็นการปักเลื่อมทับลวดลายอีกต่อหนึ่ง อาจเป็นลวดลายที่เกิดจากการพิมพ์ลาย หรืออาจเป็นลวดลายที่เกิดจากการเดินเส้นด้วยไหม ดังนั้นเมื่อเลื่อมหลุดหายไป แต่ลวดลายที่เกิดจากวิธีการต่าง ๆ ยังคงอยู่ ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วหากเลื่อมหลุดไปจนหมด มันก้อแค่แสงวับ ๆ แวม ๆ จะหายไป ส่วนใหญ่ที่เราซื้อมาลวดลายจะโดดเด่นอยู่แล้ว เลื่อมมันเป็นตัวเพิ่มไฮไลท์ให้กับลวดลายเท่านั้นเอง

กรณีติดเลื่อมห่าง ๆ เส้นด้ายจะห่างไปด้วย บางทีห่างกันประมาณอินเดียเหนือกับอินเดียใต้ จากภาพบางจุดจะลากเดินไปยาวกว่าที่เห็น พอด้ายทิ้งระยะห่างทำให้เกิดช่องว่างได้ง่าย อะไรไปเกี่ยวก้อง่าย หรือซักแต่ละครั้งทำให้เส้นด้ายหย่อนได้ พอด้ายหย่อนจะทำให้เลื่อมพลิกบ้าง ตะแคงบ้าง การแก้ไขกรณีคือให้ไปจัดระเบียบของเส้นด้ายที่จุดนั้น ๆ จะทำให้เลื่อมทรงตัวได้ดีขึ้น แต่กรณีที่ด้ายขาดให้บล็อกด้ายที่ขาดก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เลื่อมจุดอื่นหลุดมากขึ้น แล้วเก็บเลื่อมไว้มาเย็บติดเข้าไปใหม่ คือถ้าเรามองว่ามันไม่ยุ่งยาก มันก้อจะไม่ยุ่งยาก แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องยุ่งยากมันก้อจะยุ่งยากแน่ ๆ ค่ะ



จากภาพเป็นการติดเลื่อมแบบถี่ ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเลื่อมขนาดเล็ก เส้นด้ายที่เห็นว่าดูเหมือนยาว แต่เนื่องจากเลื่อมติด ๆ กัน ทำให้เกิดการบล็อกด้ายของเลื่อมแต่ละเม็ดไปโดยปริยาย โอกาสด้ายหย่อนยานแทบจะไม่มีเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีซะทีเดียว เอาเป็นว่าอย่างน้อยที่สุดการที่มีอะไรไปเกี่ยวจะมีปัญหาน้อยกว่าการติดเลื่อมแบบห่าง จะเห็นเส้นด้ายยิ่งยาวมากเท่าไหร่จะทำให้เกิดช่องโหว่มากขึ้นเท่านั้น โอกาสที่มือเราหรือเท้าของเราเวลาใส่เข้าไปในกระโปรง นิ้วเท้าสามารถเกี่ยวได้ตลอดเวลา หากอยากให้เลื่อมอยู่กับเรานาน ๆ ต้องระวังกันด้วย ไม่ว่าจะ เวลาซัก เวลาบิดผ้า เวลาตาก ระวังกันทุกขั้นตอนเลยค่ะ






:เสื้อผ้าสไตล์เนปาล:

”เดรสยาวเนปาล” เป็นเดรสผ้าป่านเนปาล เนื้อบางเบา สวมใส่สบาย ลักษณะดีไซน์และการตัดเย็บจะได้กลิ่นโรตีชัดเจน ปัจจุบันเดรสยาวแนวนี้ของเนปาลพบว่าบางชุดมีการออกแบบรูปทรงและลวดลายที่ล้ำคอนเซ็บต์เดิมมากขึ้น คือแทบจะไม่มีกลิ่นโรตีเลย เข้าใจว่าคงเป็นไปตามยุคสมัยที่ปรับเปลี่ยนให้กลุ่มผู้ใส่เข้าถึงได้มากขึ้น งานดีไซน์ของเนปาลในบางรูปแบบพบว่าช่วงล่างบานแบบรุ่มร่ามเหมือนยิปซีเร่ร่อนเลยทีเดียว และยังมีเสื้อผ้าในรูปแบบอื่น ๆ อีก เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเรานะคะ






เดรสเนปาลดังที่สุดในไทยคงจะเป็นของ Mitra เคลมว่านำเข้าจากเนปาล แต่ไม่รู้ว่าฐานผลิต ณ ปัจจุบันอยู่ในประเทศไทยหรือเปล่า ตามภาพที่เห็นเป็นยี่ห้อ Mitra ตัวนี้เราเอามา DIY เพิ่มเติมด้วยการติดเทปลูกตุ้มสีดำ เดิมเขาติดเทปสไตล์แขกที่บริเวณหน้าอกมาให้แล้ว เดรสเนปาลเป็นเดรสยาวที่เราชอบอยู่ในลำดับต้น ๆ แต่จะหารูปแบบที่ชอบจริง ๆ ได้ไม่ง่ายนัก ตัวนี้เวลาเราใส่จะยาวถึงตาตุ่ม แต่นางแบบในภาพสูงกว่าจึงยาวแค่ข้อขา






:ข้อควรรู้...ประกอบการเลือกซื้อ:


”การสั่งซื้อเสื้อผ้าผ่านอินเตอร์เน็ต” การสั่งซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงการมองผ่านรูปภาพ ไม่เห็นของจริง ซึ่งในความจริงแล้วการเลือกซื้อเสื้อผ้าควรจะเห็นของจริง และควรมีการทดลองใส่ว่าเหมาะสมกับตัวเราหรือไม่ แต่ในทางเลือกที่มีไม่มากนัก การสั่งซื้อบนอินเตอร์เน็ตเป็นอีกเส้นทางหนึ่งสำหรับบางคน แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการก้อตาม

ปัญหาใหญ่ในการสั่งซื้อบนอินเตอร์เน็ตคือภาพที่เราเห็นประกอบการขายจะถ่ายทอดสีและเนื้อผ้าที่แท้จริงออกมาให้เห็นได้ค่อนข้างยาก ไม่ว่าจะดูผ่าน PC, Notebook, Tablet และ SmartPhone จะให้โทนสีที่ไม่เหมือนกัน หรืออาจอยู่ในกลุ่ม PC เหมือนกัน แต่ต่างยี่ห้อก้อให้โทนสีไม่เหมือนกัน หรือแม้จะเป็นยี่ห้อเดียวกัน แต่ต่างรุ่นก้อให้สีที่ต่างกันอยู่ดี นี่เป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่ใช่เกิดเฉพาะกับผู้ซื้อเท่านั้น แม้แต่การถ่ายภาพของช่างภาพเอง มันคือปัญหาปราบเซียนที่เหล่าบรรดาทวยเทพชั้นเซียนทั้งหลายยังไม่สามารถแก้ไขได้

บางร้านค้าระบุไว้ว่าภาพของเขาไม่มีการปรับแต่งสีเพิ่มเติม ตามภาพนั่นถ่ายจากของจริงแล้ว? บางร้านบอกว่าปรับแต่งให้เหมือนกับของจริงแล้ว? ทั้งสองกรณีมันเป็นไปไม่ได้ว่า “ถ้าไม่ปรับแต่งนั่นคือสีจริง” หรือ “ถ้าปรับแต่งแล้วจะให้สีเหมือนจริง” อย่างที่บอกว่ามีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่าง ดังนั้นดีที่สุดคือแค่ใกล้เคียง ไม่มีคำแนะนำอย่างใดจากเรา นอกจากคำว่า “ทำใจ” ที่เราจะได้สีที่ผิดเพี้ยนไปจากรูปภาพที่เห็นไม่มากก้อน้อย


”โทนสี...ความตกของสี” มาดูปัญหาของเสื้อผ้าแนวนี้กันสักหน่อยนะคะ จากที่มีเรามีอยู่พบว่าหากเป็นเสื้อผ้าที่ระบุเป็น “ผ้าฟอกสี” ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นหรือมีลวดลายก้อตาม กลุ่มนี้เนื้อผ้าจะแตกลายงา ทำให้มีสีที่ไม่สม่ำเสมอ แบบนี้จะได้ความเป็นเฉพาะตัวคือความเซอร์ ส่วนจะเซอร์มากหรือน้อยนั่นก้ออีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากแต่ละชุดดีไซน์ความเซอร์ออกมาไม่เท่ากัน แม้บางทีสีที่ใช้อาจใช้โทนสีสด เช่น ส้ม, เขียว, เหลือง แต่เป็นสีสดที่ออกแนวเซอร์ ไม่ใช่สีสดที่ออกแนวแหยมยโสธร ดังนั้นเวลาดูภาพถ่ายต้องเผื่อใจสำหรับของจริงไว้นิดหนึ่ง เพราะรูปถ่ายมักจะให้โทนสีที่ดูสดกว่าความเป็นจริง ดังนั้นก่อนซื้อต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วยนะคะ

เสื้อผ้าแนวนี้ไม่ว่าจะเป็นผ้าชนิดใดก้อตาม อาจเป็นผ้าสีพื้นหรืออาจเป็นผ้าที่มีลวดลาย หากมีการระบุว่าเป็น “ผ้าฟอกสี” หรือ “ผ้าย้อมสี” จะมีอาการสีตกถล่มทลายในระดับที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะการซักในช่วงแรก ๆ (มากกว่า 1 ครั้ง) ทำให้หลายคนอาจจิตตก แต่มันเป็นเรื่องปกติของผ้าในกลุ่มนี้ หากรับในเรื่องนี้ไม่ได้อย่ามีไว้ในครอบครอง เพราะอาจเป็นเรื่องยุ่งยากได้ กรณีซักเองต้องแยกให้เด็ดขาด ถ้ามี 2 ตัว ต้องแยกซักทีละตัว อย่าเผลอใส่ลงไปในเครื่องซักผ้ารวมกับเสื้อผ้าอื่น ๆ ความหายนะจะเกิดขึ้น และการตากต้องทิ้งระยะห่างกับเสื้อผ้าตัวอื่นนะคะ

เสื้อผ้าแนวนี้หากเป็นผ้ามัดยับ และตัดเย็บด้วยผ้าฝ้าย ให้เข้าใจว่านั่นคือกลุ่ม “ผ้าย้อมสี” แล้วนำมามัดให้ยับ เวลาแขวนขายจะเห็นชัดเจนว่ามันยับจากการมัด ในการสวมใส่ไม่ค่อยนิยมนำมารีด เนื้อผ้าโปร่งบางเบา โทนสีค่อนข้างจำกัด แต่ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าผ้ามัดยับจะเป็น “ผ้าย้อมสี” ทั้งหมดนะคะ เพราะผ้ามัดยับอาจเป็นผ้าพิมพ์ลายก้อได้ แต่ให้เข้าใจว่าในกลุ่มของผ้ามัดยับลักษณะตามที่เราบอกข้างต้นสีจะตกแน่นอน และอาจตกมากถึงขั้นตกถล่มทลายได้เช่นเดียวกัน หากผู้ขายยืนยันว่าสีไม่ตกก้ออย่าไปเชื่อ ดังนั้นเวลาซักให้คิดไว้ก่อนเลยว่ามันตกแน่ ๆ จะได้ไม่มีผลกับเสื้อผ้าตัวอื่นของเรา

ในกลุ่มของเสื้อผ้าอินเดียเท่าที่เรามีใส่ตามบทความนี้ (ไม่ได้ถ่ายภาพมาทั้งหมด แค่เลือกรูปแบบและเนื้อผ้ามาให้ครอบคลุม) พบว่าสีตกทั้งหมด มีตั้งแต่ตกในระดับถล่มทลาย, ตกในระดับปานกลาง และตกน้อย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อผ้าแต่ละชนิดด้วย

สำหรับกลุ่มที่เป็นผ้าป่าน ไม่ว่าจะเป็นป่านอินเดีย หรือป่านเนปาล หรือผ้าที่มีเนื้อบางเบาชนิดอื่น ๆ เช่น ผ้าฝ้าย (ค็อตตอน) ที่ไม่ผ่านการย้อมสี แบบนี้สีจะตกไม่มากและอาจถึงขั้นไม่ตกเลย หากตัวใดจะมีปัญหาอยู่บ้างก้อจะไม่มากเท่ากับกลุ่มข้างบนที่ระบุไว้ ของเราจะมีชุดที่เป็นเนื้อผ้าป่านอยู่หลายตัว เท่าที่มีอยู่จะมีหลายเกรด ราคาที่ซื้อมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงกว่าหนึ่งพันบาท พบว่าราคาสูง ๆ ไม่เคยมีปัญหา และราคาต่ำ ๆ มีทั้งสีไม่ตกและสีตกปะปนกันไป แต่อย่างที่บอกว่าหากพบว่าตัวใดสีตก มันก้อจะไม่สาหัสเหมือนกลุ่มผ้าข้างบนค่ะ


”ลักษณะของเนื้อผ้า” เราควรเข้าใจลักษณะเนื้อผ้าแต่ละชนิดกันไว้บ้าง เช่น กลุ่มของผ้าป่านจะมีเนื้อบางเบา มีหลายเกรด เนื้อผ้าเหมือนดูหยาบ เพราะลักษณะการทอจะหลวม ๆ ทำให้ระบายความร้อนได้ดี การสวมใส่จึงรู้สึกสบายตัว แต่บางคนอาจไม่เคยเห็นผ้าป่านมาก่อน เมื่อได้รับของทางพัสดุอาจมองว่าทำไมเนื้อผ้าดูกระจอกจังเลย ซึ่งตรงนี้บางคนมองว่าเป็นข้อดี ในขณะที่บางคนอาจส่ายหัวเห็นเป็นข้อเสีย

เสื้อผ้าบางตัวจะมีลักษณะแข็ง บางทีแข็งมากเหมือนแผ่นอะไรบาง ๆ แต่บางตัวนุ่มมาตั้งแต่เกิดทั้งที่เป็นผ้าชนิดเดียวกันและตัดมาในล็อตเดียวกัน ตรงนี้ไม่ต้องจิตตก เพราะผ้าที่ดูว่าแข็งอาจเป็นเพราะเขาชุบแป้งมากเกินไป เมื่อผ่านการซัก ความแข็งจะค่อย ๆ หายไปเอง หรือเนื้อผ้าบางชนิดเมื่อนำไปพิมพ์ลาย หากลายที่พิมพ์มีสีอื่น ๆ มากกว่าสีขาวอาจทำให้เนื้อผ้าดูแข็งได้ แต่การซักผ่านไปจะทำให้เนื้อผ้านุ่มได้ตามลำดับเช่นเดียวกัน

ในระดับผู้สวมใส่ทั่วไปจะไม่รู้จักเนื้อผ้าได้ครอบคลุม แต่การหาข้อมูลว่าผ้าที่เรากำลังจะเสื้อเป็นผ้าอะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไรจะช่วยทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และผ้าแต่ละชนิดจะมีหลายเกรดหลายราคา การดูภาพถ่ายบางทีไม่สามารถมองทะลุเห็นเนื้อผ้าที่แท้จริงได้ ดังนั้นให้ทำใจไว้ล่วงหน้าว่าเสื้อผ้าราคาถูกจะไม่ใช้ผ้าเสื้อผ้าเกรด A และในคำว่าราคาถูกหรือแพงของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน


”เสื้อผ้าและการแก้ไข” เสื้อผ้าทั้งหมดตามบทความนี้ ไม่ใช่เสื้อผ้าเกรดดีเลิศ ดังนั้นฝีเย็บต่าง ๆ ย่อมไม่เหมือนเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่มีระดับการตัดเย็บประณีตสวยงาม หรือไม่เหมือนเสื้อผ้าที่เราไปสั่งตัดแบบพิเศษตามร้านเสื้อผ้า ดังนั้นมันเป็นไปได้ว่าอาจไม่เข้ารูปเข้ารอยบ้างในบางสรีระของเรา ต้องทำใจยอมรับในกรณีนี้ที่อาจจะเกิดขึ้น หากใครอยู่ในกลุ่มชอบเสื้อผ้าที่มีการตัดเย็บคมเนี๊ยบ ให้จำไว้ว่าคุณไม่เหมาะกับเสื้อผ้าในกลุ่มนี้นะคะ

หลายคนมักจะบอกว่าหากนำเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาแก้ไขมักจะทำให้เสียทรง ตรงนี้ไม่จริงเสมอไป เพราะเราพบว่าการแก้ไขอย่างชาญฉลาดจะทำให้การสวมใส่เข้ากับสรีระของเราได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ แต่ถ้ามีการแก้ไขที่ไม่ดีแน่นอนว่าอาจทำให้มันเสียศูนย์ เนื่องจากเราเป็นคนตัวค่อนข้างเล็ก น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ จึงจะมีปัญหากับเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ซื้อมาใส่เสมอ เช่น ต้องนำมาเย็บช่วงรักแร้เข้า, ตัดความยาวออก, ตัดสายไหล่ออก และการเย็บด้านข้างลำตัวให้เข้ากับสรีระของเรา

ในการตัดความยาวออก ต้องไปดูดีไซน์ของมันว่าจะสามารถตัดออกได้หรือไม่ เพราะบางทีจะมีลวดลายที่เชิงกระโปรง หากตัดจะทำให้รู้สึกเหมือนว่าลวดลายหายไป แต่บางคนเขามีไอเดียในการตัดแต่งหรือตัดต่อให้สวยงามจนได้เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวที่อาจทำได้ไม่เท่ากันทุกคน หากตัดชายกระโปรงออกไม่ได้ ให้ย้อนไปดูว่าตัดที่ช่วงเอวได้หรือไม่ หากไม่แน่ใจอย่าตัดสินใจซื้อมาสวมใส่ เพราะอาจทำให้เสียเงินฟรี เพราะบางทีการแก้ปัญหาด้วยการใส่ส้นสูงอาจใช้ไม่ได้กับทุกคน

มาดูลักษณะของเดรสกันบ้าง กรณีเดรสเป็นสายเดี่ยวที่ปรับระดับความยาวได้ หรือเป็นสายที่ผูกได้ แบบนี้ไม่มีปัญหา ใช้ตรงนี้เป็นที่ปรับระดับความกว้างของรักแร้ หรือใช้เป็นตัวร่วมกำหนดความยาวของชุดนั้นได้ ดีไซน์สายเสื้อแบบนี้จะมีความยืดหยุ่นสูง

กรณีการแก้ไขในจุดที่ยุ่งยาก ควรมีการเย็บด้วยด้ายเดินเส้นห่าง ๆ ด้วยตัวเอง แล้วทดสอบการใส่ หากยังใช้ไม่ได้ให้แก้ไขเย็บใหม่จนกว่าจะพอใจ แล้วค่อยเอาไปให้ที่ร้านตัดออก ตรงนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสียหาย อย่าไปใช้วิธีประมาณเอาว่า 1” หรือ 2” เพราะมีโอกาสผิดพลาดมีสูง ตัดไปแล้วมาต่อใหม่ไม่ได้นะคะ หลายชุดของเราเจ้าของร้านที่ขายบอกว่าถ้าเย็บเข้าเสียทรงแน่ ๆ หรืออย่างกระโปรงยาวแบบริ้ว คนขายบอกว่าเคยมีลูกค้านำไปตัดชายกระโปรงออก พบว่าเสียทรงไปเลย แต่เมื่อเราเอาไปแก้ไขไม่เคยพบว่ามันจะทำให้เสียทรงค่ะ เรื่องแบบนี้อาจขึ้นอยู่กับความใส่ใจและความละเอียดอ่อนของผู้สวมใส่ด้วย ซึ่งเรามองว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ให้จำไว้ว่าการสั่งซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตหรือการซื้อเสื้อผ้า โดยไม่ผ่านการทดลองสวมใส่มาก่อนคือความเสี่ยง อาจคุ้มทุน อาจเกินทุน หรืออาจไม่คุ้มทุนก้อได้ การมีไอเดียแก้ไขสามารถทำให้เราคุ้มทุน หรือมีการนำไป DIY เพิ่มเติม หลายคนทำออกมาได้ดีจนเกินทุน แต่เหมาะกับสาวที่มีความพิถีพิถันเท่านั้น เพราะบางคนไม่ชอบงานในลักษณะนี้ บทความนี้เขียนขึ้นมาจากความเห็นส่วนตัวจากผู้เขียนที่มีประสบการณ์ทางด้านเสื้อผ้าน้อยมาก ดังนั้นขอให้ทุกคนอ่านโดยใช้วิจารณญาณ



ขอให้มีความสุข ณ จ้ะ







Create Date : 03 กรกฎาคม 2555
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 1:36:35 น. 5 comments
Counter : 34167 Pageviews.  
 
 
 
 
แนวคะ
 
 

โดย: น้ำหอม http://www.mizzperfume.com/ (MizzPerfume ) วันที่: 4 กรกฎาคม 2555 เวลา:5:55:53 น.  

 
 
 
**** พิมพ์ผิดคะ ถ่ายรูปสวยมากคะ
 
 

โดย: makseetong IP: 125.25.30.170 วันที่: 5 กรกฎาคม 2555 เวลา:23:04:43 น.  

 
 
 
สวยมากๆคะ ซื้อร้านไหนคะ
 
 

โดย: KK IP: 122.154.156.86 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2555 เวลา:12:02:32 น.  

 
 
 
สวัสดี พลอยอ่านแล้วชอบคะ ขอบคุณนะคะที่มาแบ่งบันและแนะนำ ดิฉันอยากแต่งสไตล์สาวยิบซีมากคะ แต่าเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆได้ยากดิฉันอยู่ จ.นครสวรรค์ อ.เมืองคะ รบกวนช่วยแนะนำสถานที่หน่อยนะคะ ที่ กทม.หรืออื่นๆที่ไกล้ จ.นว ก็ได้คะอยากใส่อยากลองมานานแต่ติดว่าไม่รู้จะหาซื้อที่ไหน ^^
 
 

โดย: พลอย IP: 171.99.216.199 วันที่: 14 ตุลาคม 2556 เวลา:1:12:48 น.  

 
 
 
รูปสวย นางแบบสวย ชุดสวย ครบค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ ช่วยได้มากเรยค่ะ จะไปงานแต่ง
Bohemian Theme ค่ะ
 
 

โดย: TTT IP: 118.174.3.114 วันที่: 10 ธันวาคม 2556 เวลา:17:18:52 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
ซาไปรส์
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




**






:อัลบั้มภาพถ่ายคลิ๊กที่นี่:


Camera:
Compack Digital Canon S30
Compack Digital Sony DSC F707


Accessories:
Close Up Filter 52 mm. (+3+2+1)
Macro Lens 52 mm.
Adapter For S-30
Step Ring 52-58 mm.
Step Ring 58-52 mm.
C-PL 58 mm.


:DSLR (New):
Nikon D80
“AF-S DX 16-85 f/3.5-5.6G ED VR”
“AF-S VR 70-300 f/4.5-5.6G IF-ED”
“50mm f/1.4D AF”
"Tokina 11-16 f2.8"


:หลังไมค์คลิ๊กที่นี่:



...ซาปอนเซอร์...


:Copyright By:
:paew98@hotmail.com:
:www.paew98.multiply.com:
:ผู้ใดละเมิดจะถูกปล้ำตามอำเภอใจ:
:ขอให้ละเมิดกันมามาก ๆ (รออยู่):

ขอให้มีความสุขกันทุกวัน ณ จ้ะ








New Comments
[Add ซาไปรส์'s blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com