Group Blog
 
All blogs
 
ว่าด้วยการมุ้ง

เครดิตภาพจากเฟสคุณพ่อบ้านเยอรมัน


จากข่าวเชิญชวนชาวไทยในประเทศไทยปั๊มลูกเพื่อชาติ
ทำให้คนไทยในเยอรมันท่านนี้ จัดทำภาพ
ให้ดูว่า เมื่อรัฐบาลเยอรมัน เค้าเชิญชวนคนเยอรมัน
ให้ช่วยกันปั๊มลูกเพื่อชาติ เค้าเตรียมการอะไรไว้ให้

จริงๆ ฉันเองก็ไม่เคยรู้นะ ว่ามีลูกแล้วจะได้อะไรมั่ง
นอกจากเงิน Kinder geld
เพราะสามีฉันไม่ต้องการมีลูก (ทำหมันก่อนแต่ง)
ฉันจึงไม่ได้สนใจที่จะรู้อะไรเกี่ยวกับสวัสดิการตัวนี้
และตอนนี้ ถึงรู้แล้วว่า มีลูกจะได้สวัสดิการอะไร
ก็ไม่ได้ทำให้ฉัน รู้สึก อยากจะมีลูกขึ้นมาอีก
เพราะ ไม่เคยมีความคิด ผลิตลูกเพื่อผลประโยชน์
อันนี้ มันอยู่ในจิตสำนึกของฉันตั้งแต่เป็นคนไทยอยู่เมืองไทยแล้ว

ตั้งแต่โตมา ได้ยินแต่คนไทยพูดว่า มีลูกไว้ใช้
เห็นใครแต่งงานกัน ต้องบอกว่า ให้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง
เห็นใครยังไม่มี ก็จะบอกว่า "ระวังมีลูกไม่ทันใช้นะ"
ซึ่งเวลาที่ฉันได้ยินทุกครั้ง จะเกิดความรู้สึกว่า
เออ....คนไทยรักและอยากมีลูกก็เพราะเหตุนี้เหรอ

สมัยหนึ่ง รัฐบาลไทยเคยรณรงค์ให้คนไทย คุมกำเหนิด
มีการแต่งเพลงสั้นออกวิทยุทุกวัน
จนเดี๋ยวนี้ ฉันก็ยังจำเนื้อร้องได้ว่า "ลูกมากจะยากจน....
..เลี้ยงดูแต่ละคนเหนื่อยอ่อนใจ...กว่าลูกน้อยจะเติบใหญ่...
หาได้เท่าไหร่ก็ใช้ไม่พอ." ร้องซ้ำๆ อยู่แค่นี้
จนพ่อแม่ฉันเชื่อ ตั้งใจจะมีลูกแค่ 2 คน หญิง 1 ชาย 1
แต่ปรากฏว่า ได้ลูกหญิงก่อน 2 คน เลยต้องมีคนที่ 3
เป็นลูกชาย จากนั้นแม่ก็คุมกำเหนิดทันที
ต่างกับญาติพี่น้อง ทั้งฝั่งพ่อ ฝั่งแม่ มีลูกกัน 5-6 คนทั้งนั้น

พอมาถึงยุคนี้ มีการประกาศให้ประชนชนผลิตลูก
เพราะ กลัวว่าจะไม่มีคน ทำงานขับเคลื่อนประเทศ
เป็นอะไรที่ ตลกดี (สำหรับฉัน)
หันมาดูประเทศเยอรมัน ขนาดรัฐบาลสนับสนุน
ให้คนเยอรมันมีลูกเสียขนาดนี้ ก็ไม่มีผลทำให้คนเยอรมัน
คิดอยากจะมีลูกกันเลย
คงมีแต่ ต่างด้าวทั้งหลายเท่านั้นแหละ
ที่พอเข้ามาอยู่ประเทศเยอรมันได้ ก็ปั๊มลูกกันใหญ่
เพราะหวังจะได้สวัสดิการ
นี่ถ้า รัฐบาลไทยแจกสวัสดิการให้อย่างรัฐบาลเยอรมัน
รัฐบาลไทยคงไม่ต้องออกมาเชิญชวนคนไทยปั๊มลูก

เหตุผลอย่างหนึ่งที่สามีฉันบอกถึงการไม่มีลูก
คือ เขาไม่ต้องการให้ลูกของเขาต้องเกิดมาเป็นทาสรับใช้สังคม
ดูแต่ตัวเขาเองสิ ทำงานเสียภาษีให้รัฐมากมาย
ตลอดเวลา 20 กว่าปีมาแล้ว
รัฐเอาภาษีไปบำรุงประเทศ เลี้ยงดูคนด้อยโอกาสทั้งหลายได้
แต่พอถึงเวลาที่เขาจะขอสวัสดิการให้ลูกภรรยา
ซึ่งอยู่ในฐานะ ผู้ทุพพลภาพ กลับถูกปฏิเสธ

เราสองคนก็กลัวเหงาเหมือนกันเมื่อแก่เฒ่า
แต่เราไม่เคยคิดมีลูกมีหลานเป็นเครื่องแก้เหงา
เรากำลังหา หมาและแมวมาเลี้ยงอยู่ตอนนี้
ซึ่งมีเพื่อนๆ ของสามีก็มีเลี้ยงกันทั้งหมาและแมว
เพื่อนคนหนึ่ง เก็บแมวที่บาดเจ็บ ถูกทิ้ง มาเลี้ยง
พอรู้ว่าเรากำลังหาหมาแมวมาเลี้ยง ก็แนะนำ
ให้เราไปรับหมาแมวจากบ้านดูแลหมา&แมว
สามีฉันบอกว่า ไม่ และว่า
"ทำไมเราต้องไปรับใช้ผลความผิดของผู้อื่น"

ก่อนแต่งงานกับฉัน สามีเคยอุปถัมภ์เด็กคนหนึ่ง
ที่พ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้
เหตุผลคือ เขาช่วยได้เท่าที่ตัวเขาไม่ลำบาก
ตอนนี้สามีหยุดอุปถัมภ์เด็กๆ เหล่านั้นแล้ว
เขาว่า ยิ่งช่วย คนพวกนี้ก็ยิ่งผลิต
เพราะรู้ว่า ถึงแม้ผลิตแล้วไม่มีปัญญาเลี้ยง
ก็มีสังคมที่จะเลี้ยงให้













Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2560 14:10:49 น. 0 comments
Counter : 281 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Free-Lance Journalist
Location :
Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




ชีวิตไม่สวยใส โปรไฟล์ไม่เริ่ดหรู แต่ถ้าคุณอยากรู้ ก็จะบอก
ฉันเป็นคนบ้านนอก เกิดที่จังหวัดสระบุรี(เลี้ยวซ้าย) เกิดกับหมอตำแย ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปัจจุบัน จมอยู่ใต้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
พ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนา ได้รับการศึกษาแค่ชั้นประถม 4 จากโรงเรียนที่มีครูสอนแค่ 2 คน เด็กนักเรียนมี 70-80 คน จบชั้น ป.4 ก็ต้องไปเรียนต่อชั้น ป.5 กับโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ไกลขึ้น ต้องนั่งรถสองแถวที่นานๆ มีสักคัน วิ่งฝ่าถนนลูกรัง กว่าจะถึงโรงเรียน ชุดนักเรียนของฉันก็มอมแมมไปด้วยฝุ่นแดงๆ
แต่ฉันก็ได้เรียนแค่ชั้น ป.5 เพราะ ผู้ใหญ่บอกว่า ลูกผู้หญิงเรียนไปทำไมเดี๋ยวก็ได้ผัว แต่ไม่เดี๋ยวสิ กว่าฉันจะได้ผัว อายุปาเข้าไปเกือบ 30 ซึ่งแต่ออกจากโรงเรียนกว่าจะได้ผัวก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน ระหว่างนี้ก็หาทางเรียนเอง โดยทางลัดที่เรียกว่า การศึกษาผู้ใหญ่ ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย และสุดท้ายสูงสุดแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา สู่เส้นทางการทำงานออฟฟิศตำแหน่ง staff ทั้งฝ่ายบุคคล ธุรการทั่วไป การเงิน การธนาคาร ผู้จัดการร้านค้าปลีก หลังแต่งงาน 2 ปีชีวิตคู่ล้มเหลว ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกคนเดียวซึ่งเป็นโรคทาลัสซีเมียต้องรักษาโดยให้เลือดมาตั้งแต่อายุ 4-5 เดือน จนกระทั่งมีฝรั่งมาขอแต่งงาน ตอนลูกฉันอายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้ทั้งฉันและลูกอาศัยอยู่ประเทศเยอรมัน ถ้ายังอยากรู้ว่าชีวิตในปัจจุบันเป็นยังไง ก็ไปดูได้ที่เฟส อัพเดทตลอด เดี๋ยวจะหาว่าฉัน มโน
"ที่นี่
ขอบคุณ ผู้สนใจติดตาม
Friends' blogs
[Add Free-Lance Journalist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.