ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
สอนใจตัวเอง(16)






ทุกข์เพราะสมบัติบ้า / / สอน ผายราช


วันหนึ่งได้ไปงานเลี้ยงที่บ้านเพื่อนซึ่งมีคนมากมาย

ข้าน้อยได้เห็นหลานเข้ามาในงานนั้นด้วย

แต่เขาไม่ได้ทักทายเรา

เมื่อเห็นหลานไม่ทักทายเราก็น้อยใจ

กลับถึงบ้านแล้วก็ยังไม่หายใจยังขุ่นมัวอยู่

เห็นเช่นนั้นแล้วก็ไม่อยากปล่อยให้มันนอนเนื่อง

เป็นอาสวะหมักดองอยู่ในใจ

จึงพยายามใช้สติปัญญารีบแก้ปมทุกข์

ในแต่ละวันก็เอาเรื่องหลานมาคิดพิจารณา

เอาหลายสิ่งหลายอย่างมาคิดพิจารณา

แต่อาการน้อยใจก็ยังเหมือนเดิม

จน3 วันผ่านไป

นั่งคิดพิจารณาอยู่ก็คิดได้ว่า

หลานไม่ทักข้าน้อยแล้วทำไมข้าน้อยถึงไม่ทักหลาน

ก็เลยได้เห็นตัวเองว่าเรายังมีอัตตาอยู่มาก

ถือตัวเองว่าเราเป็นป้าเขา

ไม่ได้เข้าใจเลยว่าเราเขาเป็นป้าหลานกันก็เพียงชั่วคราว

เมื่อวันที่เราต้องตายจากไป

เรา...ก็หมดจากความเป็นป้าเขาแล้ว

นี่มันเป็นสมมติเฉยๆ

พอเห็นสัจธรรมนี้แล้ว

อาการที่น้อยใจหลานที่ไม่ทักเราก็หายไปเหมือนยกของหนักออกจากใจ

ข้าน้อยก็เลยสอนตัวเองซ้ำต่ออีกว่า

การที่เรามีอัตตาตัวตนนี้ทำให้เราทุกข์เสียตั้ง 3 วัน (บ้าแท้ๆ)

แทนที่จะมีความสุขแต่กลับไปเอาทุกข์มาใส่ใจเสียได้

แท้จริงแล้วไม่มีใครต้องการเป็นทุกข์

แต่ทำไมชอบแบกทุกข์กันไว้นักหนา

เข็ดมั้ยๆทีหลังอย่าทำอีกนะ

ข้าน้อยอบรมสอนตัวเองอย่างนี้

*อุบายสอนใจตัวเอง/ หลวงพ่อทูล ขิปปฺปญฺโญ


*สนทนากันสักครู่

ว่ากันไปแล้วลุง ป้า น้า อา หลาน ภรรยา สามี พ่อ แม่ ฯลฯ

เป็นเรื่องของการ“สมมติ” เพื่อจะได้สื่อสารกันสะดวกขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นอุปสรรคในการหาความจริง

เพราะคำเหล่านี้ก่อให้เกิดตัณหา อุปาทาน และความทุกข์ต่างๆ ตามมา

แต่ถ้าพิจารณากันด้วยปัญญาแล้วมันให้ทั้งคุณและโทษ

ลองพิจารณาแบบง่ายๆการใช้ปัญญาก็ต้องอาศัย สัญญา (ความจำ)

เป็นแนวทางเพื่อรองรับปัญญา

เพราะความจำสิ่งต่างๆภายนอก ซึ่งสมมติขึ้นมาเพื่อสื่อสารกันได้สะดวก

แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเองจะทำให้พิจารณาได้ถูกต้อง

เช่นเห็นคนตายก็จดจำไว้แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเอง

หรือเห็นความสกปรกโสโครกในซากศพทั้งคนและสัตว์

ก็น้อมเข้ามาหาตัวเองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

ถ้าไม่มี“สัญญา” และ “สมมติ” ปัญญาก็ไม่รู้จะพิจารณาอะไร

คำพูดว่าเห็นแล้วเฉยๆ อยู่นิ่งๆ โดยอาศัย “ความว่าง” ของจิตเป็นที่อยู่

คำกล่าวนี้หลวงพ่อทูล เคยกล่าวไว้

ไม่ใช่เป็นการละกิเลสตัณหา อวิชชา แต่ประการใด

เพียงอาศัยสติ ฌาน สมาบัติ กลบกิเลสตัณหาไว้เท่านั้น

แต่ถ้าอาศัยสัญญาจดจำใส่ใจไว้แล้วน้อมสิ่งเหล่านั้นมาพิจารณา

คือเห็นซากศพเป็นในลักษณะใด

ก็“สมมติ” ตัวเองให้เป็นไปในลักษณะนั้น

เห็นศพที่ตายใหม่ๆก็ “สมมติ” ร่างกายตัวเอง

ให้เป็นไปตามลักษณะของซากศพนั้นๆ

และกำหนดจิตให้รู้เห็นเป็นสัจธรรมในที่สุดก็สูญเปล่าไปจากตัวตน

จิตจะรู้เห็นทุกข์เป็นทุกข์รู้เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ ว่ามาจากตัณหา

รู้เห็นว่าร่างกายเรานี้ไม่มีตัวตนทั้งรู้เห็นว่าเป็นเพียงสภาพ “ธาตุ 4”

ซึ่งมีดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมตัวกันอยู่เป็น “รูป” เท่านั้น

เมื่อใดจิตออกจากร่างไปแล้วธาตุ 4 ก็ตั้งอยู่เป็นรูปไม่ได้

มีแต่จะแตกสลายจากกันไปสู่ธาตุเดิมเท่านั้น

เมื่อใดจิตรู้เห็นชัดเช่นนี้ความยึดถือเดิมที่จิตเคยมี

ว่าร่างกายนี้เป็นตนเป็น “เรา” ก็จะถอนออกมาทันที

เมื่อใดจิตถอนจากการยึดถือว่าร่างกายนี้ไม่ใช่“เรา” จริง

ก็ไม่มีความเดือดร้อนและไม่มีความทุกข์ภายในจิตแม้แต่น้อย

เรื่องของ“สัญญา” และ “สมมติ” ก็เป็นอันหมดหน้าที่ หมดภาระ

มันจึงเป็นเพียงแค่ใช้เป็น“สะพาน” ให้ปัญญาได้รู้เห็นตามความเป็นจริง


ด้วยความปรารถนาดี

ชนะ เวชกุล




Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2560 8:59:49 น. 0 comments
Counter : 238 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
16 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.