พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
15 พฤศจิกายน 2552
ลมหายใจแห่งโบรโม


ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก.. เสียงเคาะประตูดังที่หน้าห้องตอนตีสามครึ่ง
แต่อิชั้นตื่นตั้งแต่ตีสามแล้วล่ะ... มิได้ตื่นเต้นอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะเสียงเบิ้ลน้ำมันของรถที่ดังกระหึ่มเป็นเหตุต่างหาก ใครไม่ตื่นก็แปลกล่ะ

ล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่เสื้อกันหนาว ออกมานอกห้อง
อากาศเย็นน่าดูแฮะ รู้แล้วล่ะ เสียงเบิ้ลน้ำมันรถก็มาจากรถที่มารับนักท่องเที่ยวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเนี่ยล่ะ...

"จะรีบออกไปทำไมแต่ไก่ยังไม่โห่กันนะ" เรานึก

เริ่มออกเดินทางเวลาตีสี่ หนทางขึ้นเขา คดเคี้ยว ทั้งทางมืด และหมอกลงหนามาก จนต้องเปิดไฟตัดหมอก เรามองไปข้างหน้า ทัศนวิสัยไม่น่าจะเกิน 5 เมตร แต่คนขับชำนาญทางมาก แถมวิ่งแซงรถคันอื่นได้อีกต่างหาก
ขึ้นมาถึงภูเขาเปนาจากัน (Penanjakan) ก็ราวๆ ตีห้า... ที่นี่คนเยอะมาก ที่จอดรถงี้รถติดยาวทีเดียว เหมือนกับมีงานมหกรรมบนยอดเขาประมาณนั้นเลย...

จากที่จอดรถ เดินตามผู้คนขึ้นเขาไปอีกนิดหน่อย ก่อนถึงจุดชมวิวมีร้านขายของมากมาย ทั้งกาแฟ บะหมี่สำเร็จรูป ข้าวโพดปิ้ง ก๋วยเตี๋ยว โปสการ์ด ...

ที่จุดชมวิว อุทยานกำลังพยายามสร้างอัฒจรรย์ แต่ยังไม่เสร็จหรืออย่างไรก็ไม่รู้ เพราะเห็นนั่งร้าน และเศษไม้เกลื่อนไปหมด เมื่อทุกคนมาถึง ต่างก็พยายามจับจองหาทำเลที่ดีที่สุดในการชมพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งหนีไม่พ้นริมรั้วที่ติดกับหุบผามากที่สุด ขณะที่ตอนอิชั้นไปถึงที่ริงไซท์ดังกล่าวก็เกือบเต็มแล้ว แตสุดท้ายก็สามารถยึดที่ทางฝั่งด้านขวาได้... แม้จะเป็นทำเลไม่ค่อยดีนัก ก็ยังโอเคน่ะ

มารู้ทีหลังว่า วันนี้มีคนมาชมพระอาทิตย์ขึ้นราว 400 คน โอ! พระแม่เจ้า... ไม่เหยียบหัวกันก็บุญแล้วนะเนี่ย....

ก่อนอื่นเลย อิชั้นขอแนะนำการดูภูเขาไฟโบรโมสักนิด คือ ถ้ายืนอยู่ที่จุดชมวิว ทางด้านขวาจะเป็นภูเขาไฟ 3 ลูก คือ Bromo, Batok, Sumeru ส่วนพระอาทิตย์จะขึ้นทางด้านซ้ายมือ ที่ริมรั้วตรงกลางจุดชมวิว จะเป็นจุดที่ดูเหมือนจะยื่นออกไปนิดหน่อย จุดนี้อิชั้นว่า น่าจะเห็นได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้น และภูเขาไฟ จึงไม่น่าแปลกใจที่ คนจะแย่งกันยึดครองจุดนี้มากที่สุด

ท่ามกลางความมืด เงาของภูเขาไฟปรากฎรางๆ หมอกปกคลุมรอบแอ่งทะเลทราย มองฝ่าความมืดไปด้านล่าง เห็นหมู่บ้าน Cemoro Lawang เป็นไฟดวงเล็กๆ อยู่เบื้องล่าง

ขณะที่ขอบฟ้าฝั่งตะวันออกค่อยๆ แปรเป็นสีส้ม แดง สะท้อนภูเขาไฟให้ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากความมืดมิด
แสงตะวันค่อยๆ เปล่งประกาย สะท้อนภูเขาไฟ 3 พี่น้องเป็นสีทอง ทำให้ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าดูราวกับว่า พวกเรากำลังยืนอยู่บนสรวงสวรรค์สักแห่งหนึ่ง บนก้อนเมฆสักก้อน มองลงไปด้านล่าง เห็นเมฆหมอกกระจายตัวไปทั่วท้องฟ้า อีกใจหนึ่ง อิชั้นก็คิดถึงขนมสายไหมนะคะ... เพราะหมอกที่เรี่ยตามแอ่งทะเลทรายนั้น เป็นปุย ราวกับขนมสายไหมที่เคยทานตอนเด็กๆ ทีเดียวค่ะ

ขอเปลี่ยนเป็นการเล่าด้วยภาพดีกว่านะคะ เพราะสิบปากว่า คงไม่เท่าตาเห็น และตาเห็นในรูป ก็ไม่เท่ากับไปเห็นจริงๆ ค่ะ... (ยืนยัน 100%)

เลือกรูปนี้มาโหมโรงก่อนค่ะ เป็นรูปที่ใครๆ ไปโบรโมก็ต้องมีรูปนี้กลับมา... ก่อนไปก็เห็นแล้วรู้สึกว่า...สวยจัง แต่ครั้นอยู่ที่นั่นจริงๆ รู้สึกว่า สวยกว่าในรูปเป็นร้อยเป็นพันเท่าค่ะ...




ดวงอาทิตย์สาดแสงส่องโบรโมเป็นสีเหลืองทองสวยงาม น่าประทับใจเป็นที่สุด
โบรโม คือ ภูเขาไฟที่มีควันออกมา บาต็อก คือ ภูเขาไฟทางด้านขวามือ ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว
สุเมรุ หรือเขาพระสุเมรุน่ะแหละ สูงๆ อยู่หลังสุดค่ะ เขาลูกนี้เค้าจะพ่นควันออกมาทุก 20 นาทีค่ะ




ดวงไฟเล็กๆ เบื้องล่าง คือ หมู่บ้าน Cemoro Lawang
ที่สว่างเป็นหย่อมใหญ่บนสุดขอบเลย คือ Lava View Lodge คะ




ตรงนี้ล่ะค่ะ ที่บอกว่าเป็นจุดตรงกลางที่ยื่นออกไปในหุบเขามากที่สุด ที่น่าจะเห็นทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและภูเขาไฟ




พระอาทิตย์ขึ้นทางฝั่งซ้าย อิชั้นยืนฝั่งขวา ก็เลยลองถ่ายรูปฝ่าผู้คนไป
รอให้เจ๊คนนั้นเอียงคอให้แสงอาทิตย์ลอดมานิดหน่อย ปรากฏว่า ได้รูปสวยเหมือนกันแฮะ




อัฒจรรย์ที่ทางอุทยานพยายามทำให้นักท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้น
แต่ปรากฏว่า คนไม่ค่อยยืนกันหรอกค่ะ โดยเฉพาะคนที่อยากถ่ายรูป เพราะโดนบังหมดค่ะ รูปนี้คุณวายเอถ่ายตอนที่นักท่องเที่ยวเฮละโลมาฝั่งขวาดูภูเขาไฟ แต่เรากลับกะเค้าไปฝั่งซ้าย
และใช้เทคนิคกล้องโกงนิดหน่อยก็ได้ภาพสวยๆ กลับมาค่ะ




โบรโมอีกสักรูป ควันที่เห็นลอยอยู่เหนือภูเขาไฟที่สูงที่สุด สุเมรุ นั่น ควันที่เค้าพ่นออกมาค่ะ




คนขับรถที่โบรโมค่ะ ถ่ายระหว่างทางลงจากโบรโม วิวสวยดี
เห็นด้วยไหมคะว่า หมอกน่ะ เหมือนขนมสายไหม น่ากระโดดลงไปหม่ำจังอิ !




ลงไปถึงแอ่งทะเลทรายดำ (Sea of Sand) แล้ว จริงๆ ก็เป็นบริเวณที่หมอกปกคลุมในรูปก่อนนะแหล่ะ




รถจิ๊ปวิ่งกันขวักไขว่เลย




รูปนี้เป็นโบรโมด้านข้างท่ามกลางสายหมอก ข้างหลังเป็นเขาพระสุเมรุกำลังสูบบุหรี่ค่ะ
ไม่รู้โชคดีหรือร้าย เพราะรถจิ๊ปที่มาขอจอดช่วยเหลือรถจิ๊ปอีกคันที่เสียอยู่ จึงได้ลงไปเดินในแอ่งทะเลทราย ที่นี่ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ยิ่งแรงขึ้น......
เดินๆ อยู่ ก็เกิดเคลิบเคลิ้มว่า ตัวเองเป็นนางฟ้าล่องลอยในหมู่เมฆซะนี่ 555555




ภูเขาเปนาจากันที่ขึ้นไปชมพระอาทิตย์เมื่อเช้านี้ค่ะ




พอถึงเชิงเขา.. รถก็จอด ต้องเดินต่อไปอีก 2 ก.ม. จึงจะถึงปากปล่องโบรโม ใครไม่อยากเดินก็มีม้าให้นั่ง
ล่างกลาง : ภูเขาไฟบาต๊อก ลายเส้นลาวาเค้าสวยดี ล่างขวา : บัตรรถจิ๊ปขึ้นชมพระอาทิตย์ขึ้น


จริงๆ 2 ก.ม. ก็ไม่ค่อยไกลนะคะ แต่ทางเดินเป็นทรายค่ะ เดินยาก ช่วงหลังมีขึ้นเขานิดหน่อย และยังต้องขึ้นบันไดไปอีก 200 ขั้น ก็เหนื่อยพอสมควรนะ อาจเป็นเพราะอากาศบางด้วยมั้งคะ

คำแนะนำสำหรับผู้เดินคือ ถอดเสื้อหนาๆ ออกสักตัว เหลือแจ๊คเก็ตบางๆ ก็พอ เพราะแดดเริ่มแรงขึ้น ทำให้อากาศเริ่มร้อน อย่าลืมพกผ้าบางๆ สำหรับโพกหัว ปิดปาก ปิดจมูกด้วยค่ะ เพราะฝุ่นจากม้าที่เดินและวิ่งนั้น ฟุ้งเข้าหน้าเข้าตาเต็มไปหมดค่ะ

สำหรับใครที่ต้องการออมแรงไว้เดินขึ้นบันไดช่วงสุดท้าย ก็อาจเลือกขึ้นม้าค่ะ ตอนอิชั้นไป... ราคาเค้าเปิดมา 100,000 Rp. ไป-กลับ ฟังแล้วตกใจ อะไรจะแพงขนาดนี้... ต่อ 50,000 ไม่ยอม ก็เลยยอมเดิน แต่เค้าก็ตื้อมาตลอดทางนะคะ พอดีช่วงที่ไปเป็นฤดูท่องเที่ยวไงคะ อะไรๆ ก็โก่งราคาหมด

ฟังนักท่องเที่ยวท่านอื่นมาว่า ราคาปกติไม่ควรเกิน 50,000 Rp. สำหรับนักท่องเที่ยวที่เลือกวิธีนั่งม้า.. แนะนำว่า ควรตกลงกับเจ้าของม้าให้ชัดเจน ทั้งราคา ไป-กลับ หรือเปล่า จะแวะวัดฮินดูหรือไม่ และเตรียมเงินแบงค์ปลีกไว้ให้พอดี เพราะส่วนใหญ่มักจะบอกว่า ไม่มีเงินทอน ที่สำคัญอย่าจ่ายเงินก่อนค่ะ... ไม่ได้หมายความว่า เจ้าของม้าทุกคนจะตุกติกหรอกนะคะ แต่ก็มีคนที่มักจะงอแงค่ะ เราไปต่างถิ่น สื่อสารกับเค้าก็ยากอยู่แล้ว ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าค่ะ





ระหว่างทางเดินไปปากปล่องภูเขาไฟโบรโม มีวัดฮินดูด้วยค่ะ แต่ได้แต่ดูด้านนอก เพราะเค้าไม่เปิดประตูค่ะ




เลยวัดฮินดูมานิดนึงก็เป็นช่วงทางเดินขึ้นเขาค่ะ ชันแค่ไหนลองดูเอาเองนะคะ
รูปนี้เห็นจุดที่เริ่มเดิน และคนกับม้าตัวเล็กๆ ด้วยค่ะ คงทำให้ประมาณระยะทางที่ต้องเดินได้นะคะ



ช่วงทางชันนี้ล่ะ คนเลี้ยงม้า พอเห็นเราแฮ่กๆ และ แฮ่กๆๆๆๆๆๆ มาตื้อใหญ่ เผื่อจะเปลี่ยนใจ แต่หญิงไทยใจสู้
่ไม่มีเปลี่ยนใจหรอก ก็จะถึงแล้วนี่หว่า.. แม้จะให้ 50,000 ที่เคยต่อราคาไว้ก็เถอะ




ที่สุดก็ถึงแล้ว บันไดขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟโบรโม... 200 ขั้นเอ้งง..





ไชโยมาถึงปากปล่องแล้วค่ะ ซื้อดอกไม้บูชาเทพเจ้าแห่งภูเขาไฟสักหน่อย
ราคา 10,000 Rp.
รู้สึกว่าแพงเหมือนกัน แต่เหนื่อยจนต่อไม่ออกอ่ะ
คือ เป็นความเชื่อของผู้คนที่นี่ค่ะ ว่าภูเขาไฟมีเทพเจ้าสิงสถิตย์อยู่
วิธีบูชา คือ โยนดอกไม้ลงไปในปล่องภูเขาไฟที่เห็นในรูปด้านล่างขวาค่ะ





มุมมองจากปากปล่องไปด้านล่าง แปลกตาดีค่ะ



บนปากปล่องโบรโมนี่ อากาศดี ลมแรงค่ะ กลิ่นกำมะถันก็อ่อนๆ สำหรับนักเดินทางที่ชอบเสี่ยง และยังมีกำลังเหลืออาจเดินไต่ขอบปล่องภูเขาไฟ เลยที่กั้นรั้วออกไปได้เรื่อยๆ ค่ะ แต่ต้องระวังนะคะ
เพราะเคยมีนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ตกลงไปตายมาแล้วค่ะ....

ชื่นชมทัศนียภาพบนปล่องภูเขาไฟสักพัก... ก็ต้องลงเขาแล้วค่ะ เพราะแดดแรงมาก... อยู่นานก็ไม่ไหวค่ะ
ลงไปชื่นชมกับหมู่บ้าน Cemoro Lawang ดีกว่า...
แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ







Create Date : 15 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2552 18:34:52 น.
Counter : 962 Pageviews.

5 comments
  
สวยจัง สวยจัง ... เ้ห็นแล้วกระตุ้นต่ิอมพเนจรอีกแล้ว

ต้องเก็บข้อมูลไว้ เผื่อเป็นทริปหน้าของเราแล้วหล่ะ ^_^
โดย: Pemy_ja วันที่: 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา:19:59:07 น.
  
ขอบคุณข้อมูลดีๆ ครับ
โดย: taotao_s วันที่: 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:46:09 น.
  
ขอบคุณคุฯ taotao_s และคุณ Pemy_ja ที่แวะมาเช่นกันค้าาา
โดย: SSnS IP: 124.121.225.71 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:55:21 น.
  
ตามมาเที่ยวค่ะ .. สวยสุดยอด..

หนทางหฤโหดจริง ๆ ... น่าภูมิใจที่ได้ไปเยือนนะคะ..
โดย: poongie วันที่: 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา:21:00:40 น.
  
สวยหยาดเยิ้มครับ...
ว่าจะไป จะไป จะไป หลายเที่ยวแล้ว ไม่เคยได้เหยียบฝั่งสุราบายาซักที!
โดย: sirimas_m วันที่: 18 พฤศจิกายน 2552 เวลา:12:22:41 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Sea Sand n Star
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]