พระนางเรือล่ม
มีบทความที่น่าสนใจอยู่ชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับกรณีนี้ เลยนำมาแบ่งปัน-ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงรับพระราชธิดาในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระเจ้าน้องนางเธอ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดา พระสนม ขึ้นเป็นพระภรรยาเจ้า ๕ พระองค์ เรียงตามลำดับพระชนมายุ ดังนี้

๑. พระองค์เจ้าทักษิณชานราธิราชบุตรี ขณะที่ทรงมีพระชันษาประมาณยี่สิบ เจริญพระชันษากว่ารัชกาลที่ ๕ หนึ่งปี

๒. พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ รับราชการเมื่อพระชันษาประมาณ ๑๗-๑๘ อ่อนพระชันษากว่าพระราชสวามีประมาณ ๗ ปี พระองค์นี้ คือพระองค์ที่ทรงได้รับอุบัติเหตุ เรือพระประเทียบล่มที่บางพูด เป็นเหตุให้ผู้คนชั้นหลังรู้จักพระองค์ท่าน เอ่ยถึงกันว่า “พระนางเรือล่ม” พระองค์เจ้าสุนันทาฯ เจริญพระชันษากว่าพระองค์อื่น แต่ทรงมีพระราชธิดาภายหลังพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ประสูติพระราชธิดา และภายหลังพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ประสูติพระราชโอรส

เจ้าฟ้าที่ประสูติแต่พระภรรยาเจ้าทั้งสามพระองค์มีพระชันษาแก่อ่อนกว่ากันเพียงพระองค์ละไม่ถึงปี ดังนี้

๑) สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี ในพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ประสูติวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๒๐
๒) สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ ในพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ประสูติวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑
๓) สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ โสภางค์ทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี ในพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ประสูติวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๑ อ่อนพระชันษากว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ เพียงไม่ถึง ๒ เดือน

๓. พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี อ่อนพระชันษากว่าพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ๑ ปี
๔. พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา อ่อนพระชันษากว่าพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ๒ ปี ทรงร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกัน
๕. พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี อ่อนพระชันษากว่าพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ๑ ปี ทรงร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันกับพระองค์เจ้าสุนันทาฯ และพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา...

พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ นั้น ผู้ใหญ่เล่ากันต่อๆ มาว่าทรงพระโฉมงดงาม และเป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หาในพระราชสวามีเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่าถึงจะมีพระราชธิดาภายหลังพระองค์อื่น แต่โดยเหตุที่ทรงมีพระชันษาสูงกว่าพระองค์อื่น และทรงเป็นที่เกรงพระทัยของพระขนิษฐาสองพระองค์ แม้พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา จะทรงมีพระราชโอรสเป็นพระองค์ใหญ่ แต่ก็ทรงเป็นป้าแท้ๆ จึงว่ากันว่าหากยงทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ คงจะได้ทรงดำรงตำแหน่งพระอัครมเหสีใหญ่กว่าพระองค์อื่น ที่สันนิษฐานกันดังนี้ ท่านว่าสังเกตจากนัยของสร้อยพระนามพระราชธิดาที่ประสูติไล่เลี่ยกัน ๓ พระองค์ คือ

๑. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี ในพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ซึ่งมีบันทึกไว้หลายแห่ง แสดงว่าพระราชบิดาทรงโปรดปรานมาก เพราะทรงเป็นเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรก และว่ากันว่า ทรงละม้ายคล้ายกับสมเด็จย่า คือ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี มาก
๒. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ โสภางค์ทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี ในพระองค์เจ้าสุนันทาฯ
๓. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร นริศรราชกุมารี ใน พระองค์เจ้าเสาภาผ่องศรี ประสูติวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๒๑

ทั้งสามพระองค์นั้น สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์ฯ ทรงมี สร้อยพระนามว่า “อรรควรราชกุมารี” อันมีนัยว่าทรงเป็นพระราชธิดาในพระอรรคมเหสี...

ทั้งพระอุปนิสัยของพระองค์เจ้าสุนันทาฯ นั้น ก็ว่ากันว่าทรงมีพระปรีชาสามารถ ฉลาดเฉียบแหลม และในบางครั้งก็ทรงเด็ดขาดในการปกครองผู้คนบริวาร ดังที่กลอนสังเกตพระอัธยาศัยเจ้านาย กล่าวไว้ว่า “พูดจากระจัดกระจ่าง องค์นันทา” (กลอนนี้แต่งเมื่อพระองค์เจ้าสุนันทาฯ พระชันษา ๘ ปี) แสดงว่าทรงพูดจาเป็นเรื่องราว เป็นหลักฐานมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระชันษาเพียง ๗-๘ ขวบ

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จพระราชดำเนินประพาสบางปะอิน และจะทรงประทับแรมที่นั่น พร้อมด้วยพระมเหสีเทวีทุกพระองค์

เวลานั้น พระองค์เจ้าสุนันทาฯ ทรงมีพระชันษา ๒๑ พระบรมราชสวามีทรงมีพระชนมายุ ๒๘

คืนก่อนวันตามเสด็จฯ พระองค์เจ้าสุนันทาฯ ทรงเล่าให้เจ้านายใกล้ชิด ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี พระน้องนางเธอพระองค์หนึ่งฟังว่า ทรงพระสุบินไปว่าพระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ฯ ทรงพระดำเนินข้ามสะพานแห่งหนึ่ง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ บังเอิญพลาดพลัดตกลงไปในน้ำ ทรงคว้าพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ไว้ได้ครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ลื่นหลุดพระหัตถ์ไปอีก ทรงตามไขว่คว้าจนพระองค์เองตกลงไปในน้ำด้วย

ทั้งๆ ที่ทรงหวั่นพระทัยก็มิได้ทรงกราบบังคมทูลพระราชสวามีให้กังวลพระราชหฤทัย คงตามเสด็จไปตามพระราชประสงค์

วันเสด็จนั้น ขบวนเรือพระประเทียบของพระมเหสีเทวี ออกจากพระนครล่วงหน้าไปก่อน ส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จะเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือยนต์พระที่นั่งตามไปทีหลัง

ขบวนเรือพระประเทียบนั้น พระมเหสีเทวีประทับเรือพระประเทียบพระองค์ละลำ พร้อมด้วยพระราชธิดา พระราชโอรสของแต่ละพระองค์ เรือพระประเทียบลำหนึ่งก็มีเรือยนต์ลำหนึ่งลากจูงไป

ขบวนเรือเสด็จฝ่ายในออกจากพระนครประมาณแปดโมงเช้ากว่าๆ เรือยนต์พระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ออกจากพระนครราวเก้าโมงครึ่ง เมื่อเรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าสุนันทาฯ ถึงบางพูด ก็เกิดอุบัติเหตุล่มลง

ตามปากคำพระยามหามนตรีกราบบังคมทูลเรื่องละเอียดดังนี้

“เรือราชสีห์ซึ่งจูงเรือพระองค์เจ้าสุขุมาลนั้นไปหน้า ใกล้ฝั่งตะวันออก เรือโสรวารซึ่งพระมหามนตรีไปจูงเรือพระองเจ้าเสาวภา ตามไปเป็นเรือที่สองแนวเดียวกัน

เรือยอร์ชสมเด็จกรมหลวง ซึ่งจูงเรือกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูรไปทางฝั่งตะวันตก แล่นตรงกันกับเรือราชสีห์ แล้วเรือปานมารุตแล่นสวนขึ้นมาช่องกลาง ห่างเรือโสรวารสัก ๑๐ ศอก

พอเรือปานมารุต (ซึ่งจูงเรือพระองค์เจ้าสุนันทาฯ) แล่นขึ้นไปใกล้ เรือราชสีห์ก็เบนหัวออก

เรือพระประเทียบ (ของพระองค์เจ้าสุนันทาฯ) เสียท้ายปัดไปทางตะวันออก ศีรษะเรือโดนข้างเรือโสรวาร ทำให้น้ำเป็นระลอกปะทะกัน กดศีรษะเรือพระประเทียบจมคว่ำลง”

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ขณะนั้นเพิ่งเสด็จถึงบางตลาด ยังไม่ทันถึงที่เกิดเหตุ เมื่อทรงทราบเรื่องราวจึงรีบเสด็จขึ้นไป แต่พระองค์เจ้าสุนันทาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เสด็จสิ้นพระชนม์แล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระศพกลับพระนคร ในเวลา ๔ ทุ่มครึ่ง ทรงโศกเศร้าเสียพระทัยมาก ประทับมาในเรือลำเดียวกับเรือเชิญพระศพ ว่ากันว่าทรงพระกันแสงมาก

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ขณะนั้นยังเป็นจมื่นไวยวรนารถ เล่าไว้ในประวัติของท่านเองว่า

“ลุปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ พุทธศักราช ๒๔๒๓ เมื่อได้เกิดอุบัติพลวะเหตุเรือล่ม และสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ กับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ สิ้นพระชนม์ชีพ พระยามหามนตรี (อ่ำ) ผู้บังคับการทหารหน้า ต้องโทษรับพระราชอาญาแล้ว ในระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปริวิโยค มีความโศกเศร้าเป็นอันมาก จนไม่มีใครจะเข้ารอพระพักตร์ได้ และมีพระกระแสรับสั่งให้ปิดพระทวารกั้นเป็นพิเศษ มิให้ข้าราชการฝ่ายในออกมาพลุกพล่านรบกวนได้ มีแต่เจ้าหมื่นไวยวรนารถและพวกมหาดเล็ก คอยตั้งเครื่องอานรับใช้เพียงหกเจ็ดคนเท่านั้น ขณะที่ทรงได้ยินเสียงกลองชนะประโคมพระศพขึ้นครั้งไร ก็ทรงพระกรรแสงพิลาปร่ำรำพันไปต่างๆ นานา จนกระทั่งทรงประชวรพระวาโยไป เจ้าหมื่นไวยวรนารถก็เข้านวดฟั้นคั้นพระบาท และคอยเอาน้ำหอมกับทรงดม (ยาดม) รอพระนาสิกให้คลายพระประชวร”

เมื่อพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชเทวี ตำแหน่งเอกอัครมเหสีพระองค์แรก และโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชเทวี พระองค์ต่อไปกับสถาปนาพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี และพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี พระภรรยาเจ้าอีกสองพระองค์ ขึ้นเป็น “พระนางเธอ พระองค์เจ้าฯ”

เหตุจากเรือพระประเทียบล่มครั้งนั้น ทำให้มีเสียงลือซุบซิบกันในหมู่ชาววัง ว่าเป็นการกลั่นแกล้งให้เรือล่ม ย่าเคยเล่าให้ฟังว่า เสียงลือนั้นเป็นสองกระแส กระแสหนึ่งมุ่งไปทางเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ เจ้าคุณจอมมารดาแพ พระสนมเอกท่านแรกในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง อีกกระแสหนึ่งดูจะมุ่งไปทางสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี

แต่ย่าว่าเห็นจะเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่ากระแสไหน แม้องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเองก็ทรงเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ ดังข้อความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขา พระราชทานไปยังเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าหลวงเมืองเชียงใหม่อยู่ (เวลานั้นเมืองเชียงใหม่ยังเป็นประเทศราช ต้องมีข้าหลวงออกไปกำกับราชการ) พระราชหัตถเลขานั้นมีว่า

“...เราไม่ว่าว่าเป็นการแกล้งฆ่า...เห็นว่าเป็นเหตุที่เผอิญจะเกิดเป็นขึ้น ให้เป็นช่องที่จะให้อคติเดินได้สะดวกตามประสงค์...”

โดยเฉพาะสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ พระพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๖ นั้น เวลานั้น พระชันษาเพิ่งจะ ๑๗ และยังทรงเป็น “พี่น้องท้องเดียวกัน” กับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ แต่มาภายหลัง เมื่อทรงเจริญในพระอิสริยยศยิ่งกว่าพระภรรยาเจ้าพระองค์ใดๆ อาจเป็นเหตุให้มาลือกันผิดๆ ในหมู่ชาววัง ผู้ต่างคนต่างก็มี “เจ้านาย” ของตน แบ่งแยกกันเป็นพรรคเป็นพวก

วังหลวงฝ่ายในนั้น เท่ากับว่าเป็นเมืองผู้หญิง ผู้หญิงเมื่ออยู่รวมกันมากๆ ทั้งยังไม่ใคร่จะได้ออกไปนอกวัง พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็คงอดพูดวิพากษ์วิจารณ์ซุบซิบกันไม่ได้

ส่วนเจ้าคุณพระประยูรวงศ์นั้น ที่มีเสียงลือมุ่งไปทางท่าน ก็เพราะท่านอยู่ในสกุลบุนนาค เป็นหลานปู่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้มีอิทธิพลและอำนาจมากอยู่ในเวลานั้น ทั้งท่านยังเป็นพระสนมเอกคนแรก คู่ทุกข์คู่ยากตั้งแต่ยังมิได้เสด็จขึ้นเสวยราชย์

ที่สำคัญอีกอย่างก็คือตามประวัติของท่านและเท่าที่ชาววังพูดถึงท่าน เล่ากันว่าท่านเป็นคน “แข็ง” และแกว่นกล้า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงเกรงใจ ในประวัติของท่านตอนหนึ่ง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยขัดใจกับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ท่านออกปากว่าจะไม่เหยียบแผ่นดินของพระจุลจอมเกล้าฯ พอท่านจะลงจากตำหนัก ท่านก็แกล้งเรียกวอให้มาเทียบ ก้าวจากตำหนักก็ขึ้นวอโดยไม่ต้องเหยียบแผ่นดินจริงๆ มิหนำซ้ำ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ สวรรคต และพระโกศยังประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ความที่ทรงเสน่หาอาลัยเป็นกำลัง บางวโรกาสถึงกับเสด็จไปทรงเปิดพระโกศทอดพระเนตรพระศพ

พระอาการดังนี้ อาจทำให้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ “ขวาง” ขึ้นมา จึงจัดให้ข้าหลวงในตำหนักของท่านเล่นละครเรื่องลักษณวงศ์ เลือกเอาตอนพระลักษณวงศ์หลบเข้าไปในฉาก เปิดพระโกศนางทิพเกสร ซึ่งมีบทร้องว่าดังนี้

“ส่วนพระจอมหลักโลกยิ่งโศกเศร้า
เสด็จเข้าเคียงโกศไม่วายหวัง
ชักวิสูตรรูดรายพระฉายบัง
พิลาปหลั่งชลเนตรลงเนืองนอง
เปิดพระโกศมิ่งมิตรพิศพักตร์
โศกสลักทรวงไหม้ฤทัยหมอง
สะอื้นอ้อนกรกอดพระโกศทอง
ชลเนตรตกต้องพระปรางนาง
เอาผ้าทรงลงเช็ดชลเนตร
ภูวเรศมิได้คิดอางขนาง
สะอื้นโหยโรยแรงกรรแสงพลาง
โอ้ว่าปรางแม่ยังอุ่นละมุนมือ
พระน้องแก้วอยู่ไยในพระโกศ
ฯลฯ”

ตอนนั้นชาววังคงร้องเพลงบทนี้เล่นกันเกร่อ ย่าตอนนั้นเพิ่งจะอายุได้ ๒-๓ ขวบ ยังอุตส่าห์จำที่พวกผู้ใหญ่เขาเอาออกมาร้องกันเล่นและเคยร้องให้ผู้เขียนฟัง เลยพลอยร้องเล่นสนุกๆ ได้พอกระท่อนกระแท่น

ว่ากันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงฟังบทละครร้องนี้เข้า กริ้วมาก ทรงสั่งห้ามมิให้พวกชาววังร้องต่อไปอีก

อาจเป็นเพราะเรื่องนี้มาประสมเข้า เลยทำให้เกิดลือว่าเจ้าคุณพระประยูรวงศ์หึงหวง แล้วเลยลือเรื่อยไปถึงขนาดว่าที่เรือล่มเป็นเพราะการกลั่นแกล้ง เข้าทำนองมีเชื้อเพียงนิดเดียว ไฟอาจลุกลามได้ใหญ่โต

เมื่อโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ขึ้นเป็นเอกอัครมเหสีแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ก็ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ “หน่อพระพุทธเจ้า” แต่ยังมิได้ทรงเป็นรัชทายาท ด้วยเวลานั้น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญยังเสด็จอยู่ในฐานะพระมหาอุปราช จนกระทั่งต่อมาเมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต ใน พ.ศ. ๒๔๒๘ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ยุบตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯ ขณะนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ปีรุ่งขึ้น พ.ศ. ๒๔๒๙ จึงได้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของสยาม

“ทรงศักดิ์นา ๑๐๐,๐๐๐ เสมอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ อันได้เฉลิมพระราชมณเฑียรเป็นพระมหาอุปราชฝ่ายหน้า” ซึ่งมีมาแต่โบราณ////

จากหนังสือ เลาะวัง เขียนโดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์
(เลาะวัง เล่ม ๓ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สนพ. โชคชัยเทเวศร์ พ.ศ. ๒๕๓๕ )



Create Date : 05 มิถุนายน 2552
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 21:32:31 น.
Counter : Pageviews.

10 comments
  
เห็นชื่อหนังสือแล้วเพิ่งนึกได้ว่าเล่มนี้มี แต่ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ ต้องเอามาอ่านเสียแล้ว
โดย: กุลธิดา IP: 71.29.45.235 วันที่: 6 มิถุนายน 2552 เวลา:0:41:27 น.
  
อยากอ่านเรื่องพระเจ้าเสือ ตอนไปปราบพวกแกวจังครับ

เห็นว่าสนุก


อ้อ แล้วก็ตอนไปปราบกัมพูชา
เคยเห็นพี่ท่านหนึ่งบอกว่าสนุกให้ลองไปหาอ่านเอา แต่ก็ไม่รู้จะไปหาอ่านได้ที่ไหน


ขอบคุณมาก ๆ ครับ
โดย: Clarvoyance IP: 118.173.143.143 วันที่: 7 เมษายน 2553 เวลา:6:20:25 น.
  
ขอโทษด้วยครับ

สงสัยจะสับสนกับวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ห้า

จำไม่ได้แน่ว่าท่าน(ที่ไปปราบพวกแกว)ชื่ออะไร
โดย: Clarvoyance IP: 118.173.143.143 วันที่: 7 เมษายน 2553 เวลา:6:24:43 น.
  
วังหน้าในต้นรัชกาลที่ ๕ คือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (สะกดผิดหรือเปล่าเนี่ยเรา) เคยมีปัญหากับวังหลวงอยู่ช่วงหนึ่ง จนเป็นที่มาของการยกเลิกตำแหน่งวังหน้า แล้วยกพระราชโอรสขึ้นไว้ในตำแหน่ง สยามมกุฎราชกุมาร เป็นรัชทายาทสืบต่อมาจนทุกวันนี้

ส่วนพระเจ้าเสือ หรือพระสรรเพชรที่ ๘ (สะกดผิดอีกละม้างเนี่ย) ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา

ส่วนเรื่องที่ปราบแกว ยังมิได้มีตำราให้ค้นคว้าใกล้มือ

อย่างไรลอง พึ่งลุง กูเกิ้ล นะครับ

ด้วยมิตรภาพ
โดย: คนเขี่ยเองครับ (SONG982 ) วันที่: 11 เมษายน 2553 เวลา:18:21:51 น.
  
ชอบตอนนี้ติดตามดูในไอทีวีอยู่ซาบซึ้งจนกลั้นนำตาไม่อยู่
โดย: เล็ก IP: 202.44.135.243 วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:13:57:56 น.
  
รู้สึกสงสารพระนางเรือร่มมาก รวมทั้งธิดา โอรสด้วย ขอให้ทุกพระองค์เสด็จสู่ภพภูมิบรมสุขเทอญ
โดย: พสนิกร2010 IP: 223.205.215.121 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:57:10 น.
  
ประวัติทุกพระองค์น่าศึกษา ล้วนเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อมของปวงชาวไทยทุกพระองค์ขอน้อมระลึกและน้อมถวายบังคม
โดย: ประชากรไทย2553 IP: 223.205.215.121 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:09:19 น.
  
เคยอ่านเจอเหมือนกันค่ะแต่ไม่ละเอียด
ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ
โดย: Oyoy IP: 1.0.185.135 วันที่: 11 กันยายน 2556 เวลา:11:27:28 น.
  
ขอโทษนะค่ะ คือเรื่องนี้คุณทวดเคยเล่าให้ฟังพระยามหามนตรีที่ดูแลกระบวนเรือจงใจไม่ช่วยค่ะ เพราะมีการแกล้งจริงและมีการเตรียมกาอย่างดี อย่างที่คุณคนตั้งกระทู้บอกเลยค่ะ มีข่าวลือจริง ถ้ามองเผินๆ การครั้งนี้คนที่น่าจะทำได้คงมีเจ้าจอมมารดาแพและพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศีที่ได้รับผลประโยชน์ครั้งนี้แต่จริงๆแล้วคุณทวดบอกว่าไม่ใช่ค่ะ เพราะ ตอนที่คุณทวดทำงานอยู่ในนั้นท่านบอกว่า คนที่ใกล้ชิดองค์สุนันทามีส่วนรู้เห็นถึงครึีงหนึ่งเพราะถ้าตั้งใจช่วยจริงๆพระนางและลูกจะรอด ซึ่งคุณทวดได้บอกว่าเพื่อนท่านเป็นคนที่ใกล้ชิดคนสนิทคนหนึ่งของ รัชกาลที่5ซึ่งท่านทำงานอยู่เชียงใหม่ร.5ได้มีจดหมายหลายฉบับ ถึงคนๆๆนี้ซึ่งมีหลายฉบับที่เป็นความลับระหว่างพระองค์เกี่ยวกับเรือล่มและยังทรงโทษพระองค์เองให้กับบุคคลท่านนี้ฟังประมานว่าเภราะตนพระนางถึงมีจุดจบเช่นนี้ พระองค์ทรงรู้ว่าการครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่พยายามปิดและบอกว่าเป็นอุบัติเหตุทั้งที่พระองค์ทรงรู้ว่าบุคคลใดอยู่เบื้องหลังแต่เพราะทรงเห็นว่าร่วมสายพระมาและยังมีศักดิ์ จึงไม่อยากให้เกิดเรื่อง ซึ่งเหตุครั้งนี้ทำให้พระองค์ระวังเจ้านายที่เป็นที่รักทุกครั้งที่ประพาสหรือจะทำอะไรหรือไปไหนแต่พระองค์ก็ยังไม่ลืมพระนางเจ้าสุนันทาจนช่วงสุดท้ายของชีวิต
ดิฉันไม่รู้คก้เราตามที่ทวดทั้ง2เล่าให้ฟัง ถ้าผิดขอโทษนะค่ะ
โดย: ถึงกระนั้นรักมิหักหาย IP: 115.67.227.157 วันที่: 10 มกราคม 2557 เวลา:20:45:27 น.
  
ใครอยากรู้เพิ่มเติม เมลมาถามได้ค่ะจะเล่าให้ฟัง ไม่มีการแต่งเติมค่ะ เพราะพวกเราเคารพพระนางมากเพราะคุณทวดบอกว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับพระเมตตาจากพระนาง เมลหลานสาวค่ะ mmoiolka@gmail.com
โดย: ถึงกระนั้นรักมิหักหาย IP: 115.67.227.157 วันที่: 10 มกราคม 2557 เวลา:21:00:20 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)
อรุโณชา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




เจนนิเฟอร์Goodbye My Love [Live].mp3 - Jennifer Kim
มิถุนายน 2552

 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
5 มิถุนายน 2552