ลู่หมิน ซีรีส์ The Writer 3 / SINK 3.1 ( จมรัก )














































































สายตาที่วางนิ่งอยู่ตรงตำแหน่งเดิมให้ภาพที่ขยายใหญ่และคมชัดมากขึ้นตามระยะความห่างที่หดสั้นลงเพราะสองเท้าที่ค่อยๆก้าวเข้าไปหา

พรึ่บ!!!!!!!!!

ชายกระโปรงที่ถูกแรงมือปัดให้สะบัดขึ้นลอยตัวในอากาศในจุดสุงสุดตรงตำแหน่งเอวของผู้สวมใส่ เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกปกปิดอยู่ด้านใน คือเนื้อแน่นอูมของสองแก้มก้นที่มีกางเกงชั้นในตัวจิ๋วรูปแมวน้อยตาโตแป๋วแหววฉีกยิ้มไม่รู้อิโหน่อิเหน่แปะอยู่

เจ้าของมือไร้มารยาทเบ่งตากลมโตเป็นประกายรับภาพก้อนเนื้อเต่งตึงดันหน้าแมวให้นูนยื่นออกมาเหมือนต้องการส่งยิ้มที่คาดไม่ถึงให้เขา

แต่ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้น ท่อนขาที่คลุมด้วยถุงน่องดำสูงถึงขาอ่อนขึ้นมาอยู่ที่ซอกคอของเขาอย่างรวดเร็วและแรงขนาดที่ทำให้สายตาที่กำลังหยอกเย้ากับหน้าแมวบ้องแบ๊ววูบดับเป็นภาพสีดำสนิทพร้อบสติที่หายวับตามไป


ลู่หาน นักกีฬาฟุตบอลตัวฉกาจของโรงเรียน สลบเหมือดอยู่ข้างสนามฟุตบอลที่ตัวเองกำลังจะลงแข่ง เหตุเพราะแพ้พนันเพื่อนแล้วถูกลงโทษด้วยการต้องเปิดกระโปรงผู้หญิงหนึ่งคน

สำหรับทีมยังดีที่วันนั้นทีมไม่แพ้แม้ว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาและมึนหัวจนลงแข่งไม่ได้ แต่สำหรับเขามันแย่เพราะเป็นการลงสนามกับเพื่อนๆเป็นครั้งสุดท้ายก่อนต้องย้ายไปกลางเทอมชั้นมัธยมปลายปี2 ไปเรียนต่อที่ประเทศจีนบ้านเกิดของพ่อเพราะท่านต้องการกลับไปดูแลคุณปู่

วัยมัธยมในประเทศเกาหลีของเขาจบไม่สวยเลยจริงๆ

ลู่หานอยู่ที่จีนจนจบมัธยมปลายเป็นช่วงที่คุณปู่เสียพอดี พ่อจึงตัดสินใจพาเขากับแม่กลับเกาหลี กลับมาทำกิจการร้านอาหารตามถนัดเหมือนเดิม

ลู่หานได้เรียนในมหาวิทยาลัยระดับท็อปเพราะความเป็นนักกีฬาฟุตบอลตัวฉกาจของเขา แต่ตอนไปเรียนที่จีนเขาได้พบพรสวรรค์ใหม่ของตัวเองคือการเขียนหนังสือ มันเริ่มจาการส่งเรื่องสั้นเกี่ยวกับนักกีฬาฟุตบอลในงานภาษาและวัฒนธรรมประจำปีของโรงเรียน และคุณครูห้องเขาบังคับให้นักเรียนทุกคนเขียน เรื่องของเขาได้อันดับที่3 ทั้งๆที่ใช้ภาษาจีนไม่คล่องนักแต่วิธีการดำเนินที่มีชั้นเชิงน่าติดตามชนะใจกรรมการมาได้

ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ชอบที่นั่งลงในห้องเงียบๆเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามจินตนาการไม่แพ้การชอบออกไปวิ่งเหงื่อซกในสนามฟุตบอลกับเพื่อนๆเลย






ในวัยทำงานลู่หานไม่ได้เปลี่ยนไปมานักจากวัยเรียน เขายังคงหาเวลาไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆเสมอ แต่ที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือการเขียนไม่ใช่งานอดิเรกแต่กลายมาเป็นอาชีพของเขา

ลู่หานกลายเป็นนักเขียนหนุ่มที่เขียนนิยายรักโรแมนติกได้อย่างเข้าถึงหัวใจคนรุ่นใหม่ที่กำลังไต่ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องสั้นที่แต่งไว้ตั้งแต่สมัยเรียนและนิยายสองเรื่องในเวลาสี่ปีได้รีบการพิมซ้ำอย่างต่อเนื่อง บวกกับรูปร่างหน้าตาที่พูดได้ว่าหลุดมาจากพระเอกนิยายที่เขาเขียนนั่นแหละ










แถวของแฟนๆที่มายืนรอลายเซ็นยังคงยาวเป็นงูเลื้อยจากร้านหนังสือไปถึงบันไดเลื่อนของห้าง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเกินชั่วโมงแล้ว

นักเขียนหนุ่มหันไปกระซิบกระซาบกับสต๊าฟของงานก่อนหันกลับมาเซ็นต์หนังสือต่อ

สต๊าฟร่างกำยำที่รีบปลีกตัวออกไป กลายเป็นโอกาสอันดี ดีมากๆ....สำหรับชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันที่ถึงคิวเขาได้รับลายเซ็นจากนักเขียนที่เฝ้ารอมานานเสียที




"ผมชอบคุณมาก" ทันทีที่วางหนังสือลง เขาก็ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ใบหน้าอวบอูมไม่มีความรู้สึกใดตามแบบที่พูดแต่สายตานั้นราวกับสิงโตเห็นลูกกวางน้อยก็ไม่ปาน

"ขอบคุณครับ" ลู่หานตอบพลางเร่งมือมือเซ็นอย่างเคยชิน

"ผมมีหนังสือคุณทุกเล่ม ซื้อทุกปกทุกครั้งที่พิมพ์ใหม่"

ล่หานถึงกับยิ้มกว้าง ปากก็ถามตามมารยาท

"จะให้เขียนว่าให้ใครครับ"

"ให้สุดที่รักของผมครับ"

น้ำเสียงนั้นนิ่งเรียบ แต่สายตาที่มองมาเล่นเอานักเขียนหนุ่มที่เพิ่งเงยหน้ามองแฟนหนังสือคนนี้เต็มๆตาถึงกับขนลุก แต่เขาก็แก้สถาณการณ์อย่างรวดเร็ว

"แสดงว่าเอาไปให้แฟนใช่มั๊ยครับเนี่ย"

"ผมไม่มีแฟน ผมมีคุณคนเดียว"

ลู่หานยังใจดีสู้เสือยิ้มให้นิดๆก่อนรีบก้มหน้าก้มตาเซ็นให้เสร็จๆ แฟนๆที่รอถัดไปเริ่มออกอาการหันไปซุบซิบกัน

"ผมรอจะเจอคุณตั้งแต่อ่านนิยายเล่มแรกแล้ว ผมรอมาตลอดสี่ปี"

ลู่หานรีบส่งหนังสือให้ ในใจภาวนาให้สต๊าฟกลับมาจากซื้อกาแฟให้ซะที

มือที่ส่งหนังสือคืนถูกคว้าหมับเอาไปกุมจนหนังสือร่วง แฟนๆที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงถึงกับผวาถอยกรูดจนแถวเริ่มแตกขบวน

ลู่หานทำทีเป็นจับมือเขย่าๆแบบเช็คแฮนด์และพยายามดึงมือออกแบบเนียนๆ แต่แฟนเดนตายคนนี้แรงเยอะจนน่าตกใจเขารู้สึกเหมือนโดนล็อคไว้ด้วยกุญแจมือ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนหน้ายังฝืนยิ้มแต่ไม่ละความพยายามที่จะดึงมืออก 

เขาเดินออกมาจากโต๊ะมองหาการ์ดแถวนั้นในขณะที่แฟนๆไม่มีใครกล้าทำอะไรได้แต่ส่งเสียงโวยวายบางคนกล้าหน่อยก็ชี้หน้าตะโกนห้าม จังหวะที่เผลอแฟนเดนตายร่างท้วมสูงใหญ่กระชากข้อมือจนชายหนุ่มที่มีความสูงแทบไม่พ้นหัวไหล่เสียหลักเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย


ในขณะที่ความชุลมุลและความตึงเครียดก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ใครคนนึงเดินแทรกกลุ่มแฟนๆที่ยืนกระจายกันอยู่เข้ามา ฝ่าเท้ายกขึ้นพร้อมเอียงตัวไปด้านข้าง45องศาท่าเดียวกับบรมครูการต่อสู้ท่านบรู๊ซลีไม่ผิดเพี้ยน

แรงจากฝ่าเท้าที่มีไนกี้แอร์แม็กซ์ซีโร่หุ้มอยู่ ทำเอาแฟนเดนตายล้มลงไปกองกับพื้นนิ่งสนิทเหมือนตายจริงๆ

ลู่หานโดนแรงดึงล้มลงไปด้วย เสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นเหมือนใครเอาหนูมาปล่อยกลางวง

กว่าที่การ์ดจะแทรกผู้หญิงกลุ่มใหญ่ที่ขวัญแตกกระเจิงเข้ามา นักเขียนหนุ่มก็ได้รับความช่วยเหลือให้ลุกขึ้นมายืนเรียบร้อยแล้ว และไร้ซึ่งร่องรอยฮีโร่หนุ่มนิรนาม



คิวถ่ายรายการทีวีคือหลังจากนั้นไม่กี่นาทีนักข่าวเลยได้แค่ภาพความชุลมุนของแฟนๆส่วนภาพเหตุการณ์ต้องเอาภาพจากกล้องวงจรปิดของทางร้านหนังสือใส่ลงไปเพื่อออกข่าวในช่วงค่ำ

แน่นอนว่าเมื่อเป็นข่าวคนนิรนามก็จะมีนามขึ้นมาทันทีตามแต่นักข่าวจะตั้งชื่อที่คิดเอาเองว่าสร้างสรรค์เพื่อทำให้ข่าวเป็นที่สนใจและจดจำของคนดู ฮีโร่หนุ่มนินามจึงถูกขนานนามว่า....โพโรโระศิษย์บูร๊ซลี.... ตามลายผ้าปิดปากรูปตัวการ์ตูนโพโรโระและท่าเตะสไตล์บรู๊ซลีนั่นเอง.......ปรบมือ






นักเขียนหนุ่มให้สัมภาษณ์ไม่เอาเรื่องแฟนที่คลั่งไคล้เขาเกินเหตุเพียงขอคำสั่งศาลห้ามเข้าใกล้เขาเท่านั้น

หลังดูข่าวลู่หานก็มานั่งเปิดดูคลิปในยูทูปซ้ำๆอีกหลายรอบ  ทั้งคลิปข่าวและคลิปจากแฟนๆบางคนที่เอามาลงไว้ เขาอยากจะเห็นหน้าคนที่ช่วยเขาชัดๆอีกครั้ง หน้าที่ใส่ทั้งมาสก์แถมใส่หมวกเบสบอลอีก เห็นแต่ลูกตาสองข้างแค่นั้น

อื่นๆที่เห็นชัดที่สุดก็คงเป็นมืออูมๆเล็กๆที่ช่วยดึงเขาขึ้นมายืน ไม่มีแหวนไม่มีสร้อยให้เป็นที่สังเกตแต่สะดุดตาที่ข้อนิ้วขึ้นสีชมพูจัดและมือเล็กกว่าค่าเฉลี่ยผู้ชายทั่วไป ถ้าไม่เห็นว่าตัวเล็กกว่าเขาไม่เท่าไหร่คงคิดว่าเป็นมือเด็กแน่ๆ อ้อ!กับหัวกลมๆนั่นอีกเขาคิดว่าไม่ต่างจากลูกฟุตบอลเลย




ลู่หานอยากเจอหนุ่มนิรนามคนนี้อีกครั้ง อย่างน้อยก็น่าจะได้รู้จักชื่อได้ขอบคุณแบบเป็นทางการ...เขาคิดว่างั้น 



"งินงิน ป้องนุ้งโหน่ยยยยยนุ้งจากิงเห็ก เห็กทอดหวันๆ" เสียงเล็กๆยานคางเพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มมึนเมาที่หมดไปเกินครึ่งโหล ไอ้ความขี้อ้อนชอบไซ้ชอบซุกเพื่อนซี้ตัวโตก็มาจากเหตุผลเดียวกัน

"เอาล่ะมึง ได้ที่ล่ะ ไอ้มินซอกแม่งกลายร่างเป็นแมวอีกแล้ว จงอินมึงรับผิดชอบไปเลยนะ วันนี้กูต้องรีบกลับบ้าน" แบคฮยอนรีบออกตัวก่อนยกเบียร์ขึ้นจิบ

"ก็กูทุกทีมั๊ยล่ะ ไอ้มินซอกแม่งเมาทีไรก็อ้อนแต่กู แม่งเอ้ยสาวๆหนีหมดนึกว่ากูเป็นคู่เกย์กับมันเนี่ย" ปากก็บ่นไปแต่มือก็คีบเห็ดหวานใส่ปากแมวขี้อ้อนที่เอาแก้มอูมแดงแปะกับต้นแขนเขาอยู่

แบคฮยอนขำเพื่อนก่อนจะค่อยๆหุบปากจนห่อเป็นวงเพราะสายตาเข้มๆของคนที่คีบเห็ดมือเป็นระวิง

"ว่าแต่มันเป็นอะไรของมันวะ วันนี้แดกเหล้าเป็นน้ำเลย"

"มันเจอคู่กรณีสมัยเรียนมัธยมน่ะ"

"เดี๋ยวนะ มึงหมายถึงคนที่เปิดกระโปรงมันวันที่แต่งแฟนซีน่ะเหรอ"

"เออ ก็คนที่ทำให้ให้มันโดนเรียกไอ้ตูดแมวยิ้มจนเรียนจบมัธยมนั่นแหละ"

"แต่แม่งซวยจริงๆนะเสือกแพ้พนันน้องสาวต้องใส่กางเกงในผู้หญิงลายหน้าแมว แล้วดันโดนไอ้เวรนั้่นเปิดกระโปรงคนเห็นเป็นร้อยโคตรตราบาปเลย....ว่าแต่มันเจอไอ้เวรนั่นได้ไง"

"กูก็ไม่รู้ มันได้แต่บอกว่าแค่เผอิญเจอเฉยๆแล้วก็ชวนกูมากินเหล้าเนี่ย..."


จงอินจะอ้าปากคุยต่อแต่ก็ต้องค้างไว้ก่อน เขารีบวางตะเกียบแล้วเอาสองมือประคองหัวกลมๆออกแรงดันให้ตั้งตรงๆ เพราะเจ้าตัวกำลังเริ่มไซร้ซอกคอเขาส่งเสียงงุ้งๆงิ้งๆอ้อดอ้อน

"มินซอกมึง กูขนลุก มึงนั่งดีๆดิเดี๋ยวกูไม่ป้อนเห็ดนะ"

"งินงินนนนนจายย้ายยยย นุ้งหยักกิงเห็ก งินงินจัยย้ายยยย นุ้งเจบปวดดดดด" มือเล็กอูมกุมตรงตำแหน่งหัวใจขยุ่มเนื้อผ้าของเสื้อเชิ๊ตสีขาวกระตุกขึ้นๆลงๆหน้าตาเหยเกเหมือนเจ็บปวดแทบทนไม่ไหว

"ก็มึงนั่งดีๆดิ งั้นให้ไอ้แบคฮยอนมันป้อนแทนมั๊ยล่ะ"

คนโดนพาดพิงเบ่งตาใส่แต่ไม่กล้าพูดอะไร

"งินไม่ร้ากนุ้ง งินจัยย้าย....ฮรึก....."

เป็นไปตามสเต็ปเมาของเจ้าของฉายาไอ้ตูดแมวยิ้ม ขัดใจนิดหน่อยยามเมาน้ำตาจะกลั่นตัวลงอาบแก้มอย่างง่ายดายผิดกับนิสัยเจ้าตัวในเวลาปกติ

"มึงอย่าดราม่าเดี๋ยวกูอุ้มกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย กลับไปปลูกเห็ดกินเองที่บ้านเลยดีม่ะ" จงอินเองก็ทำตามสเต็ปเพื่อนแมวขี้เมา คือปากก็บ่นไปแต่ก็ทำให้ทุกอย่าง เช็ดน้ำตา ลูบหัว ดึงมากอดโอ๋

หน้าที่จมอยู่กับอกทำจมูกฟุดฟิดเหมือนเด็กพยายามกลั้นร้องไห้ เอาแก้มไถๆกับอกอุ่นๆพักเดียวก็นิ่งไป

"มึงหลับง่ายๆยังงี้เลยนะ"

"งั้นกลับเลยมั๊ยพรุ่งนี้กูมีประชุมเช้า" แบคฮยอนออกความเห็น

"โอเค มึงเคลียร์ค่าเหล้าก่อนนะกูอุ้มไอ้ตูดนี่ไปขึ้นรถก่อน มึงกลับกะกูเนี่ยแหละเดี๋ยวกูขับไปส่งบ้านจะได้ช่วยกันแบกมันขึ้นห้องนอนด้วยเกรงใจแม่มินซอกมัน"

ที่ว่าอุ้มคืออุ้มจริงๆแบบอุ้มเด็กที่หลับคาอก เอาแขนข้างนึงช้อนก้นส่วนอีกข้างประคองหลังมือก็กดหัวคนหลับให้อยู่ตรงซอกคอปล่อยขาคนเมาห้วยต่องแต่ง เอาเป็นว่าคนหันมามองกันทั้งร้าน แต่มันเป็นสิ่งที่จงอินทำเป็นประจำเวลามินซอกเมาเละเทะแบบนี้ จะแบกประคองแบบคนเมาทั่วๆก็ดิ้นๆแล้วลงไปนั่งร้องไห้ เอาขึ้นหลังก็ไม่ได้ หลับๆอยู่ตื่นมาขยุ้มหัวจนเขาน้ำตาเล็ดมาแล้ว มีแค่ท่านี้ที่เจ้าตัวยุ่งจะยอมอยู่นิ่งๆ











ระหว่างรอเวลาแจกลายเซ็นต์ ลู่หานนั่งจมอยู่กับโทรศัพท์มือถือเปิดคลิปข่าววันเกิดเรื่องดูวนไปมา ทั้งที่2-3วันที่ผ่านมาก็ดูจนเรียกได้ว่ายอดวิวครึ่งนึงก็เป็นเพราะเขานี่แหละ

มีเสียงถอนหายใจยาวตามมาด้วยเสียงเสียดสีของเนื้อผ้าฝ้ายเสื้อเชิ๊ตลายสต็อตน้ำตาลอ่อนกับหนังเทียมของโซฟา

ชายหนุ่มทิ้งตัวลงกับพนักพิงแล้วหลับตา พยายามนึกทบทวนถึงเหตุการณ์วันนั้น พยายามเก็บรายละเอียดที่ตัวเองอาจจะทำตกหล่นไปเกี่ยวกับผู้ชายตัวเล็กๆคนนั้น

"กลิ่น...ใช่ๆกลิ่นคนนั้นเหมือนตอนอยู่ในร้านเบเกอร์รี่" จู่ๆร่างที่นั่งผิ่งแขนขาแผ่หราเหมือนคนสิ้นแรงกระกระตุกลุกพรวดขึ้นมา ทำเอาสต๊าฟของงานที่จะเอากาแฟมาเสิร์ฟถึงกับผงะ

"ขอโทษครับ" ลู่หานยิ้มแหยๆรีบรับกาแฟมาดื่ม

"อีกสิบนาทีนะคะตอนนี้แถวยาวออกไปนอกร้านแล้วแต่ทางเราให้ให้มาต่อเพิ่มแล้วค่ะคุณลู่หานไม่ต้องห่วงงานไม่น่าจะเกินสองชั่วโมงค่ะ"

"ครับ ขอบคุณมากครับ"





หลังจบสัมภาษณ์เล็กๆน้อยๆก็ถึงเวลาแจกลายเซ็น วันนี้มีการ์ดเยอะเป็นพิเศษ ไม่มีการให้จับมือเหมือนงานที่ผ่านๆมานอกจากว่าเป็นเด็กเล็กๆที่ผู้ปกครองพามาด้วย

งานจบอย่างราบรื่น ลู่หานปฎิเสธขอเสนอของสต๊าฟคนหนึ่งที่อาสาจะขับรถไปส่งเขาเพราะรู้ว่าวันนี้เขาไม่ได้เอารถมา เขารู้สึกวันนี้ทุกคนดูเกร็งเพราะกลัวจะเกิดเรื่องแบบคราวก่อนเลยไม่อยากรบกวนกลับแท็กซี่สบายใจกว่า







ลู่หานมายืนที่จุดรอรถ มีแท็กซี่เข้ามาจอดพอดีผู้โดยสารในรถเปิดประตูลงมาไม่ทันมองเกือบจะชนกับเขา

"ขอโทษครับ"
"ขอโทษครับ"

ทั้งสองคนพูดแทบจะพร้อมกันและโค้งให้กันนิดๆ

ผู้โดยสารที่เพิ่งลงรถขยับหมวกเบสบอลที่แทบจะปิดมาถึงลูกตาให้เข้าที่ ขาก็ก้าวพรวดเต็มความกว้างของช่วงก้าวตัวเอง เลยเวลานัดมาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ร้านเหล้าเล็กๆข้างทางที่เป็นจุดหมายที่เห็นอยู่ไม่ไกลทำให้เขาไม่ได้สนใจอะไรนัก ไม่ได้เห็นว่าคนที่เพิ่งชนกันเอาแต่ยืนนิ่งทำท่าฟุดฟิดสูดกลิ่นแล้วมองตามเขาตาเขม็ง

"ขอโทษนะครับผมไม่ไปแล้ว" ลู่หานก้มบอกคนขับก่อนปิดประตูรถที่ตัวเองเปิดค้างไว้แล้วเดินจ้ำตามคนที่ทิ้งกลิ่นแบบในร้านเบเกอร์รี่ไว้ในประสาทสัมผัส




"โทษทีเว้ยวันนี้ที่ร้านลูกค้าเยอะ....แล้วนี่พวกมึงชอบกินหวานตั้งแต่เมื่อไหร่สั่งมาทำไมเต็มจานเบ่อเร้อวะ" มินซอกยกมือขอโทษเพื่อนแล้วชี้ไปที่จานเห็ดหวานตรงหน้า

"กูก็สั่งมาเผื่อๆยังงั้นแหละ....แล้วมึงจะเอาไรเพิ่มอีกป่าว" จงอินทำหน้าเอือมๆพลางรินเบียร์ใส่แก้วให้เพื่อน

มินซอกส่ายหน้าแล้วยกเบียร์ขึ้นจิบ

"แล้วไอ้แบคมันจะตามมากี่โมงวะเนี่ยกูว่ากูช้าแล้วนะ"

"มันไม่มาแล้วเพิ่งโทรมาเมื่อกี้เองแม่งโดนลูกค้าด่าต้องแก้งาน วันนี้มีหวังได้นอนออฟฟิศนั่นแหละ"

"บอกให้มาเป็นขี้ข้ากูที่ร้านก็ไม่เอา สมน้ำหน้าแม่งทำงานยังกะทาส"

"มึงยังหาคนมาช่วยไม่ได้อีกเหรอ"

มินซอกคีบกุ้งทอดพลางส่ายหัว

"ก็กูบอกแล้วว่าจะไปช่วยก็ไม่เอา"

"ลูกเจ้าของบริษัทพันล้านแบบมึงเนี่ยนะ ตอกไข่เป็นป่าวเหอะ"

"แม่งดูถูก" จงอินวางตะเกียบเอามือทาบหน้าผากมนแล้วแกล้งเสยจนอีกคนแทบหน้าหงาย

"ไอ้งินกุ้งกูร่วงแล้วเนี่ย"

จงอินคีบกุ้งทอดที่ร่วงจากปากเพื่อนลงโต๊ะจับยัดเข้าปากเพื่อนอีกรอบ

ทุกคำพูดทุกการกระทำถูกเมมไว้ในสมองแบบละเอียดยิบ ชายหนุ่มที่นั่งตัวลีบปิดบังสายตาไว้ด้วยแว่นดำใหญ่เกือบครึ่งหน้ากระดกโซจูช้าๆพยายามไม่ให้มีพิรุธ แต่แว่นดำใหญ่ตอนค่ำเนี่ยแหละพิรุธที่สุด ใครเข้าร้านมาใหม่ก็มองกันทั้งนั้น ดีที่พอเหล้าเข้าปากก็ไม่มีใครสนใจใครอีก










"คอลัมน์ในนิตยสารสามเล่มผมเขียนเตรียมไว้แล้ว สัมภาษณ์ที่นัดไว้ลัดคิวมาไว้ในเดือนนี้เลยถ้าไม่ได้คุณจงช่วยเลื่อนให้หน่อย งานทั้งหมดช่วงนี้ผมอยากเคลียร์ในจบในเดือนนี้ ผมอยากพักจริงๆจังๆซักสองเดือนจะได้เริ่มนิยายเรื่องใหม่ซะที "

จู่ๆเจ้านายหนุ่มไฟแรงที่ตลอดเวลาเกือบห้าปีเธอแทบไม่เคยเห็นพักงาน กลับอยากจะหยุดพักซะดื้อๆถึงสองเดือน เรขาในวัยนูน่าถึงกับแอบถอนหายใจ กดดูตารางงานในสมาร์ทโฟน ก่อนรับคำแบบไม่เต็มเสียงนัก



"แต่..คุณจะไปไหนคะ สื่อต้องถามแน่ๆพี่จะได้ตอบถูก"

"บอกแค่ว่าผมพักไปหาแรงบันดาลใจเขียนนิยายก็พอครับ"

"เอ่อ....ก็ได้ค่ะ"






ร้านเบเกอร์รี่โทนสีฟ้าที่ภายนอกดูเหมือนร้านหนังสือเล็กๆเก๋ๆ พอเปิดประตูเข้าไปก็มีเสียงกรุ้งกริ้งพร้อมกลิ่นหอมเฉพาะตัวลอยมาเตะจมูก ลู่หานกวาดสายตามองช้าๆ เค้าเตอร์คิดเงินอยู่ทางขวามีตู้กระจกเล็กๆใส่สโคน เบเกิ้ล และแซนวิชแบบต่างๆ ชั้นขนมอยู่ทางซ้าย ด้านติดกำแพงมีขนมปังหวานหลายรสชาติหลากหน้าตา ตรงกลางร้านมีขนมปังจืดหลายชนิดกับกระปุกแยมหลากสี

หัวกลมๆที่โผล่ออกมาจากชั้นกระปุกแยมทำเอาชายหนุ่มผงะนิดๆด้วยความตกใจ


เจ้าของหัวกลมๆร่างเล็กติดจะมีเนื้ออวบนิดๆยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่ก็แค่แว๊บเดียวก่อนที่เจ้าตัวจะทำท่าปัดผ้ากันเปื้อนตรงหน้าท้องแล้วเดินไปอยู่หลังเค้าน์เตอร์

ลู่หานไม่ทันได้ยิ้มตอบแต่ก็ไม่ลืมสังเกตรายละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้าของร่างเล็กในชั่วระยะการเดินไม่กี่วินาทีเอาไปแม็ทช์กับภาพทรงจำในหัวในวันที่ตัวเองนอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้นในร้านหนังสือ

ทรงหัว ช่วงไหล่ เอว มือ ช่วงขา แถมให้ด้วยไนกี้แอร์แม็กซ์ซีโร่สีขาวน้ำเงินคู่เดิม ไม่ต้องรอสแกนลายนิ้มมือหรอกสมองเขาสแกนแล้วว่าใช่โพโรโระศิษย์บรู๊ซลีคนนั้นแน่ๆ



ชายหนุ่มตรงไปที่เค้าเตอร์ เจ้าของร้านเดินวนไปมาเหมือนแฮมสเตอร์ในกรงไม่มีผิด เขาเกือบจะเผลอหัวเราะออกมาแต่ก็ต้องเม้มปากแน่น เมื่อร่างนั่นหยุดการเคลื่อนไหวหันมามอง

"รับอะไรดีครับ"

"คือ..ผมได้ยินว่าร้านคุณต้องการคนช่วยงานชั่วคราวสามสี่เดือน"

เจ้าของร้านขมวดคิ้วกลับมาให้ลู่หานจึงรีบขยายความ

"ผมได้ข่าวจากป้าร้านขายเหล้าน่ะครับ ตัวผมเป็นนักเขียน กำลังจะแต่งนิยายเรื่องใหม่มีตัวละครทำงานในร้านเบเกอร์รี่ ผมเลยอยากมาลองทำงานเพื่อหาข้อมูลในการเขียนด้วย ผมมีพื้นฐานมาบ้างเพราะช่วยแม่ทำขนมบ่อยๆแต่คงทำได้แค่สองเดือนเท่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่คุณจะพิจารณาครับ"


มินซอกละสายตาจากคู่สนทนา ทำท่าครุ่นคิด เหมือนจะคิดแค่จะรับคนเข้าทำงานดีมั๊ย แต่จริงๆในหัวหกลมๆนั่นมีอยู่ประมาณพันกว่าเรื่อง

...ไอ้เวรนี่จำเราไม่ได้จริงๆ...ใช่ๆวันนั้นเราแต่งหญิง...ทำไมโลกกลมแบบนี้วะ...เห็นหน้าก็อยากเอาไนกี้กระแทกแก้มแล้ว...คันตีนฉิบหาบ...โอ้ยกูจะเอาเอาไงดีวะ...โอกาสแก้แค้นไง...มินซอกเขาจำมึงไม่ได้...หลอกให้ตายใจแล้วหาทางแก้แค้นให้สาสมดิ...เออเอาวะ...

"ได้ยินว่าพวกนักเขียนเนี่ยไส้แห้ง...."มินซอกทิ้งจังหวะเว้นวรรคยกมุมปากแบบหน่ายๆ แล้วกอดอกเอามือลูบคางให้ดูวางอำนาจแต่ดันไปเพิ่มความกลมให้ร่างไม่ต่างจากหัว ยกปลายเท้าขึ้นลงกระทบพื้นตั้งใจให้เกิดเสียงเพื่อต้องการเพิ่มความกดดันให้อีกคน หรือกดดันตัวเองก็ไม่รู้เพราะทำหลายอย่างพร้อมกันแล้วงง

ลู่หานถึงกับต้องทำเป็นเกรงๆหลบตาเอาแต่มองพื้นแต่จริงๆเพื่อไม่ให้เห็นว่าเขากลั้นขำจนแก้มสั่นไปหมดแล้ว

มินซอกนิ่งไปนานเพราะนึกคำพูดไม่ออก ต้องขมวดคิ้วเพิ่มให้ดูว่าคิดหนักว่าจะรับเข้าทำงานดีมั๊ย

"....ขยันๆหน่อยละกัน ชั้นบนมีห้องว่างจะพักที่นี่ก็ได้จะได้ไม่เปลืองค่ารถ แต่ช่วยกันรักษาความสะอาดด้วย ขนมปังกาแฟอะไรผมไม่หวงหิวก็กินแต่อย่าจิ๊กไปให้คนอื่น ส่วนค่าแรง.."

"เท่าไหร่ก็ได้ครับ มีของกินแก้หิวมีที่นอนแค่นี้ก็ดีมากๆแล้วครับ" ลู่หานทำหน้าสำนึกบุญคุณสุดๆ ดวงตากลมโตมีประกายวิบวับเล่นเอานายจ้างหมาดๆถึงกับต้องกระแอมเคลียร์คอให้โล่ง อยากจะพูดเหยียดๆให้สะใจอีกซักหน่อยดันฝืดคอขึ้นมาซะงั้น

"คอแห้งจัง"บ่นพึมพัมทำทีหันไปหาน้ำดื่ม

"งั้นผมขอเริ่มงานพรุ่งนี้เลยนะครับ"ลู่หานก้มโค้งเก้าสิบองศาได้โอกาสขำแบบเก็บเสียงออกมาหน่อยนึง คลายความเมื่อยหน้า

"พร้อมทำงานยังงี้ก็ดี ที่ร้านมีเด็กพาร์ทไทม์คนนึงแต่ช่วงนี้ติดสอบ คงต้องเหนื่อยกันหน่อย ร้านเปิดเจ็ดโมงเช้านะ อย่าสายล่ะ"

มินซอกสั่งเสียงเข้มแต่ท่าทางรนๆ ในที่สุดก็เจอแก้วน้ำตัวเองซะที เขารีบคว้ามาดื่มพลางเหลือบตามองแผ่นหลังของคนที่เดินก้มหน้าก้มตาไปที่ประตู พออีกคนหันมาโบกมือให้เจ้าตัวก็แทบสำลักน้ำ

"ไอ้บ้าเอ้ย ตกใจหมด..แล้วทำไมร้อนยังงี้วะใครเบาแอร์วะใคร!!!"

มินซอกบ่นพึมพัมกระแทกแก้ววางจนน้ำกระฉอก เดินไปดูอุณหภูมิแอร์ที่ยังเป็นตัวเลขเดิมแบบทุกวัน แล้วก็อดใจไม่ได้หันไปมองคนที่เดินไปไกลแล้วผ่านกระจกร้าน ร่างกายที่มีแค่เสื้อยืดสีขาวกางเกงยืนส์สีซีดกับรองเท้าบู้ทสั้นหนังสีน้ำตาลถลอกๆ เขาเผลอมองจนลับตา แล้วกุมอกตัวเองแบบไม่รู้ตัว

"กูไม่สบายแน่ๆ ร้อนก็ร้อน หายใจก็ไม่ค่อยออก ปิดร้านดีกว่าวันนี้"

นักเขียนหนุ่มพอถึงห้องที่คอนโดก็ถึงกับนั่งกุมขมับ จริงอยู่ที่เขาวางแผนจะพักเพื่อหาแรงบันดาลใจเริ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่ไว้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะถลำลึกไปสมัครเป็นลูกจ้างของคนที่แค่อยากจะเห็นหน้าแล้วขอบคุณที่ช่วยเขาไว้แค่นั้น

"นี่กูทำไรอยู่วะ เจอหน้าก็แนะนำตัวแล้วขอบคุณไปก็จบ พอเห็นเขาจำไม่ได้คิดทำอะไรบ้าๆขึ้นมา........เอาวะ คิดซะว่าช่วยงานเป็นการขอบคุณเผลอๆอาจจะได้พล็อตนิยายเรื่องใหม่ด้วย ดีซะอีก"

ลู่หานสรุปเอากับตัวเองแบบนั้น ก่อนจะลุกมาทิ้งตัวลงนอนที่เตียงแล้วถอนหายใจแบบหมดไส้หมดพุง











จงอินกับแบคฮยอนมองเพื่อนตัวเล็กที่จิบเบียร์เป็นจังหวะสั้นๆสลับกับการกระดกทีละครึ่งแก้วแล้วจนขวดเบียร์เปล่าเพิ่มเป็นสองขวดอย่างรวดเร็วแล้วหันมามองหน้ากับ แบคฮยอนยกคิ้วเป็นเชิงถามแต่จงอินสบัดหน้าเป็นทีว่าอยากรู้อะไรก็ถามเอาเอง 

"มึงเป็นอะไรเนี่ย ไหนว่าได้คนช่วยงานแล้วยังเครียดอะไรอีก"

"กูดูเครียดเหรอ"

แบคฮยอนพยักหน้ารัวๆ มินซอกยกแก้วเบียร์ที่เหลือเกือบครึ่งดื่มรวดเดียวหมดแก้ว หัวกลมๆเริ่มคลอน จงอินดึงผ้าเช็ดหน้าในกระเป่าเสื้อออกมาซับคราบฟองขาวที่ริมฝีปากบนให้แบบรู้งาน

"มีอะไรมากกว่าที่มึงโทรบอกมึงเล่ามาเลย ไม่งั้นเมาล่ะกูไม่อุ้มส่งบ้าน"

"กูร้องไห้นะ มึงไม่สงสารเหรอ"

"มึงเลิกเง้างอดกันก่อนได้มั๊ย กูรอฟังอยู่เนี่ยห่า!!มีไรก็ไม่โทรบอกกูมั่ง" แบคฮยอนเบ้ปากใส่

มินซอกถอนหายใจ แล้วเริ่มสาธยายแผนการลับสิบปีแก้แค้นยังไม่สายของตัวเอง


แบคฮยอนถึงกับทุบโต๊ะรัวๆเหมือนรัวกลองรบทั้งทีที่ฟังจบ

"โลกแม่งกลมชิบหาย เหยื่อมาให้เชือดถึงที่" แบคฮยอนลูบปาก ยักคิ้ว ดีดนิ้ว ทำทุกท่าเพื่อแสดงความสะใจทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

แต่จงอินถามหน้านิ่งๆ

"แล้วที่มึงโทรมาเล่าว่ากำลังวางแผน ผ่านมาสองอาทิตย์กว่าแล้วเริ่มทำอะไรมั่งยัง"

"กูใช้งานเขาไม่ยั้งอะ บางวันพนักงานพาร์ทไทม์หยุดเขาก็เฝ้าร้านคนเดียวทั้งวันกูอยู่แต่ในห้องอบหนมปัง บางวันกูปลุกเขาตั้งแต่ตีสามให้มาช่วยทำหนมปังด้วยแล้วก็ให้รับลูกค้าต่อเลยจนปิดร้าน แล้วก็ปล่อยให้ทำความสะอาดร้านทั้งชั้นล่างชั้นบนคนเดียว ให้ทำห้องกูด้วยนะ"

"ง่อยไปเลยดิไอ้หื่นกามนั่น"แบคฮยอนสะใจแทนเพื่อน

"กูก็ไม่แน่ใจว่ะ ดูเขาเต็มใจทำให้ทุกอย่าง"

จงอินยังหน้านิ่งไม่เปลี่ยนถามขึ้นมาอีก

"เขามองตามึงเปล่า"

"คนนะมึงไม่ใช่กระสือ"

"เขายิ้มให้มึงทุกครั้งมั๊ย"

"คนนะมึงไม่ใช่หุ่นยนต์"

"มึงเผลอๆแล้วหันไปบังเอิญเห็นเขามองอยู่ทุกครั้งรึเปล่า"

มินซอกไม่ตอบ จับหัวเพื่อนตัวโตโยกไปมา

"เป็นอะไรของมึงห๊ะ!! ถามไรนักหนาวะเนี่ย"

"แล้วมึงเครียดเรื่องอะไรอะ"แบคฮยอนรีบถามแทรกก่อนที่เพื่อนจะเง้างอดกันอีกรอบ

"ก็กูเห็นเขาไม่เครียดกูเลยเครียด แม่ง..แบบ..มันไม่สะใจอะมึงเข้าใจปะ กูโขกสับเขาอยู่แต่แม่งดูแฮปปี้มาก"

จงอินเป็นพวกความรู้สึกไว อย่าเรียกว่าเจนจัด แม้จะผ่านมาหลายชายหลายหญิงหลายข้ามเพศ อะไรที่กระตุ้นต่อมรักใคร่สนใจฝ่ายตรงข้ามแค่กระพริบตาผิดจังหวะจงอินก็ดูออก แล้วมินซอกน่ะผิดปกติมาตั้งแต่วันเมาแอ๋เพราะเจ้าตัวบอกว่าบังเอิญเจอคู่ปรับเก่าแล้ว แถมหลังจากวันนั้นก็ยังมีทั้งส่งขอความทั้งโทรมาคุยปนบ่นแบบแปลกๆอีกเป็นชุดไม่เว้นวัน

จงอินมองหน้าตาท่าทางฟึดฟัดเพราะไม่ได้อย่างใจของเพื่อนตัวเล็กแล้วก็อยากจะดีดหน้าผากมนๆนั้นซักเปรี๊ยะ....รู้อะไรกะเขาบ้างวะเพื่อนกูนอกจากเรื่องอบขนมปังเนี่ย หัวใจตัวเองยังไม่รู้เลย....เฮ้ออออออออ

จงอินคิดอยู่คนเดียวแต่ดันเผลอถอนหายใจออกมาจริงๆ แรงมากด้วย มินซอกกับแบคฮยอนหันมามองงงๆ

"เครียดเรื่องไรอีกคนอะมึง"

"กูป่าวเครียด กูอนาถใจ"

"เรื่อง???"

"ก็เรื่องมึงอะ จะแก้แค้นคนที่ทำให้ขายหน้าเพื่อนทั้งโรงเรียนกะอิแค่ใช้เฝ้าร้านใช้ทำความสะอาดเนี่ยนะเด็กฉิบหาย"

"แล้วมึงจะให้กูทำไงอะ"

"เขาทำมึงอาย มึงก็ต้องทำให้เขาอายกว่า ทำงานเหนื่อยเดี๋ยวก็หายเว้ย แต่อับอายขายขี้หน้าเนี่ยแม่งติดตัวไปตลอดชีวิต"

มินซอกคิดถึงหน้าแมวยิ้มที่ก้นตัวเองกับเสียงหัวเราะของเพื่อนๆแล้วก็เลือดขึ้นหน้าทุบโต๊ะโครม

"กูจะถกกางเกงแม่งดีมั๊ย ซื้อกางเกงในเสร่อๆให้แล้วบังคับให้ใส่เพราะเป็นของขวัญแบบรับน้องใหม่ไรงี้ แล้วหาโอกาสตอนลูกค้าเต็มร้าน ถกกางเกงแม่งเลย หัวเราะกันทั้งร้านแน่ๆแม่งต้องอายแบบอยากกินหนมปังให้ติดคอตายตรงนั้นอะ ฮะ ฮ่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ"


มินซอกหัวเราะหัวสั่นหัวคลอน จริงๆแบคฮยอนก็อยากจะหัวเราะด้วยเขาว่ามันตลกดี แต่พอเหลือบไปเห็นจงอินเอามือกุมขมับเขาเลยกลั้นไว้ พอจะเดาออกแล้วว่าแผนการของมินซอกต้องฟังดูโง่แน่ๆถ้าเขาหัวเราะไปด้วยก็จะเหมือนเห็นด้วยแล้วก็จะดูโง่ไปด้วย นิ่งไว้ก่อนดีกว่า

จงอินรอจนเจ้าของแผนการณ์หัวเราะเสร็จ ส่ายหัวเอือมๆแล้วถามคำถามกระตุ้นสติปัญญา

"มึงคิดว่านอกจากเขาจะอายยังมีอะไรอีก"

"อ้าว ก็แค่ทำให้อายไม่ใช่เหรอ???"

"ทุกคนจะเห็นว่ามึงเป็นคนถกกางเกงเขา มึงจะกลายเป็นผู้ร้ายของสังคมเป็นเหยื่อคนในเน็ต แล้วร้านมึงก็จะเจ๊ง!!!"

แบคฮยอนรีบพยักหน้าเห็นด้วย ให้เห็นกันไปชัดๆว่ามินซอกโง่อยู่คนเดียว....เขาเรียกอยู่เป็นไม่ได้เห็นแก่ตัว

"ใช่ๆ มึงคิดอะไรตื้นๆวะ กูไม่แปลกใจเลยว่าจนป่านนี้มึงยังติดการ์ตูนโพโรโระ สมองแม่งเหมือนเด็กห้าขวบ"...เพื่อนล้มอย่าข้ามให้เหยีบซ้ำเบาๆพอ

มินซอกอยากยกขามาพาดคอเพื่อนมากติดว่าเป็นร้านนั่งกับพื้นยกขาลำบากติดพุงน้อยๆ โต๊ะก็หน้ากว้างระยะห่างคำนวนแล้วว่ายกขาขึ้นมาได้ก็คงได้แต่ใช่ปลายนิ้วเท้าเขี่ยๆที่ปลายจมูกคนที่นั่งตรงข้ามเท่านั้น นิ้วกลางสั้นๆจึงถูกส่งออกไปแล้วกระดกเบียร์ต่อ




สุดท้ายวงเหล้าในก็จบลงแบบเดิม ขวดเปล่ากระป๋องเปล่าเกินครึ่งเป็นฝีมือของมินซอก แล้วเจ้าตัวก็อยู่บนตัวของเพื่อนตัวโตที่อุ้มแบบทุลักทุเลขึ้นมาที่ชั้นสองของร้านเบเกอร์รี่

"กุญแจบ้านก็เสือกไม่เอามาบันไดร้านแม่งทั้งชันทั้งสูง....."ชายหนุ่มบ่นพึมพัมพลางไล่ไขกุญแจที่ละดอกด้วยความยากลำบาก เพราะต้องระวังไม่ให้คนที่ในอ้อมแขนตกลงไปนั่งแบะอยู่กับพื้น เพื่อนแบคตัวจี๊ดก็ดันชิ่งกลับไปก่อนเพราะงานที่เจ้าตัวยังโดนเจ้านายไล่บี้อยู่ทุกวัน แมวขี้เมาจึงกลายเป็นภาระของเขาคนเดียว

"โอ้ยยยมินซอกมึงนิ่งๆดิ กูไขกุญแจอยู่ แล้วอย่าดูดไหล่กู เสียวไปหมดแล้วเดี๋ยวปล่อยทิ้งแม่งเลย"

มีเสียงงัวเงียประท้วงมาแต่หัวไหล่ที่ชื้นแฉะด้วยคราบน้ำลายก้ยังโดนดูดดุนอย่างต่อเนื่อง

จงอินกำลังตัดใจจะพาเพื่อนขี้เมาไปนอนบ้านตัวเองเพราะไขกุญแจไม่ได้ซะที โทรไปหาคุณแม่มินซอกให้ช่วยเปิดประตูบ้านก็เกรงใจท่านดึกดื่นจนจะข้ามวันอยู่แล้ว ชายหนุ่มหมุนตัวจะกลับลงบันไดก็พอดีที่ห้องข้างๆเปิดออกมาเรียกเขาเอาไว้

"ขอโทษครับคุณ"

ร่างสูงหันไปตามเสียงช้าๆเพราะน้ำหนักที่สองแขนและลำตัวรับไว้เริ่มทำให้เขาล้าไปหมดทั้งตัว

ชายหนุ่มที่เพิ่งโผล่ออกมาจากห้องพอเห็นคนที่เกาะเป็นลูกลิงบนตัวของชายหนุ่มแปลกหน้า เขาก็รีบเดินตรงมาหาแบมือขอพวกกุญแจพวงใหญ่เลือกดอกที่ถูกต้องไขห้องอย่างรวดเร็ว

จงอินรีบเดินตรงไปที่เตียงพยามยามเกร็งจนตัวสั่นเพื่อจะว่างร่างในอ้อมกอดลงอย่างเบามือ

ใบหน้าขาวชื้นเหงื่อมีรอยแดงเป็นแถบที่แก้มข้างหนึ่งเพราะเจ้าตัวเอาแนบมากับไหล่เขา จงอินเอามือลูบยิ้มๆแล้วใช้นิ้วเกลี่ยกลุ่มผมที่ปรกอยู่ตามกรอบหน้า

คนที่ยืนมองอยู่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบและความอึดอัดของตัวเอง

"เดี๋ยวผมจัดการต่อเองครับขอบคุณมากครับ"

คำพูดคำจาที่ฟังรวบรัดเหมือนออกคำสั่งนิดๆแต่ก็ดูสุภาพด้วยการเลือกใช้น้ำเสียง จงอินไม่พอใจนักหรอกแต่เขาคงทำอะไรไม่ได้ส่งเพื่อนถึงที่พักก็คงหมดหน้าที่เขาแล้ว

"ฝากเพื่อนผมด้วยนะครับ" ตอบไปเสียงขุ่นๆเจ้าตัวเองไม่ได้ตั้งใจแล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก มินซอกไม่ใช่เด็กๆเสียเมื่อไหร่

ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นโค้งให้นิดๆก่อนออกจากห้องไป

ลู่หานนั่งลงข้างเตียงแทนที่จงอิน เห็นเหงื่อตามกรอบหน้าไล่ลงมาถึงคอก็ทำท่าจะลุกไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดให้แต่คนที่ดูเหมือนหลับไปแล้วจู่ๆก็คว้ามือเขาไว้

"งินงิน นุ้งหยักกิงเห็กหวานๆอ่าาา งินงินๆป้อนเห็กโหน่อยยย"

ลู่หานถึงกับขำพรวดออกมา คนที่เอาแต่ทำหน้าทำตาขมึงทึงเวลาใช้งานเขาสารพัดพอเมาแล้วเหมือนเด็กติงต๊องแบบนี้

"ไม่กินแล้วครับ เดี๋ยวเช็ดตัวแล้วก็นอนนะ"

นักเขียนหนุ่มไม่รู้ตัวว่าน้ำเสียงที่ใช้เป็นแบบที่เคยใช้กับคนคนนึงเมื่อนานมาแล้ว และไม่เคยมีใครได้สิทธิ์นี้อีก...จนวันนี้

"นุ้งจากิงงงงงเห็ก...."

มินซอกเริ่มเสียงดังดึงมือลู่หานเหมือนเด็กเอาแต่ใจ ในจังหวะที่ลู่หานจะลุกก็ถูกกระชากจนเสียหลัก ยังดีที่มือข้างที่ว่างเท้าที่นอนไว้ทันตัวไม่ลงไปทับคนที่นอนอยู่

...นี่มันฉากในนิยายของเขา ตอนที่ไม่ทันตั้งตัวแล้วหน้าขอพระเอกนางเอกอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบแบบนี้ เสียงหัวใจจะเริ่มดังขึ้น ดวงตาหลับพริ้ม และริมฝีปากเจ่อแดงตรงหน้านั่น....



ลู่หานสะบัดหัวรัวๆ ปากเขาเกือบจะโดนปากแดงที่ยู่ห่อเพราะงอนที่ไม่ได้กินเห็ดนั่นแล้ว  เขารีบเกาะมือเล็กที่รั้งไว้ออก ลูบหน้าลูบตาให้อีกคนสงบแล้วรีบลุกไปที่ห้องน้ำ



ชายหนุ่มแทบจะขาปัดตอนที่เดินกลับมาพร้อมกาละมังพลาสติกใบจิ๋วกับผ้าขนหนูผืนเล็ก ร่างที่นอนตาปรืออยู่ตอนนี้เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางแหวกลงไปเกือบถึงหน้าท้องแล้ว ลู่หานพยายามไม่มองผิวสีชมพูเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์นั่น รีบจัดการเช็ดหน้าเช็ดตัวให้แบบทำไปหรี่ตาไป ติดกระดุมทุกเม็ดกลับเข้าที่เสร็จแล้วก็มานั่งทอดถอนใจกับความลุกลี้ลุกลนของตัวเอง

....ทำไมต้องอยากเจอผู้ชายคนนี้ แค่เขาช่วยไว้วันนั้น แค่นั้นจริงๆเหรอลู่หาน แค่นั้นเหรอ...

ชายหนุ่มส่ายหัว คอตก หงุดหงิดนิดๆที่ตอนนี้หัวใจก็ยังเต้นแรงอยู่ เขาเงยหน้ากลับไปมองร่างที่นอนนิ่งพิจารณาที่ล่ะส่วนช้าๆ....

รู้สึกเหมือนกำลังต้อนตัวเองให้จนมุม....เขาวางมือลงบนแก้มนุ่มใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ปากอิ่มแดงเผยอออกเหมือนจะเพ้ออะไรอีกครั้ง ชั่ววินาทีที่เผลอจ้อง มือเขาก็โดนสองมืออูมจับไว้ นิ้วที่เกลี่ยแก้มเล่นเมื่อครู่เข้าไปอยู่ในปากแดงๆนั่นทั้งลิ้นนุ่มๆทั้งแรงดูดทำเอาเจ้าของนิ้วเสียววาบจากปลายนิ้วไปถึงท้องน้อย

จังหวะที่แรงดูดคลายลง ลู่หานดึงนิ้วออก ปากแดงเผยอค้างฉ่ำน้ำลาย ในหัวที่มีแต่ความขาวโพลนของลู่หานไม่สามารถสั่งงานได้ชั่วคราว....ปากที่แนบลงไปประกบปากแดงนั่นก็เป็นไปตามความรู้สึกและแรงขับของสัญชาตญาณล้วนๆ 

เหมือนได้ครอบครองและถูกครอบครองในเวลาเดียวกัน แต่กลับรู้สึกเป็นอิสระอย่างที่สุด



เสียงครางเบาๆ ทำให้สมองเริ่มส่งสัญญาณและสั่งงาน ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกหอบเบาๆเพราะลืมตัวกลั้นใจอยู่นาน

จู่ๆที่ปลายตาที่เฉียงขึ้นนิดๆก็มีน้ำตาไหลออกมา

นักเขียนหนุ่มใจหายแต่แล้วก็ยิ้มออกเมื่อเสียงงำงัมเฉลยที่มาของน้ำตา

"ถ้าม่ายป้อน...... นุ้งจาร้องห้าย งินงินใจย้ายยยยย"

ชื่อประหลาดๆที่ได้ยินอีกครั้งทำให้ลู่หานหุบยิ้ม เขาคิดว่าน่าจะหมายถึงผู้ชายที่อุ้มมินซอกมาส่ง ตัวใหญ่ยังกะหมี ชื่องินงินออกจะน่ารักไปซักหน่อย ได้ยินแล้วก็พาลหงุดหงิด



ร่างเล็กพลิกไปมาอยู่หลายรอบ พอตัวหลุดจากผ้าห่มก็ได้สติ เขาเดินงัวเงียลงมาหากาแฟกิน นาฬิกาบอกเวลาตีสองครึ่งยังมีเวลาอ่อยอิ่งอีกนิดก่อนจะเริ่มทำขนมปัง

มินซอกดันตัวขึ้นนั่งบนเค้าน์เตอร์ใกล้ซิ้งค์ล้างถ้วยจาน จิบกาแฟช้าๆทบทวนความรู้สึกแปลกๆที่กวนใจบอกไม่ถูก และเขาไม่ได้ปวดหัวแบบคนแฮ้งค์เหมือนเคย แต่ความทรงจำเรื่องเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาก็เลือนลางเหลือเกิน ต่างจากความรู้สึกแปลกๆที่ติดค้างอยู่ความคิด มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีบางอย่างแปลกออกไปแต่ก็บอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร มือเล็กเผลอกำเนื้อผ้าของเสื้อเชิ๊ตตรงตำแหน่งหน้าอก

...ปัญหามันไม่ได้อยู่ในหัว...มันอยู่ในนี้ต่างหาก....จู่ๆหน้าของลูกจ้างคนใหม่ก็แว๊บเข้ามา เหมือนมีใครเปิดไฟกระพริบ ดับๆติดๆเป็นใบหน้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วก็ดับสนิทไป

มินซอกดื่มกาแฟรวดเดียวหมด สะบัดหัวกลมๆดันตัวลงจากเค้าเตอร์ตรงเข้าไปในห้องหลังร้านเพื่อเตรียมทำขนมปัง เขาคว้าผ้ากันเปื้อนที่แขวนอยู่ตรงมุมห้องมาใส่อย่างคล่องแคล่ว เตรีมจัดอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ใกล้มือ แป้ง น้ำตาล ไข่ นม ทุกอย่างพร้อมใช้ ขาดก็แต่ยีสต์ที่เหลืออยู่ก้นกระป๋อง พอเปิดตู้ที่เหนือหัวก็หงุดหงิดนิดๆ กระป๋องยีสต์ถูกจัดวางไว้ที่ชั้นบนสุดเพราะเด็กที่ช่วยงานสูงกว่าเขาเกือบสิบเซ็นต์เป็นคนจัดของ

มินซอกเขย่งสุดตัว ปลายนิ้วแตะได้ที่ขอบกระป๋องแล้วพยายามออกแรงเขี่ยๆให้กระป๋องเลื่อนออกมาที่ขอบตู้ แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้เลื่อนกลับเข้าไปด้านในมากขึ้น ร่างเล็กกลับไปยืนเต็มสองเท้าแล้วพยายามเขย่งอีกครั้ง จู่ๆแผ่นหลังก็รู้สึกร้อนวูบขึ้นมา

คนที่โดนลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวอยากจะขยับหลบออกมาก็รู้สึกขามันแข็งไปหมด จนกระป๋องยีสต์ถูกนำมาวางไว้ข้างตัวและร่างอุ่นที่ขยับออกไปเอง

มินซอกยังไม่อยากหันมาสบตา เขาเอามือที่กำแล้ววางค้างอยู่บนอกมาปิดปากทำแสร้งกระแอม

"คุณปวดหัวรึเปล่า"

"ทำไมล่ะ"

"ก็เมื่อคืนคุณเมามาก"

"อ้อ..นิด...นิดหน่อยน่ะ ผมชินแล้ว" 

"ยังดูหน้าแดงๆอยู่เลย"

"เหรอ...อืม...มันร้อนน่ะ เอิ่ม...ผสมแป้งชุดแรกได้เลยนะ ผมไปอาบน้ำก่อน ร้อนมากๆ มากๆเลย เดี๋ยว..เดี๋ยวมา"

เจ้าของร้านกระแอมเคลียร์คออีกหลายรอบ ก่อนจะรีบเดินออกมา ในหัวคิดแค่ว่าขอออกไปให้พ้นๆก่อน แล้วก็พาตัวเองออกมานั่งที่ระเบียงชั้นสองของร้านไม่ใช่ห้องน้ำอย่างที่ควรจะเป็น

"โอ้ยยยหงุดหงิดเว้ยแม่ง...แผนอะไรก็คิดไม่ออกซักอย่าง" มินซอกขยี้หัวตัวเองจนยุ่งเหยิง หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วก็ใส่กลับเข้าไปเมื่อคิดได้ว่ามันยังไม่ตีสามดีเลย จะโทรหาจงอินตอนนี้มีหวังโดนเพื่อนด่ากลับมาแน่ๆ เขาตัดใจไปอาบน้ำอย่างที่พูดส่งๆบอกคนข้างล่างไป

ช่วงบ่ายเด็กพาร์ไทม์กลับมาช่วยงานที่ร้านพอดี มินซอกจึงได้ออกโอกาสทิ้งร้านออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง



เขาตรงไปที่ร้านหนังสือที่อยู่ถัดไปอีกซอย ถามหาหนังสือจากชื่อของผู้เขียน พนักงานอมยิ้มไม่ได้เสิร์ชหาในคอมพ์แต่พาลูกค้าเดินไปที่ช่องหนังสือฝ่ายมือบอกตำแหน่งแล้วพูดเขินๆ

"สนุกทุกเรื่องเลยค่ะคนเขียนหล่อมากด้วย"

มินซอกไม่รู้จะตอบอะไรได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

เขาได้หนังสือออกมาจากร้านสามเล่ม ตัดสินใจว่าคืนนี้จะกลับไปนอนบ้านลองอ่านหนังสือที่คนเขียนชื่อลู่หานดู








...........................พักดูรีรันโพโรโระ ...........................




ส่วนใหญ่น่าจะอ่านในเด็กดีมากกว่าในบล็อกเนอะ

แต่คนเขียนจนป่านนี้ก็ยังอัพลงเด็กดีไม่คล่อง / ความป้า

ขอบคุณมากๆที่ติดตามอ่านไม่ว่าจะช่องทางไหนค่ะ

ขอบคุณทุกๆคมเม้นท์ทั้งสองที่ค่ะ / เอามือทาบอก

คุณแม่ของออมม่านุ้งทัน ซาบซึ้งๆ =^-^=

โปรดติดตามตอนต่อไป สกรีมและติชมในทวิตเตอร์ด้วยแท็ก #ficW 

สวัสดีปีใหม่ด้วยนะคะ คาดหวังให้ทุกอย่างไปดีไปหมดก็คงไม่ได้แต่ขอให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี และเรื่องที่กลายเป็นดีไม่ได้ ทำร้ายความรู้สึกน้อยที่สุด

แฮปปี้ๆทั้งชีวิตจริงและเรื่องติ่งค่ะ ^.^,































Create Date : 13 กันยายน 2559
Last Update : 1 มกราคม 2560 20:57:54 น.
Counter : 356 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2090139
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
กันยายน 2559

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30