Group Blog
 
All blogs
 
"โครงการเชียงใหม่ฝึกฟื้นใจเมือง" โดย เปียงดอย

"โครงการเชียงใหม่ฝึกฟื้นใจเมือง" เกิดขึ้นเพื่อต้องการจะนำเสนอเรื่องราว ในอดีต เพื่อให้เกิดความตระหนักและสำนึกในคุณค่าของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่บรรพบุรุษได้ตั้งต้นไว้ ซึ่งจะนำไปสู่การสืบสาน และสรรสร้างเมืองเชียงใหม่ให้น่าอยู่ และคงคุณค่าของความเป็นเมืองเก่าไว้ตลอดไป สารคดีแบ่งเป็นตอนๆ อ่านได้ที่ comment ครับ โดยคุณ เปียงดอย







Create Date : 10 สิงหาคม 2548
Last Update : 10 สิงหาคม 2548 23:52:55 น. 9 comments
Counter : Pageviews.

 
สารคดี ตอนที่ 1 "พญามังราย กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง"

เชียงใหม่.... ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา
เมืองของพวก "ลาวนุ่งซิ่นกินกิ้งก่า"
เมืองที่มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรป่าไม้เมือง "สาวถิ่นไทยงาม" และ "กุหลาบงามแห่งล้านนา"
เมืองหลักของภาคเหนือตอนบน
เมืองขยะ และ....อีกนับไม่ถ้วน

ทั้งหมดนี้คุณสุดารา สุจฉายา กล่าวไว้ในหนังสือสารคดี เพื่อความเข้าใจในแผ่นดินเชียงใหม่

ไม่ว่าเชียงใหม่จะถูกเรียกขาน จำกัดความอย่างไร คำนิยามเหล่านี้ ล้วนบอกนัย ความหมายที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และพัฒนาการของเมืองนี้ในแต่ละช่วงเวลาได้ชัดเจนไม่น้อย
ย้อนหลังไปเมื่อสมัยสร้างบ้าน แปงเมือง พญามังรายผู้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนา ท่านสืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก หรือที่บางตำนานเรียก ลวจักราช พญามังรายท่านเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลาว ครองเมืองเงินยาง

"ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี" นักวิชาการและปราชญ์ล้านนาด้านภาษาและวรรณกรรม แสดงมุมมองเกี่ยวกับพญามังรายว่าขณะนั้นพระองค์เป็นกษัตริย์ที่เป็นนักกิจกรรม ทรงมีกิจกรรมต่อเนื่อง ทรงเปลี่ยนแปลงคำกล่าวขาน จากคำว่าลาว เป็น พญา ซึ่งเป็นภาษามอญ นั่นแสดงว่าท่านต้องมีอะไรอยู่ในใจบางอย่างถึงได้รับเอาวัฒนธรรมด้านภาษาข้ามชนชาติเช่นนี้

ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี
ก่อนที่พญามังรายจะแผ่อำนาจจากแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำกก ลงมาผนวกแคว้นหริภุญไชยในแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงนั้น พระองค์ได้ทรงรวบรวมเมืองเล็กเมืองน้อยในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำกกไว้ในพระราชอำนาจ โดยยกทัพไปตีและส่งขุนนางไปปกครอง และได้สร้างเชียงรายไว้เป็นศูนย์กลางโดยมีดอยจอมทอง ยึดมั่นเป็นสะดือเมือง มีน้ำกก เป็นชัยภูมิของเมือง และที่ราบลุ่มเชียงรายนี่เองซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งขนาดใหญ่ และที่สำคัญมีอาณาจักรติดต่อกับเมืองพะเยา ซึ่งอยู่ในที่ราบลุ่มเดียวกัน ดังนั้นการเคลื่อนไหว ของพญามังรายจึงอยู่ในสายตาของพญางำเมือง ผู้ครองเมืองพะเยาตลอดเวลา

ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ได้ให้ความหมายของคำว่า งำเมือง ซึ่งเป็นนามของผู้ครองเมืองพะเยาแห่งนี้ว่า เป็นเสมือนผู้ปกปัก รักษาเมืองที่รักนี้ ยิ่งชีวิต เสมือนแม่ไก่งำไข่ ไม่ได้หมายถึง ผู้ครอบครองเมืองด้วยอำนาจดังที่หลายคนเข้าใจ

เมื่อพญามังรายทรงเห็นว่าเมืองพะเยา ของพญางำเมือง อยู่ในพื้นที่ราบลุ่มเดียวกัน มีกำลังเข้มแข็งและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมืองน่าน, แพร่ และสุโขทัย รวมทั้งยังสืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษเดียวกันนั่นคือ ขุนเจือง จึงเปรียบเสมือนเป็นดั่งญาติมิตรกันมากกว่า ดังนั้นพญามังรายจึงทรงใช้วิธีการผูกสัมพันธไมตรี

ณ ที่ราบระหว่างชายแดน เมืองเชียงรายและเมืองพะเยา พญามังรายและพญางำเมือง ยกทัพมาพบกัน โดยพญามังรายขอผูกสัมพันธไมตรี ดังนั้นพญางำเมืองจึงได้มอบบ้านเมืองในแถบนั้นเป็นเครื่องราชบรรณาการ นั่นหมายความว่าพญางำเมือง ทรงยอมรับในพระราชอำนาจของพญามังราย ยิ่งแล้ว

เหตุการณ์นี้ ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี มองว่า การลงทุนในครั้งนี้ของพญามังราย แม้จะเป็นการลงทุนเพียงน้อยนิดด้วยการใช้วิธีผูกสัมพันธไมตรี โดยไม่ต้องใช้กำลังประหัตประหารกันแต่อย่างใด ผลที่ได้กลับมาช่างมหาศาลยิ่ง แต่นี้สืบไปพญางำเมือง จะคอยปกบ้านป้องเมืองเชียงรายเสมือนบ้านพี่เมืองน้อง เมื่อพญามังรายไปรบที่ไหนก็ตามแต่ ก็จักไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังต่อไป

หลังจากผูกสัมพันธไมตรีกับพญางำเมืองได้สำเร็จ เป้าหมายต่อไปของพญามังรายคือ การเข้าครอบครองเมืองหริภุญไชย


โดย: shintaro วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:23:33:54 น.  

 
สารคดี ตอนที่ 2 ชัยชนะของพญามังรายเหนือแคว้นหริภุญชัย
หลังจากที่พญามังรายได้เจรจาเป็นพันธมิตรกับพญางำเมือง ซึ่งนอกจากจะได้พันธมิตรและเป็นการสร้างกำลังป้องกันในส่วนหลังแล้ว พญามังรายจึงสามารถคิดต่อไปได้ว่า จะเอาหริภุญชัยไว้ในอำนาจได้อย่างไร
ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ปราชญ์ล้านนาด้านภาษาและวรรณกรรม ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเมืองหริภุญชัย อันเป็นเมืองเป้าหมายต่อไปของพญามังรายว่า เป็นเมืองที่มีชนเผ่าพื้นเมืองเป็นคนละเผ่ากัน และมี ความอุดมสมบูรณ์มาก พญามังรายจึงต้องการผนวกไว้ในอำนาจ
โดยพญามังรายได้ให้ "อ้ายฟ้า"ซึ่งเป็นอำมาตย์ที่ใกล้ชิด ปลอมเป็น ไส้ศึกไปทำให้เกิดความระส่ำระสาย แตกแยกความสามัคคีกันในเมือง ครั้นเมื่อได้เวลา พญามังรายก็กรีฑาพลเข้าไปยึดครองเมืองได้เป็นผลสำเร็จ ปรากฏว่าเมืองทั้งเมืองนั้นลุกเป็นไฟ ยกเว้นจุดเดียวคือหอพระแก้วขาว ซึ่งเป็นหินขาว เรียกว่า "เพชรน้ำค้าง" ขนาดประมาณคืบมิได้ไหม้ไฟแต่อย่างใด พญามังรายจึงได้อัญเชิญพระแก้วขาวนี้มาไว้ที่วัดเชียงมั่น ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังประดิษฐานอยู่ที่นี่
เมื่อได้เมืองหริภุญชัยแล้ว พญามังรายก็มิได้ขึ้นครองเมือง แต่กลับให้ อ้ายฟ้า ปกครองเมืองหริภุญชัยแทน เนื่องจากเห็นว่าอ้ายฟ้าควรจะได้รับความดีความชอบ ในขณะเดียวกันอ้ายฟ้ารู้จักคนต่างเผ่า รู้จักธรรมชาติของคนหริภุญชัยแล้ว โอกาสที่จะรักษาตัวรอดในฐานะของเจ้าเมืองจะมีสูงกว่าพญามังรายซึ่งเป็นคนต่างถิ่น ต่างเผ่า ต่างวัฒนธรรม ครั้นถ้าจะมา เสวยอำนาจโดยง่ายนั้นก็จักมีเสี้ยนหนามโดยง่ายเช่นเดียวกัน การที่สถาปนาอ้ายฟ้าจึงเป็นการตั้งคนไว้รักษาเมืองและป้องกันชีวิตรอดของพญามังรายได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนนี้มักจะไม่มีการพูดถึงกันแต่แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของพญามังราย
หลังจากนั้นพญามังราย จึงได้ไปตั้งเมืองทางด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มิอาจระบุได้ว่าชื่อนี้มีความหมายเช่นไรกันแน่ โดยเมืองนี้มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน จากพงศาวดารโยกนก เรียกชื่อเมืองนี้ว่า "แชว" อ่านว่า (ชะ-แว) แต่อย่างไรก็ตามคำนี้อาจจะอ่านว่า "เจี่ยว" หรือน้ำไหลเชี่ยว หรืออาจจะอ่านว่า "แจ๊วะ" ก็ได้ เพราะมีคำพูดว่า พญามังรายอยู่ที่นี่ได้ไม่ นานนักก็ต้องย้ายเมือง เพราะว่าหน้าฝนนั้น ที่ดินเฉอะแฉะ วัว ควายอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคำว่า "แชว" อาจจะอ่านว่า "แจ๊วะ" ซึ่งแปลว่าเฉอะแฉะก็ได้
ครั้นพออยู่ที่เมืองนี้ไม่ถนัดนัก พญามังรายจึงย้ายเมืองไปยัง "เวียงกุมกาม


โดย: shintaro วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:23:35:50 น.  

 
ตอนที่ 3 เรื่องกุมกาม เวียงใหญ่กว้าง อลังการ
เมื่อพญามังรายย้ายเมืองมาที่เวียงกุมกาม หลายคนอาจสงสัยว่า ชื่อของเวียงนี้ มีความหมายอย่างไรกันแน่ ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ปราชญ์ล้านนาด้านภาษาและวรรณกรรม ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “กุมกาม” นี้ว่าก็มีคนไปพยายามอ่านแล้วบอกว่า เป็นชื่อเวียงกุ่ม “กุ่ม”คือชื่อไม้ ไป “ก๋วม” น้ำแม่ปิง หรือคร่อมน้ำแม่ปิง แต่ในเอกสารเป็นกุมกาม ไม่ใช่กุ่มก๋วม จึงยืนยันว่าเป็นกุมกามมากกว่า แล้วกุมกามแปลว่าอะไร บางคนก็แปลความไปว่า “กาม” แปลว่าความรัก “กุม” แปลว่าปิดบัง รวมกันก็หมายความว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่ปิดบังไว้ซึ่งความรัก ก็อาจเป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามชื่อนี้คงต้องทิ้งไว้ว่ายังตีความไม่ได้ มันอาจจะเป็นภาษามอญโบราณที่เรา ยังไม่เข้าใจ
เวียงกุมกามนี้เป็นเวียงที่อยู่ริมน้ำแม่ปิง เป็นแหล่งการค้าไปถึงเมืองฮอดได้เป็นอย่างดี แต่พญามังรายยังพบปัญหา เรื่องน้ำแม่ปิงท่วมบ่อยครั้ง ดังนั้นพญามังรายจึงใช้วิธีเบนกระแสน้ำปิง หรือคือการทำพนังกั้นน้ำเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร โดยสามารถนับเอาเส้นทางสายถนนเชียงใหม่-ลำพูน ในปัจจะบันนี้คือสันพนังกั้นน้ำ แต่ก่อนหน้านั้นพญามังรายได้สร้างวัดพระนอน ตรงหนองผึ้ง โดยมีความหมายแปลงอีกอย่างหนึ่งว่าถ้ากระแสน้ำพัดมาเจอพระนอน จะเกรงใจไม่กล้าเข้าไปกระแทกในจุดนั้น แต่กระนั้นก็เห็นว่ายังเอาไม่อยู่ จึงต้องสร้างพนังกั้นน้ำขึ้น นั่นเอง จนเป็นเหตุทำให้เกิด “น้ำปิงห่าง” หรือ “น้ำปิงร้าง” ปัจจุบันเป็นร่องน้ำเล็ก ๆ กว้างประมาณ 1 เมตรเท่านั้นเอง
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พญามังราย ก็มิอาจห้ามความเชี่ยวกรากของสายน้ำได้ พระองค์จึงออกสำรวจพื้นที่โดยรอบเพื่อจะสร้างเมืองใหม่อีกครั้ง พญามังรายมองเห็นว่า ความจริงลำพูน เป็นจุดที่งามที่สุดที่จะตั้งเมืองเพราะอยู่ตรงกึ่งกลางของอ่างเชียงใหม่ โดยมีดอยขุนตาลอยู่ทางทิศตะวันออก ดอยสุเทพอยู่ทางทิศตะวันตก ดอยจอมทองอยู่ทางทิศใต้ ดอยสะเก็ดทางทิศเหนือ เป็นชัยภูมิที่งามที่สุด แต่พญามังรายก็ยังเกรงที่จะต้องแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม เหมือนที่เวียงกุมกาม จึงพยายามหาที่ตั้งเมืองซึ่งน่าจะเป็นที่ดอน


โดย: shintaro วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:23:38:33 น.  

 
ขอบคุงค่ะ


โดย: FaCtOrY cHeeSeCaKe วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:23:39:27 น.  

 
ตอนที่ 4 เรื่องพญาเม็งราย

จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวไว้ว่า พอหมดฝนเข้าหนาวแล้ว พญามังรายจึงเริ่มออกลาดตระเวนไปในที่ต่าง ๆ ครั้งละ สองสามคืน บริเวณที่พระองค์เสด็จไป เช่นที่ เวียงนั่งฮั้ว คือบริเวณวิทยาลัยนาฏศิลป์ในปัจจุบัน , เวียงเชียงโสม คือบริเวณวัดเจดีย์ป่อง หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ในปัจจุบัน โดยอ้างว่าไปนอนฟังดูนิมิตร ดังที่ ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ปราชญ์ล้านนาด้านภาษาและวรรณกรรม ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า มิได้มีความหมายเพียงว่ามีเทวดามาเข้าฝันเท่านั้น แต่พญามังรายได้เสด็จออกลาดตระเวนด้วยพระองค์เองดูว่าบริเวณไหนมีอะไรที่น่าสนใจ เช่นแถวเวียงนั่งฮั้ว หรือแถวศรีปิงเมืองในปัจจุบันแต่ก่อนเป็นทุ่ง มีน้ำเฉอะแฉะ ก็ถือว่าใช้ไม่ได้
พอมาดูแถวเวียงเชียงโสม แต่ก่อนบริเวณเดิม ก่อนที่จะสร้างมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่นั้น เป็นที่ดินของเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่เลี้ยงควาย มีบวกควายมากมาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่ลุ่มที่เฉอะแฉะ ก็ไม่เหมาะสมอีก พญามังรายจึงต้องพยายามหาต่อไป....



จนในที่สุดพญามังรายจึงได้พบยุทธศาสตร์สำคัญอันเป็นชัยมงคลในการสร้างบ้านแปงเมือง
จนกระทั่งไปเจอจุดที่งามจุดหนึ่ง โดยศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ปราชญ์ล้านนาด้านภาษาและวรรณกรรมเล่าให้ฟังถึงความเหมาะสมของที่บริเวณนี้ว่า เป็นเพราะที่ตรงนี้ เป็นแหล่งน้ำ มีลักษณะเป็นบึง มีน้ำตกไหลจากทิศตะวันตกมาลงที่บึงนั่นคือน้ำห้วยแก้ว และ มีแม่น้ำจากบึงไหลไปสู่แม่น้ำใหญ่ นั่นก็คือน้ำแม่ข่า ไหลลงสู่น้ำแม่ปิงนั่นเอง ตามในตำนานสุวรรณคำแดง ระบุว่าเป็นหนองบัว 11 กอ นอกจากนั้นในสมัยเจ้าดารารัศมีก็ปรากฏภาพถ่ายที่เจ้าดารารัศมีทรงพายเรืออยู่ในบริเวณหนองน้ำใหญ่แห่งนี้ด้วย แต่ปัจจุบันมีคนเอาดินไปถมสร้างถนนตัดผ่าน คือถนนอัษฎาธรนั่นเอง
แต่ด้วยพญามังรายมีความผูกพันกับน้ำ เพราะพระองค์เคยสร้างเมืองเชียงลาว เมืองเชียงแสน ซึ่งก็อยู่ใกล้แหล่งน้ำเช่นเดียวกันมาก่อน
ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรียังตั้งข้อสังเหตุเกี่ยวกับเรื่องหนองน้ำอันเป็นชัยมงคลที่สำคัญนี้ว่าเพราะเหตุใดพญามังรายจึงเลือกบริเวณนี้เป็นชัยภูมิ นั่นก็คือที่บริเวณนี้เหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้น หรือสามารถล็อคตรงบริเวณนี้ไว้เป็นขอบของเมืองทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเมืองนี้จะยังสามารถขยายไปทางทิศตะวันตกอีกเท่าไหร่ก็ได้ หรือจะไปทางทิศใต้ก็สามารถตัดเป็นรูปอะไรเท่าไหร่ก็ได้
แต่เหตุใดที่พญามังรายไม่เลือกน้ำแม่ปิงเป็นชัยภูมิสำคัญ เหตุผลก็เนื่องจากว่าระหว่างน้ำแม่ข่ากับน้ำแม่ปิง ที่ดินจะเป็นที่ลุ่มริมน้ำ จึงเป็นที่เฉอะแฉะ อย่างที่พบตอนนี้ตรงบริเวณหลังวัดมหาวรรณ ถนนท่าแพ ยังพบว่ามีลักษณะเป็นบ่อ เป็นบวกอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้มีการพูดถึงในการเลือกที่ตั้งเมืองใหม่ของพญามังราย
และอีกเหตุผลหนึ่งในการเลือกที่ตั้งเมืองใหม่ในบริเวณนี้ ก็ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคม จากที่ราบลุ่มเชียงใหม่ผ่านดอยสะเก็ดไปยังที่ราบลุ่มเชียงรายและลำปางได้ถนัด ง่ายต่อการควบคุมหัวเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่กับแคว้นโยนและแคว้นหริภุญไชย ขณะเดียวกันก็เหมาะสมจะเป็นศูนย์กลางทางการค้า เพราะอาศัยน้ำแม่ปิงติดต่อค้าขายกับหัวเมืองตอนใต้และตะวันตกเช่น มอญ พม่า หรือกับเมืองทางตอนบนอย่างเชียงรุ้ง ยูนนาน ได้สะดวกทุกด้าน เชียงใหม่จึงเป็นชุมทางค้าขายกับเมืองต่าง ๆ อย่างทั่วถึง รายได้จากการค้าเป็นรายได้สำคัญที่สร้างความมั่งคั่งให้กับเชียงใหม่.


โดย: shintaro วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:23:40:54 น.  

 
ตอนที่ 5 เรื่องการสถาปนาเมืองเชียงใหม่

ในการสร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่ของพญามังราย ได้มีการเตรียมการโดยเหล่าบรรดา เสนาข้าราชการ ร่วมกันแผ้วถางบริเวณ ชัยมงคล สำคัญของเมือง หลังจากนั้นพญามังราย จึงได้เชิญสหายทั้ง 2 นั่นคือพญางำเมือง จากเมืองพะยาว และพญาร่วงจากเมืองสุโขทัย แต่เหตุใดพญามังรายจึงเชิญสหายทั้ง 2 มาร่วมพิจารณาสร้างเมืองนั้น ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี แสดงทรรศนะเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า

ความจริงแล้วพญามังรายสร้างเองได้ กำหนดทุกอย่างเองได้ แต่การที่เพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างความสามัคคีกลมเกลียว และที่สำคัญทำให้หมู่บรรดาเสนาข้าราชการของ สามเมือง ได้รู้จักกัน สร้างความเป็นมิตร ถือว่าเป็นนโยบายในการสร้างแนวร่วม เหมือนกับการที่เรามีเพื่อนและได้ขอให้เพื่อนระวังกองกำลังศัตรู ซึ่งถ้าจะสังเกตุให้ดี จะเห็นได้ว่าขณะนั้นเมืองแพร่ เมืองน่านยังไม่เข้ากับเชียงใหม่ แต่มีเมืองพะยาวอยู่หน้าด่านซึ่งเมืองแพร่ เมืองน่านมาได้ง่าย เพราะฉะนั้นการที่เชิญพญางำเมืองมานั้นอาจจะเพื่อต้องการย้ำความเป็นเพื่อน ลึกลงไปคือเพื่อป้องกันเมืองอื่นที่จะรุกมา เช่นเดียวกับที่ได้เชิญพญาร่วงมาก็เพื่อกันพิษณุโลก และเมืองอื่น ๆ ที่จะตามมา

ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวไว้ว่า การสร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่นั้น เริ่มจากการขุดคือ ก่อผาการ (ก่อปราการ) ตรงบริเวณแจ่งศรีภูมิในปัจจุบันนี้นี่เอง การเริ่มขุดคือนั้น คือเมืองมีความกว้าง 8 เมตร แต่จุดแจ่งศรีภูมิและแจ่งหัวรินจะมีความลาดเอียงต่างกัน จึงไม่สามารถระบุความลึกได้
โดยการขุดเอาดินขึ้นมาถมตรงขอบเขตเมืองด้านในจนกลายเป็นกำแพงเมือง และปราการนั้นไม่ใช่แค่ตัวกำแพงเมืองที่ปรากฏเท่านั้น แต่ยังหมายถึงส่วนที่อยู่ลึกลงไปใต้น้ำอีกด้วย
นอกจากนี้การขุดคือเมือง ก็คือการจัดระบบของการชลประทานภายในเมืองนั่นเอง แต่ในขณะนั้นพื้นที่โดยรอบยังเป็นป่า ผู้คนก็ยังไม่มากนักจึงมีการกำหนดจุดการสร้างบ้านแปงเมืองเป็นระยะโดยในระยะแรกนั้น พญามังรายได้ตั้งหอนอนขึ้นก่อนตรงบริเวณวัดเชียงมั่นในปัจจุบัน ข้าง ๆ เป็นวัดล่ามช้าง ซึ่งแต่ก่อนใช้เป็นที่มัดช้าง แต่ตรงบริเวณวัดชัยศรีภูมิเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม พญามังรายจึงมิได้สร้างหอนอนตรงบริเวณนี้ หลังจากนั้นการสร้างเมืองก็เริ่มขยายตัว จนบ้านถี่ที่เต็มขึ้นมาเรื่อย ๆ.






โดย: shintaro วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:23:45:00 น.  

 
เข้ามาอ่าน

ญินดีชาดนัก ที่ร่วมรักสาวัฒนธัมม์ปาเวณี


โดย: นู๋เองง่ะ วันที่: 11 สิงหาคม 2548 เวลา:0:06:30 น.  

 
แม่นละเฮาคนเมืองร่วมแฮงร่วมใจ๋ถ้าบะมีไผ๋ส๋นใจ๋มันจะหายไปเป๋นแค่ความทรงจำ


โดย: นัทคุงคนดี IP: 203.188.49.41 วันที่: 12 สิงหาคม 2548 เวลา:9:27:23 น.  

 
มาเยี่ยมค่ะ


โดย: โสมรัศมี วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:9:16:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
shintaro
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add shintaro's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.