การย้อนกลับมาของเรื่องก่อนหน้า ( Dear stranger, 3 )










การย้อนกลับมาของเรื่องก่อนหน้า ( Dear Stranger,3 )

/แบคหมิน/



ร่างเล็กสมส่วนนอนแผ่หราอยู่บนเตียงที่ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าเจ้าตัวมากนัก ฝ่ามือสองข้างถูกับผ้าปูที่นอนไปมาดวงตาเหมือนเพ่งมองอยู่ที่เพดานสีครีมแต่ใจลอยไปที่ห้องอาหารที่บ้านหลังใหญ่ที่ไปเยือนมาเมือ่หลายวันก่อน


เรื่องเดิมๆที่คิดซ้ำๆมาหลายคืน


สัมผัสอุ่นจัดยังเหมือนไม่หายไปจากต้นคอด้วยซ้ำ


มินซอกคว้าหมอนใบเล็กมากอดไว้พลิกตัวนอนตะแคงมองโทรศัพท์ที่วางนิ่งอยู่ที่โต๊ะตัวเล็กติดหัวเตียง


อยากโทรหาใครซักคนอยากระบายความรู้สึกอึดอัดที่เก็บกดมาหลายวันแต่ไม่ใช่แค่ไม่รู้จะโทรหาใครแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นพูดยังไงดี


แล้วจู่ๆกเหมือนมีใครบางคนใจตรงกัน


มินซอกคว้าโทรศัพท์พร้อมๆกับรีบลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง


ทันทีที่รับสายเสียงทักทายก็เจื้อยแจ้ว


“ เที่ยงคืนแล้วยังไม่นอนอีกคิดถึงผมใช่มั๊ย "


บางทีมินซอกคิดว่าไม่ควรดีใจล่วงหน้าไปก่อนเลย


“ คิดถึงผมจนพูดไม่ออกเลยเหรอ เราไม่ได้เจอกันไม่ถึงอาทิตย์เลยนะ"


หรือเขาควรจะตัดสายทิ้งไปเลยตอนนี้


“ มินซอกคร้าบบบบตอบผมซักคำสิ " เสียงสดใสราวกับเวลาเช้าตรูเปลี่ยนโทนเป็นเศร้าหมองออดอ้อนอย่างรวดเร็ว


“ ก็คุณพูดไม่หยุดนี่"


“ ฮะๆๆๆขอโทษคร้าบบบบบบ "


เอาล่ะเขาจะไม่ตัดสายทิ้งเพราะอย่างน้อยตอนนี้ก็เริ่มจะยิ้มออกแล้ว


“ โทรมามีอะไรรึเปล่า"


“ ก็ผมรู้ว่าคุณคิดถึงผมก็เลยโทรมาไง "


“ ถ้าไม่มีอะไรผมจะนอนล่ะนะ" ความรู้สึกอยากตัดสายทิ้งกลับมาอย่างรวดเร็ว


“ คนน่ารักมักใจร้ายนี่เรื่องจริงใช่มั๊ย"


“ถ้าคุณบอกว่าโทรมาทำไม ผมก็คงจะไม่ใจร้าย"


“ อ้าว นี่ยอมรับว่าตัวเองน่ารักด้วย"


นิ้วสั้นป้อมปฎิบัติการปิดเครื่องแล้ววางโทรศัพท์คว่ำหน้ากับโต๊ะ ก่อนจะไถลตัวลงไปนอนคว่ำหน้ากับหมอนแบบเดียวกับโทรศัพท์


...กวนประสาทที่สุด....บ่นเบาๆงุ้งงิ้งเหมือนคนอารมณ์เสีย ยิ่งกลั้นยิ้มไม่ได้ก็ยิ่งหงุดหงิดตัวเองมากขึ้นไปอีก








มินซอกก้มหน้าก้มตาเดินตามปกติ ถึงจะทำงานที่นี่มาครึ่งปีกว่าแล้วแต่เขาก็ยังไม่รู้จักใครมากนัก ยิ่งนิสัยค่อนข้างขี้อายทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่กับคนไม่สนิทที่ยังไงก็แก้ไม่หายยิ่งทำให้เขาค่อนข้างลำบากใจถ้าเกิดังเอิญสบตากับคนที่พอจะคุ้นหน้าหรือรุ่นพี่ในแผนก เดินก้มหน้าก้มตาไปคือสบายใจที่สุด




“ หาอะไรอยู่ครับ" น้ำเสียงสดใสแบบเดียวกับเมื่อคืนเป๊ะ


มินซอกชะงักฝีเท้าหันไปมองตามเสียง คนที่คิดไว้ยืนยิ้มเผล่พิงรถคัใหม่เอี่ยมสีแดงเบอร์กันดี


ยืนเก็กที่รถตัวเองไม่นานก็รีบเดินเข้ามาหาเพราะกลัวเป้าหมายจะเดินหนีถูกทิ้งให้หงอยแบบที่โดนตัดสายทิ้งแบบเมื่อคืน


“ ผมหิวจัง มินซอกไปกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อยนะ"


หนุ่มร่างเล็กขยับข้อมือเหลือบมองนาฬิกาทำทีเป็นครุ่นคิด ทั้งๆที่ในหัวมีเมนูอาหารลอยไปมาเต็มไปหมด


" วันนี้เลิกงานเร็วแถมงานก็ราบรื่นดี หัวหน้าก็ไม่โวยด้วยถือว่าเป็นการฉลองเล็กๆก็ได้ "

แบคฮยอนมาที่บริษัทตั้งแต่ยังไม่ห้าโมงเขาไปสืบมาหมดแล้วว่างานมินซอกเป็นยังไงบ้าง ไล่ถามทุกคนตั้งแต่หัวหน้าฝ่ายยันแม่บ้าน ยิ่งวันนี้ท่านประธานไม่เข้าบริษัทเลยทางสะดวก


“ ทำตัวเป็นเชอร์ล็อค ทำไมไม่ไปกินข้าวกับหมอวัตสันล่ะ"


นับสืบหนุ่มเลิกคิ้วทำตาโตเม้มปากแบบกลั้นยิ้ม เขาพลาดเองที่เผลอพูดไปแต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่พลาด เพราะชอบเหลือเกินเวลาได้เห็นอีกคนต่อปากต่อคำแบบนี้


“ หมอวัตสันเขาไม่น่ารักแบบมินซอกนี่ ป่ะนะๆผมหิวจนปวดท้องไปหมดแล้ว" บ่นพลางคว้าข้อมือพนักงานบริษัทหัวกลมดึงเบาๆแล้วจับตัวดันๆเข้าไปนั่งในรถอย่่างว่องไว อีกคนก็แค่ขืนตัวนิดๆหน่อยๆเท่านั้น แค่พอให้พ่อจอมจุ้นจ้านได้ออกแรง





เป็นร้านอาหารฝรั่งที่แต่งแบบเรียบๆ แต่พอมินซอกดูราคาแล้วก็สูงเอาเรื่องอยู่เขาเลือทานอาหารค่ำชุดเล็กสุด แต่แบคฮยอนก็สั่งพวกออร์เดิร์ฟมาเพิ่มอีกหลายอย่างจนมินซอกต้องร้องห้าม เรื่องแพงนั่นก็ใช่แต่ก็กลัวกินไม่หมดด้วย


การจบมื้ออาหารด้วยกาแฟอุ่นๆถ้วยเล็กๆทำให้บรรยาศและรสชาติอาหารที่ดีอยู่แล้วดีขึ้นอีกหลายเท่า


“ ถ้าได้กินข้าวเย็นกับมินซอกทุกวันก็คงดี"


“ ไม่ชอบกินข้าวที่บ้านเหรอ"


แบคฮยอนไม่ตอบอะไรส่ายหัว ชายหนุ่มเลื่อนมือมาวางทับมือเล็กอูมแล้วบีบเบาๆ


“ ผมพูดจริงๆนะ"


จู่ๆบรรยาศก็เหมือนมีหมอกสีหม่นมาคลุมไว้ มินซอกพยายามจ้องมองใบหน้าที่กดต่ำลงและเอาแต่มองมือที่กุมกันอยู่ แม้จะรู้สึกไม่สะดวกใจนักที่โดนจับมือในที่สาธารณะแบบนี้ แต่สีหน้าของแบคฮยอนกลับทำใหเขารู้สึกอยากจะลุกขึ้นไปกอดปลอบด้วยซ้ำ



แต่ที่ทำได้จริงๆก็เพียงแค่ขยับนื้วโป้งยกขึ้นลูบเบาๆที่มือที่มเกาะกุมอยู่ แล้วปล่อยให้บรรยาศหม่นทึบค่อยๆคลายตัวจากความรู้สึกที่ส่งถึงกัน




ในที่สุดเรื่องขับข้องใจทั้งหมดของมินซอกก็ยังคงถูกเก็บไว้ที่เดิมจนกระทั้งนัดครั้งใหม่ที่ผู้เป็นมารดาบอกวันและเวลาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส แต่คนเป็นลูกชายก็ตอบรับเพียงคำว่า"ครับ" คำเดียว




มินซอกพยายามทำตัวเป็นปกติและเหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติและดูดีมากด้วยซ้ำ เพราะทั้งแม่และคุณจงอินดูเข้ากันได้ดีมาก พูดคุยหยอกล้อ  ยิ้ม หัวเราะกันแทบตลอดเวลา มินซอกยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่ควรจะสร้างปัญหาเพราะความคิดมากเกินไปของตัวเอง


“ จริงสิ ยังไม่ได้บอกน้องมินซอกเลยว่าผมกับคุณดาฮเยจะจดทะเบียนสมรสกันวันที่29เดือนหน้า แล้วก็มีงานเลี้ยงแขกที่สนิทๆที่บ้านช่วงค่ำนครับ "


“ อ้อ...ครับ" มินซอกตกใจนิดๆกับข่าวกระทันหันแบบนี้


“ แม่ขอโทษนะจ๊ะที่ไม่ได้บอกลูกก่อน พอดีคุณจงอินนัดทานข้าวแม่เลยคิดว่าเอาไว้บอกวันนี้พร้อมหน้าพร้อมตากันเลยดีกว่า "


มินซอกยิ้มให้แล้วเอื้อมมือไปจับมือของผู้เป็นแม่บีบเบาๆเป็นเชิงเข้าใจ


“ ห้องของน้องมินซอกก็จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วลองขึ้นไปดูนะครับว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมรึเปล่า"


“ ไม่เป็นไรครับ ผม..ยังไงก็ได้"


“ แล้วนี่ผมยังไม่ได้ยินน้องมินซอกเรียกผมเลยนะ จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ "


“ ขออนุญาตเรียกคุณจงอินได้มั๊ยครับ"

มินซอกรีบบอกก่อนผู้ใหญ่จะเสนอให้เรียกในแบบที่เขาไม่ต้องการเพราะคงไม่ดีแน่ถ้าเขาต้องเรียกคนที่อายุห่างจากเขาแค่สิบปีว่าพ่อ


ผู้ใหญ่สองคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม ดูเหมือนจะไม่มีใครขัดข้องอะไรมินซอกโล่งใจยิ้มออกมาบ้าง



“ เอาล่ะเรายังมีเวลาคุยกันอีกเยอะ ตอนนี้ไปทานข้าวกันก่อนดีกว่า "


ร่างเล็กไม่ต่างจากผู้ให้กำเนิดขยับตัวลุกก่อนใคร พยายามก้าวเท้ายาวๆเพื่อเว้นระยะห่างแบบไม่ให้ดูน่าเกลียดจนเกินไป แต่เสียงคุยกันอย่างอารมณ์ดีของแม่กับคุณจงอินที่เดินจับมือตามเขามาห่างๆก็ทำให้ใจที่คิดระแวงรู้สึกผิดขึ้นมา เขาจึงกลับไปเดินในจังหวะปกติ ส่ายหัวเบาๆกับความคิดมากไม่เข้าเรื่องของตัวเอง









“ ให้ผมไปส่งนะวันนี้"


“ จากร้านนี่นั่งรถบัสสิบนาทีก็ถึง "


“ แต่ผมอยากไปส่งคุณนี่ กินข้าวอิ่มๆนั่งรถผมสบายๆดีกว่า รถบัสมันสะเทือนเดี๋ยวจุกนะ "


ถึงเหตุผลจะฟังไม่เข้าท่าแต่ในที่สุดมินซอกก็มานั่งจุมปุ๊กเป็นตุ๊กตาหน้ารถหัวกลมๆ เพราะทนความออดอ้อนของอีกคนไม่ไหว พอถึงทางเลี้ยวที่ควรจะเลี้ยวแต่คนขับกลับตรงไป ตุ๊กตาเลยมีปากเสียง


“ ผิดทางแล้ว ผมบอกให้เลี้ยวขวาไง "


“ ไม่ผิดหรอก "


“ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะคุณจะไปไหนอีก ผมอยากกลับบ้านนอนแล้ว" ส่งเสียงงอแงเสร็จปุ๊บก็หาวโชว์ทันที


“ แป๊บเดียวเองนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมโทรบอกหัวหน้าให้ว่าขอเข้าสายหน่อย " เห็นท่าหาวและตาที่ใกล้ปิดแล้วอยากจะลูบหัวปลอบเหลือเกิน


“ คุณนี่เอาแต่ใจชะมัดผมไปก็ได้ แต่ไม่ต้องโทรหาหัวหน้านะผมไม่อยากมีปัญหา "


มินซอกพยายามฝืนเพ่งสายตาไปข้างหน้า สลับกับสะบัดหัวไปมาไม่ให้ตัวเองสัปหงก เกือบยี่สิบนาทีในที่สุดรถก็มาจอดที่สวนสาธารณเล็กๆที่มีสนามเด็กเล่นอยู่ด้วย


มินซอกเดินงงๆตามแบคฮยอนไปจนถึงบ้านที่ทำจากพลาสติกสีส้มเลียนแบบก้อนอิฐแบบบ้านของลูกหมูสามตัวในนิทาน ขนาดของมันเล็กจนต้องคลานผ่านช่องประตูเข้าไป


ข้างในมีที่พอให้นั่งได้ก็จริงแต่ก็ไม่พอที่จะห่างกันเกินหนึ่งฟุต การนั่งหันหน้าเข้าหากันแบบในตอนนี้ความง่วงจึงมีประโยชน์มาก ไม่อย่างนั้นคนที่ถูกลากมาแบบไม่เต็มใจคงอึดอัดทำตัวไม่ถูกแน่


“ บ้านผมเอง" แบคฮยอนบอกด้วยรอยยิ้ม


“ คอนโดก็มี บ้านก็มี คุณนี่รวยชะมัด " ง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้นแล้วแท้ๆ ยังไม่วายหยอกแกมประชดกลับไป


“ มันเป็นเซฟเฮ้าส์ของผม ผมรักบ้านนี้มากกว่าคอนโดอีก" ชายหนุ่มยังคงยิ้มแต่ดวงตาไม่ได้สดใสแบบคนที่มีความสุขเลย



“ มันมีอะไรอันตรายเหรอ ทำไมคุณต้องมีเซฟเฮ้าส์ล่ะ "

ความสงสัยไล่ความง่วงไปหมดแล้ว


“ ผมนี่ไงอันตราย ใครๆก็ว่าผมเลี้ยงไม่เชื่อง "


ตอนนี้มินซอกคิ้วติดกันแล้ว เอียงคอหรี่ตามองและปากหยักเผยอออกด้วยความเคยชิน


“ ผมไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อหรอก แม่ผมเป็นเมียเก็บผมเป็นลูกติดที่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร พอแม่ตายพ่อก็ต้องรับภาระเลี้ยงดูผม ทั้งพ่อทั้งพี่ชายต้องรู้สึกเสียหน้าที่ต้องบอกคนอื่นว่าคนอย่างผมคือลูกคือน้องชาย และกว่าจะโตเป็นผู้เป็นคนแบบวันนี้ผมสร้างปัญหาให้ทั้งสองคนต้องลำบากหลายต่อหลายครั้ง ใครๆก็บอกผมเหมือนลูกหมาข้างถนนที่คนใจบุญเก็บมาเลี้ยง แต่ก็เลี้ยงไม่เชื่อง พอมีเขี้ยวเล็บก็กัดคนอื่นไปทั่ว ร้ายกว่านั้นบางทีก็แว้งกัดเจ้าของ "


ดวงตาโตวาวพยายามเพ่งมองคนพูด ที่สีหน้าในตอนนี้ไม่เหลือเค้าของคนขี้เล่นทะเล้นเฮฮาเหลืออยู่เลย


“ ตกใจใช่มั๊ย ผมไม่ได้โชคดีแบบที่มินซอกคิดหรอกนะ"


มินซอกไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีสีหน้าแบบไหน แต่ลึกๆแล้วเขาไม่ได้รู้สึกตกใจว่าแบคฮยอนไม่ได้เป็นแบบที่ภาพที่เห็นจนชินตา เขาอาจจะแปลกใจแต่มันมีอะไรที่ลึกซิ้งกว่านั้น


แต่มินซอกยังคงเงียบแม้ความรู้สึกมากมายประเดประดัง แต่เขาไม่รู้จะหยิบจับออกมาแปลงเป็นคำพูดยังไง เขาไม่เก่งเรื่องแบบนี้เลย


จู่ๆแบคฮยอนก็ยกมือขึ้นเอามาวนรอบคอตัวเอง ทำเหมือนมีอะไรผูกรัดคออยู่ แล้วลากมือออกให้รู้ว่ามีสายยาวๆต่อออกมาจากคอ แล้วกำมือก่อนจะจับมือมินซอกมาหงายขึ้นวางสิ่งที่ตัวเองกำไว้ลงไป


“ นี่ปลายโซ่ผมฝากมินซอกไว้หน่อยนะ เวลาผมไม่เชื่องไม่เชื่อฟังช่วยกระตุกมันแรงๆให้ผมรู้ตัวที เวลาผมวิ่งเตลิดออกนอกเส้นทางไปช่วยลากผมกลับมาที ผมไม่อยากทำให้ใครเสียใจอีกแล้ว "


มินซอกมองอุ้งมือตัวเองสลับกับมองหน้าอีกคน เขาควรจะรู้สึกดีที่แบคฮยอนไว้ใจเขา เชื่อใจเขา แต่การที่ใครอีกคนไม่เชื่อใจตัวเองถึงขนาดที่ต้องหาคนมาควบคุมไว้ มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดมากกว่า






หลังจากวันนั้นแบคฮยอนก็กลับมาเป็นแบคฮยอนในภาพที่เขาคุ้นเคย มารับเขาไปกินข้าวด้วยกันแทบทุกเย็นถ้าเขาไม่ทำล่วงเวลาและแบคฮยอนไม่ได้ติดธุระอะไร


ต่างคนต่างเข้ามาเป็นชีวิตประจำวันของกันและกันที่ละน้อยมินซอกยอมรับว่าเขายังลืมคนนั้นไม่ได้ แต่เวลาอยู่กับแบคฮยอนก็มีความสุขมากจริงๆมากจนบางครั้งก็กลัว...กลัวว่าความไม่แน่นอนของชีวิตอาจทำให้มีอะไรเปลี่ยนไป ถ้าเคยชินกับอะไรแล้วเขาก็ไม่อยากให้มีอะไรเปลี่ยน เพราะมันมักจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเสมอ








มินซอกถอนหายใจเฮือกใหญ่ในขณะทิ้งตัวลงนั่งที่ชิงช้าเล็กๆสีขาวตรงสวนหลังบ้าน น้ำสีสดใสในมือแทบจะกระฉอกออกจากแก้วทรงสูง


เขาไม่ค่อยถูกกับงานเลี้ยง มีคนแปลกหน้าเยอะเกินไป เขาไม่ชอบการมองตาคนที่ไม่รู้จักเพราะเมื่ออ่านจากแววตาแล้วถ้ามันขัดกับสีหน้าและการแสดงออกเขาจะทำตัวไม่ถูก มันน่าอึดอัดที่ต้องรู้สึกไม่ดีกับคนที่ไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ


คุณจงอินไม่ได้เชิญแขกมาในงานแต่งงานมากนักก็จริง สนามหน้าบ้านที่ใช้เป็นที่จัดงานไม่ได้แน่นขนัดน่าอึดอัด บรรยากาศและการตกแต่งดีมากๆอากาศก็เย็นกำลังดีอาหารก็อร่อยมาก แต่มินซอกก็ยังฝืนตัวเองให้อยู่ในงานนานๆไม่ได้เขาเห็นแม่ที่อยู่ในชุดเจ้าสาวแบบเรียบๆพอดีตัวแต่ดูสวยสง่าโดดเด่นแล้วก็ยิ้มอยู่คนเดียวหลายครั้ง แม่ของเขาเข้าสังคมเก่ง จัดการกับเรื่องเฉพาะหน้าได้ดี ถ้าเขาได้สักครึ่งในส่วนนี้ของแม่ก็คงดีไม่น้อย


มินซอกนั่งคิดอะไรเรื่อยเปี่อยเท้าก็พยายามยันพื้นหญ้าที่ถูกตัดตกแต่งอย่างดีให้ชิงช้าแกว่งเบาๆไปด้วย ก่อนจะมีเสียงทุ้มแทรกเข้ามาเบาๆ เขามองไปตามเสียงก็เห็นคุณจงอินกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ระหว่างใต้ต้นไม้กับมุมกำแพงบ้าน รองเท้าหนังมันวาวกดลงกับพื้นเพื่อหยุดชิงช้า เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือการบอกปลายสายให้จัดการเรื่องของตัวเองให้เรียบร้อยและไม่ต้องมางานวันนี้ แต่พอกำลังจะยันตัวลุกขึ้นก็เหมือนจะไม่เร็วพอที่จะหลบสายตาคนที่คุยโทรศัพท์เสร็จพอดี


“ มาหลบอยู่ตรงนี้เอง"

ร่างเล็กสมส่วนที่ดูเล็กกว่าความเป็นจริงลงไปอีกเมื่ออยู่ในชุดสูทสีเข้มยืนตัวตรงเท้าชิด ราวกับเด็กที่กำลังรอคุณครูประจำชั้นมาเดินตรวจเล็บก่อนเข้าห้องเรียน


“ งานไม่สนุกเหรอครับน้องมินซอก"


“ เอ่อ..เปล่าครับไม่ใช่อย่างนั้น "


“ คุณจงอินก็บอกแล้วว่าให้ชวนเพื่อนๆมาด้วย น้องมินซอกจะได้ไม่เบื่อ "


“ ผมไม่ได้เบื่อจริงๆนะครับ งานดูดีมากๆอาหารก็ทั้งสวยทั้งอร่อยเป็นครั้งแรกด้วซ้ำที่ผมได้มีโอกาสมาอยูในงานแบบนี้ ผมเคยเห็นก็แต่ในหนังในละครเท่านั้น "


ใบหน้าคมคายและอ่อนกว่าวัยมองคนพูดที่ทำหน้าทำตาตามเรื่องที่พูดไปด้วยแล้วก็ต้องยิ้มกว้างออกมา ชายหนุ่มพาร่างสูงโปร่งขยับกระชับระยะห่างให้แคบลงด้วยการก้าวเท้าและเอื้มมือไปลูบหัวกลมๆ ที่วันนี้ผมสีดำสนิทถูกเซ็ทให้เข้าทรงเรียบแปร ผมที่เคลือบด้วยสเปรย์และครีมจัดแต่งทรงไม่ได้นุ่มมือ แต่คนสัมผัสก็ลูบมันอย่างทะนุถนอม


“ขอบใจมากที่ชอบนะ....คุณจงอินคงต้องออกไปดูแขกก่อนถ้าน้องมินซอกสบายใจที่จะอยู่ตรงนี้ก็ไม่เป็นไร ตามสบายนะครับ "



มินซอกได้แต่ยิ้มตอบ รู้สึกผิดนิดๆที่ตอนแรกกะว่าจะเดินหลบหน้าไป คุณจงอินแค่จะเข้ามาทักทายและดูจะเป็นห่วงความรู้สึกเขาอยู่ไม่น้อยขาเสียอีกที่ไม่ค่อยจะคิดถึงความรู้สึกคนอื่น ตรงไหนตัวเองสบายใจก็เลือกที่จะอยู่ตรงนั้น


มือใหญ่ที่ค้างอยู่ที่บ่าขยับมาบีบที่ต้นคอขาวเบาๆแล้วหันกลับเดินออกไปที่ส่วนจัดงาน มินซอกมองตามร่างสูงสมาร์ทในชุดสูทสีน้ำตาลคาราเมลจนลับตาก่อนจะกลับมาทรุดตัวลงนั่งที่ชิงช้าอีกครั้ง 


เข
ลูบที่ต้นคอเบาๆนึกถึงสัมผัสที่แตกต่างแล้วก็แปลกใจตัวเอง วันแรกที่เจอกันสัมผัสไม่ได้อบอุ่นเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กทั่วๆไปแบบนี้ แว๊บนึงเขาคิดถึงความอบอุ่นแบบที่เคยได้รับจากพ่อด้วยซ้ำ


มือเล็กอูมละจากต้นคอตัวเองแล้วแบออก นึกถึงใครอีกคน เขาเอานิ้วก้อยมือข้างที่ถือแก้วลูบอุ้งมือตัวเองไปมา ก่อนจะกำมือแล้วจินตนาการถึงปลายโซ่ทำท่ากระตุกเบาบ้างแรงบ้างพลางทำหน้าทำตาดุดัน แล้วยิิ้มขำกับตัวเอง แต่ปากหยักก็ประกบเม้มเป็นความรู้สึกน้อยใจอย่างรวดเร็ว





…..หายไปไหนตั้งหลายวัน ไม่อยากกินข้าวด้วยกันแล้วเหรอ ถ้ากระตุกโซ่แรงๆแบบนี้คุณจะรู้มั๊ย...รู้มั๊ยว่าผม....คิดถึง.....








ใบหน้ารูปไข่ถูกสองมือวางทาบเอาไวชั่วครู่แล้วถูแรงๆจนน่ากลัวว่าตาจมูก ปาก จะหลุดติดมือมาด้วย ชายหนุ่มกระแทกหลังตัวเองลงกับพนักเก้าอี้ของร้าน หลับตาลงแล้วไถลตัวให้ต้นคอพิงขอบพนักได้พอดี ในภาพมืดๆของความคิดมีคนหน้ากลมๆแก้มขาวๆที่ไม่ได้เจอกันร่วมอาทิตย์แทรกเข้ามาเพราะความวุ่นวายของร้านที่มีพนักงานทุตจริตจนต้องเอากล้องวงจรปิดในร้านมาดู แล้วแอบสืบลับๆอยู่คนเดียวอยู่นานกว่าจะจับได้คาหนังคาเขา เป็นพนักงานที่อยู่กันมาตั้งแต่เปิดร้านแท้ๆ แบคฮยอนรู้สึกไม่ดีเลยที่ต้องเสียลูกน้องไปด้วยเหตุผลแบบนี้ ทั้งที่เขาไว้ใจทุกคนในร้านมาก


เขาล้วงโทรศัพททั้งที่ยังหลับตาอยู่ก่อนจะลืมตาขึ้นมากดๆสไลด์ๆหน้าจอสองสามทีแล้วยกขึ้นแนบหู รออยู่นานก่อนจะถอนหายใจหลับตาลงตามเดิม


.....อยู่ไหนเนี่ยทำไมไม่เอาโทรศัพท์ไปด้วย คิดถึงจะตายอยู่แล้ว....







มินซอกเซจนเกือบจะล้มเพราะน้ำหนักที่โถมเข้าใส่ทั้งตัวของคนที่ซุ่มรออยู่เป็นชั่วโมง แต่ก็เป็นคนขี้แกล้งนี่แหละที่รั้งตัวเขาเอาไว้แล้วดึงเข้ามากอดเต็มสองอ้อมแขน คนที่ถูกจู่โจมทำอะไรไม่ถูกได้แต่พยายามเอาหน้าที่ซุกอยู่ที่ซอกคอเงยขึ้นมาแล้วเอาคางเกยไหล่ไว้


" เหนื่อยจังเลยมินซอก"


“ มีเรื่องอะไรรึเปล่า"


“ อืม...นิดหน่อย ”


แบคฮยอนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก มินซอกพยายามกลอกตามองไปรอบๆวันนี้เขาเลิกงานค่ำและออกทางประตูหลังที่ไม่มีคนเดินพลุกพล่านแปลกใจอยู่เหมือนกันที่แบคฮยอนรู้ได้ไงว่าเข้าจะมาทางนี้ แต่ก็รู้สึกโล่งใจด้วยที่ไม่ต้องระแวงว่าจะมีคนเห็น


มือที่กำไว้ค่อยๆคลายออกยกขึ้นทาบที่แผ่นหลังของชายหนุ่มแล้วลูบเบาๆ


“ กินข้าวรึยัง "


“ ยัง "น้ำเสียงยังคงอู้อี้เหมือนคนหมดแรง


“ ไปกินข้าวกันนะจะได้ดีขึ้น " มือเล็กอูมเปลี่ยนจากลูบเป็นตีเบาๆที่แผ่นหลังเป็นเชิงให้คลายอ้อมกอด


“ ผมคิดถึงมินซอกมากกว่าหิวข้าว "


“ ก็นั่งกินข้าวไปคุยไปไงจะได้หายหิวแล้วก็หายคิดถึงด้วย"


“ กอดไปคุยไปได้มั๊ย "


“ ทำไมดื้อ"

มินซอกลงน้ำหนักมือแรงขึ้นแบคอยอนจึงค่อยๆคลายอ้อมกอด แต่ดวงตาละห้อยกลับค่อยๆมีประกายเป็นประกายวิบวับที่ไม่น่าไว้ใจเลย


“ ไม่ดื้อก็ได้งั้นขอหอมแก้มทีนึงแล้วไปกินข้าวกัน "


มินซอกรีบเบี่ยงตัวแล้วเดินหนีทันที


“ มินซอกอ่าาาาาาา"


เสียงโหยหวนร้องตามหลังมา ร่างเล็กหันควับยืนตัวตรงหรี่ตาเม้มปากแน่น


“ อย่าทำตัวเหลวไหล" เสียงเล็กๆถูกดัดให้เป็นโทนต่ำขึงขัง เขายกมือขึ้นระดับอกยื่นไปข้างหน้าค่อยๆกำจนแน่นแล้วทำท่ากระตุก " จะตามมาดีๆหรือต้องให้กระชากโซ่แรงๆ "


แบคฮยอนแทบจะหลุดขำ แต่ด้วยความไวกับเรื่องอะไรแบบนี้อยู่แล้วเขาแกล้งทำหน้าเศร้าคอตก ยกมือขึ้นทำเป็นเท้าหน้าน้องหมาแล้วไหว้ปะหลกๆเหมือนกลัวเต็มที แถมด้วยเสียงร้องหงิงๆก่อนจะซอยเท้ายิกๆไปที่ปลายโซ่แต่มินซอกไม่ยอมให้เข้าใกล้มากไปหรอก เขารีบหมุนตัวทำท่าเหมือพาดโซ่ไว้ที่ไหล่แล้วเดินน้ำไปที่ลาดจอดรถหน้าบริษัท


" คบกันตั้ง136วันแล้ว หอมแก้มให้ชื่นใจซักครั้งก็ไม่เคย อาภัพขนาดนี้ได้ยังไงแบคฮยอนเอ้ย "


เสียงบ่นงึมงัมที่ตั้งใจให้คนข้างหน้าได้ยินทำเอาแก้มกลมๆที่เริ่มกลับมามีน้ำมีนวลเต่งขึ้นเพราะรอยยิ้ม และสีเลืดฝาดที่ชัดขึ้นยิ่งทำให้แก้มนั้นน่าเอ็นดูมากขึ้นอีก โชคดีที่คนอยากจะใช้ปากลองสัมผัสดูไม่เห็น ไม่อย่างนั้นคงยิ่งทรมานใจที่ทำได้แค่มองเท่านั้น










เสียงหอบหายใจค่อยๆเบาลงพร้อมกับร่างชื้นเหงื่อที่หน้าอกแกร่งกระเพื่อมถี่แรงก็ค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ ร่างโปร่งแต่มีกล้ามเนื้อน่ามองตะแคงตัวแล้วโอบร่างนิ่มมือไว้หลวมๆ


“ เมื่อไหร่น้องมินซอกจะยอมย้ายเข้ามาซักทีล่ะครับ "


“ ครั้งล่าสุดที่คุยกันน้องบอกขอเวลาอีกสองสามอาทิตย์น่ะค่ะ แกรักบ้านนั้นมาก คุณเข้าใจใช่มั๊ยคะ"


“ ผมแค่อยากให้เราเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ซักที "


“ รออีกนิดนะคะ คุณอย่าโกรธน้องนะ " ดาฮเยขยับชุดนอนให้เข้าที่แล้วพลิกตัวเข้าหาอ้อมกอดของชายหนุ่ม ขยับตัวให้ต่ำลงเพื่อจะได้ซุกหน้าไว้ที่หน้าอกอุ่นเปลือยเปล่า " แกออกจะอ่อนไหวเอ่อ...เรื่องพ่อแกอยู่ซักหน่อยแต่ดูแล้วแกก็รู้สึกดีกับคุณนะคะ น้องน่ะเป็นเด็กอ่านง่ายรู้สึกยังไงก็ออกทางสีหน้าหมด ฉันว่าคุณเองก็คงสังเกตเห็น"


“ ครับผมเห็น แกน่าเอ็นดูนะครับ โตขนาดนี้แล้วแต่ยังดูออกง่ายอ่านง่ายเหมือนเด็กๆ "


“ ขอบคุณนะคะที่เอ็นดูน้อง"

ดาฮเยขยับร่างที่มีเพียงชุดนอนบางเบาให้แนบชิดเข้าไปอีก ท่อนแขนเรียวขาวที่โอบร่างกายแน่นกล้ามเนื้อที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำผึ้งกระชับกอดแน่น ชายหนุ่มลูบแขนเนียนไปมาก่อนจะกดจูบลงที่หน้าผากนสวยแล้วเกยคางไว้ที่กลางกระหม่อม รอยยิ้มพึงใจปรากฎอยู่ที่มุมปากเพียงแว๊บเดียว ไม่มีใครมีโอกาสได้เห็นและแม้ว่าจะได้เห็นก็คงไม่อาจคาดเดาได้ว่าเป็นความพอใจที่เกิดจากสิ่งใดแน่




กิจวัติประจำช่วงค่ำของมินซอก ยังคงเป็นการพยายามทำตัวให้ว่างแล้วมานั่งกินข้าวเย็นเป็นเพื่อนคนขี้อ้อน ขี้เหงา จอมโวยวาย และเอาแต่ใจสุดๆอย่างแบคฮยอน ก็แค่วันไหนเขาต้องทำงานล่วงเวลาก็แทบไม่มีสมาธิทำงาน เพราะอีกคนเอาแต่ส่งเสียงบ้างข้อความบ้างมาทางเครื่องมือสื่อสารตัดพ้ออย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าปิดเครื่องวันรุ่งขึ้นก็จะไม่เป็นอันทำงานอีกเพราะโทรศัพท์เข้าแบบเดิมๆ ต้องแกล้งขู่ว่าจะไม่กินข้าวด้วยอีกเลยถ้าไม่หยุดก่อกวนนั่นแหละพ่อจอมป่วนถึงสงบลงได้



วันนี้มือค่ำมาลงเอยที่ฟู๊ดคอร์ของห้างสรรพสินค้า เพราะมินซอกต้องมาหาซื้อของขวัญวันเกิดหัวหน้าที่พี่ๆในแผนกโยนมาให้เป็นภาระของเขา


“ อร่อยดีเหมือนกันเนอะ" แบคฮยอนออกความเห็นหลังจากชิมน้ำซุบราเม็งชามใหญ่สุดของร้าน มินซอกมองหน้าตามีความสุขของเจ้าของราเม็งก็อดไม่ได้ เอาช้อนข้าวของตัวเองตักน้ำซุบมาลองชิมบ้าง


“ อร่อยจริงๆด้วย ทีหลังไม่ต้องไปกินร้างแพงๆแล้วนะ กินในฟู็ดคอร์ก็ได้ประหยัดเงินอร่อยด้วย "


“ แหม ก็มันไม่ได้บรรยากาศนี่มินซอกดูซิคนยัวเยียไปหมด เสียงก็ดังหนวกหูจะเอาความโรแมนติกมาจากไหน "


“ กินข้าวจะมาโรแมนติกอะไรล่ะ "


“ กินข้าวน่ะไม่ต้องโรแมนติกก็ได้ แต่กินข้าวกับคนรักต้องโรแมนติกสิคร้าบ "


มินซอกถึงกับถอนหายใจ ตักข้าวผัดทะเลคำใหญ่ใส่ปากเคี้ยวตุ้ยแล้วเสมองนั่นนี่ไปเรื่อย ไม่อยากสบสายตาคนที่นั่งประจันหน้าอยู่หรอก ตาเยิ้มจนเลี่ยนเดี๋ยวพาลกินข้าวไม่ลง


“ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ"


เสียงชัดเจนอยู่ใกล้ๆไม่ใช่เสียงจากโต๊ะข้างๆแน่ มินซอกหันกลับมาก็เห็นแบคฮยอนเงยหน้ามองหญิงสาวเจ้าของเสียงทักทายค้างอยู่


“ อย่าทำหน้าตกใจซิคะ เมื่อกี้ยังยิ้มกว้างอยู่เลย บังเอิญผ่านมาเห็นคุณก็เลยเข้ามาทักทาย คุณสบายดีมีความสุขกับชีวิตฉันก็ดีใจด้วย ไม่มีอะไรหรอกค่ะ "


“ ครับ...ผมสบายดี หวังว่าคุณคงสบายดีแล้วเหมือนกันชายหนุ่มตอบเสียงนิ่งไม่ต่างจากสีหน้า


“ ขอบคุณที่ยังเป็นห่วงกันค่ะ เอ่อ..แล้วนี่เพื่อนคุณหรอคะ "


“ ผม..มินซอกครับ สวัสดีครับ นั่งก่อนซิครับ" มินซอกลุกขึ้นยืนทักทายเก้ๆกังๆแล้วหันซ้าหันขวามองหาเก้าอี้


“ สวัสดีค่ะคุณมินซอก ตามสบายเถอะค่ะ ดิฉันแค่แวะมาทักทายเพื่อนเก่า...หวังว่าคงมีโอกาสดีๆได้เจอกันอีกนะคะ"

ปากสีแดงสดคลี่ยิ้มช้าๆก่อนจะยื่นมือออกมามินซอกจึงยื่นมือไปจับเขย่าเบาๆสองสามทีแล้วกจับค้างไว้ เพราะอีกฝ่ายยังไม่ยอมปล่อย


“ โชคดีค่ะ" เสียงดังฟังชัดในตอนแรกเบาลงและถูกกดให้ต่ำเหมือนจงใจเน้นคำ เล็บสีเดียวกับปากจิกลงที่เนื้อนุ่มของอุ้งมือชายหนุ่มเบาๆก่อนจะคลายมือออก มินซอกมองตามจนร่างเพรียวในชุดเดรสสีดำหายไปในฝูงชน ร่างเล็กสมส่วนจึงทรุดตัวลงนั่งแล้วเหลือบมองคนที่ถูกบอกว่าเป็นเพื่อนกัน เห็นหัวคิ้วขมวดจนหน้าผากย่นแล้วก็ได้แต่กลับมาก้มหน้าก้มตามองปูมองกุ้งในจานข้าวของตัวเอง


มินซอกเองก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าตอนนี้เขาหน้าเสียขนาดไหน มือที่ตักข้าวเข้าปากออกอาการสั่นนิดๆด้วยซ้ำ




เสียงอื้ออึงรอบตัวในตอนนี้มินซอกอยากจะให้มันดังมากกว่านี้อีก  ให้มันดังกลบเสียงในความคิดที่ทำให้หัวใจสั่นไหว ในอกเหมือนมีโพรงขนาดใหญ่และก้อนของความรู้สึกสับสน หลากหลาย กำลังค่อยๆร่วงหล่นลงไปทีละชิ้น...ทีละชิ้น …......









..................................................................



.................................................





ยาวใช่มั๊ยล่ะ อ่านเหนื่อยเลยดิ จ๋มหน้า  ㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋ


#ficDS











Create Date : 18 เมษายน 2559
Last Update : 18 เมษายน 2559 22:38:30 น.
Counter : 1090 Pageviews.

1 comments
  
ยาวกว่านี้เค้าก็สู้ตายนะไรท์ แบคน่ารักอ่ะ ขี้อ้อน แต่นางมีปม ก้อรจะมาเจอซอกน่าว่านางก็ผ่านมาเยอดเหมือนกัน ดูเหมืิอนสาวที่มาทักไม่ใช่เล่นๆเลย คิมไคน่ากลัวอ่ะ ฉลาด ซอกตามไม่ทัน ทำให้ตายใจก่อนแล้วค่อยๆเชือดทีเดียวอ เค้ารอนะไรท์ สนุก
โดย: nastsi (สมาชิกหมายเลข 3137877 ) วันที่: 23 เมษายน 2559 เวลา:12:18:25 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

สมาชิกหมายเลข 2090139
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
เมษายน 2559

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30