บล็อกของลุงแว่น
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
2 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
ทหารใหม่ใจเกินร้อย



ดูเหมือนกองทัพปลดแอกประชาชน ของพรรคคอมมิวนิสต์ จะเป็นกองทหารกองเดียวที่ฝึกฝนทหารของตน โดยอาศัยเพียงความตื่นตัวทางการเมืองและจิตสำนึกล้วน ๆ ไม่มีการบังคับ หรือลงโทษแบบป่าเถื่อนหรือไร้สาระแบบที่เคยเห็นในกองทหารอื่น ๆ

การปกครองทหารนับเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อย เพราะทั้งผู้บังคับบัญชา และลูกน้อง ต่างมีปืนอยู่ในมือ หากปกครองได้ไม่ดี โอกาสที่จะใช้ปืนในมือยิงกันเองย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ในกองทหารทั่วไปที่พวกเราเคยฝึก เช่นการฝึกทหารรักษาดินแดน ประเพณีอย่างหนึ่งที่ถือปฏิบัติจนกลายเป็นธรรมเนียมทหารก็คือ การลงโทษแบบให้เจ็บตัว ให้เหนื่อย ให้อาย ไม่ว่าการวิดพื้น การสก็อตจั๊มพ์ การกระโดดแบบที่เรียกว่าแทงปลาไหล การดุด่าเสียดสีด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือการประจานให้ได้อาย พวกเราสหายนักศึกษาชายที่เคยผ่านการเรียนและฝึกรด.มาแล้ว คุ้นเคยกับการลงโทษอย่างป่าเถื่อนของครูฝึกแบบนั้นดี



แต่พอเข้ามาอยู่ป่า กลายเป็นทหาร ทปท. ไปกับเขาบ้าง ก็ต้องพิศวงใจไม่น้อยที่ ทหารป่าที่ทางการเคยโฆษณากรอกหูว่าเป็นพวกชาวป่าชาวดอย ไม่มีความรู้ ไม่มีวินัยนั้น แท้จริงกลับเป็นไปในทางตรงข้ามโดยสิ้นเชิง จริงอยู่ ทหารป่าส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น หรือสหายชนชาติส่วนน้อย บางคนอ่านเขียนหนังสือยังไม่ออก หรืออ่านเขียนได้เพียงเล็กน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาได้รับการอบรมอย่างเข้มข้นคือ ทฤษฏีการเมือง เป้าหมายของการทำสงคราม แนวนโยบายของพรรคฯ ทหารเหล่านี้ กว่าจะได้รับการคัดเลือกเข้ามาได้ ต้องผ่านการกลั่นกรองหลายระดับชั้น ไม่มีการกะเกณฑ์บังคับเหมือนระบบตรวจเลือกทหาร อาศัยความสมัครใจ และความตื่นตัวทางการเมืองเป็นเครื่องคัดเลือก

ลงเมื่อทหารเหล่านี้สมัครใจเข้ามาเป็นทหารแล้ว จึงไม่ต้องมีการลงโทษที่ป่าเถื่อนโหดร้าย อาศัยเพียงการวิจารณ์ด้วยหลักการและเหตุผลก็ทำให้ชีวิตในกองทหารดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และด้วยแก่นแกนของความเชื่อพื้นฐานที่ว่า ทหารและประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทหารเป็นลูกหลานของประชาชน กองทหารจึงต้องรับใช้ประชาชน ปฏิบัติตนไม่ให้เป็นภาระของประชาชน ต้องทำการผลิตเลี้ยงตนเอง และช่วยเหลือประชาชนทำการผลิตเท่าที่โอกาสจะอำนวย ยิ่งทำให้ประชาชนสนับสนุนกองทหารของตนมากขึ้น ภาพของการเกะกะระราน ข่มเหงกดขี่ประชาชนของกองทหาร ทปท. จึงไม่มีให้เห็น เราจะได้เห็นแต่ภาพของทหาร ทปท. ออกไปช่วยประชาชนทำไร่ทำนาอย่างเอาจริงเอาจัง

วัฒนธรรมกองทหาร ทปท. นับเป็นวัฒนธรรมทหารที่แปลกจากที่พวกเราเคยรับรู้มาจริง ๆ โดยรวมแล้ว นับว่าเป็นกองทหารในอุดมคติที่สร้างขึ้นมาได้จริง แม้จะทำสงครามแบบที่ฝ่ายทางการเรียกว่า “สงครามกองโจร” หรือที่สหายเรียกกันว่า “สงครามจรยุทธ” เพราะความด้อยกว่าทั้งจำนวนกำลังคน กำลังอาวุธ แต่คนที่ทำการสู้รบแบบนี้ กลับห่างไกลกับคำว่า“โจร” มาก ตรงข้ามกลับดูคล้าย “เทพ” ที่เข้ามาช่วยปราบทุกเข็ญจากหมู่มารเสียมากกว่า

สหายนักศึกษา จะถูกจัดให้เข้าเรียนในโรงเรียนการเมืองการทหาร ที่ในยุคนั้นมีตั้งขึ้นกระจายไปทั่วแทบทุกเขตงาน ในโรงเรียนแบบนี้ พวกเราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นหมวด เรียนการเมืองและการทหารอย่างละเท่า ๆ กัน ใครที่เคยไปเที่ยวภูร่องกล้า จะยังเห็นร่องรอยของโรงเรียนการเมืองการทหารของที่นั่น



ทางการเมือง พวกเราต้องศึกษาถึงลัทธิมาร์กซ์-เลนิน เรื่องของชนชั้น และเนื้อหาอื่น ๆ อีกมากมาย การศึกษาการเมืองนี้ ไม่ใช่ศึกษาแบบมีอาจารย์มาพูดให้นักเรียนฟัง เพราะขืนทำอย่างนั้น คงได้หลับกันทั้งห้องเรียน แต่พวกเขาจะจัดศึกษาแบบให้อภิปรายถกเถียงกันในหมู่ในหน่วยย่อย ๆ เอาประสบการณ์ของแต่ละคนออกมาตีแผ่เพื่อให้เข้าถึงหลักการที่กำลังศึกษา การศึกษาแบบนี้ พวกสหายนักศึกษาชอบมาก เพราะได้แสดงความคิดเห็นกันได้อย่างกว้างขวาง แต่สหายท้องถิ่น หรือสหายชาวนา จะเอาแต่นั่งฟัง เพราะพูดและคิดไม่ทันสหายนักศึกษา

ภารกิจของนักเรียนโรงเรียนการเมืองการทหารแบ่งหลัก ๆ ได้ 3 ด้านด้วยกัน คือ ด้านศึกษาการเมือง ศึกษาการทหาร และด้านการผลิต สองอย่างแรกได้กล่าวไปบ้างแล้ว แต่อย่างสุดท้าย คือการผลิตนั้นฟังดูออกจะแปลก ๆ โรงเรียนในป่า นักเรียนไม่ว่าจะโรงเรียนยุวชนหรือโรงเรียนการเมืองการทหาร ล้วนแล้วต้องมีภารกิจนี้ คือต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งของวัน ออกไปปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ เพื่อเลี้ยงตนเองเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่นั่งเรียนนอนเรียนอยู่กับตำราเหมือนโรงเรียนในระบบของทางราชการ ทำให้ทุกคนเข้าใจถึงสภาพชีวิตที่เป็นจริง ความทุกข์ยากของประชาชนที่เป็นจริง ยิ่งทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจต่อประชาชน ความคิดที่จะกดขี่เหยียดหยามประชาชนก็ลดน้อยถอยลง ผิดกับสถาบันการศึกษาในระบบของทางการ ที่นับวันมีแต่จะทำให้นักเรียนนักศึกษาห่างไกลจากชีวิตที่เป็นจริงของชาวบ้าน พอจบมาจึงเต็มไปด้วยความคิดเลื่อนลอยเพ้อฝัน แบบที่เรียกกันว่า “ตีนไม่ติดดิน” “หอคอยงาช้าง” และพาลทำให้ดูถูกเหยียดหยามประชาชนไปในที่สุด



ในส่วนของการฝึกทหาร อันเป็นทักษะภาคปฏิบัตินั้น พวกเราต้องฝึกฝนทั้งร่างกายและเทคนิคต่าง ๆ คนละเล็กละน้อย อย่างน้อยก็เพื่อเอาชีวิตรอดในยามประสบภาวะฉุกเฉิน การฝึกก็มีตั้งแต่การหมอบ คลาน ท่าประทับยิงปืน ท่าขว้างลูกระเบิด การยิงเครื่องบิน ฯลฯ

อันที่จริงแล้ว เราต้องเรียนรู้ท่าพื้นฐานต่าง ๆ ทางการทหารตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้าป่าไปแล้ว เพราะความจำเป็นของสภาพสงครามที่เป็นจริงบังคับให้รู้ ไม่ใช่เรียนทหารแบบนักเรียน รด. ที่บทแรกก็ต้องเข้าแถวจัดแถวให้ตรงเป๊ะ ที่เอาเข้าจริง ไม่ได้มีประโยชน์ในการสู้รบแม้แต่น้อย จะใช้ประโยชน็ก็เพียงแค่ตอนเข้าแถวสวนสนามให้แขกเหรื่อดูสวย ๆ งาม ๆ เท่านั้น

ในเขตที่มีความจำกัดด้านอาวุธประจำกายมาก ๆ อย่างเช่นตอนอยู่ภาคใต้ ตอนฝึกทหาร ก็ให้สหายนักศึกษาถือท่อนไม้ต่างปืนไปก่อน แต่ในเขตภาคเหนือที่มีอาวุธจากแนวหลังค่อนข้างครบครัน พวกเราก็จะได้รับแจกปืน เซกาเซ หรืออาก้าร์ พร้อมด้วยถุงบรรจุกระสุนให้ถือติดตัวไว้ แรก ๆ พวกเราก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก เพราะไม่เคยถือปืนจริง ๆ แต่พอต้องแบกปืนพร้อมกระสุนคนละร้อยกว่านัด บางคนยังมีลูกระเบิดมืออีกสี่ลูกอีกด้วย เดินไปไหนมาไหนตลอดเวลาโดยแทบไม่มีโอกาสได้ใช้ยิงจริง ๆ สักครั้ง กลายเป็นภาระที่หนักตัวเข้าไปอีก บางคนจึงเรียกร้องขอเปลี่ยนเป็นปืนที่เบาลง เช่นปืนคาร์ไบน์ หรือปืนพกสั้น



ว่ากันถึงปืนคาร์ไบน์ หรือปืนพกนี่สักหน่อย เพราะเป็นปืนที่เบา แถมยังเป็นปืนที่อานุภาพการทำลายไม่มากนัก เหมาะกับการยิงนกยิงหนูไว้บริโภค เป็นปืนของอเมริกันที่ใช้กันตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แม้จะผ่านมาหลายสิบปี ก็ยังใช้การได้ดีอยู่ แต่สหายที่เป็นนักรบส่วนใหญ่ไม่นิยม เพราะล้าสมัย ถือแล้วไม่เท่ ยิงไม่แรง ปืนคาร์ไบน์นี้ จึงกลายเป็นปืนที่แจกให้สหายทหารเด็ก ๆ ที่เรียกว่า “ทหารพิทักษ์” คือทหารที่คอยติดตามสหายที่มีระดับสูงสักหน่อยไว้ถือ หรือไม่ก็ให้สหายหญิงในสำนักไว้ถือป้องกันตัวเวลาออกไปเป้ผักเป้ข้าว

มีทหารพิทักษ์หนุ่มน้อยชาวม้งอายุสัก 10-11 ปีคนหนึ่งชื่อ เหล่าจง อยู่ที่เขตภูร่องกล้า หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แก้มเป็นสีแดงเหมือนลูกท้อสุก มีแผลเป็นเล็ก ๆที่ขมับด้านขวา มีหน้าที่คอยติดสอยห้อยตามสหายระดับนำคนหนึ่ง หน้าที่หลักคือคอยส่งจดหมายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ในเขตเดียวกัน ทหารน้อยคนนี้ เป็นที่ถูกอกถูกใจของสหายนักศึกษามาก เพราะหน้าเขาหวานคล้ายเด็กผู้หญิง แถมยังคุยสนุก พูดจาซื่อ ๆใส ๆ ไร้จริตมารยา แบบเด็กชาวม้งทั่วไป

ตอนนั้นพวกเราเพิ่งเข้าป่าไปใหม่ ๆ เห็นทหารน้อยถือปืนคาไบน์ก็ขอยืมมาถือดูบ้าง เขาก็หยิบยื่นให้ดูแบบไม่หวง แถมยังแนะนำวิธีการยิง การปลดเซฟปืนให้อีกด้วย

“เหล่าจงเคยยิงปืนกระบอกนี้หรือยัง” พวกเราคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความเอ็นดู เพราะดูแล้วเขายังเด็กเกินกว่าจะใช้ปืนกระบอกนี้ไปสู้รบกับใคร

“เคยแล้ว” เขาตอบอย่างภาคภูมิใจ

“ยิงไปกี่นัดล่ะ” พวกเราถามต่อ

“นัดเดียว” เขาตอบพร้อมกับยิ้มอาย ๆ

“อ้าว ยิงยังไงยิงนัดเดียว” พวกเราซักด้วยความสงสัย

“ตอนนั้นเรานั่งพักอยู่ เอาปืนวางอยู่ระหว่างหัวเขา หันปากกระบอกขึ้นมาใกล้ ๆ ตรงนี้” เขาชี้ไปที่แผลเป็นที่ขมับขวาของเขา

“แล้วไงอีก”

“เราก็นั่งเล่น แล้วเผลอเอามือไปปลดเซฟปืน แล้วก็เผลอเอานิ้วไปเหนี่ยวไก ก็เลยได้ยิงนัดหนึ่ง” เขาเล่า พร้อมกับชี้ให้ดูแผลเป็นที่ขมับของเขา เล่นเอาพวกเราใจหายวาบ ที่แท้เขาทำปืนลั่นถากหัวตัวเองไปนิดเดียว กลายเป็นแผลเป็นที่คงติดตัวเขาไปตลอดชีวิตเชียวละ



ตอนฝึกทหารในโรงเรียนการเมืองการทหารนั้น จะต้องมีการฝึกการปะทะกันหลายต่อหลายแบบ ทั้งการปะทะบังเอิญ การซุ่มโจมตี การเข้าตีค่าย แต่ละแบบก็มีกลยุทธแตกต่างกันออกไป ในการฝึกแบบนี้ จะใช้กระสุนซ้อมรบ คือกระสุนไม่มีหัว มีแต่แรงอัด ปลอกกระสุนเป็นพลาสติกสีเขียว ๆ ยิงมีเสียงดังเหมือนกระสุนจริงทุกอย่างเพียงแต่ไม่มีหัวกระสุน

ที่ต่างกับกระสุนจริงอีกอย่างคือ กระสุนซ้อมรบเมื่อยิงแล้วจะต้องกระชากลูกเลื่อนทุกครั้ง ลูกเลื่อนของปืนจะไม่ขึ้นให้เองเหมือนใช้กระสุนจริง เพราะแรงขับของแก๊สมีไม่พอ

ก่อนวันออกฝึกการปะทะบังเอิญ สหายเอกราชที่เป็นสหายครูฝึกการทหารประจำโรงเรียนแห่งนั้น ได้แนะนำวิธีการที่จะทำให้การยิงปืนเซกาเซด้วยกระสุนซ้อมได้โดยไม่ต้องกระชากลูกเลื่อนทุกนัดที่ยิงว่า ทำได้โดยเอาหัวจุกหลอดเครื่องมือถอดประกอบที่เป็นอะไหล่ประจำปืนทุกกระบอก ปกติหลอดนี้จะเก็บไว้ในช่องที่พานท้ายปืน หัวจุกหลอดเครื่องมือนี้ ถูกออกแบบให้มีขนาดพอดีกับการสวมเข้าไปที่ปากลำกล้องของปืนแถมมีเดือยล็อคกกับปากกระบอกปืนอย่างแน่นหนา เมื่อสวมจุกนี้เข้าไปแล้ว ด้วยรูลำกล้องที่ถูกบีบให้แคบลงเหลือเพียงนิดเดียว ทำให้สามารถยิงปืนกระบอกนั้นด้วยกระสุนซ้อมได้โดยไม่ต้องกระชากลูกเลื่อน เพราะแก๊สที่ระเบิดจากการยิงจะมากพอที่จะบริหารลูกเลื่อนได้เอง

สหายเอกราชแนะนำสหายใหม่ไว้เพียงแค่นั้น แล้วก็เดินจากไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก หารู้ไม่ว่า มีลูกศิษย์สหายใหม่ที่เร่าร้อนอยากลองของ จดจำที่สหายเอกราชไว้อย่างขึ้นใจ

ก่อนการฝึกปะทะบังเอิญ ทุกคนถูกเรียกปืนเซกาเซที่ถือประจำตัวไปรวมกันไว้ เพื่อให้สหายครูฝึกตรวจสอบไม่ให้มีกระสุนจริงหลงเหลืออยู่ในรังเพลิง แล้วทั้งหมดก็เข้าแถวรวมพลฟังคำชี้แจงว่า ให้แต่ละหมู่เดินจากคนละฟากภูมาตามทางเดินเล็ก ๆ คล้ายแต่ละฝ่ายเดินลาดตระเวน พอเห็นฝ่ายตรงข้ามให้ยิงกัน โดยมีเคล็ดลับสำคัญคือเมื่อเกิดการปะทะ จะต้องอาศัยภูมิประเทศ ไม่ว่าต้นไม้ใหญ่ ก้อนหิน เนินดิน ฯลฯ เป็นที่กำบังกาย สหายเอกราชแจกแจงลงไปในรายละเอียดอีกมากมาย พวกเราตั้งใจฟังกันอย่างดี เพราะนี่นับเป็นโอกาสที่เราจะได้ยิงปืนที่สู้ทนถือมาหลายเดือนเป็นครั้งแรก นอกจากนั้น ยังกำหนดรหัสถามตอบในกรณีพลัดหลงหรือบาดเจ็บไว้ให้ทุกคนท่องจำด้วย



“รหัสของเราวันนี้คือ ถ้าพลัดหลงกันถ้าถามแดง ให้ตอบปืน รหัสเคาะไม้หรือยิงปืน เคาะถามตอบให้รวมกันให้ได้ 5...” รหัสเคาะไม้ที่พูดถึง คือ รหัสการเคาะไม้ในกรณีที่หลงกันในป่าลึก อาจตะโกนไม่ได้ยิน ต้องใช้การเคาะไม้หรือยิงปืนที่ให้เสียงดังได้ไกลกว่า เช่นกรณีนี้ ถ้าเคาะถามไป 3 ครั้ง หากอีกฝ่ายตอบมา 2 คือรวมแล้วได้ 5 ครั้ง ก็รู้ว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน แต่หากตอบมาผิด ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม

“รหัสบัญชาถ้าบุก บอกว่ายิง ถ้าจะถอยบอกว่ารุก ถ้าบาดเจ็บให้ร้องว่าระเบิด...” สหายเอกราชย้ำแผนการทหารเพื่อการฝึกอีกหลายอย่าง พวกเราทุกคนต่างพยายามจดจำไว้ให้ขึ้นใจ เพราะรู้ดีว่า อยู่ป่าแบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้

พอย้ำแผนกันเสร็จ สหายเอกราชก็ให้พวกเราเข้าแถวออกไปรับปืนที่ครูฝึกตรวจสอบดีแล้วว่าไม่มีกระสุนจริงหลงเหลืออยู่ พร้อมกระสุนซ้อมรบคนละ 10 นัด ตอนแจกปืนคืนนี้เอง ที่แจกแบบคนแจกจับปืนกระบอกไหนได้ก็แจกไปเลย ปืนที่ได้รับแจกอาจไม่ใช่ปืนที่สหายคนนั้นเคยถือมาก่อน เอาไว้ฝึกเสร็จปืนใครสลับไปอยู่กับใครค่อยตามแลกคืนเอาเอง

ผมได้รับแจกเซกาเซคืนมากระบอกหนึ่ง เจ้าของปืนกระบอกนั้นทราบภายหลังว่าเป็นสหายหญิงที่ไม่สู้ถนอมรักษาปืนเท่าใดนัก ปล่อยให้ปืนกระบอกนั้นอยู่ในสภาพขึ้นสนิมเขลอะทั่วทั้งกระบอก พอได้รับแจกปืนมา ด้วยความที่กำลังเร่าร้อน เพราะตั้งแต่เข้าป่ามาหลายเดือน ยังไม่ได้ยิงปืนสักนัด พอได้ยิงก็อยากยิงให้สะใจโก๋สักครั้ง ทำให้คิดถึงความรู้ที่สหายเอกราชแนะนำไว้ตั้งแต่เมื่อวาน จัดแจงถอดเอาฝาจุกหลอดเครื่องมือมาจุกไว้ที่ลำกล้อง จะได้ยิงได้ทั้งสิบนัดโดยไม่ต้องกระชากลูกเลื่อนให้เมื่อยมือ คงจะให้บรรยากาศที่สมจริงยิ่งขึ้นอีกไม่น้อย

ตอนใส่ฝาจุกเข้ากับปากกระบอก สนิมที่ปากกระบอกปืน ทำให้หมุนล็อกฝาจุกไม่เข้า ครั้นพอจะดึงออก ก็ปรากฏว่าดึงไม่ออกเสียแล้ว ก็พอดีถึงเวลาเข้าแถวรวมพลออกไปฝึก ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลยไปทั้งอย่างนั้น

หมู่ของเราเป็นหมู่แรก ๆ ที่ต้องฝึกปะทะบังเอิญ เราเดินลาดตระเวนจากซีกภูด้านหนึ่งไปยังซีกภูอีกด้านหนึ่ง มีสหายอีกหมู่หนึ่งเดินสวนทางมา เราต้องเดินอย่างระมัดระวัง หัวหน้าหมู่อยู่หน้าสุด ตัวผมเองอยู่ประมาณคนที่ 2-3 นับจากหัวแถว แม้จะรู้ว่านี่เป็นการฝึกซ้อม แต่ทุกย่างก้าวเราก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกำลังเข้าสู่สนามรบจริง ใจเต้นตูมตามเพราะไม่รู้ว่าจะมีการปะทะกันเมื่อไร

“ปัง ๆ ๆ” เสียงปืนแตกขึ้นมาจากด้านหน้าแถว ในที่สุดทหารสองหน่วยก็จ๊ะเอ๋ปะทะกันเข้าให้แล้ว

ผมรีบวิ่งขึ้นไปยังเนินดินที่อยู่ใกล้ที่สุดตามที่ได้รับการสั่งสอนมาจากครูฝึก ที่ว่า เมื่อเกิดการปะทะ ให้ยึดที่สูงไว้ก่อน เพราะเป็นชัยภูมิที่ได้เปรียบ



พอวิ่งไปถึงยอดเนิน ก็เผอิญแลเห็นหลังของสหายฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งกำลังคลานเข้าหาต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลออกไป จึงยิงไปนัดหนึ่ง เป็นการยิงแบบฉุกละหุกโดยไม่มีการเล็งใด ๆ พอยิงเสร็จก็หันไปเพื่อยิงฝ่ายศัตรูคนอื่น ๆ ที่กำลังวิ่งคลาน หรือหลบตามสุมทุมพุ่มไม้อื่น

ปรากฏว่าปืนกลับยิงไม่ออก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ใส่จุกหลอดเครื่องมือไว้ที่ปากกระบอกแล้ว เหลียวดูจึงพบว่าฝาจุกที่ใส่ไว้ไม่รู้หายไปไหนเสียแล้ว แต่ในภาวะที่ยังปะทะกันอย่างดุเดือดอยู่นั้น ก็เลยต้องกระชากลูกเลื่อนไปยิงไปจนหมดกระสุนทั้งสิบนัดโดยไม่ได้สนใจอะไร

พอกระสุนหมด และเสียงปืนในการปะทะครั้งนั้นสงบลง ผมเหลียวไปดูสหายฝ่ายตรงข้ามที่ผมยิงไปนัดแรก เห็นเขายังคลานต้วมเตี้ยมอยู่ที่เดิม

“สหาย ๆ คุณตายแล้วนะ ผมยิงคุณแล้ว” ผมตะโกนบอกสหายคนนั้น ที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายอยู่กับพื้น

“ระเบิด ๆ” สหายฝ่ายตรงข้ามคนนั้นตะโกนลั่นป่า คำว่าระเบิดในที่นี้ คือรหัสบอกว่า ตนเองบาดเจ็บ ผมยังนึกขำในใจ สหายฝ่ายศัตรูคนนี้แสดงได้สมบทบาทจริง ๆ ขนาดปะทะกันหลอก ๆ แบบนี้ ยังไม่ลืมที่จะตะโกนเป็นรหัสได้อย่างถูกต้อง

“ระเบิด ๆ” สหายคนนั้นตะโกนไม่ยอมหยุด จนสุดท้ายสหายฝ่ายเดียวกับเขาชักเอะใจวิ่งเข้ามาดู

“สหาย ๆ บาดเจ็บจริง ๆ ถูกยิงเข้าที่ท้ายทอย...” สหายคนที่วิ่งเข้ามาดูรีบตะโกนเสียงหลง ทำเอาผมใจหายวาบ...



จากการตรวจสนามรบ สหายฝ่ายตรงข้ามคนนั้น โดนจุกหลอดเครื่องมือที่ผมสวมไว้ที่ปากลำกล้องปืนกระแทกเข้าใส่ที่ท้ายทอยอย่างจัง ผลคือ มึนหัวเหมือนโดนยิงด้วยหนังสติ๊กและเกิดเป็นแผลตื้น ๆ ที่ท้ายทอยมีเลือดไหลซึมออกมา ด้วยความที่ผมสวมจุกอันนั้นแบบไม่ได้ล็อกเข้ากับปากกระบอกปืนให้ดีเพราะมีเวลาจำกัด ตอนยิงปืนแรงอัดจากกระสุนซ้อมจึงส่งให้เจ้าจุกที่สวมไว้นั้น กลายสภาพเป็นหัวกระสุนขนาดเขื่องพุ่งเข้าสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ทั้งที่ไม่ได้เล็งแต่อย่างใด

การยิงปืนเซกาเซนัดแรกของผม จึงเกือบจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมสังเวยด้วยชีวิตของสหายร่วมรุ่นไปอย่างน่าเสียวไส้ แม้สหายคนนั้นจะไม่บาดเจ็บอะไรมากนัก เพียงแค่มึนหัวไปพักใหญ่และมีแผลตื้น ๆ เล็ก ๆที่ท้ายทอยไม่ร้ายแรงอะไรนัก แต่พอนึกถึงทีไรก็อดหวาดเสียวไม่หาย นี่ถ้าพลาดไปอีกนิด ยิงเข้าบริเวณใบหน้าหรือลูกตา สหายคนนั้นจะเป็นอย่างไรแค่คิดก็เสียววาบแล้ว

ตอนอยู่ป่าทางใต้ เล่นละครตอนยิงปืน ก็ยิงโดนสหายคนดูเกือบแย่มาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้นพอขึ้นเหนือมาก็มา ยิงปืนนัดแรกก็ล่อท้ายทอยสหายเพื่อนร่วมโรงเรียนเสียอีก ชาตินี้ทหาร ทปท.อย่างผม คงไม่มีใครอยากให้ออกรบด้วยเป็นแน่ เพราะถนัดแต่ยิงถูกพวกเดียวกันเสียมาก

พอเรียนการเมืองการทหารจบ จัดตั้งก็ให้พวกเราแยกย้ายไปอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาประสบการณ์ก่อนจะไปทำงานตามหน่วยงานต้นสังกัดจริง ๆ ลักษณะคล้ายกับการฝึกงาน ผมได้รับบัญชาให้ไปอยู่ที่กองร้อยทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน

ชีวิตในกองทหารก็ไม่ต่างจากสมัยอยู่ที่โรงเรียนเท่าใดนัก ทุกคนต้องทำมาหากิน ทำไร่เป้ข้าวหาฟืน ส่วนหน้าที่สู้รบจริง ๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นของทหารท้องถิ่น เขตนั้นเป็นเขตของชนชาติลัวะ ชนชาติลัวะนี้ เป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ชื่อที่พวกเราคุ้นเคยคือ “ละว้า” เป็นชนชาติที่เคยมีอิทธิพลอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิที่เป็นประเทศไทยและลาวในอดีต มาภายหลังชนชาตินี้เสื่อมถอยลง เพราะถูกชนชาติอื่นรุกราน ท้ายที่สุดต้องหนีขึ้นไปอยู่บนภูสูง แต่ก็ยังไม่วายโดนชนเผ่าอื่น ๆ บนภูสูงข่มเหงรุกราน



มีคำกล่าวที่สหายเก่า ๆ มักเล่าสู่กันฟังแบบติดตลกว่า บรรดาชนชาติต่าง ๆ นั้น จัดลำดับได้จากคำพูดดังต่อไปนี้ “ลัวะกลัวม้ง ม้งกลัวเย้า เย้ากลัวฮั่น(คือคนจีน) ฮั่นกลัวอเมริกา อเมริกากลัวคอมมิวนิสต์” นับว่าเป็นคำกล่าวที่เป็นจริงและเห็นภาพได้ชัดเจนดีทีเดียว ชนชาติลัวะเป็นชนชาติที่ถูกกดขี่มากที่สุด ก่อนการปฏิวัติ พวกเจ้านายจากในเมืองจะขึ้นมาเก็บภาษีบนภูบนดอย ระหว่างเดินทางมา ก็กะเกณฑ์แรงงานให้คนลัวะไปเป็นลูกหาบแบกหามข้าวของให้แบบไม่มีค่าจ้างค่าแรง มาถึงก็เบ่งเอาหมูเห็ดเป็ดไก่ของชาวบ้านไปกิน ลูกสาวหรือเมียใครสวยก็บังคับเอาไปเป็นนางบำเรอ ทุกครั้งที่เจ้านายจากในเมืองขึ้นไปเก็บภาษี พวกผู้หญิงสาว ๆ ชาวลัวะจึงต้องหนีออกจากหมู่บ้านไปอาศัยอยู่ในป่าเสียหมด เจ้านายพวกนี้มาถึงก็เรียกเก็บภาษีเอาตามใจชอบ มีข้าวเก็บภาษีข้าว มีไก่เก็บภาษีไก่ มีเรื่องไม่น่าเชื่อแต่เป็นเรื่องจริงว่า เจ้านายเหล่านี้ เรียกเก็บแม้แต่ภาษีน้ำนม คือ หากพบหญิงชาวลัวะคนใดมีลูกอ่อน กำลังให้นมลูกอยู่ ยังถูกเรียกเก็บภาษีน้ำนมจากพวกเขาด้วย

ด้วยการที่ถูกกดขี่เหยียดหยามจนแทบไม่ใช่คนที่ชาวลัวะถูกกระทำมาในอดีต ทำให้เมื่อมีการปฏิวัติเขาจึงเป็นชนชาติที่เข้าร่วมการปฏิวัติอย่างสุดจิตสุดใจ ทหารทปท. ชาวลัวะได้รับยกย่องว่าเป็นทหารทปท. ที่มีความอดทนและรุกรบได้อย่างกล้าหาญที่สุด กองร้อยที่ผมไปอยู่เป็นกองร้อยทหารลัวะ จะมีทหารชนชาติอื่น และทหารนักศึกษาเพียงไม่กี่คน ทหารชาวลัวะจะนิสัยซื่อ ๆ พูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา



ในเย็นวันหนึ่ง มีเสียงเครื่องบินตรวจการณ์แบบ ที 28 อันเป็นเครื่องบินตรวจการลำเล็ก ๆ เครื่องยนต์เดียวของทางการไทย มาบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าบริเวณใกล้ที่ตั้งกองร้อย เครื่องบินลำนี้ ติดลำโพงขยายเสียงไว้ที่ใต้ปีกทั้งสองข้าง เปิดเพลงลำซอแบบทางเหนือ สลับกับเสียงโฆษณาดังมาจนถึงกองร้อยของเรา จับความได้คร่าว ๆ ว่า

“สหาย กลับบ้านกลับช่องเถอะ อย่าอยู่ป่าให้ลำบากเลย....” เครื่องบินโฆษณาชักชวนเกลี้ยกล่อมให้สหายในป่ายอมจำนน โฆษณาซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นขณะที่บินต่ำลงมาเรื่อย ๆ สหายผู้กองแห่งกองร้อยนั้น จึงรีบเป่านกหวีดฉุกเฉิน เรียกระดมพลทหารทั้งกองร้อยเพื่อแบ่งกำลังออกเป็นหลายสายเพื่อยิงเครื่องบิน

พวกเราสหายทปท. จบใหม่ ก็เลยพลอยตื่นเต้นไปกับบรรดาสหายเก่าด้วย คราวนี้แหละ จะได้ยิงปืนจริง ๆเสียที หมายถึงปืนที่ใช้กระสุนจริง และยิงศัตรูจริง ๆ ไม่ใช่ศัตรูสมมุติแบบตอนซ้อมรบ แม้ว่าศัตรูของเราจะบินอยู่ในอากาศก็เถอะ

พอแบ่งกำลังได้ 3-4 สายแล้ว พวกเราต้องแบกปืนเซกาเซและสะพายซองกระสุนเต็มอัตราศึกวิ่งขึ้นยอดภูสูงตามสหายทหารชาวลัวะหมู่หนึ่งขึ้นไป ไอ้ตอนวิ่งตามนี่แหละคือปัญหาใหญ่ เพราะเป็นภาวะฉุกเฉินจริง ๆ ไม่มีใครรอใคร แล้วสหายชาวลัวะเดินป่ามาตั้งแต่เด็ก วิ่งขึ้นวิ่งลงภูสูงจนเคยชินเหมือนวิ่งขึ้นบันไดบ้าน ผิดกับพวกเราเหล่าทหารใหม่ แม้จะเร่งฝีเท้าจนเต็มสปีดก็แทบตามไม่ทัน กว่าจะถึงยอดภูก็เหนื่อยจนลิ้นห้อย

พอถึงยอดภู พักยังไม่ทันหายเหนื่อย เครื่องบินลำนั้นบินวนต่ำลงมาเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ระยะยิงของปืนเล็กยาวประจำตัวอย่างเซกาเซ ที่มีระยะยิงไกลสุดที่ 1000 เมตร ในหมู่สหายนักศึกษา 3-4 คนที่วิ่งขึ้นไปพร้อมกันนั้น สหายลิขิตเพื่อนร่วมรุ่นเป็นหนึ่งในนี้ด้วย

ตอนที่เข้าป่ามา สหายลิขิตเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท นับเป็นรุ่นพี่ของพวกเราอาจเป็นเพราะความคงแก่เรียนของสหายคนนี้ ทำให้เขาสวมแว่นตาเสียหนาเตอะ และร่างกายไม่สู้แข็งแรง ผอมแห้งแรงน้อย และมักเจ็บไข้ไม่สบายบ่อย ๆ แต่ในวันนั้น เขาก็ยังวิ่งตามพวกเราขึ้นไปถึงยอดภูพร้อมจะยิงเครื่องบิน ท่าทางเขาเร่าร้อนต่อการปฏิบัติภารกิจทางการทหารครั้งแรกนี้ไม่น้อย

สมัยเรียนการเมืองการทหาร ครูฝึกได้สอนเรื่องการยิงเครื่องบินให้ค่อนข้างละเอียด เพราะเป็นภารกิจที่ทหารป่ามักจะได้ใช้บ่อย ๆ เพราะศัตรูที่คุกคามฐานที่มั่นส่วนใหญ่ จะมาจากทางอากาศ เพราะไม่ค่อยกล้าบุกเข้ามาทางภาคพื้นดิน เนื่องจากเสียเปรียบด้ายชัยภูมิ การยิงเครื่องบินแต่ละแบบ จะมีกฎเกณฑ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและความเร็วของเครื่องบิน และยังแปรผันไปตามความสูงของเครื่องบินแต่ละลำด้วย เช่น ถ้าบินสูงในระยะ 1000 เมตร ต้องเล็งดักหน้าเครื่องบินประมาณ 2 ช่วงตัว แต่ถ้าต่ำลงมาประมาณ 800 เมตร อาจต้องเล็กดักหน้าเครื่องบิน 1.5 ช่วงตัว



ปืนเซกาเซที่เราถืออยู่ ระยะยิงหวังผลจริง ๆ อยู่ที่ประมาณ 300 เมตร ศูนย์ปืนปกติจึงตั้งไว้ที่ตำแหน่งนี้ แต่ระยะยิงไกลสุดของมันอยู่ที่ 1000 เมตร โดยที่ศูนย์หลังสำหรับเล็ง มีที่ตั้งระยะตามความไกลของเป้าหมายตั้งแต่ 100 – 1000 เมตร หากตั้งผิด หรือคลาดเคลื่อน การยิงก็คลาดเคลื่อไปด้วย
เครื่องบินลำนั้นบินวนต่ำลงมาเรื่อย ๆ จนเรามองเห็นตัวหนังสือที่เขียนอยู่ที่ใต้ปีกของเครื่องบินได้ราง ๆ อันเป็นจุดที่ใช้สังเกตความสูงของเครื่องบิน ขณะนั้นเครื่องบินอยู่ประมาณ 800-900 เมตรอันเป็นระยะยิงของปืนเล็กแล้ว

“ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” เสียงปืนกลเบาที่ตั้งอยู่บนยอดภูอีกลูกหนึ่งดังขึ้นเป็นอาณัติสัญญาณ พวกเราทุกคนที่รอทีอยู่แล้วก็บรรจงเล็งและยิงเครื่องบินลำนั้นอย่างหูดับตับไหม้ เสียงปืนนานาชนิดดังก้องสะท้อนสะเทือนไปทั่วยอดภูหลายลูกบริเวณนั้น

การยิงเครื่องบินที่กำลังบินด้วยปืนเล็กยาวประจำตัว ไม่ต่างอะไรกับการเอาปืนฉีดน้ำไปไล่ยิงนกที่บินอยู่บนอากาศ โอกาสที่จะยิงถูกแทบไม่มี ยกเว้นเสียแต่เกิดฟลุคอย่างสุดขีด เครื่องบินลำนั้นบินมาชนกระสุนของเราเข้าพอดี แต่ที่พวกเราต้องยิง ก็เพื่อสร้างม่านกระสุนขึ้น ขู่ไม่ให้เครื่องบินลำนั้นบินต่ำลงมาจนสามารถตรวจการณ์ที่ตั้งกองร้อยของพวกเราได้อย่างชัดเจน
แต่สหายทปท.หน้าใหม่อย่างพวกเรา ก็บรรจงเล็งและยิงเครื่องบินอย่างหวังผล เรียกว่าเล็งและยิงแบบตัวบรรจงเต็มบรรทัดเชียวละ โดยเฉพาะสหายลิขิต ที่เล็งและยิงอย่างปราณีตเป็นพิเศษ เห็นได้จาก จำนวนกระสุนที่เขายิง พวกเรายิงจนหมดกระสุนไปคนละ 30-40 นัดแล้ว เขายังยิงได้ไม่ถึง 10 นัดเสียด้วยซ้ำ



ยิงกันอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง เครื่องบินลำนั้นไม่กล้าบินต่ำลงมาอีก กลับเพิ่มเพดานบินจนสูงลิบ แล้วที่สุดก็บินกลับไปโดยสวัสดิภาพ สหายผู้บังคับบัญชาจึงเป่านกหวีดให้หยุดยิง และเรียกให้พวกเรากลับที่ตั้ง

“ไอ้เครื่องบินขี้ร้ายเอ๊ย แน่จริงบินต่ำลงมากว่านี้สักหน่อยเถอะ พ่อจะยิงให้ร่วงเชียวละมึง” สหายลิขิตบ่นด้วยความหัวเสียระคนอารมณ์ค้างกับการยิงเครื่องบินขณะพวกเราเตรียมตัวเดินกลับสำนัก

“สหายลิขิต เล่นยิงแบบหวังผลเลยหรือ” พวกเราสัพยอก เพราะในการยิงเครื่องบินที่เพิ่งผ่านไป ค่อนข้างเชื่อได้ว่า ไม่น่าจะมีกระสุนนัดใดในจำนวนหลายพันนัดที่พวกเรายิงขึ้นไป ระคายเคืองส่วนหนึ่งส่วนใดของเครื่องบินแม้แต่น้อย

“ผมน่ะเล็งแบบเนียนสุด ๆ เลยนะ ตอนมันบินวนต่ำ ๆ รอบนั้น ผมเล็งหัวนักบินเชียวละ” สหายลิขิตพูดอย่างมันในอารมณ์ ดูเหมือนสหายลิขิตจะเป็นสหายคนเดียวของทั้งกองร้อย ที่สามารถมองเห็นหัวนักบินได้จากระดับสูงความสูงถึง 800-900 เมตร เพราะอย่าว่าแต่หัวนักบินเลย แม้แต่ตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆ และเครื่องหมายใต้ปีกเครื่องบิน ก็ยังมองแทบไม่เห็นด้วยซ้ำ พวกเราสหายนักศึกษาพอจะเข้าใจสหายลิขิตได้ แต่ไม่มีใครทักท้วงอะไร

“อ้อ สหายนี่เองที่ยืนยิงอยู่ข้าง ๆ ผม” สหายนักรบชาวลัวะคนหนึ่งเพิ่งสังเกตเห็นสหายลิขิตและทักขึ้น

“ใช่ ก็ผมยืนยิงคู่กับสหายเมื่อสักครู่นี้เองแหละ” สหายลิขิตรับคำ

“ผมสงสัยนะ สหายไปยิงยอดไม้ทำไม ใบไม้ร่วงลงมาใส่หัวผมเต็มไปหมดเลย” สหายชาวลัวะถามซื่อ ๆ




“เปล่า ผมไม่ได้ยิงยอดไม้ ผมเล็งหัวนักบินเลยละ ถ้ามันบินต่ำกว่านี้สักนิด เสร็จผมแน่” สหายลิขิตแย้งอย่างขึงขัง

“จริง ๆ นะ สหายยิงยอดไม้จนใบไม้ร่วงเกลื่อนไปหมด” สหายชาวลัวะคนเดิมยืนยัน

“ดูสิ ศูนย์ปืนของสหายยังไม่ได้ปรับเลย ยังตั้งไว้ที่ 300 เมตรอยู่เลย” สหายชาวลัวะคนนั้นชี้ไปที่ศูนย์ปืนของสหายลิขิต พอทุกคนมองตาม จึงพบว่า ศูนย์ปืนเซกาเซคู่กายสหายลิขิตยังอยู่ที่ตำแหน่ง 300 เมตรโดยไม่มีการปรับตั้งแม้แต่น้อย เข้าใจว่าสหายลิขิตคงตื่นเต้นกับการได้ยิงเครื่องบินครั้งแรก จนลืมตั้งศูนย์ปืนเสียก่อน

การยิงปืนโดยไม่ได้ตั้งศูนย์ระยะให้ถูกต้องเช่นนี้ อย่าว่าแต่เล็งยิงหัวนักบินบนเครื่องบิน ที 28 ลำเล็กนิดเดียวให้ถูกเลย ต่อให้ยิงเครื่องบินบี 52 ลำใหญ่ยักษ์ในระยะความสูงเท่ากัน ก็ไม่มีทางยิงถูกแม้แต่น้อย
พอรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว สหายลิขิตก็ปิดปากเงียบก้มหน้างุด และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่พวกเราคุยกันถึงช่วงออกไปหาประสบการณ์ในกองร้อย และเผอิญพูดถึงการยิงเครื่องบินครั้งนั้นเข้า สหายลิขิตมักจะขอตัวเดินออกจากวงสนทนาไปอย่างเงียบ ๆ และเงื่องหงอย.






***********************************






หมายเหตุ : งานประพันธ์ในบล็อกนี้ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้เขียน ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

การคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เพื่อเผยแพร่โดยทางหนึ่งทางใด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด










"ลุงแว่น"


skit@ji-net.com





Create Date : 02 สิงหาคม 2552
Last Update : 3 สิงหาคม 2552 6:25:16 น. 47 comments
Counter : Pageviews.

 
อ่านตอนนี้ของลุงแว่นแล้วคิดถึงตอนไปฝึกนักศึกษาวิชา

ทหารที่เขาชนไก่

เห็นด้วยทุกประการครับ

ภาพของทหารป่าใน พ.ศ.นั้น

เราชาวมืองดูว่าน่ากลัว หมายถึงมีการบังคับให้อยู่

หรือใครหนีออกมาอาจได้รับอันตราย

ไม่น่าเชื่อว่าภาพที่คนเมืองคิดกันนั้น ผิดหมด

ได้รู้ความจริงอีกว่าชาวเขาได้รับการข่มเหง จากคนพื้นราบ

แม้จะอยู่สุดภูสุดดอยแล้วก็ตาม






โดย: Insignia_Museum วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:18:46:36 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณลุงแว่น

ชอบการเรียน การสอน นะคะ พื้นราบสอนกันแบบนกแก้วนกขุนทอง...ไม่พัฒนา มีแต่ถอยหลัง

พึ่งรู้ว่าคุณลุงแว่นถนัดยิงพวกเดียวกัน

ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัดนะคะ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็พร้อมสู้ได้ยิบตาทีเดียว


โดย: อิ่ม_Aim วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:20:01:28 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงแว่น

ได้อ่านเรื่องราวบอกเล่าของชีวิตในป่าแล้ว...บ้างสนุก
บ้างก็น่ากลัว.. บ้างก็ฮากระจาย..
เล็งปืนไปที่ .. แต่โดนอีกที่...

สหายลิขิตเธอคงเขิล เนาะ...


ให้ลุงแว่นมีความสุขมากๆค่ะ


โดย: ดาวจ๋า คนซนๆค่ะ (satineesh ) วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:20:29:39 น.  

 
๕๕๕ ขำลุงแว่นค่ะ ทางที่ดีอย่าจับปืนอีกเลยนะคะ เสียว



โดย: yaynongya วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:20:37:08 น.  

 
ดุเดือด


โดย: พลังชีวิต วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:21:02:48 น.  

 
อ่านแล้วได้ข้อสรุปว่า
เวลามีซ้อมรบ ขออยู่ห่างๆลุงแว่นกับสหายลิขิต ก็แล้วกันนะคะ


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:21:27:25 น.  

 
คุณลุงแว่นความจำดีมากเลยนะครับ
เขียนได้ละเอียดแบบเห็นภาพเลยครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:21:31:10 น.  

 
คิดถึงตอนเรียน รด. เลยครับ อ่านแล้วก็สนุก แต่ให้ไปฝึกแบบนั้น ก็ไม่ไหวอ่ะครับ


โดย: endless man วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:21:31:29 น.  

 

เหนื่อยเล้กๆเพิ่งกลับจากพัทลุง+สงขลา
แล้วพรุ่งนี้ต้องไปพิดโลก แต่เช้ามืด
เลยแวะมา..ทักทายลุงแว่น..แบบเร็วๆ
แล้วยังไง I'll be back..ค่ะ


MySpace Graphics


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:22:20:58 น.  

 
สวัสดีครับลุงแว่น ไม่เคยคิดครับว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจะมีวิธีการฝึกทหารโดยใช้หลัก ความตื่นตัว ความสมัครใจและจิตสำนึกทางการเมือง ผมก็คิดว่าคงจะฝึกหนักเคี่ยวเข็ญยิ่งกว่าทหารรัฐบาล เหมือนตอนผมเด็กถูกปลูกฝังความคิดให้เห็นพวกคอมมิวนิสต์เป็นพวกที่น่ากลัว จนเราแทบจะคบประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ จนถึงทุกวันนี้นะครับ

การฝึกแบบนี้น่าจะดีกว่าฝึกแบบซ้ายหัน ขวาหัน ลงโทษแบบไร้สาระ นึกถึงตอนเรียน รด. เหมือนกันครับ มีครูฝึกคนนึงมันบ้าจริงๆ ครับ ทำโทษแปลกๆ ให้ไปเอา กกน. ทหารเกณฑ์ที่ตากมาใส่ทับชุดรด. แล้ววิ่ง เอาผ้าขาวม้ามาผูกคอ ให้เหมือนซุปเปอร์แมน ถ้าใครใส่รองเท้าแบบจังเกิล มันบอกผิดกฎให้ไปเอาขี้โคลนมาถูให้ดำให้หมด หนวดยาว เล็บยาว ผมยาว มันทำโทษหมด


โดย: dj booboo วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:0:23:30 น.  

 


สวัสดีครับ ผมแวะมาช่วยรบด้วยคนครับ แต่มีเรื่องอย่างหนึ่งอยากจะขอ ว่าคือบังเอิญเห็นรูปพระเจ้าถือปืน คือผมเป็นคริสต์น่ะครับ ผมรบกวนให้หาภาพใหม่เถอะครับ และขอบพระคุณไว้ล่วงหน้านะครับ


โดย: veerar วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:0:35:20 น.  

 
ขอบคุณลุงแว่นค่ะ

ความเห็นของลุงแว่นก็ใช่ค่ะ
เดี๊ยนไม่มีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝง
แค่เอาอะไรสนุกๆมาเล่าสู่กันฟัง
คนอ่านบางทีก็ต้องใช้วิจารณญานกันเอาเองบ้าง
ทุกครั้งที่ได้รับ FW เดี๊ยนจะดูก่อน ก่อนที่จะ FW ต่อค่ะ

เข้าใจเจตนาของลุงแว่นดีค่ะ

ยังไม่ได้อ่านเดี๋ยวค่อยกลับมาอ่าน

ไม่พลาดแน่นอนค่ะ



โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:5:38:24 น.  

 
คุณ veerar ครับ

ผมเปลี่ยนรูปให้แล้วครับ ต้องขออภัยด้วย ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ครับ

พยายามหารูปคนยิงขึ้นไปบนท้องฟ้า เผอิญเจอรูปนั้นเข้าไม่ทันได้คิดอะไร ขออภัยอีกครั้งครับ..


โดย: ลุงแว่น วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:6:26:59 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับคุณลุงแว่น















โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:8:10:44 น.  

 
ของลุงแว่นนี่ต้องกลัวลูกจริงค่ะ ไม่ต้องกลัวลูกหลง แม่นซะอย่างนี้


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:11:02:44 น.  

 
ตามมาอ่านค่ะ
Have a nice day naka


โดย: กิ่งไม้ไทย วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:11:59:30 น.  

 
สวัสดีครับ..
ผมเองก็เคยเอาปืนเอชเคเล็งหัวเพื่อน

โดยเข้าใจว่ามันไม่มีกระสุนครับ..
ลั่นไกไปสองนัด

นัดที่สามเริ่มเอะใจ ลองกระชากดู

กระสุนหล่นป้อกลงกับพื้น

โอ้โห..ผมรีบขอดูพระที่เพื่อนมันห้อยอยู่ทันทีเลยครับ..

555..

ก็รอดไปหวุดหวิดครับ..


ลุงเขียนได้สนุกสนานดีครับ..




โดย: ต๊าย ตาย!!!...นี่มัน.. (อสัญแดหวา ) วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:14:23:04 น.  

 
ตามมารับชมค่ะ ลุงแว่น


โดย: หนุ่มน้อยแห่งลุ่มแม่น้ำบางปะกง วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:14:57:24 น.  

 


ตามมาอ่านค่ะ ลุงแว่น



โดย: พธู วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:15:42:24 น.  

 
:))


โดย: sierra whiskey charlie วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:17:35:55 น.  

 
เหมือนเดิมค่ะลุงแว่น

ต้องมากวาดตารอบแรกก่อนสำหรับเรื่องของลุงแว่น

แล้วจะมาอ่านละเอียดอีกรอบพรุ่งนี้



วันนี้ปวดหัวเล็กน้อย

แต่อดอัพบล็อกไม่ได้ อัพเสร็จก็มึนๆอยู่

ลุงแว่นแวะไปเที่ยวน้ำตกนะคะ

พรุ่งนี้อัยย์จะมาเมนต์อีกทีค่ะ...



โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:18:32:55 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงแว่นตามมาอ่านเรื่องทหารใหม่ท่าทางคงจะฝึกกันหนักน่าดู


โดย: kobnon วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:18:55:21 น.  

 
หวัดดีครับ แวะมาเยี่ยมจ่ะ..

หายไปนาน น้าแว่นสบายดีนะครับ เอิกๆ..

ช่วงนี้งานน้อยเงินน้อย ต้องขยันครับ เห่ะๆ..



โดย: นายปลาดาว.. (yjam ) วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:20:26:35 น.  

 
หวัดดียามค่ำ

เคยได้ยินทหารในเมืองเขาสั่งการปฏิบัติหน้าที่ ฟังยังไงก็ไม่รู้ว่าเขาพูดว่าอะไร ต้องทำอย่างนั้นมันจึงจะดูแข็งแรงหรืออะไรไม่ทราบ ยังไงก็ไม่ทราบอยู่ดี ที่ทราบกรมกองมีอยู่ไม่ค่อยจะอยู่ชอบไปช่วยงานคนอื่นเขาทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่.....แปลกดีเนอะ

อ่านแล้วนำไปปฏิบัติจริงได้เลย ละเอียดจริงๆ

ขอให้จขบ.มีสุขภาพที่แข็งแรง


โดย: กาแฟสดกะพรรณไม้งาม วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:21:28:15 น.  

 
เล่าได้หนุกหนานเหมือนเคยนะคับ...

รู้สึกลุงแว่นไม่ค่อยถูกโรคกับปืน (เหมือนกะผม) 5555

แล้วเคยได้ออกรบกะเขาจริงๆ มั่งมั้ยครับ

หวังว่ายอดไม้แถวนั้นคงไม่เตียนไปหมด...


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:21:28:19 น.  

 



มาติดตามอ่านต่อค่ะ ชีวิตในป่าช่วงนั้น เป็นอะไรที่น่าจดจำ
มากมาย ทั้งสนุก แต่ก็ ต้องระวังภัยรอบตัวมากมาย

มีอารมณ์ขันให้ได้ฮาอยู่ทุกตอนเลยค่ะ เพิ่งทราบความจริง
น่ะค่ะ แท้จริงทหารกองโจร ไม่ได้เป็นอย่างภาพ ที่เราเคยเข้าใจเน๊าะ แต่กลับตรงกันข้ามอย่างที่เราเคยรู้มา


มีความสุขมากๆค่ะลุงแว่น









โดย: นายกุหลาบ วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:21:34:51 น.  

 
ได้ยินจากรื่องจริงมาว่า คนเบตงกรีดยาง ทำแผ่นเสร็จเอายางตากไว้รับรองไม่หาย บางคนตากไว้ข้างถนนก็มี

ตอนนั้นโจรจีนที่เบตงยังไม่ได้เข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทยค่ะ แต่เขาดูแลชาวสวนยางดีมาก โดยการตอบแทนยางแผ่นที่กรีดได้จำนวนหนึ่งวัน ต่อเดือนค่ะ
ปัจจุบันเมื่อไม่มีโจรจีน ขจกก็เข้ามาแทนที่ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือค่ะ

มีการปิดสวนเพื่อเรียกความคุ้มครอง ให้ไปแล้วอีกกลุ่มก็มาไถอีกไม่จบไม่สิ้น ประชาชีเดือดร้อน เดี๋ยวนี้แถมระเบิดเข้ามาอีกค่ะ

โจรแบบนี้ไม่ใช่โจรอุดมการณ์แต่เป็นพวกโจรห้าร้อยที่เอาศาสนาและอุดมการณ์มาบังหน้าค่ะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:22:00:30 น.  

 
แวะมาอ่านค่ะ


โดย: pim(พิม) วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:0:04:36 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงแว่น สบายดีนะคะ ขอบคุณที่แวะไปที่บล็อคและเรื่องราวดีๆเช่นเคยค่ะ เหล่าจงโชคดีมากเลย หากยิงอีกนัดจะยังไงเนี่ย

แต่หากซ้อมรบคงไม่กล้าเข้าใกล้ลุงแว่นแน่เลย (ล้อเล่นนะคะ)



โดย: ปลา (scorpionfish ) วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:5:38:21 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับคุณลุงแว่น













โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:7:53:44 น.  

 
ตามมาอ่านค่า


โดย: N_Nirvana วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:8:41:06 น.  

 
หวัดดีค่ะ

เรื่องนี้แบ่งได้สองสามเรื่องเลยอะค่ะ...ลุงแว่น ใช้พล็อตเปลืองจริงๆ...

เรื่องยิงเครื่องบินนี่ แยกได้เรื่องนึงเลย

อะ..แต่ช่างเถอะ..คนข้อมูลเยอะ เรื่องแยะ...ไม่รู้จะว่ายังไงแว้ว

.............

เคยไปดูอดีตค่ายที่ภูหินร่องกล้าเหมือนกันค่ะ

อดทึ่งไม่ได้...พวกเค้าก็อยู่กันแบบมีอาณาจักร มีการจัดการอะไรที่ดีทีเดียว

เป็นคอมฯ ได้อยู่กับธรรมชาติสวยๆงามๆ

แต่ความรู้สึกของพวกเขา คิดว่ามันเครียดเกินกว่าจะมองเห็นความงามใดๆ

อีกอย่างอยู่ทุกวันจนชาชิน ไม่มีสายตามองอะไรให้สวยได้

ลุงแว่น...เคยยิงใครตายอ๊ะป่าวคะ...แน่ะ...ถามแรงเลย

ไม่ต้องตอบก็ได้...


แต่ว่าคำนี้สหายลืมอีกแล้วนะคะ

"พาลทำให้ดูถูกเหยียดหยามประชาชนไปในที่สุด"

พาน ไม่ใช่ พาล...

อัยย์เองบอกแต่เขา ตัวเองก็ชินกะคำว่าพาล

ผิดบ่อยเหมือนกันค่ะ



โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:14:08:44 น.  

 
เอาการ์ตูน 2หมิงกะอินชอนมาส่งถึงบ้าน
ให้รีวิว มีมากมายหลายตอน เข้าครั้งแรกรอนานนิหน่อย
หน้าต่อไปเร็วขึ้น อิๆๆๆ
คลิกที่รูปได้เยย



โจจัง



โดย: พลังชีวิต วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:20:59:03 น.  

 
ถ้าเป็นเพื่อนร่วมรุ่น สงสัยต้องไปยืนห่างๆ เล่นยิงพวกเดียวกันเองแบบนี้ เสียววววว....


โดย: pinkyrose วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:22:00:07 น.  

 
๐ ยามเพลาค่ำแล้ว.........ราตรี
จึงฝากคำถ้อยวจี............หนึ่งนั้น
มอบด้วยจิตฤดี...............หลับสู่ นิทราเฮย
ขอส่งสุขสวัสดิ์ครั้น.........รุ่งแจ้งรับอรุณ ฯ

ฝันดีค่ะ ลุงแว่น


โดย: พ่อระนาด วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:23:11:21 น.  

 
ลุงแว่น...ยังเก็บปืนอยู่ป่าวคะ

หรือว่า มอบให้ทางการหมดแล้ว...โฮะๆ มาถามอะไรอีกก็ม่ายรู้เนอะ

วันนี้มาชวนไปเที่ยวน้ำตกค่ะ


รอเมนต์หวาดเสียวๆอยู่ค่า...


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:12:36:57 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงแว่น

มาช้าอีกแล้วนะคะ..มาออกตัวว่าไม่ได้หลงผิดอะไรจนต้องกลับตัว กลับใจค่ะ
แค่สุขภาพกายไม่ค่อยอำนวยเท่าใด..ช่วงที่หายไปเพียงแต่เข้าสู่โหมดดูแลตัวเองบ้างเท่านั้นค่ะ

เห็นหลายๆ ตอนที่ลุงอัพไป..ขอบคุณที่ยังแวะไปส่งข่าวเรื่อยๆ นะคะ
รู้สึกว่าตัวเองจะพลาดตอนสำคัญๆ เด็ดๆ ไปเยอะเหมือนกัน
คงไม่เป็นไรกระมังคะ..เอาไว้รอลุงแว่นรวมเล่มเมื่อไหร่ค่อยอ่านกันรวดเดียวเลย

พูดถึงปืนผาหน้าไม้ แม้จะคุ้นเคยดี แต่เวลาจับต้องทีไรก็ต้องคอยระมัดระวังเป็นอย่างดีเสมอ
ของพวกนี้เป็นของร้อนควรระวังนะคะ..

ตอนอยู่นนท์สมัยโน้นนน.. หลังหย่า ต้องนอนกับลูกสองคนในบ้าน กลับจากที่ทำงานก็ดึก
เปิดประตูบ้าน เก็บรถ ตอนที่คนอื่นเขาปิดบ้าน เตรียมจะนอนกันแล้ว
หมู่บ้านที่อยู่ก็ขึ้นชื่อเรื่องโจรขโมย เลยได้ปืนพก .38 แบบลูกโม่ของน้องชายมาไว้เป็นเพื่อนอุ่นใจ
ก็ต้องคอยบอกลูกค่ะว่า อย่าเล่น อย่าสงสัย อย่าจับ โอยย สารพัดอย่านะ อย่านะ
พอนอนก็เอามาไว้หัวเตียง พอได้ยินเสียงกุกกักๆ ก็ถือปืนนั่นแหล่ะค่อยๆ ย่องลงบันไดไปดู

อุ่นใจได้จริงๆ แหะ แต่ไม่รู้ว่าพอเจอโจรจริงๆ จะเป็นอาวุธป้องกันตัว หรือจะกลายเป็นอาวุธให้โจรกันแน่ก็ไม่รู้นะคะ

ที่สำคัญตอนหลังเอาไปคืนน้อง น้องบอกว่าปืนกระบอกนี้มีประวัติมาเยอะ ยังดีที่ไม่มีใครมาทวงคืนตอนดึกๆ บรื๊อออ

--------------------------------------------

คงแวะมาบ้าง ไม่มาบ้างแล้วแต่สุขภาพจะอำนวยนะคะ
มีไมเกรนร่วมด้วย ช่วงนี้เลยขอห่างๆ คอมพ์หน่อย
แต่ยังไงก็คิดถึงลุงแว่นเสมอค่ะ

กุ้ง...


โดย: กุ้ง IP: 79.47.40.59 วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:13:17:19 น.  

 
สวัสดียามค่ำนะคะ ลุงแว่น

ทหารใหม่ใจเกินร้อย กว่าจะผ่านวันนั้นมาได้
คงมีทั้งสุข เศร้า เคล้าน้ำตาทีเดียวนะคะ
แต่เรื่องปืนผาหน้าไม้นี้ อาจิมก็ไม่ค่อยถนัด
เลยได้มาอ่าน เอาเรื่องน่ารู้จากการฝึกและปฏิบัติกลับไปด้วย

ลุงแว่นสบายดีนะคะ


โดย: A'Jim วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:22:01:28 น.  

 


มีแมงกาไซค์มาแจก
อยากได้คันไหน….เชิญไปเลือกค่ะ



แวะมาเยี่ยมช่วงค่ำเช่นเคย เพราะพอจะมีเวลาบ้างก็ช่วงนี้ละค่ะ
ฝึกหนักนะคะลุงแว่น
ความผิดพลาดจากการยิงสองครั้งทำให้ลุงแว่นขาดความมั่นใจในการจับปืนมั๊ย


คมคำ : การช่วยเหลือผู้อื่น แท้จริงคือการช่วยเหลือตนเอง





โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:22:48:24 น.  

 
สวัสดีตอนเช้าค่ะ ลุงแว่น



โดย: หนูปุ๊ (ดอกฝิ่นสีคราม ) วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:8:27:12 น.  

 
ตอนเปิบพิศดารนี่อ่านไปก็สงสารสัตว์ที่โดนเอามาทำอาหาร
และมหัศจรรย์ใจกับการกินเนื้อช้าง
และต้องเสียใจกับการกินเนื้อหมา
แต่ก้เข้าใจถึงสภาวะที่อยู่ในขณะนั้น

สหายหง่านี่ขำดีกับการทำฟันที่ทุลักทุเล
ในความผิดพลาดของการยิงนี่ยังมีโชคที่ไม่มีใครเป็นไรมากเยี่ยมเลยแต่คงทำให้ความเชื่อมั่นลดลงเนาะ
น่าสงสารสหายลิขิตจังเลย เค้าอาจเห็นเลข 3 เป็นเลข 8 ก็ได้นะคะ
จิ๋มมาเก็บสแปร์ 3ตอนรวดค่ะ ค้างไว้หลายวันแล้ว
ที่ไม่เข้ามาเลยเพราะมีเวลาน้อยอ่านต้องไม่จบ
เลยขอมาตอนมีเวลาอ่านให้ขบตอนดีกว่า
ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์ไปเตือนเมื่อมีตอนใหม่
มีความสุขมากๆนะคะ



โดย: busabap วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:11:21:05 น.  

 

เที่ยงแล้ว..ทานข้าวค่ะ



ลองชิมน้ำข้าวกล้องมะลิแดง..ซื้อข้าวกล้องก็ได้ค่ะ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:12:47:40 น.  

 
ผมก็เคยฝึก รด. แต่ทหารกองทัพปลดแอกน่าสนใจกว่า ทหารบ้านเราทุกวันนี้ลาภ ยศ สรรเสริญบังหูบังตากันไปหมด ขณะที่ความรู้ทางการเมืองด้วยแนวทางประชาธิปไตย อันเป็นอุดมการร่วมของสังคมกลับละเลยที่จะศึกษา สุดท้ายก็เข็นอาวุธออกมารัฐประหาร สร้างบาดแผลให้กับสังคมครั้งแล้วครั้งเล่า


โดย: sarntee วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:16:47:57 น.  

 
หุหุ...

เมนต์ลุงแว่น ไม่เคยผิดหวัง

มีเสียวเสมอ...ไอ้เรารึ ก็คอซาดิสม์ซะด้วย

.................

คราวนี้เปลี่ยนจากน้ำตกเป็นเรื่องสั้นเบาๆค่ะ ไม่สะท้อนสังคม ไม่เสียดสีอะไร

แต่ระดับลุงแว่น หาประเด็นเมนต์ได้แน่นอน 555




โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:17:59:37 น.  

 
สวัสดีในวันใหม่ครับคุณลุงแว่น


แวะมาส่งข่าวว่าได้อัพบล็อกใหม่แล้วครับ


รำลึกถึงการขึ้นเครื่องบินโดยสารภายในประเทศยุคก่อน...


ถ้าว่างขอเชิญนะครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 7 สิงหาคม 2552 เวลา:0:18:17 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับคุณลุงแว่น



















โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 สิงหาคม 2552 เวลา:7:42:10 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะ


โดย: kobnon วันที่: 7 สิงหาคม 2552 เวลา:7:53:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
ลุงแว่น
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลุงแว่น's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.