ครั้งหนึ่ง ณ รพช.

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของการอยู่โรงพยาบาลชุมชน

วันนี้ลงชุมชนไปสำรวจภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ

รู้สึกว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะให้การต้อนรับดีมากๆ

คือบางคนเค้าก็จะดีใจมากที่เราไปเยี่ยมเค้า นึกว่าจะมาตรวจสุขภาพให้

บางคนก็คิดว่าเราจะไปตรวจความดัน / เจาะDTX ดูค่าน้ำตาลให้

แต่พอรู้ว่ามาสัมภาษณ์เก็บข้อมูล เค้าก็ยินดีตอบคำถามให้

เราก็ถือที่วัดความดันไปด้วย เผื่อผู้สูงอายุบางคนเค้าอยากตรวจก็จะตรวจให้

รู้สึกเกรงใจมากๆถ้าเจ้าบ้านเค้าไปหาแก้วหาน้ำมาให้

มีบ้านนึงต้องไปนั่งรอคุณยายจดเบอร์หวยจนถึงรางวัลที่1 ถึงได้สัมภาษณ์

บางบ้านก็ลำบากมาก มีผู้สูงอายุบางคนต้องอยู่คนเดียว

ไม่มีคนดูแล พื้นเป็นกระดานไม้ จะปัสสาวะ อุจจาระ ก็ถ่ายลงไปตามร่องไม้

บางคนมีลูกมีหลานเยอะแยะ แต่ก็ไม่มีคนดูแล

คือเพื่อนคนนึงได้ไปสัมภาษณ์คุณยายคนนึงอายุ 87 ปี เลี้ยงหลานสองคนในกระต๊อบเล็กๆ ข้าวต้มเก่าๆถ้วยนึงยายแบ่งกินได้2-3มื้อ

ยายได้เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุมาทุกเดือนๆก็จะเก็บไว้ใต้หมอน

วันนึงก็มีมือดีมาขโมยไป

บางวันก็มีคนเมายามาขโมยสร้อยทองไป

ลูกๆก็มองว่ายายไม่มีปัญญาเก็บเงิน ก็ไม่ให้เงิน

ฟังแล้วแบบสงสารมาก วันนี้เดินผ่านบ้านยายก็เลยแวะเอาเงินไปให้ 100บาท

เพื่อนเห็นก็ถามว่า ให้แบบนี้ไม่กลัวยายเคยตัวเหรอ

สำหรับเราๆชอบช่วยคนที่แบบเห็นๆว่าเราช่วยไปแล้วเค้าได้แน่ๆ

แบบไปบริจาคของหรือเงินตามสถานที่จริงๆ เช่นมูลนิธิอะไรงี้

จะไม่ให้เงินใครพร่ำเพรื่อ อย่างขอทานมือดีเท้าดีเราจะรังเกียจมากๆเลยนะ

อย่างยายคนนี้คือเราคิดว่าชีวิตเค้าน่าจะลำบากมาก และเราก็ไม่คิดว่า เงิน100บาทที่เราให้ไปจะถึงกับทำให้ยายแก่ๆที่ต้องสู้ชีวิตมีหลานพ่วงสองจะงอมืองอเท้าขอเงินตลอดไป

นอกเหนือจากงานวิจัยที่ทำแล้ว

เราเห็นชีวิตของคนแก่ๆที่อยู่ตามบ้าน บางคนเป็นอัมพาตไม่ได้ออกไปไหน

ส่วนใหญ่คือมีฐานะยากจน จะเดินทางไปไหนไกลๆก็ลำบาก

สิ่งที่เราได้คือ

วันที่เราเป็นหมอ จะไม่พูดกับคนไข้ว่า

ป้า ทำไมไม่มาตามนัด ทำไมยาหมดแล้วไม่ยอมมาเอายา แล้วมันจะรักษาหายมั้ย

เพราะชีวิตของพวกเขามันมีความลำบากอีกมากมายซ่อนอยู่ เหตุผลมากมาย ที่บอกหมอไม่ได้ ว่าทำไมเขาถึงทำตามที่หมอสั่งไม่ได้อ




Create Date : 16 กรกฎาคม 2555
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 23:41:01 น.

5 comment
กลไกป้องกันตนเองหรือเพียงแค่ลดความกังวลใจ

defence mechanism กลไกป้องกันตนเอง

อ้างอิงจาก psychoanalytic theory ของ Sigmund Freud

ก่อนอื่นอยากให้คุณนึกว่า เวลาที่มี something happen แล้วคุณรู้สึกกังวลใจ
หรือรู้สึกว่ารับมือกับสถานการณ์ตรงนั้นได้ลำบาก คุณทำอย่างไรในการลดความรู้สึกตรงนั้น

เราทุกคนจะมีกลไกป้องกันตนเองในระดับจิตไร้สำนึก
โดยที่เราไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้

สิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่หากคนเราใช้กลไกป้องกันตนเองแบบเดิมๆอยู่เสมอ
โดยไม่ยืดหยุ่นปรับตามสถานการณ์ ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่นน บุคลิกภาพผิดปกติ

กลไกป้องกันตนที่จะหยิบยกขึ้นมานี้เป็นกลไกที่สำคัญๆเท่านั้น

Repression การเก็บกด
เป็นกลไกแรกที่เราใช้ในการป้องกันตน เป็นการเก็บกดความคิด ความรู้สึกที่ยอมรับไม่ได้ เข้าไปอยู่ในจิตไร้สำนึก

อาจเป็นเพราะมันทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ไม่ใช่กลไกที่ดีนัก

Denial การปฏิเสธ
หลีกเลี่ยงการรับรู้ความเป็นจริงที่ทนรับไม่ได้ โดยการปฏิเสธการรับรู้
พบเห็นได้บ่อย ผู้เขียนเคยไปเยี่ยมบ้านหนึ่ง มีลูกสาวเป็นดาวน์ซินโดรม
พ่อไม่ยอมรับความจริงในข้อนี้โดยการปฏิเสธว่าลูกของเขาปกติ เพียงแค่พัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่นๆเท่านั้น

Projection การโยนความผิดให้ผู้อื่น
อันนี้ก็พบได้บ่อยเช่นกัน เช่นกับสำนวนที่ว่ารำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
เป็นเพราะเรารับความรู้สึกที่ว่าเราไม่ดีไม่ได้ จึงโทษสิ่งต่างๆเอา

Displacement การแทนที่
เปลี่ยนเป้าหมายที่ตนเองเกิดความรู้สึก ไปยังที่อื่นซึ่งมีผลเสียต่อตนน้้อยกว่า
เช่น นายแดงถูกเพื่อนๆที่รร.กลั่นแกล้ง ตนโต้กลับไม่ได้เพราะตัวเล็กกว่า ระหว่างทางกลับบ้านจึงเตะหมาข้างทางเพราะรู้สึกฉุนเฉียวที่มันเกะกะ
 
Reaction-formation
เปลี่ยนให้เป็นตรงข้าม
เช่น ใจจริงชอบเพื่อนของแฟนมาก จึงพยามหาข้อเสียของเขามาทำให้รู้สึกไม่พอใจ

Rationalization การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
เช่นครูถามว่าทำไมมาสาย เราจะพยายามหาเหตุผลที่น่าฟังมาตอบว่าเป็นเพราะอย่างงั้นอย่างงี้

Intellectualization การใช้ปัญญา
เช่นเล่นเกมแพ้ แทนที่จะนั่งเจ็บใจ กลับมานั่งวิเคราะห์เกมหาจุดบกพร่องเพื่อวางเกมใหม่

Isolation การแยกอารมณ์ออกจากความนึกคิด
เช่นพูดเรื่องพ่อตายโดยท่าทางเฉยๆ

Sublimitation การเปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นไปในทางที่สังคมยอมรับ
เช่นชอบความรุนแรงจึงไปสมัครเป็นทหารโดยบอกว่าอยากรับใช้ชาติ

Undoing ใช้การกระทำลบล้างความคิด
เช่น ด่าญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งอยู่ในใจ เมื่อเจอหน้าจึงรีบยกมือไหว้เพื่อลบล้างความรู้สึกผิด

หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของกลไกทางจิตมนุษย์นะคะ




Create Date : 19 มิถุนายน 2555
Last Update : 19 มิถุนายน 2555 23:16:36 น.

0 comment
blind spot จุดบอดของชีวิต
เรื่องที่1 จุดบอด

ตามลักษณะโครงสร้างร่างกายมนุษย์ เรามีจุดบอดในดวงตาเรา(blind spot)
จุดที่ว่านี้เป็นทางเข้าออกของเส้นประสาทคู่ที่2ที่ชื่อว่าoptic nerve ซึ่งไม่มีตัวรับภาพอยู่
ใครที่เคยได้ยินแต่ไม่เคยพิสูจน์ ขอแนะนำให้เข้าไปในเว็บไซต์นี้
http://www.blindspottest.com/
เค้าจะให้ปิดตาข้างซ้ายมองด้วยตาข้างขวาข้างเดียว
โฟกัสไปที่รูปดาว เราจะยังคงเห็นรูปวงกลมที่ด้านซ้าย
พอเอาหน้าเข้าไปใกล้จอคอม (ค่อยๆเข้าไปช้าๆ) วงกลมจะค่อยๆหายไป
และเมื่อเอาหน้าใกล้เข้าไปอีก วงกลมนั้นจะกลับมา
ไอ้จังหวะที่วงกลมหายไป นั่นแหละคือblind spotของตาเรา
(ข้างซ้ายก็ทำเช่นเดียวกันแต่สลับข้าง)
เรื่องที่ว่าข้างต้นเป็นความจริงที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์
เรื่องที่ว่าข้างต้นนี้เป็นเรื่องปกติของมนุษย์

จากลักษณะข้างต้น เปรียบกับตัวเรา
สิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดเรามักจะมองไม่เห็นมากที่สุด
สิ่งนั้นก็คือตัวเรานั่นเอง
เราเห็นคนอ้วนเดินมา
อีนี่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวมาได้ไงจนขนาดนี้ ไม่รู้สึกเกะกะบ้างเหรอ
คนอ้วนนี่น่าเกลียดจัง ไม่ดูแลตัวเองเลย
ชั้นจะไม่มีวันอ้วนน่าเกลียดขนาดนนั้นแน่ๆ
คนนี้ถ้าผอมคงดูดี 9ล9
แต่พอเราอ้วน
ชั้นนี่อ้วนแบบซ่อนรูปนะ ดีจัง
เรายังไม่ได้อ้วนถึงขนาดนั้นน เธอก็เว่อไป
เราไม่อ้วนหรอก
..
เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร หรือไม่ได้รู้สึกแย่กับตัวเองเท่าที่รู้สึกกับคนอื่น
เพราะเหตุนี้ คนเราจึงชอบนินทา ชอบเรื่องเม้าท์ เรื่องฉาวดารา 9ล9
เพราะเรื่องเหล่านั้นเรามองเห็นและสัมผัสได้ ชัดเจน
แต่เรื่องของเราๆมักไม่ชอบหรือรับไม่ค่อยได้ เวลามีคนพูดถึงเราในแง่ไม่ดี แม้ว่านั่นจะเป็นความจริง
พวกที่ไม่รู้สึกอะไรเลยก็มี 1.มีสติ ยอมรับ และแก้ไข 2.ไม่สนใจ กูเป็นคนอย่างนี้
ในหลายๆครั้งเราก็อาจจะไม่เข้าใจตัวเอง เเอ๊ะทำไมกูพูดอย่างนั้นออกไป
เอ๊ะนี่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำอย่างนั้น เอ๊ะนี่เราเศร้าเรื่องอะไรอยู่
เอ๊ะเราเป็นยังไงกันเนี่ย
ในหลายๆครั้งเราทำผิด ทำให้คนอื่นโกรธหรือเสียใจ โดยไม่รู้ตัว
และในหลายๆครั้งนั้น เราอาจจะสูญเสียคนเหล่านั้นไปโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย
อาจจะสูญเสียทีละนิดๆ คือเป็นความไม่พอใจสะสมเล็กสะสมน้อย
หรือสูญเสียเพื่อนไปอย่างฉับพลัน โดยที่เราอาจไม่มีวันรู้เลยว่าเพราะอะไร
เพราะ เรา ไม่ เห็น ตัว เอง
เราจึงควรเปิดใจให้กว้าง ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อเรา
นิสัยที่ไม่ดีทั้งหลายที่ควรได้รับการแก้ไข เราก็ควรจะแก้มัน
เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำเดิม กันไว้ ดีกว่าแก้ตอนที่สูญเสียอะไรบางอย่างไป
หลายๆคนรู้ว่าตัวเองมีข้อเสียอะไร คนที่บ้านก็บอก แฟนก็บอก
แต่ทำยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้
เหมือน blind spot test
นั่นคือคุณต้องมองใกล้เข้าไปมากกว่าเดิมจนพ้นจุดบอดตรงนั้น
มองลึกเข้าไปในตัวคุณเอง
เมื่อถึงจุดหนึ่ง คุณก็จะมองเห็นและเข้าใจตัวเองได้
ฉันใดก็ฉันนั้น
:)
blind spot*



เรื่องที่2 human error

ด้วยความที่เราเป็นมนุษย์ เราทุกคนสามารถเกิดข้อผิดพลาดได้
หรือที่เรียกกันว่า human error
นั่นเป็นสิ่งที่เราต่างจากเครื่องจักร
เพราะมนุษย์ยังมีปัจจัยอื่นๆที่มาเกี่ยวข้องมากมาย
หลายๆอย่าง ก็ไม่มีเหตุผล อย่างเช่น อารมณ์
เมื่ออารมณ์ไม่ดี หรือมีเรื่องเครียด สมาธิก็แย่ลง
พลอยทำให้ทำงานอย่างอื่นประสิทธิภาพลดลงไปด้วย
ในทุกๆวันทีhuman errorเกิดขึ้นมากมาย
ขับรถเฉี่ยวทั้งที่เราก็ระวังดีแล้ว
ปืนลั่นตอนทำความสะอาดทั้งที่มั่นใจว่าเอากระสุนออกหมดแล้ว
ตื่นสายทั้งที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว
เขียนตัวเลข/ตัวอักษรผิด ทั้งที่ได้ตรวจสอบไปแล้ว
ระบบการสื่อสารล่ม ทั้งที่ได้คำนวนไว้แล้ว
หรือแม้แต่วินิจฉัยโรคผิด! ทั้งที่ได้ตรวจอย่างละเอียดไปแล้ว

นี่คือประเด็นหนึ่ง
บางทีเราต้องทำใจ ปล่อยวาง และ เล็ท อิท บี

เรื่องที่3"Nobody is perfect"
มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีจุดเด่น และจุดด้อย
เป็นหลักในการบริหารงานที่เรียกว่า right man to the right job
คือวางลูกจ้างไว้ในตำแหน่งที่แต่ละคนถนัด งานก็จะออกมาดี
เป็นแนวคิดในการช่วยเหลือกันโดยการตั้งสมาคมขึ้นมา
ชั้นผลิตอันนี้ได้เยอะเธอผลิตอันนั้นได้เยอะ งั้นเรามาแลกเปลี่ยนกัน เราทั้งคู่ก็win-win
เพราะทุกคนมีจุดเด่น และ จุดด้อย
จุดด้อย หรือปมด้อย
สองคำนี้ต่างกันยังไง
คำว่าปมด้อยอาจจะรุนแรงต่อความรู้สึกเจ้าของปมนั้นมากกว่า
ปมด้อยเป็นสิ่งที่เจ้าของปมรู้สึกเอง
นายA เป็นศิลปินวาดรูปอิสระ โดนลูกหลงจากการวางระเบิด ณ ที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล แขนขวาเขาขาด
นายAใส่แขนเทียม และฝึกวาดรูปด้วยแขนซ้าย เขาวาดรูปได้สวยกว่าเดิม
นายB เป็นบัณฑิตจบใหม่ เป็นวิศวกรอนาคตสดใส เกิดอุบัติเหตุเครื่องจักรหล่นมาทับแขนขวาขาด
นายBถูกแฟนบอกเลิก บริษัทเลิกจ้างงาน เขาตัดสินใจจบชีวิตด้วยตนเอง
แขนขวาขาดเหมือนกัน เจ้าของแขนคิดต่างกัน
แทนที่จะมานั่งคิดว่าทำไมเราถึงไม่มีแขนขวา
คนบางคนเลือกที่จะคิดว่ายังดีที่เรามีแขนซ้าย
นี่ไม่ใช่ให้เลือก positive หรือ negative thinking
แต่เป็นการเลือกคิดให้เรามีความสุขและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
positive thinkingก็ไม่ได้ดีเสมอไป บางครั้งมันอาจทำให้เราเสียสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
หรือมันอาจทำให้เราไม่พัฒนาตนเพิ่ม
ทุกอย่างล้วนมีความพอดีของมัน มากไปน้อยไป ล้วนแต่ไม่ดีทั้งนั้น
จริงอยู่ที่คนเราไม่มีใครเพอร์เฟค
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ อย่าไปเสียใจ
ถ้าคุณรู้สึกว่าทำไมคุณถึงไม่รวยเหมือนคนอื่น
ไม่เก่ง ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่แข็งแรง ... เหมือนคนอื่น
เพราะธรรมชาติสร้างเรามาให้มีความหลายหลากกัน
แม้แต่ต้นไม้ชนิดเดียวกัน ทุกต้นก็ไม่ได้เหมือนกัน แทงกิ่งตรงนั้นออกรากตรงนี้
เป็น art of nature ทำให้โลกนี้มีความหลากหลาย
คนที่รวย ก็มีความทุกข์ของเขา อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน หรืออาจจะเกี่ยวกับเรื่องเงิน
ต่างก็มีความทุกข์ เพียงแค่รูปแบบมันต่างกัน

แค่นี้ก่อนละกันเนอะ
(ติดมาจากพี่ที่วอร์ด เวลาอยากจะจบคำพูด)



Create Date : 30 พฤษภาคม 2555
Last Update : 30 พฤษภาคม 2555 23:14:12 น.

0 comment
เราไม่มีเวลามาดูแลยายเราหรอก เพราะต้องเอาเวลาไปดูแลคนไข้คนอื่น

วันนี้เป็นวันพฤหัส เป็นอาทิตย์ที่สองของการอยู่วอร์ดนรีเวชวิทยา
อาทิตย์นี้อยู่เวรไปทั้งหมด 3ครั้ง ลงจากวอร์ด5ทุ่มทุกวัน เหนื่อยจัง

เมื่อคืนนี้ไม่ได้นอน นั่งเขียนรายงานผู้ป่วยกับทำPWPไว้present caseจนถึงเช้า ตีห้าครึ่งรีบออกจากบ้านเพื่อไปรพ.ไปreview caseที่admitเตรียมผ่าตัดมดลูกวันนี้ ไม่มีเวลาจะกินข้าวเช้า ซึ่งมาพบภายหลังว่า พลาดไปแล้ว เนื่องจากcaseที่เข้าช่วยผ่าตัดวันนี้ มันช่างยากเย็นเหลือเกิน กินเวลา3ชม.ครึ่ง ออกมาจากORตอนบ่ายสองโมง ไม่ได้กินทั้งข้าวเช้าและเที่ยง เสร็จพี่เรียกไปroundคนไข้หลังผ่าตัด ก็ต้องรีบไป บ่ายสองครึ่งต้องไปเรียนlectureต่อ รีบซื้อไส้กรอกในเซเว่นแล้วขึ้นไปเรียน วันนี้อยู่เวรจนถึงห้าทุ่มครึ่ง ช่วงที่อยู่เวรก็แอบแว่บไปหายายที่ศัลยกรรมพิเศษชั้น5 ยายเรามาadmitด้วยเรื่องfasciitis มาอยู่รพ.ก็มีอาการเพ้อโวยวาย หลงๆ สับสน หรือที่เรียกว่า delirium ไปนั่งป้อนข้าวให้ยายกิน ยายเหมือนจะจำเราไม่ได้ แต่กินหงับๆอย่างว่าง่าย พอลงเวรห้าทุ่มก็ไปเจาะน้ำตาลDTXของยาย ได้119 ก็เลยปลุกขึ้นมาป้อนโจ๊กไข่ขาวกับรังนก กลัวน้ำตาลจะไม่ถึงเช้า เสร็จแล้วก็ออกไปหน้ารพ.เรียกรถtaxiกลับบ้าน

ตอนนี้ 00.38 ของเช้าวันใหม่ แต่ฉันยังไม่ได้นอน นั่งคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมา ฉันไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่างๆที่มีอยู่นี้ได้ แม้ใจจริงอยากไปเฝ้ายายใจจะขาด แต่เรากลับต้องมาดูแลคนไข้ในวอร์ด ยายที่รักเรามากที่สุดและเป็นคนที่เรารักมากที่สุด เรากลับมาดูแลคนไข้ที่ไม่รู้จักเราเลยด้วยซ้ำ เรารักในงานที่เราทำ แต่ตอนนี้เราแยกเรื่องส่วนตัวกับงานที่ต้องรับผิดชอบไม่ได้

ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นยายคอยเลี้ยงเรากับพี่สาวมาตลอด เราไม่เคยรู้สึกว่าขาดความรักเลย เพราะยายรักเรามากๆๆ และเราก็รักยายของเรามากๆๆ เราเคยคิดว่าถ้าเราเป็นหมอเราจได้มาดูแลยายของเรา แต่เราก็พบว่า เราคงไม่มีเวลามาดูแลยายเราหรอก เพราะเราต้องเอาเวลาไปดูแลคนไข้คนอื่นๆ คิดแล้วก็เศร้า ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของเรา เพื่อนๆก็ไม่เข้าใจความสัมพันธ์เรากับยาย มองว่าเราเว่อบ้างอะไรบ้างแต่เราก็ไม่สนใจ ตอนนี้อยากจะพักการเรียน อยากจะดูแลยายให้เต็มที่ แม้ว่าตอนนี้ยายจะจำเราแทบไม่ได้แล้วก็ตาม

เราเกลียดโรคทางสมองทุกชนิด มันเปลี่ยนคนที่เรารักให้กลายเป็นใครก็ไม่รู้ มันเป็นโศกนาฏกรรมทางจิตใจ ลองนึกภาพคนที่คุณรักที่สมองเสื่อมไปตามวัย บุคลิกภาพค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความจำค่อยๆหายไป จนวันนึงที่เค้าจำคุณไม่ได้ และเค้าไม่ได้เป็นเค้าอย่างเดิม ถุยน้ำลายไปทั่ว โวยวายเสียงดังในที่สาธารณะ หรือแม้แต่เอามือไปทุบบตีคนอื่นโดยไม่รู้เรื่อง แต่สิ่งที่อยู่ในหัวคุณ ความรู้สึกของคุณ ทุกอย่างมันยังเหมือนเดิม แต่เค้าจำคุณไม่ได้แล้ว

คุณจำเค้าได้ทุกอย่าง จำสิ่งดีดีที่เค้าทำให้ได้ทุกอย่าง คุณรักเค้ามาก

ภายนอกเค้าดูเหมือนเดิม แต่ภายในเค้าคือใครคนหนึ่งที่คุณไม่รู้จัก และเขาก็จำคุณไม่ได้

มันคือการทรมานกันนทั้งเป็น โดยเฉพาะตอนนี้ ที่เราต้องทำหน้าที่ของเรา นั่นคือดูแลคนไข้ แต่ยายเราๆกลับต้องให้คนอื่นดูแล

 

เคยมีคนถามว่า ถ้าไม่มียายแล้วจะะเป็นยังไง มันเป็นคำถามที่กระชากอารมณ์เราทุกครั้ง และเราเชื่อว่าคนทุกคนล้วนมีเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง เรื่องที่ทำให้เราเสียใจมากกว่าปกติ เช่น เรื่องเพื่อน เรื่องพ่อแม่ เรื่องปมด้อยตัวเอง เรื่องของที่ถูกขโมย เรื่องที่โดนหลอกโดนโกง เรื่องวัยเด็ก 9ล9 สำหรับเรา เรื่องนั้นคือเรื่องของยายเรา ทุกครั้งที่เราคิดถึงยายเราขึ้นมา น้ำตาเรามันจะไหลตลอด ยายเราอายุ89 และผ่านมาไม่รู้กี่ปี เรายังคงทำใจไม่ได้แม้แต่นิดเดียว กับคำถามที่ว่า ถ้าไม่มียายแล้วจะเป็นยังไง

เราคิดว่ามันเป็นคำถามที่ไม่จำเป็นต้องตอบ เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เหมือนกับมาถามคนทั่วไปว่า ถ้าพ่อแม่คุณตายแล้วจะเป็นยังไง ถึงแม้ว่าคนที่ถามอาจจะหวังดีอยากให้เราเตรียมใจไว้ว่าซักวันนึงยายเราก็จะต้องไปตามวัฏสงสาร และถึงแม้ว่าเราเรียนหมอ เราเคยเห็นศพคนตาย เคยเห็นน้ำตาพ่อแม่ที่สูญเสียลูก น้ำตาลูกที่สูญเสียพ่อแม่ เราคุุ้นเคยกับการตาย และเราเข้าใจกลไกที่เกิดขึ้น เพราะเราได้ร่ำเรียนมาอย่างดี แต่เราไม่สามารถยอมรับได้ หากวันนึงเราไม่มียาย

มันคงเหมือนกับซีกหนึ่งของร่างกายและจิตใจ ได้ถูกกระชากออกไปและไม่มีวันหวนกลับมาอีก รอยยิ้มที่สดใสของเราแต่ละครั้งหลังจากนั้น จะไม่มีทางออกมาจากความรู้สึกสดใสจริงๆ เพราะชีวิตเราหลังจากนั้นมันคงเหมือนตายไปแล้ว แต่แค่อยู่ไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้เท่านั้นเอง เราคงจะไม่รู้เลยว่าจะอยู่ไปเพื่อใคร เพื่ออะไร แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อตัวเองอยู่แล้ว

ขอโทษคนอ่านด้วยที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะรู้สึกเสียเวลาและคิดว่าผู้เขียนคงบ้าไปแล้ว

แค่อยากจะระบายความรู้สึกอัดอั้นไว้โดยการพิมพ์ๆๆๆมันออกมา ถ้าอ่านแล้วอยากด่าหรือมีความรู้สึกไม่พอใจก็รบกวนอย่าคอมเม้นมาในนี้เลย เพราะตอนนี้ผู้เขียนมีความล้มเหลวเศร้าสร้อยมาก ไม่พร้อมรับเรื่องไม่ดีใดๆทั้งสิ้น ตอนนี้แค่ถถ้ามีใครซักคนมาพูดว่า ทำไมเธอเป็นคนแบบนี้ เราก็แทบจะกระอักความเศร้าแล้ว ..




Create Date : 11 พฤษภาคม 2555
Last Update : 11 พฤษภาคม 2555 1:06:12 น.

5 comment
ไม่อยากกลับไปเป็นเด็ก
ทุกครั้งที่เห็นคนบ่นว่า
โฮ่ยยยอยากกลับไปเป็นเด็กจังโว่ยยยยฉันต่อต้านในใจเสมอ
จำได้ว่าตอนป.2มีครูประจำชั้นชื่อครูอุดม
ครูที่ดูป้าๆหน้ามันๆเขรอะ เวลาพูดจะดูเหมือนปลากระโห้ถูกทุบหัวตลอดเวลา
ที่หน้าห้องป.2/1จะมีม้านั่งหินอ่อนยาวตลอดทางเดิน คั่นกับถนนด้วยรั้วสีขาวปลายสามเหลี่ยมสูงไม่เกิน1เมตรยาวตลอดขนานกันไป
ทุกๆวันจะมีเด็กปอสองปีนม้านั่งหินอ่อนเพื่อกระโดดข้ามรั้วสีขาวไป
พร้อมกับหัวเราะเริงร่ากับเพื่อนๆที่กระโดดตามๆกันมา
ด้วยเมื่อตอนนั้นยังคงเป็นเด็กสายตาสั้นสวมแว่นที่มีเลนส์สีม่วง
ผู้ซึ่งยังมีความเหนียมอายต่อสิ่งต่างๆ
จึงได้แต่เกิดความอิจฉาในเด็กเหล่านั้นและไม่กล้ากระโดดข้ามรั้วนั้นไป กลัวครูจับได้มั้ง ไม่กล้ากระโดดมั่ง
เมื่อเวลาผ่านไป เด็กคนแล้วคนเล่ากระโดดไป
ภาพเด็กป.2กระโดดข้ามรั้วก็ชัดเจนขึ้นมาทุกขณะ
เสียงหัวเราะเด็กๆกึกก้องไปทั่ว
ในเย็นวันหนึ่งขณะรอคนขับรถมารับ
ฉันมีความกล้าเหนือความกลัวในที่สุด เงื้อมท่อนขาขึ้นไปบนม้านั่ง
กางแขนออก หลับตา แล้ว กระโดด
โอไม่น่าเชื่อ
ความรู้สึกที่เพิ่งก้าวผ่านเส้นกั้นความกล้ากับความกลัวนั้นมา
รางวัลมันเป็นเยี่ยงนี้เอง โอ

..

ไม่เห็นจะมีอะไรเลยแค่กระโดดเอง- -
ภูมิใจกับตัวเองได้ไม่ถึงหนึ่งลมตด
ครูอุดมปีศาจร้ายก็โผล่หัวออกมาจากในห้องแล้วว
แผดเสียงเรียกชื่อฉันเสียงดัง ฐานิตา!!! ครูอุดมนี่เองนี่ทำให้ฉันรู้สึกเกลียดชื่อตัวเอง
เพราะฉันได้ยินมันชัดเจนเมื่อได้กระทำผิดบางอย่างในสายตาคน
นางปีศาจร้ายรัวไม้บรรทัดใส่มือฉันจนมันหัก
พร้อมทั้งด่าด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงที่ดุดัน
จำไม่ได้ว่าร้องไห้ออกไปรึปล่าว
รู้แต่เจ็บใจถึงความไม่ยุติธรรมที่เด็กเป็นร้อยกระโดดข้างหน้านั่นไม่เห็นมีซักคนถูกทำโทษ
บวกกับรู้สึกซวยที่ต้องมาโดนด่าอยู่คนเดียว
บวกกับรู้สึกกลัวนางปีศาจนี่ ภาวนาให้ฝันร้ายจบลงโดยเร็ว
และคิดว่าถ้าแม่ฉันอยู่ตรงนี้เขาจะกล้าว่าอะไรไหม
คืนนั้นฉันนอนหลับลงไปด้วยความรู้สึกขมขื่นเป็นที่สุด
พลางนึกดีใจว่าจบลงเสียทีนะ

.. ที่ไหนได้

วันต่อมา ครูปีศาจพูดขึ้นมาขณะสอนเลขว่า
"เอ๊ะนี่พวกเธอรู้รึปล่าว เมื่อวานมีเพื่อนในห้องเราคนนึงทำตัวเป็นฮีโร่คิดว่าตัวเองวิเศษ กระโดดข้ามรั้วข้างหน้านั่น พวกเธอลองนึกภาพเขากระโดดพลาดแล้วรั้วเสียบตรงกลางเข้าซิ"

เด็กป.2แสนเลวที่ต่างก็เคยกระโดดกันกลับหัวเราะเสียงดังราวกับตัวเองไม่เคยทำอะไรเช่นนั้นมาก่อน
พลางหันตัว6ทิศเพื่อถามคนข้างๆว่าใช่แกรึปล่าว ใครอ่ะ ใครอ่ะ
และแล้วก็ได้ครูอุดมแสนอุบาทว์มาเฉลยข้อสงสัยกัน
"ทุกคนหันไปหา ไก่ย่างฐานิตา!!!!"
ไม่น่าเชื่อว่าพลังเสียงหัวเราะของเด็ก50คนจะทำให้ฉันรู้สึกตกต่ำ
อยากวาร์ปไปที่ทุ่งดอกไม้
รู้สึกถึงความอับอายและแย่มากที่สุด
ฉันมองหน้าครูอุดมด้วยความเคียดแค้น
แล้วเขาก็พูดว่า "ทำมะ? หรือมันไม่จริง?
นร.ดูสิเค้ามองหน้าครูอย่างกะครูเป็นคนผิด"
ฉันเกลียดนางผู้หญิงคนนี้จริงๆที่มาประจานความผิดที่ไร้สาระโคตรๆของเด็กเล็กๆคนหนึ่งที่เหมือนผ้าขาว
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กทุเรศเหล่านั้นเรียกฉันว่าไก่ย่างฐานิตาและพร้อมจะเล่าตำนานไก่ย่างให้กับผู้ที่สนใจต่างๆ
พูดแล้วเหมือนโม้ว่าเหตุการณ์นี้สร้างความรู้สึกแย่ในเวลาต่อมาเป็นปีๆ
กว่าจะโตขึ้นแล้วเข้าใจมันได้
มันเป็นความอึดอัดของเด็กเล็กๆที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้จากคนที่มาสร้างความอับอายให้เรา

เมื่อถูกเขาตีก็ต้องยอมแบมือให้ เมื่อถูกเขาด่าก็ต้องฟัง
ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปช่วงเด็กแบบนี้ฉันคนนึงล่ะขอบาย
ตอนเป็นเด็กฉันค่อนข้างเป็นเด็กซวยๆที่โดนแกล้ง
โดยหัวหน้าเด็กที่ชอบทำตัวเป็นนักเลง ทำให้กลายเป็นเด็กที่ไม่อยากไปรร.เป็นที่สุด
นอกจากนี้การเป็นเด็กนั้น พูดอะไรไปร้อยทั้งร้อยมักไม่เชื่อแถมหัวเราะมาให้
แม่ใช้ให้โทรศัพท์หาใครมักจะโดนวางสายใส่เพราะนึกว่าโทรมาแกล้ง
อีกทั้งฉี่รดที่นอนแล้วต้องตกใจตื่นอีก
เรื่องดีๆก็มีแต่ว่าเรื่องแย่ๆเยอะกว่า
ฮ่ะๆๆๆ
ดังนั้นเลือกได้ฉันโตแบบนี้แหละดีแล้ว
ปกป้องชีวิตและการตัดสินใจเรื่องของตัวเองได้ในระดับนึง
ไม่ต้องฟังใครมาพูดๆๆแล้วต้องเชื่ออีกต่อไป
บ้าหรือปล่าว ห้ามซอยผม ห้ามกินขนมในห้องเรียน
ห้ามใส่ถุงเท้าเดินในโรงอาหาร ห้ามเดินกิน
ห้ามเถียงครู ห้ามใส่กระโปรงสั้นเหนือเข่า
ห้ามถือถุงกระดาษมารร.
ต้องติดกิ๊บ
ต้องไหว้ครูทุกคน ต้องแต่งกายให้ถูกระเบียบ
โอ้ ไม่น่าเชื่อว่าการทำตามกฎระเบียบเหล่านี้จะสร้างให้เด็กเป็นคนดีของสังคมได้
ช่างเป็นกฎที่จรรโลงและยกระดับจิตใจเด็กๆให้สูงขึ้นเทียมฟ้าเลยทีเดียว
ทำไมถึงไม่ปลูกฝังให้เห็นข้อดีของการทำสิ่งเหล่านั้นล่ะ
ทำไมไม่บอกเหตุผลที่ต้องห้ามล่ะ พูดแค่ว่านร.ต้องทำตามกฎ
อืมมมม สิ่งที่เกลียดสุดๆในระบบโรงเรียนหญิงล้วนนี้ก็คือ
สิ่งที่ครูทำ ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
ครูทุกท่านคือแม่พิมพ์ของชาติ
ครูคือบุคคลสูงสุดในชีวิตรองจากพ่อแม่
อื้มม คืออยากจะบอกว่าครูคือคน
มีทั้งครูดีและครูเลว เฉกเช่นเดียวกับคนดีและคนเลว
อีกทั้งครูคือวิชาชีพหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีจรรยาบรรณเสมอไป
เรื่องไม่สวยงามตรงที่ว่าฉันดันไปเจอครูเลวเข้า
และเขาทำให้ฉันพบจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
นั่นคือการโดนทัณฑ์บน ครูสตรอว์เบอรรี่
การพูดจาตลบแตลงของครูผู้ใหญ่
การเข้าข้างฝ่ายครูด้วยกันเองโดยไม่มองเหตุผลเด็ก
ความเชื่อที่ว่าครูมีเรื่องกับนร.แล้วนร.ผิดทั้งหมด การนำอารมณ์มาลงกับเด็ก(ผู้ใหญ่เลว เห็นว่าเด็กด่ากลับไม่ได้)
แต่ในเรื่องร้ายมีเรื่องดีอยู่ : DDDD
นั่นคือหลังจากฉันหลุดออกมาจากรร.นี้ได้
และชีวิตฉันหลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก

โปรดติดตามตอนต่อไป



Create Date : 31 มีนาคม 2554
Last Update : 31 มีนาคม 2554 4:10:27 น.

2 comment
1  2  
stethoscope
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เรียกสั้นๆว่าบุ๋ม
ก็แล้วกันนะ
instagram : @sheepdog123