Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
14 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
คลังข่าวและสัมมนา 6

*สัมมนาทางวิชาการเรื่อง การแพทย์แผนไทยสู่ระดับบัณฑิตศึกษา

วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์การแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง การแพทย์แผนไทยสู่ระดับบัณฑิตศึกษา ในวันที่ 10 เมษายน เวลา 08.30 - 16.00 น. ที่ห้องประชุมนานาชาติ อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-218-8144







*ขำกันกลิ้ง นายกฯ เขมร Ph.D. โบ๊เบ๊ โดย ผู้จัดการออนไลน์
สื่อในกัมพูชาตีพิมพ์ข่าวอย่างฮือฮาในสัปดาห์นี้ หลังจากมีการพิสูจน์ว่าสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่เข้าไปเปิดสาขาในกรุงพนมเปญ และประศาสน์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่นายกรัฐมนตรีกัมพูชานั้น เป็นเพียงมหาวิทยาลัยห้องแถว ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์บางฉบับบอกว่า เจอเข้าแบบนี้ก็หัวเราะไม่ออก เพราะนึกสงสารผู้นำประเทศ.. สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน
มหาวิทยาลัยแห่งสหภาพยุโรป (International University of the European Union) ที่อ้างว่า มีสาขาใหญ่อยู่ในกรุงดับลิน (Dublin) สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ได้เข้าไปตั้งสาขาในกัมพูชาเมื่อปี 2547 ปีเดียวกันก็ได้ประศาสน์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขา.. แด่สมเด็จฯ ฮุนเซน สื่อบางสำนักได้นำรูปภาพของนายกรัฐมนตรีในพิธีประศาสน์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตออกเผยพร่อีกครั้งหนึ่ง โดยผู้นำกัมพูชาแสดงสีหน้าภาคภูมิใจด้วยบุคลิกภูมิฐาน ปรากฏตัวคู่กับนายฮาร์ดีป สิงห์ สันธุ (Hardeep Singh Sandhu) ประธานของ IIU ในชุดครุยหรู ยกแผ่นกระดาษขึ้นอวดผู้เข้าร่วมพิธี
ได้เคยมีผู้แสดงความกังขาเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของสถาบันแห่งนี้มานานแล้ว สำนักงานตัวแทนที่อยู่ใกล้ที่สุดก็คือ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ก็เป็นเพียงออฟฟิศเช่าเล็กๆ แต่เว็บไซต์ของ IIU กล่าวว่า สถาบันนี้ได้ผ่านการรับรองของคณะกรรมาธิการรับรองคุณภาพ (Quality Assurance Commission) มาแล้ว
*ในสัปดาห์นี้เรื่องแดงโร่ออกมา เมื่อสตรีในอังกฤษรายหนึ่งซึ่งได้รับ Ph.D แบบเดียวกับผู้นำกัมพูชา หาทางพิสูจน์จนรู้ว่า IIU ไม่ได้เป็นสถาบันการศึกษาของไอร์แลนด์ ไม่ได้มีอยู่จริงในกรุงดับลิน และไม่ได้เป็นสถาบันอะไรสักอย่าง
สตรีที่ตกเป็นเหยื่อผู้นี้ยังได้พยายามสืบเสาะหาที่ตั้งของ QAC และไปพบความจริงว่าคณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้มีอยู่จริง มีเพียงออฟฟิศเล็กๆ อยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน มีพนักงานสตรีรับโทรศัพท์อยู่เพียงคนเดียว และ เธอคนนี้รับโทรศัพท์ให้กับอีกหลายบริษัท นอกจากนั้นสำนักงานที่ IIU อวดอ้างบนเว็บไซต์ก็ไม่มีอยู่ บุคคลภายนอกติดต่อได้ทางตู้ ปณ. ที่จัดเช่าเอาไว้ใช้งานเท่านั้น
เว็บไซต์ดังกล่าวอ้างว่า IIU มีประธานของสภามหาวิทยาลัยชื่อ ฯพณฯ บารอน โนว์ธ (Baron Knowth) โทรทัศน์บีบีซีกรุงลอนดอน ได้ออกสืบเสาะหาบารอนท่านนี้ และปรากฏว่าที่อยู่ที่ให้ไว้เป็นของนักบัญชีที่ชื่อ เฮอร์เบิร์ต เจฟฟรี่ วูลเลอร์ (Herbert Jeffrey Wooller) ซึ่งมีบ้านมูลค่าหลายล้านปอนด์ทั้งในมอนติคาร์โล โมนาโก และในกรุงลอนดอน ปริญญาดุษฎีบัณฑิตเก๊ของ IIU ได้ทำให้ Ph.D. ที่ผู้นำกัมพูชาได้รับจากสถาบันต่างๆ ในช่วงเวลา 20 ปีที่อยู่ในอำนาจ ลดลงจาก 10 ใบ
Ph.D. ของ IIU นั้นนับเป็นใบที่ 5 และ ก่อนหน้านั้น 1 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มอบ Ph.D. สาขา รัฐศาสตร์ให้ผู้นำกัมพูชาอีก 1 ใบ วันที่ 10 เม.ย.2547 ฯพณฯ ฮุนเซน แสดงปาฐกถายาวเหยียดในพิธีรับ Ph.D. เก๊ ท่ามกลางความยินดีปรีดาของ 'สตรีหมายเลข 1' สมาชิกครอบครัว กับบุคคลที่รายล้อมอยู่รอบข้างในศูนย์กลางอำนาจของประเทศ
คอลัมนิสต์คนหนึ่งเขียนบนเว็บแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้นำ โดยระบุว่า 'บัดนี้ถึงเวลาที่สมเด็จฯ ฮุนเซนควรจะไปร่ำเรียนเสียที เพื่อทำ Ph.D. ด้วยตัวเอง ชาวกัมพูชาทุกคนจะได้ภาคภูมิใจ




*เทศกาลงานศิลป์ไร้ขึดจำกัด ข่าวประจำวันด้านคนพิการ /www.pwdmedia.com

วิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนักศึกษาสาขาวิชาบริหารงานวัฒนธรรม จึงเกิดแนวคิดในการจัดงาน UNLIMITED ARTS FEST. เทศกาลงานศิลป์ไร้ขีดจำกัด เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้แสดงผลงานศิลปะ ลดช่องว่างระหว่างคนทั่วไปกับคนพิการ ปลูกจิตสำนึกให้คนไทยเห็นคุณค่าของศิลปะ ใช้ศิลปะในการบำบัดจิตใจ เกิดแรงบันดาลใจในการทำงานและใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน ฯลฯ

งานซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 - 13 มีนาคม พ.ศ. 2551 ณ ชั้น G บริเวณ ART VENUE ศูนย์การค้าเอสพลานาด ถนนรัชดา วันแรกตั้งแต่เวลา 15.00 น. ซึ่งจะมี ดร.พิพัฒน์ ปรีดาวิภาต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานเปิดงาน ประกอบด้วยการเสวนาหัวข้อ "ศิลปะกับชีวิต ART & LIFE" โดยศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์ อังคาร กัลยาณพงศ์ ที่จะมาบอกเล่าถึงประสบการณ์ในงานศิลปะและการใช้ศิลปะสร้างคุณค่าให้กับชีวิต

ต่อด้วยการเสวนาหัวข้อ INSPIRATION OF ART ที่พิธีกร ภิญโญ รู้ธรรม จะชวนสัมภาษณ์และพูดคุยกับ ตุล อพาร์ตเมนท์คุณป้า, โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ,เชอรี่ - เข็มอัปสร สิริสุขะ และ ARTIST, STAR ART CHARITY พบกับดารา นักแสดง และนักร้องชื่อดัง ที่จะมาร่วมกันเพ้นต์เสื้อ T shirt, หมวก, กระเป๋าผ้า และ ตุ๊กตา ชิ้น Master Piece เพื่อจำหน่ายในงาน และร่วมประมูลผลงานเพ้นติ้งของเหล่าศิลปิน AF ที่ส่งผลงานมาร่วมประมูล พร้อมชม MINI CONCERT จาก วง IONION, ปอย Portrait, หนึ่ง Friday (Sleeper One) และ The Super Glasses Ska Ensemble

วันที่สองตั้งแต่เวลา 11.00 น.เป็นต้นไป ชม UNLIMITED ARTS EXHIBITION : นิทรรศการศิลปะโดยศิลปินพิการ ,นิทรรศการภาพถ่าย " -32+ " ขาดหรือเกินไม่สำคัญ ขอเพียงความหวังและความเท่าเทียม โดย ชาติ์ฉกาจ ไวกวี ช่างภาพซึ่งเคยแสดงผลงาน ณ ประเทศเยอรมัน, ญี่ปุ่น ฯลฯ ,ประมูลผลงานศิลปะของศิลปิน นักร้อง นักแสดงชื่อดังหารายได้เข้ามูลนิธิช่วยเหลือคนพิการ ,เลือกซื้อผลงานศิลปะใน ART MARKET ตลาดนัดศิลปะจากฝีมือคนพิการ ,PERFORMING ART โดยกลุ่มคนพิการมากความสามารถ พร้อมชม MINI CONCERT โดย โจ้ The Pianist, วง JERKs! (เบียร์-สรณัฐ มัสยวานิช) และ วง Loser

และวันสุดท้าย เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป นอกเหนือกิจกรรมอื่นๆเช่นกันกับวันแรก เสพงานศิลปะ พร้อมชม MINI CONCERT ของ นัสนันท์ , วง ZUPERSTARR และอีกหลายวงที่ขอใช้เสียงเพลงเป็นกำลังใจให้เหล่าคนพิการใจสู้





* 9 นักกฎหมายชั้นนำของโลก แฟกซ์ถึงนายกฯ ชี้ไทยทำ ‘ซีแอล’ ถูกต้อง เชื่อไม่โดนตอบโต้ทางการค้า โดย : ประชาไท 21/2/2551

หมายเหตุ - จดหมายของศาสตราจารย์และนักกฎหมายชั้นนำของโลก 9 ส่งถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผ่านทางโทรสารและสถานฑูตไทย เมื่อเช้าวันที่ 20 ก.พ.51 ตามเวลาประเทศไทย เรื่อง “ความถูกต้องชอบธรรมของประเทศไทยในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐกับยารักษาโรค
เอดส์ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง”


19 กุมภาพันธ์ 2551

ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช

นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย

ทำเนียบรัฐบาล

ถนนนครปฐม

ดุสิต กรุงเทพฯ

ประเทศไทย 10300

ฯพณฯ ไชยา สะสมทรัพย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ถนนติวานนท์

ตำบลตลาดขวัญ

จังหวัดนนทบุรี 11000


เรื่อง: ความถูกต้องชอบธรรมของประเทศไทยในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐกับยารักษาโรคเอดส์ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

เรียน ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช และ ฯพณฯ ไชยา สะสมทรัพย์

พวกเราเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เข้าใจว่าประเทศไทยกำลังทบทวนประเด็นความถูกต้องทางกฎหมาย ตลอดจนผลกระทบด้านลบต่อการค้าอันอาจเกิดจากการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยารักษาโรคเอดส์ โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549
พวกเราจึงมีหนังสือถึงท่านเพื่อยืนยันให้ท่านมั่นใจว่า มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ที่ประเทศไทยประกาศใช้นั้นชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศทุกๆ ประการ นั่นคือความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (ทริปส์) ขององค์การการค้าโลก พร้อมชี้ให้เห็นว่าการใช้คำกล่าวอ้างโคมลอยว่า มาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีเจตนาที่จะเพิกถอน ระงับ หรือละเว้นการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรที่ตกเป็นประเด็นโต้แย้งนี้อาจเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และเช่นเดียวกัน เราเชื่อว่าการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ อันชอบธรรมอย่างเต็มที่นี้ ย่อมช่วยขจัดอุปสรรคปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าโดยประเทศสหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป แม้ว่าขณะนี้ ประเทศไทยจะเริ่มสูญเสียสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ไป เนื่องจากประเทศมีฐานะร่ำรวยขึ้น แต่นี่คือเหตุการณ์ปกติที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อประเทศมีเศรษฐกิจเติบโตและมั่งคั่งขึ้น ซึ่งไม่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับการที่ประเทศไทยประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ก่อนหน้านี้แต่อย่างใด
มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ที่ประเทศไทยประกาศใช้ไปนั้นชอบด้วยกฎหมายทุกๆ ประการ ทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายไทย

มาตรการบังคับใช้สิทธิที่ประเทศไทยประกาศใช้กับยารักษาโรคเอดส์ ได้แก่ ยาเอฟฟาวิเรนซ์และโลปินาเวียร์/ริโทรนาเวียร์ ยาป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด โคพิโดเกรล และยาต้านมะเร็ง อันได้แก่ ยาเลโทรโซล ยาโดซีแท็กเซล และยาเออร์โลทินิบนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกๆ ประการ กล่าวคือ
สอดคล้องกับมาตรา 31 (บี) ของความตกลงทริปส์ เนื่องจากประเทศไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม โดยมีกระบวนการที่เหมาะสมและมีเหตุผลทางด้านสาธารณสุขเพียงพอ
การประกาศบังคับใช้สิทธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยที่มิได้มุ่งหวังประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่ระบุในความตกลงทริปส์และพระราชบัญญัติสิทธิบัตรของไทยนั้นไม่จำเป็นต้องเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรก่อน (อันที่จริงประเทศไทยได้ดำเนินการเจรจามาเป็นเวลานานแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ)
ประเทศไทยกำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิในอัตราร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 5 จากราคาขาย โดยเปิดโอกาสให้เจ้าของสิทธิบัตรสามารถอุทธรณ์หรือเจรจาอัตราค่าตอบแทนนี้ได้ และ

ประเทศไทยดำเนินการใช้สิทธิกับสิทธิบัตรเพียงไม่กี่รายการ จึงไม่อาจกล่าวหาได้ว่าประเทศไทยกระทำการเข้าข่ายเลือกปฏิบัติต่อสิ่งประดิษฐ์ในสาขาเทคโนโลยี ซึ่งนั่นจะเข้าข่ายการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(1)ภายใต้ความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก ประเทศไทยมีสิทธิในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ และมีอิสระที่จะกำหนดเหตุผลของการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิได้เอง <1>
มาตรา 31 ของความตกลงทริปส์มิได้จำกัดสิทธิของประเทศใดๆ ในการกำหนดเหตุผลของการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ด้วยเหตุนี้จึงเท่ากับแต่ละประเทศมีสิทธิประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม รวมถึงเพื่อการสาธารณสุข โดยมีบทบัญญัติพิเศษและเร่งด่วนกำหนดไว้สำหรับกรณีการใช้สิทธิในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ และเพื่อให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งเสรีภาพดังกล่าวนี้มีระบุไว้อย่างชัดเจนในวรรค 5b ของปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุขว่า “ประเทศสมาชิกมีสิทธิในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ และมีอิสระที่จะกำหนดเหตุผลของการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิได้เอง (เน้นเพิ่มเติม)”

มาตรการบังคับใช้สิทธิมิได้จำกัดเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน

คำกล่าวที่ว่ามาตรการบังคับใช้สิทธินั้นสามารถใช้เฉพาะในสถานการณ์ “ฉุกเฉิน” เท่านั้นนับเป็นความเข้าใจผิดๆ ที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปมากที่สุด แม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์พิเศษจัดตั้งขึ้นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อนุญาตให้สามารถดำเนินการใช้สิทธิได้อย่างเร่งด่วนก็ตาม แต่สิทธิในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธินั้นก็มิได้จำกัดเฉพาะสถานการณ์ฉุกเฉินทางสาธารณสุข หรือภาวะวิกฤติเร่งด่วนอย่างยิ่งแต่อย่างใด

มาตรการบังคับใช้สิทธิมิได้จำกัดเฉพาะโรคใดโรคหนึ่ง
คำกล่าวที่ว่ามาตรการบังคับใช้สิทธินั้นสามารถใช้เฉพาะกับโรคใดโรคหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหลักๆ คือโรคติดเชื้อ เช่น เอชไอวี/เอดส์ หรือไข้หวัดนก นับเป็นความเชื่อผิดๆ ของคนทั่วไปอีกข้อหนึ่ง ทั้งที่บทบัญญัติในความตกลงทริปส์นั้นมิได้จำกัดเฉพาะโรคหนึ่งโรคใด ที่ผ่านมาทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาพยายามใช้การเจรจาเพื่อกำหนดกลุ่มโรคพิเศษสำหรับการใช้สิทธิ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องด้วยประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทย ต่างไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวซึ่งจะกลายเป็นการจำกัดและแบ่งแยกผู้ป่วยกลุ่มที่มีสิทธิเข้าถึงยาจำเป็นรักษาชีวิตในราคาถูก และกลุ่มที่ไม่มีสิทธิ

มาตรการบังคับใช้สิทธิมิได้จำกัดเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง
มาตรา 31 หรือปฏิญญาโดฮาต่างมิได้จำกัดจำนวนประเทศสมาชิกที่สามารถใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิได้ ทั้งนี้ไม่มีทั้งรายชื่อประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์เป็นพิเศษ และมิได้จำกัดให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางเช่นประเทศไทยใช้มาตรการดังกล่าว แม้ว่าจะมีถึง 45 ประเทศที่ยอมศิโรราบต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ จนยอมเพิกถอนสิทธิของตนเป็นการชั่วคราวในการนำเข้ายาตามกลไกที่จัดตั้งขึ้นตามมติของที่ประชุมคณะมนตรีใหญเกี่ยวกับวรรคที่ 6 ของปฏิญญาโดฮา (ปัจจุบันอยู่ในมาตรา 31 ทวิ) แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงมีสิทธิตามสิทธิที่มีอยู่ก่อนในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อดำเนินการผลิตภายในประเทศ และ/หรือนำเข้าสินค้าส่วนน้อยจากประเทศผู้ผลิตที่ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิด้วยกรณีใดกรณีหนึ่งเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ประกาศบังคับใช้สิทธิและการใช้สิทธิโดยรัฐมากที่สุดเพื่อสร้างการแข่งขันทางการค้าและเพื่อตอบสนองความต้องการที่รัฐบาลกำหนด นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ หลายประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซิมบับเว บราซิล ได้ประกาศบังคับใช้สิทธิในยาที่ติดสิทธิบัตร

ประเทศไทยมีเหตุผลทางสาธารณสุขเพียงพอที่จะประกาศบังคับใช้สิทธิกับยาที่ติดสิทธิบัตรแต่ละรายการ
แม้ว่าประเทศไทยจะมิได้มีปัญหาโรคเอชไอวี/เอดส์ขั้นวิกฤตเท่าในภูมิภาคทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่าในทวีปแอฟริกา แต่การแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวียังคงเป็นประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย จึงเป็นเหตุผลอันสมควรแก่การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีกว่า 560,000 ราย และโรคเอดส์ได้กลายมาเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของพลเมืองไทย เช่นเดียวกัน โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง เริ่มกลายเป็นวิกฤตปัญญาสำหรับประเทศไทยมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น ประเทศไทยจึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อให้เกิดการเข้าถึงยาป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่สำคัญอย่างยาโคลพิโดรเกล ซึ่งยาต้นแบบ (พลาวิกซ์) มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ายาชื่อสามัญถึงเจ็ดสิบเท่า และในทำนองเดียวกัน ประเทศไทยมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับยาต้านมะเร็งเนื่องจากโรคมะเร็งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของพลเมืองไทย อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักอยู่ที่ว่า ประเทศไทยมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะใช้การประกาศบังคับใช้สิทธิแก้ปัญหาความจำเป็นด้านสาธารณสุข

(2) ภายใต้บทบัญญัติในความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก ประเทศไทยมีสิทธิประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อการสาธารณประโยชน์โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์
มาตรา 31 ได้ระบุการใช้สิทธิเพื่อการสาธารณประโยชน์โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ไว้เป็นการเฉพาะ คำว่า “เพื่อการสาธารณประโยชน์โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์” นั้น ในความตกลงทริปส์มิได้มีการแจกแจงไว้อย่างชัดเจน แต่โดยนัยยะของกฎหมายและหลักปฏิบัติที่มีมายาวนั้นสนับสนุนการตีความว่า การจัดซื้อยาที่ได้จากการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ เพื่อใช้ในระบบประกันสุขภาพของรัฐ หรือแจกจ่ายให้ผู้ประกันตนภายใต้โครงการประกันสังคม และ/หรือข้าราชการและลูกจ้างของรัฐนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นทุกๆ ประการ
ในมาตรา 31 มิได้บ่งระบุข้อกำหนดหรือข้อจำกัดเงื่อนไขใดๆ เกี่ยวกับการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิในกรณีเพื่อการสาธารณประโยชน์หรือการใช้โดยรัฐบาลว่าต้องจำกัดในเรื่องใดก็ตาม ในทางตรงข้าม ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 56.2 ของพระราชบัญญัติสิทธิบัตรแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษได้ระบุไว้เป็นการเฉพาะว่า บริการแห่งรัฐ หรืออีกชื่อหนึ่งคือการใช้สิทธิโดยรัฐโดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์นั้น รวมถึง “การผลิตหรือจัดหายาและเวชภัณฑ์เฉพาะแต่ละรายการ” การใช้สิทธิจะไม่ถือว่ามีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์เพียงเพราะเป็นการผลิตและจำหน่ายเพื่อแสวงหากำไรไม่ว่าจะโดยบริษัทยาของรัฐหรือผู้ประกอบการเอกชน คำว่า “เพื่อการสาธารณประโยชน์โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์” กำหนดให้ “การใช้สิทธิ” นั้นๆ ต้องไม่เป็นการใช้สิทธิในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ดังนั้นแล้วการผู้ผลิตยาชื่อสามัญจะเป็นบริษัทที่แสวงหากำไรเช่น ซิปล้าในประเทศอินเดีย บรรษัทข้ามชาติผู้วิจัยและพัฒนายักษ์ใหญ่อย่างไฟเซอร์ หรือห้องวิจัยของรัฐบาลอย่างองค์การเภสัชกรรม (GPO) ในประเทศไทยจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “การใช้สิทธิ” ตามสิทธิบัตรหรือกระบวนการใช้ อันได้แก่การใช้สิทธิบัตรนั้นๆ เพื่อ “ประโยชน์สาธารณะ” และการใช้สิทธิโดยรัฐซึ่ง “ไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์” หมายความว่ารัฐบาลเองไม่ได้ดำเนินการในเชิงแสวงหากำไร ด้วยเหตุนี้ สำหรับในประเทศไทย แม้ว่าจะมีการดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยประเทศไทย อันได้แก่ การผลิต การจำหน่าย การนำเข้า และการจัดจำหน่ายยา ผู้จัดซื้อยาที่แท้จริงคือรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งดำเนินการตามหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหายาให้กับประชาชนไทยส่วนใหญ่ผ่านระบบประกันสุขภาพของรัฐและโครงการสวัสดิการข้าราชการและลูกจ้างของรัฐโดยตรง ประเทศไทยจะจัดซื้อจัดหายาที่ได้จากการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประกันตนภายใต้โครงการประกันสุขภาพของรัฐโครงการต่างๆ (ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พระราชบัญญัติหลักประกันสังคม และระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลของขาราชการและลูกจ้างของรัฐ) ซึ่งโครงการของรัฐนี้ให้บริการครอบคลุมประชาชนไทยจำนวน 62 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงยากว่า 900 รายการ รวมถึงยาต้านไวรัส ประชาชนไทยกว่าร้อยละ 98 เป็นผู้ประกันตนภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพโดยรัฐทั้งสามโครงการนี้ และร้อยละ 80 ที่มีโอกาสเข้าถึงยาและการรักษาพยาบาลจริงๆ โดยผ่านโครงการทั้งสามนี้
ไม่มีข้อผูกมัดให้ประเทศไทยต้องดำเนินการเจรจากับผู้ทรงสิทธิก่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อตกลงราคาส่วนลด หรือให้มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ <2>

มาตราที่ 31 กำหนดไว้ว่า “ผู้ที่ประสงค์จะขอใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิต้องเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรเสียก่อนเพื่อขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าวโดยสมัครใจ ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เป็นเหตุเป็นผล และมาตรการบังคับใช้สิทธิจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อการเจรจาดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จภายในเวลาอันสมควร” ทว่าภายใต้บทบัญญัติเดียวกันนี้ ข้อกำหนดให้มีการเจรจากันก่อนนั้น “อาจยกเว้นได้โดยประเทศภาคีสมาชิกในกรณีมีเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ หรือสถานการณ์เร่งด่วนอย่างยิ่งยวด หรือเป็นการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์” ในกรณีเหล่านี้ได้กำหนดข้อผูกพันไว้เพียงประการเดียวคือ “ในกรณีของการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ หากรัฐหรือคู่สัญญาทราบหรือพิสูจน์ทราบได้ว่ามีผู้ทรงสิทธิตามบัตรโดยมิได้ทำการสืบค้น และจะดำเนินการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรนั้นๆ โดยรัฐหรือเพื่อกิจการของรัฐ รัฐที่ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิทราบโดยไม่ชักช้า”
แม้ว่าจะไม่มีข้อกำหนดระบุไว้ก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ดำเนินการเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรก่อน
แม้จะไม่มีข้อกำหนดระบุไว้ แต่รัฐบาลไทยก็ได้พยายามเจรจาลดราคายาต้านไวรัสเอชไอวีกับผู้ทรงสิทธิมาตลอดตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2549 จากตารางข้างล่างได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ดำเนินการเจรจาราคากับอุตสากรรมยามาอย่างยืดเยื้อยาวนาน อย่างน้อยเป็นเวลาถึงสองปี

ประวัติการเจรจาราคายาระหว่างประเทศไทยกับบริษัท แอ๊บบอต และเมิร์ค

การเจรจาราคายา
ผลลัพธ์

16 พ.ย. 2547 หนังสือทางการ
ไม่มีการลดราคา

10 ส.ค. 2548 เจรจาโดยตรง
บริษัทแอ๊บบอต $6000 ↓ $4000

บริษัทเมอร์คไม่ลดราคา

28 ธ.ค. 2548 เจรจาโดยตรง
บริษัทแอ๊บบอต $4000 ↓ $3000

กลางปี 2549
บริษัทแอ๊บบอต $3000 ↓ $2200

บริษัทเมอร์ค $300 ↓ $250

ปลายปี 2549
บริษัทแอ๊บบอตอ้างราคาที่เสนอกับประเทศบราซิล $1700

(ราคาที่ประเทศบราซิล ยังไม่ยืนยัน)

ในทำนองเดียวกัน ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาต้านมะเร็งไปเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลไทยได้ดำเนินการเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรมาโดยตลอดเป็นเวลานานหลายเดือน ทั้งนี้รัฐบาลสามารถบรรลุข้อตกลงกับเจ้าของสิทธิบัตรหนึ่งรายคือ บริษัทโนวาร์ติส ส่งผลให้ไม่บังคับใช้สิทธิทันทีกับยาหนึ่งรายการคือ กลีเวค

(3) ประเทศไทยเสนอให้ค่าตอบแทนการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรอย่างเพียงพอ และเปิดโอกาสให้มีการเจรจาหรืออุทธรณ์อัตราค่าตอบแทนดังกล่าวนี้ได้
ภายใต้บทบัญญัติในมาตรา 31 เมื่อมีการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ผู้ทรงสิทธิย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรแต่ละรายการอย่างเพียงพอ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของการอนุญาตให้ใช้สิทธิ และพิจารณาจากสถานการณ์ในแต่ละกรณี ซึ่งคำสั่งกำหนดค่าตอบแทนนี้ยังเป็นคำสั่งที่อาจทบทวนได้โดยศาล ในเบื้องต้นประเทศไทยได้กำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิในอัตราร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 5 พร้อมกล่าวย้ำตลอดเวลาว่า รัฐบาลยินดีที่จะเจรจาอัตราค่าตอบแทนเหล่านี้ และในความเป็นจริงก็ได้ร่วมเจรจาหารือโดยตรงกับผู้ทรงสิทธิหลายรายถึงอัตราค่าตอบแทนนี้ นอกจากนี้ ผู้ทรงสิทธิยังมีสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 50 โดยมีข้อกำหนดให้ดำเนินการภายในหกสิบวัน แต่ปรากฎว่าไม่มีผู้ทรงสิทธิรายใดอุทธรณ์อัตราค่าตอบแทนที่กำหนดไว้นี้

(4) ประเทศไทยไม่ได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากถึงขนาดเข้าข่ายการกระทำที่เลือกปฎิบัติต่อสิ่งประดิษฐ์ในสาขาเทคโนโลยี หรือเป็นการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรอย่างพร่ำเพื่อ
ประเทศไทยได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิไปเพียงหกฉบับเท่านั้น โดยแต่ละฉบับนั้นได้ปฎิบัติตามเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในสมุดปกขาวอย่างเคร่งครัด <3> แม้ว่ามาตรา 27.1 ของความตกลงทริปส์จะบัญญัติห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นการเลือกปฎิบัติต่อสิ่งประดิษฎ์สาขาเทคโนโลยี เช่น การขายส่ง หรือการบังคับใช้สิทธิกับสิ่งประดิษฐ์ในสาขาเทคโนโลยีทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่ก็ได้อนุญาตให้มีการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิอย่างจำแนกและมีการกำหนดระดับการใช้สิทธิตามประเภทสิ่งประดิษฐ์ แน่นอนว่าในประเทศไทยนั้นมียาที่ได้รับสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากกว่า 200 รายการ และกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้พิจารณาใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเฉพาะรายการอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บอันเป็นภัยต่อชีวิต ในขณะที่รูปแบบปฎิบัติในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกนั้นมีความแตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐฯ รัฐบาลมีกฎระเบียบการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเป็นการเฉพาะกับเทคโนโลยียานอวกาศ พลังงานปรมาณู การควบคุมมลพิษ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และสารกำจัดหนู ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯได้ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับ Blackberries (โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถต่ออินเตอร์เนต) เพื่อใช้ในหน่วยงานราชการและคู่สัญญาของรัฐ แม้ว่าประเทศไทยควรที่จะยังคงพิจารณาคัดเลือกยาที่จะดำเนินการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิอย่างรอบคอบต่อไป แต่กระนั้นก็มิได้ถือว่าประเทศไทยได้กระทำการใดๆ อันเข้าข่ายเป็นการละเมิดข้อห้ามการเลือกปฎิบัติ
ประเทศไทยไม่ถูกปรับสถานะให้เป็นประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรงในบัญชีประเทศที่ต้องถูกจับตามองตามมาตรา 301 พิเศษของสหรัฐฯ และไม่มีความเป็นไปได้ที่จะถูกตอบโต้ทางการค้า และ ถูกปรับลดสิทธิพิเศษจีเอสพี อันเนื่องมากจากการที่ประเทศไทยประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายนี้


แม้จะไม่มีข้อน่าสงสัยเลยว่า การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐบาลไทยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่รัฐในรัฐบาลชุดใหม่บางท่านกลับแสดงความวิตกกังวลต่อสาธารณชนถึงผลกระทบจากการใช้มาตรการดังกล่าวต่อการส่งออก ตลอดจนโอกาสเสี่ยงที่จะถูกคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอย่างประเทศสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปตอบโต้ ความวิตกประดานี้เกิดขึ้นเพราะอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรง (Priority Foreign Country) ตามมาตรา 301 พิเศษในปี 2551 และจากการที่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าในการได้รับการยกเว้นภาษีขาเข้าภายใต้ระบบจีเอสพีของสหรัฐเมื่อปีกลายกับสินค้าประเภทเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน จอแบน โทรทัศน์สี เครื่องบันทึกวิดีโอแบบม้วนเทป และเครื่องประดับทองคำ
การปรับสถานะประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรง (Priority Foreign Country) ซึ่งเป็นการขึ้นบัญชีประเทศที่มี “กฎหมาย นโยบาย หรือข้อปฏิบัติที่แย่ที่สุดและสร้างภาระต่อการค้าของสหรัฐมากที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง (เกิดขึ้นแล้วหรือมีแนวโน้มสูง) ต่อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องของสหรัฐ” <4> ทั้งที่การใช้มาตรการใช้สิทธิของประเทศไทยถูกต้องตามกฎหมายทุกๆ ประการ และได้มีการเจรจาอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับบริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตร และประเทศสหรัฐฯ เองก็ไม่เคยกล่าวว่าการประกาศใช้มาตรการบังคับสิทธิของไทยนั้นแย่ที่สุดหรือผิดกฎหมาย <5> จึงเป็นการไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่ประเทศสหรัฐฯ จะปรับสถานะประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรง หรือปรับลดสิทธิจีเอสพีโดยอาศัยเหตุที่ประเทศไทยประกาศใช้มาตรการใช้สิทธิกับสิทธิบัตรเพียงจำนวนหยิบมือ แต่ในอีกทางหนึ่งนั้นเป็นที่ชัดเจนเช่นกันว่า การยกเลิกสิทธิพิเศษจีเอสพีเมื่อปีกลายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับลดสิทธิพิเศษตามปกติสำหรับประเทศที่มีเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตและมีการแข่งขันสูงเช่นประเทศไทย
การวิเคราะห์ ยังเห็นว่า ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้เพียงเล็กน้อยนั้น ยิ่งมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นสภาคองเกรส <6> ของสหรัฐฯมีนโยบายการค้าใหม่ที่สนับสนุนและส่งเสริมการเข้าถึงยามากขึ้น โดยการรอพิจารณามติทั้งในสภาสูงและสภาผู้แทนที่เรียกร้องให้สหรัฐฯให้ความเคารพต่อปฏิญญาโดฮา และยุติการใช้มาตรา 301 พิเศษเป็นมาตรการลงโทษประเทศที่ใช้มาตรการยืดหยุ่นในความตกลงทริปส์ <7> ตลอดจนความรู้สึกร่วมจากบรรดาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมหาชนที่มีต่อการแผ่อิทธิพลมากเกินไปของอุตสาหกรรมยา

โดยสรุป การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิของประเทศไทยนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกๆ ประการ ดังนั้นแล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าประเทศไทยจะถูกดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าจากการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิอันชอบด้วยกฎหมายตามคำขู่ซึ่งเชื่อถือไม่ได้
แน่นอนว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่นั้นย่อมมีเสรีภาพในการพิจารณาทบทวนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ไม่ควรพิจารณาความถูกต้องชอบธรรมในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยยึดตามบทวิเคราะห์ที่มีความคลาดเคลื่อนทางกฎหมาย หรือยึดตามบทประเมินที่ให้ข้อมูลอย่างผิดเพี้ยนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษด้วยมาตรการทางการค้าโดยประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ในอดีต รัฐบาลไทยรวมถึงรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดที่จะจัดหายาราคาถูกหรือยาฟรีแก่ประชาชนไทย ทั้งนี้รัฐบาลเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมและบำรุงรักษาสุขภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนรับรองให้มีการกระจายยารักษาชีวิตและยาช่วยยืดอายุขัยในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เจ้าของสิทธิบัตรต้องการมีสิทธิบริบูรณ์ในการตั้งราคาขายได้โดยเสรี แต่ความต้องการที่จะแสวงหากำไรอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้ขัดต่อประโยชน์ของรัฐบาลที่จะใช้จ่ายเงินอย่างชาญฉลาดโดยการกระตุ้นให้มีการแข่งขันในตลาดยามากขึ้นและส่งเสริมศักยภาพกิจการด้านเภสัชกรรมในประเทศไทย
เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดนี้ พวกเราจึงใคร่ขออนุญาตเสนอแนะว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่ต้องดำรงสิทธิในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเท่านั้น แต่ยังสมควรดำเนินการตามมาตรการนี้อีกด้วย เช่นเดียวกัน ประเทศไทยควรรักษาอำนาจอธิปไตยในการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในอนาคต และใช้มาตรการบังคับใช้สิทธินี้เป็นเครื่องมือต่อรองอันน่าเชื่อถือในการเจรจาราคากับบริษัทยาต่างๆ เหนือสิ่งอื่นใดรัฐบาลพึงพิจารณาประโยชน์ด้านการสาธารณสุขและการเข้าถึงยาสำหรับทุกคนมาเป็นอันดับแรก

ด้วยความนับถืออย่างสูง

ศาสตราจารย์ บรู๊ค เค เบเกอร์ ภาควิชาสิทธิมนุษยชนและเศรษฐกิจโลก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น ประเทศสหรัฐฯ เฮลธ์แก๊พ (โครงการโกลบอลแอ๊กเซส) สหรัฐฯ
ศาสตราจารย์ คาร์ลอส คอร์เรีย ผู้อำนวยการศูนย์สหวิทยาการศึกษาด้านกฎหมายสินทรัพย์ทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่า
ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ ดราฮอส ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการอภิบาลความรู้และการพัฒนา และผู้อำนวยการโครงการเครือข่ายสถาบันด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
ริชาร์ด เอลเลียส ผู้อำนวยการบริหารเครือข่ายด้านกฎหมายเอชไอวี/เอดส์ แคนาดา
ศาสตราจารย์ ฌอน ฟลินน์ รองผู้อำนวยการโครงการความยุติธรรมทางข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยอเมริกัน วิทยาเขตกฎหมายแห่งวอชิงตัน
ศาสตราจารย์ เควิน อ็อตเตอร์สัน มหาวิทยาลัยกฎหมายบอสตัน สหรัฐฯ
ศาสตราจารย์ ยูซูฟ เอ วอวดา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยควาซูลู นาธาล สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
โรเบิร์ต ไวส์แมน ผู้อำนวยการกลุ่มปฏิบัติการเพื่อการเข้าถึงยาจำเป็น (เอสเซ็นเชี่ยล แอคชั้น) สหรัฐฯ
ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ เค ยู ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดรค สหรัฐฯ

หมายเหตุ

See WTO, Frequently Asked Questions Compulsory Licensing of Pharmaceuticals and TRIPS http://www.wto.org/english/tratop_e/trips_e/public_health_faq_e.htm.
ไม่เพียงแต่ความตกลงทริปส์เท่านั้นที่มีระบุไว้อย่างชัดเจนว่าอนุญาตให้ประเทศไทยไม่ต้องดำเนินการเจรจากับผู้ทรงสิทธิก่อนได้ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตรไทยกำหนดให้ กระทรวง ทบวง กรม อาจใช้สิทธิตามสิทธิบัตรอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อ “ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค” เพื่อจัดหายาชื่อสามัญโดยไม่ต้องดำเนินการเจรจากันก่อน เพียงให้กำหนดอัตราค่าตอบแทนแก่ผู้ทรงสิทธิซึ่งผู้ทรงสิทธิมีสิทธิเจรจาเงื่อนไขค่าตอบแทนนี้ได้ กฎหมายของประเทศสหรัฐฯ เองก็ได้กำหนดไว้ในลักษณะเดียวกัน กล่าวคืออนุญาตให้มีการใช้สิทธิโดยรัฐ ทั้งโดยรัฐบาลกลางและคู่สัญญาของรัฐได้โดยไม่ต้องเจรจากันก่อนล่วงหน้า 28 U.S.C. § 1498(a) และ U.S. Executive Order 12899 § 6
สมุดปกขาว http://www.moph.go.th/hot/White%20Paper%20CL-EN.pdf
19 U.S.C. § 2242(b).
“เราไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทยหรือระหว่างประเทศ” หนังสือจากนางชว็อบ ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาหรือยูเอสทีอาร์ ถึงสมาชิกสภาคองเกรส วันที่ 17 มกราคม 2550
วุฒิสภาและรัฐบาลประกาศนโยบายการค้าใหม่, U.S. House of Representatives Way & Means Committee (news release), 11 พฤษภาคม 2550 ดูที่ House Resolution 525 และ Senate Resolution 241 ระบุอย่างชัดเจนว่าสหรัฐ "ไม่ควร...ปรับเลื่อนสถานะประเทศต่างๆ ตามบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ Special 3021 Priority Watch List ตามมาตรา 182 ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยอาศัยการที่ประเทศเหล่านี้ใช้มาตรการยืดหยุ่นเพื่อการสาธารณสุขตามสิทธิที่กำหนดในความตกลงทริปส์ เช่น การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อให้เกิดการเข้าถึงยาชื่อสามัญอันถือเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับปฏิญญาโดฮา”




*ขอเรียนเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา "NAC 2008: Social Web สู่สังคมอุดมปัญญา" ในวันที่ 26 มีนาคม 2551

ในงานประชุมวิชาการ สวทช. 2008
วันพุธที่ 26 มีนาคม 2551 เวลา 13.00 - 16.00 น. (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)
ณ ห้อง CO-Auditorium 6 อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต

กำหนดการ

12.30-13.00 น.
ลงทะเบียน

13.00-14.00 น.
การบรรยายเรื่อง Social Web สู่สังคมอุดมปัญญา
โดย ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน
ประธานกรรมการและประธานผู้บริหาร
วิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

14.00-14.20 น.
พักรับประทานอาหารว่าง

14.20-16.00 น.
การเสวนาเรื่อง Social Web สู่สังคมอุดมปัญญา
โดย คุณปรเมศวร์ มินศิริ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้บริหารเว็บไซต์ http://www.kapook.com
นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย
ผู้จัดการโครงการ อินเทอร์เน็ตสีขาวเพื่อเยาวชน

คุณณรงค์ จันทร์สร้อย
Chief Architect & Strategist
บริษัท Zennex จำกัด

คุณกษมาช นีรปัทมะ
รองประธานบริหารสื่อออนไลน์ ท็อปสเปซ

ผู้ดำเนินการเสวนา คุณสมชาย งามวรรณกุล
บรรณาธิการนิตยสาร CIO World และ
พิธีกรรายการ Business Focus (True Vission 7)


สาระและความสำคัญของ Social Web
นับแต่อดีตที่ผ่านมา มนุษย์พยายามที่จะขยายการติดต่อสื่อสารระหว่างกันให้มากขึ้น โดยที่วัตถุประสงค์หลักๆ อาจจะเป็นเรื่องของ
การจัดสรรแหล่งทรัพยากร และการแลกเปลี่ยนค้าขาย แต่สิ่งที่ตามมาคือ การแลกเปลี่ยนความรู้ ศาสนา สังคม และวัฒนธรรม แม้ว่าในอดีต
การติดต่อสื่อสารนั้นจะมีอุปสรรคจากสภาพภูมิศาสตร์และระยะทาง อย่างมากก็ตาม ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าจากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้น
พวกเราพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะก้าวข้ามอุปสรรคทางภูมิศาสตร์และระยะทางมาโดยตลอดและอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การส่งจดหมายด้วยคน
การส่งจดหมายผ่านนกพิราบ รหัสมอส โทรเลข โทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบวิทยุโทรทัศน์ ดาวเทียม จนมาถึง Internet
แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารจะพัฒนาไปอย่างมาก แต่ก็ยังมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การติดต่อ
สื่อสารนั้นทำได้โดยง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และในวันนี้ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต และเว็บเทคโนโลยีล่าสุด อย่างเว็บ
2.0 ก็ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ของการติดต่อสื่อสารให้มนุษย์สามารถประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในด้านของความรู้ สังคม และวัฒนธรรม อีกครั้ง
ด้วยประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารรูปแบบนี้ ทำให้เริ่มมีการสร้างคำจำกัดความเรียกรูปแบบการติดต่อสื่อสารนี้ว่า Social Network
เนื่องจาก รูปแบบนี้กำลังทำลายข้อจำกัดเดิมๆ ของการสื่อสาร จากเดิมที่เรามักจะสื่อสารกันด้วยข้อความ และเสียง เป็นหลัก มาสู่การติดต่อ
สื่อสารด้วยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว พร้อมเสียง และข้อความ พร้อมกันนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ตลอดเวลา ทำให้เรา
สามารถติดต่อสื่อสาร หรือสร้างความสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนความรู้ และวัฒนธรรม เพี่อให้เกิดพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และปราศจากข้อจำกัด
แบบเดิมๆ จนเกิดการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้แทรกอยู่ในโลกเสมือนจริงที่ข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และระยะทางไปได้

ขอขอบคุณ คุณพูนลาภ ชัชวาลย์โฆษิต
Senior Consultant
Charoen Pokphand Group Co., Ltd.
ในความเอิ้อเฟื้อสำหรับการจัดทำข้อมูลบทคัดย่อครั้งนี้

CONTACT US:

ศูนย์ให้คำปรีกษาเทคโนโลยีสารสนเทศ
สำหรับภาคอุตสาหกรรม (ICCI)
โทรศัพท์ 02-583-9992 ต่อ 1432, 1434
โทรสาร 02-583-2884





*สัมมนาวิชาการ เรื่องกฎหมายกับอำนาจยุบพรรคการเมือง: พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย

โครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง

กฎหมายกับอำนาจยุบพรรคการเมือง: พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย

จัดโดย
คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.)

ณ ห้องอินทนิล อาคารมหาจักรีสิรินทร จันทรเกษมปาร์ค มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ถนนรัชดาภิเษก กทม.

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ. ศ. 2551
หลักการและเหตุผล

พัฒนาการทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของไทย นับจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จนถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ดำเนินไปในทิศทางที่มีการตรากฎหมายรับรองอำนาจของ 'องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ' หลายองค์กรให้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายอื่นๆตามที่กำหนด การใช้อำนาจที่โดดเด่นในการรับรู้และความคิดเห็นของผู้มีบทบาททางการเมืองหลายฝ่าย ทั้งภาคประชาชน ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และตุลาการ รวมทั้งความสนใจของสื่อมวลชน และวงวิชาการ ได้แก่ การใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้อง สอบสวน จนถึงการทำคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง

กรณีการมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 รวมทั้งการตัดสินลงโทษย้อนหลังอดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คน โดยอาศัยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ(คปค.) ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์แจกแจง และสามารถเป็น 'กรณีศึกษาทางวิชาการ' สำหรับใช้เป็นบทเรียนหรืออุทาหรณ์ สำหรับผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยหลายภาคส่วน ทั้งในสถานการณ์เฉพาะหน้าและอนาคตระยะยาว

ความสำคัญของการใช้อำนาจยุบพรรคการเมืองรวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องจากการมีคำสั่งยุบพรรค และ/หรือ การมีคำสั่งไม่ยุบพรรคการเมืองใดๆ ทำให้การทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีศึกษาดังกล่าวข้างต้นจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสนใจเคลื่อนไหวผลักดันพัฒนาการเมืองระบอบประชาธิปไตยของไทย

โครงการสัมมนาวิชาการครั้งนี้ ได้รับการพิจารณาดำเนินการเพื่อเป็นฐานกิจกรรมเชิงวิชาการสำหรับนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ และการประเมินผลการใช้อำนาจตามกฎหมายยุบพรรคในกรณีศึกษาที่ผ่านมา เพื่อการแสวงหาลู่ทางอนาคตที่เหมาะสมสอดคล้องต่อการพัฒนาประชาธิปไตยต่อไป

วัตถุประสงค์
1. เพื่อนำเสนอผลการศึกษา วิเคราะห์ โดยใช้หลักวิชาการอย่างเคร่งครัด และใช้ผลการศึกษาดังกล่าวในการประเมินผลเชิงนิติรัฐศาสตร์ และสังคมวิทยาการเมือง ที่กรณีการยุบพรรคและการใช้อำนาจยุบพรรคตามกฎหมายปัจจุบันอาจส่งผลต่าง ๆ ต่อสังคมและการเมืองไทย ทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตประชาธิปไตยของไทยในระยะยาว

2. เพื่อใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาทางวิชาการดังกล่าวเป็นองค์ความรู้เพื่อระดมความคิด อภิปราย แสวงหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรภาคประชาชน

กำหนดการสัมมนาและสถานที่สัมมนา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551 ที่ ห้องอินทนิล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เวลา 8.30 ถึง 12.00 น.

8.30 – 9.00 น. ผู้เข้าร่วมสัมมนา ลงทะเบียน รับเอกสาร

9.00 – 9.15 น. ประธานที่ประชุมกล่าวเปิดการสัมมนา

9.15 – 9.50 น. กรณีศึกษาการยุบพรรคไทยรักไทย : ประเด็นการใช้ข้อเท็จจริง
วิทยากร : รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

9.50 – 10.00 น. พัก อาหารว่าง กาแฟ/ น้ำชา

10.00– 10.30 น. กรณีศึกษาการยุบพรรคไทยรักไทย : การกล่าวหากับการพิสูจน์
วิทยากร : อาจารย์ วสันต์ ลิมป์เฉลิม

10.30 – 11.50 น. การอภิปราย 'การใช้ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงกรณีการยุบพรรคไทยรักไทย'

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด

ผู้แทนสำนักงานเลขานุการศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้แทนคณะทนายความพรรคไทยรักไทย

ผู้แทนอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

ผู้ดำเนินการอภิปราย : รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

11.50 – 12.00 น. ตัวแทนนักวิชาการกล่าวปิดประชุม

ผู้เข้าร่วมสัมมนา
1. นักวิชาการและประชาชนทั่วไป 50 คน
2. ผู้แทนพรรคการเมืองและองค์กรประชาชน 20 คน
3. วิทยากรและคณะประสานงานการจัดสัมมนา 15 คน
4. สื่อมวลชน 15 คน
รวม 100 คน

หมายเหตุ : ผู้ร่วมสัมมนาไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการสัมมนา ผู้ประสงค์เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นนักวิชาการและสาธารณชนทั่วไป ตามข้อ 1 โปรด
แจ้ง การลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนวันที่ 25 มีนาคม ศกนี้ ที่ผู้ประสานงานการสัมมนา
ผู้ประสานงานการสัมมนา
นาย ภราดา อำไพ กลุ่มพัฒนาสถาบันเมือง โทรศัพท์มือถือ 081-8383407 หรือทาง E-mail : pambhai@gmail.com




*การเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิปักษ์ประชาธิปไตย

กำหนดการเสวนา

การเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิปักษ์ประชาธิปไตย

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ร่วมกับ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

30 มีนาคม 2551

10.00 – 12.00 น.

ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

โดย คุณไพโรจน์ พลเพชร สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

รศ. ดร. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*
รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ. ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่




*ปาฐกถาธรรม:รู้จักจิตด้วยใจ (Understanding Our Mind)

โดย : มูลนิธิหมู่บ้านพลัม เมื่อ : 24/03/2008 12:39 PM ปาฐกถาธรรม 'รู้จักจิตด้วยใจ (Understanding Our Mind)'
โดยลูกศิษย์พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551 เวลา 17.30 น.-20.30 น.
ณ ห้องเฉลิมพรมมาศ ตึก อปร. โรงพยาบาลจุฬาฯ

เรียนรู้การทำงานของจิตขั้นพื้นฐานในวิถีพุทธ
และรู้จักวิธีแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งทุกข์ให้เป็นดอกไม้แห่งความเมตตากรุณา

เนื่องในโอกาสอันดีที่ คณะภิกษุ ภิกษุณี ลูกศิษย์พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ จากสังฆะแห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาและเวียดนามจำนวน 7 รูป ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อจัดภาวนาและปาฐกถาธรรมระหว่างวันที่ 2-20 เมษายน 2551

มูลนิธิหมู่บ้านพลัม ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังปาฐกถาธรรมในหัวข้อ'รู้จักจิตด้วยใจ(Understanding Our Mind)' โดย พระภิกษุ Pháp Ấn (พระมุทตราธรรม) ลูกศิษย์พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ในวันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

กำหนดการ
17.30 น. ลงทะเบียน
18.00 น. เพลงภาวนา
18.15 น. – 18.45 น. นั่งสมาธิ
18.45 น. – 20.30 น. ปาฐกถาธรรม 'รู้จักจิตด้วยใจ(Understanding Our Mind)'

(แปลเป็นภาษาไทย โดย ภิกษุณีนิรามิสา)

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ : http://www.thaiplumvillage.org
โทร. 085-318-2939, 086-688-4984
E-mail : awakeningsource@yahoo.com

ประวัติโดยย่อ
พระภิกษุ Pháp Ấn (พระมุทตราธรรม)
พระธรรมาจารย์ชาวเวียดนาม อายุ 44 ปี ก่อนบวชกับท่านติช นัท ฮันห์ ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปีพ.ศ. 2535 ศึกษาจนจบปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์ จากสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันพำนักอยู่ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เป็นธรรมาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงพุทธ ได้รับมอบหมายจากหลวงปู่ติช นัท ฮันห์เพื่อเป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ และเข้าร่วมจัดกิจกรรมภาวนาในหลายประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2546 ได้นำภาวนาที่ประเทศไทย และได้ติดตามหลวงปู่ติช นัท ฮันห์มาเยือนประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2550


H O M E



Create Date : 14 เมษายน 2551
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 23:04:42 น. 114 comments
Counter : Pageviews.

 
* 190ชาติรับ'แผนบาหลี'แก้โลกร้อน 'มะกัน'แบ่งรับแบ่งสู้-โยนให้ผู้นำใหม่
ถกแก้ปัญหาโลกร้อนที่บาหลีประสบความสำเร็จงดงาม 190 ชาติร่วมลงนามรับรอง 'บาหลีโรดแมป' กำหนดให้มีการเจรจาเพื่อทำความตกลงในพันธะแก้โลกร้อนให้ได้ภายในปี 2009 ก่อนพิธีสารเกียวโตหมดอายุ สหรัฐอเมริการ่วมลงนามแบบมีข้อแม้
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ แถลงถึงผลการประชุมนานาชาติว่าด้วยการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่บาหลี เมืองท่องเที่ยวของอินโดนีเซียว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลังจากตัวแทนของประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมเกือบทุกประเทศลงนามในความตกลงตามขั้นตอนแผนปฏิบัติการหรือ โรดแมปที่จะนำไปสู่สนธิสัญญานานาชาติฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้ทดแทนพิธีสารเกียวโต ซึ่งกำหนดจะหมดอายุบังคับใช้ลงในปี 2012 (พ.ศ.2555) นี้ โดยภายใต้แผนที่เรียกกันว่า 'บาหลีโรดแมป' ดังกล่าวนี้ ประเทศที่ร่วมลงนามตกลงที่จะเปิดการเจรจาเพื่อกำหนดพันธะกรณีของแต่ละประเทศ ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สภาวะอากาศของโลกร้อนขึ้นให้แล้วเสร็จภายในปี 2009 หรือภายในระยะเวลา 2 ปี ภายใต้แผนบาหลีดังกล่าว กำหนดกรอบของเนื้อหาให้การเจรจาที่จะมีขึ้นเพื่อให้ได้ข้อตกลงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยกำหนดให้มีการประชุมเพื่อการนี้ขึ้น 4 ครั้งในปี 2551 ที่เมืองพอซแนน ประเทศโปแลนด์ คือระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน, เดือนมิถุนายน, เดือนสิงหาคม-กันยายน และปิดท้ายด้วยการประชุมในเดือนธันวาคม ก่อนที่จะมีการสรุปผลการเจรจาทั้งหมดให้ได้ภายในสิ้นปี 2552 เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอสำหรับรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่จะให้สัตยาบันรับรอง และให้มีเวลาสำหรับบริษัทธุรกิจกับตลาดต่างๆ ทั่วโลกได้ปรับตัวเพื่อรองรับแนวทางใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากความตกลงดังกล่าว
แผนบาหลีไม่ได้กำหนดระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นระดับเป้าหมายไว้ชัดเจน แต่มีเชิงอรรถระบุถึงผลการศึกษาวิจัยของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลก (ไอพีซีซี) ที่กำหนดให้ลดระดับก๊าซเรือนกระจกในปี 2000 ลงให้เหลือเพียงครึ่งเดียวให้ได้ภายในปี 2050 เพื่อการนี้รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วจะต้องปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนลงระหว่าง 20-40 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2020, เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการลดการปล่อยก๊าซที่สามารถ 'วัดระดับได้, นำเสนอเป็นรายงานและให้มีการตรวจสอบรับรองได้' และยังริเริ่มให้มีการสนับสนุนทางการเงินเพื่อยุติการทำลายป่า, แสวงหากลไกเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพลังงานสะอาด และเห็นพ้องกับกลไกกองทุนการเงินเพื่อการปรับตัว ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโตก่อนหน้านี้
นายบัน คี มุน กล่าวว่า ผลการประชุมครั้งนี้ถือเป็นผลงานสำคัญทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ ในขณะที่ตัวแทนของสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์หลังการแถลงผลความตกลงบาหลีว่าถึงแม้จะร่วมลงนาม แต่สหรัฐอเมริกายังวิตกสูงมากต่อการที่ความตกลงครั้งนี้ไม่ได้กำหนดพันธะที่แน่ชัดให้กับประเทศกำลังพัฒนาสำคัญอย่างเช่นจีนและอินเดีย ให้เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ความตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ดีพอที่จะแก้ปัญหาได้ ในขณะที่นาย บิล แฮร์ ตัวแทนของกลุ่มกรีนพีซ ชี้ว่าสหรัฐอเมริกาที่ถูกโดดเดี่ยวอย่างหนักจำต้องยอมขายหน้าเพราะแรงกดดันจากประชาคมนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ท่าทีของสหรัฐอเมริกาเกือบจะทำให้การเจรจาครั้งนี้ล้มเหลวลง และบีบให้ต้องมีการยืดระยะเวลาการประชุมออกไปเกินกำหนด 1 วัน ก่อนที่จะสามารถประนีประนอมกันได้และสหรัฐอเมริกายอมลงนามร่วมในที่สุด โดยคาดหวังกันว่าเมื่อถึงกำหนดเริ่มต้นการเจรจา ท่าทีสหรัฐอเมริกาอาจเปลี่ยนไป เพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่และทีมเจรจาใหม่หมด (เอพี/รอยเตอร์/เอเอฟพี)




*ลือแอปเปิลโชว์โน้ตบุ๊กบางพิเศษ-ร้านเช่าหนังออนไลน์สัปดาห์หน้า โดย ผู้จัดการออนไลน์
แม้จะไม่มีการแย้มข้อมูลใดๆในงาน CES 2008 (Consumer Electronics Show) มหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่ลาสเวกัส แต่ข่าวลือว่าแอปเปิล (Apple) จะเปิดตัวคอมพิวเตอร์แลปท็อปบางพิเศษในงานแม็คเวิร์ล (Macworld) งานประชุมประจำปีของแอปเปิลที่มีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์หน้านั้นหนาหูมากขึ้นทุกขณะ ไม่เพียงแลปท็อปบางพิเศษ แต่หลายเสียงยังเชื่อว่าแอปเปิลอาจเปิดตัวบริการเช่าภาพยนตร์ออนไลน์ด้วยในงานนี้
เป็นที่รู้กันว่า งานแม็คเวิร์ลคืองานที่สตีฟ จ็อปส์ ซีอีโอของแอปเปิลจะต้องขึ้นเวทีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และแถลงทิศทางของแอปเปิลในปีนั้นๆ ทุกคนจึงตั้งความหวังว่า งานแม็คเวิร์ลปีนี้แอปเปิลจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าดาวเด่นล่าสุดนามไอโฟน (iPhone) อย่างแน่นอน และเมื่อยังไม่มีคำบอกใบ้ใดๆออกมาจากปากตัวแทนของแอปเปิลในงาน CES 2008 ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่การคาดเดาของนักวิเคราะห์ได้รับความสนใจมากที่สุด
รายงานจากรอยเตอร์สระบุว่า นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าแอปเปิลจะเปิดตัวโน้ตบุ๊กบางพิเศษที่ลดขนาดลงจากแม็คบุ๊ก (MacBook) โน้ตบุ๊กแม็คอินทอชรุ่นล่าสุดถึงครึ่งหนึ่ง และใช้ชิปแฟลชเมมโมรี่แทนฮาร์ดไดร์ฟเช่นเดียวกับเครื่องเล่นเพลงไอพ็อด (iPod)
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขนาดที่เล็กลงและการประหยัดพลังงานมากขึ้น' ชาล์ส โกลวิน นักวิเคราะห์ของบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์ (Forrester) ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส โดยเชื่อว่าสิ่งที่แอปเปิลจะเปิดตัวน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เล็กกว่าผลิตภัณฑ์ตระกูลแม็คบุ๊ก อาจมาในรูปคอมพิวเตอร์มือถือที่ก้ำกึ่งระหว่างแลปท็อปและโทรศัพท์มือถือ และจะไม่กระทบกับสมรภูมิคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีแม็คบุ๊กเป็นกองทัพใหญ่อยู่แล้ว
คอมพิวเตอร์พกพานั้นถือเป็นตลาดใหญ่ตลาดหนึ่งของแอปเปิล ไตรมาสสี่ปีการเงิน 2007 (สิ้นสุดเดือนกันยายน) แอปเปิลระบุว่าสามารถจำหน่ายแม็คบุ๊กและแม็คบุ๊กโปร (MacBook Pro) ได้มากถึง 1.34 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนราว 37 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าแอปเปิลจะเปิดตัวบริการดาวน์โหลดภาพยนตร์จากค่ายฟ็อกซ์ (Fox), วอร์เนอร์บราเดอร์ส (Warner Bros) และอื่นๆเพิ่มเติมบนร้านไอจูนส์ (iTunes) แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจมีผลต่อตลาดเช่าภาพยนตร์ของสหรัฐฯที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 9 พันล้านเหรียญ
นักวิเคราะห์ฟันธงว่าแอปเปิลมีโอกาสทำเงินมหาศาลจากบริการเช่าภาพยนตร์ออนไลน์ และเชื่อว่าบริการใหม่นี้จะทำให้แอปเปิลแข็งแกร่งขึ้นอีกกว่าที่เป็นอยู่





*ไมโครซอฟท์' จับมือ 'ทรู' สร้างต้นแบบอินเทอร์เน็ตคาเฟ่
'ไมโครซอฟท์' จับมือ 'ทรู' สร้างต้นแบบอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ เพื่อการศึกษาเรียนรู้ นำร่องติดซอฟต์แวร์อี-เลิร์นนิ่งใช้งานอย่างสร้างสรรค์ ที่ ทรูคอฟฟี่ - ทรูไลฟ์ ทุกสาขา
บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสร้างสรรค์ ทรูคอฟฟี่ และทรูไลฟ์ทุกสาขา เป็นต้นแบบอินเทอร์เน็ตแห่งการเรียนรู้ ตามนโยบายอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ปลอดภัยและสร้างสรรค์ของภาครัฐ เน้นเพิ่มกิจกรรมการใช้งานอย่างสร้างสรรค์ในร้านเน็ตคาเฟ่ ประเดิมติดตั้งโปรแกรมเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันและการทำงาน เช่น การใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้น,ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ วิสต้า โปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 2007 และดิจิตอล ลิเทอเรซี่ ที่จะช่วยเสริมความรู้พื้นฐานสำหรับการใช้ชีวิตปัจจุบัน ทั้งส่วนตัวและการทำงาน มั่นใจเพิ่มโอกาสการศึกษาเรียนรู้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกเพศทุกวัย ปลอดภัย และสร้างสรรค์
นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่/ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการและให้บริการเครือข่ายออนไลน์ที่เป็นมีผู้ใช้งานทั่วโลก นับเป็นการตอกย้ำจุดยืนของกลุ่มทรู โดยเฉพาะทรูคอฟฟี่ และร้านทรูไลฟ์ ที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวมคอมมิวนิตี้ของคนรุ่นใหม่ มุ่งเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ และสานต่อพันธกิจของกลุ่มทรู ที่จะมุ่งมั่นนำความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และสาระบันเทิงให้แก่ประชาชนและเยาวชนทุกครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ใช้บริการเน็ตคาเฟ่ของทรูให้มีการใช้งานในเชิงสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากหลักสูตรการเรียนภาษาจีนและหลักสูตรอี-เลิร์นนิ่งภาษาอังกฤษแบบเลิร์นนิ่งเฮ้าส์แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือเรื่องอื่นๆ ได้ที่ร้านทรูคอฟฟี่ และทรูไลฟ์ ทั้ง 27 สาขา ซึ่งจะตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และเป็นสถานที่ใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน
นางสาวปฐมาจันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การดำเนินโครงการสนับสนุนให้ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เป็นสถานที่สำหรับหาความรู้เพิ่มเติม เป็นโครงการต่อเนื่องหนึ่งในโครงการ Unlimited Potential ของไมโครซอฟท์ที่มุ่งส่งเสริมการศึกษา รวมทั้งขยายช่องทางในการเรียนรู้ กระตุ้นการสร้างงานสร้างโอกาส และขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของประชาชนทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ได้มีการผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะการนำศักยภาพอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตลอดจนบริการต่างๆที่มีในเครือข่ายของทรูสร้างสรรค์ ร้านทรูคอฟฟี่ และทรูไลฟ์ ให้เป็นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในไลฟ์สไตล์ใหม่ที่แตกต่างไปจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั่วไป
'ความร่วมมือในขั้นแรกนี้จะเป็นการร่วมพัฒนาให้เน็ตคาเฟ่ของกลุ่มทรูเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ทำให้อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั้งหมดของทรู เป็นมากกว่าสถานที่ให้บริการการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยไมโครซอฟท์ จะให้การสนับสนุนโปรแกรมการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และการทำงาน เช่น การใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้น, ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เอ็กซ์พี และไมโครซอฟท์ วินโดวส์ วิสต้า โปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 2007 และดิจิตอล ลิเทอเรซี่ โปรแกรมที่จะช่วยเพิ่มพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในชีวิตปัจจุบัน ทั้งส่วนตัวและการทำงาน โดยให้บริการโปรแกรมผ่านคอมพิวเตอร์เฉพาะภายในร้านทรูคอฟฟี่ และทรูไลฟ์ทุกสาขา เพียงจ่ายค่าชั่วโมงการใช้เน็ตในร้านตาม แพกเกจของร้านทรูคอฟฟี่ และทรูไลฟ์ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะส่งเสริมและดำเนินโครงการร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ปลอดภัย และสร้างสรรค์'
มร. ไฟซาล บุชลาเฮม ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มอันลิมิเต็ด โพเทนเชี่ยล บริษัท ไมโครซอฟท์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ไอคาเฟ่เป็นโครงการสำคัญโครงการหนึ่งที่ได้มีการดำเนินการทั่วโลกภายใต้โครงการ “อันลิมิเต็ด โพเทนเชี่ยล” โดยมุ่งที่จะสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางสังคมให้กับประชากรอีกห้าพันล้านคนทั่วโลกที่ขาดโอกาสทางเทคโนโลยี ซึ่งเรายินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศความร่วมมือดังกล่าวนี้กับรัฐบาลไทย และ กลุ่มทรู ในการปรับเปลี่ยนร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ให้เป็นแหล่งการศึกษาและเรียนรู้สำหรับชุมชนท้องถิ่น ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของแท้ และมีความปลอดภัย
'ความร่วมมือในการจัดทำเน็ตคาเฟ่ต้นแบบเพื่อการศึกษาเรียนรู้ ระหว่างไมโครซอฟท์และกลุ่มทรูในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของการร่วมกันนำความรู้เทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ และเป็นการเปิดประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้ให้กับทุกคน อีกทั้งจะมีส่วนในการเสริมสร้างคุณภาพให้กับสมาชิกในสังคม เพิ่มความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนเป็นต้นแบบให้แก่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั่วประเทศ ได้ใช้แนวทางดังกล่าวในการสร้างสรรค์ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ให้เป็นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ตามนโยบายของภาครัฐ' นายปพนธ์ และนางสาวปฐมา กล่าวสรุป


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:56:17 น.  

 
*หลังจากรอคอยระบบขนส่งมวลชนแบบใหม่ๆมาเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของกรุงเทพฯ ก็จะถูกบันทึกว่า ภายในปี 2551 ที่มาถึง เมืองหลวงของประเทศไทยแห่งนี้จะมีระบบขนส่งมวลชนใหม่ 2 ระบบเปิดใช้ โดยการดำเนินการของกรุงเทพมหานคร
หนึ่ง การเชื่อมไปมาระหว่างฝั่งกรุงเทพฯกับ ฝั่งธนบุรีเป็นครั้งแรกของรถไฟฟ้ายกระดับบีทีเอส โดยการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสในปัจจุบันจากสถานีสะพานตากสิน ฝั่งถนนสาทร ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปสิ้นสุดที่สถานีวงเวียนใหญ่ ระยะทาง 2.2 กม.
สอง การเปิดใช้โครงการรถเมล์ด่วนพิเศษบีอาร์ที สายแรก จากถนนพระราม 3 ไปสิ้นสุดที่ถนนราชพฤกษ์

......ในโอกาสพิเศษต้อนรับปีใหม่ในครั้งนี้ ฝ่ายข่าวจราจร/กทม. จะพาทุกท่านไปรู้จักเมกะโปรเจกต์ขนาดย่อมๆของ กทม.ทั้งสองโครงการ จากถนนยกระดับเป็นรถไฟฟ้า ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าจากสะพานตากสินไปวงเวียนใหญ่ เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปลาย สมัยของนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. แต่เพื่อเลี่ยงปัญหาด้านการเมืองและขั้นตอนความล่าช้าของ พ.ร.บ.ร่วมทุน โครงการนี้จึงก่อสร้างเป็นทางวิ่งยกระดับสำหรับรถยนต์ก่อน เรียกว่า โครงการทางยกระดับเลียบคลองภาษีเจริญ จากบางแค-เชิงสะพานตากสิน ฝั่งธนบุรี ต่อมา จึงมีการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นทางวิ่งยกระดับสำหรับรถประจำทาง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นทางวิ่งรถไฟฟ้าในอนาคต
ทางยกระดับสายนี้ก่อสร้างมาจนใกล้แล้วเสร็จในปีที่สามของผู้ว่าฯ กทม. ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในครั้งนั้นผู้ว่าฯสมัครได้ทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ขอทำรถไฟฟ้าในเส้นทางนี้ โดยขอ อนุมัติ ครม.เปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุน จากเดิมที่ให้เอกชนลงทุนทั้งหมด เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง กทม.กับเอกชน แต่ถูก รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอบปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลกลางมีแผนดำเนินการโครงการนี้เอง ทำให้รถไฟฟ้าสายนี้ค้างเติ่ง แข่งกับซากแท่งคอนกรีตโฮปเวลล์ริมทางรถไฟสายเหนือทันที อภิรักษ์ชนะศึกรถไฟฟ้า เมื่อเปลี่ยนผู้ว่าฯ กทม.เป็น อภิรักษ์ โกษะโยธิน พรรคประชาธิปัตย์ หมายชิงคะแนนเสียงจากชาว กทม. จึงเดินหน้าโครงการอีกครั้ง แต่ยังถูกปฏิเสธจากรัฐบาล ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าฯ กทม.ในขณะนั้น จึงผ่าทางตันโดยใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง เพราะรัฐบาลกำหนดให้เอกชนลงทุน เองทั้งหมด.....กทม.จึงให้บริษัทกรุงเทพธนาคม ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทจำกัด ที่เป็นกิจการพาณิชย์ ของ กทม. ดำเนินการโครงการนี้ในนามของเอกชนแทน กทม. พร้อมกับอาศัยกระแสมวลชนจากชาวธนบุรี เคลื่อนไหวผ่าน ส.ก.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้สภา กทม. ผ่านงบประมาณและอนุมัติให้ กทม.
ดำเนินการโครงการนี้
ศึกการเมืองรถไฟฟ้าในครั้งนั้น ผู้ว่าฯอภิรักษ์ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ทำให้ชื่อของสามารถ ราชพลสิทธิ์ กุญแจสำคัญของความสำเร็จ ถูกจับตาจากคู่แข่งทางการเมืองนับแต่คราวนั้น และต่อมา ดร. สามารถก็ถูกกำจัดออกจากเส้นทาง ด้วยข้อกล่าวหาในคดีฮั้วประมูล 16 โครงการก่อสร้าง กทม.!?!?!?
เปลี่ยนระบบซีเมนส์ช้าข้ามปี รถไฟฟ้าตากสิน-วงเวียนใหญ่ น่าจะไปด้วยดี เพราะระยะทางสั้นๆแค่ 2 กม. จน กทม.ตั้งเป้าจะเปิดบริการได้ในปลายปี 49 ทว่า....วิบากกรรมของรถไฟฟ้าสายนี้ยังไม่หมด เพราะต้องประสบปัญหาความวุ่นวายในการติดตั้งระบบอาณัติ สัญญาณ ทำให้กำหนดการต่างๆต้องล่าช้าไปอีก 1 ปีเต็ม เดิมรถไฟฟ้าบีทีเอสใช้ระบบอาณัติสัญญาณของบริษัทซีเมนส์ อย่างไรก็ตาม การประสานงานระหว่างบริษัท บีทีเอสกับบริษัทซีเมนส์ไม่สู้จะราบรื่น และเมื่อ กทม.ต่อรถไฟฟ้าข้ามไปฝั่งธนบุรี จึงเรียกบริษัทซีเมนส์ ไปเจรจาเรื่องการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณต่อ ปรากฏว่า บริษัทซีเมนส์เรียกค่าดำเนินการสูงถึง 1,800 ล้านบาท ทำให้ กทม.ต้องเบรกตัวโก่ง และมาหารือกับบริษัทบีทีเอสเพื่อหาทางแก้ไข
ด้วยเหตุที่บีทีเอส “เกาเหลา” กับซีเมนส์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อ กทม.มาจับเข่าเรื่องนี้อีก บีทีเอสจึงตกลงใจเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณของตัวเองเป็นระบบอื่นไปพร้อมกัน โดยตอนแรกมีการคุยกับบริษัทอัลคาเทล จากฝรั่งเศส ทว่า...ไม่สำเร็จ เพราะติดปัญหารายละเอียดทางเทคนิค ก่อนจะตกลงเซ็นสัญญากับบริษัทบอมอาดิเอร์ จากแคนาดา เพื่อเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟฟ้าบีทีเอสเดิมทั้งหมดในที่สุด ความวุ่นวายของการเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณครั้งนี้กินเวลาเกือบ 1 ปีกว่าจะได้ข้อยุติ ซึ่งล่าสุด กทม.กำหนดจะเซ็นสัญญากับบริษัทบอมอาดิเอร์เพื่อติดตั้งระบบอาณัติ สัญญาณรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยายด้วยในเดือน ม.ค.51 ด้วยงบประมาณ 1,100 ล้านบาท ใช้เวลา 11 เดือน ในการติดตั้ง และทดสอบระบบ
ความล่าช้าที่ผ่านมา ทำให้โครงการต้องเปิดช้า ไป 1 ปีเต็มๆ ทว่า....ยังมีข้อดีอยู่บ้างที่ช่วยประหยัดงบ ประมาณได้ถึงกว่า 700 ล้านบาท!!!!! เปิดปลาย 51 ลุ้นขึ้นฟรี “มั่นใจว่าเปิดใช้ทันปลายปี 51 แน่” เป็นคำยืนยันจาก พนิช วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม.ฝ่ายโยธาและจราจร ถึงโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าตากสิน-วงเวียนใหญ่
“ส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าส่วนนี้ ทำให้มีสถานีรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 สถานี ได้แก่ สถานีกรุงธนบุรี บนถนนกรุงธนบุรี และสถานีวงเวียนใหญ่ ใกล้ทางแยกถนนกรุงธนบุรีตัดถนน ตากสิน วงเวียนใหญ่ ทำให้เพิ่มผู้โดยสารเข้าสู่ระบบได้อีก 8 หมื่นเที่ยวคน/วัน จากเดิมที่มีผู้โดยสารในบีทีเอส 350,000-380,000 เที่ยวคน/วัน”
การบริหารจัดการรถไฟฟ้า ในส่วนต่อขยายนั้น กทม.จะดำเนินการผ่านในรูปของบริษัทกรุงเทพธนาคม ซึ่งจะจ้างบริษัทบีทีเอสมาเป็นผู้เดินรถ จัดเก็บค่าโดยสาร และบริหารจัดการ โดยคาด ว่าในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ ในการจัดจ้างปีละ 10 ล้านบาท......!!!!!
ส่วนอัตราค่าโดยสารที่จะจัดเก็บ เบื้องต้นกรุงเทพมหานครตั้งใจจะเก็บ 10 บาทแรก สำหรับเป็นค่าเข้าสู่ระบบ เฉพาะ ในส่วนที่ขึ้นจากส่วนต่อขยาย อย่างไรก็ตาม มีความเป็น ไปได้อย่างสูงว่า ในระยะแรกอาจจะไม่มีการเก็บ
ฝันขยายบีทีเอสอีก 3 เฟส รองผู้ว่าฯพนิชระบุด้วยว่า ไม่เฉพาะส่วนต่อขยายตากสิน-วงเวียนใหญ่เท่านั้น กทม.ยังมีแผนต่อขยายรถไฟฟ้าสายนี้อีก 3 ช่วง ช่วงแรก จากวงเวียนใหญ่ไปบางหว้า ช่วงที่สองจากแบริ่ง (ปัจจุบันกำลังขยายจากอ่อนนุชถึงแบริ่ง) ไปสมุทรปราการ และช่วงที่สาม จากหมอชิตไปสะพานใหม่ ทั้งหมดนี้หากสามารถดำเนินการได้ตามแผน บวกกับการต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จากบางซื่อไปท่าพระ ของ รฟม.
จะทำให้โครงข่ายของรถไฟฟ้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากมีเส้นทางของ รฟม.เป็นวงแหวนรอบใน และมีเส้นทางสายสีเขียวของ กทม. ยื่นขยายออกไปชานเมืองทุกทิศทาง คือ เหนือถึงสะพานใหม่ ตะวันออกถึงสมุทรปราการ และฝั่งธนบุรีถึงบางหว้า บวกกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงมักกะสัน ที่จะเสร็จในปี 2552 เพียงแค่นี้ รถไฟฟ้าสีหรือสายอื่นๆก็อาจจะถูกลืมไปแล้วก็ได้!!!!! BRT รถไฟฟ้าดีต้องมีรถเมล์ดี
“ไม่มีเมืองใดในโลกที่จะใช้รถ ไฟฟ้าได้ผล หากไม่มีรถเมล์ที่มีประสิทธิภาพมารองรับ” เป็นปรัชญา หรือหลักของระบบขนส่งมวลชนทั่วโลก
เพราะรถไฟฟ้ามีการลงทุนมหาศาล ไม่มีใครสร้างรถไฟฟ้าครอบคลุมไปทุกพื้นที่ได้ ในทางปฏิบัติจึงต้องใช้รถเมล์วิ่งเสริมในพื้นที่ที่ไม่มีรถไฟฟ้า หรือให้รถเมล์ทำหน้าที่เชื่อม (Feeder) ระหว่างสถานีรถไฟฟ้าถึงที่อยู่อาศัย หรือถึงแหล่งงาน
“กรุงเทพฯของเรา มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีที่สุดและเลวที่สุดให้คนเลือกใช้ นั่นก็คือ ดีที่สุดได้แก่รถไฟฟ้า มูลค่าเป็นหมื่นล้าน ขณะเดียวกัน ที่แย่ที่สุดก็คือ รถเมล์ ด้วยเหตุนี้ทำให้คนใช้ขนส่งมวลชนน้อยมาก” พนิช วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุ
ด้วยเหตุนี้โครงการรถเมล์ด่วนบีอาร์ทีของกรุงเทพมหานครจึงเกิดขึ้น ด้วยจุดประสงค์รณรงค์ ให้คนใช้รถประจำทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามากขึ้น ด้วยการปรับปรุงรถเมล์ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสะดวกสบายขึ้น จุดเด่นของรถเมล์บีอาร์ที กทม. คือ เป็นรถปรับอากาศ ใช้ก๊าซธรรมชาติ เอ็นจีวี ตัวรถสูงพื้นต่ำ ทำให้ก้าวขึ้นลงง่าย นอกจากนี้รถจะวิ่งด้วยความรวดเร็ว เพราะมีการกั้นเลนโดยเฉพาะไม่มีรถอื่น โดยมีสถานีขึ้นลงเป็นจุดๆคล้ายรถไฟฟ้า
“รถบีอาร์ที กทม.สายแรก คือ สายช่อง นนทรี-ถนนราชพฤกษ์ ขณะนี้งานก่อสร้างสถานีคืบหน้าไปแล้ว 40% กทม.จะดำเนินการโดยให้บริษัทกรุงเทพธนาคมตั้งบริษัทลูกมาบริหารจัดการ จัดซื้อรถ จัดหาพนักงานมาปฏิบัติการเอง ซึ่งล่าสุดอยู่ในขั้นตอนการประมูลจัดหารถที่จะมาวิ่งครั้งแรก 45 คัน โดย ภายในเดือนกรกฎาคม 2551 นี้ รถเมล์บีอาร์ทีสายแรกจะเปิดให้บริการได้”
เชื่อมรถไฟฟ้าด้วยบีอาร์ที
กรุงเทพมหานคร ได้วางแผนจะใช้บีอาร์ทีเป็นระบบขนส่งระบบรอง เชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับต้นทางปลายทางรถ ไฟฟ้า โดยมีแผนจะก่อสร้างรถเมล์บีอาร์ทีอีก 3 สาย ได้แก่ สายแรก จากหมอชิต-แจ้งวัฒนะ โดยเส้นทางนี้เริ่มจากสถานีรถไฟฟ้า หมอชิต-บริษัท ปตท.-ขึ้นดอนเมืองโทลล์เวย์ ลงแจ้งวัฒนะ-เข้าศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ-สิ้นสุดที่ถนนแจ้งวัฒนะ
เส้นทางนี้จะรองรับปริมาณการเดินทางที่มากขึ้น ภายหลังการเปิดใช้ศูนย์ราชการที่แจ้งวัฒนะ ที่จะทำให้มีข้าราชการ และประชาชนเดินทางไปติดต่อราชการเป็นจำนวนมาก
สายที่ 2 จากสนามบินสุวรรณภูมิ-บางนา โดยเริ่มจากภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ไปตามถนน บางนา-ตราด สิ้นสุดปลาย ทางที่แยกบางนา เพื่อส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีบางนา ส่วนเส้นทางสายที่ 3 สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมสนามบินดอนเมือง...... ซึ่งเป็นการเชื่อมสนามบินใหญ่ 2 สนามบิน!!!!!!
ล่าสุด แผนการทั้งหมดเป็นแผนการดำเนินการภายใน 5 ปี คือ 2549-2554 ของกรุงเทพมหานครภายในการดำเนินการของผู้บริหารชุดปัจจุบัน
------------------------
ทั้งหมดเป็นความพยายามและความสำเร็จของกรุงเทพมหานคร ที่ได้ดำเนินการและจะดำเนินการในปี 2551 นี้ อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนในอดีตจะเห็นได้ว่า รถไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้ง่ายๆในกรุงเทพฯของเรา
ไม่ใช่งบประมาณของเราไม่มี ไม่ใช่บุคลากร ของเราจะไม่มี ไม่ใช่สภาพแวดล้อมของบ้านเราจะเป็นอุปสรรคในการก่อสร้าง....
แต่รถไฟฟ้าทุกสายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และกำลังจะเปิดในปลายปีนี้ แต่ละสายกลับต้องใช้เวลาดำเนินการแต่ละสายมากกว่า 5 ปีขึ้นไป บีทีเอสสายแรกใช้เวลาเกือบ 6 ปี รถไฟฟ้าใต้ดิน รฟม.ก็ 6 ปี ขณะที่รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายหลังสุด กลับใช้เวลานานกว่านั้น ทั้งๆที่เส้นทางสั้นที่สุด
7 ปี กับผู้ว่าฯ กทม. 3 คน สำหรับรถไฟฟ้าระยะทางแค่ 2.2 กม......!!!!!!
เทียบกับรถไฟฟ้าของ กทม.ที่คิดจะสร้างอีกหลายสิบ กม. หรือในแผนแม่บทแห่งชาติที่มีทั้งหมด 7 สาย 7 สี เกือบ 300 กม. หากไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา
กว่าจะสร้างรถไฟฟ้าได้ครบทุกสาย เรา คงต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปี!!!!!!
**********
โครงการก่อสร้างถนนและสะพานที่จะแล้วเสร็จในปี 2551 ถนนและสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงบางคูวัด-รังสิต
ทางแยกต่างระดับรังสิต ระยะที่ 2
สะพานข้ามแยกเมืองทอง 1
สะพานข้ามทางแยกเสรีไท
สะพานพระนั่งเกล้า 2
ถนนสายสุขาภิบาล 1-วงแหวนรอบนอกตะวันออก
โครงการที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2551
ปรับปรุงถนนศรีนครินทร์ จากแยกพัฒนาการถึงสุขุมวิท 103
อุโมงค์ลอดถนนตากสิน-รัชดาภิเษก (แยกมไหศวรรย์)
อุโมงค์ลอดถนนจรัญสนิทวงศ์-บรมราชชนนี
อุโมงค์ลอดถนนจรัญสนิทวงศ์-พรานนก
สะพานข้ามแยกอ่อนนุช-ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9
ปรับปรุงถนนพุทธมณฑลสาย 3 จากเพชรเกษม-ทางรถไฟสายใต้
ปรับปรุงถนนแจ้งวัฒนะฝั่งใต้ และสะพานกลับรถ
อุโมงค์แยกราชพฤกษ์-นครอินทร์
ทางด่วนสายรามอินทรา-ถนนวงแหวนรอบนอก
ทางยกระดับเชื่อมทางด่วนบูรพาวิถีกับทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิ
ทางยกระดับเชื่อมทางพิเศษบางพลี-สุขสวัสดิ์กับทางด่วนบูรพาวิถี



โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:56:40 น.  

 
*ธุรกิจโทรคมนาคมปี '51 ทีโอที-กสท-ไปรษณีย์ขอหาเลี้ยงตัวเอง กสท ประกาศเลิกพึ่งสัมปทาน
ขายมือถือ 2 ซิม ‘แคท เทเลคอม’พล.อ.ต.พิริยะ ศิริบุญ โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนต่อยอดธุรกิจโทรคมนาคมปี 2551 ว่า นอกเหนือจากบริการที่มีอยู่ในปัจจุบัน กสท จะเน้นการทำธุรกิจที่ไม่พึ่งสัมปทาน เพื่อให้สามารถแข่งขันและเลี้ยงตัวเองได้ โดยแผนธุรกิจทั้งหมดจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือน ม.ค. 2551 เบื้องต้นในที่ประชุมบอร์ดได้พูดเรื่องการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ 2 ซิม ภายใต้แบรนด์ “แคท เทเลคอม” (CAT Telecom) รองรับทั้งระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่จีเอสเอ็ม และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นทดสอบการใช้งาน
มือถือ 2 ซิม จะเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ เพราะสามารถเลือกใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างอัตโนมัติระหว่างระบบจีเอสเอ็มและซีดีเอ็มเอ นอกจากนี้ยังจัดเตรียมคัดเลือกเนื้อหา (คอนเทนต์) ที่น่าสนใจจากญี่ปุ่นมาเปิดให้บริการด้วย เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่างโครงข่ายซีดีเอ็มเอใน 25 จังหวัดที่เป็นเทคโนโลยี ซีดีเอ็มเอ 2000 1x และโครงข่ายซีดีเอ็มเอ 2000 1x EV-DO ในอีก 51 จังหวัด ขณะนี้สามารถใช้งานร่วมกัน ได้ปกติในเรื่องของการใช้งานด้านเสียง ส่วนการใช้งานด้านข้อมูล กสท จะเร่งปรับปรุงการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือของโครงข่ายใน 25 จังหวัดให้มีความเร็วเท่ากับ 51 จังหวัดโดยเร็ว
สำหรับราคาของโทรศัพท์มือถือ 2 ซิม จะครอบคลุมทั้งราคาระดับกลาง ซึ่งตัวเครื่องจะนำเข้าจากประเทศจีน เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือเฮ้าส์แบรนด์ที่จำหน่ายในปัจจุบัน และสำหรับตลาดบนหน้าตาคล้าย ๆ ไอโฟน หน้าจอแบบทัชสกรีน โดยมีจุดเด่นเรื่องการใช้งานด้านข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
นอกจากนี้ กสท ยังเดินหน้าโครงการบรอดแบนด์เพาเวอร์ไลน์ หรือการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านปลั๊กไฟ โดยนำอุปกรณ์สำหรับใช้งานบรอดแบนด์เสียบเข้ากับปลั๊กไฟแล้วนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ต ขณะนี้ทดลองให้บริการกับลูกค้าภายในอาคารแล้วในอัตราค่าบริการจุดละ 580 บาท/เดือน โดยอนาคตมีโครงการให้บริการบรอดแบนด์เพาเวอร์ไลน์นอกอาคารด้วย ซึ่งต้องหารือกับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก่อน สำหรับบริการดังกล่าวมุ่งเจาะกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่

สำหรับแผนปีหน้า พล.อ.ต.พิริยะ กล่าวว่า จะเดินหน้าเต็มที่กับการทำธุรกิจที่ทำให้ กสท มีรายได้เลี้ยงบริษัทได้โดยไม่พึ่งสัมปทาน โดยแผนธุรกิจดังกล่าวจะครอบคลุมแนวทางการทำงานของ กสท 5 ปี และเป็นแผนธุรกิจที่รองรับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่ กสท จะพึ่งตัวเองไปรษณีย์ไทยปรับตัวสู้ยุคดิจิทัล
ขายบริการสั่งให้ส่งทุกรูปแบบ เดินทางเข้าสู่ปีที่ 125 แล้ว สำหรับบริการไปรษณีย์ ที่จะครบรอบในวันที่ 14 ส.ค. 2551 ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 กรมไปรษณีย์โทรเลขแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด ภายใต้ชื่อ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ตามนโยบายของรัฐบาล โดยคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนมาสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ได้ อย่างสวยงาม จากการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการ พร้อมคิดรูปแบบบริการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคดิจิทัลแบบเต็มสูบตามแบบฉบับคนเมือง แต่ก็ไม่ลืมคิดบริการที่รองรับความต้องการของประชาชนที่อยู่ระหว่างช่องว่างความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จากบริการรับ-ส่งจดหมาย ธนาณัติ พัสดุ ของพนักงานไปรษณีย์ สู่การรับ-ส่ง บริการผ่านตู้อัตโนมัติ หรือเอพีเอ็ม (APM-Automated Postal Machine) ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของคนที่ชอบความรวดเร็ว พร้อมคิดบริการที่เข้ากับวิถีชีวิตยุคน้ำมันแพง
...บริการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 20- 200 กิโลกรัม สร้างรายได้เข้าไปรษณีย์ไทยได้กว่า 66 ล้านบาท โดยวางแผนปีนี้จะลงทุนซื้อรถจัดส่งบริการดังกล่าวโดยเฉพาะ และจ้างเอาต์ซอร์สการจัดส่งจากเดิมที่ส่งแบบจุดต่อจุด (ที่ทำการไปรษณีย์ต่อที่ทำการไปรษณีย์) เป็นส่งตรงถึงบ้านผู้รับ พร้อมติดต่อกับผู้ให้บริการส่งจดหมายและพัสดุในต่างประเทศ เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการกว้างขึ้น นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท. กล่าวว่า ปีที่แล้วบริการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 20-200 กิโลกรัม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งปีนี้จะรุกองค์กรธุรกิจเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้ที่แน่นอน เช่นเดียวกับบริการ Messenger Post (เมสเซนเจอร์ โพสต์) รับเอกสารถึงออฟฟิศเพื่อจัดส่งไปยังเป้าหมาย ปีนี้นอกจากบริการให้ประชาชนทั่วไปแล้วยังมุ่งเจาะกลุ่มธุรกิจการเงินการธนาคาร และธุรกิจโฆษณาด้วย
ส่วนบริการใหม่แกะกล่องที่จ่อคิวประกาศเปิดตัวปีนี้ได้แก่ บริการ “ซูเปอร์อีเอ็มเอส” หรือบริการส่งด่วนพิเศษที่ผู้ส่งสามารถกำหนดเวลาถึงได้ เช่น 08.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยไปรษณีย์จะจ้างเอาต์ซอร์สการจัดส่งจากที่ทำการไปรษณีย์ถึงบ้านผู้รับอีกที และบริการจัดทำแสตมป์ส่วนตัว (Personalize Stamp) ซึ่งนำโลโก้ของบริษัทต่าง ๆ มาทำแสตมป์เพื่อใช้ปิดซองจดหมายและนำส่งได้จริง ความประสงค์ของบริษัทต่าง ๆ ที่ไปรษณีย์ไทยอ้าแขนรับกับการทำประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่รวมทั้งเปิดแฟรนไชส์ไปรษณีย์ ขยายพื้นที่บริการ ให้ครอบคลุมทุกหัวระแหง เบื้องต้นเล็งย่านธุรกิจ และแหล่งชุมชน ที่ยังไม่มีศูนย์ไปรษณีย์ กำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 500,000 บาท/แฟรนไชส์ ซึ่งไปรษณีย์จะเป็นผู้วางระบบไอที เชื่อมต่อกับไปรษณีย์โดยตรงรวมทั้งตกแต่งสถานที่ด้วย คาดว่าภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี จะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้
นายออมสิน กล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจสื่อสารมีการแข่งขันสูง และผู้ประกอบการก็ต้องเหนื่อย เพราะภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงทำให้ต้นทุนการจัดส่งสูงตามไปด้วย ซึ่งรายได้ของไปรษณีย์ไทย 75% มาจากการให้บริการสื่อสาร ดังนั้น การต่อยอดธุรกิจที่มีและเพิ่มบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนจึงเป็นทางที่ ปณท. จะแข่งขันได้
ทีโอทีลุยบรอดแบนด์ผ่านโทรศัพท์บ้าน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์การตลาดของทีโอทีปี 2551 ว่า จะใช้เงินลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ในทุกพื้นที่ และปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคมที่มี ให้เป็นโครงข่ายแบบ NGN (Next Generation Network) ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งด้านข้อมูล เสียง และมัลติมีเดีย เพื่อปรับองค์กรให้อยู่ในสภาวะที่สามารถแข่งขันได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2554 ด้วยงบประมาณปีละ 16,000 ล้านบาท หรือรวม 4 ปี 64,000 ล้านบาท หลังรายได้จากบริการโทรศัพท์พื้นฐาน (โทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์สาธารณะ) ลดลง คาดระหว่างดำเนินงานทีโอทีจะมีรายได้โดยรวมเพิ่มเฉลี่ยปีละ 9% จากปัจจุบันมีรายได้ทั้งหมด 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการให้บริการของทีโอที 28,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้จากค่าสัมปทานและอื่น ๆ โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 7,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหลังสิ้นปี พ.ศ. 2554 ทีโอทีจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 63,000 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมรายได้ที่ได้จากค่าสัมปทาน ซึ่งแผนดังกล่าวจะเริ่มดำเนินงานตามแผนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2551 ส่วนแผนระยะยาว
ทีโอทีไม่ได้วางตำแหน่งเป็นเพียงผู้ประกอบการโครงข่ายโทรคมนาคม แต่วางตำแหน่งเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์ลูกข่ายโทรคมนาคมด้วย โดยมุ่งให้ทีโอทีเป็นผู้ให้บริการด้านบรอดแบนด์และโทรศัพท์พื้นฐานเป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์บ้านของทีโอทีเพียง 6 ล้านเลขหมาย น้อยกว่าโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ 47 ล้านเลขหมาย ดังนั้นการเพิ่มการใช้งานโทรศัพท์พื้นฐานจึงช่วยเพิ่มการขยายตัวของการใช้บริการบรอดแบนด์ด้วย ซึ่งปัจจุบันทีโอทีมีรายได้จากโทรศัพท์พื้นฐาน 70% และรายได้จากบรอดแบนด์ 30% นอกจากนี้ในแผนยุทธศาสตร์ยังมีเรื่องการปรับลดจำนวนพนักงานลงจากปัจจุบันมีพนักงาน 19,000 คน ให้เหลือ 17,000 คนภายใน 4 ปี





*๑๔ อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ
วันนี้จะขอเสนอ ๑๔ อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ
๑. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ
๒. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้
๓. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา
๔. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ ๒-๔ ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง
๕. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้
๖. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง
๗. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทาน เพราะจะเกิดอันตรายได้
๘. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ ๑๐๐ ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด
๙. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ ๑๐ แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดี และป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ
๑๐. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
๑๑. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมาถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์
๑๒. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบาก นับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน
๑๓. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ ๔-๖ ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย ๑ วันถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
๑๔. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:57:05 น.  

 
*โครงการสัมมนาทางวิชาการ :การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสัมมนาทางวิชาการ : การคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ในวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13.00 – 16.00 น.
ณ ห้อง บร. 5 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน
รองศาสตราจารย์ ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ ผู้อำนวยการสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่สำคัญในการคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงร่วมกับ สถาบันรัฐธรรมนูญศึกษา สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จัดโครงการสัมมนาทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ และผู้สนใจทั่วไป ในเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” ในวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้อง บร. 5 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี โดยมีวิทยากรที่เข้าร่วมสัมมนา ได้แก่ นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร
อธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลกและอดีต ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ดร.เชาวนะ ไตรมาศ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันรัฐธรรมนูญศึกษา
สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ได้
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว
หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-6133823





*ช๊อค!!! ... ดวงประเทศไทย 2551


มีการพิเคราะห์ดวงเมืองไทย ปีชวด 2551 โดยหมอดู "โสรัจจะ นวลอยู่" จากหนังสือ "ศาสตร์แห่งโหร" สำนักพิมพ์มติชน ออกมาทำนายดวงเมืองปีชวด ไว้ล่วงหน้าว่า อาจเลวร้ายยิ่งกว่า กว่าปี 2550

ก่อนหน้านี้ หมอดูผู้นี้สร้างความฮือฮาด้วย การทำนายเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ไว้ล่วงหน้าจนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม เช่นเดียวกับการทำนายเหตุการณ์ 9/11 เมื่อ 6 ปีก่อน จนได้รับสมญานามให้เป็น "นอสตราดามุสเมืองไทย" รวมถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสึนามิ เมื่อ 26 ธันวาคม 2547

หมอดู "โสรัจจะ" ทำนายว่า ดวงเมืองปี 2551 ว่า จะเป็นปีแห่งความอาเพศ ช่วงต้นปีบ้านเมือง จะมีการปฏิรูปเป็นการใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศไทยคงถอยหลังอย่างกู่ไม่กลับ คนงาน ข้าราชการ ถูกปลดออกจากงานจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนแห่ถอนเงิน รัฐบาลจะล้มลุกคลุกคลาน เพราะเจออุปสรรคยุ่งยากเหลือประมาณ หุ้นตกแบบท้องร่วง กรุงเทพฯจะถูกก่อวินาศกรรม ครั้งใหญ่ สถานทูตและตึกรามบ้านช่องถูกทำลาย

เมืองไทยจะตกอยู่ในภาวะคับขันรอบด้าน บุคคลในเครื่องแบบผู้ถืออาวุธที่ไม่อยู่ในศีลธรรมจะต้องเข้ามามีบทบาท แทรกเป็นยาดำใน คณะรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

นอกจากนี้ ดาวเสาร์และราหูในทางโหราศาสตร์ไม่สัมพันธ์กับดวงของโลกและดวงของเมืองไทย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง เกาะเล็กเกาะน้อยในอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น จีน และไทย บางส่วนอาจจมหายไปเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทำให้ระบบน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ จนท่วมเกาะ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้ผู้คนของโลกหลายล้านคนหิวโหย

ชาวโลกและประเทศไทยยังเดือดร้อนเรื่องน้ำมันแพง อันเป็นผลจากกลุ่มชาติอาหรับได้รวมหัวกันขึ้นราคาน้ำมัน และเพิ่มราคาน้ำมันขึ้นทุกปีโดยไม่หยุดยั้ง ทำให้ชาติต่างๆ เดือดร้อน ตลอดทั้งปีน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคารวมทั้งแก๊ส หุงต้ม ทำให้ประชาชนปั่นป่วนเดือดร้อนอย่างมาก

นอกจากนี้ยังเป็นปีแห่งการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและชีวิตมนุษย์ครั้งใหญ่ของประเทศ กรุงเทพฯ บางส่วนเริ่มถูกน้ำทะเลท่วมเข้ามาถึง อาจจะจมน้ำหายไปและจะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ดังนั้นภาครัฐต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ โดยควรหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน

โลกจะเข้าสู่ยุคเข็ญ สหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลางเริ่มเปิดฉากสงครามล้างเผ่าพันธุ์ เป็นสงครามปรมาณู มีการใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์หรือสงครามไฮเทคนำมาใช้กัน ทำให้เกิดจุดวิกฤตการณ์ของโลกเขม็งเกลียว เป็นสงครามครั้งใหญ่ ผู้คนล้มตายเป็นผักเป็นปลาจำนวนมหาศาล และสงครามจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี ส่วนประเทศไทยจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ด้วย

ราวกลางปี เกาะภูเก็ต กระบี่ พังงา จะถูกคลื่นสึนามิเหมือนกำแพงยักษ์ถล่มหนักกว่าครั้งแรก นอกจากนี้เชื้อโรคที่รุนแรงจะระบาดเหมือนไข้หวัดนกจะเข้ามาทำลายล้างชีวิตมนุษย์และสัตว์ หรือเป็นเชื้อไข้หวัดนกที่กลายพันธุ์ติดต่อมาถึงคน

ส่วนปัญหาทางภาคใต้อิทธิพลของดาวเสาร์ให้เป็นปีแห่งการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมทั้งปี มีการเคลื่อนไหวของผู้คนที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ทำให้ผู้มีอำนาจขาดความเชื่อถือที่จะเหนี่ยวรั้งให้ผู้คนเหล่านั้นยุติความคิดของเขาได้ แต่ตามดวงเมืองแล้วไม่บ่งบอกว่าเราจะเสียดินแดน 3 จังหวัดภาคใต้ไป เนื่องจากดาวอังคารเดินแบบวิกล จะส่งผลให้ความร้อนแรงเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด เพราะดวงผู้นำประเทศไม่สัมพันธ์กับดวงเมืองปี 2551

ในปลายปีจะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่น่าแปลกมหัศจรรย์ จะเกิด "หิมะตก" ในเมืองไทยไปทั่วทางภาคเหนือและอีสานบางส่วน ประชาชนทั้งคนไทยและทั่วโลกตื่นตกใจแทบช็อก แต่จริงๆ ในทางโหราศาสตร์ไทยถือว่าอาเพศ เป็นลางร้ายที่จะเกิดมหันตภัยตามมาไม่หยุดหย่อน ทั้งทางธรรมชาติ บุคคล การเมือง การปกครอง วัฒนธรรมประเพณี

ส่วนตำราทางฮินดูทายไว้อีกนัยหนึ่งว่า ประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน ภาคตะวันออกของประเทศมีสภาพแห้งแล้งทำให้ผู้คน และสัตว์เลี้ยงขาดน้ำ ภัยพิบัติทางธรรมชาติยัง ไม่หยุดยั้ง จะมีการสูญเสียแผ่นดินทางภาคใต้แถบฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่จังหวัดระนองลงมา

ด้านเศรษฐกิจ "โสรัจจะ" ทำนายว่า เศรษฐกิจจะตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก็ว่าได้ เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปคลอนแคลน ส่วนประเทศไทยจะเป็นปีแห่งความล้มละลายทางเศรษฐกิจ ธุรกิจสับสน คนว่างงานหรือถูกปลดออกจากงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับ เกิดสงครามไปทั่วโลก ธนาคารทั้งเล็กและใหญ่เริ่มล้มและปิดตัวเองลง ตลาดหุ้นถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก มีคนฆ่าตัวตายจำนวนมาก ถือได้ว่าเป็นปีแห่ง "เศรษฐกิจเลือด" ก็เป็นได้

ประมาณปลายเดือนเมษายน ผู้บริหารบ้านเมืองควรจะระมัดระวังอย่างรอบคอบ เพราะจะเกิดความวุ่นวายปั่นป่วน บุคคลในเครื่องแบบจะมีบทบาททันที เกิดการจลาจล รัฐประหารครั้งใหญ่ เกิดการนองเลือด ผู้คนล้มตายเป็นเบือ ผู้มีอำนาจในแผ่นดินจากไปอยู่ยังแดนไกล ไร้ที่อยู่ หรือมิฉะนั้นจะหายหน้าไป ไม่ปรากฏในวงสังคมอีกต่อไป เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้กลางปีราวปลายเดือนพฤษภาคม จะมีคลื่นยักษ์เป็นกำแพง อันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวในหมู่เกาะสุมาตราพัดเข้าถล่มหมู่เกาะและชายฝั่งด้านอันดามันอีกครั้ง

ถัดมา ปลายเดือนมิถุนายนบุคคลสำคัญของแผ่นดินจักเจ็บไข้ได้ป่วย และอาการจะรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง และอาจสูญเสียชีวิต

หมอลักษณ์ที่มันชอบฟันธงมันก็บอกว่า รัตนโกสินถึงคราวล่มเเล้ว

โลกจะเข้าสู่ยุคเข็ญ สหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลางเริ่มเปิดฉาก สงครามล้างเผ่าพันธุ์ เป็นสงครามปรมาณู มีการใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์หรือสงครามไฮเทคนำมาใช้กัน ทำให้เกิดจุดวิกฤตการณ์ของโลกเขม็งเกลียว เป็นสงครามครั้งใหญ่ ผู้คนล้มตายเป็นผักเป็นปลาจำนวนมหาศาล และสงครามจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี ส่วนประเทศไทยจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ด้วย
ต่างประเทศตั้งท่าทำสงครามกันเเล้ว เเต่พวกเรายังไม่ค่อยรู้เรื่องไรเลย
อย่าประมาทนะครับ.. บางคำทำนายบอกว่า..พลโลกจะล้มตายไป10ส่วนเหลือ3ส่วน
บางคำทำนายก็บอกว่า..พลโลกจะล้มตายไป7ส่วนเหลือ3ส่วน
ไม่ใช่เเค่ โสรัจจะ นวลอยู่ นวลอยู่คนเดียวที่ทำนายประมาณนี้ พระพุทธเจ้าก็ด้วย
ศาสนาอิสลาม พราหม ฮินดู คริส เหมือนๆกันหมด ครูบาต่างๆด้วย

ไม่เเน่ว่าจะเกิดจริง..เเต่ก็อย่าประมาท จริงหรือไม่ ลองอ่านข่าวดูเยอะๆ


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:57:29 น.  

 
*Earthquake: Life Saving Information
TRIANGLE OF LIFE in an earthquake - life saving information
ได้ยินสื่อต่างๆทั้งทางวิทยุและทีวีแนะนำวิธีปฏิบัติตัวกรณีเกิดแผ่นดินไหวแบบผิดๆ เช่นให้หาที่หลบใต้โต๊ะหรือใต้เตียง ฯลฯ บทความวิธีปฏิบัติเพื่อรักษาชีวิตขณะ แผ่นดินไหวด้านล่างนี้ คงเป็นเกร็ดความรู้ที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงที่เรื่อง แผ่นตินไหวกำลัง in-trend อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ถ้าจะรู้วิธีการรักษาชีวิตไว้บ้างเมื่อเรื่องไม่คาดเกิดขึ้น ก็ไม่น่าเสียหายอะไรไม่ใช่หรือ
___________________________________
EXTRACT FROM DOUG COPP'S ARTICLE ON THE 'TRIANGLE OF LIFE',
จากบทความของดักคอบบ์เรื่อง 'สามเหลี่ยมชีวิต'
Edited for MAA Safety Committee brief
เรียบเรียงสำหรับการสรุปให้คณะกรรมการด้านความปลอดภัย MAA
My name is Doug Copp. I am the Rescue Chief and Disaster Manager of the American Rescue Team International (ARTI), the world's most experienced rescue team. The information in this article will save lives in an earthquake.
ผมชื่อดักคอบบ์ ผมเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยและผู้จัดการด้านพิบัติภัยของทีม กู้ภัยนานาชาติแห่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทีมกู้ภัยที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก ข้อมูลในบทความนี้จะช่วยชีวิตคนในกรณีแผ่นดินไหว
I have crawled inside 875 collapsed buildings, worked with rescue teams from 60 countries, founded rescue teams in several countries, and have been one of the United Nations experts in Disaster Mitigation for two years. I have worked at every major disaster in the world since 1985.
ผมเคยคลานเข้าไปในตึกที่ถล่มมา 875 ตึกเคยทำงานกับหน่วยกู้ภัยจาก 60 ประเทศ ก่อตั้งหน่วยกู้ภัยในหลายประเทศและเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญ ด้านการอพยพผู้คนกรณีเกิดพิบัติภัยขององค์การสหประชาชาติมา 2 ปี ผมได้ทำงานกับพิบัติภัยใหญ่ๆในโลกมาตั้งแต่ปี 1985
In 1996 we made a film, which proved my survival methodology to be correct. We collapsed a school and a home with 20 mannequins inside. Ten mannequins did 'duck and cover,' and the other ten mannequins used my 'triangle of life' survival method. After the simulated earthquake, we crawled through the rubble and entered the building to film and document the results. The film showed that there would have been zero percent survival for those doing duck and cover; and 100 percent survivability for people using my method of the 'triangle of life.'
เมื่อปี1996 เราได้ทำภาพยนต์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งซึ่งได้พิสูจน์ว่าวิธีการรักษา ชีวิตของผมถูกต้อง เราได้ถล่มโรงเรียนและบ้านที่มีหุ่นมนุษย์ 20 ตัวอยู่ ภายใน หุ่น10 ตัว 'มุดและหาที่กำบัง' และอีกสิบตัวใช้วิธีการรักษาชีวิต แบบ 'สามเหลี่ยมชีวิต' ของผม หลังจากแผ่นดินไหวทดลอง เราคลาน ผ่านซากปรักหักพังและเข้าไปในตึกเพื่อถ่ายภาพและเก็บข้อมูลของผล ที่เกิด ในภาพยนต์แสดงให้เห็นว่าอัตราการอยู่รอดของพวกที่มุดและหา ที่กำบังคือศูนย์ และโอกาสรอด100% สำหรับพวกที่ใช้วิธี 'สามเหลี่ยมชีวิต' ของผม
This film has been seen by millions of viewers on television in Turkey and the rest of Europe, and it was seen in the USA, Canada and Latin America on the TV.
ภาพยนต์ชุดนี้ได้ผ่านสายตาของผู้ชมโทรทัศน์เป็นล้านๆ คนในตุรกีและ ส่วนที่เหลือของยุโรป เคยออกอากาศทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา คานาดา และลาตินอเมริกา
The first building I ever crawled inside of was a school in Mexico City during the 1985 earthquake. Every child was under its desk. Every child was crushed to the thickness of their bones. They could have survived by lying down next to their desks in the aisles.
ตึกแห่งแรกที่ผมได้คลานเข้าไปคือโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเม็กซิโกซิตี้ ในแผ่นดินไหวปี 1985 เด็กทุกคนอยู่ใต้โต๊ะเรียนเด็กทุกคนถูกอัดแบน จนกระดูกแหลก พวกเขาอาจจะมีชีวิตรอดด้วยการนอนราบกับพื้นตรง บริเวณทางเดินข้างๆ โต๊ะเรียนของตัวเอง
At that time, the children were told to hide under something. Simply stated, when buildings collapse, the weight of the ceilings falling upon the objects or furniture inside crushes these objects, leaving a space or void next to them. This space is what I call the 'triangle of life'. The larger the object, the stronger, the less it will compact. The less the object compacts, the larger the void, the greater the probability that the person who is using this void for safety will not be injured.
ในเวลานั้นเด็กๆ ได้รับคำแนะนำให้หลบใต้อะไรบางอย่าง อธิบายอย่างง่ายๆ เมื่อตึกถล่ม น้ำหนักของเพดานที่ตกลงมาบนสิ่งของหรือเครื่องเรือนที่อยู่ภายใน จะทับทำลายสิ่งของเหล่านั้นเหลือที่ว่างหรือช่องว่างข้างๆมัน ที่ว่างเหล่านี้คือ สิ่งที่ผมเรียกว่า 'สามเหลี่ยมชีวิต' สิ่งของชิ้นยิ่งใหญ่ยิ่งแข็งแรง โอกาสถูกทับอัด ยิ่งน้อย โอกาสที่สิ่งของถูกทับอัดยิ่งน้อยช่องว่างก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น โอกาสที่คน ที่อาศัยช่องว่างเหล่านั้นหลบภัยจะไม่เป็นอันตรายก็ยิ่งมาก
The next time you watch collapsed buildings, on television, count the 'triangles' you see formed. They are everywhere. It is the most common shape.
ครั้งต่อไปที่คุณดูอาคารที่ถล่มในโทรทัศน์ลองนับ 'สามเหลี่ยม' ที่เกิดขึ้น ที่คุณเห็น มันมีอยู่เต็มไปหมดทุกที่เป็นรูปทรงที่เห็นได้มากที่สุดอยู่ทั่วไป
TEN TIPS FOR EARTHQUAKE SAFETY
สิบวิธีเพื่อความปลอดภัยยามแผ่นดินไหว

1) Almost everyone who simply 'ducks and covers' when buildings collapse are crushed to death. People who get under objects, like desks or cars, are crushed.
1) เกือบทุกคนที่ 'มุดและหาที่กำบัง' เมื่ออาคารถล่มถูกทับอัดจนตาย คนที่เข้าไปอยู่ใต้สิ่งของ อาทิ โต๊ะ หรือรถยนต์ ถูกอัดทับ
2) Cats, dogs and babies often naturally curl up in the fetal position. You should too in an earthquake. It is a natural safety/survival instinct. You can survive in a smaller void. Get next to an object, next to a sofa, next to a large bulky object that will compress slightly but leave a void next to it.
2) แมวหมาและเด็กทารกโดยธรรมชาติมักจะขดตัวในท่าเหมือนอยู่ใน ครรภ์มารดา คุณควรทำเช่นกันในกรณีแผ่นด ินไหว มันเป็นสัญชาติญาณ เพื่อความปลอดภัย/รักษาชีวิต คุณสามารถมีชีวิตรอดในช่องว่างที่เล็กกว่า ไปอยู่ข้างๆ สิ่งของ ข้างเก้าอี้โซฟา ข้างของหนักๆ ชิ้นใหญ่ๆ ที่จะบี้แบน ไปบ้างแต่ยังเหลือที่ว่างข้างๆ มันไว้
3) Wooden buildings are the safest type of construction to be in during an earthquake. Wood is flexible and moves with the force of the earthquake. If the wooden building does collapse, large survival voids are created. Also, the wooden building has less concentrated, crushing weight. Brick buildings will break into individual bricks. Bricks will cause many injuries but less squashed bodies than concrete slabs.
3) อาคารไม้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ภายในขณะแผ่นดินไหว ไม้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อนตัวตามแรงของแผ่นดินไหว ถ้าอาคารไม้จะถล่ม จะเกิดช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อช่วยชีวิต และอาคารไม้ยังมีน้ำหนักทับทำลาย ที่เป็นอันตรายน้อยกว่า อาคารอิฐจะแตกพังเป็นก้อนอิฐมากมาย ก้อนอิฐเหล่านี้ เป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ แต่จะทับอัดร่างกายน้อยกว่าแผ่นคอนกรีต
4) If you are in bed during the night and an earthquake occurs, simply roll off the bed. A safe void will exist around the bed. Hotels can achieve a much greater survival rate in earthquakes, simply by posting a sign on the back of the door of every room telling occupants to lie down on the floor, next to the bottom of the bed during an earthquake.
4) หากคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงตอนกลางคืนและเกิดแผ่นดินไหว เพียง กลิ้งลงจากเตียง ช่องว่างที่ปลอดภัยจะเกิดรอบๆเตียง โรงแรมจะสามารถ เพิ่มอัตราผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวได้ โดยเพียงติดป้ายหลังประตูทุกห้องพัก บอกให้ผู้เข้าพักนอนราบกับพื้นข้างๆ ขาเตียงระหว่างแผ่นดินไหว
5) If an earthquake happens and you cannot easily escape by getting out the door or window, then lie down and curl up in the foetal position next to a sofa, or large chair.
5) หากมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นและคุณไม่สามารถหนีออกมาง่ายๆ ทางประตู หรือหน้าต่าง ก็ให้นอนราบและขดตัวในท่าทารกในครรภ์ข้างๆ เก้าอี้โซฟา หรือเก้าอี้ตัวใหญ่ๆ
6) Almost everyone who gets under a doorway when buildings collapse is killed. How ? If you stand under a doorway and the doorjamb falls forward or backward you will be crushed by the ceiling above. If the doorjamb falls sideways you will be cut in half by the doorway. In either case, you will be killed!
6) เกือบทุกคนที่อยู่ตรงช่องประตูตอนตึกถล่มไม่รอดเพราะอะไร? หากคุณ ยืนอยู่ตรงช่องประตูและวงกบประตูล้มไปข้างหน้าหรือข้างหลังคุณจะโดน เพดานด้านบนตกลงมาทับ หากวงกบประตูล้มออกด้านข้างคุณจะถูกตัด เป็นสองท่อนโดยช่องประตู ไม่ว่ากรณีไหน คุณไม่รอดทั้งนั้น!
7) Never go to the stairs. The stairs have a different 'moment of frequency' (they swing separately from the main part of the building). The stairs and remainder of the building continuously bump into each other until structural failure of the stairs takes place. The people who get on stairs before they fail are chopped up by the stair treads - horribly mutilated. Even if the building doesn't collapse, stay away from the stairs. The stairs are a likely part of the building to be damaged. Even if the earthquake does not collapse the stairs, they may collapse later when overloaded by fleeing people. They should always be checked for safety, even when the rest of the building is not damaged.
7) อย่าใช้บันไดเด็ดขาด บันไดมี 'ช่วงการเคลื่อนตัว' ที่แตกต่างไป (บันได จะมีการแกว่งแยกจากตัวอาคาร) บันไดและส่วนที่เหลือของตัวอาคาร จะชนกระแทกกันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดปัญหากับโครงสร้างของบันได คนที่อยู่บนบันไดก่อนที่บ ันไดจะถล่มถูกตัดเป็นชิ้นโดยชั้นบันได--ถูก แยกส่วนอย่างน่าสยดสยอง ถึงอาคารจะไม่ถล่มก็ควรอยู่ห่างบันไดไว้ บันไดเป็นส่วนของอาคารที่มีโอกาสถูกทำให้เสียหายถึงแม้แผ่นดินไหว จะไม่ได้ทำให้บันไดถล่ม มันอาจถล่มในเวลาต่อมาเมื่อรับน้ำหนักมาก เกินไปจากคนที่กำลังหนี มันควรได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยเสมอ ถึงแม้ส่วนที่เหลือของอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายก็ตาม
8) Get near the Outer Walls Of Buildings or Outside Of Them if possible. It is much better to be near the outside of the building rather than the interior. The farther inside you are from the outside perimeter of the building the greater the probability that your escape route will be blocked.
8) ไปอยู่ใกล้กำแพงด้านนอกของอาคารหรือออกจากอาคารถ้าเป็นไปได้ จะเป็นการดีกว่ามากที่จะอยู่ใกล้ส่วนนอกของอาคารมากกว่าจะอยู่ที่ส่วนใน ของอาคาร คุณยิ่งอยู่ลึกเข้าไปหรือไกลจากบริเวณภายนอกของอาคาร มากเท่าไหร่โอกาสที่ทางหนีของคุณจะถูกปิดกั้นยิ่งมีมาก
9) People inside of their vehicles are crushed when the road above falls in an earthquake and crushes their vehicles; which is exactly what happened with the slabs between the decks of the Nimitz Freeway. The victims of the San Francisco earthquake all stayed inside of their vehicles. They were all killed. They could have easily survived by getting out and sitting or lying next to their vehicles. Everyone killed would have survived if they had been able to get out of their cars and sit or lie next to them. All the crushed cars had voids 3 feet high next to them, except for the cars that had columns fall directly across them.
9) คนที่อยู่ภายในรถยนต์ถูกทับอัดเมื่อถนนด้านบนตกลงมาเพราะ แผ่นดินไหว และทับรถของพวกเขานี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแผ่นคอนกรีต ระหว่างชั้นของถนนหลวงนิมิทซ์ ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดจากแผ่นด ินไหว ที่ซานฟรานซิสโกอยู่ในรถของตัวเอง พวกเขาตายทั้งหมด พวกเขาสามารถ มีชีวิตรอดได้ง่ายๆ ด้วยการออกจากรถและนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างๆ รถ ตัวเอง คนที่ตายทุกคนอาจรอดได้ถ้าพวกเขาสามารถออกจากรถและนั่ง หรือนอนราบอยู่ข้างรถตัวเอง รถที่ถูกทับอัดทุกคันมีช่องว่างสูง 3 ฟุตอยู่ ข้างๆ ยกเว้นรถที่ถูกเสาคาดตกทับกลางคันรถ
10) I discovered, while crawling inside of collapsed newspaper offices and other offices with a lot of paper, that paper does not compact. Large voids are found surrounding stacks of paper.
10) ผมค้นพบ--ขณะที่คลานเข้าไปในซากสำนักงานหนังสือพิมพ์และ สำนักงานอื่นที่มีกระดาษจำนวนมาก--ว่ากระดาษไม่อัดตัว จะพบช่องว่าง ขนาดใหญ่รอบๆ กองกระดาษที่เรียงทับซ้อนกัน
Spread the word and save someone's life.
กระจายข้อมูลนี้และช่วยชีวิตคนบางคน


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:57:59 น.  

 
**ขอบริจาคบัตรที่ใช้แล้ว

ช่วยกันนะครับ

อย่าทิ้ง บัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ท่านใช้แล้วมีค่า

...ช่วยหนูได้พื้นฟูความพิการ
...ช่วยหนูได้มีกายอุปกรณ์
...ช่วยหนูได้มีสื่อในการเรียนรู้

วัตถุประสงค์โครงการ

• เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายบัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ตที่ใช้แล้ว ไปช่วยฟื้นฟูและพัฒนาเด็กพิการตามโครงการและกองทุนต่างๆ ของมูลนิธิเพื่อเด็ก
พิการ
• เพื่อรณรงค์ให้สังคม มีเจตคติที่ดีและมีส่วนร่วมสนับสนุนพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ
• เพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจทั่วไป หน่วยงาน องค์กร ต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการระดมทุน สนับสนุนการดำเนินกิจกรรม และให้การช่วยเหลือเด็กพิการได้พัฒนาอย่า
งเต็มตามศักยภาพและอยู่ร่วมกับคนทั่วไปในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มุ่งเน้นการฟื้นฟู พัฒนาสมรรถภาพเด็กพิการ แบบบูรณาการ อย่างต่อเนื่องโดยครอบครัวและชุมชน

“ โครงการบัตรเติมเงินช่วยน้อง ” เป็นหนึ่งในโครงการ สะพานเชื่อมรัก...ถึงเด็กพิการ โยงความเอื้ออาทรจากคุณถึงเด็กพิการ โครงการบัตรเติมเงินช่วยน้อง รับ
บริจาคบัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ที่ใช้ เพื่อรวบรวมบัตรดังกล่าวจำหน่าย นำรายได้สนับสนุนโครงการ และเข้ากองทุนต่างๆ เช่น กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเด็กพิการ
กองทุนอุปกรณ์เครื่องช่วย โครงการพ่อแม่อุปถัมภ์ ฯลฯ

สะพานเชื่อมใจ โยงใยความเอื้ออาทรจากคุณถึงเด็กพิการ
เพียงความเข้าใจและให้โอกาส สนับสนุนการฟื้นฟู พัฒนาสมรรถภาพเด็กพิการ

รูปแบบการรับบริจาคบัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ที่ใช้แล้ว โดย
• ส่งทางไปรษณีย์ หรือมาบริจาคด้วยตนเองได้ที่
มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ 546 ลาดพร้าว 47 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ติดต่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ให้ไปรับ ณ หน่วยงาน องค์กร ของท่าน โดยแจ้งความประสงค์มาที่
มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ โทร. 0-2539-2916, 0-2539-9706, 0-2539-9958






*อาจารย์บ้านนอก.คอม ระดมชุดนักเรียนมือสอง1,000 ชุด

อาจารย์บ้านนอก.คอม ขอรับการแบ่งปันน้ำใจจากทุกท่าน ระดมชุดนักเรียนมือสอง1,000 ชุด
ลองช่วยกันเปิดตู้เสื้อผ้าที่บ้านดูว่า มีชุดนักเรียนที่ไม่ใส่แล้ว ถูกพับเก็บไว้บ้างหรือไม่ ไม่ต้องลังเลใจ หากมันจะเปื้อน หรือออกสีเหลืองนิด ๆ
เพียงแค่ไม่ให้มีกลิ่น พับใส่กล่องพัสดุ ส่งไปบริจาคให้กับเด็กในชนบท เพราะทุกเปิดเทอม เด็กบางคนไม่ได้ไปโรงเรียน เพียงแค่พ่อแม่ไม่มีเงิน
สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย อุปกรณ์การเรียนการสอนพื้นฐานเหล่านี้
ชุดนักเรียนชาย หรือหญิง โดยเฉพาะชุดลูกเสือ เนตรนารี (ไม่มีปัญหาเรื่องชื่อ รร.ที่ปักอยู่) รองเท้า เข็มขัด หมวก ผ้าพันคอ
เชือกลูกเสือล้วนเป็นประโยชน์ต่อเด็กในชนบท

โดยส่งมาได้ที่ กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา 106 ม.1 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย 57100
( กรุณาเขียนติดที่กล่องด้วยว่าชุดนักเรียนบริจาคและพร้อมชื่อที่ติดต่อของผู้ส่ง ถ้ามี e-mail ด้วยจะดีมากครับ)
รบกวนส่ง e-mail ฉบับนี้ถึงเพื่อนของคุณที่จะอาจจะมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สมบัติ บุญงามอนง superbuff@bannok.com mailto:superbuff@bannok.com


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:58:24 น.  

 
*สูตรลับ 3 ดอกไม้เหล็ก เจ๊เล้ง-เจ๊ง้อ-วาสนา 'มุ่งมั่น & ฝันให้สุด'


http://www.matichon.co.th วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3988

*ก่อนตะวันตกดิน เมื่อ 27 มีนาคมที่ผ่านมา บรรดาผู้ประกอบการกว่า 500 คน ต่างมุ่งหน้าสู่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตามหมายเชิญของธนาคารกสิกรไทย เพื่อร่วมงานทอล์กโชว์กึ่งเอดูเทนเมนต์ของ 3 ดอกไม้เหล็ก 'เจ๊เล้ง-เจ๊ง้อ-นารายา' ที่จะมาเผยสูตรลับความสำเร็จของธุรกิจ พร้อมเรื่องราวส่วนตั๊วส่วนตัว

โดยมีดาราสาว (ใหญ่) หัวใจนักธุรกิจ และมีบุคลิกแรง อย่าง 'ญาณี จงวิสุทธิ์' เป็นผู้ดำเนินรายการ

ไอดอลคนแรก 'อารียฉัตร อภิสิทธิ์ อมรกุล' ผู้นำเข้าและเจ้าของธุรกิจ A&J Beauty หรือ 'เจ้เล้ง ดอนเมือง' เล่าว่า ชีวิตเหมือนทำบาปในชาติก่อน ชาตินี้ถึงต้องทำงานหนัก เริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 14 ตอนนี้อายุ 60 ปีแล้ว เป็นคนเรียนน้อย พ่อแม่เป็นครูสอนภาษาจีน ครอบครัวเป็นคนรุ่นเก่า เลี้ยงลูกผู้ชายเหมือนเทพเจ้า เราเป็นลูกผู้หญิงถึงต้องสู้และกัดฟันทำงานทำเงินมาแต่วัยเด็ก สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ตัวเองกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลพ่อแม่และพี่น้อง ให้ทุกคนมีอาชีพที่มั่นคงและถึงฝั่งฝัน

เพราะตัวเองเป็นคนชอบฝันและต้องฝันให้ถึงที่สุด ฝันอยากเป็นอะไร เราก็จะต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้ นี่คือสิ่งที่แตกต่าง ตอนนี้ดิฉันฝันอยากมีเงินหมื่นล้าน (พูดทีเล่น ทีจริง-หัวเราะ) เพราะพันล้านเรามีแล้ว

คนทำธุรกิจต้องขยัน ต้องใส่ใจ จะเบื่อจะหน่ายแค่ไหน ต้องอดทน ธุรกิจอย่าง เจ๊เล้ง บอกได้เลยว่า ทำยาก และทำให้ดิฉันค่อนข้างเป็นคนหนีสังคม คนทำการค้าอย่างดิฉัน ถ้าเข้าสังคม มันก็เหมือนดาบสองคม มีทั้งดีและเลว เช่น มีผู้ใหญ่บางท่าน ภรรยาน้อยบอกว่า พี่รู้จักเจ๊เล้ง เหรอ ? อยากทำธุรกิจแบบนี้บ้าง ถ้าเราปฏิเสธ ก็เป็นศัตรูกัน

การค้าแบบนี้ไม่ใช่ทุกคนทำได้ ทุกอย่างอยู่ที่ไอเดียของแต่ละคน เราไม่ได้กำไรเยอะ แต่อาศัยขายวอลุ่ม เช่น ดิฉันขายวันละไม่ต้องมากแค่ 2 แสนชิ้น กำไรชิ้นละ 10 บาท ดิฉันก็อยู่ได้แล้ว ยิ่งเป็นผู้นำเข้าเราจะกำหนดราคากับตลาดได้ เพราะเราต่อรองกับผู้ผลิตต้นทางได้โดยตรง

ส่วนการบริหารคน เราต้องจี้ ยกตัวอย่าง ดิฉันเปิดร้านทำผมให้ลูกค้าเข้ามาทำฟรี โดยให้พนักงานโปรโมตสินค้าบำรุงผมไม่มีสารเคมี เชื่อมั้ย สินค้าขายไม่ได้เลย เพราะเด็กในร้านได้ทิปวันละ 2,000 บาท ดิฉันบอกไม่ได้ ต้องกำหนดขายสินค้าขั้นต่ำกี่ชิ้นต่อคน คอมมิสชั่นเอาไปเลย เท่านี้...

เงินเดือนพนักงาน 8,000 บาทรวมวันหยุด แต่เด็กจะได้คอมมิสชั่นขั้นต่ำ 20,000 บาท ไปจนถึง 1 แสนบาทต่อคนต่อเดือน ถือเป็นรายได้ที่ดี แต่ทุกคนต้องเข้าใจสินค้า ต้องขยันขาย ไม่ให้นิ่งดูดาย พนักงานที่ร้านถึงบอกว่า 'เจ๊เล้งปากร้ายใจดี'

มาถึงวันนี้ดิฉันทำธุรกิจเข้าระบบแล้ว โดยสามีซึ่งเป็นนักบัญชี และเป็นผู้ตรวจบัญชีรับอนุญาต คอยดูแลจัดการให้หมด ตอนนี้เสียภาษีปีหนึ่งเป็นร้อยล้านบาท

สุดท้ายเธอฝากบอกว่า 'นักธุรกิจรุ่นใหม่ เมื่อทำเงินได้ก้อนแรกแล้ว อย่าเพิ่ง รีบใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็นกำไร เพราะนั่นคือทุน ที่เราต้องต่อยอดธุรกิจในอนาคต'

ไอดอลคนที่สอง 'วาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส' ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ แบรนด์ 'นารายา' หรือเจ๊วาด ปัจจุบัน อายุ 54 ปี เคยทำงานเป็นมัคคุเทศก์มาก่อน แล้วจับพลัดจับผลูมาเจอคู่ชีวิตเป็นชาวกรีก ซึ่งเป็นจุดพลิก ตลอดชีวิตฝันอยากทำธุรกิจของตัวเอง และชอบงานหัตถกรรม

แบรนด์ 'นารายา' เติบโตคู่มากับ 3 สิ่ง คือ 1.ความเป็นวาไรตี้ของสินค้า แบบเยอะ สีเยอะ มีสีเป็น 100 สี ดีไซน์มากกว่า 3,000 แบบ สินค้าของนารายาจะอยู่ใกล้ชิดคน 2.คุณภาพ ความเนี้ยบของสินค้า งานเราเป็นงานประณีต ตะเข็บต้องไม่กระโดด ถึงต้องใช้แรงงานเยอะ ต้องอดทนและสนุกไปกับงานที่เรารัก และ 3.ราคาไม่แพง สินค้าในร้านแพงสุดก็ 400 บาท นอกนั้น 30-40 บาท

'ส่วนหนึ่งเราใช้ผ้าคอตตอนด้วย ลูกค้าต่างชาติชอบมาก จับแล้วสบายมือ เป็นธรรมชาติ เราดังมาจากกระเป๋าอ๊อกซัง แม่บ้านในญี่ปุ่นชอบที่สุด'

'แต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มทำตลาดในเกาหลี นารายาเริ่มก้าวหน้ามากขึ้นในช่วงนี้ เพราะเราจ้างดาราเกาหลีถือกระเป๋าแบรนด์ NARAYA ถือเดินไปเดินมา แป๊บเดียวได้ผล จุดนี้เป็นจุดเริ่มและเป็นจุดเปลี่ยน เราถึงมี นโยบายพัฒนาช็อปให้ดูดี ก้าวสู่แบรนด์ อินเตอร์ พร้อมกับขยายลูกค้าต่ำกว่า 25 ปี เน้นความทันสมัย วัยทำงาน ร้านที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นร้านต้นแบบ เราจ้างดีไซเนอร์จากหลุยส์ วิตตอง ออกแบบ และจะไปเปิดช็อปใหม่ที่มาเก๊า ปลายเดือนมิถุนายนปีนี้'

บิลลิ่งปีหนึ่งเราได้ 400-500 ล้านบาท ถือว่าไม่มาก แต่อุปสรรคก็มีเยอะ ทำธุรกิจแบบนี้เราต้องละเอียดและส่งงานให้ลูกค้าตรงเวลา โดยมีร้านต้นแบบเป็นแม็กเนต

แต่รายนี้ ไม่มีร้านต้นแบบ ไม่ว่าไปร้านไหน ไม่เหมือนกันเลย ในเรื่องของดีไซน์ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ 'รสชาติ'

ไอดอลคนสุดท้าย 'เจ๊ง้อ' หรือ 'ณชนก แซ่อึ้ง' เจ้าของธุรกิจร้านอาหารครัวเจ๊ง้อ เจ๊เล่าว่า 'ธุรกิจดิฉันเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 64 ปี ตอนนี้ 71 แล้ว ก็ยังพอไหว ตอนแรกไม่ได้ทำร้านอาหารโดยตรง แต่โตมาจากทำซาลาเปาเจขาย แล้วมาทำธุรกิจเสื้อผ้า ร้านทำผมแถวเยาวราช ปกติเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว ชมไปชมมา เพื่อนๆ ก็ยุให้เปิดร้าน 'ครัวเจ๊ง้อ' ชื่อเชยมาก แต่บางคนบอกจำง่ายดี'

เราเปิดมา 10 สาขาแล้ว ร้านต้นตำรับอยู่ที่สี่พระยา ทุกวันเจ๊ง้อจะตระเวนไปดูร้านแต่ละสาขา ไปดูว่าเขาบริการเป็นยังไง รสชาติอร่อยรึเปล่า เราไม่ได้เปิดแฟรนไชส์ แต่ร่วมทุน ครึ่งต่อครึ่ง เพราะเราอยากมีส่วนร่วม สูตรลับคือความคงที่คงวา คนทำร้านอาหารต้องดูแลเอาใจใส่ กุ๊กบางคนคิดว่าตัวเองแน่ เพิ่มนั่นลดนี่ สรุปแล้ว ไม่ใช่รสของครัวเจ๊ง้อ

เราต้องยอมรับความจริงนะว่า ร้านอาหารนี่โดนติบ่อย แต่เจ๊ชอบนะคำติ เพราะจะได้รู้ว่าลูกค้าเราชอบไม่ชอบอะไร เรื่องรสชาติ เป็นเรื่องนานาจิตตัง นี่คือปัญหาของร้านอาหาร เรื่องขโมยก็มีบ้าง แต่เจ๊ง้อจะดูแลเด็กในร้านให้เขาอยู่ดีกินดี ทุกคนจะเรียกแม่หมด

เราต้องมีมาตรฐาน 'รสชาติ' ต้องอร่อย คนเข้าร้านแล้ว เสียเงินแล้วเขาก็อยากได้ของดีๆ

ธุรกิจไหนก็เหมือนกัน ลูกค้าสำคัญที่สุด

หน้า 17


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:58:48 น.  

 
*ปัญหาสุขภาวะแรงงาน ความมั่นคงของชีวิต กับทางแก้ที่ไม่ใช่มาตรการความมั่นคง โดย : ประชาไท 19/2/2551


คิม ไชยสุขประเสริฐ รายงาน

“...การพัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยการบริหารจัดการนั้นทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย ที่กระทบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพังงา ก็คือปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพราะแรงงานต่างด้าวเถื่อนเหล่านี้เป็นต้นเหตุ หรือเป็นแหล่งเพาะเชื้อของโรคร้ายปัญหาอื่นๆ เช่น ยาเสพติด อาชญากรรม ผู้ค้ายาเสพติดมักอาศัยแรงงานต่างด้าวให้เป็นผู้ลำเลียงหรือแฝงตัวมากับแรงงานต่างด้าว ปัญหาอาชญากรรมการลักทรัพย์ ฉกชิงวิ่งราว ปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย และฆ่าเจ้าทรัพย์ ฆ่ากันเอง มีปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจำ

และปัญหาทางด้านสาธารณสุข ซึ่งแรงงานต่างด้าวเป็นพาหะนำพาเชื้อโรคต่างๆ โดยรัฐต้องเสียงบประมาณในการรักษาในแต่ละปีจำนวนเงินไม่น้อย ถ้าลองสังเกตให้ดีตามโรงพยาบาลของรัฐส่วนมากคนป่วยจะเป็นพวกต่างด้าวเสียเป็นส่วนใหญ่ คนไทยเจ็บป่วยไข้ส่วนมากจะไม่ค่อยได้นอนเตียง ต่างด้าวจับจองกันเกือบหมดโรงพยาบาล และนอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาอีกจิปาถะตามกันมาเป็นระลอกคลื่น...”


ข้อความข้างต้นคัดมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แสดงเหตุผลมากมายสนับสนุนการออกประกาศของจังหวัด [1] ที่กำหนดมาตรการทางการปกครองเพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติหลบหนีเข้าเมือง เมื่อกลางปี 2550 และมีการออกประกาศลักษะเดียวกันในหลายจังหวัด ด้วยเหตุผลหลักคือ “ความมั่นคงโดยรวม” ซึ่งในช่วงเวลานานข้ามปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า มาตรการฯ นี้ได้ไม่ได้สร้างความมั่นคงใดๆ ขึ้นในพื้นที่ อีกทั้งยังก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจที่จะบ่มเพาะปัญหาให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการห้ามแรงงานออกจากที่พักอาศัย ตั้งแต่ 2 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า หรือด้วยการการห้ามไม่ให้ใช้หรือครอบครองจักรยานยนต์และรถยนต์ และการห้ามมิให้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือแม้กระทั่งการห้ามมิให้แรงงานข้ามชาติร่วมชุมนุมกันเกิน 5 คน
บทเรียนของปัญหาที่มีในตอนนี้ คือมุมมองอคติทางชาติพันธุ์ยังคงมีอยู่ และมันถูกนำมาใช้เพื่อกำกับการดำเนินชีวิตของ ‘คนชาติพันธุ์อื่น’ ด้วยมาตรฐานที่แตกต่างไปได้อย่างชอบธรรม…


*ต้องการแรง(งาน) แต่ระแวงคน (งาน)

‘ค่าแรงถูก’ ‘แข็งแรงอดทน’ ‘ไม่เกี่ยงงานหนัก’ และ ‘ไม่เลือกงาน’ โดยเฉพาะในงานที่แรงงานไทยไม่ทำ ทำให้แรงงานข้ามชาติเข้ามามีบทบาทอย่างมากในฐานะแรงงานเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในแรงงานสัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชา
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 รัฐบาลไทยเริ่มนโยบายอนุญาตให้มีการจ้างแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเริ่มจาก ‘พม่า’ ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนไทย-พม่า หลังจากนั้นก็เปิดให้มีการจ้างแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นเป็นสามสัญชาติ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น จังหวัดที่มีการประกอบกิจการประมงทะเล [2] จนปัจจุบันนี้เรียกได้ว่า ‘ทุกจังหวัดในประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติ’
จากข้อมูลขององค์กรแรงงานโลก (International Labour Organization: ILO) ระบุตัวเลขแรงงานข้ามชาติในไทยว่า มีถึง 1.8 ล้านคน ในปี 2549 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปี 2538 (มีประมาณ 700,000 คน) พร้อมชี้ว่าแรงงานข้ามชาติมีส่วนช่วยในการทำรายได้เข้าประเทศไทยในปี 2549 ถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่พวกเขาเหล่านี้ได้รับค่าจ้างจากการทำงานเพียงแค่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น นั่นคือประมาณร้อยละ 18.1 ของรายได้ที่แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ทำเข้าประเทศไทย [3]
ทั้งนี้ ความต้องการแรงงานข้ามชาติของไทยมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 [4] เห็นชอบให้แรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มี ท.ร.38/1) ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับและทำงานในประเทศไทย สามารถอยู่ในประทศได้อีกเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี เนื่องจาก TDRI ได้สำรวจพบว่ามีความต้องการแรงงานต่างด้าวอีกกว่า 600,000 คน และมีความเป็นไปได้ในการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่ เพื่อรองรับในกิจการประมง และภาคอุตสาหกรรมที่ยังขาดแรงงาน
คงต้องยอมรับความจริงในข้อที่ว่า ปรากฏการณ์การย้ายถิ่นเพื่อแสวงหางานทำ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก และประเทศไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการหมุนเวียนของแรงงานข้ามชาติ ทั้งในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกและนำเข้าแรงงาน เมื่อความต้องการแรงงานข้ามชาติยังคงมีอยู่ เราก็ต้องอยู่ร่วมกันต่อไปเรื่อยๆ แต่จะอยู่กันอย่างไรคงเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบร่วมกัน
เมื่อสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้สร้างความหวาดระแวงต่อกันในสังคมของคนไทยและแรงงานข้ามชาติ ทั้งจากการกำหนดมาตรการทางการปกครองของจังหวัดต่างๆ ตามคำสั่งด้านความมั่นคง แรงงานข้ามชาติบางส่วนตกเป็นจำเลยของสังคมในฐานะผู้ก่อปัญหาด้านอาชญากรรมจากสื่อมวลชน ในขณะที่แรงงานบางส่วนถูก กดขี่ ขูดรีด และบ้างก็อยู่ในสถานะเหมือนเป็น “มนุษย์ที่ไร้ตัวตน” ผู้ไร้สิทธิไร้เสียง
ดังเช่นในส่วนของการรักษาพยาบาล หนึ่งในปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต ที่ทุกคนควรมี และควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม...


การรักษาพยาบาล สิทธิพื้นฐานของมนุษย์ที่โยงกับ “รัฐ” และ “เงิน”

ข้อมูลจากองค์การหมอไร้พรมแดน – เบลเยี่ยม ประจำประเทศไทย ซึ่งได้ดำเนินโครงการเพื่อการเข้าถึงการรักษาและป้องกันโรคทั่วไปใน จ.พังงา (จังหวัดหนึ่งที่มีการออกประกาศจังหวัด) หลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ ระบุว่า แรงงานข้ามชาติมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยสร้างและปรับปรุงสิ่งต่างๆ ที่ถูกทำลายไปจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเกษตร การประมง ให้ จ.พังงา กลับมาเป็นแหล่งทำรายได้ของประเทศไทยอีกครั้ง แต่พวกเขากลับไม่ได้แม้กระทั่งสิทธิในการเข้าถึงการรักษาซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ องค์การหมอไร้พรมแดนฯ ทำงานอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล ซึ่งมีแรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก คือ ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง และ ต.ท่าอยู่ อ.ตะกั่วทุ่ง โดยจัดแพทย์และอาสาสมัครให้บริการตรวจรักษาสุขภาพทั่วไป และให้การศึกษาในการดูแลรักษาสุขภาพแก่แรงงาน รวมทั้งให้บริการคลินิกเคลื่อนที่ตามท่าเรือประมง สวนยางฯ และพื้นที่ก่อสร้างที่แรงงานข้ามชาติทำงานและอาศัยอยู่ โดยในช่วงระยะเวลา 3 ปี ของการทำงาน ได้ทำการรักษาแรงงานข้ามชาติไปแล้วกว่า 10,000 คน
นางสาวสุขศรี เสน่หา ผู้ประสานงานโครงการเข้าถึงการรักษาในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ องค์การหมอไร้พรมแดนฯ จ.พังงา ฉายภาพความเป็นไปของการทำงานว่า แรงงานข้ามชาติในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าซึ่งเข้ามาทำงานโดยผ่านนายหน้าที่มีทั้งคนไทยและคนพม่า และปัญหาในการรักษาพยาบาล คือการไม่มีบัตรประกันสุขภาพ เนื่องจากไม่มีเอกสาร ทร 38/1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญตามกฎหมายของแรงงานข้ามชาติ ที่จะนำไปใช้ทำใบอนุญาตทำงานรวมทั้งบัตรประกันสุขภาพต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในฐานะคนนอกกฎหมาย (ไม่มี ทร 38/1) ไม่ได้รับหลักประกันในการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานด้วย
อย่างไรก็ตาม นางสาวสุขศรีได้อธิบายว่า การทำประกันสุขภาพนั้น ส่วนใหญ่โรงพยาบาลจะทำให้เพื่อนำไปใช้ขอใบอนุญาตทำงาน ทั้งนี้แรงงานไม่สามารถทำประกันสุขภาพเพียงเพื่อรับรองสิทธิในการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการทำประกันสุขภาพและใบอนุญาตทำงานรวมกันครั้งหนึ่งประมาณ 5,500 บาท ต่อคนต่อปี ถือว่าเป็นภาระสูงมากสำหรับแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีการได้เฉลี่ยเพียงเดือนละประมาณ 4,000 บาท แต่หากเป็นแรงงานในภาคธุรกิจประมงจะมีรายได้ต่ำกว่าคือประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน
นอกจากค่าใช่จ่ายที่แรงงานข้ามชาติต้องจ่ายต่อปีแล้ว แรงงานข้ามชาติยังถูกเก็บ ‘เบี้ยรายทาง’ จากผู้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ในอัตราเดือนละ 300-600 บาท บางพื้นที่จะมีคนเข้าไปเรียกเก็บถึงในสวนยางที่เป็นที่พัก และบางรายมีนายจ้างเป็นผู้เรียกเก็บจากแรงงานแล้วส่งต่อ โดยข่มขู่ว่า หากไม่จ่ายจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม
ในส่วนนี้เธอแสดงความเห็นว่า หากมีระบบเก็บเงินเป็นรายเดือนสำหรับการทำบัตรประกันสุขภาพ ก็จะช่วยลดภาระการซื้อบัตรประกันสุขภาพราคาแพงจากเหตุผลที่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากในครั้งเดียว หรืออาจจัดตั้งกองทุนในการรักษาพยาบาลแรงงานข้ามชาติเพื่อเป็นเงินสำหรับการรักษาพยาบาลในโรคที่บัตรประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม หรือสำหรับคนที่ไม่มีบัตรประกันสุขภาพ
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลในแรงงานข้ามชาติสำหรับแรงงานข้ามชาติในทุกจังหวัดของประเทศไทย องค์การหมอไร้พรมแดนฯ ได้พยายามเสนอทางออกในการปรับปรุงการให้บริการตรวจรักษาพยาบาล โดยให้ปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนฯ สำหรับแรงงานข้ามชาติให้มีขั้นตอนง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และมีค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนที่ไม่แพงจนเกินไป
“ทำอย่างไรให้แรงงานข้ามชาติทุกคนสามารถทำบัตรประกันสุขภาพ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเข้าถึงการรักษาได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับสถานภาพในการขึ้นทะเบียนฯ แรงงาน” นางสาวสุขศรี กล่าวด้วยความมุ่งหวัง
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการรักษาพยาบาล และการดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ก็เป็นภาระความรับผิดชอบหนึ่งของหน่วยงานภาครัฐที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และหน่วยงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านนี้โดยตรงก็คือ กระทรวงสาธารณสุข

*นโยบายกระทรวงสาธารณสุขกับการแก้ปัญหาสุขภาวะแรงงาน

นายชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาระบบบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงส่าธารณสุข กล่าวถึงปัญหาของนโยบายด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติว่า การที่นโยบายตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการผ่อนผันชั่วคราวเพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ เป็นไปในรูปแบบปีต่อปี ทำให้โครงการต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการด้านสาธารณสุขของแรงงานไม่ต่อเนื่อง เมื่อรวมกับขั้นตอนการทำงานในระบบงานราชการ จึงทำให้กระบวนการต่างๆ ล่าช้า ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
ส่วนปัญหาเกี่ยวกับตัวแรงงาน นายชาญวิทย์ กล่าวว่า การเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย ทำให้แรงงานเกิดความกลัว อีกทั้งยังมีปัญหาในการติดต่อสื่อสาร ในส่วนนายจ้างก็มีปัญหาเรื่องความไว้วางใจต่อแรงงานที่ต้องออกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อการจดทะเบียนแรงงานให้ถูกกฎหมาย และในส่วนของสถานบริการทางการแพทย์ของรัฐก็มีปัญหาทรัพยากรสาธารณสุขมีจำกัด ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากระบบหลักประกันสุขภาพที่ขาดความยืดหยุ่นกับคนที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ซึ่งโรงพยาบาลต้องเป็นผู้แบกรับภาระในส่วนนี้
สถานการณ์ในปัจจุบันนายชาญวิทย์ยอมรับว่า ปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติของบุคคลากรทางการแพทย์ต่อแรงงานข้ามชาติยังคงมีอยู่ โดยกล่าวว่ามีพยาบาลบางส่วนสวมหมวกสองใบ คือเป็นพยาบาล และผู้รักชาติที่จะต้องดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ แต่ก็ย้ำว่าไม่ใช่กิจทางการแพทย์ที่อยู่ๆ จะไปแจ้งความว่า มีแรงงานข้ามชาติมาทำการรักษาพยาบาล หรือมาทำคลอด เพราะระบบบริการของสถานพยาบาลมุ่งรักษาสุขภาพเป็นหลัก
“การจัดหลักประกันสุขภาพ เราคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักสิทธิมนุษยชน โดยมีมิติการดูแลสุขภาพที่มีสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับคนไทยในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค” นายชาญวิทย์กล่าว
ทั้งนี้นายชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานที่แม้ไม่ได้ลงทะเบียนแรงงานหรือไม่มีบัตรประจำตัวแรงงานก็สามารถซื้อบัตรประกันสุขภาพ โดยที่ไม่ต้องผ่านการลงทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้รับสิทธิในการตรวจรักษา ซึ่งจะลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคและทำให้แรงงานมีสุขภาพดีขึ้น
เมื่อมีการสอบถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของราคาบัตรประกันสุขภาพ นายชาญวิทย์กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายด้านหลักประกันสุขภาพของไทยนั้นถูกที่สุดในโลก โดยขณะนี้ รัฐบาลจ่ายค่าหลักประกันสุขภาพของคนไทย 2,000 บาทต่อคนต่อปี สำหรับแรงงานต่างด้าวได้จัดทำระบบประกันสุขภาพโดยแรงงานต้องจ่ายในราคา 1,300 บาท รวมกับค่าบริการตรวจสุขภาพอีก 300 บาท เป็นรายคนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่คำนวณแล้วว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ขาดทุนและแรงงานรายได้ต่ำสามารถจ่ายได้
เนื่องจากงบประมาณด้านสุขภาพของไทยในปัจจุบันลดลงจาก 5.2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เหลือ 3.9 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี จากการใช้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และรัฐต้องสนับสนุนงบเพิ่มมาโดยตลอด อีกทั้งคนไทยเองก็เรียกร้องให้เพิ่มเติมการประกันสุขภาพให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เช่น ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายโรคไต ทำให้ต้องเพิ่มงบประมาณอีกกว่า 2,000 ล้าน จึงไม่มีเงินที่จะอุดหนุนเพิ่มเติมในส่วนของแรงงานต่างด้าว สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการสนับสนุนให้ซื้อบัตรประกันสุขภาพ ซึ่งในส่วนนี้เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องสนับสนุน
เมื่องบประมาณด้านป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น งบประมาณด้านสังคมและสาธารณสุขย่อมลดลง ฉะนั้นเราต้องตระหนักถึงความเป็นจริงข้อนี้และต้องช่วยกัน” นายชาญวิทย์กล่าว


เมื่อ (คิดว่า) แรงงานข้ามชาติคือแหล่งแพร่เชื้อโรค

โรคติดต่อในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ คือปัญหาหนึ่งที่พบเกี่ยวกับสุขภาวะแรงงานที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งการปิดกันการักษาพยาบาล หรือการขับไล่ผู้ป่วยให้ออกนอกประเทศของไม่ใช่ทางแก้ของปัญหาทีดีนัก...
นางสาวสุขศรีกล่าวว่า องค์การหมอไร้พรมแดนฯ ได้ทำการเยียวยาและให้ความรู้ อาทิ โรคเอดส์ มาเลเรีย ไข้เลือดออก และวัณโรค ซึ่งวัณโรคนั้นแม้จะเป็นโรงที่รักษาหายได้ แต่ก็เป็นโรคมีอาการดื้อยามากในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เพราะคนไข้ส่วนใหญ่จะรักษาไม่ครบ 6 เดือน และบ้างก็ได้รับการรักษาล่าช้า
ทั้งนี้กระบวนการในการแพร่กระจายของเชื่อโรคนั้น เกิดจากแรงงานที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และเมื่ออาการของโรครุนแรงผู้ป่วยมักคิดว่าไม่มีทางรักษา จึงเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีการดูแลรักษาโรคที่ถูกต้อง ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายในพื้นที่นั้นๆ เมื่อแรงงานวัยหนุ่มในพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาที่มาทำงานในประเทศไทยก็จะนำเชื้อโรคเข้ามาด้วยอย่างไม่รู้ตัว เพราะในเบื้องต้นยังไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ เมื่อร่างกายอ่อนแออาการของโรคก็จะเกิดขึ้น และสามารถเป็นพาหะแพร่กระจายโรคต่อไปได้
จากการตรวจรักษาแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ พบมีผู้ป่วยวัณโรคโดยเฉลี่ยปีละ 50 ราย ซึ่งการรักษาโรคติดต่อในกลุ่มแรงงาน ถือเป็นการดูแลไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปสู่คนไทย นอกจากนี้ในส่วนของนายจ้างเองก็ได้แรงงานที่สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่
ดังคำพูดที่ว่า “ป้องกันเรา รักษาเขา” เพราะ ‘เราทุกคน’ ต้องอยู่ร่วมกัน อีกทั้งโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นกันได้โดยไม่เลือกเชื้อชาติ
การอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข ปราศจากโรคภัย ถือเป็นความมั่นคงอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต ที่ไม่ต้องใช้อำนาจ (ทางกฎหมาย) บีบบังคับ หรือจับตามองกันด้วยความหวาดระแวง

*เก็บตกจากการลงพื้นที่... เมื่อมีมาตรการทางการปกครอง

จากการลงพื้นที่ จ.พังงา เมื่อปลายปี 50 หลังการประกาศมาตรการปกครองจังหวัด สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วสำหรับแรงงานข้ามชาติยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อพวกเขาถูกจับจ้องจากเจ้าหน้าที่รัฐและคนในชุมชนมากยิ่งขึ้น
เมื่อแรงงานข้ามชาติมีบัตรประกันสุขภาพ ก็ไม่แปลกที่จะว่าแรงงานข้ามชาติเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาล แต่อุปสรรค์ของการเข้ารับการรักษาพยาบาลของพวกเขาไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เมื่อการติดต่อสื่อสารยังเป็นปัญหา การเดินทางต้องมีค่าใช้จ่าย และความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายยังคงมีอยู่ อีกทั้งภาพในมุมลบต่อพวกเขายั้งติดตาตรึงใจของคนทั่วไป ทำให้ที่ผ่านมากว่าที่คนป่วยจะตัดสินใจเข้ารับการรักษา ร่างกายของพวกเขาก็เจ็บหนักจนเกิด เยียวยา และหลายต่อหลายรายต้องเสียชีวิตด้วยเหตุผลเช่นนี้
แม้ว่า ในพื้นที่จะมีสถานพยาบาลซึ่งมีอาสาสมัครที่สามารถสื่อสารภาษาพม่าได้จะได้รับความนิยมเข้ารับการรักษาจากแรงงานข้ามชาติชาวพม่าเป็นจำนวนมาก เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์การรักษาที่ครบครัน เนื่องจากอุปสรรค์ด้านภาษา การเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการักษา อีกทั้งความกลัวที่จะถูกตำรวจจับ
จากการพูดคุย (โดยผ่านล่าม) กับแรงงานข้ามชาติชาวพม่าราว 30 คน ซึ่งประกอบอาชีพกรีดยางในสวนยางเนื้อที่นับหมื่นไร่ ของบริษัทสวนยางงานทวี ซึ่งมีแรงงานข้ามชาติทำงานอยู่ทั้งสิ้นกว่า 2,000 คน โดยกระจายกันอยู่ในเต็นท์ (ที่พักของกลุ่มแรงงานเป็นเพิงที่ถูกจัดไว้เป็นชุมชนย่อมๆ) 23 แห่ง พบว่าแม้แรงงานแทบทั้งหมดจะเห็นด้วยกับการทำบัตรประกันสุขภาพ เพราะจะได้รับการดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลและเสียค่าใช้จ่ายที่ถูกลง
แต่ที่นี่ยังมีการทำคลอดกันเองโดยหมอตำแย ซึ่งถือว่ามีความเสียงต่อแม่และเด็กมากกว่าการแพทย์สมัยใหม่ ในสนนราคา 4,000 บาท ซึ่งไม่ได้ต่ำไปกว่าการคลอดในโรงพยาบาลเลย แต่พวกเขาเต็มใจที่จะจ่ายด้วยเหตุผลที่ว่า
“เสียค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน แต่คลอดโดยหมอตำแยสามารถจ่ายเป็นงวดๆ ได้ ไม่ต้องจ่ายแล้วจ่ายเลยเหมือนที่โรงพยาบาล ไม่ต้องเสียค่าคนดูแล และที่สำคัญไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาโดนตำรวจจับ...”
ถึงวันนี้ ปัญหาสุขภาวะแรงงานยังคงวนเวียน และวนเวียนอยู่ด้วยความกลัว ซึ่งการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกนั้นไม่ได้ทำให้เกิดผลดีใดๆ ต่อการคลี่คลายปมปัญหา เพราะการดึงปมด้วยแรงกำลังที่หยาบกระด้าง เหมือนที่เราใช้มาตรการทางอำนาจแก้ไขปัญหา... ยิ่งใช้แรง ปมยิ่งแน่น จนแก้ไม่หลุด

เชิงอรรถ

[1] รายละเอียดประกาศจังหวัดพังงา http://www.mapfoundationcm.org/Thai/pangnga.html
[2] อดิศร เกิดมงคล, รายงาน: แรงงานข้ามชาติในสังคมไทย (1): การย้ายถิ่นของผู้ลี้ภัย ความผูกพันกับสังคมไทย, ประชาไท, 19 ต.ค. 50
[3] จดหมายข่าวองค์การหมอไร้พรมแดน ฉบับที่ 4
[4] จดหมายข่าวกรมจัดหางาน


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:22:59:20 น.  

 
*บรอดคอมชนะคดีสิทธิบัตรเทคโนฯ ศาลสั่งห้ามควอลคอมม์ขายชิป3G โดย ผู้จัดการออนไลน์
ศาลแคลิฟอร์เนียอ่านคำตัดสินบาดใจผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่างควอลคอมม์ ระบุให้ควอลคอมม์หยุดจำหน่ายชิปโทรศัพท์มือถือเทคโนโลยี 3G และ WCDMA ที่ควอลคอมม์ละเมิดสิทธิบัตร 3 เทคโนโลยีชิปของบรอดคอม
ผู้พิพากษาคดีประวัติศาสตร์นี้มีนามว่า เจมส์ เซลนา โดยคำสั่งห้ามควอลคอมม์ (Qualcomm) จำหน่ายชิป 3G มีข้อยกเว้นว่า ควอลคอมม์ยังสามารถจำหน่ายชิปเทคโนโลยีอื่นซึ่งใช้เทคโนโลยีสิทธิบัตรของบรอดคอม (Broadcom) บางรุ่นได้จนถึงเดือนมกราคมปี 2009 แต่จะต้องเสียค่าสิทธิบัตรเทคโนโลยีให้กับบรอดคอมอย่างถูกต้องที่ผ่านมา ควอลคอมม์เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยีบรอดคอมมาก่อน โดยศาลแคลิฟอร์เนียออกคำสั่งให้ควอลคอมม์มีสิทธิจำหน่ายเพียงชิปโทรศัพท์มือถือระบบเซลลูลาร์ที่เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเห็นจากควอลคอมม์ที่มีต่อการตัดสินครั้งนี้ โดยประชาสัมพันธ์ควอลคอมม์ระบุชัดเจนว่า ทีมทนายความของบริษัทกำลังทบทวนคำสั่งที่ได้รับอย่างจริงจัง ขณะที่ที่ปรึกษากฏหมายของบรอดคอม เดวิด ดูล ให้สัมภาษณ์ว่ายินดีมากกับคำตัดสินที่ได้รับ 'บรอดคอมจะได้ไม่ต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่ใช้เทคโนโลยีของเราเป็นเครื่องมือในการโจมตีเราเอง การตัดสินนี้ช่วยให้ควอลคอมม์หยุดการกระทำนี้เสียที' ควอลคอมม์และบรอดคอมนั้นมีจุดยืนในการเป็นคู่แข่งกันในตลาดชิปโทรศัพท์มือถือเทคโนโลยี
WCDM มานาน
โดยชิปเทคโนโลยีดังกล่าวมีคุณสมบัติเด่นคือความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่และพกพาทั้งหลาย ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับเครือข่าย CDMA ที่ใช้กันมากในภูมิภาคอเมริกาเหนือ
ตามรายงานของรอยเตอร์ส ควอลคอมม์จะต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับบรอดคอมม์ เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับชิปสิทธิบัตรบรอดคอมที่ควอลคอมม์จำหน่ายในช่วงนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคมปี 2009 โดยศาลกำหนดค่าสิทธิบัตรไว้ที่ 2 อัตรา หนึ่งคือ 6 เปอร์เซ็นต์สำหรับสิทธิบัตรเทคโนโลยีบีบอัดภาพวีดีโอบนโทรศัพท์มือถือ และ 4.5 เปอร์เซ็นต์สำหรับสิทธิบัตรเทคโนโลยีการสื่อสารข้ามเครือข่ายข้อมูลต่างชนิดกัน ยังมีสิทธิบัตรเทคโนโลยีอื่นที่ควอลคอมม์และบรอดคอมยังต้องเจรจาในชั้นศาลต่อไป โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ถูกจับตาอย่างมากเช่นเทคโนโลยี QChat ลักษณะการทำงานสื่อสารคล้าย walkie-talkie ซึ่งสปรินท์เน็กซ์เทล (Sprint Nextel) เตรียมการนำไปติดตั้งในโทรศัพท์มือถือของตัวเองเพื่อวางจำหน่ายช่วงไตรมาสสองของปีนี้โดยใช้ชิปของควอลคอมม์ กำหนดการเจรจาระหว่างควอลคอมม์และบรอดคอมคือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2008 นี้






*เปิดมุมมองควอลคอมม์กับตลาดบรอดแบนด์ไร้สายปี 2551

ควอลคอมม์คาดธุรกิจสื่อสารไร้สายปี 2551 มีอนาคตสดใสหลังผู้ให้บริการกว่า 422 ราย ที่ได้เปิดให้บริการเครือข่าย 3G ในเชิงพาณิชย์แก่ลูกค้ากว่า 530 ล้านรายทั่วโลก ควอลคอมม์จึงมั่นใจว่า 3Gเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับการสื่อสารไร้สาย มร. จิง หวัง รองประธานบริหารอาวุโส และประธานกรรมการ ควอลคอมม์ เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่าควอลคอมม์มีความตื่นเต้นกับอนาคตอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สายในปี 2551 ที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เทคโนโลยี 3G ดังนั้นจึงมั่นใจว่า อุตสาหกรรมไร้สายจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและโดดเด่นอย่างแน่นอน เห็นได้อย่างชัดเจนจากอุปกรณ์และบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในราคาที่ถูกลง ทำให้เป็นที่สนใจและดึงดูดผู้บริโภคมากรวมทั้งการทำให้ผู้บริโภคต่างๆ หันมาใช้ไลฟ์สไตล์สื่อสารไร้สายรูปแบบใหม่มากยิ่งขึ้น' ควอลคอมม์มองเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมหาศาลของการสื่อสารไร้สายในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก โดยได้ลงทุนด้านการค้นคว้าและวิจัย (R&D) จำนวนมากเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ราคาสินค้าจะลดลงและตอบสนองตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ความพยายามในการพัฒนาซิงเเกิ้ลชิพที่รวมเอาชิพ
หลายประเภทรวมอยู่ในชิพเดียว (Single Chip Solution) ซึ่งเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรมไร้สายที่ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบและผลิตอุปกรณ์ไร้สายในราคาที่ต่ำลง รวมทั้งทำให้กระบวนการผลิตสามารถผลิตสินค้าออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ด้วยซิงเกิลชิพ Single Chip Solution ทำให้ผู้ผลิตสามารถรวมฟังช์ชั่นการใช้งานต่างๆ มากมายไว้ในอุปกรณ์สื่อสารไร้สายได้มากขึ้นด้วย อาทิเช่น หน้าจอสี กล้อง เพลง เครื่องเล่นวีดิโอ และอื่นๆ อีกมากมาย' ควอลคอมม์เชื่อว่าอุตสาหกรรม 3G จะมีการเติบโตขึ้นอีกอย่างมาก เนื่องจากบริการที่น่าสนใจต่างๆ ได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นมากมาย ที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การสื่อสารไร้สายให้แก่ผู้ใช้ ตัวอย่างเช่นจะเห็นอุปกรณ์สื่อสารและผู้ให้บริการเครือข่ายเสนอบริการมัลติมีเดียใหม่ๆ มากมายที่สามารถสื่อสารได้ทั้งทางเสียงและภาพ รวมทั้งจะเห็นการใช้บริการจีพีเอสที่เพิ่มมากขึ้น และบริการต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่ อาทิเช่น บริการตามหาเพื่อน (Friend Finders) การหาร้านอาหาร และบริการหาสถานที่อื่นๆ บนแผนที่ อีกจุดหนึ่งที่ควอลคอมม์มีความมั่นใจมากคือ โมบาย ทีวี จะมีความสำคัญอย่างมากในการกระตุ้นการเติบโตของ 3G 'ควอลคอมม์มั่นใจว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีอัตราการเติบโตในปี 2551 และในอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ที่ควอลคอมม์ได้ติดต่อกับผู้ให้บริการทางด้านบรอดคาสท์และเครือข่ายไร้สายมากมาย รวมทั้งการทำการทดลองทางด้านเทคนิค จึงมุ่งหวังที่จะให้ MediaFLO สามารถเปิดให้บริการในภูมิภาคนี้ได้ในเร็ววันนี้' ในปี 2551นี้ ควอลคอมม์คาดว่าจะเกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมายสำหรับตลาดสื่อสารไร้สาย เทคโนโลยีไร้สายได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก ไม่ว่าทั้งในการทำงานหรือการพักผ่อน จากอินเดียถึงญี่ปุ่น จากเวียดนามถึงเยอรมัน ทำให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงการเชื่อมต่อไร้สายที่ไร้ขีดจำกัด ด้วยจำนวนผู้ให้บริการกว่า 422 ราย ที่ได้เปิดให้บริการเครือข่าย 3G ในเชิงพาณิชย์แก่ลูกค้ากว่า 530 ล้านรายทั่วโลก ควอลคอมม์จึงมั่นใจว่าเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย 3G เป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับการสื่อสารไร้สายในภายภาคหน้า


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:00:00 น.  

 
*"ดิจิตอล ดีไซน์" เรื่องของไอเดีย กับ เทคโนโลยี

โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th


ผมตกปากรับคำไปร่วมวงสนทนาในต่างแดนของ "ออโตเดสก์" เมื่อไม่นานมานี้โดยที่ไม่ค่อยมีอะไรอยู่ในหัวมากมายนักเกี่ยวกับการออกแบบ โดยเฉพาะการออกแบบที่เป็น "ดิจิตอล" มีวิทยากรมาให้ความรู้พูดคุยกันหลายท่าน

*ออโตเดสก์ เป็นบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงของนักออกแบบ มีผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในหลายแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ออโตแคด, ออโตเดสก์ อินเวนเตอร์, เรวิท, ออโตเดสก์ 3D เม็กซ์ แล้วก็หนึ่งในสุดยอดโปรแกรมแอนิเมชั่นอย่าง ออโตเดสก์ มายา

เอาเป็นว่า ออโตเดสก์ เขามีซอฟต์แวร์เพื่อการออกแบบที่สมบูรณ์ครบวงจร พร้อมที่จะนำมาใช้งานร่วมกันได้ในทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบ ที่สำคัญก็คือ ออโตเดสก์ได้ก้าวข้ามจากยุคของการออกแบบ 2 มิติสู่การออกแบบ 3 มิติสมบูรณ์แบบที่สามารถสร้างแบบจำลองดิจิตอลของชิ้นงานขึ้นมาดูกันได้กระจะๆ ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดกับชิ้นงานนั้นๆ

ผมไม่เคยตระหนักถึงความสำคัญของการออกแบบดิจิตอลมาก่อนจนกระทั่งได้มารับฟังข้อมูลหลายๆ อย่างที่นี่

งานออกแบบที่ผมพูดถึงนี้ เป็นการออกแบบในทุกๆ ด้านนะครับ ตั้งแต่ของใหญ่ อย่างเช่น ตัวอาคาร ท่าเรือเรื่อยไปจนถึงของเล็กๆ อย่างโทรศัพท์มือถือ หรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เป็นต้น ในเชิงธุรกิจนั้นแน่นอน การออกแบบที่เป็นดิจิตอลช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานบนพื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิตอล โมเดลลิ่ง เพราะเร็วกว่า แจ่มชัดกว่า ตัดสินใจได้ง่ายกว่า และแก้ไขได้ง่ายกว่า เพราะทุกคนเห็นในอย่างเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน

แต่การออกแบบที่เป็นดิจิตอล มีประโยชน์มากกว่านั้น ในโลกยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้ ประเด็นหนึ่งที่วิทยากรของ ออโตเดสก์ชี้ให้เห็นก็คือ การออกแบบดิจิตอลสอดคล้องกับสภาวะของโลกยุคใหม่ ธุรกิจหนึ่งๆ สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไหนก็ได้ และสามารถผลิตผลิตภัณฑ์นั้นที่ไหนก็ได้ในโลก ซึ่งเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิต

*ครั้งหนึ่ง โตโยต้า เคยออกแบบรถยนต์ในญี่ปุ่น ขึ้นไลน์การผลิตและผลิตชิ้นส่วนที่นั่นแล้วขนกันมาประกอบในเมืองไทย แต่ตอนนี้หลายรุ่นของโตโยต้า ออกแบบผลิตชิ้นส่วนและประกอบในประเทศไทยได้ทั้งหมด ผลที่ได้ก็คือการเพิ่มส่วนที่เป็นท้องถิ่นและเป็นที่ต้องการเข้าไปในองค์ประกอบที่เป็นสากลได้ ปรับปรุงทุกอย่างให้สอดคล้องกับสภาวะในท้องถิ่นได้มากอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

การออกแบบดิจิตอลยุคใหม่ ไม่เพียงช่วยให้เราประหยัดเวลามากขึ้นเท่านั้น ยังสามารถทำให้เราทดลองหาจุดบกพร่องของชิ้นงานด้วยการใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเข้าไป อย่างเช่น เมื่อเราออกแบบตัวอาคารแห่งหนึ่งแล้วเสร็จ เราสามารถเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับแสงสว่างเข้าไป เพื่อปรับปรุงแก้ไขการออกแบบดังกล่าวให้แสงสว่างตามธรรมชาติเข้าไปในตัวอาคารได้ทั่วถึงมากขึ้น ลดการใช้พลังงานลง เท่ากับว่าการออกแบบดิจิตอลเป็นมิตรกับสภาวะแวดล้อมไปด้วยในตัว

ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นดิจิตอล การออกแบบบนพื้นฐานเทคโนโลยีการสร้างแบบจากข้อมูลอาคาร (บิลดิ้ง อินฟอร์เมชั่น โมเดลลิ่ง-บิม) ดังกล่าวนี้ ยังช่วยเรื่องการคัดเลือกวัสดุ ลดอุปสรรคในการก่อสร้าง ลดของเหลือใช้ และกระทั่งยังสามารถคำนวณหรือบ่งชี้ให้เรารู้ได้เลยว่า เราควรจะซื้อหาวัสดุไหนจากที่ใด เพื่อให้ได้ราคาต่ำที่สุด

การออกแบบที่ดีช่วยลดต้นทุนการผลิตและก่อสร้าง ช่วยเพิ่มคุณค่า เพิ่มราคาให้กับผลิตภัณฑ์ ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผลิตภัณฑ์ที่เราออกแบบ แต่พลังทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่คำตอบสำหรับงานออกแบบทั้งหลาย อย่างน้อยที่สุด เทคโนโลยีก็เป็นเพียงแค่ตัวช่วยเท่านั้น การออกแบบยังจำเป็นต้องพึ่งพาความคิด จินตนาการ จินตนภาพของคนเราอีกด้วย

*นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม ออโตเดสก์จึงให้ความสำคัญและใส่ใจในการสร้างความตระหนัก การรับรู้ในเรื่องของการออกแบบตั้งแต่ยังเยาว์วัย ด้วยโครงการอย่าง เอดูแล็บ ที่เริ่มนำมาใช้ในสิงคโปร์เมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้

เอดูแล็บ เป็นโครงการช่วยเหลือในทางด้านการศึกษาของออโตเดสก์เพื่อช่วยให้นักเรียนระดับมัธยมเรียนรู้ รู้จัก และทำความคุ้นเคยกับโปรแกรมเพื่อการออกแบบของ ออโตเดสก์ กระตุ้นให้พวกเขาคิดค้นและสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบที่เป็นของตนเองออกมา ด้วยการจัดสรรซอฟต์แวร์เพื่อการนี้ให้กับโรงเรียนที่ต้องการจัดทำชั้นเรียนด้านการออกแบบและเทคโนโลยีให้ อาจจะด้วยในราคาที่ต่ำหรือให้เปล่า

ที่โรงเรียนมัธยมวู้ดโกรฟ ในสิงคโปร์ นักเรียนชายหญิงกำลังสนุกสนานกับการใช้งานโปรแกรมเหล่านี้ หนึ่งในจำนวนนั้นใช้มันเพื่อสร้างแอนิเมชั่น ทำเป็นเวอร์ช่วลทัวร์ของโรงเรียนให้แขกผู้มาเยือนได้ดู เด็กๆ ที่เข้าร่วมอยู่ในโครงการนี้จะได้รับมอบหมายให้ไปคิดชิ้นงานชิ้นหนึ่งมาเพื่อผลิตออกมาเป็นชิ้นงานจริงๆ ได้ในที่สุด

ทอม โจเซฟ หัวเรือใหญ่ด้านนี้ของออโตเดสก์ บอกว่า อย่าดูถูกไอเดียของเด็กๆ พวกนี้เด็ดขาด เขาบอกว่า เด็กหญิงรายหนึ่งนั่งมองแม่สวมสลิปเปอร์ใช้ม็อบถูพื้นทุกวัน แล้วก็ได้ไอเดียในการออกแบบใหม่ออกมา นั่นคือการนำเอาพื้นม็อบมารวมเข้ากับสลิปเปอร์ของแม่ กลายเป็น สลิปเปอร์ม็อบ รองเท้าสวมในบ้านที่สามารถถูพื้นไปได้ในตัวตลอดเวลา

ผมถามเขาว่า ทำไมโครงการอย่างนี้ไม่ถูกนำมาใช้ในเมืองไทยบ้าง? คำตอบก็คือ อุปสรรคเรื่องภาษายังคงเป็นปัญหาสำคัญอยู่ครับ แต่ออโตเดสก์ ก็เริ่มโครงการด้านนี้กับมหาวิทยาลัยไปแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งรวมทั้งการถ่ายทอดเอกสารจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย

ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เลวเลยครับ

หน้า 17


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:00:29 น.  

 
*

สายน้ำโขงกับการเปลี่ยนแปลงที่ (กำลังจะ) มาเยือน โดย : ศิริพร โคตะวินนท์

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันนอกเฉียงใต้ ไหลผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม มีความยาวถึง 4,909 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาทิเบตในประเทศจีน ไหลผ่านจีนตอนใต้ พม่า ลาว และไหลเข้าสู่ตอนเหนือของประเทศไทย บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ในเขตอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

อำเภอเชียงแสนเป็นอำเภอชายแดนเล็กๆ ที่แม่น้ำโขงไหลเข้าสู่ประเทศไทยเป็นแห่งแรก เป็นเมืองที่มีลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่น เพราะสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านตามลำน้ำโขงได้ ถึง 4 ประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายพัฒนาเชียงแสนให้เป็นเมืองการค้าชายแดน และมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อรัฐบาลเซ็นสัญญาเปิดเขตการค้าเสรีไทย-จีน (FTA) เมื่อปลายปี พ.ศ. 2546 ความคึกคักเริ่มปรากฏเมื่อมีเรือสินค้าผ่านเข้า-ออกทางท่าเรือเชียงแสนถึงเฉลี่ยเดือนละ 250 ลำและดุลการค้าชายแดนที่สูงขึ้นทุกปี ภายใต้ความคึกของการค้าระหว่างประเทศนี้ อาจจะมีผู้คนไม่มากนักที่จะรู้เรื่องราวของคนท้องถิ่นส่วนหนึ่งที่มีวิถีชีวิตพึ่งพิงและหากินกับสายน้ำโขง เช่น การหาปลา การเก็บขอนไม้ลอยน้ำ และการเก็บไก ซึ่งในช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บไก หากเอ่ยถึง "ไก" หรือสาหร่ายน้ำจืดที่เกิดในแม่น้ำโขง หลายท่านอาจจะไม่คุ้นหูมากหนักหากไม่ใช่คนริมฝั่งโขง บางคนอาจจะได้เคยกินสาหร่ายทะเลที่นำมาทำสาหร่ายแผ่นนำมาใส่แกงจืด และสาหร่ายปรุงรสใส่ซองที่มีขายอยู่ทั่วไปมาบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเรื่องไก สาหร่ายแม่น้ำโขงกัน

*สายๆ ของวันนี้ฉันขี่รถมอเตอร์ไซค์ ไปริมโขงบริเวณ "ปางมอง" แหล่งหาปลาใกล้สามเหลี่ยมทองคำ ชายแดน 3 ประเทศ พม่า ลาว ไทย นัดกับลุงต๋าเอาไว้ว่าจะคุยเรื่อง "ไก" สาหร่ายแม่น้ำโขง ลุงต๋าอาศัยอยู่ในเรือแพ ที่ดัดแปลงมุงหลังคาหญ้าคาคล้ายกระท่อมลอยลำอยู่ริมน้ำโขง ลุงต๋า อุ่นเป่ง วัย 56 ปี เป็นชาวบ้านห้วยเกี๋ยง ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งชุมชนห่างจากจุดนี้ประมาณ 6 กิโลเมตร ลุงต๋า อาศัยอยู่ในเรือและหากินกับสายน้ำโขงมานับ 10 ปี มีอาชีพหาปลาเป็นหลัก นอกจากนั้นยังเป็นพ่อค้ารับซื้อปลาในแม่น้ำโขง และมีรายได้จากการเก็บไม้ลอยน้ำในช่วงหน้าฝน และในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้กำลังเก็บ "ไก" ซึ่งมีให้เก็บปีละครั้ง ในช่วงน้ำโขงเริ่มลดระดับ สายน้ำที่ขุ่นข้นเป็นสีปูน เริ่มใส และเริ่มมีไกให้เก็บ วันนี้สายมากแล้วลุงต๋ากับป้าจ้อยภรรยาคู่ชีวิต ซึ่งออกเก็บไกตั้งแต่เช้าตรู่ ยังไม่กลับเข้าเรือแพ ...........

ระหว่างที่รอลุงต๋าอยู่ในเรือแพนั้น เรือโคลงเคลงตามคลื่นของเรือท่องเที่ยวและเรือสินค้าที่ผ่านไปมาไม่ขาดระยะจนทำให้ฉันเวียนหัว จนต้องหลบไปนั่งอยู่ริมฝั่ง นั่งมองไปที่ฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศ สปป.ลาว ที่บริเวณริมฝั่งกำลังมีการก่อสร้างขนาดใหญ่ มองเห็นลูกกอลฟ์สีทองที่กำลังก่อสร้างได้ครึ่งลูก และรถบรรทุกที่ลำเลียง หินเตรียมสร้างผนังกันตริ่ง มีกองหินที่ระเบิดจากภูเขาที่ไม่ไกลจากบริเวณก่อสร้างมองเห็นอยู่ลิบๆ จากการติดตามข่าวทราบมาว่าบริษัทเอกชนจีนเข้าสัมปทานกับรัฐบาลลาวพื้นที่นับหมื่นไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสนามกอล์ฟ โรงแรมและกาสิโน ตรงข้ามสามเหลี่ยมทองคำ มีความยาวตามลำน้ำโขง 8 กิโลเมตร จนถึงอำเภอเชียงแสน ดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่เกิดขึ้นในบริเวณนี้

ฉันรอลุงต๋าอยู่พักใหญ่.......จนเที่ยงกว่าลุงต๋ากับป้าจ้อยจึงได้แล่นเรือกลับมาพร้อมไกเต็มตะกร้า ก่อนที่จะคุยกันลุงต๋าให้ป้าจ้อยทำอาหารจากไกกินเป็นมื้อเที่ยงกัน วันนี้มีเมนูเลิศรสคือ "เจียวไก" อร่อยสดๆ จากแม่น้ำโขง วิธีการทำก็แสนง่าย หลังจากที่ทำความสะอาดไก ซึ่งต้องทุบๆ เอาเศษดิน เศษหิน เศษหญ้าออก แล้วล้างให้สะอาด ก็นำมาสับๆ หลังจากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันรอให้ร้อนเอาหอมแดงซอยทอดพอเหลืองแล้วก็เอาไกลงผัด จากนั้นก็เติมเกลือปรุงรส และใส่น้ำเปล่าพอให้มีน้ำนิดหน่อยยกลงจากเตารับประทานกับพริกแห้งทอดและดอกสะเดาอร่อยมาก รสชาดออกหวานมัน หลังจากอาหารมื้อเที่ยงฉันก็ได้เริ่มสนทนากับลุงต๋าเรื่องไก

*ลุงต๋าเล่าว่า.........ช่วงนี้ไกเพิ่งเกิด ชาวบ้านจะหาแถวบริเวณเกาะแก่ง เลยสามเหลี่ยมทองคำขึ้นไปถึงในเขตชายแดนพม่าลาว ไก เป็นพืชที่เกิดในน้ำสะอาด น้ำใส มีแสงแดดส่องถึง ระดับความลึกของน้ำประมาณ 50-60 เซ็นติเมตร ถ้าระดับน้ำสูง 1 เมตรขึ้นไปไกจะไม่เกิด เพราะแสงแดดส่องไม่ถึง หรือถ้าน้ำตื้นเกินไป ไกก็จะแห้งตาย นอกจากนี้สภาพความเป็นกรด หรือด่างของน้ำก็มีผลต่อการเกิดไก อย่างเช่น ในช่วงที่ฝนตก น้ำจากลำน้ำสาขาไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้น้ำมีสภาพความเป็นกรด หรือด่าง ไกก็จะตายและหลุดจากหินลอยตามน้ำไป ดังนั้นการเก็บไกแต่ละปีจะได้มากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะระดับน้ำ ปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบนในเขตประเทศจีน จีนควบคุมการเปิด-ปิดของน้ำโดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง น้ำขึ้นลงไม่เป็นธรรมชาติ จึงเป็นอุปสรรคต่อการเก็บไกของชาวบ้านพอสมควรลุงต๋าสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับลำน้ำโขง

ไกในแม่น้ำโขงมี 3 ชนิด เกิดตามหินผาในแม่น้ำ ชนิดแรกเรียกว่า ไกไหม เป็นชนิดที่ลุงต๋าเลือกเก็บเพราะเป็นไกคุณภาพดี รสชาดหวานอร่อยกว่าไกทุกชนิด เกิดในน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ไกชนิดนี้มีความยาว ถึง 20 เมตร ยาวมากเวลาจับจะอ่อนนุ่มลื่นมือเหมือนเส้นไหม ชนิดที่สองเรียกว่า ไกหางหมา เนื่องจากเป็นไกที่ความยาวประมาณ 50 เซ็นติเมตร มีความสั้นกว่าไกทุกชนิด เกิดในน้ำเชี่ยวไหลแรง เวลาจับจะหยาบๆ มือ เหมือนจับแกลบ รสชาดจืด ชนิดสุดท้ายคือ ไกผา ออกตามหินผา มีความยาวประมาณ 90 เซ็นติเมตร เกิดได้ในน้ำเชี่ยวและน้ำเอื่อยๆ เวลาจับจะอ่อนนิ่ม และมีรสชาดจืด เหมือนไกหางหมา ลุงต๋าว่าไกชนิดนี้มีมากแถว อำเภอเชียงของ เพราะมีเกาะแก่งจำนวนมากนั่งเอง

ไก เป็นอาหารท้องถิ่นของคนสองฝากฝั่งโขง การทำอาหารสามารถปรุงสดๆ ทำแกง เจียวไก หรือจะทำเป็นไกแห้ง และนำมาแปรรูปเป็นไกทอด ไกยี ก็อร่อยไม่แพ้กัน ที่สำคัญเป็นอาหารจากธรรมชาติไม่มีสารพิษเจือปน มีให้รับประทานกันปีละครั้ง

ไกที่ลุงต๋าเก็บได้ในแต่ละวัน จะถูกนำมาล้างให้สะอาด และทำเป็นพวงให้ป้าจ้อยนำไปขายพวงละ 20 บาท ที่ตลาดในอำเภอเชียงแสน หากขายไม่หมดก็สามารถเก็บมาทำไกตากแห้งได้ แต่ละวันจะมีรายได้ประมาณ 600 บาท ปีหนึ่งๆ จะมีรายได้จากการเก็บไกประมาณ 10,000 บาท นับว่าเป็นรายได้ที่น่าสนใจเลยทีเดียว ชาวบ้านที่หาไกอยู่ในบริเวณนี้มีประมาณ 30 ครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนที่มีเรือหาปลาในปางมอง เพราะการเก็บไกต้องออกไปเก็บถึงเกาะแก่งในลำน้ำโขง ต้องมีเรือเป็นพาหนะ การเก็บไกส่วนใหญ่จะไปเป็นคู่ สามี ภรรยา เพราะว่างานเก็บไกนี้ผู้หญิงมีความถนัดมากกว่า การเก็บไกจึงเป็นวิถีชีวิต เป็นแหล่งอาชีพเสริม และเป็นอาหารตามธรรมชาติของคนในริมฝั่งแม่น้ำโขงที่มีมายาวนาน

ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดและกำลังจะเกิดขึ้นกับสายน้ำ ในทัศนะของลุงต๋า เป็นสิ่งที่ไม่อาจสามารถหยุดยั้งได้ ทั้งการก่อสร้างเขื่อนในประเทศจีนที่เริ่มมีผลกระทบต่อการหาปลาและการเก็บไกของชาวประมงในลำน้ำโขง เพราะระบบนิเวศแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ระดับน้ำขึ้นลงไม่เป็นปกติ รวมทั้งสารพัดโครงการที่กำลังจะเกิด โดยการสัมปทานของทุนจีนในประเทศ สปป.ลาว ที่จะพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งโขงเป็นแหล่งกาสิโน (ระดับโลก) ถึงวันนั้นลุงต๋านึกถึงภาพแม่น้ำโขงที่จะพุลพล่านไปด้วยเรือและผู้คนลุงต๋าคิดว่าคงจะต้องขึ้นฝั่งไปอยู่บนบกในวัยใกล้ 60 ปีเพื่อหากินกับกับผืนดินอีกครั้ง หลังจากที่หากินกับผืนน้ำมานับ 10 ปี





*หนังสือเชิญร่วมงานเจรจาธุรกิจงาน NAC2008

เรียน ทุกท่าน

ขอเชิญท่านที่สนใจร่วมงาน NAC 2008 ในส่วนของเจรจาธุรกิจ ในวันที่ 25-26 มีนาคม ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตามรายละเอียดแนบค่ะ

ขอแสดงความนับถือ
สุมลวรรรณ
Ms. Sumonwan Sungchuay (สุมลวรรณ สังข์ช่วย)
Business Analyst
Business Development and Biolaw Department
National Center for Genetic Engineering and Biotechnology (BIOTEC)
Tel 02-564-6700 ext 3133
Fax 02-564-6702


ดูหนังสือแนบได้..ที่นี่..


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:00:57 น.  

 
*'ศูนย์พักคนไร้บ้าน (ศูนย์สุวิทย์ วัดหนู)'

โดย : คนไร้บ้าน เมื่อ : 24/03/2008 12:31 PM ถึง เพื่อนมิตรทุกท่าน...

ขอเชิญร่วมในงานเปิดศูนย์คนไร้บ้าน และในวันงานกลุ่มคนไร้บ้าน จะจัดตั้ง 'กองทุนสวัสดิการคนไร้บ้าน' จึงขอให้พี่น้องทุกท่านร่วมนำขวดแก้ว หรือขยะรีไซเคิล รวมสมทบเป็นกองทุนให้กับคนไร้บ้าน

จาก ลุงดำ คนไร้บ้าน

กำหนดการ เปิด 'ศูนย์พักคนไร้บ้าน (ศูนย์สุวิทย์ วัดหนู)'
ณ ศูนย์พักคนไร้บ้าน บางกอกน้อย วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2551

06.30 น. - 09.00 น. ทำบุญเลี้ยงพระ และเจิมป้ายศูนย์พักคนไร้บ้าน
09.45 น. - 10.00 น. กล่าวรายงานความเป็นมา กลุ่มคนไร้บ้าน -โดย นายสุชิน เอี่ยมอินทร์ ผู้ประสานงานกลุ่มคนไร้บ้าน

10.00 น. - 10.20 น. กล่าวรายงานความร่วมมือในการแก้ปัญหาคนไร้บ้าน โดย
* รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
* ปลัดกระทรวงคมนาคม
* ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
* เครือข่ายสลัม 4 ภาค
* กรรมการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย อ.ปฐมฤกษ์ เกตุทัต

10.20 น. - 10.30 น. กล่าวรำลึก และไว้อาลัยคุณสุวิทย์ วัดหนู โดย ครอบครัวคุณสุวิทย์ วัดหนู
10.30 น. - 10.40 น. รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคม กล่าวแสดงความยินดี เนื่องในงานเปิดศูนย์ฯคนไร้บ้าน
10.40 น. - 10.50 น. พิธีเปิดศูนย์คนไร้บ้าน และเปิดร้านค้ากลุ่มคนไร้บ้าน - โดย รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และ ผู้มาร่วมงานทุกท่าน

11.50 น. - 11.00 น. เดินชมศูนย์พักคนไร้บ้าน นิทรรศการ กิจกรรมคนไร้บ้าน

11.00 น. - 12.30 น.
เสวนา 'ก้าวต่อไปของคนไร้บ้าน'
- คุณสุชิน เอี่ยมอินทร์ ผู้ประสานงานกลุ่มคนไร้บ้าน
- คุณประทิน เวคะวากยานนท์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค
- คุณสมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
- คุณพุฒิพงษ์ ปุณกัณฑ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้แทนกรมพัฒนาสังคม และสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
- อาจารย์บุญเลิศ วิเศษปรีชา ดำเนินรายการ

12.30 น. - 14.00 น. รับประทานอาหาร
- รับฟังเพลงคนไร้บ้าน และบทเพลงคนจน จากวงสะเลเต
- ชมการแสดงละครจากสมาชิกกลุ่มคนไร้บ้าน

14.00 น. - 14.20 น. ชมวีดีทัศน์ ฉันคือคน 'คนไร้บ้าน'
14.20 น. - 14.30 น. ดนตรีวงสลัม

14.30 น. - 15.30 น. กิจกรรม รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เนื่องในโอกาสสงกรานต์ -โดย เครือข่ายสลัม 4 ภาค
15.30 น. - 17.00 น. งานวัฒนธรรม โดยวงสะเลเต และวงสลัม

17.00 น. ปิดงาน ด้วยบทเพลงระลึกถึงสุวิทย์ วัดหนู นักสู้ของคนจน ด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพ และความหวัง
สอบถามรายละเอียด
หนุ่ย 089-1337532 ,โด่ง 089-9835015


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:01:38 น.  

 
*ทบทวนทักษิณ

สิ่งที่สมัยรัฐบาลทักษิณเตรียมการฮุบให้ตัวเองและพวกพ้อง

- เอา กฟผ เข้าตลาดหลักทรัพย์ (แต่ทำไม่สำเร็จ ถูก คุณรสนาฟ้องศาลปกครองระงับไว้ได้)
- กระทรวง ICT โดยสรอรรถ กลิ่นประทุม แก้กฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมได้เป็น 49% จาก 25% อ้างต้องการเทคโนโลยีต่างชาติ (พรฎ.ออกวันเสาร์ พอวันจันทร์เทมาเส็กประกาศถือหุ้นชิน 49%)
- แยกการบินไทย เป็น 5 บริษัท เพื่อให้พรรคพวกเข้ามาถือหุ้น

1. นโยบาย บริโภคนิยม ส่งเสริมหนี้ภาคครัวเรือน ฟุ้งเฟ้อ มอมเมาประชาชน และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- กองทุนหมู่บ้าน (ชาวบ้านกู้ไปล้างหนี้นอกระบบและใช้จ่ายบริโภค ถึงเวลาคืนหามาคืนไม่ทันก็กู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยแพงมาคืน หนี้สินก็เลยพอกพูน ล้นพ้นตัว)
- ธนาคารประชาชน (ชาวบ้านกู้ไปใช้จ่ายบริโภค ซื้อโทรศัพท์มือถือ, มอเตอร์ไซค์ เอาไปลงทุน กี่ % ผลสำเร็จเป็นอย่างไร? รู้ๆกันอยู่)
- แปลงสินทรัพย์เป็นทุน (เรียกซะไพเราะ จริงๆมันก็คือ การเอาที่ไปจำนองนั่นแหละ รัฐบาลหลอกประชาชนหน้าโง่อีกแล้ว)
- หวยบนดิน (มอมเมา กระตุ้นกิเลสประชาชน ให้หลงไหลมัวเมาในอบายมุข แทนที่จะสอนให้ทำมาหากิน หลีกหนีห่างจากอบายมุข)
- ออกหวยซื้อหุ้น Liverpool (ของเล่นคนรวย ที่หลอกเอาเงินคนจนไปซื้อ)
- เปิดบ่อนเสรี (มอมเมา กระตุ้นกิเลส ประชาชน ส่งเสริมอบายมุข)
- เปิดเสรีสุรา (หนี้สิน,โรคภัย, เมาแล้วขับ, ข่มขืน, เพื่อน-พ่อแม่-พี่น้อง ฆ่ากันตายเพิ่มขึ้น คือผลที่ได้)
- เอาเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น (เกมสกัดเบียร์ช้าง/มอมเมาประชาชน เปิดทางล่อให้ประชาชนมาต่อต้านแล้วตัวเองจะได้เอา กฟผ เข้าตลาดฯอย่างสะดวก)
- กทม. เมืองแฟชั่น (ฟุ้งเฟ้อ ฟุ้มเฟือย แต่งหวิว สายเดี่ยว เกาะอก ลงเอย หนี้สิน, ข่มขืน)
- ครีมหน้าเด็ง (สอนราชการทำธุรกิจ ให้ประชาชนฟุ้งเฟ้อไร้สาระ)
- บัตรสมาชิก ไทยแลนด์อีลิทการ์ด (จะหลอกเอาเงินคนต่างชาติ แต่เขาไม่โง่)
- Complex Entertainment (อบายมุกครบวงจร)
- Mega Project (งบประมาณ 1.7 ล้าน ล้านบาท ถลุงเงินงบประมาณแผ่นดิน ผันเงินลงระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นให้คนใช้จ่าย ฟุ้งเฟ้อ)
- ส่งเสริมเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ (Bank & Non-Bank กลบเกลื่อนเพื่อให้ออกนโยบายสนับสนุนธุรกิจตัวเอง Capital OK)
- ใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง (ทัวร์นกขมิ้น หลอกหาเสียงโดยสัญญาว่าจะให้ พอเอาเข้าจริงไม่อนุมัติงบ อ้างโครงการไม่จำเป็น)
- โครงการจัดทำ Computer Notebook แจกเด็กอนุบาลและเด็กประถม

* *ความจริงสิ่งที่รัฐควรจัดให้ และชาวบ้านต้องการคือ ทักษะความรู้ ความสามารถ และโอกาสในการทำมาหากิน การอยู่อย่างพอเพียง
ช่องทางในการประกอบอาชีพ-ทำธุรกิจ ทำเงิน ได้ด้วยตนเอง ยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพารัฐและคนอื่นแต่ทักษิณต้องการสร้างกระแสความนิยมทางลัด จึงใช้วิธีสกปรกหลอกลวงชาวบ้านอย่างฉาบฉวยให้รักและศรัทธาตัวเองด้วย"อบายมุข"ที่ชาวบ้านชอบและด้านกุศโลบายที่แยบคายอย่างนี้ไม่เรียกว่า"ชั่ว"แล้วจะเรียกว่าอะไร ไม่จริงใจ แต่หลอกชาวบ้านเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ให้คนมาสนับสนุนตนเองมากๆ เพื่อสร้างฐานอำนาจด้วยวิธีการแบบ"ชั่วๆ"

2. นโยบายสร้างภาพ หาเสียง ฉาบฉวย หลอกลวง และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- พักหนี้เกษตรกร (พักเพื่อให้เกษตรกรก่อหนี้เพิ่ม)
- ปฏิรูปการศึกษา (เปลี่ยนรัฐมนตรีแล้ว 7 คนก็ยังไม่สำเร็จ)
- จัดระเบียบสังคม (ฉาบฉวย สร้างภาพ โดยเฉพาะตุ้ยนุ้ยเครือญาติช่อง3 ออกไปตรวจราชการแต่ละทีหิ้วพริตตี้ตามไปครั้งละ2-3คน)
- ผู้ว่า CEO (สถานะภาพเป็น รัฐบาลหุ่น เชิดได้ คิดเองไม่เป็น รอคำสั่งโง่ๆอย่างเดียว)
- ปราบปรามผู้มีอิทธิพล (เพื่อให้ตัวเองและเครือญาติ พวกพ้อง มีอิทธิพลเพียงกลุ่มเดียว)
- ลงทะเบียนคนจน (รอไปเรื่อยๆก่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังจนอยู่ ทักษิณเคยตอบคำถามเสนาะ เทียนทอง ว่ายังไม่รู้เลยพี่ว่าลงทะเบียนแล้วจะทำอย่างไรต่อโถ่พี่ แค่พูดออกไปแค่นี้ก็แย่งคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นกองแล้ว)
- ส่ง 23 รมต. แก้ปัญหาภาคใต้ (แต่ไม่มีใครไป)
- ไปนอนวัดที่ จ.ปัตตานี (พร้อมทหารคุ้มกัน 1 กองพัน)
- ไปนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ (นโยบายสร้างภาพ อาบน้ำนุ่งผ้าขาวม้าให้ถ่ายรูป)
- จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 % ภายในตุลาคม 2548 (ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ สุริยะฯ)
- ทำกับข้าวโชว์, กินไก่โชว์ (นโยบายสร้างภาพ เอาใจซีพีนายทุนใหญ่)
- ปล่อยข่าวตั้งจังหวัดสุวรรณภูมิเป็นจังหวัดที่ 77 (เพื่อให้ที่ดินราคาขึ้นพรรคพวกจะได้ขายมีราคา)
- ออกนโยบายชักดาบ (ทำแฮร์คัทให้รากหญ้าที่มีหนี้ไม่เกิน 2 แสนบาท-สงเสริมคนด้วยวิธีผิดๆ)

3. นโยบายเพ้อฝัน และการกระทำสิ้นคิดของ นายก และคนในสมัยรัฐบาลทักษิณ
- เปิดบ่อนเสรี
- ซื้อหุ้น Liverpool
- เปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง (ทำให้น้ำและดินเน่าเสีย)
- สร้างคอนโดเป็นบ้านพักคนชรา (ให้อาศัยอยู่ห้องทึบในตึกสูง)
- ตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน (แหล่งโบราญสถาน)
- สส.รัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
- โภคินนั่งเก้าอี้ ประธานรัฐสภา ยกมือเลือกนายก (ไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลาง)
- ทักษิณ เป็นประธานประกอบพิธีศาสนา ในพระอุโบสถวัดพระแก้ว (ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงประธานต้องเป็นกษัตริย์ เท่านั้น )
- ประชุม ครม. บนรถไฟ (ไปเที่ยว)
- ประชุม ครม. บนประสาทพนมรุ้ง และนั่งช้างสร้างบารมี (ตามคำแนะนำของหมอผีเชื้อสายเขมร ชื่อพม่า)
- ยึดและฟ้องผู้ทำสติกเกอร์ “ยิ่งรวยยิ่งโกง” (อ้างหมิ่นฯ โยนผิดให้ฝ่ายค้าน)
- กำหนดแบ่ง Zone พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น 3ระดับ (3 สี แดง, เขียว, เหลือง)
- ย้าย 3 ข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายขายลำไย ไปประจำใน 3 จังหวัดภาคใต้
- ติด UBC 3 จังหวัดภาคใต้
- เปลี่ยนเพลงชาติไทยใหม่ มีให้เลือก 6 แบบ (แต่งโดยแกรมมี่)
- พานทองแท้ลอกโพยข้อสอบที่ ม.ราม
- นโยบายให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาพักร้อนไปเที่ยวในวันทำงาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (สนับสนุนให้ข้าราชการ ทิ้งงานไปเที่ยว)
- แย่งน้ำที่ขาดแคลนจากภาคเกษตร ไปให้ภาคอุตสาหกรรมที่ จ.ระยอง
- ปิดถนนแข่งรถซิ่ง - ให้ไปซิ่งแข่งกันในสนามแข่ง (นโยบายนายวัฒนา เมืองสุข ลูกเขยซีพี)
- โครงการ อาชีวะปราบขอทาน
- นโยบายปิดปอเนาะทั่วประเทศ
- ประธาน สว. สุชนฯ จะฟ้องประชาชน ที่วิจารณ์การแต่งตั้งผู้ว่า สตง. (คนลืมตัว เหมือนวัวลืมตีน)
- เปลี่ยนสนามบินดอนเมือง เป็นสนามเทนนิส
ใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 4 ลำ บินไล่นก ตอนนายกทดสอบนำครื่องลงสนามบิน สุวรรณภูมิ ในรูปแบบพิธีเปิดสนามบินที่ยิ่งใหญ่ (ขี่ช้างจับยุง)
- ต่ออายุน้องเขย "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" เป็นปลัดยุติธรรมเป็นครั้งที่ 3
- นโยบายควบคุมการทำโพล ก่อนทำต้องขออนุญาต สนง สถิติ ล่วงหน้า 5 วัน
- นายกฟ้องนายสนธิเรื่องนำคำเทศนาหลวงตาบัวมาเผยแพร่ว่าตนเป็นเทวทัต แต่บอกไม่ฟ้องหลวงตาบัว เพราะนายกเมตตาพระหลวงตาบัว
- ขัดขวางไม่ให้ กทม. จัดสร้างส่วนต่อเชื่อมรถไฟฟ้าไปฝั่งธนบุรี (กลัวประชาธิปัตย์ได้หน้า)
- ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ สนามบินสุวรรณภูมิ (ให้สิงคโปร์เช่า)

4. ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต
- คดีซุกหุ้น (โอนให้คนรับใช้ คนขับรถ)
- ค่าโง่ทางด่วน
- ค่าโง่ ITV
- บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
- โครงการรับจำนำข้าว
- โครงการรับซื้อลำไย
- โครงการโคล้านตัว
- โครงการแจกต้นกล้ายาง
- เครื่องตรวจระเบิด CTX
- ที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ
- โครงการย้ายที่ตั้งรัฐสภาไปรังสิต (บ.ไทยเมล่อน ที่ดินของปองพล อดิเรกสาร)
- จัดตั้งนครสุวรรณภูมิ (จังหวัดที่ 77) เลียนแบบ สิงค์โปร, ฮ่องกง (เพิ่มมูลค่าที่ดินให้พวกพ้องและหลอกขายให้ชาวบ้าน)
- สายรัดข้อมือ “เรารักในหลวง” ขายหมดแล้ว แต่ไม่มีเจ้าภาพ มีแต่ข่าวนายกโฆษณา ไม่มีข่าวการถวายเงิน
- ขายหุ้นไม่เสียภาษี 73000 ล้านบาท

5. เหตุการณ์ และคดีที่มีเงื่อนงำ และเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล
- ชิปปิ้งหมูถูกฆ่าตาย (ออกมาเปิดเผยการนำเข้าอุปกรณ์ดาวเทียมไทยคมอย่างผิดกฎหมายโดยการเลี่ยงภาษี)
- ธค. 45 ตำรวจทุบตีทำร้ายผู้ชุมนุมคัดค้าน โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ซึ่งกำลังละหมาด
- มิย. 44 ช่วงคดีซุกหุ้น นายกสร้างภาพ ให้เกียรติร่วมวงอาหารพื้นบ้านกับสมัชชาคนจนหน้าทำเนียบ
- มค. 46 สั่งตัดน้ำตัดไฟ ห้ามชุมนุม และรื้อหมู่บ้านแม่มูลมั่นยืนหน้าทำเนียบ สมัชชาคนจนถูกขับไล่เหมือนหมู เหมือนหมา
- ตค. 46 เจ้าหน้าที่ 2000 นายพร้อมอาวุธครบมือ สลายการชุมนุมของคนจนไร้ที่ทำกินที่ จ.กระบี่
- บิดพลิ้ว และบิดเบือน ผลการศึกษาผลกระทบกรณีเขื่อนปากมูล ของ ม.อุบลราชธานี
- อุ้มทนายสมชาย นีละไพจิต
- กรือเซะ, ตากใบ
- ฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด 2500 กว่าศพ
- ตำรวจบุกทุบทำลายบ้านฉลอง เรี่ยวแรง (ก่อนวันสอบซ่อม สส. นนทบุรี)
- จับยาบ้าผิดตัว ตำรวจบุกยิงถล่มชาวบ้านอยุธยา (บ้าน/ตู้เย็น พรุ่นทั้งหลัง จนมีคนได้ฉายา ยุทธตู้เย็น)
- ข้อสอบ Ent. รั่ว (ก่อนอุ้งอิ๋งติดจุฬาฯ)
- คุณหญิงพจมาน ชินวัตร กว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่ ทั้งใน กทม.(แถวศูนย์วัฒนธรรม) และต่างจังหวัด
- นายนิธินันท์ หรือ ลัทธพล ออกมาแฉทุจริตที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ กลับไปกลับมา
- รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิแตกร้าว
- สั่งซื้อคอมพิวเตอร์ 250,000 เครื่องแจกโรงเรียนทั่วประเทศ แฝงวาระซ่อนเร้นการเชื่อมอินเตอร์เน็ตผ่าน IP Star ของบริษัทตัวเอง

6. การระเมิดสิทธิเสรีภาพ
- รัฐบาลคุกคาม แทรกแซงการเสนอข่าวของสื่อมวลชน
- ปลด 23 พนักงาน ITV (หลังจากชินคอร์ปเข้าบริหาร)
- บังคับให้ สส.กลุ่มวังน้ำเย็นถอนชื่อ การคัดค้านเสนอผู้ว่า สตง.
- งัดห้องทำงานผู้ว่า สตง. (คุณหญิงจารุวรรณฯ)
- สั่งปิดวิทยุชุมชนที่วิจารณ์รัฐบาล (อ้างคลื่นรบกวนเครื่องบิน)
- ถอดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น (นายกทุบกระจกเงาตัวเอง)
- ทักษิณฯ ฟ้อง สนธิฯ 500 ล้านบาท ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
(ไอ้โม่งที่ปิดรายการเมืองไทยฯ ตัวจริงโผล่ เป็นการยอมรับว่าตัวเองคือลูกแกะหลงทาง)
- ทักษิณฯ ฟ้อง นสพ. ผู้จัดการ 500 ล้านบาท ฐานนำคำเทศน์ของหลวงตาบัว มาลงตีพิมพ์
(ศิษย์เนรคุณ ฟ้องคำสอนพระอาจารย์ ไม่กล้าฟ้องหลวงตาบัว แต่ฟ้องหนังสือพิมพ์แทน)

7. ด้านเศรษฐกิจ / ตลาดหุ้น
- คลังฮุบหุ้น TPI (บริษัทสุดท้ายที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำกิจการปูน และโรงกลั่นน้ำมัน) เมื่อประชัยไปถามนายสุชาติ เชาว์วิศิษฎ์ เขาตอบว่า "My boss want it"
- หลอกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายสมบัติชาติ แอบแบ่งหุ้นให้พรรคพวก และต่างชาติแต่รัฐยังเป็นเจ้าของและแทรกแซงได้เหมือนเดิม เช่น การบินไทย, ปตท.,อสมท.,
กฟผ., กสท., TOT
- รัฐพยายามหาทางเอาเงินประชาชน กบข. (ราชการ) กองทุนประกันสังคม, กบช.(เอกชน) ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆอย่างฟุ่มเฟือย
- GMM แกรมมี่ และคนในรัฐบาลซื้อหุ้น นสพ. การเมือง 5 ฉบับ (มติชน, ข่าวสด,ประชาชาติธุรกิจ, Bangkok Post, Post Today) พร้อมกัน โดยไม่สมเหตุ

สมผลและฟังไม่ขึ้น ส่อเจตนาเข้ามายึดครอง)

8. ด้านกฎหมาย / อำนาจนิยม ที่ส่อเจตนาทุจริต และสร้างฐานอำนาจ เพื่อผลประโยชน์
- แต่งตั้ง ญาติ พี่น้อง เพื่อน พรรคพวก ดำรงตำแหน่งในหน่วยราชการ การเมือง ตำรวจ ทหาร เพื่อรวบอำนาจบริหาร – ปกครอง
- แทรกแซงองค์กรอิสระ ด้วยวิธี ดูด, ดึง, ซื้อ, ส่งคนเข้าไปคุม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลปกครอง, กลต., ปปง., ปปช., คตง., สว.(บางส่วน)
- แทรกแซงสถาบันสงฆ์ (ออก พรก.แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชโดยพละการ)
- สนามกอล์ฟอัลไพน์ บนที่ดินวัด และพรบ.ปฏิรูปจัดระเบียบที่ดินวัดทั่วประเทศ (คือที่มาของการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช)
- ศาลรัฐธรรมนูญ และประธาน สว. แทรกแซงและแต่งตั้งผู้ว่า สตง. คนใหม่อย่างมีเงื่อนงำ และไม่มีเหตุผลสมควร
- การสรรหา กสช. และ กทช. ไม่โปรงใส
- พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถูกตีกลับเพราะยังมีความขัดแย้งกลั่นกลองยังไม่ดีก็ส่งเรื่องให้คณะองคมนตรีพิจารณา (พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรง

ลงประปรมาภิไธย)
- พระราชกฤษฎีกา ให้เงินบำเหน็จบำนาญ สส. และ สว. (ชงเองกินเอง ทั้งๆที่ประชาชนไม่เห็นด้วย)
- ออก พระราชกำหนด สรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อผลประโยชน์ และกีดกันคู่แข่งทางธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ (AIS)
- ออก พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ
- โผทหารของนายก และ การลงนามแต่งตั้งช้ากว่าปกติ ถึง 22 วัน (มีปัญหาตำแหน่ง ผบ.ทอ.ที่นายกส่งชื่อนายทหารที่พัวพันกับการซ่อมเฮลิคอปเตอร์อย่างไม่โปร่ง

ใส และนัดกันไปตีกอล์ฟฉลองก่อนการประกาศแต่งตั้ง)
- ต่ออายุราชการให้กับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องเขยนายก ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นครั้งที่ 3

9. ปัญหา บ้านเมือง
- ระเบิด และคนถูกฆ่า ใน 3 จังหวัดภาคใต้ (ที่เปลี่ยน แม่ทัพ, ผอ., ผู้กำกับ, รมต., รองนายก แล้วหลายคน แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีสักทีจึงแก้ปัญหาไม่ได้)
- ราคาน้ำมันแพงเกินเหตุ (ประชาชนจนลง แต่ ปตท. กำไรปีละเป็นแสนล้าน หากินบนคราบน้ำตาประชาชน นี่คือผลของการเข้าตลาดฯที่ต้องสร้างกำไรสูงสุดให้ผู้

ถือหุ้น โดยยอมละทิ้งประชาชน)
- เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนถูกสอนให้ กู้เงิน ใช้เงิน แต่ไม่เน้นให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ และประหยัดในแบบ เศรษฐกิจพอเพียง)
- ไม่มีระบบตรวจสอบ และ คานอำนาจรัฐบาล (ฝ่ายค้าน, องค์กรอิสระ เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้)
- รมต. ก่อนจะรับ หรือพ้นตำแหน่ง ไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนรู้เหมือนเมื่อก่อน
- ปัญหาสังคม, ครอบครัว, บัตรเครดิตเต็มเมือง, ประชาชนเป็นหนี้ท่วมตัว, ตกงาน, อาชญากรรม, จี้, ปล้น, การพนัน, โรคจิต, ทิ้งเด็ก, รถซิ่ง, นักเรียนตีกัน, ขายตัว,

ส่วยตำรวจ

10. สิ่งที่ทักษิณซื้อ
- บุคคล และองค์กร เช่น ข้าราชการ, สส., สว., พรรคการเมือง, องค์กรอิสระ, นักวิชาการ, สื่อมวลชน, ประชาชน, วัง, ประเทศไทย

ธุรกิจ เช่น
- สัมปทานโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ (บ. AIS)
- ดาวเทียมไทยคม, IP Star (บ. ชินแซคฯ)
- อินเตอร์เนท (บ. CS Loxinfo)
- สายการบิน (AIR ASIA)
- สถานีโทรทัศน์ (ITV)
- มหาวิทยาลัย (ม.ชินวัตร)
- โรงพยาบาล (พญาไท)
- ธนาคาร (Non-Bank Capital OK)
- บริษัทโฆษณา
- ฯลฯ

11. คำพูด คำสัญญา ที่ไม่เป็นจริง
- ผมจะแก้ปัญหาจราจรให้ได้ภายใน 6 เดือน
- ถ้าเป็นรัฐบาล จะแก้กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ
- ผมจะทำ GDP ให้โต 8%
- จะปราบคอรัปชั่น
- จะปกป้องโชว์ห่วยไทย (แต่กลับปล่อยให้โลตัสขยายสาขาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ปัจจุบันมี 370 สาขา-มากเป็นอันดับ2ของโลกรองจากประเทศแม่คืออังกฤษเท่านั้น)
- จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 % ภายในตุลาคม 2548 (ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ สุริยะฯ)
- โครงการย้ายที่ตั้งรัฐสภาไปรังสิต (บ.ไทยเมล่อน)
- โครงการย้ายส่วนราชการ ไป จ.นครนายก

12. พฤติกรรมส่อเจตนาและหมิ่นเหม่พระราชอำนาจในสมัยรัฐบาลทักษิณโดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
- ยื่นแต่งตั้ง ผู้ว่า ส.ต.ง. คนใหม่ โดยไม่สนใจคนเก่า (คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา) ที่ยังอยู่ในอำนาจอยู่ (แต่ในหลวงไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย)
- สุชนไม่ยอมลาออก แถมดื้อดึงเป็น ปธ วุฒิสภาต่อ เมื่อยื่นเสนอแต่งตั้งผู้ว่า สตง. ครบ 90 วัน เมื่อ 10 กันยายน 2548 (และยังไม่มีพระราชโองการแต่งตั้งลงมา)
- ยื่นแต่งตั้ง ผบ.ทอ. ที่ ผู้ว่า ส.ต.ง. ชี้มูลทุจริตเรื่องซ่อมเฮลิคอปเตอร์
- ทำบุญประเทศไทยในสถานที่ของเชื้อพระวงศ์
- ฆราวาสโดยนายวิษณุเซ็นแต่งตั้งรักษการพระสังฆราชเองโดยพลการ ทั้งที่ต้องเป็นพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- บินทดสอบสนามบินสุวรรณภูมิ 29 กันยายน 48 อ้างทำ Flight Check แต่มีการแจกของชำร่วย
- ไม่ไปรับเสด็จ สมเด็จราชินี, สมเด็จพระเทพ, ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ตอนเสด็จแปรพระราชฐานไปตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ วันที่ 26 กันยายน 2548 (นายกอยู่ภาค

เหนือคุยกับมาดามอู๋อี๋ ทั้งที่มีรองนายกคอยต้อนรับ)
- ไม่ไปรับเสร็จ สมเด็จพระเทพ ตอนเสร็จพระราชทานเพลิงศพ นาวิกโยธิน 2 นายที่ภาคใต้ (นายกเตรียมการบินเปิดสุวรรณภูมิ)
- ไม่ไปถวายพระพรสมเด็จพระสัฆราชเนื่องในวันประสูติ 3 ตุลาคม 2548
- ไม่ต่ออายุ ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์(ผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท) บอกว่าถ้าจะต่อต้องไปอยู่ที่อื่น แต่ทีน้องเขยตัวเองต่ออายุให้เป็นครั้งที่ 3 ตำแหน่งปลัด ยธ
- บังอาจถวายบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคให้ในหลวง จนในหลวงต้องบอกว่าไม่เป็นไร ลูกสาวเราก็เป็นข้าราชการใช้สิทธิ์เบิกได้

13. วีรกรรม และคำคม
-"...ผมไม่ต้องการอะไรจากประเทศไทยอีกเเล้ว...ผมได้มามากแล้ว...ผมพอเเล้ว...ผมจะคืนให้ประเทศชาติบ้าง"
-"คนรวย ไม่โกง" "รวยแล้วไม่โกง"
- ด่านักวิชาการที่ให้คำแนะนำรัฐบาล "พวกขาประจำ"
- ด่าวิชาชีพทนาย
- ด่า UNSCR กลางที่ประชุมสหประชาชาติ (ห้ามยุ่งกับปัญหาภาคใต้ไทย)
- “UN ไม่ใช่พ่อ”
- “พวกนี้มันโจรกระจอก”
- "ผมรู้แล้วครับ" "รู้ตัวหมดแล้ว" "ตอนนี้กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด" "ผมจัดการได้" "ไม่นาน ๆ รอหน่อย" "ไม่เกิน 3 เดือน" "ตอนนี้กำลังปรับแผน" (กรณีโจรใต้วาง

ระเบิดป่วน)
- “เป็นทหารปล่อยให้เขาปล้นปืนได้ ก็สมควรตายแล้ว” (กรณีปล้นปืนทหาร 4 ม.ค. 47)
- "ทุกคนทำตามหน้าที่ไปเลย ผมรับผิดชอบเอง อันนี้ไม่ต้องห่วง ผมขอรับผิดชอบเอง" นักข่าวถามต่อ รับผิดชอบอย่างไรค่ะท่าน "เออ รับผิดชอบโดยการที่

ประชาชนไม่ต้องเลือกผม ถ้าผมทำไม่ดีคราวหน้าประชาชนก็ไม่ต้องเลือกผม"
- “ไม่ต้องตกใจ มันแค่โรคอหิวาระบาด” (ปัญหาไข้หวัดนก)
- “เป็นพระอยู่ส่วนพระ ไม่สมควรพูดเรื่องการเมือง ถ้าพูดก็ไม่สมควรเรียกว่าพระ”
- “แม'ง...ไอ้พวกนักวิชาการก็เอาแต่ติ”
- “พูดเรื่องพระราชอำนาจ ระวังเหาจะกินหัว”
-“ อุ๊ย อันนี้ท่านเมตตาผมมาก่อนเยอะเลย เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเมตตาท่าน เป็นธรรมดา” (กรณีหลวงตาบัว)
-“ถ้ารู้สำนึกผิดเมื่อไหร่ให้มาบอก จะให้อภัย” (กรณีฟ้องสนธิ)
- “จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เราต้องดูแลเป็นพิเศษ ต้องเอาเวลาไปจังหวัดที่เราได้รับความไว้วางใจมากเป็นพิเศษ จังหวัดที่ไว้วางใจเราน้อยต้องเอาไว้ทีหลัง”

(กรณีแพ้เลือกตั้งซ่อม สส. ที่ จ.พิจิตร และ จ.อุทัยธานี 30 ตค. 48) (ประเทศไทย และภาษีประชาชนเป็นของ
นายกแล้วหรือ?)
-“ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและไปร้องเรียนกับตำรวจ แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ ตอนนี้หากไปบอกว่าเป็นสมาชิกพรรค ทรท.ตำรวจรีบรับแจ้งความเลย”
- "พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ดาวพุธโคจรถอยหลัง"
-"เอะอะก็หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่ ถ้านายกฯไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี"
-นักข่าวถาม : ท่านขายหุ้นได้เงินมามาก แต่ไม่เสียภาษีเลย ทักษิณตอบ : "อิจฉา อะดิ"
-"ยกเว้นพระเจ้าอยู่หัว กระซิบข้างหูว่าทักษิณลาออกเถอะเท่านั้นจะกราบพระบาทลาออกแน่นอน"
-"ผมเป็นนายกฯ พระราชทานอยู่แล้ว ถ้าผมได้รับเลือกตั้ง พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว"
-"โผทหารที่นายกฯ เซ็นแล้ว ใครจะกล้าเปลี่ยน"
-"ไม่มี้ ขายเขยอะไรกัน ไปคราวนี้ไปเที่ยว ไปชอปปิ้ง" (กลับจากสิงคโปร์พร้อมครอบครัวหลังปีใหม่ วันที่ 3 มราคม กรณีขายหุ้นชินให้เทมาเส็ก)
-"โถ่ ผมตัวเบ่อเร่อเท่อ ไม่ตรงไปตรงมาได้ยังไง ต้องทำตรงไปตรงมาอยู่แล้ว" (ขายหุ้นชิน)
-"ลาออกเหรอ รอชาติหน้าสายๆเถอะ"
-"ผมจะไม่ยุบสภา ถ้ายุบก็เท่ากับทรยศประชาชน" (สุดท้ายก็ต้องยุบสภา)
-"ครั้งนี้ต้องขอบคุณลูกๆ ที่เขาสงสารพ่อ กลัวพ่อจะถูกกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน"
- "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญคือใคร" "...วันนี้ผมเจ็บขา..." "...เอาไว้เดี๋ยวจะร้องเพลงให้ฟัง..." "..พอแล้ว สมานฉันท์ได้แล้ว.."
-"Enough is enough"

14. พรรคพวก ลิ่วล้อ ลูกสมุน บริวาร
ญาติพี่น้อง – เพื่อนฝูง – คนใกล้ชิดครอบครัว
- พจมาน ชินวัตร, เยาวเรศ ชินวัตร, เยาวภา-สมชาย วงศ์สวัสดิ์, สุชน ชาลีเครือ, ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, ชิดชัย วรรณสถิตย์, คงศักดิ์ วันทนา, เนวิน ชิดชอบ,

ยงยุทธ ติยไพรัช
ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์จาก บ.เครือชินคอร์ป และ บ. AIS
- สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, พงษ์ศักดิ์ รัตนพงษ์ไพศาล, สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, บุญคลี ปลั่งศิริ
นักการเมืองลูกหม้อเก่าจากพรรคพลังธรรม
- สุดารัตน์ เกยุราพันธ์, สุธรรม แสงปทุม, จำลอง ศรีเมือง
นักการเมือง กลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองที่ดูดซื้อมา
- ความหวังใหม่ (ชวลิต ยงใจยุทธ), เสรีธรรม (พินิจ จารุสมบัติ), ชาติพัฒนา (สุวัจน์ ลิปตพัลลภ), เนวิน ชิดชอบ, สมชาย คุณปลื้ม, สมศักดิ์ เทพสุทิน,
ผู้มีอุปการะ คุณ ผู้สนับสนุน พรรคไทยลักไทย
- สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อดิศัย โพธารามิก, ประชา มาลีนนท์, วัฒนา เมืองสุข, ประยุทธ มหากิจศิริ
ผู้มีพระคุณ บุญคุณอย่างสูง
- ทนง พิทยะ, ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์
นักวิชาการ และ สส.ขายตัว (คนเก่ง ที่เงินซื้อได้ คือ คนขายอุดมการณ์ ไม่ใช่คนดีจริง)
- ดร.วิษณุ เครืองาม, โภคิน พลกุล, ดร.ธงทอง จันทรางศุ, ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, จักรภพ เพ็ญแข, ตุ่น จินตเวช

15. ทฤษฎีคานอำนาจ ที่ลิ่วล้อทักษิณใช้ (เพื่อแก้ปัญหาแต่สร้างความแตกแยกมากขึ้น)
- สร้างกลุ่มวังบัวบานของเจ๊แดงน้องสาว มาคานอำนาจกับ กลุ่มวังน้ำเย็นของเสนาะเทียนทอง
- สร้างม็อบจตุจักร มาคานอำนาจ ม็อบของสนธิ ลิ้มทองกุล
- สร้างม็อบพีทีวี มาคานอำนาจ ม็อบเอเอสทีวี
- สร้างรายการสมัคร-ดุสิต คิดตามวัน มาคานอำนาจกับรายการ เมืองไทยรายวัน ของสนธิ ลิ้มทองกุล
- สร้างเว็ป ไฮ-ทักษิณ มาคานอำนาจกับ เว็บที่ต่อต้านทักษิณ

16. คนมีอุดมการณ์ แต่ถูกกลั่นแกล้ง และอยู่ในรัฐบาลไม่ได้
- ดร.เกษม วัฒนะชัย (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับเข้าเป็นองคมนตรี)
- นายพลากร สุวรรณรัตน์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับเข้าเป็นองคมนตรี)
- ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
- นายวิโรจน์ นวลแข

17. (**ข้อนี้สำคัญเลย) สิ่งที่เผด็จการ-ทรราชทั้งหลายกลัว และรวมถึงทรราชทักษิณก็กลัวด้วยเช่นกัน
- กลัวประชาชนรู้ทันเล่ห์ตนเอง ทรราชจึงต้องป้อนขนมลูกกวาดผสมเฮโรอีน(ยาเสพติด)ให้ชาวบ้านและประชาชนกิน จะได้ติดและหลงไหลมัวเมา คือ โครงการ

ประชานิยม ให้ฟรี กินฟรี พักหนี้ เล่นหวย(อบายมุข) กู้เงิน จะได้ไม่มีชาวบ้านมาสนใจหรือตามทันเล่ห์ของตนเอง
- กลัวประชาชนลุกฮือต่อต้าน ทรราชจึงต้องมอมเมาชาวบ้าน(ด้วยประชานิยม) และส่งคนไปแทรกแซง-บล็อกอำนาจสำคัญๆในประเทศไว้

ท้ายนี้หวังว่าผู้ที่มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นายกทักษิณ จะได้ตอบ ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จต่อไป หากตอบไม่ได้ ไม่ชัดเจน หรือไม่ตอบ ไม่แก้ไข

และเมื่อคำถามมีมากขึ้น เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน

ผู้รวบรวม อดีตนักศึกษา 3 สถาบัน (RIT, KMITL, AIT) ผ่านศึกมาแล้ว 3 สังเวียน
- 14 ตุลา 16
- 6 ตุลา 19
- พฤษภาทมิฬ 35

บทสรุปสุดท้ายของทรราช คือ ถูกรัฐประหารต้องออกไปอยู่นอกประเทศ และกำลังหาทางกลับโดยใช้เล่ห์สมานฉันท์ และแทรกแซงการเลือกตั้งให้พรรคนอมินีตน
เองชนะจะได้ครอบงำอำนาจอีกครั้งเพื่อหวังผลให้ได้กลับเข้ามาเช็คบิลคนที่สร้างบาดแผลให้ตนเอง
ลืมไม่ลง แม้เป็นอัลไซเมอร์ ก็ลืมไม่ลง



โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:02:20 น.  

 
*สรุปเวนคืน 1,100 แปลง / บ้าน 780 หลัง ผุดสายสีน้ำเงิน --ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 10 - 12 ม.ค. 2551
รฟม.สรุปยอดเวนคืนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เป็นที่ดิน 1,100 แปลง 184 ไร่ 3 งาน และอาคารบ้านเรือนอีก 780 หลัง วงเงินลงทุนรวม 75,318 ล้านบาท เผยจุดเวนคืนหลักอยู่ที่ สถานีวัดมังกรฯ สถานีวังบูรพา สถานีสนามไชย สถานีอิสรภาพ และที่ดินว่างเปล่าในซอยเพชรเกษม 48 พร้อมเปิด 8 จุดเป็นสถานีร่วมระบบรถไฟฟ้า เร่งสรุปรายงานเสนอกระทรวงคมนาคม เตรียมรอชงสภาพัฒน์ –รัฐบาลชุดใหม่ชี้ชะตา
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผย 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากที่ รฟม. ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา BMTC เพื่อศึกษาวิเคราะห์โครงการ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ออกแบบรายละเอียด สำหรับโครงสร้างยกระดับ ออกแบบกรอบรายละเอียดสำหรับโครงสร้างใต้ดิน พร้อมทั้งจัดทำเอกสารประกวดราคา โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 27 กิโลเมตร นั้น ขณะนี้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะส่งรายงานผลการศึกษา ตาม พ.ร.บ.ว่า ด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา เพื่อส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ให้พิจารณาเรื่องของรูปแบบการร่วมทุนที่เหมาะสม โดย รฟม.ได้สรุปลการศึกษาว่า แนวทางการลงทุนที่เหมาะสม คือ แนวทางการให้เอกชนเข้าร่วมทุนในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) คือ ให้เกชนเข้ามาร่วมลงทุนในส่วนของการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้า และเดินรถ เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ
ในขณะเดียวกัน รฟม. ก็จะรายงานผลการประเมินวงเงินลงทุนทั้งในส่วนของค่าก่อสร้าง ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้กระทรวงคมนาคม รับทราบ และเตรียมรายงานผลสรุปเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อรอเสนอต่อให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาเพื่อขออนุมัติดำเนินการก่อสร้างต่อไปด้วย นายประภัสร์กล่าว สำหรับ แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนต่อขยายด้านใต้ ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทางทั้งสิ้น 14 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งเป็นโครงสร้างอุโมงค์ 5 กม. และโครงสร้างยกระดับอีก 9 กม. โดยแนวเส้นทางจะเริ่มต้นจากสถานีหัวลำโพง ที่มีอยู่เดิม และเป็นเส้นทางใต้ดินในถนนพระราม 4 วิ่งเข้าสู่ถนนเจริญกรุงผ่านวัดมังกรกมลาวาส ผ่านวังบูรพา เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสนามไชย ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองตลาด ลอดใต้คลองบางกอกใหญ่ ถนนอิสรภาพ จากนั้นจะยกระดับเพื่อวิ่งเข้าสู่สี่แยกท่าพระ และวิ่งไปตามถนนเพชรเกษม ผ่านบางไผ่ บางหว้า ภาษีเจริญ และไปสิ้นสุดแนวเส้นทางที่วงแหวนรอบนอก (ถนนกาญจนาภิเษก)
อย่างไรก็ดีตลอดแนวเส้นทาง มีทั้งสิ้น 11 สถานี ประกอบด้วย สถานีใต้ดิน 4 สถานี ได้แก่ สถานี สถานีหัวลำโพง ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง, สถานีวัดมังกรฯ ตั้งอยู่บริเวณซอยเจริญกรุง 16 (ซอยอิสรานุภาพ), สถานีวังบูรพา ตั้งอยู่บริเวณแยกสามยอด, สถานีสนามไชย ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนวัดราชบพิธ และสถานีอิสรภาพ ตั้งอยู่บริเวณซอยอิสรภาพ 34 (วัดราชสิทธาราม) ส่วนสถานียกระดับ จะมีอยู่จำนวน 7 สถานี ประกอบด้วย สถานีท่าพระ ตั้งอยู่บริเวณแยกท่าพระ, สถานีบางไผ่ ตั้งอยู่บริเวณโรงพยาบาลบางไผ่, สถานีบางหว้า ตั้งอยู่ระหว่างจุดตัดถนนเพชรเกษม-ราชพฤกษ์,สถานีเพชรเกษม 48 ตั้งอยู่บริเวณซอยเพชรเกษม 48, สถานีภาษีเจริญ ตั้งอยู่ที่บริเวณฟิวเจอร์ปาร์ค บางแค, สถานีบางแค ตั้งอยู่ที่ซอยเพชรเกษม 62/3 (ตลาดบางแค) และสถานีหลักสอง ตั้งอยู่ที่บริเวณซอยเพชรเกษม 82 (เดอะมอลล์บางแค) ด้านแนวเส้นทางที่เป็นส่วนต่อขยายด้านเหนือ ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 13 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างยกระดับตลอดแนวเส้นทาง โดยมีจุดเริ่มต้นจากสถานีรถไฟบางซื่อ วิ่งไปตามถนนถนนประชาราษฎร์ สาย 2 ผ่านสี่แยกบางโพ จากนั้นจะวิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนจรัญสนิทวงศ์ วิ่งผ่านแยกถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนสิรินธร (แยกบางพลัด) คลองบางยี่ขัน ผ่านแยกถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนบรมราชชนนี ข้ามคลองบางกอกน้อย คลองมอญ ผ่านวัดท่าพระ และสิ้นสุดแนวเส้นทางที่สี่แยกถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนเพชรเกษม (แยกท่าพระ)
โดยตลอดแนวเส้นทางจะมีสถานีทั้งสิ้น 10 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางซื่อ ซึ่งจะตั้งอยู่สถานีรถไฟบางซื่อ, สถานีเตาปูน ตั้งอยู่บริเวณแยกเตาปูน, สถานีบางโพ ตั้งอยู่ที่บริเวณแยกบางโพ, สถานีบางอ้อ ตั้งอยู่บริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 88 (โรงพยาบาลยันฮี), สถานีบางพลัด ตั้งอยู่บริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 74/1 (สน.เขตบางพลัด), สถานีสิรินธร ตั้งอยู่บริเวณแยกบางพลัด, สถานีบางยี่ขัน ตั้งอยู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 53, สถานีบางขุนนนท์ ตั้งอยู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 (สนง.เขตบางกอกน้อย), สถานีแยกไฟฉาย ตั้งอยู่แยกไฟฉาย, สถานีจรัญสนิทวงศ์ 13 ตั้งอยู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 และสถานีท่าพระ (สถานีร่วม) ตั้งอยู่บริเวณแยกท่าพระ ทั้งนี้แนวเส้นทาง จะมีสถานีที่เป็นสถานีร่วมกับระบบรถไฟฟ้าอื่นๆ อยู่ 8 จุด ได้แก่ สถานี หัวลำโพง ที่จะเป็นสถานีร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงหัวลำโพง-มหาชัย ที่จะมีขึ้นในอนาคต และรถไฟดีเซลราง ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน สายเฉลิมมหานครด้วย, สถานีวังบูรพา จะเป็นสถานีร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีน้ำเงินด้วย, สถานีท่าพระ
จะเป็นสถานีร่วมของสายสีน้ำเงินทั้งส่วนเหนือและส่วนใต้,นอกจากนั้น ที่สถานีบางซื่อ ก็จะเป็นสถานีร่วมระหว่างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ และโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายเฉลิมมหานคร, สถานีเตาปูน จะเป็นสถานีร่วมระหว่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง ขณะที่สถานีสิรินธร จะเป็นสถานีร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางกะปิ-บางบำหรุ ส่วนสถานีบางหว้า จะเป็นสถานีร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงตากสิน-บางหว้า ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสถานีเพชรเกษม ของโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน สายเฉลิมมหานคร ก็จะเป็นสถานีร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงคืด้วย
สำหรับมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการนั้น มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 75,318 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินลงทุนของช่วงหัวลำโพง-บางแค จำนวน 52,272 ล้านบาท เป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 5,341 ล้านบาท, ค่างานโยธา 33,926 ล้านบาท, ค่างานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 10,770 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษา 2,235 ล้านบาท ส่วนวงเงินลงทุนของช่วงบางซื่อ-ท่าพระ อยู่ที่จำนวน 23,046 ล้านบาท เป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 559 ล้านบาท, ค่างานโยธา 11,763 ล้านบาท, ค่างานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 9,653 ล้านบาท และ ค่าจ้างที่ปรึกษา 1,071 ล้านบาท ทั้งนี้ รฟม. มีแผนที่จะเปิดให้บริการ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และ ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ประมาณปี 2558 โดยได้ออกพระราชกฤษฎีกา สำรวจ เวนคืน และกำหนดภาระด้านการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว ซึ่งจะดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2550-พฤศจิกายน 2552 จากนั้นคาดว่าจะประกวดราคางานโยธา และคัดเลือกผู้รับสัมปทาน ได้ในช่วงเดือนเมษายน 2551-ธันวาคม 2552 โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ ในช่วงเมษายน 2552-กุมภาพันธ์ 2557 และจะทดสอบระบบ รวมถึงทดลองการเดินรถ ได้ช่วงมีนาคม 2557-เมษายน 2558 และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2558
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่ง จาก รฟม. กล่าวแสริมว่า จากการออกแบบรายละเอียดทั้งโครงสร้างอุโมงค์และยกระดับ พบว่าตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้ง 2 ช่วง มียอดการเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมเป็นที่ดิน จำนวน 1,100 แปลง 184 ไร่ 3 งาน อาคารและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 780 หลัง รวมวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ทั้งหมด 5,900 ล้านบาท โดยพื้นที่ที่จะมีการเวนคืนนั้น คือ ที่บริเวณสถานีวัดมังกรฯ ซึ่งจะมีการเวนคืนผู้ที่เช่าพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวนหนึ่ง, บริเวณสถานีวังบูรพา , บริเวณสถานีสนามไชย บริเวณใกล้กับโรงเรียนราชินี, บริเวณสถานีอิสรภาพซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงสร้างยกระดับ ที่จะต้องมีการเวนคืนชุมชนแออัดบริเวณปากคลองตลาดเล็กน้อย และจะมีการเวนคืนที่ดินว่างเปล่าบริเวณซอยเพชรเกษม 48 จำนวนประมาณ 110 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ย่อยด้วย อย่างไรก็ดียืนยันว่า การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้ง 2 ช่วงนี้ มีการเวนคืนไม่มากนัก เนื่องจาก รฟม. ได้กำชับให้บริษัทที่ปรึกษาทำการออกแบบโครงสร้างให้ใช้ประโยชน์จากทางเท้า และพื้นที่เกาะกลางถนนให้ได้มากที่สุด
เพื่อลดผลกระทบการเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประชาชนอยู่แล้ว แหล่งข่าวกล่าว





* ชี้เลือกตั้งสะท้อนความคิด2ขั้ว ยังไม่มีสัญญาณ'สมานฉันท์'
นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างเสวนา 'ประเทศไทยภายใต้ประชานิยม : วิเคราะห์เจาะลึกผลการเลือกตั้ง' จัดโดยสถาบันศึกษานโยบายความมั่นคงนานาชาติ ร่วมกับศูนย์ติดตามประชาธิปไตย ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม ว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทำให้เกิดปรากฏการณ์การแบ่งขั้วทางการเมืองที่ชัดเจน รัฐบาลใหม่ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจะมีวิบากกรรมมากพอสมควร ทั้งปัญหาการแจกซีดี และกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคอาจจะได้ใบแดง อาจจะส่งผลต่อการยุบพรรคได้
นายสุจิต บุญบงการ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า จากคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างบุคคลในเมืองและชนบทมีความชัดเจนมากขึ้น ความแตกต่างของการลงคะแนนเสียงของแต่ละภูมิภาคที่ชัดเจนนั้น แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดมากขึ้น เช่น คนภาคใต้มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นกับตัวพรรคการเมืองค่อนข้างมาก แต่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลับยึดมั่นกับนโยบายประชานิยม ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวอาจจะกลายเป็นภูมิภาคนิยมได้ แต่ความเป็นภูมิภาคนิยมจะขยายขึ้นเป็นวงกว้างหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าและใหม่ยังอยู่ เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณของความสมานฉันท์ เพราะต่างฝ่ายต่างกลัวการล้างแค้น เอาคืน อีกทั้งการที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับไทย เพื่อเป็นตัวแทนเจรจาต่อรองทางการเมือง แต่ปัญหาคือไม่ค่อยมีใครไว้ใจ หรือเชื่อใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ล้างแค้น จุดนี้ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ยากที่จะสมานฉันท์ และจะส่งผลให้เกิดวิกฤตระยะยาว





*นอนไม่หลับ ต้องเตียงไฮเทคโน คอลัมน์ จูนคลื่น โดย waisang@matichon.co.th
หลายคนเป็นโรคนอนหลับยากมากถึงมากที่สุด บางคนต้องแก้ปัญหาด้วยการพึ่งพาจิตแพทย์ หรือไม่ก็ใช้ยานอนหลับ จนติดยาแล้วก็ดื้อยาในที่สุด แต่คราวนี้เพื่อแก้ปัญหานอนไม่หลับ หรือมีปัญหาในการนอน ประเภทต้องใช้เวลาทำใจกว่าจะหลับ ก็มี ไฮเทคโนโลยี เบด หรือเตียงไฮเทค มาช่วยแก้ไข ด้วยการวินิจฉัยการนอน
*ให้มีความสุขเหมือนการนอนหลับฝันถึงดวงดาวดีๆ ที่บอกเช่นนี้ เพราะเตียงไฮเทค แบรนด์จาก Leggett & Platt is ถูกออกแบบมาทำตลาดในปี 2008 นี้ เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยี ที่จะช่วยให้ผ่อนคลายหากคุณนอนไม่หลับ นับตั้งแต่ต่ออินเตอร์เน็ตบนหน้าจอทีวี (ข้างหัวเตียง) หน้าจอโปรเจ็คเตอร์ ไว้ใช้ประโยชน์ความสนุกสนาน หรือฟังเพลงจากไอพอด มีเครื่องบอกอุณหภูมิห้องในแบบที่ทำให้รู้สึกสบาย และที่สำคัญ มีเตียงตัวนี้ยังติดตั้งเครื่องเก็บข้อมูลว่าแต่ละคืนที่เรานอนนั้น นอนท่าไหน นอนอย่างไร เหมาะกับสุขลักษณะที่ดี ไม่ทำให้ร่างกายปวดเมื่อย หรือนอนแล้วมีเสียงกรนดังคำราม เตียงไฮเทคก็เก็บพฤติกรรมของคุณมาถ่ายทอดให้รู้กันได้ และอีกสารพัดประโยชน์ ดูแล้วคุณสมบัติที่มีเยอะแยะนี้ ก็คงจะแพงสมราคาของมันด้วย เห็นบอกราคาตกราว 20,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่ต้องคิดเป็นเงินไทย เพราะเศรษฐีเท่านั้น ถึงจะได้เอกเขนกบนเตียงรุ่นนี้





*Open Care ใช้ไฮเทค ใส่ใจภัยธรรมชาติ ภัยก่อการร้าย - คอลัมน์ Active Opinion
ภัยพิบัติสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย เนื่องจากขาดการเตือนภัยที่เหมาะสม ขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันนี้ นอกจากภัยพิบัติเกิดจากธรรมชาติแล้ว ยังคงมีภัยพิบัติที่เกิดจากการก่อร้ายทั่วโลกอีกจำนวนมาก ดังนั้น หากมีการประสานข้อมูลอย่างเหมาะสมและมีการเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้ลดทอนความสูญเสียและความเสียหายต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก
โครงการเครือข่าย OpenCARE นี้ ต้องการพัฒนากระบวนการ เทคนิคและเครื่องมือที่สามารถเป็นฐานเพื่อการบริการสื่อสารข้อมูล ในกรณีฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีมาตรฐานเปิดทางสารสนเทศเป็นหลักในการดำเนินการ ทั้งนี้ ระบบ OpenCARE จะอ่านข้อมูลที่เผยแพร่จากแหล่งต่างๆ ส่งให้แก่หน่วยงานหรืออาสาสมัครที่ต้องการ สามารถนำไปใช้ได้ ไม่ขึ้นกับรูปแบบของข้อมูลต้นทาง การทำงานของระบบ OpenCARE มีสองส่วนใหญ่ๆ คือ plug-in การอ่านข้อมูลดิบจากระบบงานของกรม กองและหน่วยงานต่างๆ ที่เผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต เพื่อแปลงเป็น ฟอร์แมทมาตรฐาน ส่วนที่สองคือกระจายข้อมูลใน format กลางไปยัง node อื่นๆ เพื่อกระจายข้อมูลโหลดออกไปยังจุดที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้ข้อมูลมากที่สุด และ node ต่างๆ เหล่านี้ก็มีระบบงานอื่นๆ ที่เชื่อมกับ OpenCARE ผ่าน plug-in
*จากสถิติภัยสึนามิที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คน สูญหายกว่า 4,000 คน ส่วนอินโดนีเซีย มีผู้ได้ตายกว่า 170,000 คน และสูญหายกว่า 6,000 คน การบาดเจ็บล้มตายและสูญหายเหล่านี้เป็นผลมาจากการเตือนภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถอพยพหลบภัยได้ทันท่วงที ผู้คนขาดความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัตินั้นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับภัยพิบัติที่มีการเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพก็จะลดทอนความสูญเสียลงได้เป็นจำนวนมาก เช่นที่ผ่านมา กรณีพายุเฮอร์ริเคน Frances พัดเข้าสู่ชายฝั่งฟลอริดา สหรัฐได้มีการเตือนภัยล่วงหน้าและสามารถอพยพคนกว่า 2.5 ล้านคนได้ทันท่วงที ก็ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตเพียง 47 คน หรือพายุโซนร้อน Jeanne พัดเข้าประเทศโดมินิกัน ก็สามารถอพยพผู้คนหลายพันคนได้ทันท่วงที
ดังนั้น การเตือนภัยที่รวดเร็ว และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุภัยพิบัติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง OpenCARE จึงเป็นเครือข่ายที่สามารถทำให้การแจ้งเตือนภัยและการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจากเหตุภัยพิบัติลดลง
ระบบ OpenCARE เป็นระบบที่จะเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะข้อมูลการบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติ และสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อยู่ในรูปแบบหลากหลาย กระจัดกระจายอยู่ตาม portal ในที่ต่างๆ ให้มาอยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้งานได้ และกระจายไปยังหน่วยงานบรรเทาทุกข์ หน่วยงานเตือนภัย NGO และอาสาสมัครต่างๆ เพื่อให้การบรรเทาทุกข์และข้อมูลการเตือนภัย ตรงไปยังผู้ที่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบในเวลาที่รวดเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายทั้งในชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:03:09 น.  

 
*นักวิชาการ-นักกฎหมายชี้ให้อิสระตุลาการสอบคอร์รัปชั่น ก่อนร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาต้านทุจริต คศ. 2003 ( UNCAC)

สัมนาไทยเตรียมพร้อมเป็นภาคี ตามอนุสัญญาUNCAC คนดังนักวิชาการ- นักกฎหมาย ร่วมถกคึกคัก เผยให้อิสระตุลาการสอบการฉ้อราษฎร์เป็นธรรม แนะเพิ่มหลักการยึดทรัพย์ผู้ต้องหา

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ ร.ร.รอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ โดยโครงการการศึกษา พันธกรณี และความพร้อมของประเทศไทย ในการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการต่อต้านการการทุจริต ค.ศ 2003 หรือ UNCAC ได้จัดงานสัมนา ในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นภาคี ตามอนุสัญญาด้วยการต่อต้านการทุจริต คศ. 2003 หรือ UNCAC" โดยมีนักวิชาการและบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ดร.วิสูตร ตุวญานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตเอกอัครราชทูตประจำประเทศโปรตุเกส กล่าวในการประชุม เรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในการเข้าเป็นภาคี ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต คศ. 2003 ( UNCAC) ว่า ปัจจุบันประเทศไทย จัดเป็นประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชั่นมากเป็นอันดับที่ 2ในเอเชีย ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงต้องให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหานี้ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การติดสินบนข้าราชการ การทุจริตคอรัปชั่นภายในประเทศและข้ามชาติ โดยทางรัฐสภาได้มองเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และเริ่มร่างกฎหมายเพื่อเสริมการเข้าร่วมเป็นภาคี ตามอนุสัญญาข้างต้น แต่การติดตามการตรวจสอบทุจริตข้ามชาตินั้น เป็นไปได้อย่างลำบาก เช่น กรณีฝากเงินในบัญชีของธนาคารต่างประเทศ โดยใช้นามแฝง หรือธนาคารปฏิเสธการตรวจสอบข้อมูลด้วยข้ออ้างในการรักษาความลับของลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการส่งคืนทรัพย์สินและการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนด้วย
ทางด้าน รศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การวิเคราะห์กฎหมายของไทยว่า จะเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีตามอนุสัญญา UNCAC หรือไม่นั้น ต้องวิเคราะห์จากสภาพการคอรัปชั่นของไทย ไม่ว่าจะเป็น การทุจริตโดยนโยบายของฝ่ายบริหาร เช่น มติคณะรัฐมนตรี การมีมิติของการเกี่ยวข้องผูกพันจากต่างประเทศ การใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ให้เอกชนในตลาดหุ้น การใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน การนำเงินในอนาคตมาใช้ หรือเงินที่ได้มาจากการมอมเมาประชาชน เช่น การนำเงินจากกองทุนหนึ่ง มาใช้และนำเงินจากอีกองทุนหนึ่งมาคืนซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะมีการสังเกตพบ และยากที่จะสืบ เชื่อมโยงไปยังผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เพราะการเอื้อผลประโยชน์ระหว่างกันจนกระทั่งการทุจริตคอรัปชั่นในปัจจุบัน เป็นการทุจริตแแบบไร้พรหมแดน

ขณะที่ รศ.ธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หากประเทศไทยทำสัญญาเข้าเป็นภาคีตามอนุสัญญา UNCAC จะต้องมีการเพิ่มเติมหลักการการติดตาม อายัด ยึดทรัพย์ ริบทรัพย์ผู้ต้องหา ซึ่งปัจจุบันตามประมวลกฎหมายอาญานั้นสามารถริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดหรือใช้ในการกระทำผิดได้ หากทรัพย์สินนั้น ไม่ได้มาจากการกระทำผิดจะริบไม่ได้

นอกจากนี้ ตามอนุสัญญา UNCAC ยังกำหนดให้มีสาระสำคัญเพิ่มเติม คือ การติดตามตามอายัดยึดทรัพย์ ริบทรัพย์ผู้องหาได้ตามมูลค่าของทุจริต แต่ในการติดตามยึดสินทรัพย์คืนในการทุจริตคอรัปชั่นนั่นทำได้ยาก เพราะจะมีการคำนวณได้อย่างไรว่า ความเสียหายจากกรทุจริตนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ และหากเป็นเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นข้ามชาติ ก็เป็นเรื่องที่ยากขึ้นอีกมาก
ส่วน ดร.ธรรมนูญ พิทยาภรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม กล่าวว่า การพิพากษาของศาลแต่ละประเทศ ถือเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ เพราะฉะนั้นการเปิดรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ จึงถือเป็นการกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศ สังเกตได้จากการทำข้อตกลงหลายๆ เรื่องเป็นต้น แต่ทั้งนี้ หลายประเทศก็ไม่ให้ความร่วมมือในการลงนาม เช่น ในเรื่องคดีอาญาที่ยังมีปัญหาอยู่ รวมถึงการมีความพยายามที่จะลดความแตกต่างของกฎหมายในประเทศต่างๆ ลง โดยชักชวนเข้ามาเป็นภาคีซึ่งก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ต้องใช้อำนาจของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแทน อย่างในกรณีของเว็บไซต์ยูทิวบ์ ซึ่งเคยมีการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเผยแพร่โดยหมิ่นพระเกียรติ ซึ่งเรื่องดังกล่าวหากเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ถือเป็นเรื่องที่ผิดอย่างแน่นอน แต่ทางผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไม่ถือเป็นความผิด ทำให้เอาผิดกับผู้กระทำผิดได้ยาก

นอกจากนี้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ยังกล่าวถึงข้อบัญญัติที่สำคัญของอนุสัญญา UNCAC ว่า ยังให้ความสำคัญกับความอิสระกับฝ่ายตุลาการและบทบาทของตุลาการในการต่อต้านการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อป้องกันโอกาสในการทุจริตภายในศาลหรือการดำเนินการกับบุคคลที่ทำการทุจริตและช่วยสร้างคุณธรรมให้กับฝ่ายตุลาการ ด้านการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม การใช้กำลังบังคับข่มขู่คุกคาม เสนอหรือให้ประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการรบกวนในกระบวนการพิจารณาคดีให้ถือเป็นความผิดอาญาเมื่อกระทำโดยเจตนา
ส่วนการกำหนดเขตอำนาจศาลการกระทำผิดเกิดขึ้นในดินแดนของประเทศใด หรือบนยานพาหนะที่สัญจรไปมาระหว่างกันันั้น ให้ถืออยู่ในเขตอำนาจศาลของประเทศนั้น ขณะที่ในเรื่องค่าทดแทนความเสียหาย บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำทุจริต มีสิทธิที่จะดำเนินคดีต่อผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้น รวมไปถึงการยักยอกเงินกองทุนของรัฐ หรือการฟอกเงินสามารถทำการยึดทรัพย์สินบนพื้นฐานของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วในประเทศภาคีที่ร้องขอ ให้คืนทรัพยืสินแก่ประเทศนั้นๆ

พ.ต.ต.สมพล กองทุ่งมน พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบในวงราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาในการทำงานของตำรวจ อันดับแรก คือ ประชาชนมักจะร้องทุกข์มาที่ตำรวจก่อน เพราะการไปร้องเรียนกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ทำได้ยาก และที่สำคัญไม่รู้ว่า บุคคลที่จะฟ้องร้องนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ และแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ก็ไม่รู้ว่าได้ออกจากราชการไปหรือยัง โดยเฉพาะตำแหน่งสูงๆ ก็ต้องแจ้งผู้ที่มาร้องเรียนว่า เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของป.ป.ช.
ขณะที่ความผิดซึ่งมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษยังไม่ชัดเจน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลราคา ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม อีกประเด็นคือ กรณีที่ไม่ใช่ความผิดทางอาญาแต่ผู้ร้องก็ยังยืนยันที่จะร้องต่อ และที่สำคัญก็คือ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ให้ความสำคัญในการปราบปรามคอร์รัปชั่น
ส่วนเรื่องอุปสรรคในการทำงานตาม UNCAC และการคุ้มครองพยานนั้น พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบในวงราชการ กล่าวว่า หน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้สอบสวน หากพยานอยู่ไกล จะไม่มีการมาร้องขอ เพราะพยานไม่เห็นความสำคัญของการคุ้มครองพยาน ถ้าหากยังไม่มีภัยเกิดขึ้นกับตนหรือคนใกล้ชิด

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงอนุสัญญา UNCAC ข้อที่ 6 ซึ่งว่า ด้วยเรื่ององค์กรการต่อต้านการทุจริตเชิงป้องกัน ว่า การมีหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชั่นนั้น ตนเห็นว่าไม่ควรมีเฉพาะแต่ ป.ป.ช.เท่านั้น เนื่องจากยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ร่วมรับผิดชอบด้วย ดีเอสไอ ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ อยู่ 2 ประการ คือ งานประจำที่ทำอยู่ในหน้าที่ และคอยตรวจสอบคดีอื่นทั้งการปกครอง และตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นด้านกฎหมายของดีเอสไอจึงมุ่งให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานเป็นทีม
สำหรับประเด็นการคุ้มครองพยานผู้เชี่ยวชาญ และพยานผู้เสียหาย นั้น นายธาริต กล่าวว่า มีอุปสรรคพอสมควร จึงต้องให้มีการรวมภาครัฐเข้ามาร่วมทำงานด้วย โดยให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำงาน อย่างเช่น การขอข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าธนาคาร รวมไปถึงการแฮ็คข้อมูลส่วนตัว โดยจะต้องมีหมายศาลอย่างถูกต้องก่อนทำการสืบค้น นอกจากนี้ ในส่วนของการกระทำความผิดมีหลายอาชีพอยู่ร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องดึงผู้เชี่ยวชาญจากด้านต่างๆ มาทำร่วมกันเพื่อให้เท่าทันกลุ่มองค์กรอาชญากรรมเหล่านั้น โดยหน่วยงานรัฐหลายฝ่ายควรจะร่วมมือกันทำงานเพื่อเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในการตรวจสอบต่อไป


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:03:39 น.  

 
*Climate Crisis‏

ตอนนี้ สถานการณ์มันรุนแรงกว่าที่เราคาดไว้เยอะครับ

*ต้นเหตุนึงก็คือ นักวิทยาศาสตร์ พยายามปิดข่าว สหรัฐไม่ยอมร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต ที่ทุกๆชาติร่วมกันลดการใช้พลังงาน และการปล่อยของเสีย เพื่อป้องกันภาวะโลกร้อน

เนื่องจาก จอร์จ w บุช เนี่ย ตระกูลแกค้าน้ำมันตั้งแต่รุ่นพ่อเลยไม่สนใจจะร่วมลงนาม ทั้งๆที่นานาชาติต่างพยายามร่วมมือกัน อัลกอร์ ที่แพ้เลือกตั้งให้บุช ก็เดินสายบอกความจริงแก่คนทั้งโลก ถ้าสนใจลองไปหา The Inconvenient Truth มาดูครับ

สหรัฐก็พยายามดิสเครดิต อัลกอร์ โดยกล่าวว่า เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ตามที่คำนวณแล้ว เหตุการณ์น้ำท่วมโลก จะเกิดอีกเป็นร้อยปี> แล้วพยายาม แฉค่าใช้จ่ายการใช้พลังงานของอัลกอร์ ในการออกงานต่างๆ ว่ามันก็เปลืองเหมือนกันแหล่ะ ยังจะมาพูดดี

*ทีนี้ ต้นปีที่เพิ่งผ่านมา มีข่าวที่ช๊อคคนทั้งโลก แต่ไม่ยักจะดัง ก็คือ นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ หลังจากที่ปกปิดมานาน ตอนนี้ชักทนไม่ไหวแล้ว ได้ออกมาบอกว่า สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายกว่าที่คาดไว้เยอะมาก จากการตรวจน้ำแข็งที่ขั้วโลกพบว่า มีพื้นที่น้ำแข็งหายไปจากปีก่อน ราวๆ 5 เท่า ของประเทศอังกฤษ

ทางแก้ มีทางเดียวคือทั้งโลกต้องหยุดการใช้น้ำมัน ก้าซ และถ่านหิน โดยทันที หยุดนะครับ ไม่ใช่ลดการใช้

ทุกวันนี้ เหมือนเคาท์ดาวน์แล้วครับ นับถอยหลังว่ามันจะท่วมเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ถ้าน้ำแข็งละลายจะเกิดอะไรขึ้น อันแรกก็คือ การแปรปรวนของภูมิอากาศ กระแสน้ำไหลเปลี่ยนทิศทาง เกิดพายุประหลาดๆ หรือที่เรา เคยเรียกว่า เอลนิญโญ่ น่ะครับ

*น้ำแข็ง มีความเย็น ไหลลงผสมกับน้ำในมหาสมุทร ทำให้ กระแสลมเปลี่ยน ตามปกติ น้ำแข็งขั้วโลกจะ> ทำงานสะท้อนแสงอาทิตย์ออกสู่บรรยากาศด้วย พอน้ำแข็งน้อยลง แสงอาทิตย์ก็กระทบผิวโลกมากขึ้นเมื่อ> รวมกับปริมาณโอโซน ที่ช่วยกรองความร้อนและรังสีลดลง ทำให้โลกได้รับพลังงานความร้อนจากดวง> อาทิตย์เต็มๆ ทำให้ร้อนตับแตกไงครับ>> สิ่งที่นักสิทยาศาสตร์กลัวที่สุดคือ โลกของเรา ถ้าเปรียบเป็นสิ่งมีชีวิต กระแสน้ำ ก็เหมือนกับ กระแส> เลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายน่ะครับ น้ำตรงเส้นศูนย์สูตร มีอุหณภูมิสูง ก็จะไหลขึ้นไปทิศเหนือ ที่มีอากาศเย็น> เมื่อน้ำเย็นลง ก็จะไหลกลับลงทิศใต้ ระบบมันเป็นแบบนี้ มาตลอดโดยเรียนสั้นๆว่า สายพานแอตแลนติค ถ้าเกิดน้ำแข็งขั้วโลก ละลายลงมหาสม ุทรทั้งหมด สายพานตัวนี้จะหยุดทำงาน และโลกจะกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ดังในอดีต ที่น้ำแข็งตรงกรีนแลนด์ละลายไหลลงมหาสมุทรน่ะครับ>> ความแปรปรวนของอากาศจะเริ่มหนักขึ้นครับ เมื่อกระแสน้ำอุ่นไม่ทำงาน ลมจะเริ่มคลั่ง ก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ มากๆ ตรงแกนของพายุ จะดึงเอาความเย็นยะเยือกจากชั้นอวกาศ ลงมาสู่พื้นโลกโดยตรง เรียกได้ว่า โดนอะไรก็จะแข็งทันที แบบในหนัง ที่ นักบินแข็งตายน่ะครับ
แล้วก็ตอนที่พระเอกหนีตายจากการโดนแช่แข็ง เข้าไปหลบในห้องสมุด ตอนจบของ the day after tomorrow โลกเรากลายเป็นยุคน้ำแข็ง นั่นก็คือเรื่องที่จะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้ไปครับ

*จริงๆมันไม่นานหรอกครับ ตอนนี้ เรารู้สึกแปลกๆบ้างแล้วใช่มั้ยครับ ว่าเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน จริงๆแล้ว พายุแคทารินา ที่ถล่มสหรัฐ ก็เพราะ ปรากฎการณ์โลกร้อนน่ะครับ เกิดจากกระแสน้ำที่เปลี่ยนไปของมหาสมุทรแอตแลนติค


*ตามที่ ดร.อาจอง (อ่านว่าอาจ อง)คำนวณไว้ เมื่อสองสามปีก่อน แกบอกว่า ไม่เกิน 12 ปี ตามที่ครูบาอาจารย์ และ หลายๆคนที่ศึกษาธรรมได้บอกไว้ เขาว่า ภายในปี 2553 กรุงเทพจะโดนน้ำทะเลท่วม

และ ในปี 53 ใครจะไปญี่ปุ่น อย่าไปนะครับ มีญาติก็ให้รีบกลับมา เพราะอาจจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่น่ากลัวที่สุด อันนี้ มีคนบอกผมมาอีกทีเหมือนกัน ( แต่ยืนยันความแม่น )จะอย่างไร จะเกิดอะไร เราก็หนีไม่พ้นหรอกครับ> ใครจะหาว่าผมเพ้อเจ้อเลอะเทอะ ก็ลองไปหาข้อมูลมาอ่านดูนะครับทางแก้ ตอนนี้ ไม่มีอีกแล้ว ถ้ามันไม่เกิดก็ดี แต่มีแนวโน้มจะเกิดสูง จริงๆ เราทำร้ายโลกมามากแล้ว โลกกำลังจะเยียวยาตัวเองน่ะครับ





*7 ผลไม้ไทยใช้เป็นยา‏


7 ผลไม้ไทยใช้เป็นยา







*พระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ พระธรรมคำสอนดิจิตอล
ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่อยู่มายาวนานถึง 2,250 ปีแล้ว และถึงแม้พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสดาปรินิพพานไปแต่สมัยพุทธกาล พระธรรมคำสอนของพระองค์นั้นยังคงอยู่ ซึ่งหลักสำคัญคือ "พระไตรปิฎก" และคัมภีร์อธิบายต่างๆ อาทิ อรรถกถา ฎีกา โดยเฉพาะพระไตรปิฎกนั้น มีพุทธพจน์กล่าวไว้ ว่า "ธรรมและวินัยที่ทรงแสดงและบัญญัติไว้แล้วนั้นจะเป็นศาสดาแทน"
แม้จะมีการรวบรวมจดจารึกพระธรรมคำสอนในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ครั้งอดีต ด้วยการจำ จดจาร จนถึงการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มหนังสือเช่นในปัจจุบัน แต่เนื่องจากพระธรรมวินัยมีมากถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ การจัดหมวดหมู่ให้เป็นระบบระเบียบเพื่อง่ายต่อการศึกษาค้นคว้าจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้คิดค้นจัดทำ "พระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์" หรือ "บุ๊ดเซอร์" BUDSIR (Buddhist Scriptues Information Retrieval) ขึ้น โดยสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล "ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์" รองอธิการบดีฝ่ายสิ่งเอื้ออำนวยทางวิชาการ ผู้ริเริ่มโครงการ เล่าว่าเริ่มทำโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2530 ตรงกับวันวิสาขบูชา เพราะเป็นความต้องการของทางสภามหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเฉลิมฉลองและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และเนื่องในโอกาสที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์นานที่สุดในโลก อีกทั้งเป็นการประกาศถึงพระเกียรติคุณของพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของประเทศไทย และได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 1,472,900 บาท ให้มหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำโครงการพัฒนาเพื่อการศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถา " "สำนักคอมพิวเตอร์เราทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่อง และประสบผลสำเร็จในที่สุด ในการนำพระไตรปิฎกทั้งหมด 45 เล่ม บรรจุในคอมพิวเตอร์ประเภท PC และพัฒนาโปรแกรมชื่อบุ๊ดเซอร์ BUDSIR เพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูล โดยสามารถค้นหาทุกคำ ทุกศัพท์ ทุกพุทธพจน์ ทุกพุทธภาษิต
ได้อย่างรวดเร็วถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นฉบับแรกที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย และเป็นฉบับแรกของโลก"" ดร.ศุภชัยบอกว่า นับแต่ลงมือทำจนประสบความสำเร็จใช้เวลาทั้งสิ้น 7 เดือน โดยมี "พระพรหมคุณาภรณ์" (ป.อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นที่ปรึกษาโครงการ และเป็นผู้ตั้งชื่อ ว่า "พระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์"
สำหรับความเป็นมาของพระไตรปิฎกนั้น เริ่มใช้จากฉบับภาษาบาลีก่อน ซึ่งเป็นแม่บทใหญ่ แล้วจากฉบับนี้จะเป็นต้นฉบับให้กับภาษาอื่นๆ นำไปแปล "พระไตรปิฎกมีหลายฉบับเราใช้ฉบับสยามรัฐ เพราะเป็นฉบับมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงกันในวงการศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมาตั้งแต่รัชกาลที่ 7 จนถึงปัจจุบัน พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย เป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดขณะนั้น ฉบับอื่นหรือชุดอื่นที่มีโครงการหรือสถาบันบางแห่งจัดทำอยู่ ก็ยังไม่มีฉบับใดหรือชุดใดสำเร็จครบบริบูรณ์ และสมัยก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์เหมือนสมัยนี้ ทั้งการแสดงผล ตัวอักษรต่างๆ อีกมาก ต้องมาดัดแปลงในการแสดงตัวอักษร ก่อนหน้านี้ลองทำโดยเลือกมาทำหนึ่งเล่มก่อน เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ใช้เวลาหนึ่งเดือนเสร็จ จากนั้นทำจนครบ 45 เล่ม จึงได้นำไปให้ท่านประยุทธดู ท่านยังแปลกใจที่โปรแกรมสามารถค้นหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก"
ดร.ศุภชัยบอกด้วยว่า เวลานี้ได้ทำพระไตรปิฎกที่สามารถแปลงเป็นภาษาอื่นๆ ได้มากถึง 8 ชุดอักษร คือ ไทย โรมัน พม่า เขมร ล้านนา ลาว เทวนาครี สิงหล โดยอาศัยจากการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาษานั้นๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานนี้สำเร็จเพียงฝ่ายเดียว
สำหรับการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้ ชื่อว่า "บุ๊ดเซอร์ 6 ฟอร์ วินโดวส์" ( BUDSIR VI for Windows )
"ผลงานครั้งนี้ (บุ๊ดเซอร์ 6) เป็นการรวบรวมพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ ที่สำคัญได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ค้นหาคำในทุกแห่งที่ปรากฏในคัมภีร์รวม 200 เล่ม ประกอบด้วยพระไตรปิฎกภาษาบาลี 45 เล่ม พระไตรปิฎกชุดแปลเป็นภาษาไทย 45 เล่ม อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และคัมภีร์อื่นๆ เป็นภาษาบาลีจำนวน 107 เล่ม นอกจากนี้ยังได้รวมหนังสือพุทธธรรม พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม และฉบับประมวลศัพท์ของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ไว้ในนี้อีกด้วย นับเป็นชุดคัมภีร์พระไตรปิฎกที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลานี้ และสามารถค้นได้อย่างแม่นยำถูกต้องและรวดเร็ว"
พระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปในวงกว้างยิ่งขึ้น นับเป็นการใช้วิทยาการอันก้าวหน้าได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ ผู้สนใจสามารถเข้าชมและสืบค้นได้ที่ http://www.mahidol.ac.th/budsir/program หรือ http://www.budsir.org/program


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:03:57 น.  

 
*เรื่องของคนหูหนวกที่เหลือเชื่อ?
ได้มีโอกาสไปทำสกู๊ปข่าวเรื่องของคนหูหนวกที่เราอาจพบเห็นอยู่เป็นประจำว่าทำงานได้หลายประเภททั้งขายของหรืออีกหลายอย่าง แต่ที่ผมไปพบมาต้องบอกว่าเป็นความสามารถที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงคือ คนหูหนวกที่เป็นทีมโปรดักชั่นเฮ้าส์ ผลิตสารคดีเพื่อคนหูหนวกและคนหูดีได้รับชมและเข้าใจโลกของคนหูหนวกมากขึ้น ผมทึ่งมากๆครับทั้งความพยายามของพวกเขาที่ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลยในการถ่ายภาพเขียนสคริปฯลฯสำหรับคนหูหนวกแต่พวกเขาทำได้และได้ดีกว่าทีมข่าวบางทีมด้วยซ้ำไป เยี่ยมจริงๆกลุ่มนี้ชื่อว่า My sign ครับ ได้รับเงินสนับสนุนจากคริสเตียนเฉลี่ยแล้วไม่กี่พันบาทต่อเดือน นอกจากผลิตสารดคีแล้วเขายังรับจ้างทำงานสารคดีหรืองานพรีเซนต์ต่างๆด้วยครับ อยู่กันที่เชียงใหม่อยากให้ช่วยกันครับ บริจากเงินสนับสนุนก็ได้ที่ คุณวรพล เป็นผู้อำนวยการโครงการ 053-399244-46





*ชีวประวัติบุคคลสำคัญ : อิศรา อมันตกุล


ด้วยวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี ถือเป็น วันนักข่าว ของไทย คอลัมน์นิสต์ จึงขอพาคุณผู้อ่านร่วมย้อนรำลึกถึง 'อิศรา อมันตกุล' นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดั่ง ครู ตัวอย่างที่ประเสริฐที่สุด หรือกระทั่งเป็น เพชรเม็ดงาม แห่งวงกระดาษและหมึกพิมพ์...



* อิศรา อมันตกุล (ชื่อเดิม อิบรอฮีม อะมัน) หรือที่ใครๆ มักเรียก 'พี่อิศร์' เกิดเมื่อ 17 พฤษภาคม 2464 ภูมิลำเนาย่านถนนข้าวสาร บางลำพู บุตรของ นาย ม.ชาเลย์ และนางวัน อะมัน เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนานพี่น้อง 10 คน (พี่น้องคนอื่นๆ เปลี่ยนนามสกุลเป็น อมรทัต ยกเว้น อิศรา ที่ใช้ อมันตกุล)
เริ่มเข้าเรียนในระดับประถมที่โรงเรียนบำรุงวิทยา ถนนจักรพงษ์ ต่อมัธยมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จนจบม.ศ.8 มีคะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษสูงที่สุดของประเทศ และสอบได้คะแนนรวมเป็นอันดับที่ 1 ของนักเรียนทั่วประเทศรุ่นเดียวกัน ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ นางสเริงรมณ์ อมันตกุล (นามสกุลเดิม บุนนาค) บุตรีของพลโท พระยาสีหราชเดโช
อิศรา เริ่มทำงานในห้างสรรพสินค้าของต่างชาติ ย้ายไปจังหวัดทางใต้ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ไม่นานก็กลับกรุงเทพฯ ว่างงานอยู่พักหนึ่ง จึงลองเขียนเรื่องอ่านเล่น ไปส่งให้กับ อบ ไชยเวสุ (นามปากกา ฮิว เมอริสต์) แห่งน.ส.พ.สุภาพบุรุษ ประชามิตร ผู้ที่อิศรานับถือเป็นครู หลังจากครูอบ อ่านเรื่องของเขา ก็ได้ชักชวนเข้าสู่โลกแห่งหนังสือพิมพ์ โดยผ่านการทดสอบของ คุณกุหลาบ สายประเสริฐ (นามปากกา ศรีบูรพา) ผู้บริหารน.ส.พ.สุภาพบุรุษ ประชามิตร ให้อิศราแปลข่าวต่างประเทศ อนุญาตให้เปิดดิกชันนารี...แต่ด้วยดีกรีคะแนนภาษาอังกฤษอันดับ 1 ของประเทศ เขาแปลพรวดๆ แบบไม่ต้องใช้ตัวช่วย จึงได้เข้าทำงาน
ช่วงเวลาแห่งการทำงานในวงการหนังสือพิมพ์ อิศรา มีความสามารถที่หลากหลาย ทั้งการทำข่าวต่างประเทศ คอลัมน์นิสต์ประจำคอลัมน์ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ การเมือง เขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว สามารถทำงานหนังสือพิมพ์ได้หลายขั้นตอน ทั้งพาดหัว จัดหน้า แปลข่าว เขียนปก ซึ่งทำให้มีนามปากกาอยู่มาก อาทิ แฟรงค์ ฟรีแมน, อโศก, มะงุมมะงาหรา, ทรงกลด....และได้ร่วมงานกับหลายสำนัก เพราะในอดีตปัญหาที่น.ส.พ.บางเล่มต้องถูกปิด มักมีสาเหตุจาก เรื่องกำไร-ขาดทุน หรือไม่ก็ถูกสั่งปิดจากผู้มีอิทธิพลทางการเมือง
ยิ่งในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นักหนังสือพิมพ์หลายคนต้องถูกจับ รวมทั้ง อิศรา ที่ถูกขังอยู่ 5 ปี 10 เดือน หลังจากพ้นโทษ เขาได้เข้ารับตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการ น.ส.พ.เดลินิวส์ ทำงานอยู่เรื่อยมาจนเสียชีวิตลงเมื่อ 14 มีนาคม 2512 ด้วยโรคมะเร็งลิ้น รวมอายุ 48 ปี


บทบาทที่สำคัญของอิศรา คือ ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยคนแรก ดำรงตำแหน่งถึง 3 ปีติดต่อกัน และเป็นผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงการจัดหน้าน.ส.พ.จากเดิมที่มี 7 คอลัมน์ เป็น 8 คอลัมน์ ถือเป็นการเพิ่มรายได้ค่าโฆษณาให้กับน.ส.พ.
จากการล่วงลับของอิศรา หลายฝ่ายร่วมกันก่อตั้ง 'มูลนิธิอิศรา อมันตกุล' อย่างเป็นทางการในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2512 เพื่อเป็นการรำลึกถึงการทำงาน ความสามารถของอิศรา ที่คุณเฉลิม วุฒโฆษิต กล่าวว่า "เขาเป็นตัวอย่างของนักหนังสือพิมพ์ที่ดี มีจรรยามารยาท ไม่เคยหมิ่นใครเลย เขาเป็นแบบฉบับแห่งจริยธรรมของนักหนังสือพิมพ์ที่แท้จริง"
มูลนิธิดังกล่าว ยังมีภารกิจร่วมกับสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดให้มีการประกาศและมอบรางวัล 'อิศรา อมันตกุล' ในผลงานข่าวหนังสือพิมพ์ และภาพข่าวหนังสือพิมพ์ดีเด่นทุกปี.



โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:04:18 น.  

 
* ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 5 ข้อ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 5 ข้อ ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจมันสมองของวิเศษในตัวท่าน

1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น
คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลีย ทำงานช้าลงเข้าใจเอา
เองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมองเมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส
ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไร ก็พบว่าไม่จริง
สมองเพลียกับใครไม่เป็น เพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อ
พลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับ
เราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียน เปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย
อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมอง ก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆสักเล่ม
หนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอนเช่นนี้ทำให้ท่านหมด
ความตั้งใจที่จะอ่านดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลีย คือหมายความว่าท่านหย่อนความตั้งใจที่
จะทำงานและไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น

2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด
สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ
สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัวแต่ละตัวมีเส้น
ใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite)สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี
(Electrochemical)แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อ
ของกระแสไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่
อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญนักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มี
วิธีการวัดความฉลาดของคนโดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมี
ไอคิวเท่านั้นๆถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจ สักหน่อยแต่นักจิตวิทยา
เขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลยเพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจ
ทดสอบผิดพลาดได้ง่ายเท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อม
มากๆ มักจะฉลาดกว่าคนอื่นแต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาด
กับเขาบ้างหรือนักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็น
คนฉลาดปราดเปรื่อง มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึก ตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงานไม่
ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมีไอคิวเท่าๆ กับ
คนธรรมดา อย่างเช่น จอห์น อาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน,เนลสัน เหล่านี้มี
สมองธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษคืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมอง
ดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้

3. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน
ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้สมองเสื่อม ความจำไม่
ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอด
อายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมอง
เคลื่อนไหว ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรคหรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใด
แล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้เป็น
การยอมรับตัวเองทั้งสิ้น

4. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ
สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มัน
จะยิ่งเก่งกล้าขึ้นท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่
เสมอความจำของท่านก็จะดีขึ้น คือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้นมีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูด
ถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจกำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมองทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจ
หรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหาหรือความยากลำบากต่างๆกำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมี
กำลังแรงขึ้น

5. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์
ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่าจิตไร้
สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษและความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกองแต่มันน่า
ประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้ มันจะแสดงพลังของมันออกมาใน
ขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลัน ทันด่วนและแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัวจิตแพทย์ได้เพียรใช้
จิตสำนึกรักษาโรคจิตอย่างเช่น บางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ เจ้าตัวเองก็บอกไม่
ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอก
เรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้น ก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่มีคน
หน้าดำคนหนึ่ง ได้เข้ามาปลุกปล้ำ บีบคอเขาในบ้าน แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้เพราะมันตกไป
อยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้นมันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียด
คนหน้าดำ

นักจิตวิทยากล่าวว่า หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเรา ก็สามารถสร้างพลังขึ้น
ในตัวได้ อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่เพ่งอยู่ในการ
ตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเองถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายาม
พูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาดเราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:04:34 น.  

 
*วิธีสังเกตอาการเส้นเลือดแตกในสมองคร่าวๆ
มีเพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้ไปหาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น อิงอิงยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนๆ ช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น
ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็น อัมพฤกษ์หรืออัมพาต แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด

วิธีวินิจฉัยอาการ
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ ก็สามารถวินิจฉัยอาการได้

โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S:(smile) -> ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T:(talk) -> ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R:(raise) -> ให้ผู้ป่วย(ยก)ชูแขนสองข้างขึ้น

อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่อ! อาการอันตราย ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบแจ้ง 191 และเล่าอาการให้ผู้รับสายฟัง



โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:04:55 น.  

 
*กิจกรรมน่าสนใจจาก http://www.semsikkha.org

*ชีวิตในอุดมคติ โดย พระไพศาล วิสาโล วันที่ 1-3 มีนาคม 2551 ณ แสนปาล์มเทรนนิ่งโฮม จ.นครปฐม การหาความสมดุลที่เกิดจากสิ่งรอบข้างและข้อควรในการปฏิบัติที่จะค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตเพื่อไปให้ถึงชีวิตในอุดมคติ ผ่านการฝึกฝนสมาธิภาวนา เพื่อจิตใจที่เป็นอิสระ สงบ เบิกบานและเกิดปัญญา

*บนเส้นทางแห่งการฝึกตน (3) ตอน ชัมบาลา: การเดินทางของนักรบ โดย วิจักขณ์ พานิช ครั้งที่ 3 ( เข้าฝึกเข้ม) วันที่ 27 – 30 มีนาคม 2551 ณ เรือนร้อยฉนำ คลองสาน กรุงเทพฯ กิจกรรมจะประกอบด้วย การนั่งสมาธิภาวนา และเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อการเข้าไปสัมผัสพลังแห่งการตื่นรู้ในกาย สลับกับการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติ และความเข้าใจพื้นฐานโดยวิทยากร ด้วยภาษาในชีวิตประจำวันที่เข้าใจได้ง่าย

*ก้าวสู่โลกทัศน์ใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 : มุมมองวิทยาศาสตร์ใหม่ วันที่ 8-9 และ 12 มีนาคม ณ อาศรมวงศ์สนิท และ วันที่ 11 มีนาคม ณ เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา คลองสาน กรุงเทพฯ โดย ดร. มอลคัม ฮอลลิค และ คริสตีน ฮอลลิค การค้นพบ และสร้างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อก้าวพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ได้ ทำได้จริงหรือไม่ ?

*ปักผ้า...เพื่อความสุข วันที่ 15-16 มีนาคม 2550 เวลา 8.30 - 17.00 น. ณ เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา โดย กรพิณน์ แพ่งนคร ลิขิตกิจสมบูรณ์ ชิ้นงานที่สอน ถุงผ้า “คู่ใจ…ไว้ใส่ของ”


*การทำอาหารเพื่อสุขภาพ สูตรรักและกรุณา โดย แม่ยุพิน ทับสีสด วันที่ 21-23 มีนาคม 2551อาศรมวงศ์สนิท นครนายก กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำให้ท่านได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า

เรื่องน่าอ่านจาก http://www.semsikkha.org

* ผู้หญิงกับการภาวนา : ทำไมแอร์ฯ ผู้หญิงจะตบกันไม่ได้ เหตุร้องเรียน "สงครามนางฟ้า" อารยา พยุงพงศ์
* ปาจารยสารฉบับอำนาจกับการขัดขืน (ล่าสุด) ประเทศไทยหลังเลือกตั้ง สาราณียกร
* ปาจารยสารฉบับอำนาจกับการขัดขืน (ล่าสุด) เรื่องใหญ่ ใหญ่ : กดหัว : อำนาจกับการขัดขืน, ฟังเด็กกันบ้างสิ สาราณียกร
* ปาจารยสารฉบับอำนาจกับการขัดขืน (ล่าสุด) ซอยสวนเงิน : พระธรรมเจดีย์ (กี) วัดทองนพคุณ สุลักษณ์ ศิวรักษ์
* ปาจารยสาร ฉบับปกภิกษุสันดานกา : เปรียบเทียบพระไทย-พม่า: กองสาราณียกร
* ปาจารยสาร ฉบับปกภิกษุสันดานกา : ขบวนการภาคประชาชนพม่า : กองสาราณียกร
* ปาจารยสาร ฉบับปกภิกษุสันดานกา : Way of Life ชีวิตยังไม่จบ ความงามยังคงอยู่ ๗๒ ปี ประเทือง เอมเจริญ : ภาดลและภควพร เรียบเรียง
* ปาจารยสาร ฉบับปกภิกษุสันดานกา : ตาของพายุเฮอร์ริเคน : วอลเดน เบลโล
* ปาจารยสาร ฉบับปกภิกษุสันดานกา : บ้าน : พระไพศาล วิสาโล
* ปาจารยสาร ฉบับปกภิกษุสันดานกา : จิ้งจกเปลี่ยนสี : พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
* สร้างสันติด้วยมือเรา : มหาตมะคานธี กับการต่อสู้แนวอหิงสา

กิจกรรมนิทรรศ (Gallery of Training)



ปาฐกถาเสมพริ้งพวงแก้ว ครั้งที่ 14 : "พุทธรรมในยุคโลกาภิวัตน์" โดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551


ปาจารยสาร ฉบับ "อำนาจกับการขัดขืน" || สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร ||
ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2551
อำนาจจึงซ้อนทับและย้อนแย้งกันเองอยู่เสมอ เป็นได้ทั้งการกดขี่ครอบงำและการขัดขืนตอบโต้ในเวลาเดียวกัน เมื่อคุณต่อต้านอำนาจคุณก็คืออำนาจอีกตัวที่กำลังทำงาน หรือขณะที่คุณถูกกดทับจากบางอำนาจ พื้นที่แห่งการขัดขืนตอบโต้ของคุณก็จะยิ่งแผ่กว้างออกไป บางทีเราเลยไม่รู้ว่า แรงกดบนหัวที่รู้สึก อาจมาากมือของเราเอง แต่นั่นเอง ยิ่งอำนาจทำงานในอาณาบริเวณที่เนียนละเอียดมากเท่าใด การขัดขินก็เป็นไปได้กว้างไกลมากขึ้นเท่านั้น ในเล่ม ยังได้พบกับ
- วัฒนธรรมคลิป : อำนาจอันเร้นรัฐ โดย โตมร ศุขปรีชา
- ตามรอยกฎหมาย(ฝากไว้)จากสนช. โดยสาราณียกร
- Buy Nothing Day โดย ภัควดี วีระภาสพงศ์
- เฮเลนา นอร์เบิร์ก ฮอดจ์ : อนาคตอันเก่าแก่ที่เลือกเดินไปข้างหน้า โดย สุขทวี สุวรรณชัยรบ
- ประเทศไทยหลังเลือกตั้ง?


โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:20:02 น.  

 
**อังกฤษแนะยกเลิกการใช้ Vista และ Office 2007 ในโรงเรียน - Pantip IT News - 14 มกราคม 2551
ตัวแทนจากองค์กรดูแลควบคุมการใช้เทคโนโลยีในสถาบันการศึกษาของสหราชอาณาจักร ได้ออกมาให้คำแนะนำแก่โรงเรียนในสังกัดว่า ยังไม่ควรทำการปรับเปลี่ยนระบบปฏิบัติการจาก Windows XP ไปเป็น Windows Vista และ Office 2007 เนื่องจากเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย ขณะที่ได้รับประโยชน์ทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
โดยสำนักงานการศึกษา และเทคโนโลยีของอังกฤษ หรือที่รู้จักกันในนาม Becta ได้ออกมากล่าวว่า จากการที่ทางองค์กรได้ทำการทดสอบการปรับเปลี่ยนระบบปฏิบัติการจาก Windows XP ไปเป็น Windows Vista และใช้ร่วมกันกับซอฟท์แวร์ Office 2007 นั้น ผลปรากฎว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดปัญหาความไม่เข้ากันของระบบปฏิบัติการกับซอฟท์แวร์ ในขณะที่ได้รับประโยชน์กลับมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า Office 2007 นั้นยังไม่สามารถสนับสนุนการใช้งานกับไฟล์มาตรฐาน Open Document Format หรือ ODF ที่ถูกสำนักงานมาตรฐานนานาชาติ(ISO) กำหนดขึ้นมาให้เป็นมาตรฐานกลาง แต่ทาง Microsoft กลับไปสนับสนุนมาตรฐาน Open XML ที่พัฒนาขึ้นมาโดย Microsoft เองทำให้ทางสำนักการศึกษาจึงได้ออกมาให้คำแนะนำแก่สถานศึกษาว่า ยังไม่ควรจะทำการปรับเปลี่ยนระบบปฏิบัติไปเป็น Windows Vista พร้อมชุดซอฟท์แวร์ Office 2007 ซึ่งคำแนะนำนี้ ก็สามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรธุรกิจต่างๆได้ โดย Becta ยังได้กล่าวอีกว่า นี่ถือเป็นคำแนะนำเบื้องต้นเท่านั้น โดยทางโรงเรียนสามารถตัดสินใจได้เองว่า จะเลือกใช้ Windows Vista หรือ Office 2007
แต่ก็อยากจะแนะนำให้ลองมองดูระบบปฏิบัติการอื่นๆดูบ้าง อาทิ Linux หรือพวก open source อื่นๆ อาทิ OpenOffice.org desktop package เป็นต้น




**Bang & Olufsen ปลด CEO หลังกำไรตก - Pantip IT News - 14 มกราคม 2551
Bang & Olufsen ผู้ผลิตเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ของเดนมาร์ก ได้ตัดสินใจปลด Torben Sorensen ออกจากตำแหน่ง CEO ของบริษัท หลังยอดจำหน่ายพร้อมผลกำไรตก
โดยคณะกรรมการของบริษัท Bang & Olufsen ได้ตัดสินใจปลด Torben Sorensen ออกจากบริษัทหลังจากที่ผลกำไรในปีที่ผ่านมาลดลงไป 37เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากยอดขาดผลิตภัณฑ์ตก และมีผลทำให้หุ้นของบริษัทตกลงไปด้วย ซึ่งหลังจากที่ปลด Torben Sorensen ออกไปแล้วก็อาจจะมีปัญหาทางด้านการจัดการภายในบริษัทเล็กน้อยบ้าง แต่ Bang & Olufsen ก็เตรียมที่จะแก้ปัญหาต่างๆโดยเร็วที่สุด โดยคณะกรรมการของบริษัทต้องการที่จะให้หลังจากนี้บริษัทกลับไปเน้นความสนใจที่ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ทางด้านเสียง และภาพวิดีโอคุณภาพสูง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ Bang & Olufsen





*ถอดรหัส'โรคจากวิถีชีวิต' ภัยสุขภาพคนไทยปี'51 - วันจันทร์ที่ 31 เดือนธันวาคม พศ. 2550/มติชน
ในช่วงปลายปีบางคนเตรียมตัวเดินทางไปตรวจเช็คสุขภาพประจำปีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้เตรียมรับมือกับโรคภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี แต่บางคนก็ยังเห็นเป็นเรื่องไกลตัว เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะไปตรวจร่างกายเพราะยังแข็งแรงดี จึงละเลยในเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเอง เรียกว่าผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน ถ้าหากไม่เกิดโรค ก็ไม่เดินทางไปตรวจเช็ค
การนิ่งเฉยและไม่ใส่ใจสุขภาพนี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งจะทำให้โรคมีความรุนแรงและรักษายากมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เป็นที่น่าสังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการป้องกันและดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ แต่จะปล่อยให้เกิดโรคก่อนจึงจะเดินทางไปรักษา หรืออาจเป็นเพราะคนไทยยังยึดหลัก 'ทำอะไรตามใจคือไทยแท้' คือตามใจตัวเองทุกอย่าง โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค จากนิสัยคนไทยในข้อนี้นี่เอง ที่ทำให้โรคต่างๆ มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ เป็นปัญหาที่เกิดจากวิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมและขาดความสมดุล
ถือเป็นภัยเงียบระดับชาติที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้
'เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองและโรคมะเร็ง' อยู่ในกลุ่มของโรคที่เกิดจาก วิถีชีวิตซึ่งเป็นปัญหาสำคัญและมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัญหาที่สังคมไทยทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันป้องกันเพื่อลดปัญหาไม่ให้ขยายวงลุกลาม
โรคจากวิถีชีวิต ซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค แต่เกิดมาจากสาเหตุการใช้วิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้องนั้นเกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และกินผักผลไม้น้อย ทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง มากขึ้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนและอัตราตายด้วยโรคไม่ติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคเบาหวานและอุบัติเหตุจากการจราจรทางบก และจากรายงานสถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2540-2549 พบว่าจำนวนและอัตราตายด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนจำนวนและอัตราตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคเบาหวานและอุบัติเหตุจากการจราจรทางบก พบว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลง
*อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นแต่อย่างใด
ในประเทศไทยแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากวิถีชีวิตดังกล่าว ประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ในระดับโลกพบว่าการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าผู้เสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อ เช่น โรคเอดส์ มาลาเรียไปแล้ว 2 เท่าตัว
นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังระบุว่าในปี 2548 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคจากวิถีชีวิต 35 ล้านคน หรือร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด 58 ล้านคน และหาก ไม่เร่งแก้ไข คาดว่าในปี 2558 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรค ดังกล่าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 หรือประมาณ 41 ล้านคน ซึ่งประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายหลักไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 (พ.ศ. 2550-2554) และแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550-2554 เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ภาวะโรค และภาระค่าใช้จ่ายจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรังดังกล่าว เรื่องนี้ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกัน ผลักดันให้มีแนวทางการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระดับชาติขึ้น โดยได้ยกร่างกรอบแผนยุทธศาสตร์และเส้นทางการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแห่งชาติ พ.ศ. 2550-2559
และได้บูรณาการแผนเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น แผนเบาหวาน แผนอ้วน แผนภัยเงียบ แผนคนไทยไร้พุง โดยได้ยกระดับกรอบงานและขยายเครือข่ายสู่ระดับประเทศ สร้างการมีส่วนร่วมด้วยการจัดระดมสมองเพื่อพิจารณากรอบการทำงานจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจ การยอมรับ และการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดความถูกต้อง เหมาะสม ครบถ้วน และเป็นรูปธรรมเพื่อปฏิบัติได้จริงจังและยั่งยืน และนำไปสู่การสร้างวิถีชีวิตใหม่ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของคนไทย
เราในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งถือเป็นปัญหาระดับชาติ ก่อนอื่นเราต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิตเนื่องจากความเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถป้องกันได้ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา สิ่งมึนเมา สารเสพติด นอกจากนี้ ยังต้องลดความเสี่ยงจากการบริโภค โดยเฉพาะลดการบริโภคอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งมีอยู่มากในอาหารจังค์ฟู้ด
จากการสำรวจเรายังพบอีกว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวในเวลา 20 ปี โดยเพิ่มจาก 12.7 เป็น 29 กิโลกรัมต่อคนต่อปี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีการบริโภคขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมจนมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟันในอัตราที่สูงขึ้นจนน่าตระหนก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนสถาบันการศึกษาจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับการบริโภคให้มากขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของความปลอดภัยของอาหาร ยังเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะการใช้สารพิษและสารเคมีในภาคเกษตรกรรมซึ่งมีปริมาณมากที่สุด การบริโภคพืชผักผลไม้ ประชาชนจึงต้องทำความสะอาดเพื่อขจัดสารพิษ ที่นำไปสู่การเกิดโรคได้
การบริโภคอย่างถูกหลักย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ที่เราจะละเลยไม่ได้ก็คือ การออกกำลังกาย แม้ว่า ในปัจจุบันการเล่นกีฬาและการออกกำลังกายของคนไทยจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังนับว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำเพียงร้อยละ 34.7 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อนำไปเทียบกับประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และสิงคโปร์ ซึ่งมีอัตราการออกกำลังกายประจำมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด การที่เยาวชนออกกำลังกายน้อยลงทำให้ปัญหาโภชนาการเกินเพิ่มมากขึ้น ในปี 2548 เราจึงพบว่ามีเด็กโภชนาการเกินถึงร้อยละ 17 และคาดว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้า 1 ใน 5 ของเด็กปฐมวัยจะเป็นโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าเป็นห่วงอีกเนื่องจากเด็กในวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ในกรุงเทพฯ กว่า 1 แสนคน กินอาหารฟาสต์ฟู้ดทุกวัน ทำให้มีอุบัติการณ์การเป็นโรคอ้วนมากกว่าในภาคอื่นๆ ประมาณ 3-5 เท่า และมีโรงเรียนไม่เกินร้อยละ 40 จัดกิจกรรมออกกำลังกายเสริมนอกจากชั่วโมงพลศึกษา
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สังคมต้องร่วมกันรับรู้เกี่ยวกับ 'โรคจากวิถีชีวิต' เพื่อเตรียมรับมือกับภัยสุขภาพในปี 2551 เตรียมรับมือ 5 โรคร้ายภัยจากวิถีชีวิต
เบาหวาน มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุอย่างอื่นโดยเฉพาะการบริโภคแป้งและน้ำตาลมากเกินไปทำให้เกิดโรคอ้วน รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น
ความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก เป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนไทยและสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีการง่ายๆ คนที่มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมักเกิดจาก บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้า อา มีประวัติเป็นความดันโลหิตสูง หรืออาจเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานมาก่อน รวมทั้งเกิดจากสาเหตุอื่นๆ
โรคหัวใจหลอดเลือด มากกว่า 3 ใน 5 ของคนไทย มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่ 1 อย่างขึ้นไปส่งผลให้โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวอันดับหนึ่งของคนไทย กลุ่มโรคนี้เกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น ความดันเลือดสูง โคเลสเตอรอลสูง การสูบบุหรี่ การมีเส้นรอบเอวหรือน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน ออกกำลังกายไม่เพียงพอ และเบาหวาน
โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุอันดับแรกมาจากอาการความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้นเมื่อหมดวัยมีประจำเดือน พบมากในผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปี ขึ้นไป การป้องกันทำได้โดยหยุดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
โรคมะเร็ง คนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้าจะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผู้ที่หยุด สูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ร้อยละ 60-70 ในผู้หญิง หากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก อีกอย่างหนึ่งคือไม่ตากแดดจ้า เพื่อป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด และไม่ควรกินปลาน้ำจืดดิบ



โดย: jenifaae วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:20:18 น.  

 
*ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและผู้สูงอายุ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและผู้สูงอายุ นำร่องในศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนพิการ 10 จังหวัดเดือนสิงหาคมนี้
วันนี้ (4 เม.ย.51) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เพื่อร่วมกันนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะคนพิการและผู้สูงอายุ ทั้งนี้ จะร่วมกันพัฒนาในด้านต่างๆ ได้แก่ จัดทำมาตรฐานการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อคนพิการ การนำชุดควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านติดตั้งให้กับคนพิการได้ใช้เปิดปิดไฟฟ้าอย่างสะดวก พร้อมทั้งร่วมกับศูนย์พัฒนาคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิกอบรมเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการ และสร้างเครือข่ายข้อมูลคนพิการในเอเชียแปซิฟิก
ด้าน นายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ภายในเดือนสิงหาคม 2551 จะมีการนำร่องดำเนินการแผนดังกล่าวในศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนพิการ 10 จังหวัด อาทิ จังหวัดร้อยเอ็ด ลำปาง นครศรีธรรมราช ลพบุรี เบื้องต้นจะนำชุดอิเล็กทรอนิกส์เตือนภัยสำหรับคนพิการที่คิดค้นโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ไปฝึกอบรมให้อาสาสมัครดูแลคนพิการในลักษณะชุมชนช่วยชุมชน เพื่อให้คนพิการได้รับความสะดวกในการปฎิบัติกิจวัตรมาก




*วันหืดโลก (World Asthma Day)







*กูเกิลผนึกเซลฟอร์ส คู่ศึกตีตลาดซอฟต์แวร์ไมโครซอฟท์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 เมษายน 2551 23:02 น.


กูเกิล (Google) และเซลฟอร์สดอทคอม (Salesforce.com) ประกาศขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างกัน งานนี้เซลฟอร์สยอมทุบหม้อข้าว พ่วงซอฟต์แวร์ Google Apps ชุดซอฟต์แวร์งานเอกสารของกูเกิลให้นักท่องเน็ตใช้งานได้ฟรีแม้ที่ผ่านมาจะมีรายได้หลักจากธุรกิจ'เช่า'ซอฟต์แวร์ออนไลน์ พลีกายขนาดนี้จึงไม่วายถูกมองว่าเป็นความร่วมมือเฉพาะกิจเพื่อการรุกรานอาณาจักรไมโครซอฟท์

รายงานระบุว่า ผลจากสัญญาทำให้โปรแกรมบางส่วนในชุดซอฟต์แวร์งานเอกสารกูเกิลแอปส์ (Google Apps)เช่นซอฟต์แวร์จัดการอีเมล-ปฏิทินงาน และซอฟต์แวร์พิมพ์เอกสาร ถูกรวมอยู่ในเว็บไซต์บริการเช่าซอฟต์แวร์ของเซลฟอร์ส จุดนี้นักวิเคราะห์มองความเคลื่อนไหวของทั้งสองบริษัทว่าเป็นการเปลี่ยนเกมที่น่าจับตามอง เนื่องจากเชื่อว่าจะเป็นการปฏิวัติวิถีการทำงานของผู้บริโภคทั่วโลกครั้งใหญ่

เซลฟอร์สนั้นเป็นที่รู้จักในนามธุรกิจให้เช่าซอฟต์แวร์ออนไลน์ เป็นผู้นำในธุรกิจ 'software as a service' หรือ SaaS ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่ไมโครซอฟท์มุ่งมั่นไปให้ถึงในขณะนี้

ที่ผ่านมา เซลฟอร์สทำธุรกิจโดยอาศัยช่องโหว่ในการทำตลาดของซอฟต์แวร์เอกสารฝีมือไมโครซอฟท์อย่าง Office และ Outlook เซลฟอร์สพุ่งเป้ากลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ต้องการเสียเงินค่าลิขสิทธิ์ราคาแพง เปิดให้เช่าซอฟต์แวร์โดยใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ของเซลฟอร์สเป็นโฮสต์ให้บริการ ผู้บริโภคสามารถใช้งานซอฟต์แวร์เอกสารของเซลฟอร์สได้แบบออนไลน์ ผลคือลูกค้ากลุ่มองค์กรธุรกิจสามารถประหยัดทรัพยากรเครื่องคอมพิวเตอร์ได้มากเพราะไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมในพนักงานทุกคน แถมสามารถเสียค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์น้อยลงเพราะการจ่ายชำระเฉพาะค่าเช่าซอฟต์แวร์ตามการใช้งานจริง

*การขยายความร่วมมือกับกูเกิล ทำให้เซลฟอร์สยอมให้บริการกูเกิลแอปส์โดยไม่คิดค่าบริการ และจะเก็บค่าบริการเฉพาะทางเท่านั้น เช่น ค่าบริการให้คำปรึกษาด้านเทคนิกมูลค่ารายเดือน 10 เหรียญต่อพนักงานหนึ่งคน (ไม่จำกัดจำนวนแอปพลิเคชัน)

จุดนี้รองประธานกูเกิล Dave Girouard ยอมรับว่าไมโครซอฟท์จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการร่วมมือครั้งนี้ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งใจโจมตีไมโครซอฟท์ซึ่งมีแผนทำตลาดซอฟต์แวร์ Office และ Outlook ต่อไปอีกนานในอนาคต

เราไม่ได้ลืมตาตื่นพร้อมคำพูดว่า 'ทำยังไงเราถึงจะโค่นไมโครซอฟท์ได้' แต่เราเชื่อว่าไมโครซอฟท์รู้สึกได้ถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น เราหวังให้นี่คือยุคใหม่ของโลกประมวลผล เพราะขณะนี้ผู้ใช้ทุกคนกำลังเข้าสู่ยุคมืด' Girouard กล่าวทำนองว่ากูเกิลกำลังยื่นมือเข้ามาผ่าทางตัน จุดนี้ซีอีโออิริก ชมิดท์ ระบุว่า กูเกิลและเซลฟอร์สนั้นมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะปรัชญาในการนำเสนอนวัตกรรมใหม่หลากหลายบนโลกอินเทอร์เน็ต

กูเกิลและเซลฟอร์สจะทำงานร่วมกันเพื่อให้มีแอปพลิเคชันและบริการปรากฏบนโลกออนไลน์มากขึ้นๆ เพื่อเปิดทางให้ลูกค้าสามารถทุ่มเทความสนใจไปที่ธุรกิจหลักของแต่ละคนให้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องซอฟต์แวร์อีกต่อไป'

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การร่วมมือครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อทั้งกูเกิลและเซลฟอร์ส เซลฟอร์สได้ยกระดับตัวเองด้วยการเป็นพันธมิตรกับเจ้าแห่งโลกออนไลน์ ขณะที่กูเกิลมีเครดิตและชื่อเสียงในตลาดธุรกิจซอฟต์แวร์ที่ดีขึ้น โดยที่ผ่านมา ซีอีโอกูเกิลยืนยันมาตลอดว่ารูปแบบธุรกิจเช่าซอฟต์แวร์ออนไลน์หรือ SaaS จะเป็นหนึ่งในทิศทางอินเทอร์เน็ตยุคหน้า ซึ่งอาจจะกินเวลายาวนานถึง 20, 30 หรือ 40 ปีนับจากนี้

ยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวอื่นๆของไมโครซอฟท์ นอกจากความพยายามในการควบรวมยาฮู (Yahoo) ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นเบอร์สองของโลก


โดย: jenifaae วันที่: 23 เมษายน 2551 เวลา:17:45:05 น.  

 
*ปราโมทยา อนันตา ตูร์ : จากอินโดนีเซียถึงสยาม

Pramoedya Ananta Toer: From Indonesia to Siam

ปราโมทยา อนันตา ตูร์ : จากอินโดนีเซียถึงสยาม

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน เวลา 13:00-16:00
ห้อง 201 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
นำเสวนาโดย

Benedict Anderson (speaking in English)
สุชาติ สวัสดิ์ศรี (ภาษาไทย)
ภัควดี วีระภาสพงษ์ (ภาษาไทย ผู้แปล : This Earth of Mankind (2543), Child of all Nations (2544), Jejak Langkah (2547)




*นักวิชาการ-นักกฎหมายชี้ให้อิสระตุลาการสอบคอร์รัปชั่น ก่อนร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาต้านทุจริต คศ. 2003 ( UNCAC)

สัมนาไทยเตรียมพร้อมเป็นภาคี ตามอนุสัญญาUNCAC คนดังนักวิชาการ- นักกฎหมาย ร่วมถกคึกคัก เผยให้อิสระตุลาการสอบการฉ้อราษฎร์เป็นธรรม แนะเพิ่มหลักการยึดทรัพย์ผู้ต้องหา

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ ร.ร.รอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ โดยโครงการการศึกษา พันธกรณี และความพร้อมของประเทศไทย ในการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการต่อต้านการการทุจริต ค.ศ 2003 หรือ UNCAC ได้จัดงานสัมนา ในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นภาคี ตามอนุสัญญาด้วยการต่อต้านการทุจริต คศ. 2003 หรือ UNCAC" โดยมีนักวิชาการและบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ดร.วิสูตร ตุวญานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตเอกอัครราชทูตประจำประเทศโปรตุเกส กล่าวในการประชุม เรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในการเข้าเป็นภาคี ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต คศ. 2003 ( UNCAC) ว่า ปัจจุบันประเทศไทย จัดเป็นประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชั่นมากเป็นอันดับที่ 2ในเอเชีย ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงต้องให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหานี้ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การติดสินบนข้าราชการ การทุจริตคอรัปชั่นภายในประเทศและข้ามชาติ โดยทางรัฐสภาได้มองเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และเริ่มร่างกฎหมายเพื่อเสริมการเข้าร่วมเป็นภาคี ตามอนุสัญญาข้างต้น แต่การติดตามการตรวจสอบทุจริตข้ามชาตินั้น เป็นไปได้อย่างลำบาก เช่น กรณีฝากเงินในบัญชีของธนาคารต่างประเทศ โดยใช้นามแฝง หรือธนาคารปฏิเสธการตรวจสอบข้อมูลด้วยข้ออ้างในการรักษาความลับของลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการส่งคืนทรัพย์สินและการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนด้วย
ทางด้าน รศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การวิเคราะห์กฎหมายของไทยว่า จะเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีตามอนุสัญญา UNCAC หรือไม่นั้น ต้องวิเคราะห์จากสภาพการคอรัปชั่นของไทย ไม่ว่าจะเป็น การทุจริตโดยนโยบายของฝ่ายบริหาร เช่น มติคณะรัฐมนตรี การมีมิติของการเกี่ยวข้องผูกพันจากต่างประเทศ การใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ให้เอกชนในตลาดหุ้น การใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน การนำเงินในอนาคตมาใช้ หรือเงินที่ได้มาจากการมอมเมาประชาชน เช่น การนำเงินจากกองทุนหนึ่ง มาใช้และนำเงินจากอีกองทุนหนึ่งมาคืนซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะมีการสังเกตพบ และยากที่จะสืบ เชื่อมโยงไปยังผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เพราะการเอื้อผลประโยชน์ระหว่างกันจนกระทั่งการทุจริตคอรัปชั่นในปัจจุบัน เป็นการทุจริตแแบบไร้พรหมแดน

ขณะที่ รศ.ธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หากประเทศไทยทำสัญญาเข้าเป็นภาคีตามอนุสัญญา UNCAC จะต้องมีการเพิ่มเติมหลักการการติดตาม อายัด ยึดทรัพย์ ริบทรัพย์ผู้ต้องหา ซึ่งปัจจุบันตามประมวลกฎหมายอาญานั้นสามารถริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดหรือใช้ในการกระทำผิดได้ หากทรัพย์สินนั้น ไม่ได้มาจากการกระทำผิดจะริบไม่ได้

นอกจากนี้ ตามอนุสัญญา UNCAC ยังกำหนดให้มีสาระสำคัญเพิ่มเติม คือ การติดตามตามอายัดยึดทรัพย์ ริบทรัพย์ผู้องหาได้ตามมูลค่าของทุจริต แต่ในการติดตามยึดสินทรัพย์คืนในการทุจริตคอรัปชั่นนั่นทำได้ยาก เพราะจะมีการคำนวณได้อย่างไรว่า ความเสียหายจากกรทุจริตนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ และหากเป็นเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นข้ามชาติ ก็เป็นเรื่องที่ยากขึ้นอีกมาก
ส่วน ดร.ธรรมนูญ พิทยาภรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม กล่าวว่า การพิพากษาของศาลแต่ละประเทศ ถือเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ เพราะฉะนั้นการเปิดรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ จึงถือเป็นการกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศ สังเกตได้จากการทำข้อตกลงหลายๆ เรื่องเป็นต้น แต่ทั้งนี้ หลายประเทศก็ไม่ให้ความร่วมมือในการลงนาม เช่น ในเรื่องคดีอาญาที่ยังมีปัญหาอยู่ รวมถึงการมีความพยายามที่จะลดความแตกต่างของกฎหมายในประเทศต่างๆ ลง โดยชักชวนเข้ามาเป็นภาคีซึ่งก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ต้องใช้อำนาจของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแทน อย่างในกรณีของเว็บไซต์ยูทิวบ์ ซึ่งเคยมีการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเผยแพร่โดยหมิ่นพระเกียรติ ซึ่งเรื่องดังกล่าวหากเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ถือเป็นเรื่องที่ผิดอย่างแน่นอน แต่ทางผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไม่ถือเป็นความผิด ทำให้เอาผิดกับผู้กระทำผิดได้ยาก

นอกจากนี้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ยังกล่าวถึงข้อบัญญัติที่สำคัญของอนุสัญญา UNCAC ว่า ยังให้ความสำคัญกับความอิสระกับฝ่ายตุลาการและบทบาทของตุลาการในการต่อต้านการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อป้องกันโอกาสในการทุจริตภายในศาลหรือการดำเนินการกับบุคคลที่ทำการทุจริตและช่วยสร้างคุณธรรมให้กับฝ่ายตุลาการ ด้านการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม การใช้กำลังบังคับข่มขู่คุกคาม เสนอหรือให้ประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการรบกวนในกระบวนการพิจารณาคดีให้ถือเป็นความผิดอาญาเมื่อกระทำโดยเจตนา
ส่วนการกำหนดเขตอำนาจศาลการกระทำผิดเกิดขึ้นในดินแดนของประเทศใด หรือบนยานพาหนะที่สัญจรไปมาระหว่างกันันั้น ให้ถืออยู่ในเขตอำนาจศาลของประเทศนั้น ขณะที่ในเรื่องค่าทดแทนความเสียหาย บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำทุจริต มีสิทธิที่จะดำเนินคดีต่อผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้น รวมไปถึงการยักยอกเงินกองทุนของรัฐ หรือการฟอกเงินสามารถทำการยึดทรัพย์สินบนพื้นฐานของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วในประเทศภาคีที่ร้องขอ ให้คืนทรัพยืสินแก่ประเทศนั้นๆ

พ.ต.ต.สมพล กองทุ่งมน พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบในวงราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาในการทำงานของตำรวจ อันดับแรก คือ ประชาชนมักจะร้องทุกข์มาที่ตำรวจก่อน เพราะการไปร้องเรียนกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ทำได้ยาก และที่สำคัญไม่รู้ว่า บุคคลที่จะฟ้องร้องนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ และแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ก็ไม่รู้ว่าได้ออกจากราชการไปหรือยัง โดยเฉพาะตำแหน่งสูงๆ ก็ต้องแจ้งผู้ที่มาร้องเรียนว่า เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของป.ป.ช.
ขณะที่ความผิดซึ่งมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษยังไม่ชัดเจน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลราคา ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม อีกประเด็นคือ กรณีที่ไม่ใช่ความผิดทางอาญาแต่ผู้ร้องก็ยังยืนยันที่จะร้องต่อ และที่สำคัญก็คือ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ให้ความสำคัญในการปราบปรามคอร์รัปชั่น
ส่วนเรื่องอุปสรรคในการทำงานตาม UNCAC และการคุ้มครองพยานนั้น พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบในวงราชการ กล่าวว่า หน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้สอบสวน หากพยานอยู่ไกล จะไม่มีการมาร้องขอ เพราะพยานไม่เห็นความสำคัญของการคุ้มครองพยาน ถ้าหากยังไม่มีภัยเกิดขึ้นกับตนหรือคนใกล้ชิด

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงอนุสัญญา UNCAC ข้อที่ 6 ซึ่งว่า ด้วยเรื่ององค์กรการต่อต้านการทุจริตเชิงป้องกัน ว่า การมีหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชั่นนั้น ตนเห็นว่าไม่ควรมีเฉพาะแต่ ป.ป.ช.เท่านั้น เนื่องจากยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ร่วมรับผิดชอบด้วย ดีเอสไอ ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ อยู่ 2 ประการ คือ งานประจำที่ทำอยู่ในหน้าที่ และคอยตรวจสอบคดีอื่นทั้งการปกครอง และตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นด้านกฎหมายของดีเอสไอจึงมุ่งให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานเป็นทีม
สำหรับประเด็นการคุ้มครองพยานผู้เชี่ยวชาญ และพยานผู้เสียหาย นั้น นายธาริต กล่าวว่า มีอุปสรรคพอสมควร จึงต้องให้มีการรวมภาครัฐเข้ามาร่วมทำงานด้วย โดยให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำงาน อย่างเช่น การขอข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าธนาคาร รวมไปถึงการแฮ็คข้อมูลส่วนตัว โดยจะต้องมีหมายศาลอย่างถูกต้องก่อนทำการสืบค้น นอกจากนี้ ในส่วนของการกระทำความผิดมีหลายอาชีพอยู่ร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องดึงผู้เชี่ยวชาญจากด้านต่างๆ มาทำร่วมกันเพื่อให้เท่าทันกลุ่มองค์กรอาชญากรรมเหล่านั้น โดยหน่วยงานรัฐหลายฝ่ายควรจะร่วมมือกันทำงานเพื่อเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในการตรวจสอบต่อไป


โดย: jenifaae วันที่: 23 เมษายน 2551 เวลา:17:45:59 น.  

 
*รหัสลับภายในโทรศัพท์โนเกีย

http://www.oknation.net/blog/jigko/2008/04/10/entry-1

ดูอีมี่ Serial Number (IMEI) ของเครื่อง *#06#
ดู Version เครื่อง*#0000#
Hard Reset (กดเสร็จแล้วให้ใส่รหัส 12345) *#7370#
Bluetooth device address *#2820#
WLAN MAC Address *#62209526#
Life timer(เวลาใช้งาน ของเครื่อง) *#92702689# ู เครื่องใหม่ต้องเป็น 0

การแปลรหัสเสียงแบบพิเศษเต็มอัตรา (Enhanced Full Rate): * 3 3 7 0 # [ # 3 3 7 0 # off]
การแปลงรหัสเสียงแบบครึ่งอัตราHalf Rate: * 4 7 2 0 #
Provider lock status: # p w + 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 + 1
Network lock status: # p w + 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 + 2
Provider lock status: # p w + 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 + 3
SimCard lock status: # p w + 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 + 4
รหัสโทรศัพท์ : 12345
1234567890 – คือเลขรหัสซึ่งขึ้นกับอีมี่ของเครื่อง(สอบถามได้จากผู้จำหน่าย)

1. หมายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก

ถ้าเกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที่ไม่มีสัญญาณเลย
แต่มีเหตุด่วนเหตุร้าย ให้กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติ
แม้แต่เราล็อคปุ่มก็ยังกดเบอร์นี้ได้..ลองดูสิครับ

หมายเหตุ – ถ้าอยู่ดาวอังคารคงใช้ไม่ได้...ฮ่า

2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ...สำหรับรถที่ใช้ Remote Key

ถ้ารถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ้าน
ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ
(เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ)

เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขาให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรอง
ในขณะที่เราถือมือถือให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต
(คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้กดต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้ก ับมือถือของเขาในขณะที่กดปุ่ม)
ประตูรถก็จะเปิดออกเหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเองเล ยแหละ
ระยะทางไม่มีปัญหาแม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็น ร้อย ๆ กม. ก็ตาม

3. กรณีแบ็ตใกล้จะหมด *3370#

สำหรับมือถือ Nokia ถ้าเกิดถ่านเหลือน้อยเต็มทีจนใกล้ดับ
แต่เราจำเป็นต้องโทรออก
ให้กด *3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมา
แล้วแสดงให้เห็นว่าเพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50%
และมันจะชดเชยส่วนสำรองนี้ในการชาร์จแบ็ตครั้งต่อไป


4. ถ้าโทรศัพท์หาย ต้องการทำให้ใช้ไม่ได้ตลอดไป

ในกรณีนี้เราต้องใช้หมายเลข serial number ประจำเครื่องซึ่งมี 15- 17 หน่วย
การที่จะทราบหมายเลขนี้ก็ไม่ยากครับ
กด *#06# แล้วหมายเลขประจำเครื่องก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล
จดไว้ครับแล้วเก็บไว้ให้ดี.....
ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่นให้โทรไปที่ศูนย์แล้วแจ ้งหมายเลขให้เขาไป
เขาก็จะบล็อคเครื่องของเราให้
แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย
ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน Sim card มันก็จะยังใช้ไม่ได้อยู่ดี
ได้อย่างเดียวคือไว้เขวี้ยงหัวหมาหรือหลังคาคนอื่น
(อาจจะหลอกไปขายต่อได้..ถ้าคนซื้อต่อเขาไม่รู้....)





*100 คำที่ควรเลี่ยงในการส่งอีเมล์ & ตั้งชื่อหัวข้อ


คลิกเพื่ออ่านรายละเอียด



โดย: jenifaae วันที่: 23 เมษายน 2551 เวลา:17:46:46 น.  

 
*เศรษฐินี 'เฉิง หยาน' ผู้สร้างอาณาจักรพันล้านจากขยะ
ประชาชาติออนไลน์/วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3992 (3192)

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า บรรดา 'ขยะ' ที่เราทิ้งกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจะ มีค่าดั่ง 'ทอง' และกลายเป็นอาชีพที่สร้างความร่ำรวยให้คนหลายๆ คน รวมถึงเศรษฐีนีชาวจีน 'เฉิง หยาน' ที่ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของจีนใน ปี 2549 และติดอันดับมหาเศรษฐีระดับ พันล้านในทำเนียบของ 'ฟอร์บส' ในปีเดียวกัน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินใน มือถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์

เธอผู้นี้สร้างเนื้อสร้างตัวจนติดอันดับโลกจากธุรกิจรีไซเคิลกระดาษ จนหลายคนเรียกขานเธอว่า 'ราชินีแห่งขยะ' (Queen of Trash)

โดยเธอเป็นผู้ก่อตั้งและควบตำแหน่งประธานบริหารบริษัท 'ไนน์ ดราก้อน เปเปอร์' ซึ่งรับซื้อเศษกระดาษในตลาดสหรัฐ จากนั้นจะนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อทำเป็นกระดาษแข็งที่เรียกว่า paperboard สำหรับนำไปใช้ผลิตกล่องบรรจุสินค้าในจีน

หลังจากเปิดดำเนินการมากว่า 12 ปี รายงานผลกำไรของบริษัท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2550 ไนน์ ดราก้อน เปเปอร์ มีกำไรราว 270 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 19 เท่าตัวเมื่อเทียบกับในปี 2546 ซึ่งปัจจุบันลูกค้ารายใหญ่ๆ ของไนน์ ดราก้อนฯ อาทิ โคคา-โคลา ไนกี้ และโซนี่

ที่จริงแล้ว ก่อนหน้าที่ 'เฉิง หยาน' จะสร้างอาณาจักรธุรกิจรีไซเคิลกระดาษ จนใหญ่โตอย่างในปัจจุบัน เธอเริ่มต้น ธุรกิจจากการเปิดบริษัทซื้อขายกระดาษในฮ่องกงเมื่อปี 2528 ด้วยเงินลงทุนเพียง 3,800 ดอลลาร์ ซึ่งรับซื้อเศษกระดาษ จากสหรัฐ

ต่อมาในปี 2533 เธอย้ายไปอยู่ที่ลอสแองเจลิส และแต่งงานกับสามีคนที่ 2 ซึ่งเกิดที่ไต้หวัน แต่ไปเติบโตที่บราซิล จากนั้นก็ตั้งบริษัทส่งออกกระดาษชื่อ 'อเมริกา ชุง นัม' ซึ่งเป็นบริษัทผู้ส่งออกกระดาษขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และเป็นผู้ส่งออกไปตลาดจีนรายใหญ่ที่สุด

เธอเดินทางกลับไปฮ่องกงในปี 2538 และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท 'ไนน์ ดราก้อน เปเปอร์' ร่วมกับสามีและน้องชาย เพราะมองเห็นโอกาสจากความต้องการมหาศาลในตลาดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ย่านตงกวน และสามารถระดมเงินได้มากถึง 500 ล้านดอลลาร์จากการขายหุ้น ไอพีโอในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อเดือนมีนาคม 2549

'เฉิง หยาน' ในวัย 50 ปีเคยให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีไว้ว่า เธอเพิ่งจะอายุ 20 กว่าๆ เท่านั้นในตอนที่เริ่มเข้ามา สู่ธุรกิจนี้ใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นเศษกระดาษยังเป็นของที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นแค่ขยะสกปรก ซึ่งก็ไม่ต่างกับที่เธอรู้สึกในตอนแรก

แต่เธอเริ่มค้นพบศักยภาพของธุรกิจนี้อย่างจริงจัง เมื่อได้ร่วมงานกับบริษัทผลิตกระดาษในเมืองเสิ่นเจิ้นเมื่อทศวรรษ 1980 ซึ่งถือเป็นยุคบูมของบริษัทผู้ส่งออก สัญชาติจีน และกำลังหิวกระหายกล่องกระดาษสำหรับใส่สินค้าส่งออกไป ต่างประเทศอย่างมาก

ขณะที่กระดาษที่ผลิตในจีนยังด้อยคุณภาพและมีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่มองเห็นโอกาสทำเงินจากธุรกิจรีไซเคิลกระดาษ ซึ่งเธอเปรียบว่า ขยะจากกระดาษเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีค่าเช่นเดียวกับป่าไม้ เพราะกระดาษรีไซเคิลสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ปัจจุบัน ไนน์ ดราก้อน เป็นบริษัท ผู้ผลิต paperboard รายใหญ่สุดของจีน โดยมีเครื่องจักร 13 ตัว ซึ่งมีความสามารถในการผลิตราว 4.5 ล้านตัน ต่อปี และมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 72% เป็นปีละ 7.75 ล้านตันในปี 2551 และเพิ่มเป็น 10.15 ล้านตัน ภายในปี 2552 โดยเตรียมลงทุนสร้างโรงงานแห่งที่ 4 ในหนิงเหอมูลค่า 2.3 พันล้านหยวน เพิ่มจาก 3 โรงงานที่มี อยู่ในฉงชิ่ง ตงกวน และไทคัง

'รีซอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ซิสเต็มส์' ประเมินว่า ความต้องการใช้กระดาษประเภทนี้ในจีนจะเพิ่มขึ้น เป็น 34 ล้านตัน ภายในปี 2553 หรือราว 24% ของความต้องการรวม ทั้งโลก

นั่นทำให้ราคาขยะประเภทกระดาษ เพิ่มขึ้น เพราะกระดาษ paperboard ได้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญไปแล้ว โดยนับถึงเมื่อปลายปี 2550 ราคาเศษกระดาษเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 135 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มจาก 100 ดอลลาร์ในช่วงปลายยุค 1990

เคล็ดลับความสำเร็จของ 'เฉิง หยาน' อยู่ที่ความสามารถในการมองไปข้างหน้า

'การทำนายความต้องการของตลาดได้ไกลกว่าคู่แข่ง เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถเป็นผู้นำในตลาดนี้ได้'

หน้า 4


โดย: jenifaae วันที่: 23 เมษายน 2551 เวลา:17:47:03 น.  

 
*พบข้อมูลชิพ iPhone 3G ในเฟิร์มแวร์ 2.0beta

มีการเปิดเผยจากนักเจาะเฟิร์มแวร์ของ iPhone ว่าในเฟิร์มแวร์ 2.0beta ที่เปิดให้นักพัฒนาใช้งานอยู่นั้นมีข้อมูลของชิพที่จะใช้ใน iPhone เวอร์ชั่น 3G ซ่อนอยู่ด้วย

ผู้พัฒนาโปรแกรม ZiPhone โปรแกรมแฮ็คปลดล๊อคยอดนิยมสำหรับ iPhone เปิดเผยในเวบไซต์ http://www.ziphone.org/ ว่าในโค๊ดของเฟิร์มแวร์ 2.0beta ที่ Apple เปิดให้นักพัฒนาโปรแกรมดาวน์โหลดไปทดสอบใช้งานกันนั้น มีการซ่อนข้อมูลของชิพที่จะถูกนำมาใช้ในโทรศัพท์ iPhone เวอร์ชั่น 3G ที่จะจำหน่ายเร็วๆนี้ด้วย โดยระบุว่าเป็นชิพ "SGOLD3" ชิพเซ็ตของ Infineon ขณะที่ iPhone รุ่นปัจจุบันจะใช้ชิพ SGOLD2 ซึ่ง iPhone รุ่น 3G จะรองรับการรับส่งข้อมูลที่ความเร็ว 7.2Mbps ขณะที่รุ่นปัจจุบันจะทำงานได้ที่ 3.6Mbps รวมถึงสนับสนุนมาตรฐาน WCDMA ที่ใช้แพร่หลายในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นด้วย แต่ขณะเดียวกัน AT&T พาร์ทเนอร์ของ iPhone ในสหรัฐฯกำลังจะอัพเกรดเครือข่ายเป็นมาตรฐาน HSUPA ซึ่งชิพที่ใช้ใน iPhone 3G จะยังไม่รองรับมาตรฐานนี้ได้ นอกจากนี้ชิพ SGOLD3 ยังสามารถรองรับการบันทึกภาพวิดีโอ รวมถึง vdo call แบบ 2ทางได้ ขณะที่ชิพรุ่นปัจจุบันไม่สามารถรองรับงานด้านนี้ได้






*ขอเชิญนำเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1
ด้วยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะจัดการประชุมวิชาการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1 เรื่อง 'ทิศทางการวิจัยพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน' ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ แอนด์รีสอร์ท กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ จึงใคร่ขอเชิญผู้สนใจเสนอผลงานโดยส่งบทคัดย่อ แผ่นซีดีบันทึกข้อมูลและประวัติเจ้าของผลงาน ส่งกลับไปยังศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม ภายในวันที่ 15 มกราคม 2551 และส่งรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยฯ โทร 0-2577-7087, 0-2577-4182-7 ต่อ 1102, 1125




*ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม Company Visit สำหรับเดือน พ.ค. - มิ.ย. 51

เรียน ผู้สนใจทุกท่าน

ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม Company Visit สำหรับเดือน พ.ค. - มิ.ย. 51



ผู้สนใจสามารถ กรอกใบสมัครได้ที่ เอกสารที่แนบมาพร้อมกันนี้ หรือ http://www.thaiinvestors.com/CV/index.php
จากนั้น ส่งกลับมาที่ โทรสาร 02-237-1994 หรือ waranya@thaiinvestors.c




*ใบสมัครอบรมหลักสูตรเปิดโลกธุรกิจออนไลน์กับ http://www.dbdmart.com

ชื่อ............................................นามสกุล..........................................อายุ..............ปี

ที่อยู่.............................................................ถนน...................................................

ตำบล (แขวง)........................................อำเภอ(เขต)................................................

จังหวัด..................................................รหัสไปรษณีย์.............................................

โทรศัพท์มือถือ.......................................โทรศัพท์...................................................

e-mail:………………………………………………


ต้องการอบรมวันที่

[ ] 22 เมษายน 2551

[ ] 23 เมษายน 2551

เวลาอบรม: 09.00 น – 12.00 น.

สถานที่อบรม: ณ ห้อง 30168 ชั้น 6 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

กระทรวงพาณิชย์ ถ.สนามบินน้ำ ต.บางกระสอ อ.เมือง

จ.นนทบุรี 11000

สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2547-5961

หมายเหตุ: หากสนใจกรุณาส่งใบสมัครอบรมกลับมาที่ Fax หมายเลข 0-2547-5973 หรือแนบไฟล์ส่งมาที่ dbdmart@gmail.com


โดย: jenifaae วันที่: 23 เมษายน 2551 เวลา:17:47:44 น.  

 
*สารเพื่อนเสม ฉบับที่ 28 มีนาคม-เมษายน 2551

สวัสดีค่ะ สมาชิกสารเพื่อนเสม ผู้มีพลังใจใฝ่การเรียนรู้ทุกท่าน

เนื่องด้วยเสมสิกขาลัยได้คำนึงถึงปัญหาการใช้กระดาษอย่างสิ้นเปลือง และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติมีมากขึ้นทุกขณะ อีกทั้งการจัดส่งข่าวสารทางไปรษณีย์ที่ล่าช้าและตกหล่น
ด้วยเหตุนี้เสมสิกขาลัยจึงขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่านที่สามารถเข้าถึงข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ต
ร่วมเป็นสมาชิกข่าวสารของเสมสิกขาลัย โดยการบอกรับสารเพื่อนเสมฉบับอีเล็กทรอนิกส์
ซึ่งท่านจะได้รับสารเพื่อนเสมก่อนฉบับตีพิมพ์ถึง 2 สัปดาห์ และไม่เสียค่าธรรมเนียมสมาชิกใดๆ

***หากท่านใดสนใจให้ความร่วมมือ กรุณาตอบกลับเมล์ฉบับนี้มายังเสมสิกขาลัย (หากไม่มีการตอบกลับจะดำเนินการส่งทางไปรษณีย์เช่นเดิม)***

สารเพื่อนเสมฉบับที่ 28 มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ดังนี้ค่ะ

+ พุทธธรรมในยุคโลกาภิวัฒน์ (เรียบเรียงโดยย่อจากปาฐกถาเสมฯครั้งที่ 14)
--ในทรรศนะ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
+ วิถีแห่งผู้กล้า : คุณค่าแห่งการภาวนาในวิถีตันตระ
--เรจินัลด์ เรย์ เขียน/วิจักขณ์ พานิช ถักทอและเรียงร้อยถ้อยคำ
+ คลื่นความรู้สึก : คลื่นดนตรี
--เจนจิรา โลชา
+ สีสันของปัญญา
--ธีรยุทธ เผ่าแสงนิล
+ แค่เข้าใจ
--ต้นข้าว
+ Love Phobia : ความรักคือความทรงจำ
--Lakelights


สารเพื่อนเสมฉบับนี้ได้จัดทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว สามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

sem_news_v28.pdf (file size : 4.298 MB)


สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เสมสิกขาลัย สำนักงานรามคำแหง 02-314 7385 ถึง 6 ติดต่อ วรวรรณ มีบำรุง
http://www.semsikkha.org/semmain/4-newsletter/1_newsletter.php





*ญาติวีรชน 6ตุลา จวก"สมัคร"จ้อสื่อนอกบิดเบือน - เดลินิวส์ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551
นายคงเจตน์ พร้อมนำพล ประธานคณะกรรมการกองทุนญาติวีรชน 6 ตุลา พร้อมญาติผู้เสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แถลงข่าวไม่พอใจนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กรณีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวีรชนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ว่ามีเพียง 1 คน และมีการนำศพมาเผาแล้วเผาอีกนั้นไม่เป็นความจริง เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่วนนายสมัครจะต้องออกมาขอโทษบรรดาญาติวีรชนเดือนตุลาหรือไม่ถือเป็นดุลพินิจนายสมัครเอง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มของญาติวีรชนผู้เสียชีวิต จะประชุมขอความเห็นกันในวันนี้ เกี่ยวกับการออกมาตรการกดดันนายสมัคร ซึ่งจะมีการแถลงให้รับทราบต่อไป


โดย: jenifaae วันที่: 23 เมษายน 2551 เวลา:17:48:04 น.  

 
*ไพโรจน์ พลเพชร 'ผลักดันกม.คือหัวใจการเมืองภาคประชาชน 2551'
การเมืองภาคประชาชนในรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังกันมากว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในปี 2551 เพราะตัวกฎหมายให้โอกาสไว้ค่อนข้างมาก จากสถานการณ์ของปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่มีเรื่องในอดีตส่งผลต่อเนื่องมา ประเด็นอะไรที่จะเป็นเรื่องหลักให้การเมืองภาคประชาชนเปิดเวทีแสดงได้เต็มที่ 'ไพโรจน์ พลเพชร' นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนด้านกฎหมายมีวางทิศทางไว้แล้ว
จุดเริ่มต้นของการเมืองภาคประชาชนมาจากอะไร
การเมืองภาคประชาชน เป็นการที่ประชาชนลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายภาคสาธารณะ ตรวจสอบหรือกำหนดนโยบายสาธารณะ จริงๆ มีมานานแล้วแต่รูปแบบเริ่มชัดเจนขึ้นในรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงขึ้นในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ที่เรียกว่า 'การเมืองภาคประชาชน'
ผมมักจะรู้สึกว่า การเมืองภาคประชาชนเป็นเหมือนเรื่องของ 'ชีวิต' ที่จับต้องได้ เป็นเรื่องที่ประชาชนกำหนดได้ ไม่ได้เป็นการถกเถียงเรื่องหนทางขึ้นสู่อำนาจ ใครจะเป็นรัฐมนตรี ใครจะขึ้นสู่ตำแหน่ง ที่เป็นเรื่องของการเมืองในระบบที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องของประชาชน สะท้อนให้เห็นจากพื้นที่ข่าวที่ปรากฎบนสื่อมวลชน
ข้อแตกต่างของการเมืองภาคประชาชนในรัฐธรรมนูญปี 2540 กับ 2550 คืออะไร
ปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการให้อำนาจประชาชนมีพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับโดยสถาบันที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกที่ได้ยอมรับความชอบธรรมว่าการเมืองภาคประชาชนมี พื้นที่อยู่จริงที่ขยายพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบทบาท 4-5 เรื่อง คือ การจัดการทรัพยากร การตรวจสอบโครงการของรัฐ การเสนอกฎหมาย สามารถเสนอได้ถ้ารวมตัวกันได้ 50,000 ชื่อ การมีส่วนร่วมในการรวมชื่อถอดถอนนักการเมืองจากตำแหน่ง
สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ออกแบบมาให้จำกัดการเข้ามามีบทบาทของนักการเมือง แม้จะมีบทบาทของประชาชนมากขึ้น แต่ยังต้องรอให้ออกกฎหมายลูก และมีกระบวนการอีกหลายขั้นตอน ตัวบทบัญญัติเองก็มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพและเสถียรภาพของนักการเมือง อาชีพให้แข็งแกร่งมากขึ้นมากกว่า
การเมืองภาคประชาชนมีกระบวนการดำเนินงานอย่างไร
มีทั้งที่เกิดจากองค์กรชาวบ้านและ NGO วิธีการจะแตกต่างกันเช่นยื่นหนังสือ สัมมนา เดินขบวน แต่หลักๆ แล้วมีรูปแบบ 4 แบบ คือ
1. ประชาชนเข้ามาร้องทุกข์ในเรื่องที่เดือดร้อนกับรัฐบาลให้แก้ปัญหา เป็นเรื่องที่สังคมเพิ่งเปิด อาจจะมีรูปแบบหลายอย่าง ตั้งแต่ การยื่นหนังสือมาชุมนุม
2. เป็นการตรวจสอบ นโยบาย โครงการ หรือกิจกรรม โดยเฉพาะที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า
3. เป็นการลุกขึ้นมาเพื่อจัดการดูแลตัวเอง เช่น จัดการป่าที่เรียกว่า ป่าชุมชน หรือจัดการเงินของตัวเองที่เรียกว่ากลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ การจัดการเรื่องเกษตรที่เรียกว่าเกษตรทางเลือก
4. เป็นการเสนอนโยบายหรือกฎหมาย ซึ่งจะอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่

คิดว่าภาวะที่จะกดดันให้ประชาชนออกมาขับเคลื่อนมีอะไรบ้าง
ประเด็นหลักจะเป็นการจัดการเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่ก็จะเป็นเรื่องการจัดการป่า ความต้องการสวัสดิการแก้ปัญหากับผู้สูงอายุในชนบทที่ไม่มีใครดูแลและมี จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนชราในภาคเกษตรก็ลำบาก การเมืองเรื่องปฏิรูปที่ดิน ต้องกระจายสิทธิการถือครองที่ดิน การสร้างความเป็นธรรมในที่ดินที่ต้องมีระบบภาษีก้าวหน้าในเรื่องที่ดินหรือ ทรัพย์สินรวมทั้งมรดกเพื่อสร้างความเป็นธรรม

ปัญหาหนี้สินภาคเกษตรที่ยังไม่มีใครจัดการได้ มีแต่นโยบายพักชำระหนี้ที่ใช้หาเสียง ขาดการจัดการที่ดินที่เป็นธรรม การจัดการกระบวนการผลิตที่พึ่งวัตถุดิบปุ๋ยจากต่างชาติก็ไม่มีทางแก้ไขได้ สนับสนุนให้ปลูกพืชทีละอย่าง เมื่อมีสินค้ามากไปก็จัดการกับตลาดไม่ได้ ผมเห็นว่าปัญหาหนี้สินแก้ได้ด้วยการผลักดันให้เกิดการลดช่องว่างคือ 'ปฏิรูปภาษี' โดยเฉพาะภาษีทรัพย์สิน และภาษีที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้คนไม่มีที่ดินเข้าไปใช้ประโยชน์แทน
ผมมองว่าเรื่องที่จะต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดก็คือเรื่องน้ำ อย่างล่าสุดที่ถึงขั้นต้องปิดสภาเพื่อให้หยุดการออกกฎหมายการจัดการเรื่อง น้ำให้ได้ เพราะกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์จะใช้ระบบตลาดเข้ามาจัดการน้ำ ที่ผ่านมาแสดงว่าชุมชนตื่นตัวสูงขึ้นหรือเปล่า
คนไทยมีพัฒนาการโดยโครงการของรัฐขนาดใหญ่ที่เข้าสู่ชุมชน จะถูกตรวจสอบโดยประชาชน จากที่ในอดีตไม่มีเสียงเลย เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประชาชนตื่นตัวคือ 1. ได้ข้อมูล 2. ต้องประกันสิทธิให้รวมตัวกันได้ ต้องไม่ขัดขวางการรวมตัว 3. ต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกทุกรูปแบบ เช่น การชุมนุมโดยสงบ อันเป็นเครื่องมืออันเดียวที่จะแสดงออกซึ่งความต้องการและไม่ต้องการ เพราะชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือการตัดสินใจทางอำนาจได้ จึงต้องใช้เครื่องมือ 3 ข้อนี้ จึงเกิดอำนาจต่อรองเพียงพอ
ตัวอย่างการขับเคลื่อนของชาวบ้านที่เกิดผลชัดเจน
กรณีบ่อนอกหินกรูด ด้วยสามารถทำให้โรงไฟฟ้าย้ายไปหมดแล้ว แต่ตอนนี้กลับไปเจอที่ประจวบที่สหวิริยาไปทำเป็นโรงงานถลุงเหล็ก ก็ไปเจอว่ายึดที่ป่าชายเลนสาธารณะออกเป็นโรงงานถลุงเหล็ก ก็มีการตรวจสอบกันอยู่เวลานี้ แต่ปรากฎว่าทหารไปประกาศเป็นกฎอัยการศึกที่ให้อำนาจทหารจับกุมหรือทำลายได้ ถ้าเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
การต่อสู้ที่สำคัญมีปัจจัยสำเร็จอยู่ที่ 1. รวมตัว 2. มีข้อเสนอที่ชัด 3. มีช่องทางนำเสนอเพื่อให้คนได้สื่อสารกัน ข้อที่ 3 ยังเป็นอุปสรรคอยู่ จริงๆ การลงมือทำก็มีองค์ความรู้ไปด้วยอยู่แล้ว การรวมตัวจะสำเร็จได้ต้องรู้ปัญหา ต้องรู้สิทธิของตัวเอง รู้สาเหตุปัญหา รู้ว่ามีสิทธิอะไร รู้ว่าจะใช้สิทธิในแบบไหน มีช่องทางทำอะไรได้บ้าง ได้เตรียมขับเคลื่อนอะไรในปี 2551 นี้บ้าง
ปีนี้เตรียมเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายกับความมั่นคง กฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรป่าและน้ำ กฎหมายเกี่ยวกับสภาเกษตรกรที่ให้เกษตรกรรวมตัวกันเข้มแข็งขึ้นให้เกษตรกรมี อำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง กฎหมายปฏิรูปที่ดินกับภาษีก้าวหน้าเป็นประเด็นที่สำคัญมาก จะดูจากเงื่อนไงรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อพัฒนาพื้นที่บทบาทประชาชนให้สูงขึ้น จึงต้องปรับปรุงนโยบายและกฎหมายในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น ผมจึงคิดว่าจะเป็นหัวใจของการทำงานในปีนี้

*กลุ่มการเมืองภาคพลเมืองท้องถิ่น เปิดเวทียื่นข้อเสนอให้สส.ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่นำผลสรุปเข้าสู่สภาฯ - อับดุลเลาะ หวังหนิ สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ปัตตานี - ห้องประชุมวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มการเมืองภาคพลเมืองท้องถิ่น ประกอบด้วยผู้นำศาสนา องค์กรเอกชน ข้าราชการ นักธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการและประชาชนในท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมโดยจัดเวทีเสวนา เพื่อยื่นข้อเสนอที่รวบรวมมาได้จากเวทีเสวนาหลายๆ ครั้งที่จัดมาก่อนหน้านี้ เสนอให้ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เตรียมผลักดันเข้าสู่สภา ขณะที่ตัวแทนการเมืองภาคประชาสังคมได้ให้ข้อมูลความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีทั้งเด็ก สตรีและผู้ชายที่ถูกคุมขังเนื่องจากเหตุรุนแรงในพื้นที่ที่มีอย่างต่อเนื่อง
ดร.อิสมะแอ อาลี ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ. ปัตตานี ในฐานะประธานเครือข่ายกลุ่มการเมืองภาคพลเมืองเพื่อท้องถิ่นได้กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเวทีการเลือกตั้งได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้นหลังเลือกตั้งเสร็จ ส.ส.ที ่ได้รับเลือกตั้งทุกคนคงจะได้ไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับประชาชน เวทีถัดนี้ไปเป็นเวทีของการทำงานเพื่อประชาชน เพื่อที่จะช่วยเหลือประชาชน ร่วมกันแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่นี้ต่อไป
ต่อปัญหาที่เป็นอยู่ในพื้นที่ อ.อิสมะแอ อาลี กล่าวว่าตนได้รวบรวมปัญหาต่างๆ ในพื้นที่พบว่ามี 3 ประเด็นหลักๆ ในประเด็นแรกเป็นเรื่องของการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและทรัพยากร ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องสังคม และประเด็นที่ 3 เกี่ยวกับการศึกษาและวัฒนธรรม
สาระสำคัญสำหรับข้อเสนอในข้อแรก เป็นเรื่องที่ประชาชนมีความต้องการในเรื่องการเมืองการปกครองท้องถิ่น ได้แก่ในเรื่องของการกระจายอำนาจการปกครอง ในทางสังคม มีข้อเสนอของภาคประชาสังคมในเรื่องการมีศาลชารีอ๊ะ (ศาลที่ใช้กฎหมายอิสลาม) สำหรับพื้นที่นี้ รวมทั้งการพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึก หรือมาตรการด้านความมั่นคงต่างๆ และประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการที่จะได้รับการปฏิบัติในเรื่องความยุติธรรม นิติรัฐ รวมทั้งสิทธิมนุษยชน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหา 3 จชต. ได้อย่างยั่งยืน'
ดร.อิสมะแอ ระบุว่า ทางกลุ่มองค์กรเอกชนได้รวบรวมปัญหาในพื้นที่ทางด้านเศรษฐกิจพบว่า ปัญหาการจัดการทรัพยากรทางทะเล ทรัพยากรด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาเศรษฐกิจเฉพาะด้าน ปัญหาที่พบทุกวันนี้ เช่น การว่างงานของบัณฑิต ซึ่งรัฐจะต้องแก้ไขโดยด่วน ทางด้านที่ดินมีปัญหาเกิดขึ้นในหลายหมู่บ้าน ตัวอย่างเช่นบริเวณเทือกเขาบูโด (จังหวัดนราธิวาส) เป็นปัญหาอย่างมากที่อุทยานแห่งชาติไปทับที่ทำมาหากินของชาวบ้าน ในท้องที่ อ.ยะหา, อ.บันนังสตา และอื่นๆ ใน 3 จังหวัดก็พบปัญหาทำนองนี้เช่นกัน นอกจากนี้การที่ทรัพยากรชายฝั่งเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงก็พบว่ามีที่มาจากหลายๆ สาเหตุ ทำให้ชาวประมงชายฝั่งได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่ปัญหาก็มีตลอดโดยที่ไม่มีใครใส่ใจลงไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง...
ในเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จะต้องพัฒนาศักยภาพของประชาชนให้สามารถสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ รัฐต้องจัดสรรแหล่งทุนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเฉพาะด้าน โครงการ IMT-GT หรือเขตเศรษฐกิจพัฒนาพิเศษใน พท. 3 จชต ในทางปฏิบัติกลับพบว่า 1.ไม่มีความสัมพันธ์กัน 2.ไม่มีความต่อเนื่องกัน และ 3.ประชาชนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือประชาชน มิได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างแท้จริง ทำให้ก่อปัญหาในระยะยาวขึ้น พูดถึงภาคธุรกิจการเงินการธนาคารที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ตนคิดว่าปัจจุบันมีสหกรณ์อิสลามเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำตามแบบแผนอิสลามอย่างครบถ้วน เพราะว่ายังมีระเบียบข้อบังคับตามอย่างสหกรณ์ทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ทราบว่า สหกรณ์อิสลามที่เป็นไปตามแบบแผนอิสลามจริงๆ เป็นรูปเป็นร่างอยู่ในช่วงไหน สำหรับบัณฑิตที่ว่างงานจำนวนมากเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบฯ รัฐจะมีมาตรการดูแลที่น่ชัดเช่นไร
ทางด้านสังคม ศาสนาและวัฒธรรม ตนคิดว่าองค์ประกอบดังกล่าวคือส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้ครอบครัว เชื่อว่าครอบครัวแข็งแรงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจด้วย ทางด้านการศึกษา จำเป็นที่จะต้องพัฒนาสถาบันการศึกษาของชุมชนให้แข็งแกร่ง ไม่ว่าในหรือนอกระบบ เพราะจะเป็นส่วนสำคัญที่จะเสริมสร้าง จรรโลงและพัฒนาเยาวชนทุกคนให้เป็นคนดีคนเก่งต่อไป ถ้าสถาบันการศึกษาแข็งแกร่ง พ่อแม่ก็ไม่ต้องมามัวนั่งเป็นห่วงว่าลูกๆ ของตนจะถูกล้างสมองไปเป็นคนร้าย หลักสูตรการศึกษาต้องมีมาตรฐานที่ดีที่จะพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ได้ และควรมีงบประมาณไปช่วยเหลือครูที่สอนสถาบันตาดีกาอย่างเพียงพอด้วย ซึ่งจะเป็นผลสะท้อนให้การเรียนการสอนมีคุณภาพสูงขึ้น ในเรื่องทุนการศึกษาในพื้นที่นั้น ปรากฎว่านักเรียนนักศึกษามุสลิมสามารถเข้าถึงทุนการศึกษาที่เป็นผลงอกเงยมาจากดอกเบี้ย ซึ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม การแก้ไขในบางส่วนก็ไม่เป็นที่ยอมรับ ทางด้านสังคมมีข้อเสนอจากกลุ่มผู้หญิงในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบ การช่วยเหลือเยียวยาไม่ว่าทางเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา ควรเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและจับต้องได้
*ผู้รับช่วงเสวนาคนต่อไปคือ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะอดีต ส.ว. และอดีต สนช. ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ส.เขต 1 จ.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้กล่าวคนแรกว่า ตนได้ตัดสินใจลงเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากต้องการต่อยอดในการทำงาน เมื่อได้รับเลือกตั้ง แต่ก็ใช่ว่าตนจะลดน้ำหนักของการเมืองภาคพลเมืองหรือการเมืองแบบมีส่วนร่วมแต่อย่างใด ตนจึงอยากจะให้เครือข่ายท้องถิ่นได้พัฒนาและเข็มแข็งขึ้น ระหว่างหาเสียงกลุ่มของตนคือ 'กลุ่มสัจจานุภาพ' ได้นำเสนอนโยบายของกลุ่ม โดยตนมีแนวทางในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว และเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยไม่ต้องแก้กฎระเบียบหรือแก้ไขกฎหมายให้ยุ่งยากมากมาย อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับเลือกตั้งในเช้าวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา พรรคของตนคงจะเข้าไปร่วมกับพรรคแกนนำหลักที่จะตั้งรัฐบาล ตนจะพยายามผลักดันนโยบายเกี่ยวกับ 3 จชต. ของกลุ่มตนเพื่อให้เป็นนโยบายหลักของพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป
*นายอันวาร์ สาและ ในฐานะที่ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ปัตตานี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้กล่าวคนต่อไปว่า โดยส่วนตัวตนอยากจะมองเห็นภาพของนักการเมืองไม่ว่าจะสังกัดพรรคใด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาวบ้านอย่างแท้จริงโดยยึดถือผลประโยชน์ของชาวบ้านเป็นที่ตั้ง ตนเชื่อว่าวิธีทำงานของแต่ละคนอาจต่างกันบ้าง แต่ก็สามารถจะปรับเข้าหากันได้ไม่ยาก สิ่งที่ตนไม่อยากเห็นก็คือ ภาพพจน์ของนักการเมืองเวลานี้ที่ไม่สู้ดี สังคมมองว่านักการเมืองเลว หรือท่าดีแต่ทีเหลวมีมาก ในความคิดเห็นของตนไม่ว่าภาพพจน์ของนักการเมืองจะดีหรือเลว ขออย่างเดียวว่า อย่าได้ไปเกี่ยวข้องหรือข้องแวะกับผลประโยชน์ของส่วนรวมโดยเด็ดขาด
*ส่วนนายอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ ส.ส.สัดส่วนหมายเลข 1 นักการเมืองเก่าลายครามจากพื้นที่เขต 8 พรรคพลังประชาชนกล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับ 3 จชต. ได้มีการนำเสนอที่เป็นระบบมาแล้ว ตนเป็นคนที่ทำงานมาตลอด แต่เป็นนักการเมืองที่ไม่มีผู้ช่วย ยุคนี้เป็นยุคที่นักการเมืองโชคดีที่มีทีมงานมาช่วยทำงานแทน กล่าวถึงการที่นักการเมืองมีการเสนอแนวคิดหรือโครงการต่างๆ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่ ตนเห็นว่าในทางปฏิบัติมันกลับไม่ง่ายเลย เนื่องจากบ่อยครั้งที่ข้อเสนอนั้นๆ ไปกระทบกับสิ่งอื่นหรือผู้อื่น ตัวอย่างเช่นมีการเสนอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ยกเลิก พรบ. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ยกเลิก พรบ.ความมั่นคงฯ ที่เพิ่งผ่าน สนช. มาหยกๆเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งหลายคนว่าเป็นกฎหมายอันตรายแบบสุดๆ แต่ก็ผ่าน สนช.ออกมาได้ เวลานี้มีการใช้กฎอัยการศึกซึ่งตนคิดว่ามันไม่เหมาะ เพราะว่ากฎอัยการศึกนั้นเขาใช้เมื่อบ้านเมืองอยู่ในสภาพสงครามเท่านั้น แต่บ้านเรายังไม่ถึงขั้นนั้น ส่วนการมี พรบ.ในสถานการณ์ฉุนเฉินซึ่งตนคิดว่ามันแย่ แต่ก็คิดว่ามันดีกว่ากฎอัยการศึก เพราะ พรบ.ฉุนเฉินฯ ให้อำนาจบังคับบัญชาแก่เจ้าหน้าที่ทั้งสามฝ่ายคือ ทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ดังนั้นจึงน่าจะมีการกลั่นกรองได้ดีกว่า แต่กฎอัยการศึกมันเป็นเรื่องของคนสีเขียวฝ่ายเดียว จึงสุ่มเสี่ยงกว่ามาก เพราะบางทีก็ไปคิดกันเอาเองโดยไม่มีใครทักท้วง เหตุการณ์หลายๆ เรื่อง บ่อยครั้งเรารู้แต่เราก็พูดไม่ได้ หรือทำอะไรไม่ได้
ส.ส.อารีเพ็ญกล่าวว่า ตนได้เสนอวิธีที่จะแก้ปัญหา 3 จชต.ไปแล้ว ซึ่งหนีไม่พ้นหลักการกระจายอำนาจ ซึ่งมีหลักของการถ่ายโอนอำนาจ หลักของการถ่ายโอนงบประมาณ การกำหนดโซนนิ่งเขตพื้นที่แหล่งเริงรมย์ แต่อำนาจที่จะกะเกณฑ์ทั้งหมดนี้รวมอยู่ที่ส่วนกลางทั้งหมด แม้กระทั่งการออกใบอนุญาตสถานเริงรมย์ สถานบันเทิงต่างๆ เป็นอำนาจซึ่งมาจากส่วนกลางทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเราพูดกันในจุดนี้ก็จะทะเลาะกันยาว เพราะว่ากรม กอง หน่วยงานต่างๆ ที่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ มักเสียดายอำนาจที่ตนมีอยู่ จึงไม่อยากปล่อยมือ อยากกุมอำนาจเด็ดขาดไว้ในมือตลอดไป แต่ถ้าพินิจดู โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การที่เราอยากจะให้ชีวิตของเราอยู่ดี มีการพัฒนาที่ดี รวดเร็ว เป็นหลักการว่าเราต้องรู้จักย่อยองค์ใหญ่ให้เล็ก เช่นระบบราชการซึ่งเป็นองค์ใหญ่ เทอะทะ อุ้ยอ้าย ต้องปรับให้เล็กลง ให้คล่องตัว ทำงานได้ฉับไวและสร้างประโยชน์ได้สูงสุด ตนได้เดินทางไปศึกษาดูงาน รวมทั้งดูรูปแบบการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย สหรัฐอเมริกา พบว่าองค์กรของรัฐเล็กลงเรื่อยๆ อำนาจต่างๆ ลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น เมื่ออำนาจต่างๆ ลงสู่ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ก็สามารถตัดสินใจอะไรได้เอง มีความรวดเร็ว และสามารถนำประโยชน์สูงสุดกลับมาสู่ชุมชน

ทางด้านนายนิมุคตาร์ วาบา อดีต ส.ว. และ ส.ส. สมัยแรกจากเขต 2 จ.ปัตตานี พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่าตนอยากจะให้เครือข่ายนี้ทำงานต่อไปและมีความเข้มแข็งขึ้น พื้นที่ตรงนี้ปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาวะวิกฎต ที่สำคัญมีทั้งความขัดแย้งในด้านความคิดและความขัดแย้งในวิธีการปฏิบัติ ซึ่งดูเหมือนกำลังเกิดขึ้นถึงขั้นรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม ถือเป็นภาระหน้าที่หลักของตัวแทนประชาชนไม่ว่า ส.ส. หรือ ส.ว.ซึ่งกำลังจะเลือกตั้งต่อไปในอีกไม่นาน ปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้ ทุกๆ วันมีเรื่องของการถูกจับ ถูกออกหมายจับ หลายคนเป็นคนบริสุทธิ์ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นกลุ่ม ส.ส. หลายๆพรรคควรจะได้มาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาในพื้นที่นี้ให้ได้ โดยที่ในพื้นที่ตอนนี้มีกฎเหล็กอยู่ ทั้งกฎอัยการศึก พรบ.ในสถานการณ์ฉุนเฉินฯ และ พรบ.ความมั่นคงฯ ซึ่งกำลังตามมา คิดว่าสถานการณ์จะยิ่งหนักและเลวร้ายขึ้น ความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมคงจะไม่ยุติง่ายๆ เพราะฉะนั้นเครือข่ายภาคประชาสังคมนี้จะต้องรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง ทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ถ้าจะจัดการเสวนาในลักษณะนี้ต่อไป
ควรต้องเชิญ ส.ส. ให้ทั่วถึงรวมถึงจากจังหวัดสงขลาด้วย
ทางด้านภาคประชาสังคม นางโสรยา จามจุรี ตัวแทนสตรีในพื้นที่ 3 จชต. ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า ตอนนี้ผู้หญิงลำบากมาก ผู้หญิงต้องทำงานทั้งงานบ้านและงานนอกบ้าน การใช้กฎอัยการศึกก็ดี การใช้ พรบ.ฉุกเฉินก็ดี สร้างผลร้ายอย่างมากมาย เพราะทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องดูแลลูกตามลำพัง เพราะสามีถูกจับถูกนำตัวไปสอบสวน และถูกจับกุมดำเนินคดี เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้หญิงก็ต้องวิ่งไปหาทนาย ไปประสานทางด้านศาล ไปทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเอง เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมให้สามี จึงเป็นภาระที่หนักมากสำหรับผู้หญิงที่ไม่เคยคุ้นกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งแม้แต่ผู้ชายอกสามศอกก็มีปัญหา ผู้หญิงหลายคนในพื้นที่ถึงกับยอมลุกขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ยอมเสี่ยงกับภัยอันตรายนานา เพราะทราบว่าหลายครั้งผู้ชายไม่สามารถขับเคลื่อนหรือทำอะไรได้มากนัก ท่ามกลางการจ้องจับผิดและเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จึงอยากขอให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคส่วนทางการเมือง ซึ่งมีท่าน ส.ส. เป็นหลัก ได้ช่วยเหลือกลุ่มผู้หญิงบ้าง ผลสะท้อนก็จะตกอยู่กับเด็กๆ และผู้ชายที่หลายคนถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม
ตัวแทนภาคประชาสังคมคนต่อไปคือ นพ. อนันตชัย ไทยประทาน ซึ่งเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ ต่างได้รวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายภาคประชาชนอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะทางด้านการเมือง หลักใหญ่ใจความอยู่ที่มาตรา 87 กับ 78 โดยมาตรา 78 ระบุในเรื่องการกระจายอำนาจ ทำอย่างไรให้มีรูปแบบการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตนไม่ได้พูดคำว่า 'ปกครองตนเอง' ไม่ได้พูดคำว่า 'เขตปกครองพิเศษ' แต่ตนพูดตามความในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในระยะยาว หรือแบ่งออกเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะยาว ส่วนมาตรา 87 เป็นการสร้างความเข้มเข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน สังคมมีกองทุนมีอะไรต่างๆมากมาย ถ้าไปขยายผลให้ พรบ.ลูกออกมา ก็สามารถจะยก 3 จังหวัดเป็นแม่แบบในการกระจายอำนาจ เพราะที่ผ่านมาทุกคนก็ทราบดีว่า การกระจายอำนาจจริงๆ มีไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ที่อำนาจจากส่วนกลางยอมที่จะแบ่งปันมาให้
เมื่อพิเคราะห์จากรัฐธรรมนูญและความจริงในระดับสากล แน่นอนว่าแนวโน้มการปกครองในอนาคตจะต้องมีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น แล้วเหตุใดจึงไม่เริ่มในพื้นที่ที่มีปัญหาก่อน คือพื้นที่ 3 จังหวัด ซึ่งไม่ได้เรียกว่า 'การปกครองตนเอง' และไม่ใช่ 'เขตปกครองพิเศษ' แต่เป็นการกระจายอำนาจการปกครองตามแบบแผนประชาธิปไตย ซึ่งทั่วโลกเขาทำกัน 'คุณหมอ' บอกถึงจุดยืนของเครือข่ายฯ ที่ 'ไม่เอา' กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน และ พรบ.ความมั่นคงฯ เพราะว่าไม่มีใครอยากทนเห็นประชาชนเห็นชาวบ้าน 'ถูกกระทำ' ถ้าตราบไดทั้งสามกฎหมายเผด็จการนี้ยังอยู่ ประชาชนก็จะลำบากและทุกขเวทนาแสนสาหัส
ในฐานะแพทย์และอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน 'คุณหมอ' สามารถเข้าไปเยี่ยมพี่น้องที่ถูกจับได้ถึงในคุก 'ผมบอกได้เลยว่าการทรมาน การซ้อม การอุ้มหาย การฆ่า.. นับวันยิ่งสูงขึ้น ถ้าหากว่าเราไม่เข้าไปจัดการ ไม่เอาเรื่องเข้าสภา เปิดสภาก็จะยิ่งแย่ ต้องพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก ในระดับผู้ใหญ่เขาพูดว่าไม่มี แต่จริงๆ มันมี ตอนนี้มีนักโทษเป็นร้อยๆ คนที่ถูกทรมาน...
ผมพูดได้เลยว่า พวกเขาถูกซ้อมมาจาก ฉก.เล็กๆ, ฉก.ใหญ่ๆ มันไม่ซ้อมเพราะรู้ว่าเราจะต้องไปตรวจเยี่ยม แต่ ฉก.เล็กเราไปตรวจเยี่ยมไม่ได้ แต่ในที่สุดก็ต้องส่งมาที่ใหญ่ พี่น้องเราถูกซ้อมไม่ต่างกับที่ค่ายกวนตานาโม ถูกซ้อมไม่ต่างจากที่อาบูตออิบของอิรักเลย ผมไปเห็นพี่น้องเราถูกกระทำทุกวัน ถ้าเราไม่ช่วยกันไปปลดล็อกในสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้ว่าเขาไม่เลิกให้ในช่วงนี้ แต่อย่างน้อยให้มีการตรวจสอบได้ ให้มีองค์กรมากกว่าสิทธิมนุษยชนซึ่งมันก็ยังเป็นเสือกระดาษอยู่มาดูแล เมื่อไรก็ตามที่ไม่มีคนเข้าไปตรวจสอบ ไม่มีทนายเข้าไปตรวจสอบ ไม่มีระบบอัยการเข้าไปตรวจสอบ มันก็เป็นอย่างที่เห็นภาพ เพราะว่าอเมริกานำอยู่ข้างหน้าแล้ว ไทยเราตามอย่างอเมริกา ใช้วิธีสอบสวนสืบสวน ใช้รูปแบบของอเมริกา วิธีการตั้งค่ายก็มาจากอเมริกา อย่าลืมว่าวิธีการจับแบบเหมารวมนั้นมันโดนทั้งคนดีและคนไม่ดี คนดีที่โดนนั้นในที่สุดเมื่อเขาออกมา เขาก็ไม่อยู่กับรัฐแล้ว เขาถูกซ้อม ทรมาน ถูกแก้ผ้าตลอดทั้งคืน ถูกจับมัดกับเสาแบบที่เราเห็นในอิรักไม่มีผิด' นพ.อนันตชัยกล่าว
ยิ่งภาพที่ผมเห็นมากับตา... ทุกๆอาทิตย์ที่ผมต้องไปทำงาน ผมรับรู้มาโดยตลอด ผมได้เข้าไปเยี่ยมในสถานะของอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ล่าสุดเขาจะเปิดเรือนจำของทหาร ไม่รู้ว่าจะเปิดเรือนจำเพื่อใคร ไม่ใช่เพื่อพี่น้องของเราที่ถูกจับไปตรงนั้น ยิ่งไม่มีใครตรวจสอบได้ วันนี้ก็เป็นแบบคุกมืดอยู่แล้ว พี่น้องเราหลายคนเข้าไปก็เสียตา เพราะไฟเปิดตลอดเวลา ห้องน้ำห้องส้วมก็อยู่ในห้องเดียวกันหมด ทั้งวันทั้งคืนไฟเปิดตลอด พอออกมาตาก็เลยเสีย' นพ.อนันตชัยให้ข้อมูล
โดยเฉพาะ ส.ส. อย่างน้อยที่เราทำงานตรงนี้ก็เป็นตัวช่วยท่าน อย่างน้อยเราก็ช่วยเอาข้อมูลให้กับท่าน แล้วผมคิดว่า ส.ส. 15 คนกับ ส.ว.อีกรวมกัน 20 กว่าคน เราอยากจะให้มาคุยเรื่องปัญหาสามจังหวัด ขอให้พวกเราเป็นตัวกลางได้ไหม' นพ. อนันตชัย ไทยประทานกล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหวัง


โดย: jenifaae วันที่: 23 เมษายน 2551 เวลา:17:48:28 น.  

 
* ขอเชิญผู้สนใจทดลองใช้บริการวารสารออนไลน์ จากสำนักพิมพ์ Karger

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญผู้สนใจทดลองใช้วารสารอิเล็กทรอนิกส์จากสำนักพิมพ์ Karger ให้บริการวารสารวิชาการ ด้านการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ (Human Medicine, Humanities และ Natural Sciences) เรียงตามลำดับอักษรให้เลือกใช้ บริการ มีsubject guide แนะนำรายชื่อวารสารตามเรื่องที่ท่านต้องการ โดยหน้าโฮมเพจของ วารสารแสดงรายละเอียดแนะนำผู้แต่ง และบทบรรณาธิการของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของท่าน เพื่อประโยชน์ที่ท่านจะนำมาพิจารณาในการใช้บทความนั้น นอกจากนี้ท่านจะได้รับเอกสารเต็มฉบับ (full text) ข้อมูลด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถทดลองใช้บริการได้ที่ http://library.tu.ac.th/ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31




*พระโพธิสัตว์แห่งไต้หวัน ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน

โดย มนทิรา จูฑะพุทธิ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10994


*โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ

15 ปีมาแล้ว...

ฉันได้อ่านนิตยสารเล่มหนึ่งที่ตีพิมพ์เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง

ขณะพลิกหนังสือทีละหน้า...ทีละหน้า สายตาก็ต้องมาหยุดอยู่ที่ภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง

มองด้วยสายตาทางโลก เธอเป็นผู้หญิงสวย ร่างโปร่งระหง ชวนมอง

มองด้วยสายตาทางธรรม ภิกษุณีพุทธชาวไต้หวันท่านนั้น มีใบหน้าสงบงามด้วยความเมตตา จีวรสีเทาที่ท่านสวมใส่ทำให้ท่านดูสำรวมและเคร่งขรึม

ทว่าสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะมองจากมุมไหน คือแววตาที่ฉายความมุ่งมั่น

ชื่อของท่าน คือ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน

เนื้อเรื่องในบทความบรรยายถึงการอุทิศตนเพื่อสาธารณกุศลของท่าน ทั้งเรื่องของการช่วยเหลือคนยากไร้ การให้การศึกษา การพยาบาลผู้เจ็บป่วย และการสร้างสื่อคุณธรรมเพื่อใช้พุทธธรรมนำสังคม ภายใต้องค์กรทางศาสนา ชื่อ 'มูลนิธิเมตตาสงเคราะห์ (ฉือจี้) พุทธศาสนาไต้หวัน'

ฉันหวังว่าสักวันคงมีโอกาสได้กราบภิกษุณีรูปนี้ และได้ไปไต้หวันเพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานของท่าน

เช้าวันหนึ่ง ฉันได้รับโทรศัพท์จากท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ถามว่า

'ยังสนใจที่จะไปไต้หวันอยู่หรือเปล่า'

'แล้วเราจะได้พบ 'ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน' หรือเปล่าคะ'

'แน่นอน' คือคำตอบรับทั้งของท่านและของฉัน

และแล้ววันนั้นก็มาถึง

พระโพธิสัตว์แห่งไต้หวัน ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน

ห้องรับรองภายในโรงพยาบาลไถจง

ห้องสี่เหลี่ยมนั้นกว้างขวาง ชุดรับแขกใหญ่วางอยู่กลางห้อง อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฉือจี้ และอาคันตุกะจากประเทศไทยยืนเรียงแถวเป็นระเบียบ

ห้องแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ ให้ความรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก

ฉันเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว เมื่อครั้งเข้าเฝ้าองค์ทะไล ลามะ ที่ 14 ที่ประเทศอินเดียเมื่อ 9 ปีก่อน

แต่กระนั้น ฉันก็ยังคงรู้สึกตื่นเต้นซะไม่มี

ไม่เกินสิบนาที ภิกษุณีที่ฉันตั้งตารอคอยมา 15 ปี ก็ก้าวเท้าออกมาจากช่องประตู 'ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน'

ฉันทราบมาก่อนหน้านี้แล้วว่าท่านธรรมาจารย์อายุ 71 ปี เข้าแล้ว จึงคาดหวังว่าจะได้เห็นนักบวชหญิงซึ่งชราตามวัย ที่ไหนได้ ร่างบอบบางหากสูงโปร่งที่เดินมาทักทายผู้มาเยือนนั้น ดูกระฉับกระเฉง แข็งแรง และมีพลังเหลือเกิน ท่านเดินหลังตรง สง่า และใบหน้ายังคงสงบงามด้วยความเมตตา

ไม่ต่างจากภาพในหนังสือที่ฉันเคยเห็นมาก่อน แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม

ฉันอ่านหนังสือชีวประวัติและคำสอนของท่านหลายเล่ม กระนั้น ก็ยังมีคำถามในใจว่า นักบวชหญิงร่างโปร่งบางท่านนี้สร้างงานมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้คนนับล้านได้อย่างไร

ยอมรับอย่างไม่อายว่า ฉันไม่รู้จักมูลนิธิฉือจี้มาก่อน ไม่รู้ว่ามูลนิธินี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ไม่รู้ว่ามูลนิธินี้ทำอะไรบ้าง ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีมูลนิธิฉือจี้ที่ประเทศไทยด้วย (เชยจริงๆ ค่ะ)

มารู้ก็เมื่อมาเห็นดีวีดีพรีเซ้นเทชั่นที่ไต้หวัน เป็นเรื่องราวว่าด้วยการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของมูลนิธิฉือจี้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ภาพเก่าเล่าเรื่องเปิดฉากดังนี้…

ต้นฤดูฝน ปี พ.ศ.2506 (ท่านธรรมาจารย์อายุ 26)

ท่านมหาเถระอิ้นซุ่นได้รับลูกศิษย์ไว้ท่านหนึ่ง และได้ตั้งฉายาว่า 'เจิ้งเหยียน' พร้อมให้โอวาทลูกศิษย์ว่า

'ทำเพื่อพุทธศาสนา เพื่อมวลชีวัน'

นับแต่นั้นมา ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนก็ทำงานสงเคราะห์ที่ชนบทภาคตะวันออกของไต้หวันอย่างจริงจัง

เดือนมีนาคม ปีพ.ศ.2509 (อายุ 29)

มูลนิธิพุทธฉือจี้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากเงินบริจาคของแม่บ้านที่เป็นลูกศิษย์ 30 คน โดยการประหยัดเงินค่ากับข้าววันละ 50 สตางค์ทุกวันมาเป็นทุนการกุศล

หลังสั่งสมประสบการณ์นับ 10 ปี ท่านธรรมาจารย์ค้นพบว่าการเจ็บป่วยเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ และเป็นสาเหตุของความยากจน

เมื่อล่วงรู้ปัญหาแล้ว...

ในฤดูร้อนปีพ.ศ.2522 (อายุ 42)

ท่านธรรมาจารย์รายงานมหาเถระอิ้นซุ่นว่า ท่านอยากก่อสร้างโรงพยาบาลที่สมบูรณ์แบบที่ฮวาเหลียน มหาเถระอิ้นซุ่นได้ฟังปณิธานของลูกศิษย์ด้วยความสงบ ได้เตือนด้วยเสียงเบาๆ ว่า

'งานนี้เปรียบเสมือนทางลำบากและยาวไกลมาก'

ท่านธรรมาจารย์รับฟังด้วยคัมภีรภาพ มั่นใจในปณิธานไม่คลอนแคลน ไม่คิดว่าตั้งแต่อิฐก้อนแรก...งานก่อสร้างโรงพยาบาลจะต้องพบกับอุปสรรคอย่างมาก หากท่านธรรมาจารย์ก็ไม่ย่อท้อ ปณิธานอันแรงกล้าทำให้เศรษฐีและชาวบ้านนับจำนวนไม่ถ้วนซาบซึ้งใจในมหาเมตตาของท่าน จึงได้ชักชวนผู้คนให้มาร่วมกันสร้างโรงพยาบาล

วันนี้ โรงพยาบาลฉือจี้ทั่วทั้ง 6 แห่งในไต้หวัน ได้ใช้วิทยาการและเมตตาจิตถักทอเป็นเครือข่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งไม่เพียงจะบำบัดความทุกข์ที่ไต้หวันเท่านั้น หากยังเยียวยาความเจ็บปวดของชาวโลกด้วย

พลังความรักที่ยิ่งใหญ่นี้มีต้นกำเนิดจากประเทศไต้หวัน แถมส่งมอบความรักต่อไปยัง 5 ทวีป ใน 39 ประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย...

ความรักความเมตตาของท่านธรรมาจารย์มิได้จำกัดเพียงแค่การช่วยเหลือชีวิตผู้คนด้วยการสร้างโรงพยาบาลเท่านั้น หากท่านยังสร้างชีวิตด้วยการสร้างโรงเรียนด้วย

ท่านธรรมาจารย์เชื่อว่า...

ความหวังของสังคมอยู่ที่เด็กๆ ความหวังของเด็กๆ อยู่ที่การศึกษา

ปัจจุบันโรงเรียนของฉือจี้มีตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และเป็นการศึกษาที่ให้ความสำคัญด้านความรู้ควบคู่จริยธรรม

*จากงานการกุศลเมื่อ 10 ปีแรก มาถึงงานด้านรักษาพยาบาลใน 10 ปีที่สอง จนถึงงานให้การศึกษาใน 10 ปีที่สาม และงานด้านจริยศาสตร์คืองานใน 10 ปีที่สี่ของมูลนิธิฉือจี้

1 มกราคม ปีพ.ศ.2548 (อายุ 68)

ศูนย์จริยธรรมฉือจี้ได้เปิดทำการที่ไทเป ท่านธรรมาจารย์หวังว่า การปลูกฝังด้านจริยธรรมนี้จะสร้างกระแส 'จริง ดี งาม' ให้แก่มวลมนุษย์ไปทั่วโลก

ไม่มีใครล่วงรู้ว่า...

เมื่อ 40 ปีก่อน ฝีก้าวที่ไร้เสียงและสั้นๆ ฝีก้าวนั้น จะทำให้ฝีก้าวคนจำนวนมากทั่วโลกต่างพากันก้าวเดินตาม หากด้วยดวงจิตที่มุ่งมั่น และด้วยปณิธานที่ไม่เคยคลอนแคลนของท่านธรรมาจารย์ ทำให้มูลนิธิพุทธฉือจี้กลายเป็นตำนานแห่งความจริงที่ปรากฏแก่สายตาชาวโลกตราบจนทุกวันนี้

ฉันมีโอกาสได้ฟังธรรมบรรยายที่ท่านธรรมาจารย์กล่าวกับคณะแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครของท่าน ความว่า

'มูลนิธิฉือจี้เริ่มต้นเมื่อ 42 ปีที่ผ่านมา จนมาถึงปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นก็ค่อนข้างที่จะลำบาก ตอนที่เริ่มต้นจะเป็นรุ่นบุกเบิกที่ลำบากมากๆ เราเริ่มต้นจากไม่มี...กระทั่งมี บางคนบอกว่าฉือจี้ใหญ่โตมาก แต่เขาไม่รู้ว่าตอนที่เริ่มต้นนั้นฉือจี้ไม่มีอะไรเลย

'องค์กรของฉือจี้ใหญ่ขนาดนี้แล้วเป็นระเบียบเรียบร้อยได้อย่างไร ก็ด้วยการใช้ศีลเป็นตัวกำหนด และใช้ความรักเป็นตัวปกครอง

'ทุกๆ การกระทำจะต้องเริ่มจากจิตใจที่งดงาม เราต้องรู้จักอดกลั้น และรู้จักมารยาทเพื่อที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามของฉือจี้ให้สืบเนื่องต่อๆ ไป เพื่อให้มีจิตวิญญาณของความเป็นฉือจี้'

'ตอนนี้มีมูลนิธิพุทธฉือจี้ 45 ประเทศทั่วโลก เราจะบริหารให้คนมีจริยธรรมได้ ก็ด้วยการใช้ศีลเป็นตัวกำหนด ใช้ศีลเป็นหลักในการบริหาร คนของฉือจี้ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือที่ต่างประเทศ จิตใจต้องงดงาม ความดี ความงาม ความจริงจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากการอบรม การอุทิศตนเป็นพื้นฐานของอาสาสมัคร และต้องการการศึกษามาช่วยพัฒนาด้วย การช่วยเหลือผู้คนต้องเกิดจากจิตใจอย่างแท้จริง ความซื่อสัตย์สามารถทำให้จิตวิญญาณของฉือจี้เป็นหนึ่งเดียว

'ขอบคุณแพทย์พยาบาลทุกคนที่เดินมาเส้นทางนึ้ เราไม่ได้ช่วยเหลือผู้คนแค่ชาวไต้หวันเท่านั้น แต่ช่วยคนทั้งโลก ช่วยมนุษยชาติ คือต้องช่วยให้คนมีความสุข นี่คือภารกิจที่เราต้องแบกเอาไว้ โรงพยาบาลเป็นของพวกเรา ผู้ป่วยเป็นญาติของเรา เป็นครอบครัวของเรา จงดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจกรุณา เราต้องช่วยคนยากไร้ด้วยหัวใจ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ทำได้มั้ย'

มีเสียงตอบรับจากแพทย์พยาบาลโดยพร้อมเพรียงกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สุดท้าย ท่านธรรมาจารย์กำชับว่า ต้องตั้งใจนะ...ต้องตั้งใจ

จากนั้น ท่านธรรมาจารย์ได้มอบของที่ระลึกให้กับคณะแพทย์และพยาบาล ความเมตตาของท่านเผื่อแผ่มายังทุกคน ด้วยการมอบของที่ระลึกให้คณะจากเมืองไทย

ฉันซึ่งกำลังกดชัตเตอร์เก็บภาพอยู่ ได้รับการเรียกให้เข้าไปรับของ ฉันแบมือออกทั้งสองมือด้วยความเคารพ ท่านวางของที่ระลึกให้ ครั้นถึงสร้อยข้อมือ ท่านสวมให้เรียบร้อย

ใจกระหวัดไปถึงตอนรับของที่ระลึกจากองค์ทะไล ลามะ ฉันแบมือออกทั้งสองข้างด้วยความเคารพเพื่อรับมอบพระพุทธรูปองค์เล็กจากท่าน พระองค์เห็นสายสิญจน์ทิเบตที่ฉันผูกอยู่ที่ข้อมือ ท่านจึงชี้แล้วสรวลเล็กน้อยเป็นทำนองว่าเราเป็นชาวทิเบตเหมือนกัน

ฉันยิ้มด้วยความปลื้มใจ...ต่อทั้งสองเหตุการณ์ ที่แม้จะเกิดขึ้นต่างกรรม ต่างวาระ แต่ก็ให้ความรู้สึกเต็มตื้น

พบเพื่อพราก จากเพื่อเริ่มต้น

ฉันยังคงรู้สึกประทับใจไม่หายแม้ขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินในยามค่ำคืนที่เครื่องกำลังทะยานขึ้นจากพื้นมองจากช่องหน้าต่าง เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่กำลังวิบวับด้วยแสงไฟค่อยๆ กลายเป็นจุดเล็กๆ และมืดหายไปในที่สุด

หลับตาพลางนึกถึงบ่ายวันสุดท้ายในไต้หวัน

นึกถึงความตรากตรำของท่านที่ต้องเดินทางไปทั่วทั้งเกาะไต้หวันเพื่อช่วยเหลือผู้คน แม้ว่าท่านจะขึ้นเครื่องบินไม่ได้ ด้วยว่าเป็นโรคหัวใจ กระนั้นเมตตาธรรมของท่านก็ยังแผ่ไพศาลไปยังประเทศต่างๆ

นึกถึงปณิธานอันแรงกล้าของท่าน นับแต่การก้าวสู่เส้นทางธรรม การเริ่มต้นก่อตั้งมูลนิธิฉือจี้ตั้งแต่ไม่มีอะไร ทั้งชื่อเสียง สานุศิษย์ หรือเงินทอง จวบจนกระทั่ง 'หนึ่งก้าวย่างแปดภารกิจ' อันได้แก่ การกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา การบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ การบริจาคไขกระดูก การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาสาสมัครชุมชน และการมีมนุษยธรรม-จริยธรรม กลายเป็นรูปธรรมของการทำงานที่ยิ่งใหญ่ที่ก่อเกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้

นึกถึงภาพท่านธรรมาจารย์ขอบคุณผู้คนด้วยการส่งภาษามือโดยการยกแขนแล้วชูนิ้วโป้งกระดกขึ้นลง ก่อนจะขึ้นรถกลับสมณาราม

นึกถึงแล้วก็รู้สึกศรัทธาท่านเหลือเกิน

เสียงสัญญาณไฟดับลง หากฉันลืมตาขึ้น สร้อยข้อมือเนื้อเขียวใสราวหยกที่ได้รับจากท่านธรรมาจารย์สว่างท่ามกลางความมืด ฉันยกข้อมือขึ้นเพื่อดูใกล้ๆ มารู้ (ความจริง) ในภายหลังว่าเป็นสร้อยรีไซเคิล ทำมาจากหน้าจอโทรทัศน์

มิน่า ถึงได้เรืองแสงได้!

ฉันจับลูกปัดกลมๆ บนสร้อยเส้นนั้นหมุนไปมา

แล้วยิ้ม

หมายเหตุ : บทความนี้มาจากส่วนหนึ่งของหนังสือ 'บันทึกแห่งรักและเมตตา ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน' โดย มนทิรา จูฑะพุทธิ รายได้จาการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้มอบให้ 'เสถียรธรรมสถาน' และ 'มูลนิธิพุทธฉือจี้ ในประเทศไทย' หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

หน้า 20



โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:36:06 น.  

 
*รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯที่เราจะได้ใช้กันต้นปีหน้า


รถไฟฟ้าที่จะเริ่มในอีกไม่ช้าที่จะกล่าวถึงก็คือเจ้่ Airport Link เนี่ยแหละ
เมื่อเรามาถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะมีวิธีไหนเข้าเมืองได้เร็วๆบ้าง
ในที่สุดพวกเราก็มีวิธีไปกันแล้วนั่นก็คือรถไฟ Airport link ที่เชื่อมสนามบิน กับเมืองไว้ด้วยกัน

เราก็ลงมาใต้ดินที่สนามบิน แล้วก็แค่ยืนรอรถไฟ

ก็คือบรรยากาศภายในสถานีสุวรรณภูมิ
เราสามารถเลือกรถไฟเข้าเมืองได้ 2 แบบครับคือแบบ Express ที่จะนำคนไปยังสถานีมักกะสันโดยตรง แล้วก็แบบ City line ที่จะจอดทุกสถานีครับ

นี่คือรถไฟที่จะนำมาใช้ครับ เก็บไว้ในอู่ก่อน อันนี้เป็นสาย Express ครับ

ข้างบนเป็นแบบ City line ครับ และ ลองดูรูปข้างล่างครับน่าใช้จัง ^^

อันนี้จะเป็นบรรยากาศภายในรถไฟแบบ Express สังเกตุได้ว่าจะมีที่วางกระเป๋าด้วย (ภาำพของรถไฟ Airport ที่ฮ่องกง)
(credit : http://www.thaitransport-photo.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=3121)

ตัวอย่างรางรถไฟที่ทำอยู่ครับ จะมีสายไฟพาดข้างบนด้วย
รถไฟฟ้าด่วน(Express)จะวิ่งด้วยความเร็ว 160 กม./ชม.ใช้เวลาจากมักกะสัน-สุวรรณภูมิ ประมาณ 15 นาที ส่วน City Line จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ถัดจากสถานีที่สนามบินสุวรรณภูมิก็จะเป็นสถานีลาดกระบังงับ

สถานีบ้านทับช้าง

สถานีหัวหมาก

สถานีรามคำแหง

และสถานีต่อไปเป็นสถานีขนาดใหญ่ที่สำคัญคือสถานีมักกะสัน เพราะเป็นจุดที่คนจะเข้ามา Check-in ได้

แบบจำลองสถานีครับ







โดยที่สาย Express จะหยุดให้บริการที่จุดนี้ ส่วนรถไฟ City line นั้นจะพาทุกคนเข้าเมืองไปอีก
สถานีต่อไปก็คือ ราชปรารภ




ที่สถานีพญาไท เราสามารถต่อรถไฟฟ้า BTS จากจุดนี้ได้ต่อไป

และนี้ก็คือแผนที่รถไฟฟ้า Airport link นั่นเอง
ก็หวังว่าจะได้ใช้เร็วๆนี้นะครับ ^^
Credit to : http://www.thaitransport-photo.net/


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:37:05 น.  

 
*บริการมือถือ (3G) SM Advance 'ราคา' ความสุข 500 MB 100 บ.

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3992 (3192)

'ราคา' ความสุข 500 MB 100 บ.

นอกจากสปีดที่สูงกว่า GPRS และ EDGE แล้ว รูปแบบแพ็กเกจบริการมือถือ (3G) SM Advance ของ 'เอไอเอส' ยังแตกต่างออกไปด้วย ช่วงแรกของการเปิดตัวมีแพ็กเกจเดียว เน้นให้เห็นชัดๆ เรื่องการใช้ดาต้า (data service) โดยเฉพาะ โดยคิดค่าบริการตามปริมาณการใช้งาน 100 บาท โหลดข้อมูลได้ 500 MB ใช้เกินคิด 10 บาทต่อ 50 MB

ถ้าใช้คุย (voice) คิดราคาปกติตามแพ็กเกจ 'จีเอสเอ็ม แอดวานซ์' เดิม

'สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล' บิ๊กการตลาดเอไอเอส บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานดาต้าไม่ถึง 10% ของฐานลูกค้าทั้งหมด คาดว่า 3GSM Advance จะทำให้มีผู้ใช้เพิ่มขึ้น 3-5% แม้จะดูน้อย แต่ในปีหน้าจะเยอะขึ้นกว่านี้แน่นอน เพราะจะมี คอนเทนต์ที่มีความแปลกใหม่มากขึ้น

รูปแบบการคิดค่าบริการก็อาจจะคิดตาม 'ความสุข' ของผู้ใช้ (อย่าเพิ่งงง)

ความสุขที่ว่าไม่ใช่อื่นไกล เป็นลักษณะการใช้งาน เช่น โหลดเพลง, วิดีโอ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งค่าบริการจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ของลูกค้า

ประสาคอไฮเทคโนโลยีตัวจริงทั้งในฐานะคนใช้และคนพัฒนาบริการ 'อ.สรรค์ชัย' ทิ้งท้ายว่า นอกจากบริการใหม่ๆ และรูปแบบการคิดค่าบริการตามความสุขแล้ว จะมี 'มาตรการกันตกใจ' ไว้ให้ลูกค้าด้วย

'ด้วยความเร็วของข้อมูลที่สูงมาก อาจทำให้ลูกค้าเพลินกับการใช้งาน มาตรการกันตกใจคือ การกำหนดเพดานรายจ่ายของผู้ใช้แต่ละคน เมื่อ ค่าบริการสูงถึงจุดที่กำหนดคอลเซ็นเตอร์จะโทร.แจ้งให้ลูกค้ารู้ทันที'

เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ไม่อยากให้ 'ความสุขของลูกค้า' หยุดลงเมื่อเห็นบิลเรียกเก็บตังค์

สำหรับงบฯที่ใช้ในการเปิดตัวทำตลาดยกแรกของ 3GSM Advance เตรียมไว้ไม่มากไม่น้อย 600 ล้านบาท

หน้า 24




*โปรแกรมการจัดอบรมวิปัสสนาประจำปี ๒๕๕๑ ณ ธรรมสถานว่องวานิช จ.สมุทรปราการ

http://www.oknation.net/blog/tocare/2008/04/16/entry-1

บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิว่องวานิช เปิดรับสมัครลูกค้าและประชาชนทั่วไป ที่สนใจเข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรมประจำปี ๒๕๕๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำสติและสมาธิ จากการอบรมวิปัสสนามาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน และการเรียนได้เป็นอย่างดี

พฤษภาคม
'พัฒนาจิตฯ' วิทยากรโดย อุบาสิกาเพียงเดือน วันเสาร์ที่ ๓ - จันทร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑
'St.Luke's Genius' สำหรับเยาวชนที่มีอายุระหว่าง ๘-๑๒ ปี วันพฤหัสบดีที่ ๘ - วันเสาร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

มิถุนายน
'วิปัสสนาฯ' วิทยากรโดย พระมหาบุญช่วย วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ - วันเสาร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๑

กรกฎาคม
'วิปัสสนาฯ' วิทยากรโดย อ.สุจิตรา วันพุธที่ ๒๓ - วันพุธที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑

สิงหาคม
'พัฒนาจิตฯ' วิทยากรโดย อุบาสิกาเพียงเดือน วันศุกร์ที่ ๘ – วันอาทิตย์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๑
'เจริญสติ' วิทยากรโดย รศ.จำเนียร วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ - วันจันทร์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

กันยายน
'วิปัสสนาฯ' วิทยากรโดย อ.เรณู ทัศณรงค์ วันอังคารที่ ๙ - วันจันทร์ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑
'พลังธรรมชาติ' วิทยากรโดย สถาบันแพทย์แผนไทย, ศ.น.พ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม, อ.ศุภกิจ นิมมานนรเทพ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ - วันเสาร์ที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๑

ตุลาคม
'St.Luke's Genius Advance' สำหรับเยาวชนที่เคยผ่านการอบรมรุ่นแรกและมีอายุระหว่าง ๘-๑๔ ปี วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ - วันเสาร์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๑

พฤศจิกายน
'พัฒนาจิตฯ' วิทยากรโดย อุบาสิกาเพียงเดือน วันศุกร์ที่ ๗ – วันอาทิตย์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
'วิปัสสนาฯ' วิทยากรโดย พระ อ.มานพ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓- วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ธันวาคม
'วิปัสสนาฯ' วิทยากรโดย อ.เรณู ทัศณรงค์ วันอังคารที่ ๒- วันจันทร์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

ท่านใดสนใจสามารถสมัครผ่านเวปไซต์ หรือดูระเบียบการเข้าร่วมโครงการตามขั้นตอนดังนี้
๑. เลือก Company Profile (เกี่ยวกับบริษัท)
๒. เลือก Social Contribution (กิจกรรม)
๓. เลือก กิจกรรมที่สนใจ กด Apply Now

หมายเหตุ * ตารางการอบรมนี้ / อาจมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ ๐๒-๗๕๕ ๗๓๒๓ คุณรวมพร หรือ ๐๒-๗๕๕ ๗๓๐๐-๑๔ ต่อ ๑๕๒ คุณฉลองศักดิ์


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:37:52 น.  

 
*'เดอะ กริด (the grid)' เครือข่ายความเร็วสูงกว่าเดิมที่ใช้ดาวน์โหลดภาพยนตร์ทั้งเรื่องในเวลาไม่กี่วินาที


อินเตอร์เนตที่ใช้กันอยู่กำลังจะเชยแล้ว เพราะเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่สร้างมันขึ้นมา กำลังพัฒนาเครือข่ายความเร็วสูงกว่าเดิมที่ใช้ดาวน์โหลดภาพยนตร์ทั้งเรื่องในเวลาไม่กี่วินาที
ด้วยความเร็วถึง 10,000 เท่าของเครือข่ายบรอดแบนด์ทั่วไป 'เดอะ กริด (the grid)' จะสามารถส่งอัลบั้มรวมฮิตของ เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์ จากอังกฤษไปญี่ปุ่น ในเวลาไม่ถึง 2 วินาที
the grid เป็นผลงานล่าสุดจาก CERN (หน่วยวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคที่สร้างระบบเวิร์ลด ไวด์ เว็บ (www - world wide web) พลังของมันสามารถก่อให้เกิดการส่งข้อมูลภาพโฮโลกราฟิก (ข้อมูลภาพแบบสามมิติเช่นในภาพยนตร์อย่าง สตาร์ เทรค หรือ สตาร์ วอร์ส) เกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นพร้อมกันหลายแสนคน หรือโทรศัพท์พร้อมภาพที่มีความละเอียดสูงในราคาเท่ากับการโทรปกติ

*จินตนาการภาพโฮโลกราฟิก - howstuffworksเดวิด บริตตัน (David Britton) ศาสตราจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (Glasgow University) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำโครงการ the grid เชื่อว่าเทคโนโลยีกริดจะสามารถ 'ปฏิวัติ' สังคมได้ 'มนุษย์รุ่นต่อ ๆ ไปจะสามารถทำงานร่วมกันและสื่อสารกันในแบบที่คนรุ่นเก่าอย่างผมจินตนาการไม่ถึงเลยทีเดียว' ศาสตราจารย์บริตตันกล่าว
พลังของ the grid จะเป็นที่ประจักษ์ในหน้าร้อนนี้ (ผู้แปลเข้าใจว่าเป็นช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เนื่องจากแปลจากเว็บไซต์ของอังกฤษ) หลังจากวันที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ CERN เรียกว่า 'วันกดปุ่มแดง - The Red Button Day' ซึ่งเป็นวันเปิดเครื่องเร่งอนุภาค LHC - Large Hadron Collider ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพิสูจน์จุดเริ่มต้นของจักรวาล ในวันนั้น the grid ก็จะเริ่มทำงานเพื่อเก็บข้อมูลจากเครื่อง LHC

ส่วนหนึ่งของเครื่อง LHC (สังเกตขนาดตัวคน) - STMicroelectronic
CERN
ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เริ่มโครงการการประมวลผลผ่านเครือข่ายแบบกริด (Grid Computing - ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่) มา 7 ปีแล้ว เมื่อเหล่านักวิจัยตระหนักว่าข้อมูลที่จะได้จาก LHC จะมีปริมาณเท่ากับแผ่นซีดีถึง 56 ล้านแผ่น สามารถเอามาตั้งเป็นความสูงถึง 64 กิโลเมตร
นั่นหมายความว่าเมื่อ the grid ถูกเปิดใช้ ระบบเครือข่ายทั่วโลกจะล่ม เพราะว่าอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสายเคเบิ้ล ซึ่งเป็นระบบแบบเก่าของระบบโทรศัพท์ ทำให้ขาดความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงมาก
ในทางกลับกัน the grid ถูกสร้างขึ้นด้วยเครือข่ายใยแก้วนำแสง (Fibre Optic Cable) และระบบรู้ทติ้ง (Routing Centre) ที่ทันสมัย หมายความว่าไม่มีส่วนประกอบไหนที่จะหน่วงการรับส่งข้อมูล โดยขณะนี้มีการติดตั้งเครื่องแม่ข่าย (Server) เป็นจำนวนถึง 55,000 เครื่อง และจะเพิ่มเป็น 200,000 เครื่องในอีกสองปีข้างหน้า
ศาสตราจารย์โทนี่ ดอยล์ (Tony Doyle) ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของโครงการ the grid กล่าวว่า 'เราต้องการพลังประมวลผลมหาศาล ถ้าตั้งเครื่องทั้งหมดไว้ที่ CERN จะมีปัญหาในเรื่องกระแสไฟฟ้า คำตอบอย่างเดียวของเราคือระบบเครือข่ายที่ทรงพลังพอที่จะส่งข้อมูลอย่างรวดเร็วไปยังศูนย์วิจัยในประเทศต่าง ๆ'

*ศาสตราจารย์โทนี่ ดอยล์ - Computer World
ระบบเครือข่ายนั้นถูกสร้างขึ้นแล้ว โดยใช้สายใยแก้วนำแสงที่เชื่อมต่อ CERN กับ 11 ศูนย์วิจัยในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ตะวันออกไกล ยุโรป และทั่วโลก
ปลายสายหนึ่งอยู่ที่ห้องปฏิบัติการ รัทเธอร์ฟอร์ด แอปเปิ้ลตั้น (Rutherford Appleton) ที่ฮาร์เวล (Harwell) ในอ๊อกซฟอร์ดเชียร์ (Oxfordshire)
จากแต่ละศูนย์ การเชื่อมต่อจะแผ่ขยายไปยังศูนย์ย่อยต่าง ๆ ด้วยเครือข่ายทางการศึกษาความเร็วสูง นี่หมายความว่าเฉพาะในเกาะอังกฤษเพียงแห่งเดียว มีเครื่องแม่ข่ายถึง 8,000 เครื่องในระบบกริด ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้ว นักศึกษาหรือบุคลากรต่าง ๆ จะสามารถเชื่อมต่อกับ the grid ได้ในภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้
เอียน เบิร์ด (Ian Bird) หัวหน้าโครงการการประมวลผลความเร็วสูงจาก CERN กล่าวว่าเทคโนโลยีกริดสามารถทำให้อินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงมากจนผู้ใช้จะเลิกเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องตนเอง แต่จะเก็บมันไว้ในอินเตอร์เน็ตแทน

'มันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Cloud Computing ซึ่งผู้คนเก็บข้อมูลไว้ออนไลน์และเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้จากทุกหนแห่ง' เบิร์ดกล่าว
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ทั้งหลายในเครือข่าย the grid สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง นักวิจัยที่ประสบกับปัญหาที่ต้องการพลังการประมวลผลสูงสามารถขอความช่วยเหลือจากคอมพิวเตอร์อื่น ๆ นับพันเครื่องทั่วโลก เป้าหมายคือขจัดปัญหาเครื่องค้าง (Frozen Screen) ที่ประสบโดยผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่ให้เครื่องของตนจัดการกับข้อมูลมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของโครงการ the grid นี้ คือการทำงานร่วมกับเครื่อง LHC เพื่อค้นหาอนุภาคที่ตรวจจับยากที่สุดในธรรมชาติ คืออนุภาค Higgs boson ซึ่งถูกตั้งทฤษฎีไว้ว่าเป็นอนุภาคที่ทำให้สสารมีมวล แต่ยังไม่เคยถูกตรวจจับได้มาก่อน
เครื่อง LHC ถูกออกแบบมาเพื่องานนี้ ซึ่งแม้แต่การทำงานที่ดีที่สุดของมัน ก็สามารถสร้างอนุภาคได้เป็นจำนวนเพียงไม่กี่พันอนุภาคต่อปี การวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลจะเป็นงานช้างที่ the grid ต้องทำเป็นเวลาหลายปี
แม้ว่าตัว the grid เองจะไม่เข้าถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ตตามบ้าน ธุรกิจการสื่อสารจำนวนมากได้เปิดตัวเทคโนโลยีรุ่นบุกเบิก หนึ่งในนั้นเรียกว่า Dynamic Switching ซึ่งจะสร้างช่องทางเฉพาะให้กับผู้ใช้อินตอร์เน็ตที่พยายามจะดาวน์โหลดข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น ภาพยนตร์ โดยในทางทฤษฎีแล้ว มันจะทำให้เครื่องทั่วไปสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์หนึ่งเรื่องในเวลา 5 วินาที แทนที่จะเป็น 3 ชั่วโมงอย่างในปัจจุบัน
นอกจากนี้ the grid ยังเปิดให้นักวิจัยได้ใช้ในสาขาอื่น ๆ เช่นดาราศาสตร์ หรือชีววิทยา

ปัจจุบัน the grid ถูกใช้ออกแบบยาต้านโรคมาเลเรีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1 ล้านคนต่อปี นักวิจัยใช้ the grid เพื่อวิเคราะห์สารประกอบ 140 ชนิด ซึ่งหากใช้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วไป จะใช้เวลาถึง 420 ปี
'โครงการอย่าง the grid สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากแก่สังคมและวงการธุรกิจเช่นเดียวกับวงการวิทยาศาสตร์' ดอยล์กล่าว
'การประชุมผ่านวิดีโอโฮโลกราฟิกจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เกมออนไลน์จะพัฒนาจนเล่นพร้อมกันได้หลายพันคน และเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Networking) จะเป็นการสื่อสารหลักของเรา'
'ประวัติศาสตร์ของอินเตอร์เน็ตแสดงให้เห็นว่าเราไม่อาจทำนายผลกระทบจริง ๆ จากมันได้ แต่เรารู้ว่ามันจะกระทบอย่างมาก'
ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการอ่าน – ผู้แปล
ความเกี่ยวข้องระหว่าง Cloud Computing และการขอซื้อ Yahoo! ของ Microsoft
การประมวลผลแบบกริด
(แปลจาก http://www.timesonline.co.uk/tol/news/uk/science/article3689881.ece)




*PTTEP ยังเดินหน้า สูบพลังงานจากพม่าอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีความพยายามกดดันรัฐบาลทหารพม่าอยู่เนืองๆ แต่เรื่องการค้าขายโดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน ใครก็ไม่อยากพลาดโอกาสทองในพม่า ล่าสุด ปตท. ของไทยและบรรษัทสำรวจน้ำมันของรัฐบาลจีนได้บรรลุข้อตกลงการแลกเปลี่ยนสิทธิในการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกันในประเทศพม่า

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 51 บรรษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTT Exploration and Production: PTTEP) และบรรษัทสำรวจน้ำมันแห่งชาติจีน (China National Offshore Oil Corporation: CNOOC) ได้เซ็นสัญญาแลกเปลี่ยนสิทธิในการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกัน (Swap Assets) หรือการแลกหุ้นของแหล่งปิโตรเลียมในพม่า ในส่วนของแปลง M3, M4 ของ PTTEP กับแปลง A4, C1 ของ CNOOC ในสัดส่วน 20%

โดยแปลง M3, M4 ของ PTTEP นั้นตั้งอยู่ในอ่าวเมาะตะมะ (Martaban) ส่วนแปลง A4 ตั้งอยู่นอกชายฝั่งรัฐยะไข่ (Rakhine) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ และแปลง C1 ซึ่งมีพื้นที่กว่า 17,000 ตารางกิโลเมตรมีศักยภาพเป็นแหล่งน้ำมันดิบ

ทั้งนี้ PTTEP จะเข้าไปถือหุ้นสัดส่วน 20% ในแปลง A4 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ, C1 ซึ่งเป็นน้ำมัน ของ CNOOC เช่นเดียวกับ CNOOC ที่จะเข้ามาถือหุ้น 20% ในแปลง M3, M4 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติของ PTTEP จากเดิมที่ PTTEP ถือหุ้น 100% --- ซึ่งการแลกเปลี่ยนหุ้นของทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุได้ก็จะต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลของพม่าเสียก่อน

*จากการประเมิน การแลกหุ้นดังกล่าวนอกจากจะเป็นการร่วมมือในการลงทุนแล้ว เนื่องจาก CNOOC เป็นบริษัท น้ำมันขนาดใหญ่ของจีนมีประสบการณ์ด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสูง อีกทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (PTTEP ไม่มีนโยบายถือหุ้น 100% ในแปลงปิโตรเลียมใด) อย่างไรก็ตามแปลงปิโตรเลียมดังกล่าวเป็นแปลงที่อยู่ในขั้นตอนของการสำรวจ ซึ่งเราคาดต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการพัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าหลัก สำหรับพลังงานก๊าซธรรมชาติจากประเทศพม่า

และถึงแม้พม่าจะเผชิญกับการข่มขู่ว่าจะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก เนื่องจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ แต่สำหรับการค้าขายกับประเทศไทยยังคงถือเป็นรายได้หลัก โดยเฉพาะพลังงานก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วพม่าส่งออกก๊าซธรรมชาติสู่ประเทศไทยเป็นมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 45% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของพม่าปีที่แล้ว ที่มีมูลค่ารวมถึง 5.9 พันล้านดอลลาร์

อนึ่ง PTTEP ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2528 โดยมีการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ในปัจจุบัน เป็นผู้ถือหุ้น 99.99 % ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 เมษายน 2528 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐสามารถเข้าร่วมถือสัมปทานการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้

ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2531 ให้ PTTEP ดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องนำ คำสั่ง กฎ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไปมาใช้บังคับ ยกเว้นระเบียบการก่อหนี้ของประเทศ พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ PTTEP มีการบริหารอย่างเป็นอิสระ มีความคล่องตัว และประสิทธิภาพสูง รวมทั้งเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจแข่งขันกับบริษัทน้ำมันต่างประเทศได้ และต่อมาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 PTTEP ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และได้เริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2536

PTTEP ประกอบธุรกิจหลักด้านการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียม โดยเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 PTTEP บริษัทย่อยและบริษัทร่วม มีโครงการด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำนวนทั้งสิ้น 39 โครงการ และด้านการลงทุน 4 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามธุรกิจหลักที่มีการผลิตเชิงพาณิชย์แล้วรวม 13 โครงการ ทั้งนี้บริษัทมีนโยบายจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแหล่งผลิตทั้งในและต่างประเทศให้แก่ตลาดในประเทศไทยเป็นหลัก

ปัจจุบันมีเพียงโครงการโอมาน 44 เท่านั้นที่จำหน่ายก๊าซธรรมชาติในตลาดต่างประเทศ ในปี 2550 PTTEP และบริษัทย่อยผลิตน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซ LPG และคอนเดนเสท รวมทั้งสิ้น 179,767 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปี 2549 คิดเป็นมูลค่า 90,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปี 2549


ที่มา:

Thai company and CNOOC swap stakes in Myanmar blocks (The Star – April 9, 2008)

Thai and Chinese oil firms join hands in Myanmar gas exploration (EARTHtimes.org - April 9, 2008)

กรุงศรีอยุธยา แนะนำ 'BUY' ราคาเป้าหมาย 185 บาท/หุ้น (บมจ.หลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา - April 10, 2008)

Growth stock: PTTEP (Stock Focus - April 11, 2008)

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 12/4/2551


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:39:21 น.  

 
*สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง 'การพัฒนาโทษในประมวลกฎหมายอาญาไทย'

หัวข้อ : สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง 'การพัฒนาโทษในประมวลกฎหมายอาญาไทย'
วันที่ : 24 : เมษายน : 2551
เวลา : 09.00 - 12.00 น.
สถานที่ : ห้องแกรนด์ฮอล์ล 2 โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร
รายละเอียด : สถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม จัดให้มีการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง 'การพัฒนาโทษในประมวลกฎหมายอาญาไทย' ในวันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 2551 เวลา 09.00 ถึง 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์ฮอล์ล 2 โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีการเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ

สภาพการณ์ของโทษทางอาญาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ความจำกัดของประเภทของโทษ ความซับซ้อนของชั้นโทษในแต่ละลักษณะความผิด แนวคิดหรือทฤษฎีในการกำหนดระดับโทษทางอาญาในกฎหมาย โดยมีการเปรียบเทียบกับหลักการกำหนดโทษและชั้นของโทษทางอาญาในต่างประเทศ และแนวทางการพัฒนาที่ควรจะเป็น (บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ)

แนวคิดและทฤษฎีในการลงโทษ แนวโน้มและความเปลี่ยนแปลงในการกำหนดโทษและการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด วิเคราะห์เปรียบเทียบโทษทางอาญาที่มีอยู่ในกฎหมายไทย เพื่อพิจารณาถึงโทษที่ยังจำเป็นต่อการลงโทษ และโทษที่ไม่สนองตอบต่อทฤษฎีการลงโทษและการแก้ไขฟื้นฟู และแนวทางการพัฒนาที่ควรจะเป็น รวมไปถึงวิธีคิดในการกำหนดโทษในทัศนะของผู้พิพากษา (บรรยายโดยนายจิรนิติ หะวานนท์)

สภาพปัญหาในการใช้โทษกักขังแทนโทษปรับ ความจำเป็นในการให้มีโทษกักขังการตอบสนองทฤษฎีการลงโทษ และมาตรการทดแทนในกรณีการยกเลิกโทษกักขัง (บรรยายโดย นายวันชัย รุจนวงษ์)

ประกาศโดยหน่วยงาน : สำนักงานกิจการยุติธรรม





*ดีแทคเอไอเอสเกี่ยวก้อย ไกล่เกลี่ยคดีโรมมิ่ง DPC

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 เมษายน 2551 09:40 น.

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น

ดีแทคเตรียมนัดเอไอเอสไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เบี้ยวจ่ายค่าโรมมิ่ง DPC หลังอนุญาโตฯชี้ขาดดีแทคชนะ ระบุหากดำเนินการตามขั้นตอนศาลก็เป็นเพียงการค้าความเสียเวลาด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย เผยแนวทางจะต้องหาตัวเลขกลางที่ผู้ถือหุ้นทั้งบริษัทยอมรับได้ ใจกว้างหากหาข้อยุติไม่ได้ยินดีปล่อยเอไอเอสดำเนินการอุทธรณ์ตามหน้าที่

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ขณะนี้ ดีแทค และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ดิจิตอลโฟน หรือ DPC มีความเห็นตรงกันว่าจะมีการหารือกันเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำตัดสินชี้ขาดให้ ดีแทคชนะคดี กรณีที่เอไอเอสค้างจ่ายค่าโรมมิ่งสัญญาณตั้งแต่ซื้อกิจการต่อจาก บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น คิดเป็นเงินจำนวน 32,504,880 เหรียญสหรัฐ และ 37,396,331.2 เหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินประมาณ 2,170 ล้านบาท

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทั้ง 2 มีแนวคิดที่จะหารือกันเพื่อหาทางไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าวก่อนที่เอไอเอสจะยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลางนั้นเป็นเพราะไม่อยากให้คดีนี้ยืดเยื้อยาวนาน เพราะหากต้องดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนของศาลคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีถึงจะสามารถสิ้นสุดคดีความ

* “ตอนนี้เรากับเอไอเอสมีแนวคิดเดียวกันว่าอาจจะมีการตั้งโต๊ะหารือร่วมกันเพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าวแทนที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของศาล เพราะจะทำให้เกิดความยืดเยื้อเป็นอย่างมาก ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายสิ้นเปลืองเวลาไปด้วยกันทั้งคู่” นายธนากล่าว

สำหรับแนวทางการเจรจาในเบื้องต้นนั้นจะเป็นการหาข้อตกลงที่เป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย โดยตัวเลขที่เอไอเอสต้องจ่ายให้กับดีแทคจะต้องเป็นตัวเลขที่ยืนอยู่บนความพึงพอใจของผู้ถือหุ้นดีแทคและเอไอเอส แต่หากไม่สามารถหาตัวเลขที่ยอมรับได้ทั้ง 2 ฝ่าย ก็ต้องปล่อยให้เอไอเอสดำเนินการยื่นอุทธรณ์ไปตามขั้นตอนเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่บริษัทมหาชนจะต้องพิทักษ์ผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากดีแทคได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาท ต่อคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 55/2549 เรียกร้องให้บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (DPC) ให้ชำระเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระจำนวน 2 งวด เป็นเงินจำนวน 40,631,100 เหรียญสหรัฐ และ 46,745,414 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,697 ล้านบาทนั้น

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้ดีแทคได้รับชำระเงินจำนวน 4 ใน 5 ส่วนของยอดเงินที่เรียกร้อง คิดเป็นเงินจำนวน 32,504,880 เหรียญสหรัฐ และ 37,396,331.2 เหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินประมาณ 2,170 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ต.ค. 2547 และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ตามลำดับ เป็นต้นไป

ที่ผ่านมา หลังจากเอไอเอสซื้อกิจการ DPC ต่อจาก บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่นดีแทคระบุว่าเอไอเอสไม่เคยจ่ายค่าโรมมิ่งและการใช้โครงข่ายตามสัญญาเดิมที่ทำร่วมกับสามารถให้ดีแทคเลยเป็นจำนวนเงิน 85 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายปรีย์มน ปิ่นสกุล ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน และบัญชี ดีแทคกล่าวว่า หลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่าจำนวนเงินที่อนุญาโตตุลาการ ได้มีคำตัดสินให้ DPC จ่ายนั้นให้จ่ายในจำนวน 80% ของจำนวนที่ฟ้องร้อง โดยคาดว่าเงินที่ค้างงวดสุดท้ายนั้นน่าจะมีคำตัดสินออกมาในเร็วๆนี้ และคำตัดสินน่าจะมีแนวโน้มออกมาในลักษณะเดียวกัน เพราะเป็นความผิดในกรณีไม่ยอมชำระค่าเช่าใช้โครงข่ายเหมือนกัน

คดีความดังกล่าวสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2546 เนื่องจากบริษัทฯ ได้โอนสิทธิและหน้าที่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ PCN 1800 ตามสัญญาสัมปทานโดยโอนความถี่บางส่วนกลับไปให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ให้สัมปทานและ กสท ได้แบ่งคลื่นความถี่ให้กับDPC เพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยใช้เครือข่ายของดีแทค ซึ่งในสัญญาระบุว่า DPC จะต้องชำระเงินค่าตอบแทนในการโอนสิทธิและหน้าที่และค่าใช้เครือข่ายของดีแทค ให้ดีแทคเป็นงวด ๆ ทั้งสิ้น 8 งวด

แต่หลังจากที่เอไอเอสเข้ามาถือหุ้นใน DPC ก็มีการค้างชำระใน 4 งวดสุดท้าย ได้แก่ งวดที่ห้า 16.9 ล้านเหรียญสหรัฐ งวดที่หก 18.5 ล้านเหรียญสหรัฐ งวดที่เจ็ด 40.63 ล้านเหรียญสหรัฐ และงวดที่แปด 46.75 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจำนวนเงินที่อนุญาโตตุลาการมีคำตัดสินให้ DPC ชำระแก่ดีแทคครั้งล่าสุดเป็นเงินงวดที่หก โดยให้ดีแทคได้รับชำระเงินจำนวน 4 ใน 5 ส่วนของยอดเงินที่เรียกร้อง หรือคิดเป็นจำนวน 14,838,720.80 เหรียญสหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป หลังจากได้มีคำตัดสินให้ DPC ชำระเงินงวดที่ 7 และ 8 ไปแล้วก่อนหน้านี้


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:39:53 น.  

 
*หนังสือพิมพ์มติชนได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของนักศึกษาย้อนหลัง 5 ปี คือระหว่างปี พ.ศ.2546-2551
วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10994

ปัญหาวัยรุ่น

บทนำมติชน

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ปรากฏข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกลุ่มวัยรุ่นที่เรียกกันว่า 'การเก็บโจทก์' ซึ่งหมายถึงการยกพวกตีกัน เพื่อคิดบัญชี หลังจากเคยเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาแล้ว โดยหนังสือพิมพ์มติชน ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของนักเรียนอาชีวะแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ใช้นามแฝงว่า 'อะตอม' บอกเล่าให้ฟังว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกปี พวกเขาจะต้องยกพวกไปตีกับสถาบันคู่อริ และเจ้าถิ่นต่างๆ เพราะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตำรวจจะไม่ค่อยสนใจ แอบพกอาวุธได้ มีความเสี่ยงจากการถูกตรวจค้นน้อย ส่วนเหตุจูงใจที่ทำให้พวกเขาต้องยกพวกตีกันคนอื่นก็เพียงเพราะต้องการความเท่

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์มติชนได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของนักศึกษาย้อนหลัง 5 ปี คือระหว่างปี พ.ศ.2546-2551 ภายหลังจากเกิดเหตุนักศึกษาชายบุกยิงนักศึกษาหญิงตายในบริเวณสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง และฆ่าตัวตายตาม พบว่า ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีนิสิตนักศึกษาฆ่าตัวตายทั้งสิ้น 66 คน โดยสามารถฆ่าตัวตายสำเร็จ 61 คน คิดเป็นร้อยละ 92.42 มีเพียงร้อยละ 7.58 ที่ไม่สำเร็จ ที่น่าสนใจคือ จำนวนนิสิตนักศึกษาฆ่าตัวตายในแต่ละปีไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงแต่อย่างใด สำหรับสาเหตุของการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มาจากปัญหาเรื่องความรัก-ชู้สาว ร้อยละ 42.42 รองลงมาคือความเครียดเรื่องการเรียนและค่าเล่าเรียนร้อยละ 33.33 สุดท้ายเป็นปัญหาส่วนตัวและการประชดชีวิต ร้อยละ 24.24

และเมื่อจำแนกนิสิตนักศึกษาที่คิดสั้นฆ่าตัวตายออกตามสถาบันการศึกษา พบว่า 3 อันดับแรกของสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาฆ่าตัวตายมากที่สุด ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏคิดเป็นร้อยละ 21.21 รองลงมาคือมหาวิทยาลัยรามคำแหง คิดเป็นร้อยละ 12.12 ส่วนอันดับที่สามได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คิดเป็นร้อยละ 6.06 โดยมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่เคยผ่านการฆ่าตัวตายมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ เปิดเผยว่า อารมณ์ความผิดหวังที่เกิดขึ้นในระยะหนึ่ง เป็นอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รู้สึกสิ้นหวัง

จากข่าวคราวที่ปรากฏ ทำให้พบว่า นักศึกษาอาชีวะที่ยกพวกตีกัน และนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชนที่ฆ่าตัวตาย ต่างมีปัญหาในเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ประสบปัญหา 'อวิชา' นั่นคือ ความไม่รู้ อย่างกรณีนักเรียนอาชีวะที่คิดยกพวกตีกันเพราะความเท่นั้น ยังไม่รู้ว่า ความเท่ที่แท้จริงหากได้เกิดจากการทำลายล้างไม่ แม้ในภาพยนตร์หนังแอ๊คชั่น พระเอกอาจจะใช้กำลังเข้าฟาดฟันคู่อริ แต่เหตุที่แลดูพระเอกคนนั้นเท่ หาใช่เพราะเขาใช้กำลัง เพราะถ้าการใช้กำลังคือความเท่ พวกผู้ร้ายฝ่ายตรงข้ามก็ย่อมมีความเท่ไม่แพ้พระเอก แต่แท้ที่จริงแล้วความเท่นั้นเกิดจากความต้องการปกป้องผู้ด้อยโอกาส ต้องการรักษาความดี และต้องการยุติการทำลายล้าง

ขณะที่นิสิตนักศึกษาที่คิดฆ่าตัวตายก็เพราะ 'อวิชา' คือไม่รู้หนทางในการแก้ไขปัญหาให้ชีวิต ไม่รู้จักการยอมรับความจริง ขาดวิธีคิดในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาที่ตัวเองกำลังประสบอยู่ สิ่งที่พวกเขาคิดจึงมีเพียงอารมณ์ความโศกเศร้าเสียใจ และความต้องการประชดชีวิต ต้องการหนีความเจ็บปวดรวดร้าวในใจด้วยการฆ่าตัวตาย ทั้งๆ ที่ในโลกใบนี้ มีอีกหลายวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาที่พวกเขาประสบอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้วิธีการทำลายชีวิตผู้อื่น และชีวิตของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม จากปากคำของนักเรียนอาชีวะผู้หนึ่งที่ยืนยันว่า 'การเก็บโจทก์' เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลเช่นนี้ทุกปี และจากสถิติการฆ่าตัวตายของนิสิตนักศึกษาไทยพบว่าไม่ได้มีแนวโน้มลดลงเลย ทำให้รัฐบาลไทย หน่วยราชการไทย และสังคมไทยต้องตระหนักว่า ปัญหาเช่นนี้จะปล่อยให้โรงเรียน และผู้ปกครองของนักเรียน แก้ไขปัญหาเพียงลำพังคงไม่ไหวแล้ว เพราะปัญหานักเรียนยกพวกตีกัน ปัญหานิสิตนักศึกษาฆ่าตัวตาย ได้เริ่มจะขยายเป็นวงกว้าง จนทุกฝ่ายต้องบรรจุปัญหานี้ไว้รวมอยู่ในกลุ่มปัญหาวัยรุ่น เพื่อหาหนทางในการแก้ไขปัญหาวัยรุ่นทั้งระบบได้ต่อไป

หน้า 2




*ใครกันแน่ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของแรงงานพม่า ๕๔ ราย

เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง / เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ - [ 13 เม.ย. 51, 21:29 น. ]


๑๑ เมษายน ๒๕๕๑
เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (Action Network for Migrants: ANM) และ เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network: MMN) ตระหนักถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นวันที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวมีแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าเสียชีวิต ๕๔ ราย เป็นหญิง ๓๗ ราย และชาย ๑๗ ราย ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กหญิงและเด็กชายรวมอยู่ด้วย สาเหตุที่ทำให้แรงงานเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจระหว่าง การเดินทางของแรงานโดยรถบรรทุกไปทำงานยังจังหวัดภูเก็ต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้รอดชีวิต ๖๗ คน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อต่างประเทศและในประเทศ อาทิ South China Morning Post ซึ่งพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งประจำฉบับวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๑ เนื้อหาข่าวนำเสนอว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติกว่าล้านคนอพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา แรงงานกลุ่มดังกล่าวมีคุณูปการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะได้เข้ามาทดแทนในงานที่แรงงานไทยปฏิเสธที่จะไม่ทำ เพราะค่าจ้างต่ำและภาวะการทำงานที่ย่ำแย่รวมถึงกฎหมายแรงงานไม่คุ้มครอง อย่างไรก็ตามเป็นที่ว่าข้อถกเถียงต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นโศกนาฏกรรมยิ่งกว่าคือประเด็นเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติกลับถูกนำเสนอผ่านมุมมองของความมั่นคงโดยละเลยที่จะกล่าวถึงคุณูปการของแรงงานข้ามชาติที่มีต่อประเทศ และสาเหตุที่แท้จริงการของเสียชีวิตของแรงงาน

ตามที่สำนักข่าว South China Morning Post ได้นำเสนอต่อไปว่าโศกนาฏกรรมดังกล่าวถูกเบี่ยงเบนเป็นประเด็นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่การพุ่งเป้าไปยังนายหน้าและกระบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงการหลบหนี้ชะตากรรมที่โหดร้ายภายในพม่ามายังประเทศไทย อย่างไรก็ตามแรงงาน ผู้พลัดถิ่น โดยเฉพาะจากพม่าจำเป็นต้องอพยพมายังประเทศไทยเพื่อการอยู่รอด เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศและการที่รัฐบาลเผด็จการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในปัจจุบันถึงแม้ประเทศไทยจะพยายามจัดให้มีช่องทางการย้ายถิ่นที่ถูกกฎหมาย แต่กระบวนการดังกล่าวข้อจำกัดที่มิอาจปฏิบัติได้จริง ดังจะพบได้จากการลงนามในข้อตกลงระหว่างไทยและพม่าในการส่งแรงงานจากพม่าเพื่อทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายกลับไม่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติเพราะรัฐบาลทหารพม่าบ่ายเบี่ยงในการพิสูจน์สัญชาติประชาชนของตน ทั้งนี้ความพยายามของประเทศไทยในการปฏิบัติตามขั้นตอนบันทึกข้อตกลงจะไม่ประสบความสำเร็จหากประเทศคู่สัญญาอย่างพม่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการด้านปกครองและสิทธิมนุษยชน

เช่นเดียวกับการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมที่ไทยลงนามกับลาวและกัมพูชา ซึ่งแรงงานที่ดำเนินการผ่านกระบวนการดังกล่าวต้องพบกับความล่าช้าของระบบราชการและปัญหาที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในทุกขั้นตอน ในขณะที่ช่องทางการเปิดให้ผู้พลัดถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยนั้นสามารถจดทะเบียนแรงงานในประเทศไทยได้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นนโยบายที่ก้าวหน้า แต่กลับขาดความยืดหยุ่นเนื่องจากแรงงานไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่จดทะเบียนได้ หรือการเปลี่ยนนายจ้างที่มีขั้นตอนยุ่งยาก การจำกัดอิสรภาพในการเคลื่อนย้าย ไม่มีการออกเอกสารให้แรงงานเดินทางได้ชั่วคราวในเวลาที่จำเป็น รวมถึงประกาศจังหวัดที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก ข้อจำกัดดังกล่าวนั้นมีผลต่ออิสระในการเดินทางและโยกย้ายถิ่น ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์จากการช่วยเหลือแรงงานให้สามารถเดินทาง ยิ่งทำให้แรงงานต้องพึ่งพาช่องทางนอกระบบมากขึ้น

ดังนั้น เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ประเทศไทย) และ เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง เสนอให้รัฐบาลประเทศไทยแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวบนฐานของการแก้ปัญหาจากสาเหตุที่แท้จริงคำนึงถึง สิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน มิใช่มุ่งพิจารณาแต่ประเด็นเรื่องความมั่นคงของรัฐที่ดูดีในการประกาศแต่ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ใครได้เลย ในงานศึกษาของเครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขงได้พบว่าข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับส่งเสริมขบวนการค้ามนุษย์และการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย นำไปสู่ชะตากรรมที่โหดร้ายดังปรากฏตามภาพข่าวในกรณีที่แรงงานข้ามชาติต้องเสียชีวิตที่จังหวัดระนองระหว่างการเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต

เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ และ เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ากรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีที่รัฐไทยจะรับฟังข้อเสนอที่นำไปสู่การกำหนดมาตรการปกป้องสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม รวมถึงการตระหนักในสิทธิการเคลื่อนย้ายของแรงงาน การเข้าถึงการจดทะเบียนแรงงาน ซึ่งจะทำให้แรงงานมีศักยภาพในการกำหนดชะตาชีวิตตนเองมากขึ้น

ท้ายนี้ เครือข่ายปฏิบัติการแรงงานข้ามชาติ และ เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับต่อข้อเสนอดังต่อไปนี้

๑. แรงงานข้ามชาติรวมถึงครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมจังหวัดภูเก็ตควรได้รับการรักษาพยาบาลทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม และได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่นตามพระราชบัญญัติค่าชดเชยความเสียหายจากคดีอาญา

๒. รัฐบาลควรปรับปรุงระบบการจดทะเบียนแรงงานที่เปิดให้มีการจดทะเบียนตลอดปี รวมถึงอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่จดทะเบียนโดยเฉพาะพื้นที่แถบชายแดน นอกจากนั้นแรงงานควรได้รับใบอนุญาตทำงานทันทีที่จดทะเบียน และควรมีการออกเอกสารการเดินทางชั่วคราวที่แรงงานสามารถเดินทางเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งนายหน้าหรือผู้นำพา ควรมีกลไกในการคุ้มครองแรงงานและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

๓. รัฐบาลควรหยุดการทำให้แรงงานเป็นเสมือนหนึ่งอาชญากร และยุติการอ้างถึงความมั่นคงของชาติและละเลยการแก้ปัญหาที่แท้จริงของการย้ายถิ่น รวมถึงรับฟังและร่วมทำงานกับแรงานข้ามชาติและประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงในการปกป้องคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกคนในราชอาณาจักรไทย

ด้วยความนับถือ

เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง
เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ


แถลงการณ์ฉบับนี้ลงนามโดย:
๑. เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (Action Network for Migrants: ANM)
๒. เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network: MMN)

รายละเอียดติดต่อ:
ลัดดาวัลย์ ต๊ะมาฟู เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์และส่งเสริมศักยภาพ + 66 8 1595 1364
เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง (MMN) E-mail: advocacy@mekongmigration.org
และเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ Email action_migrants@yahoo.com


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:40:32 น.  

 
*10 วิธี ถนอมกระดูกสันหลัง

มนุษย์เงินเดือนหรือคนทำงานวันนี้ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ทำงานนั่งหลังขดหลังแข็ง จนลืมดูแลพฤติกรรมตัวเองไปกันเกือบหมดแล้ว ส่งผลให้โครงสร้างร่างกาย โดยเฉพาะกระดูกสันหลังที่เป็นเสาหลักของร่างกาย เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททุกเส้น ที่ออกไปควบคุมการทำงานของร่างกายในทุกระบบ เพื่อให้ร่างกายไม่ถูกทำร้ายด้วยความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีวิธีการหลีกหนีความเสี่ยงที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังจาก ซีเคร็ท เชพ เวลเนส เซ็นเตอร์ ( Secret Shape Wellness Center)

1. การนั่งไขว่ห้าง จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด

2. การนั่งกอดอก ทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรง หรือชาได้

3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ เป็นชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา

4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ

5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย

6. การยืนแอ่นพุง / หลังค่อม ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง

7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง

8. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋า โดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่าๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอด เพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

9. การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อยๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ

10. การนอนขดตัว / นอนตัวเอียง ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

ปรับเปลี่ยนท่วงท่าการนั่ง ยืน เดิน นอน เพื่อยืดอายุการใช้งานของกระดูกสันหลัง





*ชีวิตสดใสด้วยหัวใจ

หัวใจ Y

‘โรคหัวใจ’ ทำให้ประเทศชาติสูญเสียทรัพยากรน้ำ (ตา) ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ‘โรคหัวใจ’ เป็นบ่อเกิดของความแตกแยก หย่าร้าง ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย การรักษาโรคตามอาการไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทางดีที่สุดคือการป้องกันหัวใจไม่ให้เป็นโรค

ขณะที่โรคหัวใจวายอาจเป็นสาเหตุของความตายอันดับต้นๆ อาการ ‘หัวใจ Y’ กลับทำให้สดชื่นแจ่มใส หัวใจ Y (Y = Young) คือหัวใจที่เป็นหนุ่มสาวเสมอ ไม่รู้เหนื่อย ไม่รู้แก่

ต่อไปนี้คือเทคนิครักษาสภาพหัวใจของคนที่รักกัน เคยรักกัน และ/หรืออยากรักกันมากขึ้น (สามารถเลือกใช้ได้มากกว่าหนึ่งวิธี) :


1 เทคนิคใช้ความอุ่น (Heart Warming)

เป็นเทคนิคโบราณ เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ยังไม่ล้าสมัย เทคนิคนี้เน้นการให้ความอบอุ่นกับคนรักอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เช่น ก่อนแต่งงานเคยมอบกุหลาบแดงแก่คนรัก หลังแต่งงานแล้วห้าปีสิบปี ก็ยังมอบให้ตลอดเรื่อยๆ (ไม่มีข้ออ้างราคาดอกไม้สูงขึ้นกี่เปอร์เซนต์) ก่อนแต่งงานไปรับส่งแฟน หลังแต่งงานก็ยังไปรับส่ง (ไม่มีข้ออ้างเรื่องไม่ว่าง) เทคนิคนี้เป็นหลักสำคัญของการถือไม้เท้ายอดทอง ถือกระบองยอดเพชร


2 เทคนิคเปลี่ยนหัวใจ (Heart Transplant)

การเปลี่ยนหัวใจนี้ทำได้ง่ายมาก นั่นคือเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ทำในสิ่งที่เรารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบ ถ้าทั้งสองฝ่ายรู้จักคิดถึงหัวอกกันและกันสม่ำเสมอ จะไม่มีความบาดหมางใดๆ มากวนใจ

อนึ่ง อัตราการป้องกันโรคหัวใจด้วยเทคนิคนี้สูงถึง 99.25 เปอร์เซนต์


3 เทคนิคการทำบายพาส (Bypass Surgery)

ในกรณีที่ท่านประสบอุปสรรคในชีวิตคู่ ให้ปล่อยเรื่องไม่ดีผ่าน (Bypass) ออกไปเสีย อย่านำเรื่องไม่ดีเข้าบ้าน ไม่เอาเรื่องไม่ดีของคนรักไปโพนทะนา เทคนิคนี้รวมถึงการไม่นินทาชาวบ้าน

อัตราการป้องกันโรคหัวใจด้วยเทคนิคนี้สูงถึง 98.5 เปอร์เซนต์


4 เทคนิคการทำบอลลูน (Heart Balloon)

ชีวิตเราต้องเจอเรื่องไม่ดีแทบทุกวัน เทคนิคนี้สอนให้เรารู้จักปล่อยวาง สิ่งร้ายๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็แก้ปัญหาเสีย เรียนรู้จากประสบการณ์ แต่ไม่เก็บไว้ในใจข้ามปีข้ามชาติ รู้จักลอยตัวให้เบาสบายเหมือนลูกบอลลูน


5 เพิ่มระดับความหวาน (Heart Glucose)

แปลกแต่จริง ความหวานไม่มีผลเสียต่อหัวใจเหมือนต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ จงเติมความหวานเข้าไปในหัวใจให้สูงเข้าไว้ เอ่ยคำว่า ‘รัก’ ต่อคนรักบ่อยเท่าที่ต้องการ (อย่างน้อยวันละครั้งก่อนหรือหลังอาหาร หรือก่อนนอน)

เชื่อเถิด กระทรวงสาธารณสุขทั่วโลกรับรองมาแล้วว่าเทคนิคนี้ไม่มีอันตรายอย่างแน่นอน


6 นวดหัวใจด้วยการสัมผัส (Touching)

การสบตากัน การแตะมือเบาๆ การกอดกัน ช่วยทำให้ หัวใจมีคุณภาพดีมาก จากการทดสอบคู่สมรส 14,216 คู่ จากเจ็ดทวีป พบว่าการสัมผัสเบาๆ แต่อบอุ่นทำให้หัวใจวาบหวามดื่มด่ำ ช่วยให้ร่างกายเพิ่มสารเอนโดรฟิน สบายกายสบายใจขึ้นมาก


7 ลดระดับคาร์บอนไดออกไซด์แก่หัวใจ

ไม่ใช้คำหยาบ ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่แดกดัน ไม่ตีวัวกระทบคราด ไม่พูดเรื่องไม่เป็นมงคล มองโลกในแง่ดี จะทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะดี


8 เพิ่มออกซิเจนเข้าหัวใจ

หัวใจต้องการสารอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์ ออกซิเจนก็คือลมปากหวานหู รู้จักง้อบ้าง

เทคนิคนี้ช่วยป้องกันลิ้นหัวใจรั่ว


9 การช็อคหัวใจ (Shock Technique)

บางครั้งช็อคหัวใจของอีกฝ่าย ที่เรียกว่า ‘เซอร์ไพรส์’ เช่น พาไปกินอาหารนอกบ้านในที่แปลกๆ พาไปฟังดนตรี ตลอดจนทำกิจกรรมที่ไม่จำเจร่วมกัน


10 การกระตุ้นหัวใจด้วยเสียง (Sound Therapy)

โทรศัพท์หาคนรักบ้าง (แม้ไม่ถี่เท่าก่อนแต่งงาน) เพิ่มการใช้เสียงกระซิบ ลดการเสียงกระชาก

นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แจ้งแล้วว่า การลดระดับเสียงลงเพียงไม่กี่เดซิเบลต่อวัน ช่วยทำให้ชีวิตคู่ดีขึ้นมาก


11 เทคนิคแยกหัวใจ (Absence Technique)

แยกทางกันบ้าง การไม่เจอหน้ากันตามสมควรทำให้คิดถึงกันมากขึ้น (ที่ฝรั่งว่า Absence makes the hearts grow fonder.) เทคนิคนี้พิสูจน์แล้วว่าทำให้หัวใจโหยหากันและกันอย่างเห็นได้ชัด


12 เทคนิควางใจ (Trust)

ลดความระแวง ไม่ต้องตามเช็กว่าไปไหน ไม่ต้องแอบตรวจเสื้ออีกฝ่ายว่ามีซากลิปสติกไหม ไม่ต้องจ้างนักสืบ ฯลฯ วิธีนี้ป้องกันโรคหัวใจรั่วชะงัด


13 เทคนิคบ่มหัวใจ (Aging Process)

ไม่เฉพาะแต่ไวน์ที่บ่มยิ่งนานยิ่งดี หัวใจก็เช่นกัน คนรักกันไม่ควรชิงสุกก่อนห่าม ไม่ควรผลีผลาม เพราะความรู้สึกที่เราเชื่อว่าเป็นรักอาจเป็นเพียงความหลงใหลชั่วคราว

นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เทคนิคนี้ช่วยเพิ่มสารเคมีที่เรียกว่า Romantica Substance ในหัวใจสูงถึง 81.25 เปอร์เซนต์ (สูตรเคมีคือ R2L2 R = Romantic L = Love)


14 เพิ่มไขมันที่ดี (HDL) ให้หัวใจ

ไขมันชนิดดี (HDL) จะสร้างความอบอุ่น ป้องกันเรื่องไม่ดีที่มากระทบ ไม่ให้ทำอันตรายต่อหัวใจได้

HDL (= High Density Love) มาจากการออกกำลังกาย ทำให้หัวใจแข็งแรง พร้อมรับมือเรื่องแย่ๆ ได้ทุกเมื่อ


15 ลดคอเลสเตอรอลที่หัวใจ

คอเลสเตอรอลที่เกาะหัวใจเกิดมาจากการเสพสิ่งไม่ดีมากเกินไป ทำให้เส้นเลือดหัวใจอุดตัน การใช้จ่ายเกินกำลัง การหลงระเริงไปกับบริโภคนิยม ฯลฯ

การเสพอย่างพอเพียงเท่ากับช่วยเก็บหอมรอมริบ ช่วยกันประหยัด เพื่ออนาคตของตนเองและครอบครัว

เทคนิคต่างๆ เหล่านี้ต้องทำต่อเนื่อง วันละเล็กวันละน้อย กว่าจะบรรลุขั้น 'หัวใจ Y' อาจจะยาก แต่เพื่อคนที่เรารัก มันคุ้มที่จะเริ่มต้นทำมิใช่หรือ?

วินทร์ เลียววาริณ - http://www.winbookclub.com


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:41:44 น.  

 
*ความหมาย ความตาย.. มากมายกว่า 54 ศพ

โดย อดิศร เกิดมงคล และบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ /วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551

9 เมษายน 2551 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ชวนให้ตระหนก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นที่ไม่ถูกกฎหมายของแรงงานข้ามชาติ เมื่อมีการพบศพแรงงานพม่าหลบหนีเข้าเมืองจำนวน 54 คน รวมถึงมีผู้บาดเจ็บอีก 21 คน จากจำนวนแรงงานข้ามชาติจากพม่าทั้งหมด 121 คน ในรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0619 ระนอง ของบริษัทรุ่งเรืองทรัพย์ที่ดัดแปลงเป็นรถตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็น

กรณีนี้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกและไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้ายสำหรับการย้ายถิ่นข้ามชาติ หากย้อนหลังไปเพียง 2 ปี พบว่าเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อย่างน้อย 14 ครั้ง มีแรงงานข้ามชาติเสียชีวิต 106 คน บาดเจ็บ 149 คน สูญหาย 15 คน

19 มีนาคม 2551 จ.อุบลราชธานี : รถแหกโค้ง แรงงานลาวตาย 9 คน บาดเจ็บ 13 คน ทั้ง 22 คน ลักลอบเข้าไปทำงานที่ร้านอาหารและรับจ้างทั่วไปที่กรุงเทพมหานคร

26 มกราคม 2551 จ.นครพนม : เรือล่มในแม่น้ำโขง แรงงานชาวเวียดนามตาย 3 คน สูญหาย 15 คน แรงงานกลุ่มนี้ลักลอบทำงานที่กรุงเทพมหานครและนครปฐม กำลังจะเดินทางกลับประเทศเวียดนามเพื่อไปร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนพร้อมกับเพื่อนแรงงานชาวเวียดนามที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอีก 23 คน

17 มกราคม 2551 จ.กาญจนบุรี : เรือล่มในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ พบศพแรงงานพม่าตาย 7 คน ตำรวจสันนิษฐานว่าแรงงงานกลุ่มนี้น่าจะใช้เส้นทางหลบหนีเข้าเมืองทางน้ำ

22 ธันวาคม 2550 จ.ระนอง : เรือล่มในทะเลอันดามัน พบศพแรงงานพม่าตาย 22 คน ซึ่งเป็นแรงงานที่เดินทางจากเกาะสอง ประเทศพม่ารวมทั้งหมด 50 คน

16 ธันวาคม 2550 จ.สระแก้ว : ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะซึ่งนำพาแรงงานข้ามชาติชาวเขมรจำนวน 14 คน ลักลอบเข้าไปทำงานที่ จ.ชลบุรี มีแรงงานเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 13 คน

25 พฤศจิกายน 2550 จ.เพชรบุรี : นายสมจิต สุทธานันทน์ ได้ขับรถกระบะพาแรงงานข้ามชาติจากพม่ามาจาก จ.ระนอง ประมาณ 20 คน เพื่อไปทำงานที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อมาถึงบริเวณจุดสกัดบนถนนเพชรเกษม คนขับได้หลบหนีตำรวจไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน และเสียหลักตกลงไปในคลอง พบแรงงานเสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บอีก 14 คน

29 ตุลาคม 2550 จ.ชลบุรี : แรงงานข้ามชาติที่หลบหนีเข้าเมืองหนีการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการกระโดดน้ำ ทำให้เสียชีวิต 1 คน

*17 มิถุนายน 2550 จ.ปราจีนบุรี : รถพาแรงงานเขมรถูกไล่ยิงพลิกคว่ำ ตาย 2 คน บาดเจ็บ 22 คน

14 มิถุนายน 2550 จ.ตาก : นายผดุงเกียรติ ผันอักษร อายุ 29 ปี ขับรถยนต์ พาแรงงานข้ามชาติจากพม่าจำนวน 30 คน ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร โดยแรงงานต้องจ่ายเงินให้นายหน้าคนละ 13,000 บาท เมื่อขับมาถึงบริเวณด่านตรวจ คนขับกลัวความผิดจึงได้ขับรถหลบหนี จนเสียหลักพลิกคว่ำตกข้างทาง ทำให้มีแรงงานจำนวน 25 คน ได้รับบาดเจ็บ

8 มิถุนายน 2550 จ.ตาก : นายวุฒินันท์ รักษ์นทีทอง ขับรถกระบะ นำแรงงานข้ามชาติจากพม่าจำนวน 14 คน เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ แต่ประสบอุบัติเหตุชนกับรถพ่วงทำให้มีแรงงานเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน

5 พฤษภาคม 2550 จ.กาญจนบุรี : เกิดอุบัติเหตุรถกระบะที่พาแรงงานข้ามชาติชาวมอญมาจากแนวตะเข็บชายแดนพลิกคว่ำ มีแรงงานเสียชีวิต 4 คน

23 มีนาคม 2550 จ.กาญจนบุรี : รถบรรทุก 6 ล้อ ที่บรรทุกแรงงานข้ามชาติจากพม่ามาจากด่านตรวจคนเข้าเมืองกาญจนบุรี จำนวน 29 คน เกิดเบรกแตกจนพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 11 คน

23 ตุลาคม 2549 จ.สิงห์บุรี : เกิดเหตุการณ์รถกระบะที่นำแรงงานพม่าที่เข้าเมืองโดยไม่ถูกกฎหมายจากอำเภอแม่สอด ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร โดยเสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้าคนละ 5,000 บาท ประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถบรรทุก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน และบาดเจ็บกว่า 30 คน

2 พฤษภาคม 2549 จ.สระแก้ว : ตำรวจกองปราบฯเข้าตรวจสอบขบวนการลักลอบนำแรงงานข้ามชาติ พบรถปิคอัพที่มีลักษณะผิดปกติ แต่คนขับรถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนี แต่รถเสียหลักพลิกคว่ำทำให้แรงงานชาวเขมรจำนวน 16 คน ได้รับบาด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนวนเวียนอยู่กับขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ และการหากินกับแรงงานต่างด้าว แต่มีใครรู้บ้าง บางเรื่องราวได้ขาดหายไป และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ผลักดันให้แรงงานพม่าต้องออกนอกประเทศ

10 พฤษภาคม 2551 หรืออีก 1 เดือนข้างหน้า ประเทศพม่าจะมีการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลทหารพม่าเริ่มดำเนินการปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วย พร้อมๆ ไปกับการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ

26 มิถุนายน 2531 สหภาพนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง สหภาพนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยมัณฑะเลย์ เขียนจดหมายถึงประชาชนให้ลุกขึ้นทวงถามความเป็นธรรมจากนายพลเนวิน เพราะสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองได้มาถึงจุดตกต่ำที่สุด

จากวันที่เลือดนองแผ่นดินในปี 2531 ตามมาด้วยการยึดอำนาจของ SLORC ไฟสงคราม ความหิวโหยและความยากแค้นได้รุมเร้าพม่ามากยิ่งขึ้น การบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน การใช้แรงงานทาส การเข่นฆ่าประหัตประหารอย่างเหี้ยมโหด การข่มขืน การจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม การบังคับให้เป็นทหารเด็ก การจับกุมคุมขัง เหยื่อจากกับระเบิดก็ยังดำเนินไปอย่างโหดร้าย

ประชาชนรากหญ้าของพม่าได้พร้อมใจกันเคลื่อนขบวนอพยพจากบ้านตนเองสู่ชายป่า หวังเพียงว่าจะปลอดภัยจากน้ำมือทหารพม่า แต่นั่นเองใครบ้างจะรู้ว่าชีวิตชายป่าในนามของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internal Displace Persons: IDPs) จะทุกข์ทรมานเช่นนั้น เฉพาะปี 2550 ตลอดแนวชายแดนประเทศพม่ากับประเทศไทยมี IDPs หลบซ่อนอยู่อย่างน้อย 503,000 คน

IDPs เหล่านี้จะต้องเคลื่อนย้ายหลบหนีการคุกคามของทหารพม่าทุกๆ หกเดือน บางครอบครัวปีหนึ่งต้องเคลื่อนย้าย 2-3 ครั้ง เนื่องจากเกิดการสู้รบในพื้นที่บริเวณที่หลบซ่อน

ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงและชาวคะเรนนี ที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่ง ตามแนวชาย มีอยู่ 141,736 คน แต่ชีวิตในค่ายต้องเผชิญกับความกดดันอย่างมาก เพราะไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก

สภาพความเป็นอยู่อันแร้นแค้นในค่าย และความสิ้นหวังเมื่อต้องใช้ชีวิตอย่างผู้ลี้ภัยอยู่เป็นเวลานาน ทำให้พวกเขาพยายามเล็ดลอดออกมาเป็นแรงงานข้ามชาติในที่สุด

ขณะที่รัฐบาลไทยมีนโยบายปากว่าตาขยิบ คือ 1.ผลักดันให้ผู้ลี้ภัยอยู่ในค่ายที่แออัด พร้อมๆ ไปกับการชักชวนให้พวกเขาเดินทางไปประเทศที่ 3 แต่จะมีสักกี่คนที่มีโอกาส นอกจากนี้เรายังมีนโยบายที่จะปิดค่ายผู้ลี้ภัยในอีก 3 ปีข้างหน้า 2.ผลักดันให้ผู้ลี้ภัยชาวมอญกลับไปตั้งค่ายอพยพในเขตมอญ ทั้งๆ ที่รัฐมอญในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิหลายรูปแบบ 3.ไม่เคยสนใจอย่างจริงจังและยอมรับว่า ยังมีผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นๆ จากประเทศพม่าอาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย กลายเป็นกลุ่มที่ 'มองไม่เห็น' (Hidden Refugee)

4.ยังคงจับกุมแรงงานข้ามชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เคยหยุดคลื่นอพยพได้แม้แต่น้อย แม้จะทำทุกวิธีการ เพราะจริงๆ แล้วเราต่างหากที่ไม่เคยสนใจเหตุการณ์อีกฟากฝั่งหนึ่งอย่างจริงจัง

สถานการณ์ข้างต้นดังที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนกดดันให้ประชาชนรากหญ้าจากพม่าต้องกลายมาเป็นแรงงานข้ามชาติ (Migrant workers) ในประเทศไทยแทบทั้งสิ้น และต้องเผชิญชะตากรรมที่บางครั้งก็โชคดี แต่หลายครั้งก็โชคร้ายเหมือนดั่ง 54 ศพ ในตู้คอนเทนเนอร์

หน้า 10




*วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง

พ่อเลี้ยง วรรณ พิมพ นิช เจ้าของรวมเกษตรฟาร์ม มาบรรยายวิธีรักษามะเร็งเมื่อเดือนที่แล้ว ผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆฟัง ดังนี้
พ่อเลี้ยงวรรณฯ อายุ 60 ปี เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่กระดูกสันหลัง คุณหมอทั้งไทยและเยอรมัน ไม่รับรอง ว่าจะรักษาหาย จึงไปทำการรักษาที่เกาหลีเหนือ เป็นเวลา 1 เดือน ก็หายจากโรค กลับมาเมืองไทย จึงตั้งเป็นมูลนิธิวรรณ รับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ฟรี! ปัจจุบันมีผู้รับการรักษา 2000 กว่าคน ณ อ.แม่สอด ห่างจาก จว.ตาก 100 กม.

วิธีการรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้
1. จิตใจ ต้องสู้

2. อาหาร งดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่

2.1 ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง , ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี , และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า
2.2 ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่ , มันฝรั่ง , หรือมันเทศ , กล้วยน้ำว้าสุก ( 8 ลูก/วัน) , ฟักทอง , ข้าวโพดหวาน , ยอดแค , ถั่วพู (2 ชนิดนี้ห้ามขาด) , บลอคโคลี่ หรือกะหล่ำ ดอก , ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช

3. อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน
เตรียมน้ำร้อน โดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็ง แล้วอาบร้อนจัด และเย็นจัด เท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน

4. การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/วัน ง่ายไหมครับ

ถ้าเพื่อนสนใจ สามารถเขียนจดหมายติดต่อ ขอรับธัญพืชปลอดสารพิษจากไร่ อ.แม่สอด ตาม

สถานที่ข้างล่างนี้
“ มูลนิธิวรรณ ” เลขที่ 3/681 ประชานิเวศน์ ถ.เทศบาลนิมิตเหนือ ลาดยาว จตุจักร กทม.
- เบอร์โทรศัพท์มือถือ พ่อเลี้ยงวรรณ 02 1580658 / 086-7886222


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:42:13 น.  

 
*รัสเซียสร้างอนุสาวรีย์ยกย่องวีรกรรม 'ตูบอวกาศ'
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 เมษายน 2551 17:30 น.

เอเจนซี – รัสเซียทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ยกย่องวีรกรรมของเจ้าไลก้า สุนัขซึ่งถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นการปูทางให้กับปฏิบัติการสำรวจอวกาศของมนุษย์ในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่รัสเซียทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ของไลก้าเมื่อวันศุกร์ (11) ซึ่งอนุสาวรีย์ขนาดเล็กดังกล่าวเป็นรูปเจ้าไลก้าขณะยืนอยู่บนจรวด และตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์วิจัยของกองทัพในกรุงมอสโกซึ่งเป็นสถานที่ในการวางแผนส่งไลก้าขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนปี 1957

ทั้งนี้ผลกระทบเกี่ยวกับการส่งสิ่งมีชีวิตขึ้นไปยังอวกาศในช่วงที่ไลก้าถูกส่งขึ้นไปพร้อมกับยานสปุตนิค 2 เมื่อปี 1957 ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก บางคนเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถมีชีวิตรอดหลังถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศหรือทนต่อสภาพอวกาศนอกโลกได้ ดังนั้นวิศวกรอวกาศของรัสเซียจึงได้ริเริ่มโครงการส่งสุนัขขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพื่อเป็นการปูทางให้กับปฏิบัติการสำรวจอวกาศของมนุษย์ในอนาคต

สุนัขที่ถูกนำมาใช้ในโครงการอวกาศของสหภาพโซเวียตในเวลานั้นจะเป็นสุนัขเร่ร่อนพันธุ์ผสม เนื่องจากแพทย์เชื่อว่าสุนัขพันธุ์ดังกล่าวสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้เร็วกว่า ซึ่งสุนัขทุกตัวจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักเพื่อที่มันจะสามารถนั่งในแคปซูลขนาดเล็กได้อย่างพอดี ขณะที่เจ้าไลก้า สุนัขเพศเมีย วัย 2 ขวบ ถูกเลือกให้มารับหน้าที่ดังกล่าวก่อนหน้าที่ยานสปุตนิค 2 จะถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพียง 9 วัน

เรื่องราวที่ว่าเหตุใดเจ้าไลก้าจึงถูกเลือกให้มาทำหน้าที่สำคัญในครั้งนี้มีการพูดถึงแตกต่างกันออกไป บางคนกล่าวว่าเป็นเพราะไลก้าเป็นสุนัขที่ดูดี ซึ่งผู้บุกเบิกโครงการอวกาศของสหภาพโซเวียตจำเป็นต้องถ่ายรูปขึ้น ขณะที่บางคนเล่าว่าภารกิจดังกล่าวเกือบถูกยกเลิกด้วยความที่แพทย์สงสารเจ้าไลก้า เนื่องจากไม่สามารถออกแบบยานให้สามารถเดินทางกลับสู่โลกได้อีกครั้งทันกำหนดการปล่อยยานดังกล่าว ดังนั้นภารกิจครั้งนี้จึงหมายถึงเจ้าไลก้าต้องตายเพียงอย่างเดียว

'ไลก้าเป็นสุนัขที่เงียบและน่ารัก ก่อนที่จะเริ่มภารกิจดังกล่าวผมพาไลก้ากลับไปเล่นกับลูกๆ ของผมที่บ้าน ผมอยากทำสิ่งดีๆ ให้กับมันบ้าง เพราะเวลาของมันเหลือไม่มากนัก' ดร.วลาดิมีร์ ยาซดอฟสกี้ระบุไว้ในหนังสือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการอวกาศของสหภาพโซเวียต

ขณะที่ดาวเทียมซึ่งบรรทุกเจ้าไลก้าขึ้นสู่ห้วงอวกาศถูกสร้างขึ้นโดยใช้เวลาไม่ถึงเดือน หลังสหภาพโซเวียตได้ส่งดาวเทียมจำลองดวงแรกของโลกสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมปี 1957 อย่างไรก็ตามเนื่องจากเกิดปัญหาทางเทคนิคในนาทีสุดท้ายก่อนการปล่อยยาน ทำให้ไลก้าต้องทนรออยู่ในยานนานถึง 3 วันขณะที่อุณหภูมิลดต่ำ จนเจ้าหน้าที่ต้องปล่อยความร้อนผ่านท่อเข้าไปในห้องขับยานดังกล่าว

ทั้งนี้หลังจากยานถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แพทย์กลับมาโล่งใจอีกครั้งเมื่อรู้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันของไลก้าได้กลับสู่ระดับปกติ หลังการเต้นของหัวใจและความดันของไลก้าเพิ่มสูงขึ้นขณะยานถูกปล่อย ขณะที่ไลก้ากินอาหารซึ่งมีการจัดเตรียมเป็นพิเศษไว้ในตู้เก็บอาหาร ขณะเดียวกันรายงานอย่างเป็นทางการ กลับระบุว่า ไลก้าตายหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์

อย่างไรก็ตามหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ผู้ร่วมโครงการได้ออกมาเปิดเผยว่า จริงๆ แล้วไลก้าจะต้องถูกฉีดยาให้ตายอย่างสงบตามโครงการที่วางไว้ แต่สุดท้ายไลก้ากลับตายเพราะความร้อนภายในยานที่สูงมากเกินไปหลังถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเพียงไม่กี่ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังมีสุนัขอีกหลายตัวที่เสียชีวิตจากการปล่อยยานที่ล้มเหลว ก่อนที่โครงการส่งสุนัขขึ้นไปสำรวจอวกาศจะประสบความสำเร็จในเดือนสิงหาคมปี 1960 ซึ่งสุนัขที่ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศและกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยมีชื่อว่า เบลก้าและสเตรลก้านั่นเอง

ทั้งนี้หลังประสบความสำเร็จในการส่งสุนัขขึ้นสู่อวกาศอีกไม่กี่ครั้งหลังจากนั้น สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งยูริ กาการิน มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อวันที่ 12 เมษายนปี 1961




*คนเชียงดาวเต้น! รัฐดันอุโมงค์ผันน้ำกก ผ่าป่าชั้น 1 A ลงแม่น้ำปิง

คนเชียงดาวเต้น กรมน้ำดันอุโมงค์ผันน้ำกกจากพม่าเข้ามายังแม่อาย-ฝาง-ไชยปราการ ผ่าป่าอุทยานฯ ต้นน้ำชั้น1 A ลงแม่น้ำปิง โวยงุบงิบแอบลงพื้นที่ประชุมกลุ่มเล็กแต่ไม่ได้ฟังเสียงส่วนใหญ่ ชี้ต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ระหว่างไทย-พม่า

สืบเนื่องจากในปี 2547 รัฐบาลไทยในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ร่วมลงนามกับรัฐบาลพม่าในด้านเทคนิควิชาการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงก่อให้เกิดการดำเนินการจัดการทรัพยากรน้ำไทย-พม่าขึ้น โดยการจัดตั้งโครงการจัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้าง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน

ต่อมา กรมทรัพยากรน้ำ ได้มีการพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศ โดยบอกเหตุผลว่าเนื่องจากประเทศไทยประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นลุ่มน้ำหลักของประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้จะมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เป็นต้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ และมีแนวโน้มจะมีการขาดแคลนน้ำมากขึ้นในอนาคต

*ล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำ กำลังดำเนินการ 'โครงข่ายการเชื่อมโยงลุ่มน้ำจากแม่น้ำกกและลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงไปยังแม่น้ำปิงลงเขื่อนภูมิพล' ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการศึกษาโดยนำน้ำจากลุ่มน้ำในประเทศสหภาพพม่าที่มีปริมาณน้ำมาก มาเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำของประเทศไทยที่ยังคงมีความสามารถเก็บกักน้ำเพิ่มเติมได้ คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ โดยระบุว่า แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือ การพิจารณา โครงการผันน้ำจากเขื่อนน้ำกก ด้วยระบบโครงข่ายการเชื่อมโยงลุ่มน้ำ(Water grid line)และการจัดการน้ำในภาคเหนือจากลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขง (ตอนเหนือ) ในประเทศสหภาพพม่า แล้วผันเข้าลำน้ำต่างๆ ในภาคเหนือ ซึ่งโครงข่ายการเชื่อมโยงลุ่มน้ำจากแม่น้ำกกและลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงไปยังแม่น้ำปิงลงเขื่อนภูมิพล และจากแม่น้ำกกและลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงไปยังแม่น้ำอิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่านลงเขื่อนสิริกิติ์ โดยคาดว่าจะสามารถบรรเทาอุทกภัยและปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยได้นั้น

จากโครงการดังกล่าว ชาวบ้านในพื้นที่เขตอำเภอเชียงดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการอุโมงค์ผันน้ำกก-แม่น้ำฝาง-แม่น้ำปิง นี้โดยตรง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านไม่เห็นด้วย เพราะหวั่นเกรงว่าจะกระทบต่อฐานทรัพยากรและวิถีชีวิตของชาวบ้านในอนาคต

ชาวบ้านลุ่มน้ำเต้นไม่รู้เรื่องมาก่อน

นายทองคำ กาทู สมาชิก อบต.ปิงโค้ง ซึ่งตัวแทนชาวบ้านป่าตึงงาม ม.14 ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้มาก่อนเลยว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากแม่น้ำกกผ่านอำเภอแม่อาย ฝาง ไชยปราการ ก่อนปล่อยลงแม่น้ำปิงในเขตพื้นที่ อ.เชียงดาว

'จู่ๆ ก็มีข่าวมาว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ผันน้ำเข้า ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าจะลงที่บ้านป่าตึงงาม โดยปากอุโมงค์ จะอยู่บริเวณห้วยเมี่ยง ตั้งแต่หัวฝาย-ดอยหัวโท และไหลลงแม่น้ำป๋ามให้เป็นที่พักน้ำโดยเขาอ้างว่าจะสร้างกระแสไฟฟ้าด้วย ซึ่งตนเห็นว่า ถ้ามีการผันน้ำกกมาลงแม่น้ำป๋าม ก่อนไหลลงไปสู่แม่น้ำปิงซึ่งถือว่าเป็นการผันน้ำมาผ่านบ้านเรา ซึ่งชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะเกิดปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะขนาดเมื่อปี 2548 เฉพาะน้ำแม่ป๋าม ยังมีปริมาณน้ำมากจนเกิดน้ำท่วม ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่นี่จะเอาน้ำกกมาลงที่นี่อีก'

โวยแอบส่งจนท.เข้ามาช็อตปลา เจาะทุ่งนาโดยไม่บอกกล่าว

ด้าน นายเสาร์แก้ว มูแป ผู้ใหญ่บ้านป่าตึงงาม ม.14 ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งขับรถตู้เข้ามา 4-5 คนเข้ามาเจาะที่นาของนายพล พะโย นอกจากนั้นยังมีสำรวจพื้นที่ป่า ลำห้วยตอนกลางคืน เข้ามาช็อตปลา ชาวบ้านจึงแจ้งประสานไปยังทหาร ร.7 เข้ามาตั้งด่าน ร่วมกับชุดชรบ.เพื่อเข้าไปเคลียร์ และทำการปรับ ก่อนปล่อยตัวไป หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป

นายเสาร์แก้ว กล่าวอีกว่า จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 11-12 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางกรมน้ำได้เชิญตนให้ไปเข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อย ที่ อ.ไชยปราการ ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นการประชุมมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว จึงรู้ว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ขนาดยักษ์เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำกกลงแม่น้ำปิง ซึ่งการประชุมที่ผ่านมา ก็มีการพูดกันแต่ผลดีของตัวโครงการ แต่ไม่ได้พูดถึงผลเสียผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

'ซึ่งตนเชื่อว่าที่แน่ๆ มี 3 หมู่บ้านที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ก็คือบ้านป่าตึงงาม บ้านออน และแม่ป๋าม ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ท้ายน้ำของอุโมงค์ เพราะในวันที่ประชุม มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าทางชุมชนลุ่มน้ำเสียหายจะรับผิดชอบให้หรือไม่ เขาก็เลี่ยงไม่ตอบ'

ชี้กระทบต่อป่าต้นน้ำ ชั้น 1 A ของอุทยานแห่งชาติศรีลานนา

นอกจากนั้น ผู้ใหญ่บ้านป่าตึงงาม ยังได้ตั้งข้อสังเกตและสงสัยด้วยว่า การสร้างโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะกระทบต่อผืนป่าบริเวณนี้หรือไม่ เพราะถือว่าป่าผืนนี้อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าชั้น 1 A และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนาอีกด้วยนั้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่นำเสนอในที่ประชุมกลับบอกว่าป่าไม้ไม่เกี่ยว อุทยานไม่เกี่ยว เราเข้ามาทำได้เลย
'จากการที่ตนดูข้อมูลในเอกสารแล้ว จะรู้เลยว่าพื้นที่ป่าจะเสียหายมาก เพราะเขาบอกว่าจะมีการเจาะอุโมงค์กว้างมาก ขนาดรถสิบล้อวิ่งผ่านเข้าไปได้สบาย ซึ่งสรุปแล้วหมู่บ้านเราไม่เห็นด้วยแน่นอน รวมทั้งหมู่บ้านออน ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว และผลกระทบที่คิดว่าจะได้รับอย่างชัดเจน ก็คือ พื้นที่ทำกิน ที่นา รวมทั้งผืนป่าซึ่งเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำปิงจะต้องได้รับความเสียหาย และถ้ามีการเจาะดินข้างล่าง อาจจะทำให้ป่าล่ม ดินพังได้'

ย้ำโครงการขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ ยิ่งต้องฟังเสียงคนท้องถิ่น-คนทั้งประเทศ

ในขณะที่ นายภาคภูมิ โปธา ผู้ประสานงานโครงการแรงโน้มถ่วงทางสังคม ได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ปัญหาที่สำคัญตอนนี้ก็คือการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของโครงการนี้ ทั้งๆที่เป็นหมู่บ้านในเขต อ.เชียงดาว นี้อยู่ในจุดสิ้นสุดของโครงการ และดูเหมือนอาจได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ที่ผ่านมา แสดงว่ามีการกล่าวอ้างเรื่องของการมีส่วนรวมของชาวบ้านเป็นเพียงแค่ลมปากของบริษัทที่รับมาทำตามกระบวนการ เพื่อให้ผ่านพ้นไปตามระเบียบของการศึกษาเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้เน้นถึงกระบวนการจัดเวทีที่ให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
'ถ้าโครงการทำเพื่อชาวบ้านจริงๆ ทำไมไม่ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ ได้รับทราบและให้โอกาสตัดสินใจเอง งบประมาณที่จะสร้างมันคุ้มกันหรือไม่กับการแก้ไข และควรเปิดประเด็นให้สังคมได้รับรู้ เพราะว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ ระหว่างประเทศไทยกับพม่า ก็ควรให้คนเชียงใหม่ รวมทั้งคนทั้งประเทศได้มีโอกาสตัดสินใจร่วมด้วย'

อนึ่ง โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า หรือที่หลายคนเรียกกันว่าโครงการอุโมงค์ผันน้ำนี้ ทางกรมทรัพยากรน้ำ ได้ให้บริษัท ซันยู คอนซัลแตนท์ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินงานในระยะที่ 2 ช่วงที่ 1 เพื่อทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเฉพาะส่วนที่ 1 ดังนี้ คือ โครงข่ายที่ 1: แม่น้ำสาย-แม่น้ำกก-แม่น้ำอิงตอนบน และโครงข่ายที่ 2: แม่น้ำกก-แม่น้ำฝาง-แม่น้ำปิงตอนบน
โดยการศึกษาแนวทางการผันน้ำทั้ง 2 โครงข่ายนี้ ก็เพื่อการรองรับการผันน้ำในอนาคตของแนวทาง กก-อิง-ยม-น่าน ด้วย

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด ระบุว่า ในรายละเอียดของโครงข่ายที่ 2: แม่น้ำกก-แม่น้ำฝาง-แม่น้ำปิงตอนบน นั้น จะมีการทำท่อส่งน้ำให้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 4.00 ม.จำนวน 4 แถว พร้อมระบบทิ้งน้ำลงลำน้ำแม่ป๋าม และมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อีกด้วย ซึ่งทำให้ชาวบ้านในหลายๆ พื้นที่ออกมาตั้งคำถามไปต่างๆ นานากันว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ก่อสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาระบบชลประทาน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า หรือเพื่อนำงบประมาณจำนวนมหาศาลมาละเลงละลายหายไปกับอุโมงค์ผันน้ำ

ข้อมูลประกอบ

เอกสารประกอบการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 3 โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า,กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ที่มาภาพแผนที่ประกอบ

http://202.129.59.150/fs/index.php
--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 12/4/2551


โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:42:48 น.  

 
*การประชุมทางวิชาการ NCIT2008


คลิกเพื่อดูรายละเอียด



โดย: jenifaae วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:13:43:13 น.  

 
*AI เรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลก เปิดเผยความลับเรื่องการลงโทษประหารชีวิต

โดย : Amnesty International (AI)

รายงานชิ้นใหม่ล่าสุดของ องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีการเปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2550 มีคนอย่างน้อย 1,200 รายที่ถูกประหารชีวิต และองค์การมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่ายังมีบุคคลอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกประหารชีวิตอย่างลับ ๆ ในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน มองโกเลีย และเวียดนาม

รายงานเรื่อง โทษประหารชีวิต และการประหารชีวิตในปีพ.ศ. 2550 (Death Sentences and Executions in 2007)' ระบุว่า อย่างน้อย 1,252 รายถูกประหารชีวิตใน 24 ประเทศ และอย่างน้อย 3,347 รายถูกตัดสินโทษประหารชีวิตใน 51 ประเทศ และคาดว่ามีคนจำนวนถึง 27,500 รายทั่วโลกที่คาดว่ากำลังรอคอยการประหารชีวิต

ตัวเลขจำนวนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการประหารชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นในหลายๆ ประเทศด้วย โดยประเทศอิหร่านมีการประหารชีวิตไปอย่างน้อย 317 ราย ซาอุดิอาระเบีย 143 ราย และปากีสถาน 135ราย หากเทียบกับจำนวนในปี 2549 นั่นคือ 177, 39 และ 82 รายตามลำดับ

จากจำนวนการประหารชีวิตเท่าที่สำรวจได้ทั้งหมด มีจำนวนสูงถึงร้อยละ 88 เกิดขึ้นในห้าประเทศคือ จีน อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย ปากีสถาน และสหรัฐอเมริกา โดยซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีอัตราการประหารชีวิตสูงที่สุดต่อจำนวนประชากรทั้งหมด ตามด้วยอิหร่าน และลิเบีย องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สามารถยืนยันได้ว่ามีการประหารอย่างน้อย 470 รายในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุด ส่วนตัวเลขจำนวนที่แท้จริงของจีนคาดว่า น่าจะสูงกว่าตัวเลขที่ระบุในรายงานฉบับนี้

จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตอันดับหนึ่งของโลก ถือว่าการประหารชีวิตเป็นความลับของทางราชการ มีเพียงทางเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะรู้ถึงจำนวนการประหารชีวิตที่แน่นอน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ประชาคมทั่วโลก และผู้เข้าร่วมในการแข่งขันโอลิมปิกก็คงทำได้แค่การคาดเดาเท่านั้น

'วิธีการลงโทษประหารชีวิตอย่างเป็นความลับสมควรยุติลง โดยให้มีการเปิดเผย แต่ รัฐบาลหลายประเทศก็ยังคงอ้างว่าการประหารชีวิตได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไป ดังนั้นประชาชนเองจึงควรมีสิทธิที่จะได้รับรู้ถึงสิ่งที่รัฐได้กระทำไปในนามของตนเองอีกด้วย' แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุ

*ในช่วงปีพ.ศ. 2550 หลายประเทศยังคงมีการลงโทษทัณฑ์ด้วยการประหารชีวิตผู้กระทำความผิดที่ไม่ถือเป็นความผิดอาชญากรรมที่แท้จริง หรือประหารชีวิตหลังจากที่ผ่านกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม เช่น

- ในเดือนกรกฎาคม บิดาของจาฟา คิอานีถูกขว้างปาด้วยหินใส่จนถึงแก่ความตายเพราะการคบชู้ในประเทศอิหร่าน
- ในเดือนตุลาคม ผู้จัดการโรงงานชาวเกาหลีเหนือวัย 75 ปีถูกยิงเสียชีวิตโดยหน่วยแม่นปืนจากการที่เขาไม่ยอมบอกความเป็นมาของครอบครัว ลงทุนด้วยเงินของตนเองในโรงงาน และแต่งตั้งลูกๆ ให้เป็นผู้จัดการ และใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศ
- ในเดือนพฤศจิกายน มุสตาฟา อิบราฮิม ถูกตัดหัวในซาอุดิอาระเบีย ด้วยข้อหาความผิดที่ใช้วิชาคาถาอาคม

*- ในมลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ไมเคิล ริชาร์ด ถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 25 กันยายน หลังจากที่ศาลมลรัฐปฏิเสธที่จะขยายเวลาอีก 15 นาทีเพื่อให้มีการอุทธรณ์เรื่องการฉีดยาให้เสียชีวิตที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ทนายของนายริชาร์ดไม่สามารถที่จะยื่นอุทธรณ์เกี่ยวกับการฉีดยาเพื่อให้เสียชีวิตได้ทันเวลาเพราะปัญหาคอมพิวเตอร์ซึ่งเขาก็ได้แจ้งต่อศาลแล้ว หลังจากนั้นศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาก็ปฏิเสธที่จะยับยั้งการประหารชีวิต อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ในคดีของมลรัฐเคนตั๊กกี้มีการตกลงกันไว้ว่าจะทบทวนการประหารชีวิตโดยการฉีดยาเพื่อให้เสียชีวิต ซึ่งคำพิพากษาตัดสินนั้นเองจะนำไปสู่การหยุดยั้งการประหารชีวิตโดยวิธีดังกล่าวในทั่วประเทศ โดยศาลสูงสุดคาดว่าจะมีคำตัดสินออกมาภายในปีนี้
- อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย และเยเมน ทั้งสามประเทศนี้ ยังมีการประหารชีวิตอาชญากรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งการกระทำนี้ขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ในปีพ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นปีที่ประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ยังมีการลงมติเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยเสียงสนับสนุนให้ยกเลิก มีจำนวน 104 เสียง ต่อ ประเทศที่ไม่เห็นควรให้มีการยุติโทษประหารชีวิต 54 เสียง และงดออกเสียง 29 เสียง

'ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติใช้เหตุผลทางประวัติศาสตร์เพื่อเรียกร้องให้ประเทศทั่วโลกยุติการลงโทษประหารชีวิต จากการที่มติดังกล่าวได้ผ่านที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยเสียงส่วนใหญ่อย่างชัดแจ้ง แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกโทษประหารชีวิตทั่วโลก' แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

'การพรากชีวิตคนโดยรัฐถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงที่สุดที่รัฐจะทำได้ เราจึงขอเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต่าง ๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อสหประชาชาติ และยกเลิกการลงโทษประหารชีวิตโดยเร่งด่วนสำหรับประชาชนทุกคน'

DOWNLOAD
** Death Sentences and Executions in 2007 **
CLICK!!!!


หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
641/8 วราเพลส ลาดพร้าว ซอย5 จตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร 02-938-7746
อีเมล์ info@amnesty.or.th

หรือฝ่ายสื่อของสำนักเลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
โทร +44 20 7413 5566 หรืออีเมลล์: press@amnesty.org

International Secretariat, Amnesty International, 1 Easton St., London WC1X 0DW, UK
http://www.amnesty.org


โดย: jenifaae วันที่: 15 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:53:09 น.  

 
*18 เม.ย.หน่วยงานภาครัฐเลิกใช้ฟรีเมล์
http://www.dailynews.co.th

ไอซีทีประกาศพร้อมเต็มร้อย
ไอซีที ย้ำข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 8 พร้อมเลิกใช้ฟรีเมล์ 100% ทันตามมติ ครม.ที่มีผลบังคับ 18 เม.ย.นี้ ชี้หน่วยงานราชการอื่นก็พร้อมเต็มร้อย ขณะที่ไอซีทีรับเป็นเจ้าภาพจัดการความเรียบร้อยด้านไอที

นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ดูแลให้ข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 8 เลิกใช้ฟรีเมล์ในการติดต่อ และให้ใช้อีเมลของหน่วยงาน เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.นี้ และหลังจากนี้อีกหนึ่งปีข้าราชการทุกคนต้องเลิกใช้ฟรีเมล์นั้น ก.พ.ร. ได้มอบหมายให้ไอซีทีรับผิดชอบดูแลเรื่องดังกล่าวแทน โดยไอซีทีจะเสนอของบประมาณในปี พ.ศ. 2552 จำนวน 25 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับหน่วยงานราชการที่ยังต้องปรับปรุงการจัดทำอีเมลองค์กร เบื้องต้นจะตั้งคณะกรรมการมาดูแลและรับฟังความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ

นางอาทิตยา สุธาธรรม ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงไอซีที กล่าวว่า สำหรับการเลิกใช้ฟรีเมล์ในข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 8 ขณะนี้ไอซีทีมีความพร้อม 100% และสามารถรองรับข้าราชการทุกคนในกระทรวงให้เลิกใช้ฟรีเมล์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วเช่นกัน ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ จากการสำรวจผ่านแบบสอบถามออนไลน์กว่า 200 หน่วยงาน มีการตอบกลับ 165 หน่วยงาน ซึ่งพบว่า 149 หน่วยงานมีอีเมล ขององค์กรแล้ว และมีเพียง 17 หน่วยงานที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง นอกจากนี้ประสิทธิภาพ อีเมลองค์กรก็สูงถึง 90% ซึ่งเชื่อมั่นว่าข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 8 ของเกือบทุกหน่วยงานจะพร้อมใช้อีเมลองค์กร

นางอาทิตยา กล่าวต่อว่า ส่วนงบประมาณปี พ.ศ. 2552 ที่ขอมา 25 ล้านบาท เบื้องต้นจะใช้ในการปรับปรุงไอทีของหน่วยงานที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเองก่อน ซึ่งอาจเป็นการเช่าใช้เมล์กลางจากการจัดทำของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และการจัดทำของสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) รวมจำนวน 1 แสนยูเซอร์ ซึ่งการพิจารณาจะดูเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งานเป็นหลัก โดยจะใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ 1-2 เดือน.




*สัมมนาวิชาการ เรื่อง “วิทยาการก้าวหน้าทาง ทันตกรรมรากเทียม"

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาวิชาการ
เรื่อง 'วิทยาการก้าวหน้าทางทันตกรรมรากเทียม' (Advance in Implant Dentistry)


คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง 'วิทยาการก้าวหน้าทาง ทันตกรรมรากเทียม' (Advance in Implant Dentistry) โดย Professor Dr. Richard Palmer และ Dr. Michael R. Fenlon ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมรากเทียม จาก King's College, Dental Institute, University of London ประเทศสหราชอาณาจักร ในวันที่ 13 – 14 พฤษภาคม 2551 ณ ห้องบรรยาย 219 ชั้น 2 อาคารปิยชาติ คณะ ทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ งานบริหารธุรการ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

โทร. 0-2986-9213 ต่อ 7150,7152
หรือ http://www.dentistry.tu.ac.th
ภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


โดย: jenifaae วันที่: 15 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:53:28 น.  

 
*'สสส. รับสมัครผู้สนใจดำเนินโครงการอนุรักษ์ฟื้นคืนสภาพแม่น้ำลำคลอง ในวงเงิน 200,000-1,000,000 บาท

รับสมัครผู้สนใจดำเนินโครงการอนุรักษ์ฟื้นคืนสภาพแม่น้ำลำคลอง
โดย : สสส.

สำนักสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป (สำนัก 6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะเปิดรับแนวทางสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ฟื้นคืนสภาพแม่น้ำลำคลอง เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมโดยเฉพาะชุมชนเกิดความเข้าใจ รัก หวงแหน และมีส่วนร่วมในการป้องกัน อนุรักษ์ ดูแลและฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม

บุคคล/คณะบุคคลที่สนใจ สามารถเขียนโครงการเพื่อขอการสนับสนุนทุนได้ โดยสอบถามรายละเอียดและติดต่อขอรับแบบเสนอโครงการได้ที่ สำนักสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
โทร.02-2980500 ต่อ 1111-1114 โทรสาร 02-2980499 หรือดูรายละเอียดพร้อมดาวน์โหลดแบบเสนอโครงการได้จากเว็บไซต์ http://www.thaihealth.or.th โดยมีกำหนดปิดรับโครงการภายในวันที่ 31 พฤษภาคม ศกนี้

รายละเอียดโครงการโดยย่อ
ลักษณะโครงการ/กิจกรรมที่สนับสนุน
1. การส่งเสริมป้องกันเพื่อคงสภาพแม่น้ำลำคลองตามธรรมชาติ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสร้างเครือข่ายสำรวจหรือสืบค้นประวัติแม่น้ำลำคลองในชุมชน การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สร้างจิตสำนึก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รณรงค์ประชาสัมพันธ์ ด้วยแนวทางสมานฉันท์ เป็นต้น
2. การดูแล เฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำลำคลอง เช่น การใช้กลไกอาสาสมัคร คิดค้นวิธีการหรือเครื่องมือสำหรับสำรวจและประเมินคุณภาพน้ำด้วยภูมิปัญญาในท้องถิ่น / ด้วยวิธีการทางชีวภาพ / ด้วยเครื่องมือราคาประหยัดและวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ชาวบ้านสามารถใช้เองได้
3. พัฒนารูปแบบการฟื้นฟู บำบัด รักษาแม่น้ำลำคลองที่ถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับภูมิปัญญาและบริบทของท้องถิ่น

ประเภทโครงการที่สนับสนุน มี 2 ประเภท

(1) โครงการระดับชุมชน มีลักษณะดังนี้
- พื้นที่ดำเนินงาน เป็นแม่น้ำลำคลองขนาดเล็กในชุมชน
- กิจกรรมที่เสนอต้องสอดคล้องกับลักษณะกิจกรรมที่ สสส.สนับสนุนอย่างน้อย 1 ลักษณะ ตามที่ระบุไว้ในหัวข้อ “ลักษณะโครงการ/กิจกรรมที่สนับสนุน”
- ทุนสนับสนุนโครงการละไม่เกิน 200,000 บาท

(2) โครงการพัฒนารูปแบบการปฏิบัติการครบทั้ง 3 ลักษณะกิจกรรม หรือโครงการระดับจังหวัด มีลักษณะดังนี้
- พื้นที่ดำเนินงานเป็นแม่น้ำสายหลัก หรือ ดำเนินงานในระดับจังหวัด
- กิจกรรมที่เสนอครอบคลุมลักษณะกิจกรรมที่ สสส.สนับสนุนทั้ง 3 ลักษณะ ได้แก่ การส่งเสริมป้องกัน การดูแลเฝ้าระวังคุณภาพ และ การบำบัดรักษาที่เหมาะสม
- ทุนสนับสนุนโครงการละไม่เกิน 1,000,000 บาท

แนวทางการดำเนินงานโครงการ
1. อธิบายลักษณะสำคัญของแม่น้ำลำคลองที่เป็นพื้นที่เป้าหมายให้ชัดเจน อาทิเช่น ประเภท ลักษณะทางกายภาพ กำหนดขอบเขตแม่น้ำลำคลองที่จะดำเนินการ ความสำคัญ และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ ฯลฯ
2. มีแนวคิดกิจกรรมสร้างสรรค์ สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น กำหนดแผนงาน แผนปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการที่จะทำให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ โดยออกแบบระบบกำกับ ติดตาม ประเมิน ที่เหมาะสม
3. เป็นการดำเนินงานที่เน้นความร่วมมือระหว่าง ชุมชน นักวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยบูรณาการทรัพยากร บุคคล งบประมาณและ องค์ความรู้
4. มีคณะทำงานหรือคณะผู้รับผิดชอบโครงการที่ชัดเจน
5. มีกิจกรรมการสรุปบทเรียนเมื่อสิ้นสุดโครงการ เพื่อวิเคราะห์ความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ หรือขยายผล
6. มีแผนการดำเนินงานต่อเนื่องหลังจากสิ้นสุดโครงการ
7. ไม่ซ้ำซ้อนกับงานประจำของหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานนั้นๆ อยู่แล้ว หรือเป็นโครงการที่สามารถร่วมใช้งบประมาณปกติของรัฐได้
8. หลักเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณ เป็นไปตามเกณฑ์การสนับสนุนของ สสส. (รายละเอียดตามแบบเสนอโครงการ)
9. สสส. ไม่สนับสนุนงบประมาณสำหรับการเช่า เหมา อุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ รวมถึงงบประมาณสำหรับการปรับปรุงสภาพแม่น้ำลำคลอง อาทิเช่น การขุดลอก ทำฝาย ฯลฯ หากมีความจำเป็นในการดำเนินงาน ให้ใช้งบประมาณจากแหล่งอื่น




*รับสมัครครูไทย ใส่ใจสังคม รับคู่มือการสอนและฝึกอบรมประเด็นทางสังคมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

โดย : Global Action Schools - ActionAid Thailand เมื่อ : 23/04/2008 02:11 PM โครงการ Global Action Schools เป็นโครงการสร้างและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในประเด็นทางสังคม เช่น โลกร้อน สิทธิมนุษยชน และการค้าที่เป็นธรรม โดยมี 6 ประเทศในทวีปยุโรปเข้าร่วม ได้แก่ ประเทศออสเตรีย ประเทศมอลต้า ประเทศอังกฤษ สาธารณรัฐสโลวัก สาธารณรัฐเชก ประเทศโปแลนด์ และประเทศไทย

กลุ่มเป้าหมาย

โรงเรียนและครูทั่วประเทศ โดยเน้นไปที่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย

รูปแบบการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้ของโครงการ Global Action Schools แบ่งได้เป็นสามขั้นตอนได้แก่

เรียนรู้

นักเรียนรู้จักวิเคราะห์ ตั้งคำถาม จากเหตุการณ์และพฤติกรรมของตนเองและคนรอบข้าง เพื่อมองเห็นว่าตนเองในฐานะพลเมืองของโลก มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสังคมอย่างไร มองเห็นมิติทางสังคมต่างๆ เช่น ปัญหาเด็กถูกใช้แรงงาน เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียนเองในฐานะที่เป็นเด็กเหมือนกันอย่างไร เกี่ยวข้องยังไงกับเศรษฐกิจของประเทศและของโลก เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้เชื่อมโยงกันได้หมด การกระทำของเรามีผลส่งไปถึงคนในอีกซีกโลกได้ ปัญหาของประเทศอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องของ 'คนอื่น' แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนบนโลกใบนี้ที่จะช่วยเหลือกัน

สืบค้น

นักเรียนรู้จักใช้เครื่องมือในการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ อินเตอร์เนต หนังสือพิมพ์ ไปจนถึงการค้นคว้าจากในโรงเร ียนผ่านการสอบถาม สัมภาษณ์ เก็บข้อมูล เพื่อให้รู้จักโรงเรียนของตนเองมากขึ้น มองเห็นปัญหาของโรงเรียนที่มีผลต่อสังคม และร่วมกันคิดเก็บข้อมูลในการแก้ไขปัญหาได้

ปฏิบัติการ

การเรียนรู้อย่างเดียวคงไม่สามารถช่วยสังคมให้ดีขึ้นได้ นักเรียนจะได้เครื่องมือและตัวอย่างการทำกิจกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง โดยเริ่มจากในโรงเรียนของตนเอง กิจกรรมในคู่มือส่งเสริมให้เด็กรู้จักวางแผนงาน แบ่งงาน ทำงานเป็นทีม วิเคราะห์ เชื่อมโยง และรู้จักสรุป ประเมินผลการทำงานของตนเองได้

สิ่งที่ทางโรงเรียนต้องทำเมื่่อสมัครเข้าร่วมโครงการ

- ทดลองนำกิจกรรมไปสอนในห้องเรียน
- บอกเล่าประสบการณ์การนำไปสอน รวมถึงการถ่ายรูปกิจกรรม เพื่อเป็นพลังส่งเสริมให้ครูท่านอื่นๆ
- ติดจดหมายข่าวรายเดือนไว้ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้กิจกรรมดีๆเพื่อสังคมร่วมกัน

สิ่งที่ทางโรงเรียนจะได้รับโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (200โรงเรียนแรกที่ส่งใบสมัคร)
- การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสอนให้นักเรียนมีจิตสำนึกทางสังคม
-คู่มือการสอนประเด็นทางสังคมด้วยกระบวนการแบบมีส่วนร่วม พร้อมใบงาน
- วีซีดีส่งเสริมจิตสำนึกสาธารณะ
- จดหมายข่าวรายเดือนบอกเล่าความเป็นไปของการสอนประเด็นทางสังคมในโรงเรียนอื่นๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และตัวอย่างกิจกรรมง่ายๆที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
- คู่มือการเรียนรู้ประเด็นจิตสำนึกผู้บริโภคและการค้าที่เป็นธรรม

ดาวน์โหลดใบสมัครและอ่านตัวอย่างจดหมายข่าวได้ที่



โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:45:59 น.  

 
*กทช.เตะตัดขาแผนบริการ 3G เอไอเอส

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤษภาคม 2551 10:43 น.

ดีแทค ทรูมูฟมีเฮ กทช.ช่วยถ่วงเวลาเอไอเอสไม่ให้รุกตลาดล้ำหน้าเรื่อง 3G เร็วเกินไป ส่งหนังสือด่วนถึงรมว.ไอซีที ยันไม่ออกใบอนุญาตให้นำเข้าอุปกรณ์อัปเกรดคลื่นความถี่เดิมเป็น 3G อ้างต้องการออกกฎกติกามารยาทให้เรียบร้อยก่อนออกใบอนุญาตให้ทุกรายพร้อมกัน ด้านเอไอเอสเซ็ง วางแผนเปิดบริการใหญ่โต สุดท้ายคาดให้บริการได้แค่ที่เชียงใหม่ ส่วนแผนเปิดบริการกทม.เดือนมิ.ย.และแผนขยายบริการ 20 จังหวัดอาจเจอโรคเลื่อน

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ได้ส่งหนังสือแจ้งมายังกระทรวงไอซีทีว่ายังไม่สามารถออกใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ 3G เพื่อนำมาปรับปรุง (อัปเกรด) คลื่นความถี่เดิมให้ใช้งานในเทคโนโลยี 3G แก่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค บริษัท ทรูมูฟ รวมไปถึงบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอสด้วย

ทั้งนี้ กทช.ให้เหตุผลว่าการดำเนินการดังกล่าวของกทช.ไม่ได้มีเจตนาที่จะดึงเรื่องการอัปเกรดคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 3G ของเอกชนให้ล่าช้าออกไปอีก แต่กทช.ต้องการออกกฎ กติกาและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์อัปเกรดระบบ 3G ให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการทุกรายไปพร้อมกัน

* "กทช.แจ้งมายังกระทรวงไอซีทีว่าจะชะลอการออกใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ เพื่ออัปเกรดความถี่เดิมเป็นระบบ 3G ของผู้รับสัมปทานก่อน โดยกทช.ชี้แจงว่าไม่ได้มีความประสงค์จะดึงเรื่องให้ล่าช้าออกไป แต่ต้องการออกกฎระเบียบใบอนุญาตให้แล้วเสร็จก่อนออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการพร้อมกันเพื่อป้องกันความวุ่นวาย" นายมั่นกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนเอไอเอสที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ไปก่อนแล้วเป็นรายแรก ก็จะถูกจำกัดให้มีการอัปเกรดได้เฉพาะ 30 สถานีฐานในจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น ส่วนในพื้นที่ที่เหลือจะต้องรอระเบียบกทช. แล้วเสร็จและยื่นขอพร้อมกับ ดีแทค และทรูมูฟ

นายมั่นกล่าวต่อว่า นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานบอร์ดบริษัท กสท โทรคมนาคมหรือ กสท จะหารือร่วมกับ กทช. ในวันที่ 7 พ.ค. นี้ โดยคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุป และภายวันที่ 30 พ.ค. นี้กทช.จะสามารถออกระเบียบใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ เพื่ออัปเกรดคลื่นความถี่เดิมเพื่อให้บริการ 3Gได้แล้วเสร็จ และจะสามารถให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการไปพร้อมๆกันได้ นอกจากนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว กสท ยังจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่น 850 MHz ให้แก่ ทรูมูฟนำไปอัปเกรดให้บริการ3G เช่นเดียวกัน

"การที่กทช.หยุดการพิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์อัปเกรดระบบ 3G และจะให้พร้อมกันเมื่อทำระเบียบใบอนุญาตแล้วเสร็จถือว่าเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการได้เริ่มการอัปเกรดระบบไปพร้อมๆกัน"

ทั้งนี้ รมว.ไอซีทีมีนโยบายต้องการเห็นผู้ประกอบการมือถือภายใต้สัญญาสัมปทานของ บริษัท ทีโอที และ กสท สามารถให้บริการ 3G ด้วยการอัปเกรดความถี่เดิมภายในระยะเวลา 6 เดือน

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสยังไม่ทราบเรื่องที่ กทช. จะชะลอการออกใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์อัปเกรดความถี่เดิมเป็น 3G ซึ่งจะส่งผลให้เอไอเอสสามารถอัปเกรดสถานีฐานเดิมให้บริการได้เพียง 30 สถานีฐานเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่ ซึ่งจะเปิดให้บริการ 3 GSM advance อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 พ.ค.นี้

การที่เอไอเอสถูกจำกัดให้อัปเกรดสถานีฐานใช้งาน 3G ได้เพียง 30 สถานีฐานแรกที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้าจากกทช. จะส่งผลให้แผนเปิดให้บริการ 3 GSM advance ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 15 มิ.ย.51และมีเป้าหมายว่าจะสามารถให้บริการทั่วประเทศในปลายปีนี้ แต่จะยังไม่สามารถใช้บริการได้ทุกจังหวัด โดยจะใช้งานได้จำนวน 20 จังหวัดที่มีความต้องการใช้งานก่อน และตั้งเป้ามีผู้ใช้งานปลายปีนี้ 7-8 หมื่นราย คลาดเคลื่อนไป




*คนหน้าใหม่ในลาซาคิดหนัก อยู่หรือไปดี?หลังเหตุจลาจล

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2551 21:00 น.



"ทิเบต" ดินแดนเทือกเขาสูง โดดเดี่ยวไกลโพ้น และมีฤดูหนาวอันโหดร้าย ก่อจินตนาการให้แก่ชาวตะวันตกมาช้านาน ภาพเพ้อฝันยิ่งบรรเจิด เมื่อได้ฟังนิทานเกี่ยวกับ"แชงกรีล่า"ดินแดนประหลาดในฝันจากคำบอกเล่าของนักเดินทาง

จนกระทั่งเมื่อไม่นาน ดินแดนแห่งนี้ก็เริ่มดึงดูดใจชาวจีนไม่แพ้กัน บางคนเดินทางมาท่องเที่ยว แต่อีกหลายคนเดินทางมาก็ด้วยเหตุผลประการเดียว นั่นคือแสวงหาอนาคต และบุกเบิกภาคตะวันตก

หวัง รุ่ยหลิน ออกจากบ้านเกิดในชานตง มณฑลชายฝั่งทะเลเมื่อ 9 เดือนก่อนด้วยเงินที่ขอยืมจากเพื่อนและครอบครัวจำนวน 60,000 หยวน หรือราว 8,500 ดอลลาร์

หวังเปิดร้านเล็ก ๆ ในกรุงลาซา ขายบะหมี่และเกี๊ยวซ่า แต่วันนี้ ธุรกิจนั้นจวนเจียนเป็นแค่ความทรงจำอันแหลกลาญด้วยเศษกระจกเกลื่อนร้าน กลิ่นเหม็นไหม้ของไม้และพลาสติก

"หมดตัวกันคราวนี้ เพิ่งเปิดร้านได้ 9 เดือนเอง" หวังรำพึง

สำหรับชาวจีนผู้มาใหม่ การจลาจลต่อต้านรัฐบาลจีนเมื่อวันที่ 14 มีนาคมทั่วกรุงลาซา เป็นความป่าเถื่อน และเครื่องเตือนใจอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ชาวทิเบตมากมายไม่ต้อนรับผู้มาใหม่ ทั้งยังเคืองแค้นผู้อพยพ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของชาวทิเบต และแย่งงานทำ

ความโกรธแค้นระเบิดเป็นการจลาจลรุนแรงอยู่เกือบ 2 วัน ซึ่งดูเหมือนปะทุขึ้นที่บริเวณวัดราโมเช่ในย่านเมืองเก่าราวเที่ยงวัน เมื่อพระสงฆ์ ซึ่งถูกห้ามออกจากวัด ได้ปีนขึ้นไปบนหลังคา ขว้างปาก้อนหินใส่ตึกรามใกล้เคียง โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งถูกเผา โรงเรียนแห่งนี้นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวทิเบต แต่เด็กชาวจีนก็ไปเรียนด้วย

จากนั้นไม่นาน ม็อบก็เริ่มทุบทำลายร้านค้า หลายร้านเป็นของชาวจีนเชื้อสายฮั่น และชนกลุ่มน้อยมุสลิม ซึ่งเรียกกันว่าชาวหุย ธนาคาร, ห้างสรรพสินค้า และอาคารสถานที่ราชการถูกเผาราบหลายช่วงตึก ม็อบยังขว้างปาก้อนหินใส่รถพยาบาล จุดไฟเผารถบรรทุกและตั้งเครื่องกีดขวาง ผู้เห็นเหตุการณ์บางคนยังเล่าว่า ผู้ก่อเหตุได้ตะโกนใส่ชาวจีน และถึงขนาดลากชายคนหนึ่งลงจากรถจักรยานยนต์ มาทุบตี

จากคำบอกเล่าของตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งรัฐบาลจีนให้ออกมาให้สัมภาษณ์นั้น ในตอนแรก ตำรวจรุดเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยไม่ถืออาวุธ, ไม้พลองหรือสวมหมวกเหล็กครบมือแต่อย่างใด

เซี่ย ต้าโหย่ว นายตำรวจ ซึ่งมาจากมณฑลเสฉวนเมื่อ 20 ปีก่อน เล่าว่า เขากับกำลังตำรวจเพียงหยิบมือ ถูกชาวทิเบตรุมล้อม ขว้างปาก้อนหิน, ขวดเบียร์แตกใส่

รัฐบาลจีนอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจล 22 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน แต่ชาวทิเบตพลัดถิ่นโต้แย้งว่า มีผู้เสียชีวิต 140 คน อีกหลายร้อยคนถูกจับกุม ส่วนพระสงฆ์ยังคงถูกกักบริเวณอยู่แต่ภายในวัด

"พวกเขาทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เผาโรงเรียน ทำลายร้านค้า" เซี่ยระบุ

เขามองว่าเป็นเหตุการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยประสบมา เลวร้ายยิ่งกว่าการประท้วงของพระสงฆ์ในปี 1989 ซึ่งเป็นการจลาจลต่อต้านจีนครั้งใหญ่ที่สุดและครั้งสุดท้ายในทิเบต

อย่างไรก็ตาม เซี่ยประกาศไม่ถอยหนี "นี่เป็นบ้านเมืองของผม"



รัฐบาลจีนประกาศให้เงินช่วยเหลือธุรกิจ ที่ได้รับความเสียหาย และให้เงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นอกจากนั้น ยังจัดหาตั๋วรถไฟให้แก่ผู้อพยพที่ต้องการโบกมือลาทิเบต กลับบ้านเกิด

อู๋ เฉียงโหยว คนขับแท็กซี่ชาวฮั่นจากมณฑลเหอหนัน อพยพมาอยู่ทิเบตได้ 6 ปี หน้าต่างรถของเขาถูกผู้ก่อจลาจลทุบละเอียด "รถผมขายไม่ออกหรอก ใครจะมาซื้อ และถ้าผมไม่ขับรถ ก็สูญเงินวันละ 100 หยวน ผมเคยมีเพื่อนชาวทิเบต และมีความรู้สึกที่ดีด้วย แต่ตอนนี้ไม่แล้ว"

เพื่อนของอู๋หลายคนพากันเดินทางออกไป แต่เขายืนยันจะอยู่ที่นี่ แม้ธุรกิจซบเซา "ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า จะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น"

แม้เหตุการณ์ผ่านไปแล้วร่วมเดือน แต่บรรยากาศตึงเครียดยังเห็นได้ชัด โดยตำรวจยังตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยในย่านอาศัยของชาวทิเบต

ร้านค้าตามซอกซอยคดเคี้ยวปูลาดด้วยหิน ส่วนใหญ่ยังปิดสนิท เปิดอยู่ร้านเดียว ติดป้ายขายอาหารมังสวิรัติเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งนักท่องเที่ยวเงินน้อยนิยมมาอุดหนุน แต่ตอนนี้ ไร้วี่แววลูกค้า ขณะที่ไม่มีพ่อค้าขายสินค้ากลางถนน โรงแรมส่วนใหญ่ปิด แม้รัฐบาลรับรองว่า ทิเบตได้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วก็ตาม

ความหวาดกลัวยังมีอยู่ทั่วไปบนท้องถนน หญิงสาวต่างชาติ ผมสีบลอนด์ ไม่ยอมพูดอะไรมากกับนักข่าว บอกแต่เพียงว่า "ที่พวกเขาบอกนั้น อย่าไปเชื่อ ถ้าคุณทราบเรื่องที่เพื่อนชาวทิเบตเล่าให้ฉันฟังแล้วละก็ จะปวดท้องเชียวล่ะ" พูดแล้ว ก็ผลุนผลันออกไป

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนส่งเสริมให้ชาวฮั่นอพยพมาอยู่ในทิเบต เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ โดยสร้างมาตรการจูงใจต่าง ๆ เช่นให้เงินอุดหนุน, เว้นภาษี,ให้เงินกู้การศึกษา,พิจารณารับเข้าทำงานก่อน และให้เงินโบนัส 2,000 หยวนสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่เข้าไปทำงานในทิเบต ส่วนทหารประจำการณ์ที่นั่นได้รับเงินเดือนสูงกว่าปกติ 2 เท่าครึ่ง

เมื่อปีที่แล้ว มีผู้เดินทางไปยังทิเบตราว 4 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ จากเมื่อปี2003 ซึ่งมีไม่ถึงหนึ่งล้านคน โดยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น

เกิดการถกเถียงกันว่า มีชาวฮั่นรับข้อเสนอมากน้อยกี่คน ตัวเลขทางการจีนระบุว่ามีชนเชื้อสายทิเบตอย่างน้อยร้อยละ94 ของจำนวนประชากรทั้งสิ้น 2,810,000 คนในทิเบตแต่สิ่งที่ปรากฏในลาซาดูเหมือนแตกต่างไปจากข้อมูลนี้ โดยประชากรเชื้อสายฮั่นดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมากกว่าชนเชื้อสายทิเบตด้วยซ้ำจากการประมาณการณ์ของบางสำนัก

ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศระบุว่า รัฐบาลจีนมีความคืบหน้าอย่างมากในแก้ไขปัญหาความยากจนในทิเบต แต่ชาวทิเบตแทบไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี มีถึงร้อยละ46 ในทิเบต ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในจีน นอกจากนั้น ชาวทิเบตยังหางานทำได้ยากในบ้านของตัวเอง ซึ่งกำลังมีการติดต่อเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับดินแดนส่วนอื่นในมากขึ้น งานหลายตำแหน่งต้องการผู้รู้ภาษาจีนกลาง แต่สำหรับชาวทิเบตส่วนหนึ่งที่รู้แต่ภาษทิเบต โอกาสของพวกเขาถูกปิดกั้น แม้แต่ในบ้านเกิดของตัวเอง

หม่า ชวนหมิง ชาวนายากจนชาวหุยจากมณฑลกันซู่ ร้านขายเครื่องใช้ภายในบ้านของเขา ถูกปล้นและเผาวอดวายในเหตุจลาจล ครอบครัวหม่ากับเจ้าของร้านชาวมุสลิมอีกกว่า 100 ราย ต้องพักอยู่ที่ศูนย์บรรเทาทุกข์ของรัฐ โดยระหว่างที่รอการซ่อมบ้านและร้านอยู่นั้น หม่าจะพาครอบครัวกลับกันซู่ ซึ่งไม่ไกลจากทิเบตก่อน และเขาจะกลับมาลาซาอีกอย่างแน่นอน

"ผมไม่กลัวหรอกครับ เรื่องร้าย ๆ อาจเกิดขึ้นได้ในทุกที่ที่คุณไป"


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:46:34 น.  

 
*ราชวงศ์ชิงตอนต้น / ธารประวัติศาสตร์


อ่านได้ที่นี่..





*ใช้ถุงเท้านาโนซิลเวอร์มีความเสี่ยงหรือไม่

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?pid=142001

เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าได้หมดห่วงกันไป เพราะด้วยนวัตกรรมนาโนซิลเวอร์(Nano Silver)ที่มีในถุงเท้า ทำให้ถุงเท้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเท้า

นอกจากถุงเท้า นาโนซิลเวอร์ยังนำไปประยุกต์ใช้กับสุขภัณฑ์ ผ้าพันแผล หรือแม้กระทั่งเครื่องซักผ้า

แต่ภายใต้ประโยชน์อันมากมาย นักวิทยาศาสตร์ก็ยังแนะนำให้มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่อาจตามมาภายหลัง

'สาธารณชนควรที่จะได้รับรู้ถึงความเสี่ยงที่ยังไม่สามารถระบุได้ ที่อาจมากับการใช้ผลิตภัณฑ์นาโนซิลเวอร์' นักวิจัย พอล เวสเตอร์ฮอฟฟ์ และ ทรอย เบนน์กล่าวในรายงานของ American Chemical Society (ACS)

นายเวสเตอร์ฮอฟฟ์ และ เบนน์รายงานว่า การซักรีดทั่วๆไปสามารถชะล้างนาโนซิลเวอร์ที่มีอยู่ในถุงเท้าออกมาเป็นปริมาณมาก อนุภาคนาโนเหล่านี้ซึ่งจะเข้าไปอยู่ในน้ำเสียและไหลลงไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำหรือแม้กระทั่งมนุษย์

'นี่เป็นรายงานแรกที่พูดถึงการปล่อยเงิน (silver) ออกจากผลิตภัณฑ์ประเภทเสื้อผ้า' นักวิจัยทั้งสองเสริม

หลักฐานที่นำมารายงานก็เป็นการทดลองง่ายๆ โดยนำถุงเท้านาโนซิลเวอร์6 ยี่ห้อที่มีขายกันอยู่ในปัจจุบัน มาจุ่มและเขย่าน้ำที่อุณหภูมิห้อง และทดสอบน้ำเพื่อวัดความเข้นข้นของเงินสองชนิด (1.เงิน 'นาโนซิลเวอร์' ที่เรายังไม่รู้ถึงภัยที่แน่ชัดซึ่งอยู่ในรูปของโลหะ กับ 2. เงินที่เป็นประจุซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นอันตราย)

'จากผลการทดลอง ถุงเท้าแต่ละคู่ต่างปล่อย 'เงิน' ออกมาในอัตราที่ต่างกัน ซึ่งบอกได้ว่าต้องมีกระบวนการผลิตที่ดึงนาโนซิลเวอร์ไว้ในถุงเท้าได้ดีกว่า' นายเบนน์กล่าว 'ถุงเท้าบางยี่ห้อปล่อยเงินออกมาเป็นปริมาณมากในการซักครั้งแรกๆ บางยี่ห้อค่อยๆปล่อยออกมา บางยี่ห้อก็ไม่ปล่อยเงินหลุดออกมาเลย' โดยนักวิจัยทั้งสองจะเสนอรายงานโดยกล่าวถึงยี่ห้อต่างๆอย่างเฉพาะเจาะจง

นาโนซิลเวอร์ในปริมาณที่มากพอสามารถทำลายระบบนิเวศในน้ำได้ เงินที่เป็นประจุไม่ได้ฆ่าแค่แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น แต่ยังไปแทรกแซงกระบวนการทางเคมีที่สำคัญต่อชีวิตของจุลินทรีย์อื่นๆด้วย

'เงินที่เป็นประจุ ถ้าเข้าไปในเหงือกของปลา ก็ฆ่าปลาได้' นายเบนน์เล่า แต่เงินที่เป็นประจุจะฆ่าคนได้ก็ที่ความเข้มข้นสูงๆเท่านั้น ส่วนเงินที่เป็นนาโนนั้น ยังไม่ได้มีการศึกษาใดๆ

นายเวสเตอร์ฮอฟฟ์ และ เบนน์ไม่ได้มีความต้องการที่จะออกมาประกาศว่าเงินเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต 'กฎระเบียบและภัยเกี่ยวกับเงินได้มีการวางรากฐานมานานมากแล้ว เราไม่ได้ต้องการที่จะตรวจสอบกฎระเบียบดังกล่าวอีกรอบ เราแค่ต้องการให้มีการศึกษาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมไปถึงการให้ผู้บริโภคตระหนักถึงบทบาทของนาโนเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้ ผู้บริโภคจะได้มีความรู้ในการตัดสินใจเลืกซื้อ' นักวิจัยทั้งสองแนะนำว่าควรจะระบุส่วนผสมของนาโนซิลเวอร์บนฉลากผลิตภัณฑ์

การทดลองต่อไปของนายเวสเตอร์ฮอฟฟ์ และ เบนน์จะเป็นการทดสอบผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีนาโนซิลเวอร์ พวกเขาต้องการหาเวลาที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆปล่อยเงินออกมา และพัฒนาวิธีตรวจวัดความเข้มข้นของอนุภาคนาโนซิลเวอร์ในน้ำและอากาศให้ดีกว่าวิธีที่มีปัจจุบัน

ข่าววันที่: 7 เมษายน 2551
แหล่งข่าว: American Chemical Society
เวบไซต์: http://www.sciencedaily.com/releases/2008/04/080406175050.htm

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?pid=91430




ขอขอบคุณ
วิชาการ.คอม



โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:47:01 น.  

 
*ทะลวงอาศรม"จอมขมังเวทย์" "ธีรยุทธ บุญมี"เตือน"ลูกกรอก" อย่าไปไกลถึงขั้น"ชคม."

วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6365 ข่าวสดรายวัน

คอลัมน์ ทะลุคนทะลวงข่าว


หนึ่งในภารกิจ ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในทุกรัฐบาล คือวิเคราะห์ วิพากษ์

ล่าสุดรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และพลังประชาชน รับฉายารัฐบาล "ลูกกรอก 1"

ในฐานะเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ที่แปลความหมายว่าเป็นหุ่นเชิดนั้นอาจไม่ตรง เพราะหุ่นเชิดไม่มีชีวิตจิตใจ

นอมินีส่วนใหญ่มักจะอ่อนวัยวุฒิและด้อยคุณวุฒิกว่า แต่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดี

ซึ่งวัฒนธรรมไทยเชื่อว่าการกระทำลักษณะแบบนี้คล้ายการเลี้ยงลูกกรอก


คณะลูกกรอกมีตัวเด่น คือ "รักเลี้ยบ-ยมมิ่ง" ฤทธิ์เดชฉกาจฉกรรจ์

ส่วนหัวหน้าคณะมี 2 ตน เป็นกุมารทองคะนองฤทธิ์

ตนหนึ่ง - กุมารทองคะนองปาก คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นทันที สร้างศัตรูไปทั่วทุกกลุ่ม

ตนที่ 2 - กุมารทองคะนองอำนาจ ชอบอยู่กระทรวงที่มีอำนาจ เชื่อมั่นว่าอำนาจจะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร

กุมารทองสองตนนี้จะทะเลาะกับผู้คนไปในทุกเรื่อง ทำให้รัฐบาลตกอยู่ในฐานะมีอำนาจแต่ปกครองไม่ได้

เชื่อว่าใน 6 เดือนถึง 1 ปีต่อจากนี้จะมีคนออกมาชุมนุมต่อต้านมากขึ้น

ต้องระวังพฤติกรรมตนเอง อย่าเหลิงอำนาจจนพัฒนาจากยุค คมช. กลายเป็น "ชคม.

หรือนักการเมืองชั่วครองเมือง"

ประเด็นร้อน-แก้ไขรัฐธรรมนูญ แนะอย่าให้เกิดประเพณีว่าพรรคการเมืองเสียงข้างมากสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ เพื่อประโยชน์ตัวเอง

ควรให้ภาคสังคม ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ให้มีประชาพิจารณ์หรือมีประชามติ ให้มีกรรมการร่วมพรรคฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลพิจารณาร่วมกัน ให้มี ส.ส.ร.3 เป็นต้น

รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แก้ได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม บนหลักการคือจำกัดอำนาจบริหารไม่ให้ล้นเกิน และป้องกันการคอร์รัปชั่น ซื้อเสียง

ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแบ่งอำนาจเป็น 4 ส่วนคือ อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และอำนาจตรวจสอบ ต้องเคารพลักษณะหน้าที่ขอบเขตของแต่ละอำนาจ จัดวางความสัมพันธ์แต่ละอำนาจให้ถูกต้อง

รัฐธรรมนูญมาตรา 237 ซึ่งลงโทษยุบพรรคเมื่อกรรมการบริหารทำผิด ควรได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางในนักวิชาการสายนิติศาสตร์ เพราะกฎหมายนี้ได้มีบทบัญญัติลงโทษกลุ่ม เมื่อบุคคลทำผิด จะเป็นการย้อนยุคหรือไม่

และจะบรรลุวัตถุประสงค์ป้องกันการซื้อเสียงหรือไม่

แต่การรีบร้อนแก้ไขของ พปช. เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดก็ไม่ควรทำ

เพราะเป็นการทำลายหลักการการปกครองโดยกฎหมายเช่นกัน

ก่อนถึงรัฐบาลสมัคร ธีรยุทธ บุญมี ก็สะท้อนภาพมาแล้วทุกรัฐบาล บนพื้นฐานของการเฝ้าติดตาม กลั่นกรอง วิเคราะห์อย่างเป็นวิชาการ

กับรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ก็คือ "รัฐบาลฤๅษีเลี้ยงเต่า"

และ "คมช.เล่นลิเกการเมือง พล.อ.สุรยุทธ์เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์อาวุโส บรรเลงเพลงออกแขกแต่เชื่องช้าคล้ายเพลง 3 ชั้น ส่วนประธาน คมช. รับบทบังธิมาออกแขก"

2548 ครั้งยังมี "ซูเปอร์นายกฯ" และทายทัก "ทักษิณ 2 อยู่ยาว ซูเปอร์เสี่ยง"

จะว่าเป็นลางร้ายก็ได้ เพราะที่สุด "ซูเปอร์" ร่วงผล็อย กลับบ้านเก็บฉากเมื่อรัฐบาลอายุไม่ครบ 15 เดือน

ก่อนหน้าตกเก้าอี้ ก็มีทักษิโณมิกส์ หรือทักษิณนุวัตร อัคร-ยำ รัฐบาลทุษิณ และโคตรานุวัตร

ยุคชวน หลีกภัย ฉายาสมตัว "ชวน เชื่องช้า" กับ "จอมนินจาหลักการ"

สำหรับบรรหาร ศิลปอาชา คือ "หลงจู๊หมดเครดิต"

และ "จิ๋วสองใจ" สำหรับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

แต่เหมือนฉายา "ลูกกรอก" แทงใจดำ พลพรรคพลังประชาชนจึงเรียงหน้าโต้

สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.ศึกษาธิการ ว่า "คนไทยมี 63 ล้านคน คนหนึ่งก็มีความเห็นอย่างหนึ่งได้"

ศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม รองโฆษก พปช. บอกจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล เพราะนายธีรยุทธพูดจนไม่มีราคา คนไม่ค่อยฟังแล้ว

แต่ขอโต้สักหน่อย

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค กล่าวว่า รัฐบาลไม่ขอยอมรับการที่นายธีรยุทธกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นยุคชั่วครองเมือง

"คำว่ารัฐบาลลูกกรอก ทำให้คนฟังแล้วนึกถึงเด็กที่ตายแล้ว นำมาทำเป็นลูกกรอกรับใช้ปกป้องนาย"

ใช่หรือไม่ก็อยู่ที่บรรดาลูกกรอก เอ๊ย ลูกพรรคแล้ว

หน้า 4


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:47:38 น.  

 
*ธรรมศาสตร์ร่วมใจ อนุรักษ์สภาพแวดล้อมและพลังงาน เพื่อโลกของเรา “เย็นลง”

“ภาวะโลกร้อน” ก่อให้เกิดอันตรายกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในโลก และการกระทำของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะดังกล่าว ทั้งจากการใช้เครื่องจักรในระบบอุตสาหกรรม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็นซึ่งทำให้เกิดขยะจำนวนมหาศาล การใช้ทรัพยากรป่าไม้โดยขาดการปลูกทดแทน รวมทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า การคมนาคมขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นหลัก การใช้เครื่องปรับอากาศที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สมีเทนซึ่งทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเป็นสาเหตุให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น
นับตั้งแต่ปี 2548 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาขนาดใหญ่บนพื้นที่เกือบ 1,700 ไร่ มีนักศึกษาและ บุคลากรรวมกว่า 20,000 คน พร้อมหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยอีกจำนวนมาก อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ และสนามกีฬามาตรฐาน ได้ตระหนักถึงการรณรงค์ส่งเสริมเพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อม พลังงาน และช่วยลดภาวะโลกร้อน จึงได้ริเริ่มดำเนินการโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

1. การลดอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย
1.1 โครงการปลูกต้นไม้ใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้ปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่มเติมในทุกพื้นที่ รวมต้นไม้ที่ปลูกเพิ่มเติม ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2548 จนถึง ปัจจุบัน จำนวน 3,229 ต้น งบประมาณที่ใช้รวม 2,105,767.75 บาท ส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณเงินรายได้ มหาวิทยาลัย และส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาค 1.2 การเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้ดำเนินการ ขุดลอกและสร้างแหล่งเก็บน้ำเพิ่มเติม จำนวน 2 แห่ง เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 10,096,711.36 บาท

2. การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมัน
2.1 การลดการใช้น้ำมัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำเนินการในหลายโครงการ ได้แก่

1) การบริการรถรับ-ส่งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ด้วยรถแก๊สธรรมชาติ NGV ทั้งนี้ เนื่องจากศูนย์รังสิตมีพื้นที่กว้างขวาง การสัญจรภายในจำเป็นต้องมีการจัดบริการ มหาวิทยาลัยจึงได้จัดรถบริการที่ใช้แก๊ส NGV จำนวน 20 คัน ให้บริการระหว่างเวลา 07.00 – 21.00 น. โดยเริ่มจากจำนวน 12 คัน ในปี 2548 และเพิ่มเป็น 20 คันในปี 2551 ใช้งบประมาณ ปีละ 9,258,300 บาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไม่สร้างมลภาวะภายในศูนย์รังสิต
2) การเช่ารถตู้ NGV เพื่อใช้ในกิจการของมหาวิทยาลัย ซึ่งจากเดิมมหาวิทยาลัยได้เช่ารถตู้ซึ่งเป็นรถใช้น้ำมันดีเซลเพื่อใช้ในราชการ แต่ได้เปลี่ยนเป็นการเช่ารถตู้ NGV ทั้งหมดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551
3) การกำหนดนโยบายให้รถเอกชนที่ให้บริการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นรถ NGV ได้แก่ รถบริการระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไปยังสถานที่ต่างๆในกรุงเทพมหานคร เช่น รถตู้บริการสาย ต. 85 ซึ่งบริการระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต – อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นรถ NGV ทั้งหมดในปี 2551
4) โครงการสร้างทางจักรยานและทางเดินมีหลังคาคลุม เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรมีความสะดวกในการใช้จักรยานและเดินเท้าในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการเดินทางที่จะไม่ใช้พลังงาน และเป็นผลดีต่อสุขภาพ โดยได้เริ่มก่อสร้างทางจักยานมีหลังคาคลุมควบคู่กับทางเดินมีหลังคาคลุมเพื่อเชื่อมต่ออาคารเรียนหลักในศูนย์รังสิต รวมเป็นระยะทาง 3.7 กิโลเมตร การก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม 2551 ใช้งบประมาณรวม 22,813,900 บาท เป็นงบประมาณแผ่นดิน 4,000,000 บาท เงินรายได้มหาวิทยาลัย 18,813,900 บาท และได้สร้างที่จอดจักรยานเพิ่มเติมในจุดต่างๆ ตลอดแนวเส้นทางทั้งอาคารเรียน หอพัก ซึ่งจะจอดจักรยานได้ 3,180 คัน
5) การปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าและการกำหนดมาตรการประหยัดพลังงาน มหาวิทยาลัยได้กำหนดมาตรการในการประหยัดพลังงานตั้งแต่ปี 2549 โดยได้มีการเสนอรายงานการใช้พลังงานไฟฟ้าในแต่ละไตรมาส ตั้งแต่ปี 2548 ต่อที่ประชุมผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้บริหารได้ตระหนักถึงการกำกับดูแลการใช้พลังงานไฟฟ้า และกำหนด KPI ในการประหยัดพลังงานของทุกหน่วยงานในปี 2551
สำหรับการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า มหาวิทยาลัยมีแผนในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด นั่นคือ การปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องปรับอากาศ ดังนี้
การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศในหอพักนักศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องปรับอากาศอายุ 10 ปี มีการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากกว่าปกติ โดยจะเปลี่ยนในระยะเวลา 3 ปี (2551 – 2553) ปีละประมาณ 1,700 เครื่อง โดยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน ซึ่งรับผิดชอบในการดูแลหอพัก เป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณ
การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศในอาคารบริหารและอาคารเรียน ซึ่งจากการสำรวจเครื่องปรับอากาศที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปี ในอาคารเรียนและอาคารสำนักงาน พบว่ามีอยู่จำนวน 217 เครื่อง โดยมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องจัดงบประมาณเพื่อจัดการในส่วนนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศสำหรับอาคารเรียนและอาคารบริหารจำนวน 12,126,265 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงาน
การใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม มหาวิทยาลัยได้ศึกษาทางเลือกในการใช้พลังงานจากโรงงานพลังงาน ความร้อนซึ่งอาจก่อสร้างในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต หรือซื้อจากโรงงานไฟฟ้าในบริเวณใกล้เคียง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการ ซึ่งโรงงานพลังงานความร้อนร่วมจะใช้แก๊สธรรมชาติที่มีต้นทุนถูกกว่าการใช้น้ำมัน และสามารถใช้น้ำเย็นจากไฟฟ้าได้ ซึ่งจะส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าลดลงในระบบปรับอากาศ


3. การลดปริมาณขยะและการใช้ประโยชน์จากขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขยะเป็นปัญหาสำคัญของทุกชุมชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีขยะประมาณวันละ 6 – 7 ตัน โดย 1ใน 3 เป็นขยะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนหนึ่งเป็นขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร ใบไม้ กิ่งไม้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นขยะที่ก่อให้เกิดภัยต่อสิ่งแวดล้อมได้แก่ โฟมและพลาสติก ซึ่งใช้เวลาการย่อยสลายนับร้อยปี มหาวิทยาลัยจึงได้ดำเนินการจัดการขยะดังกล่าว ดังนี้
3.1 การจัดการขยะรีไซเคิล
มหาวิทยาลัยได้เริ่มโครงการจัดการขยะรีไซเคิลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 โดยได้จัดตั้งธนาคารขยะเพื่อรับซื้อขยะที่สามารถ นำมาใช้ ประโยชน์ใหม่ได้จากหน่วยงานและนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว เป็นต้น รวมทั้งการแยกขยะ จากถังขยะในที่ สาธารณะ ซึ่งทำให้ปริมาณขยะลดลงได้ประมาณ 1/3 ของขยะทั้งหมด และรายได้ที่หน่วยงานขายขยะ ให้กับธนาคารขยะ หน่วยงานก็ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
3.2 การเลิกใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากโฟม
ปริมาณโฟมจากภาชนะบรรจุอาหารในมหาวิทยาลัย มีปริมาณวันละประมาณ 2,700 ชิ้น (ในวันปกติ) แต่สำหรับวันที่มีตลาดนัด หรือกิจกรรมพิเศษจะมีปริมาณของภาชนะโฟมเพิ่มหลายพันชิ้นต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ก่อให้เกิดโทษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย มหาวิทยาลัยได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ทดแทนโฟม นั่นคือ บรรจุภัณฑ์ ที่ผลิตจากวัสดุย่อยสลายทางชีวภาพ ( Biodegradable) หลายประเภท และได้เลือกภาชนะบรรจุอาหารที่ผลิตจากชานอ้อย โดยผู้ใช้หรือผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าบรรจุภัณฑ์เพิ่ม 1-2 บาท จากราคาอาหารปกติ และโครงการเลิกใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากโฟม ได้เริ่มโครงการวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป
3.3 การจัดการขยะอินทรีย์
ขยะอินทรีย์ เมื่อถูกนำไปทิ้งจะก่อให้เกิดการเน่าเหม็น และเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้ รวมทั้งก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของชุมชนใกล้เคียง ในอดีตมหาวิทยาลัยได้จัดการเศษอาหารที่ได้จากโรงอาหารหลักทุกโรง รวมทั้งกิ่งไม้ ใบไม้ ซึ่งมีปริมาณวันละไม่ต่ำกว่า 1.35 ตันโดยถมพื้นที่และการเผา ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนและแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ รวมทั้งควันที่ ก่อให้เกิดอันตรายได้ มหาวิทยาลัยจึงได้ดำเนินการจัดการขยะอินทรีย์ใหม่ ดังนี้
1) การใช้เศษอาหารเลี้ยงสุกร และใช้ใบไม้กิ่งไม้ที่ผ่านการผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กปูเป็นเล้าหมู และเลี้ยงโดยวิธีหมูหลุม ซึ่งจากการทดลองโดย รองศาสตราจารย์ กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า การเลี้ยงสุกรด้วยวิธีดังกล่าวทำให้คอกหมูมีกลิ่นน้อยมาก และจากการเหยียบย่ำของสุกร และมูลสุกร ทำให้ใบไม้ เศษไม้ ย่อยสลายเป็นปุ๋ยหมักในระยะเวลา 3 เดือน ปัจจุบันจะได้ปริมาณปุ๋ยหมักประมาณ 10 ตัน ต่อ 1 รอบ และใน 1 ปี ผลิตได้ 4 รอบ นอกจากนี้ จากการทดลองใช้ปุ๋ยหมักในการปลูกผัก พบว่า ได้ผลดี
2) การใช้เศษอาหารและกิ่งไม้ทำปุ๋ยหมักด้วยกลวิธีย่อยสลายเร็ว โดยมหาวิทยาลัยได้อนุญาตให้นักศึกษา ระดับปริญญาเอก ศึกษาวิจัยการผลิตปุ๋ยหมัก ด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้นโดยความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในการสร้างโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งสามารถผลิตปุ๋ยหมัก จากเศษอาหาร ใบไม้ กิ่งไม้ ในระยะเวลา 7 วัน การวิเคราะห์ปุ๋ย พบว่า มีสารอาหาร N P K ครบถ้วน ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษาทดลอง ซึ่งคาดว่าจะสรุปผลได้ในเดือนกรกฎาคม 2551
3) การผลิตน้ำหมักชีวภาพจากเศษผักผลไม้สด โดยเศษผักผลไม้สดบางส่วนได้นำมาหมักกับกากน้ำตาล จากการหมักประมาณ 15 วัน จะได้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งนำมาใช้ฉีดบริเวณที่มีแมลง จะทำให้หนอนแมลงไม่สามารถฟักตัวเป็นแมลงได้ ปริมาณแมลงวันจึงลดลง นอกจากนี้ ยังใช้เป็นปุ๋ยได้อีกด้วย
4) การผลิตถ่านจากกิ่งไม้ใหญ่ ซึ่งกิ่งไม้ในมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถใช้เครื่องย่อยสลาย ได้นำมาเผาเป็นถ่านโดยเตาเผา ที่มีปริมาณ ควันน้อยมาก ควันที่ถูกดักไว้จะกลั่นตัวเป็นน้ำส้มควันไม้ ซึ่งมีประโยชน์ในการดับกลิ่นและไล่แมลง รวมทั้งเป็นสารไม่มี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

4. การรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติกและใช้ถุงผ้าแทน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยฝ่ายการนักศึกษาร่วมกับศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เริ่มโครงการลดการใช้ถุงพลาสติก สำหรับการซื้อหนังสือ และอุปกรณ์เครื่องเขียน ตลอดจนการบรรจุสิ่งของต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2550 โดยได้แจกจ่ายถุงผ้า จัดกิจกรรม รณรงค์สร้างจิตสำนึก ประกวดคำขวัญ ประกวดวาดภาพ ตลอดจนจัดกิจกรรมจับรางวัลเพื่อสร้างจิตสำนึกและรณรงค์ลดใช้ ถุงพลาสติกบรรจุสิ่งของมาอย่างต่อเนื่อง และได้ดำเนินการโครงการดังกล่าวในงานรับเพื่อนใหม่ของนักศึกษาทุกปี จนกระทั่ง สามารถควบคุม และลดการใช้ถุงพลาสติกในมหาวิทยาลัยลงได้อย่างน่าพอใจ
การดำเนินการของกิจกรรมส่วนใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ใช้งบประมาณเงินรายได้ของตนเอง แต่การเปลี่ยนอุปกรณ์ ที่ใช้งบประมาณสูง เช่น การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศในอาคารเรียนและอาคารบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำเนินการ ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน รวมทั้งได้เสนอตัวเองเป็นโครงการตัวอย่าง Campus สีเขียวของกระทรวงพลังงานอีก


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:48:07 น.  

 


๏ ท่านอาจารย์พุทธทาสจำกัดความ
ให้นิยามความหมายไว้ดียิ่ง
ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง
มิใช่สิ่งที่จำนำมาใช้

๏ คือประชาธิปไตยมิใช่ว่า
ถือความหมายเอาประชาชนเป็นใหญ่
ดังลัทธิพวกมากก็ลากไป
ประชาโจรปล้นชัยชิงพารา

๏ หากประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่กว่า
คือถือเอาประโยชน์ของประชา
เป็นใหญ่เป็นคุณค่าที่ควรปอง

๏ ประโยชน์ของประชาชนต้องเป็นใหญ่
คือประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
การเลือกตั้งจึงมิใช่บันไดทอง
ให้ไต่เต้าเข้าครองประโยชน์ตน

๏ เราล้มลุกคลุกคลานทางการเมือง
ทำผิดเรื่องผิดแง่มาแต่ต้น
อ้างว่าเพื่อประโยชน์ประชาชน
แต่แล้วกลับฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน

๏ อ้างเอาเสียงข้างมากลากอำนาจ
อ้างเอาชาติเอาประชามากังฉิน
ลุกขึ้นเถิดไล่ล้างเถื่อนธรณิน
ล้างให้สิ้นซากเศษเผด็จการ!.


---------------------------------------

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์





๏ มหาวายุโหดประหาร
ลุ่มอิรวดีลาญแหลกล่ม
แผ่นดินคว่ำฟ้าเททะเลลม
พลิกจักรวาลจมอเวจี

๏ ปี่มอญสะท้อนสะท้านพร่า
ระโอยโอดอาทวาเพลงช้าปี่
เห่ช้าพญาหงสาวดี
นับแต่นี้จะทวีเทวษครวญ

๏ ชเวดากอง กังสะดาล จะกรรแสง
ตะวันแดงดับโลกโศกกำศรวล
บังลังก์มยุราจักล้ารวน
กระอักอ่วนอกอายแก่ฟ้าดิน

๏ มหาภัยจากมนุษย์สุดฉกาจ
มหาภัยธรรมชาติจักกวาดสิ้น
เลือดเหงื่อและน้ำตาร่วมบ่าริน
จะพลิกฟื้นคืนถิ่นประชาชน

............................................

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ศุกร์ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑


หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
















โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:48:38 น.  

 
*เชิญศิษย์เก่า มธ. ไปร่วมงานรับน้อง 19 พ.ค. กันค่ะ

http://www.oknation.net/blog/chutin



ขอเชิญชวนศิษย์เก่าธรรมศาสตร์
ร่วมสืบสานจิตวิญญาณธรรม
ในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๑
วันจันทร์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑
ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รับประทานข้าวธรรมศาสตร์
แล้วชมการแสดงแสงเสียงประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์
และร่วมผูกข้อมือต้อนรับนักศึกษาใหม่ ๒๕๕๑
พบกันเวลา ๑๘.๐๐ น. เป็นต้นไป

ข้อความนี้ บูตะได้รับฝากจาก เพื่อนๆ มาช่วยกระจายให้ น้องพี่เหลืองแดง "ไปร่วมงานรับน้องใหม่กันเถอะ"
และที่บูตะตื่นเต้นมากๆ ในงานนี้ ก็คือ

อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตกุล (อธิการฝ่ายกิจการนักศึกษา) ได้นำ ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ ในรูปแบบการแสดงแสงเสียง กลับมาแสดงอีกครั้ง บอกเล่าประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ให้น้องๆ ร่วมกันซึมซับ ราวกับจะบอกว่า 4 ปีในรั้วแห่งนี้ ขอให้เติบโตไปพร้อมกับเจตจำนงค์ที่เที่ยงธรรม อย่างเช่น
รุ่นพี่เคยปฎิบัติมา


บูตะรู้สึกว่า "การแสดงแสงเสียงประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์"
เหมือนกับเป็นพิธีกรรม มอบจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ให้กับน้องใหม่ หล่อหลอมให้เป็นหนึ่งเดียว
....................................

ที่แห่งนี้ น้องพี่ร่วมมือกัน ต่างฝ่าฟัน สร้างความสามัคคี
ปลูกต้นรักให้เบ่งบานเต็มที่ บานคลี่ด้วยสีเหลืองแดง ...
(เสียดาย ไม่มีเพลงประกอบ คุณพี่คนโทใส่น้ำ ช่วยหามาประกอบให้บูตะหน่อยสิคะ)
เพลงนี้จะดังกึกก้องอีกครั้ง ด้วยพลังของพวกเราธรรมศาสตร์
อย่าลืม ไปร่วมกันแสดงพลังกันนะคะ ...
.................................................

เมื่อใดที่คุณได้พบเห็น
ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นต่อหน้า
คุณไม่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา
ตัวของคุณสั่นชาด้วยโกรธแค้น
เมื่อนั้นเราก็เป็นเพื่อนกันได้
นี่... ยิ่งใหญ่และมีค่ามากกว่าญาติแสน
ขอต้อนรับเพื่อนใหม่มาสู่แดน
"เพื่อน" ร่วมแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศธรรม !
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
2529


....................................
ย้อนหลัง ไปกี่ปีไม่รู้ (แกล้งลืม)
ก้าวแรกสู่รั้วเหลืองแดง

วันแรกที่เดินเข้าสู่ประตูรั้วเหลืองแดง หัวใจเต้นแรง ก้าวเดินไปหวั่นๆ ผิดกลับทุกครั้งเมื่อเป็นเด็ก ม.ปลาย
เดินเข้าออกธรรมศาสตร์เป็นว่าเล่น ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้ มาก่อน
ก้าวมาแล้ว ... จะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีก 4 ปี และเดินกลับออกไปอย่างภาคภูมิ
วันนี้ แม้มีผู้คนมากมายเดินสวนไปมา แต่กลับรู้สึกวังเวงชอบกล
รุ่นพี่เดินมา ถามว่า น้องอยู่คณะนี้ใช่ไหม มานี่เลย พวกพี่รออยู่
ฉันถูกห้อมล้อมด้วยพี่ๆ
แปลกดีนะ ความรูสึกเมื่อสักครู่หายไป กลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

"น้องจ๋า น้องมาจากไหน เป็นผู้ใดก็ไม่สำคัญ
มหาวิทยาลัย ช่างกว้างใหญ่ สดใส โสภา
หลายคนดั้นด้นอดทนมา กี่คนเล่าหนาฝ่าหลุดพ้นจนได้ชัย"
ยังจำเพลงนี้ได้ดี คราที่พวกพี่ นั่งล้อมวงน้องใหม่ ดับไฟมืด มีแต่แสงเทียนสลัว เสียงเพลง "มหาวิทยาลัย" ดังขึ้น
ถึงวันนี้ ก็ยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ ...
.............................................................
วันปฐมนิเทศเป็นวันที่น้องใหม่หน้าบาน เดินใส่เสื้อใหม่ กระโปรงใหม่ (ที่ไม่สั้นเต่อและคับติ้ว) ติดเข็มกลัดที่หน้าอก ธรรมจักร สัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม เดินเข้ามากันเป็นทิวแถวเข้าสู่หอประชุมใหญ่
หลังจากฟังบรรยายจากคณาจารย์แล้วตอนเย็น น้องๆ ทุกคนจะต้องอยู่ ร่วมรำลึกประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
กลางดึกคืนนั้น ...

แสงไฟสว่างจ้าดับลงมืดสนิท ฉับพลันเสียงปืนกึกก้อง เสียงร้องของเหล่านักศึกษาผู้กล้า ร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อประชาธิปไตย เสียงบรรยายความเป็นไปในห้วงเวลาต่างๆ ของธรรมศาสตร์ ดังขึ้นเป็นช่วงๆ ประกอบกับแสงและสี ที่ดูเร้าใจเป็นยิ่งนัก

การแสดงแสงเสียง พาพวกเรากลับย้อนกลับไปสู่วันที่ 14 ตุลาคม 2516 วันที่ธรรมศาสตร์ทุกคนจะไม่มีวันลืม
พวกเราตะลึงเหมือนตกอยู่ในภวังค์กับการแสดงแสงเสียงย้อนรำลึกอดีต ในค่ำคืนปฐมนิเทศ
ราวกับว่าได้เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นธรรมศาสตร์อย่างแท้จริง

..............................................................


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:49:44 น.  

 
*อภิปรายพิเศษ เรื่อง “กรอบแนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ”

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ขอเชิญท่านผู้สนใจ ร่วมรับฟังการอภิปรายพิเศษ เรื่อง “กรอบแนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ” ในวันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เวลา 09.30 น. – 12.00 น. ณ ห้องประชุมนาทตัณฑวิรุฬห์ ชั้น 1 อาคาร 1 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม
………………………………………
กำหนดการอภิปรายพิเศษ
09.00 – 09.30 น. ลงทะเบียน (ฟรี)
09.30 – 11.30 น. อภิปรายพิเศษ เรื่อง“กรอบแนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยใน
ระดับชาติและนานาชาติ” โดย
• รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยด้านวิจัยและพัฒนา
• นางดวงวรพร สิทธิเวทย์ ผู้อำนวยการภารกิจนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
11.30 – 12.00 น. เปิดเวทีอภิปรายและตอบข้อซักถาม
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
......................................................................
สอบถามรายละเอียดและแจ้งรายชื่อเข้าร่วมฟังได้ที่
กลุ่มงานส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โทร. 0-2441-5000 ต่อ 169, 172 และ 173
เว็บไซต์ http://www.en.mahidol.ac.th


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:50:42 น.  

 
*แอโรบิค"มวยไทย" กีฬาป้องกันตัวเพื่อสาวๆ

มติชนออนไลน์ - วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11015

*เคยทราบมาแล้วว่าการจะให้สุขภาพแข็งแรงนั้นจะต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่หากจะให้ครบสมบูรณ์แบบ อย่าลืมออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นโยคะร้อน บอดี้คอมแบต หรือแม้กระทั่งแอโรบิค ซึ่งขณะนี้มีการนำแม่ไม้มวยไทยเข้ามาผสมผสานแล้ว เรียกว่า แอโรบิคมวยไทย

แอโรบิคมวยไทย เป็นการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ นอก จากจะทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและยังเป็นศิลปะป้องกันตัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.) กระทรวงการท่องเที่ยวจัดโครงการอบรมวิทยากรแอโรบิคขึ้นภายใต้หัวข้อ การเต้นแอโรบิคมวยไทย เพื่อนำความรู้ไปเผยแพร่และให้ความรู้กับประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

*สมบัติ คุรุพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า แอโรบิคมวยไทยเป็นการออกกำลังกายที่ผสมผสานระหว่างกีฬาสมัยใหม่และศิลปะมวยไทย เป็นกีฬาที่ออกกำลังกายได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าในการใช้ศอก เข่า หมัด เตะหรือแม้กระทั่งการถีบ ก็เป็นท่วงท่าที่สำคัญมากสำหรับการออกกำลังกายรูปแบบนี้

น.ส.กิตาการ ฝากคำ ชั้น ม.5 โรงเรียนบดินทรเดชา 2 หนึ่งในสมาชิกแอโรบิคมวยไทยหญิงล้วน บอกว่า เห็นรุ่นพี่โชว์การเต้นแอโรบิคมวยไทยในงานปฐมนิเทศแล้วรู้สึกประทับใจมาก เพราะมีทั้งลีลาที่สวยงามและเข้มแข็ง และรู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิงน่าจะสามารถถ่ายทอดท่าทางของมวยไทยออกมาสวยงามกว่าผู้ชาย ที่สำคัญยังสามารถใช้เป็นการป้องกันตัวได้อีก

*อีกหนึ่งสาวจากโรงเรียนเดียวกัน น.ส.เต็มสิริ โพธิ์วันนา เผยว่า เล่นกีฬาประเภทนี้มา 5 ปีแล้ว เมื่อก่อนจะเป็นเด็กขี้โรค มีโรคประจำตัวเยอะมาก แต่พอมาเล่นแอโรบิคมวยไทยอย่างจริงจังอาการต่างๆ ก็เริ่มดีขึ้นและค่อยๆ หายไป กีฬาประเภทนี้ช่วยให้ได้ออกกำลังกายและบริหารร่างกายได้ทุกส่วน ซึ่งเมื่อต้องมาเต้นเป็นสเต็ปกับการเต้นแอโรบิคแล้วทำให้ได้ท่วงท่าที่สวยงาม ที่สำคัญทำให้ไม่น่าเบื่อ

น.ส.เต็มสิริ ทิ้งทายว่า เราเป็นคนไทยไม่ควรปล่อยปละละเลยให้สิ่งเหล่านี้หายไป ควรช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้ชื่นชมกัน และพวกเราจะเป็นส่วนหนึ่งของการนำสิ่งเหล่านี้ไปเผยแพร่ให้กับกลุ่มเพื่อนๆ ต่อไป

สาวๆ น่าจะชอบ เพราะนอกจากจะทำให้รูปร่างดีแล้ว ยังป้องกันตัวได้ด้วย

หน้า 25


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:55:53 น.  

 
*ร่วมเรียนรู้การสร้างห้องน้ำดิน เพื่อศูนย์วัฒนธรรมไล่โว่ 17-19 พค.นี้

โดย : มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน

หลังจากมีผู้สนใจทำบ้านดินร่วมนำอิฐดินจำนวน 8,000 ก้อน ก่อผนังดินศูนย์วัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 5-7 เมษายน ที่ผ่านมานั้น

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน จึงขอเชิญชวนผู้สนใจทำบ้านดิน ร่วมลงแรงสร้างห้องน้ำดินเพื่อศูนย์วัฒนธรรมฯ กันอีกคร้งหนึ่ง ระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2551 นี้

ลักษณะกิจกรรม เรียนรู้การสร้างบ้านดินในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำอิฐดิน การก่อผนังห้องน้ำดิน การทำสี และฉาบผนังดินศูนย์วัฒนธรรมฯ โดยเน้นการปฏิบัติงานจริง

กำหนดการ

16 พฤษภาคม 2551
24.00 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ที่ซอยรางน้ำ

17 พฤษภาคม 2551
06.00-07.00 น. เก็บสัมภาระและ พักผ่อนที่แพริมแม่น้ำสามประสบ
07.00-08.00 น. รับประทานอาหารเช้า
08.00-09.00 น. ชมสไลด์ ฟังบรรยายเกี่ยวกับการสร้างบ้านดิน
09.00-11.30 น. เดินทางไปเรียนรู้การก่อผนังดินและการฉาบผนังที่อ.บ.ต.ไล่โว่
12.00-13.30 น. รับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนตามอัธยาศัย
13.30-16.00 น. กิจกรรมบ้านดิน
16.00-17.00 น. เดินทางกลับที่พัก
18.00-19.30 น. รับประทานอาหารเย็น
20.00-22.00 น. ชมการแสดงท้องถิ่น "รำตง"
22.00 น. พักผ่อน

18 พฤษภาคม 2551
05.30 น. ตื่นนอน และชมพระอาทิตย์ขึ้นริมแม่น้ำ
06.00 น. ตักบาตรที่สะพานมอญ
06.30-07.30 น. รับประทานอาหารเช้า
08.00-12.00 น. กิจกรรมบ้านดิน
12.00-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-15.30 น. กิจกรรนบ้านดิน
15.30-17.30 น. เยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวมอญ แวะไหว้พระที่วัดวังก์วิเวการาม
18.00-19.30 น. รับประทานอาหารเย็น
20.00-21.30 น. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกิจกรรมสันทนาการ
21.30 น. พักผ่อน

19 พฤษภาคม 2551
05.30 น. ตื่นนอน
06.00-07.00 น. ร่วมทำบุญวันวิสาขบูชา
07.00-08.00 น. รับประทานอาหารเช้า
08.00-12.00 น. เรียนรู้การทำสี
12.00-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-13.30 น. สรุป และ ประเมินผลงาน
13.30-14.00 น. เก็บสัมภาระ
14.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ
20.00 น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

คุณสมบัติอาสาสมัคร อดทน กินง่ายอยู่ง่าย รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

สถานที่ทำงาน ศูนย์วัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

สิ่งที่ต้องเตรียม ถุงนอน, เสื้อแขนยาว, ถุงมือ, ยาประจำตัว,ไฟฉาย

สมทบค่าใช้จ่ายคนละ 1,990 ต่อคน
(ค่าพาหนะเดินทาง, อาหาร, ที่พัก และค่าประกันชีวิตในการเดินทาง)

รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่...มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน
143/17 ซ.แจ้งวัฒนะ 1 ถ.แจ้งวัฒนะ
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทร. 0-2521-4084 http://www.cyfchild.org หรือ
ช่างวิทยา 08-3732-5940 และ ช่างเอี้ยง 08-7645-1516

และสามารถโอนเงินมาที่ ....ธนาคารกสิกรไทย สาขาวังน้ำเขียว
ชื่อบัญชี วิทยา เพ็งทา
เลขที่บัญชี 445-2098348

***หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ หรือแฟกซ์ใบฝากเงินมาที่ 0-2521-4084 และ Email dakdin22@gmail.com





โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:58:43 น.  

 
*งาน เนื่องในโอกาสวันล้ออายุท่านพุทธทาสภิกขุ

โดย : เครือข่ายพุทธิกา

ขอเชิญร่วมงาน เนื่องในโอกาสวันล้ออายุท่านพุทธทาสภิกขุ
วันอาทิตย์ ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๗. ๐๐ น.
ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร (LT 1) คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

กำหนดการ
๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๓.๐๐ - ๑๓.๓๐ น. ฉายวีดีทัศน์ประวัติท่านพุทธทาสภิกขุ
๑๓.๓๐ - ๑๔.๐๐ น. ดนตรีธรรมะ
๑๔.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. ปาฐกถา หัวข้อ "ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ"
โดย คุณจรัญ ภักดีธนากุล
๑๕.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. เสวนา หัวข้อ "เหลียวหลังแลหน้า ๗๕ ปีสวนโมกข์"
โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์, ผศ.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์
นพ.บัญญา พงษ์พานิช ผู้ดำเนินรายการ
๑๖.๓๐ - ๑๗.๐๐ น. ปัจฉิมโอวาท โดย พระไพศาล วิสาโล

สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่
โทรศัพท์ : ๐-๒๘๘๖-๙๘๘๑, ๐-๒๘๘๓-๐๕๙๒
เว็บไซต์ : http://www.budnet.info อีเมล์ : b_netmail@yahoo.com
องค์กรร่วมจัด
เครือข่ายพุทธิกา, เครือข่ายธรรมโฆษณ์
สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:59:24 น.  

 
*เน็ตฉิว!ผ่านเสาไฟฟ้า ยึดสุญญากาศบรอดแบนด์ไร้สาย

(( http://www.oknation.net/blog/thitiporn ))


เน็ตฉิว!ผ่านเสาไฟฟ้า ยึดสุญญากาศบรอดแบนด์ไร้สาย

'..ท่ามกลางการเร่งผนึกกำลังของหลายๆค่าย เพื่อเริ่มพัฒนาบรอดแบนด์ไร้สายและความจริง ที่ว่าวันนี้ ผู้ใช้บรอดแบนด์มีกว่า 350 ล้านรายทั่วโลก..'

..............................................
แต่สัดส่วนคนเข้าถึงบรอดแบนด์ยังน้อยมาก
และก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่เทรนด์เทคโนโลยีใหม่อย่าง HSPA ต้องพยามยามรวมกับบรอดแบนด์มีสาย เพื่อลด digital divideในตลาดต่างประเทศลงมา

--------------------------------------------------------------
ว่ากันตามจริงเส้นทางเดินของบรอดแบนด์ไร้สาย หรือ ไวแมกซ์ ในไทยวันนี้ ยังต้องผ่านอีกหลายด่านทั้งเงื่อนเวลาและ สุญญากาศ regulation
การเปิดตลาดเต็มรูปแบบของ”ไฟเบอร์ ทู เดอะ โฮม” หลังจากที่ได้ลงนามเอ็มโอยูกับ กฟน.มาสองปี พร้อมได้ทดลองให้ บริการกับผู้สนใจไปกว่า 4000 ราย จนถึงวันที่ประกาศตัวว่าเป็นทริปเปิลเพลย์ด้วยเทคโนโลยีนี้รายแรกในไทยเป็นฉากที่น่าติดตามยิ่ง

เพราะแต่ละค่ายโอเปอเรเตอร์ได้ถูกทาบทามจากผู้ผลิตให้เดินเข้าสู่เทคโนโลยีนี้แต่อย่างน้อยต้องใช้เวลาตามอีกหลายช่วงตัว ท่ามกลางบรอดแบนด์ไร้สายที่ยังเคว้ง!!

แต่ FTTH จะเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากโอกาสนี้ได้ขนาดไหน..!!?
เมื่อปลายปี 2548 บริษัท ไฟเบอร์ ทู เดอะ โฮม ในกลุ่มบริษัท ฟรีอินเตอร์เน็ต ได้ลงนามเอ็ม.โอ.ยู กับผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เพื่อตกลงในความร่วมมือร่วมทดลองการใช้งานของบริการ fiber to the home เพื่อพัฒนาบริการ ทริปเปิลเพลย์ (triple play) คือ ให้บริการ บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต ในความเร็วตั้งแต่ 1-100 Mbps และไอพีโฟน และ ไอพีทีวีใน เวลาเดียวกัน
ไฟเบอร์ทูเดอะโฮมหรือ FTTH ได้อาศัยโครงข่าย 'เอดีเอสเอส' ของกฟภ. สร้างแบ็กโบนเครือข่าย ทดสอบ 5 จังหวัดใหญ่ ตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโภคก่อนตัดสินใจให้บริการ

ท่ามกลางรายชื่อผู้สนใจร่วมทดลองใช้ของใหม่ บริการใหม่ราว 12,000 รายชื่อ ซึ่งมีทั้งรายชื่อองค์กร และบุคคลทั่วไปถุกคัด กรองมาราว 4000 ชื่อ ร่วมทดลองใช้บริการในช่วงสองปีที่ผ่านมา

ด้วยบริการที่มีเป้าหมายคือ การไร้ขีดจำกัดหรือรับส่งข้อมูล ดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่โดยใช้เคเบิลใยแก้วเชื่อมต่อเข้าถึง บ้านของผู้ใช้โดยตรง
กระทั่งเมื่อ 10 มีนาคมที่ผ่านมา FTTH ก็ได้เปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบเชิงพาณิชย์แล้ว

โดย กอบศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา ซีอีโอ FTTH กล่าวกับ Telecom Journal ว่า การเปิดตัวบริการ triple play เต็มรูปแบบด้วย จุดแข็งคือ ลากสายไฟเบอร์เส้นเดียวจากเสาไฟฟ้าเข้าบ้านและลูกค้า ไม่จำเป็นต้องมีเบอร์โทรศัพท์

“ข้อจำกัดต่างๆทั้งในเรื่องการไม่มีเบอร์โทรสำหรับการเชื่อมใช้บริการบรอดแบนด์ปกติ จะหมดไป และบริการนี้ยังคุ้ม มากเมื่อเทียบบริการ เพราะสายไฟเบอร์ ที่เป็นลีสต์ไลน์นั้นไม่แชร์กับผู้ใช้คนอื่น ทำให้ได้คุณภาพที่เสถียรมากและมองในค่าบริการ ต่อจุด ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะลูกค้าสามารถติดตั้งดู ไอพีทีวี กี่จุดก็ได้ โดยเราไม่ได้คิดค่าบริการเพิ่มตามจุดแต่คิดครั้งเดียว ที่แบนด์วิธในการใช้งาน”

กอบศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามสัญญาเช่าโครงข่ายใยแก้วนำแสงของการไฟฟ้านครหลวงเมื่อ 6 มีนาคมที่ผ่านมาโดย FTTH สามารถให้บริการลูกค้าในมาตรฐานของ triple play คือสามารถให้บริการบรอดแบนด์ที่เรียกชื่อเฉพาะเองว่า ultra broadband internet มีความเร็ว ตั้งแต่ 1-100 Mbps และไอพีโฟน และไอพีทีวี ในเวลาเดียวกัน

ข้อตกลงของความร่วมมือคือ กฟน. ให้ FTTH เช่าใช้หรือใช้บริการ และก่อสร้างเพิ่มเติมบนโครงข่ายของกฟน. ได้

จุดต่างของ FTTH คือ การันตีคุณภาพ 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน และไฟเบอร์ออฟติค เป็นสื่อกลางที่ไม่กำเนิดไฟฟ้าและไม่ถุก รบกวนในการส่งข้อมูล และบริษัทกำลังรวบรวมคอนเทนต์ เพื่อขยายฐานลูกค้าตามบ้าน อย่างต่อเนื่อง
เขาบอกว่า FTTHได้ทดลองให้ผู้ใช้บริการจำนวนกว่า 4000 รายไปแล้ว ทั้งในเขตกรุงเทพ ชลบุรี อยุธยา จากที่มีผู้สนใจยื่น ขอทดลองใช้ทั้งหมด 12,000 ราย ทำให้เหลือผู้สนใจที่สามารถติดต่อเพื่อเสนอให้เป็นลุกค้าเพื่อดึงเข้ารับบริการได้ในฐานลูกค้าราว 8000 ราย

สำหรับบริการที่นำเสนอคือแพ็คเกจค่าบริการใน 4 กลุ่มคือ

Ultra standard สำหรับผู้ใช้ตามบ้านคิดค่าบริการเหมา รายเดือนละ 950 บาท ด้วยความเร็ว 1Mb/1 Mb

Ultra deluxe สำหรับลูกค้าแบบ SMEs คิดค่าบริการเดือนละ 4950บาท ด้วยความเร็ว 2Mb/1Mb , Ultra executive

สำหรับลูกค้าแบบ intermediate or medium corporate ในราคาเดือนละ 60,900บาท ด้วยความเร็ว 4Mb/2Mb

Ultra president สำหรับ big corporate ในราคาเดือนละ 90,900 บาท ด้วยความเร็ว 8Mb/2Mb

ทั้งนี้ลูกค้าจะต้องทำสัญญาใช้บริการ 1 ปี และจะได้รับค่าติดตั้งฟรี และดูแลซ่อมแซมให้เมื่อเสียหายโดยมีค่าใช้จ่ายคือ หากลูกค้าใช้บริการบรอดแบนด์ต้องจ่ายค่ามัดจำอุปกรณ์ optical network unit(ONU) ในราคา 5000 บาทสำหรับลูกค้าตามบ้าน และ 10,000 บาทสำหรับลูกค้าองค์กร

ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการ IPTV ต้องจ่ายเพิ่มค่ามัดจำอุปกรณ์ set top box ราคา 3000 บาทต่อจุดด้วยโดยค่ามัดจำทั้งหมดจะได้รับ คืนเมื่อเลิกใช้บริการ

“ค่าบริการที่ระดับ 950 บาทน่าจะคุ้มสำหรับ triple play ของผู้ใช้ตามบ้าน เพราะไม่จำเป็นต้องมีเลขหมายโทรศัพท์และ สามารถใช้บริการทั้งบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต,ไอพีโฟน และติดตั้ง IPTV ได้อีกไม่จำกัดจุด ซึ่งต่างจากระบบ cable TV ที่คิดค่า บริการทุกจุด”

FTTH ระบุว่าสามารถให้บริการ Triple play ได้ทันทีในวันนี้ 50,000 ราย และกำลังขยายบริการสั่งซื้ออุปกรณ์ปลายทางเพิ่ม เพื่อต้องการสร้างฐานลูกค้าให้ได้ 200,000 รายภายใน 3 ปีข้างหน้า และประมาณการว่าจะคุ้มทุนได้ใน 8 ปีนับจากเปิดบริการ

อย่างไรก็ตาม ในการให้บริการในช่วงแรกนี้บริษัทเน้นลูกค้าแบบ Corporate ในสัดส่วน 80%ทั้งนี้เพราะบริษัทได้ลงทุนวาง สายไฟเบอร์พาดผ่านเสาของการไฟฟ้าฯเองไปประมาณ 600 กิโลเมตรในศูนย์กลางธุรกิจและมีประชากรหนาแน่น บริษัทจังยัง ต้องการให้บริการในพื้นที่ในกลางเมืองก่อน เพราะสามารถควบคุมคุณภาพได้

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายการวางระบบ ไฟเบอร์ ออกไปต่อเนื่อง และหากทาง กฟน. ต้องการให้มีบริการของ FTTH ในพื้นที่ อื่นๆบริษัทก็ยินดีทำระบบเพื่อให้บริการในพื้นที่นั้นทันที เพราะกฟน.อยู่ในสถานะเป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัท

“เรายินดีรับผู้ให้บริการเคเบิลทีวีท้องถิ่น ที่สนใจร่วมมือให้ FTTH เป็นถนนในการส่งผ่านบริการไปที่ลูกค้า และกิจการใด ก็ตามที่ต้องการเก็บคอนเทนต์ ไว้อยู่กับเราเป็นคลังดิจิตอลก็ได้”

กอบศักดิ์ อธิบายถึงราคาที่อาจถูกมองว่าค่อนข้างสูงท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวว่าหากแยกการใช้งานที่ประกัน คุณภาพตลอดในลักษณะ always on แล้วถือว่าคุ้ม นอกจากนี้อาจถือได้ว่าบริการนี้คือพรีเมียมของบรอดแบนด์มีสายไม่ว่าจะเรียกว่า ไฟเบอร์บรอดแบนด์หรือ ไฟเบอร์ทูเดอะโฮม

ทั้งนี้ประเทศที่ใช้เทคโนโลยีอยู่แล้วได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ระบบนี้เป็นระบบที่ได้รับการสนับสนุน เทคโนโลยีจากประเทศออสเตรเลียและญี่ปุ่น รวมถึงสมาคมไฟเบอร์ทูเดอะโฮมเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นสมาคมที่ส่งเสริมและพัฒนา กิจการต่างๆ ของเทคโนโลยีไฟเบอร์ทูเดอะโฮม

จุดเริ่มของ บริการไฟเบอร์บรอดแบนด์นี้เกิดขึ้นภายใต้โครงการ 'ไทย โคลท์' ที่ย่อมาจาก Thai Collaboration Optical :Learning Tested

เป็นความร่วมมือระหว่างผู้ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างทางด้านเทคโนโลยีจะมีผู้ให้การสนับสนุนจาก บริษัทในต่างประเทศ ประกอบด้วยบริษัท เซนโก แอดวานซ์ คอมโพเน้นท์ จำกัด ประเทศออสเตรเลียที่ให้การสนับสนุน เทคโนโลยีที่เรียกว่า ADSS บริษัท ฮิตาชิ คอมมิวนิเคชั่น เทคโนโลยี จำกัด ให้การสนับสนุนในเรื่องเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก ที่ใช้ลากตรงถึงบ้าน ในประเทศไทยจะมีบริษัท ไฟเบอร์ทูเดอะโฮม จำกัด เป็นผู้นำเสนอและแนะนำเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทย และบริษัท ออร์บิส จำกัด เป็นผู้ให้บริการด้านเนื้อหา บริษัท ฟรี อินเทอร์เน็ต จำกัด ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต

บริการที่นำเสนอได้แบ่งลักษณะการให้บริการออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบไปด้วยบริการสำหรับองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการใช้ประโยชน์จากการประชุมทางไกลหรือวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เทเลเมดิซีน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังจะมีแอพพลิเคชั่นอื่นๆที่จะเปิด ให้บริการได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การเรียนการสอนทางไกลเอนเตอร์เทนเมนต์

ทั้งนี้ในเรื่องของคอนเทนต์ บริษัทได้เซ็นสัญญากับบริษัท ANYTIME ซึ่งจะทำให้มีภาพยนตร์สามารถเลือกชมได้มากถึง 4 หมื่นเรื่องในค่ายวอร์เนอร์ ยูนิเวอร์แซล ฟอกซ์ โซนี่ นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตคอนเทนต์ในประเทศหลายรายให้ความสนใจต้องการที่จะนำคอนเทนต์มาทดสอบให้บริการในระบบหลาย รายแล้ว

เขากล่าวว่า ระบบนี้ไฟเบอร์บรอดแบนด์ เป็นระบบที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพราะ ถือเป็นระบบที่ให้ผู้ใช้ได้มากกว่าที่คิด เรียกได้ว่าเป็น Fiber broadband life ที่ช่วยทำให้วิถีการดำรงชีวิตง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยสนับสนุนนโยบายการประหยัด พลังงานของรัฐบาลได้ด้วย

์์์'เราทำสัญญากับกฟน.ไม่ได้เป็นเอ็กซ์คลูซีพ และวันนี้โอเปอเรเตอร์ต่างถูกทาบทามเสนอตัวให้ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้จากผู้ผลิต รายอื่นแต่ FTTH ที่ทำมาสองปีทีผ่านมานั้น เราเลือกผู้ผลิตเอง กลั่นกรองเองผ่านทางสมาคม ดังนั้นเรามั่นใจว่าเราได้ของดีกว่า และ เสถียรกว่า นอกจากนี้กว่าที่รายอื่นที่หากสนใจจะทำบริการด้วยเทคโนโลยีนี้จริงๆ ก็คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งทีเดียว”

ผู้บริหาร FTTH บอกด้วยว่า สำหรับคู่แข่งอย่างบรอดแบนด์ไร้สายหรือ Wi-max นั้นวันนี้ยังอยู่ในภาวะสุญญากาศด้านใบ อนุญาตและการเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีทั้งหลายอย่าง HSDPA ก็ยังไม่ถึงจุดคงที่ นอกจากนี้บรอดแบนด์ไร้สายยังอาจต้องเจออุปสรรคอย่างเรื่อง ของ เทอร์มินัลหรืออุปกรณ์ลูกข่ายที่ยังอยู่นอกเครื่องเป็น unit ที่อาจไม่ต่างไปจาก Optical Network Unit ของ FTTH ทำให้ไม่คล่องตัว ซึ่งอาจต้องรอ Intel พัฒนาอุปกรณ์ให้อยู่ในเครื่องโน๊ตบุ๊คก่อน

...เวลานี้โอกาสของผู้ลงสนามก่อน เริ่มต้นขึ้นแล้ว..

ข่าว : Telecom Journal

วิจารณ์ : ทำไมถึงเริ่มที่ความเร็วระดับมาตรฐานเนี่ย ไม่แน่ใจว่า กฝน มีข้อตกลงเรื่องการจำกัดความเร็วกับผู้ให้บริการค่ายอื่นๆอีกหรือเปล่าเพราะถ้าปล่อยความเร็วอิสระ ทั้งเร็วและสเถียรแบบนี้น่าจะดูดลูกค้าไปได้เพียบ สมมุติราคา 3M/3,500 ต่อเดือนก็โอเคแล้วมีคนยอมจ่ายเพียบแน่ๆ เฮ้อ...เมื่อไหรจะได้ทันใช้ระดับ 10-100M ซะทีนะ




โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:01:14 น.  

 
*นกจับแมลงอกสีฟ้า

มติชนออนไลน์ 4 พ.ค. 2551

คอลัมน์ ประสานักดูนก

โดย นสพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว


*ในทริปดูนกเวียดนามหลังจากการประชุมวิชาการเรื่องนกล่าเหยื่อ พบ 'นกจับแมลงอกสีฟ้า' (Hainan Blue Flycatcher)

เจ้าตัวนี้ในบ้านเราถือว่าพบเห็นได้ไม่ยาก แต่เพื่อนชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ร่วมเดินดูนกด้วยกัน ยังไม่เคยเห็น และไม่มีในบ้านของเขาด้วย เพราะไม่ถือว่าเป็น 'นกใต้' แพร่กระจายพันธุ์ไปไม่ถึงภาคใต้และต่ำลงไป

พอสมาชิกในทริปสังเกตลักษณะของสภาพพื้นที่ว่า น่าจะพบเห็นนกจับแมลงได้บนถนนที่เดินดูนกกัน เพราะข้างทางเป็นหุบเขามีดงไผ่ปะปนในไม้ยืนต้น จึงมองหากันเป็นพิเศษ และก็ไม่ผิดหวัง สมใจทั้งสองคน เพราะพบนกตัวผู้บินไล่จับแมลงวนเวียนไปมาในดงไผ่ข้างถนนนั่นเอง

จากครั้งแรกที่เห็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ของนกตัวเล็กๆ สีฟ้าบินวูบวาบไปมา พอเฝ้าดูอย่างใจเย็น ก็ได้เห็นนกเกาะกิ่งไม้โล่งๆ อย่างเต็มอิ่ม เพราะเคล็ดลับประการหนึ่งของการค้นหานกจับแมลง คือถ้าที่ไหนมีอาหารของมัน เช่น ดงไผ่ที่มักพบแมลงจำนวนมาก ถ้าพบเจ้านกชนิดนี้สักครั้งหนึ่งแล้ว มักจะพบมันอีกในบริเวณใกล้เคียง อันเนื่องจากพฤติกรรมของนกจับแมลงที่ชอบหากินในสถานที่เดิมๆ

ฉะนั้นถ้าอดทน เฝ้ารอดูในบริเวณที่พบครั้งแรกมักจะสมหวังเช่นคราวนี้ แถมจะได้เห็นเต็มๆ ตา อีกด้วย เพราะนกจับแมลงจะมีนิสัยค่อนข้างเชื่องช้า เกาะคอนนิ่งค่อนข้างนาน จนกว่าจะพบแมลงบินผ่านหรือเกาะตามใบไม้แล้วถึงจะบินไปจับมากิน

พฤติกรรมเช่นนี้ต่างจากพวกนกกระจิ๊ดอยู่ไม่สุข แม้ว่าส่วนใหญ่ตัวเล็กกว่านกจับแมลง แต่ไม่อยู่นิ่งให้ส่องดูได้ง่ายๆ เป็นเหตุให้นักดูนกหลายคนบอกศาลาเลิกดูนกกระจิ๊ดไปเลย ซึ่งจัดเป็นนกกลุ่มหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของนักดูนก ไม่ต่างจากนกกลุ่มอื่นๆ ที่จำแนกได้ยากเสมอกัน หากไม่มีประสบการณ์ เช่น เหยี่ยวหรือนกอินทรีหรือนกชายเลน

นกจับแมลงอกสีฟ้าเป็นพวกนกจับแมลงประจำถิ่นที่พบได้ตลอดปี จัดอยู่ในกลุ่มนกจับแมลงสีฟ้า สกุล Cyornis ขนาดเล็กกว่านกจับแมลงสีฟ้าพวกนกนิลตวา สกุล Niltava

นกจับแมลงอกสีฟ้า ตัวผู้จะมีขนลำตัวสีฟ้าเป็นหลัก และตัวผู้และตัวเมียจะแตกต่างจนจำแนกออกจากกันได้ด้วยชุดขน ขนาด 13-14 ซม. ตัวผู้สีฟ้าคล้ำเข้ม หน้าผากและคิ้วสีฟ้าอ่อน คางสีน้ำเงินเข้มแล้วสีจางลงมาเรื่อยๆ จากคอจนถึงอกกลายเป็นสีขาวแกมเทาที่ท้อง ตัวเมียตามประสานกสกุลนี้มีสีน้ำตาลส่วนใหญ่แและท้องขาว

ชื่อไทยบ่งชี้ลักษณะของชุดขนตัวผู้ ชื่ออังกฤษระบุสถานที่ค้นพบนกชนิดนี้เป็นครั้งแรก ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyornis hainanus ในชื่อสกุลเป็นคำประสมของภาษากรีก แปลว่านกสีฟ้าที่ค้นพบครั้งแรกบนเกาะไหหนานของประเทศจีน จึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ ซึ่งเป็นธรรมเนียมอีกประการของการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของนกชนิดต่างๆ ทั่วโลก

รวมทั้งตั้งชื่อให้กับบุคคลหรือนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานน่ายกย่อง เรียกว่า eponym เช่น บุคคล หรือเทพในเทพปกรณัมของกรีกและโรมัน หรือเทพเจ้าในศาสนาฮินดู กษัตริย์ หรือเศรษฐีผู้ให้การสนับสนุนการเดินทางสำรวจนกในทวีปต่างๆ สถานที่ค้นพบนกเป็นครั้งแรก สถานที่ที่เป็นแหล่งอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ พฤติกรรมโดดเด่นของนก

แต่ก็มีเหมือนกันที่นักปักษีวิทยาบางคนตั้งชื่อนกให้ตนเองหรือภรรยาตนเองที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือค้นพบนกชนิดนั้น

นกจับแมลงอกสีฟ้าแพร่กระจายพันธุ์เฉพาะในทวีปเอเชีย พบตั้งแต่จีนตอนใต้ รวมทั้งเกาะในทะเลจีนใต้ฮ่องกงและอุษาคเนย์เท่านั้น ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ยกเว้นภาคกลางและภาคใต้

อาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น ป่าผลัดใบหรือป่าไผ่ แต่ไม่พบใกล้แหล่งชุมชน เช่น สวนสาธารณะ จึงจัดเป็นนกจับแมลงป่าและนับเป็นนกจับแมลงอันดับต้นๆ ที่พบเห็นได้ง่ายๆ ตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ เช่น แม่วงก์ เขาใหญ่ แก่งกระจาน

ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูจับคู่ผสมพันธุ์ นกตัวผู้จะส่งเสียงร้องเพลง ที่มีทำนองสูงต่ำเสนาะหูและแหลมเล็ก ช่วยทะลุทะลวงบรรดากิ่งก้านใบไม้กีดขวางทาง ประกาศอาณาเขต ไม่ให้นกตัวผู้ร่วมชนิดตัวอื่นรุกล้ำเข้ามาถิ่นตน และเชิญชวนตัวเมียให้ยินยอมตกล่องปล่องชิ้นด้วย จึงพบเห็นได้ง่ายๆ ตามทางเดินศึกษาธรรมชาติ

น่าแปลกที่นกจับแมลงอกสีฟ้าพบเห็นได้บ่อยๆ ในบ้านเรา แต่ไม่มีข้อมูลการทำรังวางไข่แม้แต่น้อย หากพบครอบครัวของนกจับแมลงสีฟ้าชนิดนี้ ทำรังวางไข่และมีโอกาสเฝ้าสังเกตพฤติกรรมอยู่ห่างๆ พอไม่ให้นกรู้สึกว่าถูกรบกวนก็นำมาเล่าสู่กันฟัง จะได้เติมเต็มความรู้ส่วนที่ยังขาดพร่องไป ก็จะดีไม่น้อยครับ

หน้า 21




โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:03:08 น.  

 
*“ลีลาดิน”... ศิลปะในสวนสวย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2551 10:43 น. /WWW.LEELADIN.COM

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการจัดสวนในยุคนี้คือ กระถางต้นไม้ ที่มีความสำคัญมากกว่าการเป็นภาชนะเพื่อใช้ปลูกต้นไม้เท่านั้น เพราะกระถางกลายมาเป็นงานศิลปะที่จะช่วยแต่งแต้มความงดงาม เพิ่มอารมณ์ให้กับมุมสวนสวยให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

เวลาจะหาซื้อกระถางสักใบ เราคงเดินไปเลือกซื้อได้ตามร้านขายต้นไม้ทั่วไป เลือกหยิบใบที่ถูกใจหรือเหมาะสมกับการใช้งานก็พอแล้ว แต่ตอนนี้มีกระถางที่มีชื่อให้เรียกขานกันแล้ว

“ลีลาดิน” (LEELA DIN) เป็นยี่ห้อของกระถางรายใหม่ของคนไทยที่เพิ่งจะเปิดตัว หลังจากที่เน้นทำส่งออกไปย่านเอเชียและยุโรปมาหลายปีแล้ว รูปแบบของกระถางสามารถรังสรรค์งานศิลปะอันอ่อนช้อยให้ภายในสวนดูดีขึ้นมา

ความงดงามของลีลาดินมาจากฝีมือของช่างปั้นที่ถ่ายทอดอารมณ์และประสบการณ์ผ่าน 2 มือที่เชี่ยวชาญ จากก้อนดินธรรมดาสู่งานศิลปะที่มีพื้นผิวไม่เรียบเลื่อนแต่กลับกลมกลืนกับธรรมชาติ

งานกระถางทุกชิ้นของลีลาดินปั้นด้วยมือโดยไม่ใช้แม่พิมพ์ แต่กระถางทุกใบก็มีขนาดใกล้เคียงกันมากที่สุด รูปทรงหลากหลายแล้วแต่จินตนาการของช่างปั้นจะพาไป มีให้เลือกตั้งแต่ใบเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่สุดคือ 2 ฟุต นอกจากนี้ ยังรับทำรูปทรงพิเศษสำหรับคนรักสวนที่ต้องการสร้างคอลเลกชันส่วนตัวไม่ซ้ำแบบใครอีกด้วย

ลวดลายที่ปรากฏบนกระถางเป็นงานศิลปะหนึ่งเดียวในโลก ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ เพราะทุกชิ้นเกิดจากการนำเศษวัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้ประกอบกับภูมิปัญญาไทย จะได้เป็นสีสันตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งสีเคมี

เศษดิน ทรายสีขาวเหล่านี้ เมื่อนำมาเคลือบบนพื้นผิวของกระถางก่อนที่จะนำไปเผาด้วยอุณหภูมิสูงถึง 1,200 องศาเซลเซียส (เท่ากับการเผาเซรามิก) จะทำให้เนื้อกระถางแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เศษดินและทรายที่เคลือบนั้น จะถูกหลอมละลายให้กลายเป็นสีเขียว เทา หรือน้ำตาล ออกมาเป็นลวดลายแปลกตา ทั้งภาพภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว

สนนราคาของกระถางลีลาดินเริ่มตั้งแต่ 300 บาทไปจนถึงเรือนพันบาท ใครสนใจอยากจะไปเลือกซื้อหา ไปได้ที่งาน BIG&BIH ในวันที่ 17 – 22 เมษายนนี้ ที่บูท Z64 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี หรือ http://www.LEELADIN.COM



โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:03:50 น.  

 
*อิทธิพลของอินเตอร์เน็ตที่มีต่ออัตราการฆ่าตัวตาย เว็บพวกนี้จ้องแต่จะเอาผู้เคราะห์ร้ายและมีจิตใจอ่อนแอ

เว็บนรกยุคนฆ่าตัวตายผุดเกลื่อน ข่มเหงผู้เคราะห์ร้ายเป็นการซ้ำเติม [14 เม.ย. 51 - 00:03]

วารสารการแพทย์อังกฤษร้องโวยวายว่า ค้นพบเว็บพิเรนทร์ ยุให้คนฆ่าตัวตาย ผุดขึ้นหลายต่อหลายแห่ง องค์การส่งเสริมสุขภาพจิตถล่มซ้ำว่า เว็บนรกเหล่านี้ จ้องจะข่มเหงผู้เคราะห์ร้ายเป็นการซ้ำเติม
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตัล ออกซฟอร์ด และแมนเชสเตอร์ได้ระดมแรงกันช่วยค้นหา ได้พบเป็นจำนวนเรือนร้อยเว็บ ที่มีเป้าหมายในเรื่องการฆ่าตัวตาย แต่ก็มีอยู่หลายแห่งที่มีเจตนา ช่วยป้องกันและเกลี้ยกล่อมให้เลิกล้มความพยายามลงเสีย
หัวหน้าคณะนักวิจัยนางงลี่ บิดเดิล กล่าวว่า “ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เป็นของง่ายมากที่จะหาความรู้เพื่อจะทำลายชีวิตของตนเอง” ในขณะที่ผู้บริหารองค์การกุศลส่งเสริมสุขภาพจิต ก็เห็นด้วยอย่างเต็มที่ ที่ควรจะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับพวกเว็บส่งเสริมให้คนคิดสั้นเหล่านี้ “เรารู้สึกวิตกกับอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตที่มีต่ออัตราการฆ่าตัวตาย เว็บพวกนี้จ้องแต่จะเอาผู้เคราะห์ร้ายและมีจิตใจอ่อนแอ




โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:04:25 น.  

 
*ปิดเทอมเที่ยวทะเล ระวัง'ไอโซพอด' ตัวดูดเลือด

http://www.komchadluek.net /15 เม.ย. 2551, เม.ย. 2551



ปิดเทอมคราวนี้ผู้ปกครองอาจกังวลใจเพราะข่าว'หมัดปลา' เข้ารูหูของชาวประมง ถูกดูดเลือดจนเจ็บปวด แล้วจะเล่นน้ำทะเลกันอย่างไร มีอันตรายหรือเปล่า หลังจากที่นายสายคิด อุนอก อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นไต๋เรือประมง นำเรือออกไปวางลอบดักปลากลางทะเล บริเวณเกาะสันฉลาม ปากอ่าว ต.แสมสารอ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ดำน้ำลงไปใต้ทะเลความลึกประมาณ 10 เมตร เพื่อวางลอบดักปลา แต่กลับถูกสัตว์ทะเลที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'ตัวดูด' หรือ 'ไอ้ตัวดูด' วิ่งเข้าที่รูหูด้านขวาแล้วดูดเยื่อแก้วหูจนมีอาการปวดอย่างรุนแรงและมีเลือดไหลตลอดเวลานั้น สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้ปกครองที่จะลูกหลานไปเที่ยวทะเลหรือดำน้ำเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเขาจะมีโอกาสพบเจอกับหมัดปลาหรือไม่ แล้วหมัดปลามีอันตรายอย่างไร
'คม ชัด ลึก' สอบถามไปยังนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางทะเลหลายท่าน ให้ข้อมูลตรงกันว่า สัตว์ทะเลที่เรียกว่า 'หมัดปลา' นั้น เป็นสัตว์ในกลุ่มไอโซพอด ซึ่งเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับ กุ้ง กั้ง และปู แต่ทว่า หมัดปลา เป็นปรสิตภายนอก ที่อาศัยอยู่ตามตัวปลาเพื่อหลบภัยและกินอาหาร ไอโซพอดมีหลายชนิด มีทั้งชนิดที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล ส่วนไอโซพอดที่ไม่เป็นอันตรายนั้นจะอยู่ตามชายหาด ตามพื้นทราย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า 'แมลงสาบทะเล' กินซากเป็นอาหาร ส่วนไอโซพอดที่เป็นปรสิตของปลานั้นจะเกาะอยู่ตามกระพุ้งแก้ม เหงือก ของเจ้าบ้านหรือตัวปลานั่นเอง

*เมื่อถามถึงสัตว์ทะเลที่เข้าไปดูดเยื่อแก้วหูของชาวประมงรายนี้นักวิชาการทางทะเลหลายท่าน ยังไม่สามารถยืนยันชัดเจนว่าเป็นหมัดปลาจริงๆ หรือเป็นสัตว์อื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มไอโซพอดซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน !! 'ดูใกล้ๆ จะเห็นส่วนของลำตัวเป็นปล้อง แต่ไม่เห็นขาว่าเป็นปล้องๆ ด้วยหรือไม่ แต่คาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มพวกไอโซโพดา หรือไอโซพอด ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีขาและตัวเป็นข้อปล้อง จัดเป็นพาราไซต์ซึ่งจะอาศัยอยู่ตามรูจมูก และในช่องปากของปลาทะเล เพื่อดูดกินเยื่อเมือกบริเวณเยื่อบุช่องปากของปลา ซึ่งมีความบางและสามารถกินเลือดปลาได้ด้วย หลังจากกินอิ่มใหม่ๆ จะเห็นด้วยตาเปล่าได้เลย โดยหมัดปลาจะมีลักษณะท้องป่อง อ้วน ตามปล้อง เป่งไปด้วยเลือดจากเจ้าบ้าน ทั้งนี้ สัตว์ทะเลกลุ่มนี้สามารถเจริญเติบโตในร่างกายของปลาจากตัวเล็กเป็นตัวใหญ่ได้ ' ผศ.ดร.ปภาศิริ บาร์เนท ภาควิชาวาริชศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ข้อมูล

ส่วนกรณีที่หมัดปลาเข้าไปอยู่ในหูชาวประมงนั้นผศ.ดร.ปภาศิริ ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นความบังเอิญมากกว่า เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีปรากฏการณ์ว่าสัตว์กลุ่มนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์เพราะมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งสัตว์กลุ่มนี้จะอาศัยอยู่แต่ในตัวปลาที่เป็นสัตว์เลือดเย็น แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมองได้ว่าเป็นหนทางเพื่อการอยู่รอดของพวกไอโซพอดมากกว่า และบังเอิญว่าขนาดตัวของมันสามารถลอดเข้าช่องหูคนได้ !


*อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ หมัดปลา เคยสร้างความเดือดร้อนให้แก่กลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชังในลุ่มน้ำแม่กลองมาแล้วเมื่อปี 2547 และกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชังในทะเลอันดามันก็กำลังเดือดร้อนจากโรคหมัดปลาเช่นกัน ซึ่งปลาที่ติดโรคหมัดปลาจะมีอาการว่ายน้ำอย่างทุรนทุราย และพยายามเสียดสีกับข้างบ่อ กระโดดขึ้นจากผิวน้ำ ถ้าสังเกตจะเห็นหมัดปลาที่มีลำตัวยาวรีเป็นปล้องๆ สีแดงเข้มเกือบดำเกาะอยู่ตามส่วนต่างๆ ของตัวปลา โดยไม่เกาะอยู่บนตัวปลาแบบถาวร มันจะดูดเลือดปลากินเป็นอาหารแล้วทิ้งตัวอยู่ที่พื้น ก้นบ่อ เมื่ออาหารย่อยหมดแล้วก็จะกลับมาเกาะตัวปลาใหม่ ปลาขนาด 2-3 ซม. ถ้ามีหมัดปลาเกาะ 3-4 ตัวก็จะทำให้ปลาตายได้ภายใน 3-4 ชั่วโมง ปลาที่ตายเหงือกจะซีดมาก ปลาที่พบว่าโรคนี้ได้แก่ ปลาสวาย ปลานิล เป็นต้น

กรณีหมัดปลา เข้าหูคนนั้น อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่โดยธรรมชาติของสัตว์ในกลุ่มไอโซพอดที่มีอยู่มากมายหลายชนิดในทะเล ซึ่งอาศัยเกาะอยู่ตามตัวปลาหรือในตัวปลา เพื่อใช้กำบังป้องกันภัยและเพื่อความอยู่รอดของมันนั้น เวลามันจะย้ายบ้านหลังใหม่ หรือพฤติกรรมหาเหยื่อของมันเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครตอบได้ !!

แล้วจะมีใครเป็นผู้โชคร้ายเหมือนชาวประมงรายนี้อีกหรือไม่!!

*ไซต์บาร์----------------

ข้อมูล: ไอโซพอด จากวิกิพีเดีย

ไอโซพอด(Isopod) เป็นสัตว์จำพวกครัสเตเชียนกลุ่มที่มีความหลากหลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง พบอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ แต่จะพบได้มากที่สุดในทะเลน้ำตื้น สัตว์กลุ่มนี้มีความแตกต่างไปจากครัสเตเชียนส่วนใหญ่ เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมบนบกได้ดี (อันดับย่อย Oniscidia ได้แก่ เหาไม้ และแมลงสาบทะเล) แม้ว่าพบได้หลากหลายที่สุดในทะเลลึกก็ตาม (อันดับย่อย Asellota) มีหลายสปีชีส์ในจีนัส Cymothoa ที่ดำรงชีวิตเป็นปรสิตในช่องปากของปลา รู้จักกันในชื่อว่า 'ตัวกัดลิ้น (Tongue biter)' สัตว์ในกลุ่มไอโซพอดจัดว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่พบฟอสซิลตั้งแต่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัส (อันดับย่อย Phreatoicidea วงศ์ Paleophreatoicidae) ซึ่งแตกต่างเพียงเล็กน้อยไปจากกลุ่ม Phreatoicidean ยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทางซีกโลกใต้

ลักษณะทั่วไปของครัสตาเซียน

ลำตัวแบ่งออกเป็น3 ส่วน คือส่วนหัว (head), ส่วนอก (thorax) และส่วนท้อง (abdomen) ส่วนหัวมีระยางค์ที่สำคัญ 5 คู่ ปล้องที่มี anal เรียกว่า telson (caudal rami) ระบบขับถ่ายประกอบด้วย anternal or maxillary glands มีตา 2 ประเภทคือ nauplius eye อยู่กลางหัว 1 ตา และตารวม compound eye 1 คู่ อยู่ที่ด้านข้างของหัว ส่วนใหญ่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (เพศผู้และเพศเมียแยกกัน) การเจริญเติบโตมี 2 แบบคือ indirect และ direct development โดยมากมีตัวอ่อนเรียกว่า nauplius larva พบว่ามีจำนวนครัสตาเซียนถึง 7.5 หมื่นชนิด (ลัดดา 2544 อ้างใน Meglitsch and Scharm, 1991)

ไอโซพอดเป็นครัสตาเซียนที่มักพบอยู่บนบกที่อาศัยอยู่ในน้ำมีน้อย และพบในทะเลมากกว่าในน้ำจืด (ลัดดา, 2543 อ้างตาม Hurley, 1961) ลักษณะลำตัวแบนจากบนลงล่าง (depress) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง (รูปที่ 3; C-D) ส่วนหัวมี ลักษณะคล้ายโซ่ ขาปล้องอกและขา ปล้องท้องยื่นยาวออกด้านข้างลำตัว ลำตัวไม่มี carapace คลุม ปล้องท้องปล้องสุดท้ายมักเชื่อมกับ telson มีหนวด 2 คู่ และมีตาแบบตาประกอบ 1 คู่ ลักษณะเฉพาะของไอโซพอดคือมีเหงือกอยู่ที่ท้องของลำตัว

นอกจากนี้ยังแยกออกเป็น8 กลุ่มย่อยอีกต่างหาก



โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:06:11 น.  

 
*ก้าวใหม่ 'กรมศุลฯ' โกอินเตอร์เชื่อมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไร้สาย

14 เมษายน 2551 ประชาชาติออนไลน์,

จากการที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ให้มีความทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศ โดยมีเป้าหมายใหญ่ที่จะลดต้นทุนในด้านการขนส่งสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย

ซึ่งการวางระบบของการผ่านพิธีการศุลกากรทั้งในด้านของการนำเข้าและ ส่งออกสินค้า ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์

โดยปัจจุบัน กรมศุลกากรทำหน้าที่ในการตรวจสอบใบอนุญาตหรือใบรับรองสินค้าแทนส่วนราชการอื่นๆ ประมาณ 28 แห่ง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นต้น

ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้านำเข้าหรือส่งออกบางรายการ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแล และควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เช่น อาหาร ยา สารพิษ น้ำมันเชื้อเพลิง อาวุธยุทธภัณฑ์ สุรา ยาสูบ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ประสงค์จะนำเข้า หรือส่งออกสินค้าเหล่านี้ จะต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองจากหน่วยงานที่มี หน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร ณ ที่ด่านศุลกากร ซึ่งอาจจะทำให้ผู้นำเข้าและ ส่งออกไม่ได้รับความสะดวก อีกทั้งเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นทางคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ จึงได้มอบหมายให้กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง 'NATIONAL SINGLE WINDOW : NSW' ทำหน้าที่ ในการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร ระหว่างกรมศุลกากรกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้ง 28 แห่ง ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบระบบ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับ 5 หน่วยงาน เป็นโครงการนำร่อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งทาง BOI คาดว่า จะเริ่มดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานเหล่านี้ได้ก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้ และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เหลืออีก 23 แห่งในปี 2553

นอกจากนี้ ทางกรมศุลกากรยังมีแผนการที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจาก NSW ไปยังฐานข้อมูลของประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ 'ASEAN SINGLE WINDOW ; ASW' โดยจัดทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่าง ประเทศของฟิลิปปินส์ เพื่อตรวจสอบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (FORM D) มาประกอบขอรับสิทธิ์ลดอัตราภาษีนำเข้า ตามกรอบ ข้อตกลงของ AFTA ซึ่งในขณะนี้ทางกรมศุลกากรไทยก็ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลจีน สิงคโปร์และเกาหลีที่จะขอเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการก้าวให้ทันของภาครัฐ ที่มีการพัฒนาขั้นตอนการนำเข้าและส่งออกสินค้าได้สะดวกรวดเร็วและต้นทุนต่ำสำหรับผู้ประกอบการไทย

หน้า 15



โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:07:18 น.  

 
*ก้าวใหม่ 'กรมศุลฯ' โกอินเตอร์เชื่อมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไร้สาย

14 เมษายน 2551 ประชาชาติออนไลน์,

จากการที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ให้มีความทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศ โดยมีเป้าหมายใหญ่ที่จะลดต้นทุนในด้านการขนส่งสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย

ซึ่งการวางระบบของการผ่านพิธีการศุลกากรทั้งในด้านของการนำเข้าและ ส่งออกสินค้า ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์

โดยปัจจุบัน กรมศุลกากรทำหน้าที่ในการตรวจสอบใบอนุญาตหรือใบรับรองสินค้าแทนส่วนราชการอื่นๆ ประมาณ 28 แห่ง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นต้น

ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้านำเข้าหรือส่งออกบางรายการ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแล และควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เช่น อาหาร ยา สารพิษ น้ำมันเชื้อเพลิง อาวุธยุทธภัณฑ์ สุรา ยาสูบ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ประสงค์จะนำเข้า หรือส่งออกสินค้าเหล่านี้ จะต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองจากหน่วยงานที่มี หน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร ณ ที่ด่านศุลกากร ซึ่งอาจจะทำให้ผู้นำเข้าและ ส่งออกไม่ได้รับความสะดวก อีกทั้งเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นทางคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ จึงได้มอบหมายให้กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง 'NATIONAL SINGLE WINDOW : NSW' ทำหน้าที่ ในการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร ระหว่างกรมศุลกากรกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้ง 28 แห่ง ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบระบบ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับ 5 หน่วยงาน เป็นโครงการนำร่อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งทาง BOI คาดว่า จะเริ่มดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานเหล่านี้ได้ก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้ และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เหลืออีก 23 แห่งในปี 2553

นอกจากนี้ ทางกรมศุลกากรยังมีแผนการที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจาก NSW ไปยังฐานข้อมูลของประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ 'ASEAN SINGLE WINDOW ; ASW' โดยจัดทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่าง ประเทศของฟิลิปปินส์ เพื่อตรวจสอบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (FORM D) มาประกอบขอรับสิทธิ์ลดอัตราภาษีนำเข้า ตามกรอบ ข้อตกลงของ AFTA ซึ่งในขณะนี้ทางกรมศุลกากรไทยก็ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลจีน สิงคโปร์และเกาหลีที่จะขอเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการก้าวให้ทันของภาครัฐ ที่มีการพัฒนาขั้นตอนการนำเข้าและส่งออกสินค้าได้สะดวกรวดเร็วและต้นทุนต่ำสำหรับผู้ประกอบการไทย

หน้า 15


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:09:36 น.  

 
*สัมมนา การบริหารการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ Cluster

โครงการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มอุตสาหกรรมขอเชิญผู้ประกอบการกลุ่ม Cluster และผู้สนใจ เพิ่มจุดแข็ง ลดจุดอ่อน ฝ่าอุปสรรค ขยายโอกาสทางการตลาด 20 ชั่วโมง มุ่งเติมเต็มทักษะด้านการตลาด

รับจำนวนจำกัด ไม่เสียค่าใช้จ่าย

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม


1. เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการบริหารการตลาดสมัยใหม่
2. เพิ่มศักยภาพโดยฝึกทักษะในการวางแผนการตลาดและการขาย
3. แลกเปลี่ยน เรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะ และ สร้างประสบการณ์ใหม่

รูปแบบของกิจกรรม

ฝึกอบรมเข้มข้นและเวิร์คช้อบ รวม 20 ชั่วโมง
คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมกิจกรรม
1. ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกในโครงการพัฒนาการรวมกลุ่ม
และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
2. ผู้ประกอบการทั่วไปซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกับข้อ 1
เนื้อหาการอบรม
แนวคิดและกระบวนการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
* สาเหตุที่ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์
* แนวความคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยุคใหม่
* การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (Launching)
* การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว (Re-Launching)
การบริหารและการวางแผนการขาย
* การจัดองค์กรขายให้เหมาะสมกับ Cluster
* บทบาทหน้าที่ของฝ่ายขาย
* ความสำคัญของการวางแผนการขาย
* กระบวนการวางแผนการขาย
* การกำหนดเป้าหมายและกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสม
* การปรับกลยุทธ์ขององค์กรขายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
* แนวทางการพยากรณ์การขาย
* Workshop
การวางแผนการตลาดอย่างได้ผล
* ทำความเข้าใจตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค
* SWOT การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค
* การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางการตลาด
* การวางจุดขายและตำแหน่งทางการตลาด
* กลยุทธ์ 4Ps ที่เหมาะสมกับ Cluster
* การติดตาม ประเมินผล
* กรณีศึกษาและ Workshop

วัน เวลา สถานที่

ครั้งที่ 1
26-28 เมษายน 2551 ณ โรงแรมเอส ดี อเวนิว กรุงเทพฯ
ครั้งที่ 2
7-9 มิถุนายน 2551 ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ เชียงใหม่

ค่าใช้จ่าย

ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการอบรม กรณีท่านที่ต้องการที่พัก (พักคู่)
คิดค่าที่พักท่านละ 500.- ต่อ 2 คืน (พักโรงแรมเดียวกับที่จัดอบรม)

ขั้นตอนการสมัคร

1. ผู้สนใจเข้าอบรม ส่งใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยครบถ้วนมาที่
' สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย '
1168 / 21 ชั้น 14 อาคารลุมพินีทาวเวอร์
ถ.พระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ สาทร กทม. 10120
หรือส่งทางโทรสาร 0-2285-5988
2. สมาคมฯ จะพิจารณาคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และจะตอบรับกลับ
โดยตรงไปยังผู้สมัคร (สมัครได้หน่วยงาน/องค์กรละ 1 ท่าน)
3. กรณีท่านที่ต้องชำระค่าที่พัก ขอให้ชำระในวันอบรม
4. สมาคมการตลาดฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาใบสมัครตามลำดับ
ก่อนหลังและส่งหลักฐานครบถ้วน

ติอต่อขอรับใบสมัคร
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
โทร. 02-679-7360-3

สนับสนุน โดย
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
หนึ่งในกิจกรรมสนับสนุนโครงการพัฒนาการรวมกลุ่ม
และเชื่อมโยงอุตสาหกรรรม
สร้างสรรค์และบริหารหลักสูตร โดย
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ชั้นที่ 14 เลขที่ 1168/21 ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
14th.Fl., Lumpini Tower, 1168/21 Rama IV Rd., Tungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120 Thailand
Tel. 0-2679-7360-3, Fax. 0-2285-5988





โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:11:21 น.  

 
*Conference on 'Language and Social Development'

Department of Western Languages, Faculty of Humanities, Srinakharinwirot university

A CALL FOR PAPERS

and

An Invitation to Participate in
The 2nd Annual Conference

on

“Language and Social Development”

Wednesday, July 16th, 2008
At the Graduate School Building, Srinakharinwirot University, Bangkok, Thailand


Colleagues and interested persons are cordially invited to submit a 150-250 word abstract in English and a brief biodata. The full version of the paper should be 8-10 A4 pages long and in English. The important dates and submission address are noted below.

Important dates:

o Abstract submission: April 23rd, 2008
o Notification of abstract evaluation: May 9th, 2008
o Full paper submission: June 6th, 2008
o Presentation: July 16th, 2008

Selected papers will be published in the proceedings.

Please send the abstract and the paper electronically to
Dr. Supaporn Yimwilai
e-mail : supapoy@swu.ac.th

For further information, please visit the following webpage:
http://westernlanguagesdept.wordpress.com

or contact:
Dr. Supaporn Yimwilai
e-mail : supapoy@swu.ac.th
Tel: (662) 260-1770 ext. 6268, 08-7083-6200

ผู้ส่งข่าว ดร.สุภาภรณ์ ยิ้มวิลัย

E-mail ผู้ส่งข่าว supapoy@swu.ac.th

วันเริ่มประกาศข่าว 13 มีนาคม 2551 ถึง 19 มีนาคม 2551




โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:12:04 น.  

 
*จับตา"หยาง"พายาฮูไปทางไหน หลังไมโครซอฟท์ถอดใจเลิกตื้อ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤษภาคม 2551 12:31 น.

*เจอร์รี่ หยาง ซีอีโอยาฮูกดดันมากขึ้นไปอีก เมื่อซีอีโอไมโครซอฟท์ สตีฟ บอลเมอร์ ร่อนจดหมายถอนตัวเลิกสนใจหุ้นยาฮูแม้จะดันราคาเสนอซื้อขึ้นไปเป็น 4.75 หมื่นล้านเหรียญแล้ว งานนี้ทุกสายตาจับจองที่หยางคนเดียวว่าจะหาทางออกอย่างไรให้ยาฮู นักวิเคราะห์คาดวันจันทร์นี้ (5) หุ้นยาฮูเสี่ยงลดฮวบ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีความหวังหากหยางแถลงทิศทางยาฮูต่อนักลงทุนได้โดนใจ

จดหมายของสตีฟ บอลเมอร์ถึงเจอร์รี่ หยางนั้นถูกส่งไปเมื่อวันเสาร์ที่ 3 พ.ค. ในเนื้อความบอลเมอร์กล่าวขอบคุณทีมผู้บริหารยาฮูที่สละเวลามาหารือกัน ระบุว่าการหารือครั้งนี้ทำให้บอลเมอร์สามารถตัดสินใจได้เด็ดขาดว่าสิ่งใดเป็นไปได้และสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้

บอลเมอร์เท้าความว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้เพิ่มข้อเสนอซื้อหุ้นยาฮูเป็น 33 เหรียญต่อหุ้นจากเดิม 31 เหรียญต่อหุ้น มูลค่าการเสนอซื้อนี้สูงกว่ามูลค่าหุ้นเฉลี่ยของยาฮูในวันที่ 31 มกราคมแล้วถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านเหรียญอย่างที่ทีมบริหารของยาฮูต้องการ (ราคาต่อหุ้น 37 เหรียญ) เมื่อตกลงเรื่องราคากับทีมบริหารไม่ได้ ไมโครซอฟท์เชื่อว่าไม่เป็นการสมควรที่จะเสนอซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นโดยตรง โดยไมโครซอฟท์จะไม่มีการตั้งตัวแทนหรือดำเนินการใดๆเพื่อซื้อหุ้นยาฮูอีก และขอถอนความประสงค์ในการควบรวมยาฮูอย่างเป็นทางการ

บอลเมอร์ทิ้งระเบิดในจดหมายว่า การร่วมมือเรื่องแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ AdSence ระหว่างยาฮูและกูเกิลจะเป็นผลเสียต่อยาฮูเอง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตัวยาฮู กลยุทธ์ธุรกิจโฆษณาออนไลน์ทั้งระบบของยาฮูในระยะยาว ศักยภาพบุคลากรมากมายที่ยาฮูมี และปัญหาการผูกขาดตลาด (อ่านจดหมายฉบับเต็มได้ที่นี่)

การตัดใจของไมโครซอฟท์ครั้งนี้ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่า มูลค่าหุ้นของยาฮูจะตกลงอีกมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และอาจจะทำให้ผู้ถือหุ้นฟ้องร้อง รวมถึงดำเนินมาตรการกับหยางและทีมบริหารของยาฮูโทษฐานทำให้เสียประโยชน์

*นักวิเคราะห์วอลสตรีทมองว่า มูลค่าหุ้นยาฮูอาจจะลดลงไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์หากหยางสามารถเสนอทางออกใหม่ที่ดีกว่า จุดนี้หลายสำนักเชื่อว่าทางออกที่ยาฮูจะเลือกคือการร่วมมือกับกูเกิลที่บอลเมอร์กล่าวถึง บนความเชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ AdSence ของกูเกิลจะทำให้ผลประกอบการของยาฮูดีขึ้นในระยะเวลาไม่นาน แต่แม้นักวิเคราะห์จะมองว่านี่คือเวลาเหมาะสมที่ยาฮูจะเดินร่วมทางไปกับกูเกิล ซึ่งถูกแซวว่าเป็นผู้ชนะในศึกไมโครซอฟท์และยาฮูไปโดยปริยาย แต่แหล่งข่าวมากมายระบุว่า ยาฮูยังสนใจการเป็นพันธมิตรกับบริษัทธุรกิจโฆษณาและอินเทอร์เน็ตรายอื่นอย่างเอโอแอล (AOL) ของ Time Warner ด้วย

"มีสองปัจจัยที่จะทำให้มูลค่าหุ้นของยาฮูไม่ลดฮวบ คือโอกาสที่ไมโครซอฟท์จะกลับลำ (คงข้อเสนอซื้อยาฮูไว้) และโอกาสในการเป็นพันธมิตรกับกูเกิล" เคลย์ตัน โมรัน นักวิจัยของ Stanford Group กล่าวกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ส โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่ามูลค่าหุ้นยาฮูจะลดต่ำกว่าระดับ 20 เหรียญจาก 28.67 เหรียญในสัปดาห์ที่ผ่านมา สวนทางกับหุ้นไมโครซอฟท์ที่เชื่อว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะผู้ถือหุ้นยินดีที่ไมโครซอฟท์จะไม่ต้องเสียเงินหลายพันล้านเหรียญ


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:13:51 น.  

 
*การสัมมนาเรื่อง กฎหมายฉบับแก้ไข มิติใหม่ประกันภัยไทย

Date: 12 May, 2008
Owner: Office of Insurance Commission
8.30 hrs. - 12.00 hrs.
Plenary Hall 1

กำหนดการ
08.30 - 09.20 น. ลงทะเบียน / ชมนิทรรศการด้านประกันภัย
09.20 - 09.30 น. กล่าวรายงาน โดยเลขาธิการสำนักงาน คปภ.
09.30 - 10.00 น. พิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษเรื่อง "มิติใหม่...ประกันภัยไทยสู่ความเป็นเลิศ" โดย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
10.00 - 10.15 น. แยกห้องสัมมนากลุ่มย่อย
10.15 - 12.00 น. สัมมนา / เสวนากลุ่มย่อย 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1
เรื่อง ทิศทางกฎหมายใหม่ประกันภัยกับการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย

กลุ่มที่ 2
เรื่อง กฎหมายใหม่...กลไกสู่มืออาชีพ

กลุ่มที่ 3
เรื่อง ประกันภัย...ให้ประโยชน์กับการค้ามากกว่าที่คิด


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:15:10 น.  

 
*ศึก "ไมโครซอฟท์-กูเกิล" ร้อนระอุ ..."ยาฮู"... ตัวแปรเปลี่ยนภูมิทัศน์โลกไอที


วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4001 (3201)

*ข่าวคราวที่สร้างความฮือฮาให้แก่แวดวงไอทีโลกหลังผ่านเข้าสู่ศักราชใหม่ได้เพียงไม่นาน คงหนีไม่พ้นกรณีที่ยักษ์ซอฟต์แวร์ "ไมโครซอฟท์" เสนอซื้อกิจการของบริษัทเสิร์ช เอ็นจิ้นเบอร์สองของโลก "ยาฮู" ด้วยวงเงิน 44.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นดีลขนาดใหญ่สุดในธุรกิจเทคโนโลยี

แม้ว่าล่าสุดไมโครซอฟท์จะยอมถอดใจจากดีลนี้หลังจากใช้ความพยายามมาหลายเดือน แต่หลายฝ่ายมองว่านี่เป็นการถอยเชิงกลยุทธ์มากกว่าจะยอมสวมคอนเวิร์ส "ทางใครทางมัน" จริงๆ

เพราะเมื่อไมโครซอฟท์ประกาศถอนตัวจากดีล ทำให้ราคาหุ้นของยาฮูร่วงลงมาทันที ซึ่งนี่ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจจากบรรดาผู้ถือหุ้น และอาจกดดันให้ยาฮูต้องยอมรับข้อเสนอครั้งใหม่ของไมโครซอฟท์ที่อาจจะถูกลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ประกอบกับจดหมายของ "สตีฟ บอลเมอร์" ซีอีโอของไมโครซอฟท์ที่ระบุว่า บริษัทได้เพิ่มราคาเสนอซื้อจาก 31 ดอลลาร์ต่อหุ้น มาเป็น 33 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือ 47.5 พันล้านดอลลาร์แล้ว แต่ยาฮูยังคงต่อรองที่ระดับ 37 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือ 53 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคา ที่สูงเกินรับไหว และนี่ยิ่งเติมเชื้อไฟแห่งความกดดันไปยัง ผู้บริหารของยาฮู โดยเฉพาะในการประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงปลายปีนี้

และแม้ไมโครซอฟท์จะพยายามบอกว่า สามารถขยายธุรกิจโฆษณาออนไลน์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่ก็รู้กันดีว่า ไมโครซอฟท์จำเป็นต้อง จับมือกับยาฮูในการจะรุกคืบตลาดโฆษณาออนไลน์ให้ได้รวดเร็วทันใจ เพราะแม้จะมีเว็บไซต์อื่นๆ อาทิ เฟซบุ๊ก หรือเอโอแอล ก็ต้องใช้เวลานาน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นคู่แข่งอย่างกูเกิลก็คงจะนำหน้าไปไกลแล้ว

ว่ากันว่า การที่ดีลไมโครซอฟท์-ยาฮูล่ม คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือกูเกิลนั่นเอง

โดยจากข้อมูลของบริษัทวิจัยการตลาด "คอมสกอร์" ระบุว่า ส่วนแบ่งของไมโครซอฟท์ในตลาดสืบค้น ณ เดือนธันวาคม 2550 อยู่ที่เพียง 2.9% เทียบกับ กูเกิลที่มีส่วนแบ่งการตลาด 62.4% ขณะที่ตัวแปรสำคัญ "ยาฮู" มีสัดส่วนอยู่ที่ 12.8%

แต่นอกเหนือจากบทสรุปว่าดีลนี้จะลงเอยอย่างไร สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การ "ถอดรหัส" ว่า ทำไมไมโครซอฟท์จึงทุ่มเทความพยายามในการซื้อยาฮู ซึ่งกำลังประสบปัญหาเรื่องผลประกอบการและมูลค่าหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งที่ดีลนี้อาจทำให้ไมโครซอฟท์ต้องใช้สรรพกำลังอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือบุคลากร เพื่อเชื่อมประสานบริษัททั้ง 2 ให้เข้ากันได้

ขยายอาณาจักร-

เปิดศึกสกัดดาวรุ่ง "กูเกิล"

เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายของการเปิดเกมฮุบยาฮูครั้งนี้ เหตุผลแรกเป็นเพราะไมโครซอฟท์ต้องการจะเข้ามาปักธงในโลกออนไลน์ให้ได้ หลังจากที่ครอบครองอาณาจักรซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ไว้แต่เพียงผู้เดียวมาอย่างยาวนาน

แต่สาเหตุเบื้องลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลเกมนี้ คือ ไมโครซอฟท์ต้องการที่จะ "สกัดดาวรุ่ง" น้องใหม่มาแรงอย่าง "กูเกิล" ที่ไม่เพียงแต่ครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งในธุรกิจอินเทอร์เน็ต แต่ยังเริ่มแผ่อิทธิพลในโลกไอทีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพี่ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์เริ่มจะหนาวๆ ร้อนๆ กับน้องคนนี้

สิ่งหนึ่งที่การันตีความไม่ธรรมดาของกูเกิลเห็นได้จากการสำรวจแบรนด์ในดวงใจคนอังกฤษครั้งล่าสุดของ "zdnet" ที่พบว่า แบรนด์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอังกฤษตกเป็นของ "กูเกิล" ที่ไต่ขึ้นมาจากอันดับ 5 มาอยู่ที่ 1 นำหน้า "ไมโครซอฟท์" ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่ยาฮูหลุดไปอยู่ในอันดับ 102

ส่วนนิตยสารฟอร์จูนได้จัดอันดับบริษัทที่ได้รับการยอมรับมากสุดในอเมริกา พบว่า กูเกิลอยู่ในอันดับ 4 ขณะที่ไมโครซอฟท์รั้งอันดับ 16

นอกจากนี้ดีลดังกล่าวยังเป็นเหมือนขอนไม้ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว เพราะไมโครซอฟท์กำลังเผชิญกับปัญหาหลายประการ ไม่นับการที่กูเกิลโตวันโตคืน ทั้งความล้มเหลวในธุรกิจโฆษณาออนไลน์ การสร้างสรรค์บริการออนไลน์ที่ยังไม่โดนใจลูกค้า รวมถึงถูกท้าทายจากซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ซที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

การต่อสู้ของ 2 ยักษ์ "ไมโครซอฟท์" และ "กูเกิล" จึงถือเป็นศึก "แบรนด์ชน แบรนด์" สุดเข้มข้นแห่งโลกไอทีที่ต้องจับจ้องชนิดไม่กะพริบตา เพราะหากใครเพลี่ยงพล้ำก็มีสิทธิ "เสียศูนย์" และ "สูญเสีย" ชนิดที่ชี้ชะตาสถานะผู้นำได้เลยทีเดียว

ดีลนี้จึงเท่ากับเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของไมโครซอฟท์ และเป็นคำตอบว่าทำไมนักวิเคราะห์จึงเชื่อว่า ไมโครซอฟท์จะยังไม่ล้มเลิกความพยายามซื้อยาฮูอย่างที่ป่าวประกาศ เช่นเดียวกับที่กูเกิลก็ต้องขวางดีลนี้อย่างสุดแรง

ที่จริงแล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่า 2 ค่ายนี้มาเปิดศึกกันได้อย่างไร เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในฐานะเจ้าแห่งอินเทอร์เน็ตที่มีระบบสืบค้นอันทรงพลัง จึงไม่น่าที่จะโคจรมาพบกันได้ แต่ความ พยายามขยายฐานธุรกิจของทั้ง 2 บริษัท เพื่อเชื่อมโลกแห่งความจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ก็ทำให้ "ไมโครซอฟท์" และ "กูเกิล" ก้าวข้ามพรมแดนมาพบกันในที่สุด

ชิงเค้กตลาดโฆษณาออนไลน์

เชื่อกันว่า ยาฮูเป็นหมากสำคัญที่ ไมโครซอฟท์ต้องการนำมาเดินเกมสู้กับ กูเกิล เพราะแม้ฟอร์มของยาฮูจะเทียบกับมือวางอันดับ 1 อย่างกูเกิลไม่ได้ แต่ยาฮูก็มีทรัพยากรที่ไมโครซอฟท์จะนำไปต่อยอดกับสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งและลดช่องว่างความได้เปรียบของกูเกิลจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้

โดยเฉพาะตลาด "โฆษณาออนไลน์" ซึ่งเป็น "โฟกัส" สำคัญอันดับแรกของไมโครซอฟท์ในการเสนอซื้อยาฮูครั้งนี้

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ระบุว่า ไมโครซอฟท์ต้องการอำนวยความสะดวกในการลงโฆษณาบนเว็บไซต์ของทั้งยาฮูและไมโครซอฟท์ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงระบบ โฆษณาออนไลน์ทั้งหมด หรือบางส่วนระหว่างกัน ส่งผลให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถแข่งขันกับกูเกิลที่มีเทคโนโลยีด้านนี้สมบูรณ์มากกว่า

"สตีฟ บอลเมอร์" ซีอีโอของไมโครซอฟท์เองก็ยอมรับว่า การผสมผสานระบบโฆษณาของทั้ง 2 บริษัทเข้าด้วยกันถือเป็นโฟกัสสำคัญของบริษัท

ปัจจุบันนอกเหนือจากเว็บเสิร์ชเอ็นจิ้น ของตัวเองแล้ว ทั้งกูเกิล ยาฮู และ ไมโครซอฟท์ ต่างก็จับมือกับบรรดานักโฆษณาเพื่อลงโฆษณาบนเว็บไซต์ของบริษัทอื่นๆ ด้วย แต่กูเกิลก็ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในโฆษณาประเภท "search ads" ซึ่งเปิดช่องให้ลูกค้าซื้อคีย์เวิร์ดที่เชื่อมโยงกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

และเมื่อนักท่องเน็ตพิมพ์คีย์เวิร์ดในการเสิร์ชข้อมูลก็จะปรากฏลิงก์โฆษณาชิ้นนั้นขึ้นมาพร้อมกันด้วย และตอนนี้ขยายไปสู่รูปแบบอื่นๆ อาทิ วิดีโอ online display ads โฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ทีวี และวิทยุ ขณะที่ไมโครซอฟท์และยาฮูยังมีรูปแบบโฆษณาที่ค่อนข้างจำกัดกว่า

ไมโครซอฟท์จึงเริ่มเดินหน้าเพิ่มศักยภาพในธุรกิจโฆษณาออนไลน์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยทุ่มเงินราว 6 พันล้านดอลลาร์ซื้อหุ้นในบริษัทโฆษณาออนไลน์ "aQuan tive" ซึ่งถือเป็นดีลขนาดใหญ่ของไมโครซอฟท์ที่สะท้อนชัดถึงความต้องการเข้าไปแย่งเค้กในตลาดโฆษณาออนไลน์ ซึ่งตามการประเมินของบริษัทวิจัย "ไอดีซี" ระบุว่า ในปี 2550 รายได้โฆษณาออนไลน์เพิ่มขึ้น 27% อยู่ที่ 25.5 พันล้านดอลลาร์

โดยการซื้อ aQuantive จะเปิดทางให้ไมโครซอฟท์ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "แอตลาส" (atlas) ในการบริหารและจัด การโฆษณาออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนยาฮูก็ดีไซน์ระบบจัดการ search ads ที่เรียกว่า "ปานามา" (Panama) และกำลังวางระบบโฆษณาประเภทอื่นๆ รวมถึง display ads หรือโฆษณาที่มีทั้งข้อความ ภาพ โลโก้ แผนที่ ฯลฯ ซึ่งยาฮูยังครองสถานะผู้นำในตลาดโฆษณาแบบดิสเพลย์อยู่ และจะช่วยเสริมแกร่งให้กับไมโครซอฟท์ได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ "กูเกิล" เดินหมากด้วยการซื้อ "ดับเบิลคลิก" (DoubleClick) บริษัทโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการต่อต้านการผูกขาด ของสหภาพยุโรปเพิ่งเปิดไฟเขียวให้ผ่านฉลุย หลังจากไมโครซอฟท์และยาฮูพยายามขวางด้วยการยื่นเรื่องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาว่าอาจเป็นการครอบงำตลาด

วาณิชธนกิจ "ออปเพนไฮเมอร์" ประเมินว่า ดีลระหว่างไมโครซอฟท์และยาฮูจะทำให้ไมโครซอฟท์มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจโฆษณาที่อิงการสืบค้นราว 18% และมีส่วนแบ่งในตลาดโฆษณาแบบดิสเพลย์ราว 30%

แต่การควบรวมกิจการของไมโครซอฟท์และยาฮูก็มีความท้าทายในเรื่องเทคนิค เพราะยาฮูต้องการพัฒนาระบบโฆษณา และเว็บไซต์เองโดยไม่ใช้ซอฟต์แวร์ของ ไมโครซอฟท์ อาทิ ระบบปฏิบัติการunix แต่ไมโครซอฟท์ก็เน้นวินโดวส์เป็นหลัก

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์จะต้องเสียสมาธิไปกับการพยายามให้ดีลสำเร็จ จนอาจส่งผลกับการบริหารจัดการ และยังอาจต้องใช้เวลานาน เนื่องจากกูเกิลอาจสกัดดีลนี้โดยอ้างกับคณะกรรมการต่อต้านการผูกขาดว่าเป็นการบ่อนทำลายการสร้างสรรค์นวัตกรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับที่ไมโครซอฟท์เคยใช้ไม้นี้กับกูเกิลในกรณีของดับเบิลคลิก

แม้ว่าธุรกิจออนไลน์ของไมโครซอฟท์ จะยังสามารถทำกำไรได้อยู่ในขณะนี้ แต่ไมโครซอฟท์ก็เป็นกังวลหากกูเกิลผลักดันธุรกิจโฆษณาออนไลน์แบบเต็มสูบ โดยเฉพาะเมื่อดีลระหว่างกูเกิล-ดับเบิลคลิกผ่านฉลุยเช่นนี้

เพราะไมโครซอฟท์รู้ดีว่าเมื่อมีดับเบิลคลิกในมือจะทำให้กูเกิลเหมือนติดปีกในตลาดโฆษณาออนไลน์ เหมือนกับที่ยังไม่มีบริษัทใดสามารถแข่งขันกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ได้ เพราะยิ่งเขียนซอฟต์แวร์ให้ใช้กับวินโดวส์มากเท่าไรก็เท่ากับปิดประตูที่คู่แข่งรายใหม่ที่จะเข้ามาแย่งตลาดระบบปฏิบัติการได้มากขึ้นเท่านั้น

ในกรณีของกูเกิล หากมีคนใช้แพลต ฟอร์มโฆษณาออนไลน์ของกูเกิลมากขึ้น โอกาสของคู่แข่งก็ยิ่งเหลือน้อยลง

ดังนั้น เมื่อไมโครซอฟท์ไม่สามารถสกัดการควบรวมดับเบิลคลิกของกูเกิลได้ ไมโครซอฟท์จึงหวังว่าการซื้อยาฮูจะช่วยพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ เพราะหากควบรวมยาฮูสำเร็จจะช่วยขยายอาณาจักรของไมโครซอฟท์ได้

สมรภูมิข้อมูล-อีเมล์-แอปพลิเคชั่นแข่งเดือด

นอกเหนือจากฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แล้ว ข้อมูลเป็นขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาล โดยปัจจุบันกูเกิลมีคลังข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านระบบเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้เว็บหลายล้านคนเอาไว้ในมือ และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ จึงทำให้ไมโครซอฟท์ไม่อาจอยู่เฉยได้

นั่นทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์พยายามที่จะเพิ่มบทบาทของตัวเองในเรื่องฐานข้อมูล โดยควักเงินลงทุนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูลที่เชื่อมโยงทั่วโลก สะท้อนถึงความพยายามที่จะรับมือกับกูเกิลในทุกรูปแบบ

ด้านรอยเตอร์สรายงานว่า ความพยายามของไมโครซอฟท์ที่จะซื้อยาฮู ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการเสริมจุดอ่อนในเรื่องการสืบค้นข้อมูล โดยไมโครซอฟท์ใช้ห้องสมุดมาเป็นเครื่องมือสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองด้วยการตั้งทีมงานที่ทำงานวันละ 14 ชั่วโมงในการสแกนหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดบริติช ไลบรารี่ในลอนดอน

โครงการนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยตั้งเป้าจะสแกนหนังสือหายากราว 25 ล้านเล่มที่อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 19 และอีกราว 100,000 เล่มที่จะสแกนในช่วง 2 ปีข้างหน้า ซึ่งหนังสือทั้งหมดมาจากห้องสมุดใหญ่ๆ อาทิ ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยเยลและคอร์เนล โดยหนังสือเหล่านี้จะไปปรากฏอยู่ในหนังสือออนไลน์ "ไลฟ์ เสิร์ช บุ๊ก" เครื่องมือใหม่ที่ไมโครซอฟท์จะนำมาต่อกรกับ "กูเกิล บุ๊ก เสิร์ช"

"คลิฟฟ์ กูเรน" ผู้อำนวยการบริษัทพับลิเชอร์ อีแวนเจลิสม์ของไมโครซอฟท์ กล่าวว่า หากเราสามารถค้นหาคำตอบให้กับผู้คนได้มากขึ้น เราก็จะสามารถสร้างความภักดีและสร้างชุมชนให้กว้างขวาง มากขึ้น

"และการทำเช่นนี้จะทำให้เรามีคำตอบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราเพิ่มส่วนแบ่งโฆษณาได้ และจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่บริษัทในที่สุด"

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กูเกิลยิ่งใหญ่กว่า หากแต่อยู่ที่เทคโนโลยีการสืบค้นข้อมูลทันสมัยมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ทำให้ไมโครซอฟท์ปวดหัว คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ส่วนใหญ่อยู่ในมือของกูเกิล ซึ่งตั้งเป้าที่จะจัดการข้อมูล ข่าวสารในโลกให้เข้าถึงได้ง่ายและเป็นประโยชน์

ไม่เพียงข้อมูลจากหนังสือ แต่กูเกิลยังจัดการกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ยกตัวอย่างการที่กูเกิลเปิดตัวจีเมล์ (Gmail) ที่ให้พื้นที่แก่ผู้ใช้อย่างไม่จำกัด ทำให้ไม่จำเป็น ที่จะต้องลบข้อมูลในอีเมล์ทิ้ง และกูเกิลสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ได้

รวมถึงการที่ "กูเกิล" เปิดตัวโครงการนำร่องระบบฐานข้อมูลคนไข้อิเล็กทรอนิกส์ใน "คลีฟแลนด์ คลินิก" ซึ่งจะช่วยให้ทั้งคนไข้และหมอสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการรักษาได้สะดวกขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่เจ้าหน้าที่มักหาข้อมูลทางการแพทย์ของคนไข้ไม่พบ เนื่องจากการจัดเก็บที่ล้าสมัย และมีข้อมูลมากเกินไป ขณะที่ทางกูเกิลจะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลด้านการแพทย์เหล่านี้ไปพร้อมกัน

ขณะที่ฝ่ายของไมโครซอฟท์ หากซื้อยาฮูได้สำเร็จก็จะช่วยผสานบริการอีเมล์ที่ถือเป็นจุดแข็งของยาฮูเข้ากับฮอตเมล์ของไมโครซอฟท์ ซึ่งจะช่วยให้ไมโครซอฟท์ขยายฐานผู้ใช้อีเมล์ให้กว้างขวางขึ้น

ดังที่บริษัทวิจัยตลาด "นีลเส็น ออนไลน์" ประเมินไว้ว่า เมื่อผนวกกิจการกันแล้วจะทำให้เว็บไซต์ของทั้งคู่สามารถดึงนักท่องเว็บในสหรัฐได้ราว 290 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่ากูเกิลเล็กน้อย

ยังไม่นับรวมบริการอื่นๆ ที่อยู่ในมือของยาฮู อาทิ Flickr เว็บไซต์แชร์ไฟล์ภาพรายใหญ่ ซึ่งจะทำให้ไมโครซอฟท์กลายเป็นแหล่งรวมบริการสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแบบครบวงจร และมีเครื่องไม้เครื่องมือในการพัฒนาบริการใหม่ๆ มากขึ้น

นอกจากนี้ กูเกิลยังเดินหน้าลุยให้บริการฟรีสำหรับนักท่องเน็ตรายใหม่ๆ ในการแชร์ข้อมูลกับคนอื่นๆ เช่น คนที่ทำงานในออฟฟิศเดียวกัน หรือคนที่เรียนในห้องเดียวกัน เพราะเพียงคลิกไม่กี่ครั้ง ผู้ใช้ก็สามารถสร้างและอัพเดตรูปแบบในเว็บส่วนตัว ซึ่งประกอบด้วยภาพ ปฏิทิน และไฟล์ วิดีโอจากเว็บยูทูบของกูเกิล

งานนี้เท่ากับท้าทายบริการ "แชร์พอยต์" ซึ่งเก็บค่าธรรมเนียมไลเซนส์ของค่ายไมโครซอฟท์แบบเต็มๆ

การที่กูเกิลสามารถเอาใจนักท่องเว็บได้เป็นเพราะสามารถพัฒนาเครื่องมือที่หลากหลาย ผ่านการซื้อกิจการของ "JotSpot" ผู้คิดค้นเครื่องมือสำหรับใช้ในเว็บไซต์ทำให้กูเกิลมีแอปพลิเคชั่นจำนวนมากที่จะสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ สำหรับลูกค้า รายบุคคลและลูกค้าองค์กร ซึ่งเป็นทางเลือกนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยไมโครซอฟท์

โดยความแตกต่างอยู่ที่โปรแกรมของไมโครซอฟท์ต้องติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจึงจะใช้ได้ แต่กูเกิลนำแอปพลิเคชั่นเหล่านั้นไว้บนระบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมฯและอุปกรณ์พกพา

ประกอบกับการที่กูเกิลได้ทยอยเปิดตัวบริการเวอร์ชั่นฟรีในส่วนของเวิร์ด โปรเซสซิ่ง สเปรดชีต และโปรแกรมตารางนัดหมายต่างๆ ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้กูเกิลผ่องถ่ายรายได้ในส่วนนี้มาจากไมโครซอฟท์ได้อีกทางหนึ่ง

หน้า 40


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:16:58 น.  

 
*3 บิ๊กสัมมนา รวมพล 'ต้นแบบ' ธุรกิจสายพันธุ์ดี


มหกรรม 'รวมพลังดี รักษ์โลก รักษ์สังคม' จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พ.ค. 2551 โดย 'กรุงเทพธุรกิจ' เป็นโต้โผรวมพลังองค์กรสายพันธุ์ดี จากทั้งภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : งานนี้ เปิดกว้างให้ได้ฟังกระบวนคิดของผู้นำองค์กร แนวทางดำเนินการด้านซีเอสอาร์ และ กลยุทธ์การทำซีเอสอาร์ เพื่อให้ผู้เข้าชมงานเก็บเกี่ยว แนวคิดดีๆ กลับไป !

ยุคนี้ซีเอสอาร์ (CSR-Corporate Social Responsibility) หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จัดเป็นกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจ และมีพัฒนาการก้าวหน้าไปหลากรูปแบบ อย่างเช่น ธุรกิจที่คิดค้นนวัตกรรมด้านการผลิต ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่แปรรูปของเสียมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อลูกค้า ฯลฯ
จากความตื่นตัวขององค์กรธุรกิจที่พร้อมจะเป็นแนวร่วมที่ดีให้สังคม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จึงได้กับกระทรวงพลังงาน และ พันธมิตร จัดงาน 'CO.2Gather Fair' 'รวมพลังดี รักษ์โลก รักษ์สังคม' เพื่อเป็นเวทีถ่ายทอดแนวคิดด้านซีเอสอาร์ผ่าน 'องค์กรซีเอสอาร์ต้นแบบ' ที่ถือเป็น 'สุดยอด' กรณีศึกษาของธุรกิจ เพื่อจะได้ยกระดับมาตรฐานซีเอสอาร์ในเมืองไทย และเป็นการประกาศพันธกิจของธุรกิจคิดดีที่เติบโตไปพร้อม สังคม และชุมชน
งานนี้ มี ทั้ง บิ๊กคอร์ปอเรท และ บริษัทไซส์เล็กแต่แนวคิดกว้างไกล รวมทั้ง องค์กรด้านสังคม มาให้มุมคิดบนเวทีสัมมนา CSR Forum 'รวมพลังดี รักษ์โลก รักษ์สังคม'
สัมมนาวันแรก 2 พ.ค. เริ่มตั้งแต่ 13.00 น. ในหัวข้อ 'มิติใหม่ ท่องเที่ยวยั่งยืน' ไปฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมาช่วยกันระดมสมองมองหาแนวทางการทำธุรกิจ ร่วมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง เทรนด์ท่องเที่ยวแนว อีโค ทัวร์ ที่กำลังบูม

เวทีนี้ มีวิทยากรมากมาย เช่น อย่าง 'สุชาดา ยุวบูรณ์' ประธานกรรมการบริหาร สวนสามพราน โรงแรมโรสกาเด้น ริเวอร์ไซด์ ผู้ประกอบการที่ยืนหยัดอยู่ในธุรกิจมาราว 45 ปี และยังได้ฟังโอกาสธุรกิจจากตัวแทนสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมโรงแรม สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว ว่าตลาดลูกค้าหัวใจสีเขียวมีพื้นที่ให้เล่นมากน้อยแค่ไหน
โดย 'ดวงกมล จันสุริยวงศ์' นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย จะมาบรรยายในหัวข้อ 'ทัวร์ยุคใหม่ด้วยหัวใจสีเขียว' 'ประกิจ ชินอมรพงษ์' นายกสมาคมโรงแรมไทย จะมาว่าในเรื่อง 'กรีนโฮเต็ล ฟอร์กรีนเลิฟเวอร์' หรือ 'ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์' ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ จะบรรยายในหัวข้อ 'ชูความเป็นไทย ในแบบกรีนมีทติ้ง'

CSR Forum ของวันที่ 3 พ.ค. เวลา 13.00 น. คือหัวข้อ 'Green Business'เทรนด์ใหญ่ธุรกิจโลก ผู้ประกอบการที่สนใจ ทำธุรกิจแบบเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมแล้วยังได้เงินเข้ากระเป๋า ต้องมาฟัง กูรูด้านการตลาด ศาสตราภิชาน 'ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ' กรรมการที่ปรึกษาสมาคมการตลาด ซึ่งจะมาให้มุมมองการทำธุรกิจสีเขียวชนิดไม่หลุดกระแส และยังมี นักธุรกิจระดับแนวหน้า อย่าง 'จันทนา สุขุมานนท์' รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง และ ชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) มาร่วมระดมความคิดเห็นกันด้วย
ส่วนเจ้าของธุรกิจที่ มองเห็นคุณค่าของการร่วมดูแลชุมชน และสังคม และมองหารูปแบบซีเอสอาร์ให้เหมาะกับองค์กรก็อาจเข้าฟัง CSR Forum ในวันที่ 4 พ.ค. เวลา 13.00 น. เช่นกัน ในหัวข้อ 'โมเดลธุรกิจพอเพียง เป็นไปได้ ? ในยุคโลกาภิวัตน์' ที่มีนักวิชาการและผู้นำองค์กรธุรกิจมาระดมสมอง ให้แนวทางการเกื้อกูลระหว่างธุรกิจกับสังคม โดยผู้อภิปรายเหล่านั้นเช่น 'สุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง' ประธานเครือข่าย นักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN) 'ชลธร ดำรงศักดิ์' ผู้อำนวยการส่งเสริมคุณภาพงาน และกรรมการการพัฒนาสู่ความยั่งยืน กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย 'พีระพงษ์ กลิ่นละออ' ผู้อำนวยการฝ่าย CSR บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น และ 'ประเสริฐ ลลิลอำไพ' ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม ปตท.
องค์กรเหล่านี้ถือว่าเป็น 'มือหนึ่ง' ด้านซีเอสอาร์และผ่านการปฏิบัติจนเห็นผลมาแล้วทั้งสิ้น
ยังมีกูรูด้านซีเอสอาร์อย่าง 'ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์' ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ที่จะให้ความรู้ในหัวข้อ 'CSRI ดัชนีธุรกิจทำดี' โดยองค์กรดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของตลาดหลักทรัพย์ให้บริษัทจดทะเบียนทำซีเอสอาร์อย่างจริงจัง ด้วยการตั้งสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility Institute : CSRI) ขึ้น เพราะชัดเจนแล้วว่า บริษัทที่ทำซีเอสอาร์จะเติบโตแบบยั่งยืนมากกว่าบริษัทที่ไม่ได้ทำซีเอสอาร์

ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ 'Corporate Showcase' ที่จะนำเสนอกิจกรรมความรู้ด้านซีเอสอาร์ขององค์กรธุรกิจที่ถือเป็น 'ตัวจริงเสียงจริง' ด้านนี้ เพราะทำกิจกรรมด้านซีเอสอาร์มาต่อเนื่องและยาวนาน
องค์กรเหล่านี้จะช่วยถ่ายทอดแนวคิด และกระบวนการทำงานผ่านนิทรรศการและบูธกว่า 20 บูธ
CO.2Gather Fair มหกรรม 'รวมพลังดี รักษ์โลก รักษ์สังคม' มีให้ทั้ง กระบวนคิดของผู้นำองค์กร แนวทางดำเนินการด้านซีเอสอาร์ และ กลยุทธ์การทำซีเอสอาร์ จากคอร์ปอเรท จากกูรูซีเอสอาร์ ได้เห็นโมเดลการทำซีเอสอาร์ของแท้ และอาจจะได้แนวคิดทำธุรกิจดีๆ กลับไป
นอกจากนี้ในงานยังมีมหกรรมสินค้าจากภาคธุรกิจ และองค์กรเอกชน มาร่วมออกบูธ พร้อมนำเสนอรูปแบบการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่เปิดทางให้ 'ทุกคน' มีส่วนร่วม สมทบทุนสร้างสรรค์สังคมดี มีกิจกรรมเด็ดๆ บนเวที มีลานกิจกรรมผ่อนคลายและคอนเสิร์ต 3 วัน 3 อารมณ์ กับ ป๊อด 'Modern Dog', ETC และ The Better จาระไนกันไม่หมดติดตามรายละเอียดได้ต่อที่ http://www.bangkokbiznews.com
ตลอด 3 วันของงาน 2-4 พ.ค. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ในการสร้างเครือข่าย
สำรองที่นั่ง ktmember@nationgroup.com


โดย: jenifaae วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:17:47 น.  

 
* วางอยู่บนพานกลางราชดำเนิน



http://www.oknation.net/blog/pasalarksee กลอนโดย นิดนรี

รัฐเอ๋ยรัฐธรรมนูญไทย
คืออะไรไม่เข้าใจ ย่าใคร่ถาม
ถามผู้ใด จะตอบให้ ได้รู้ความ
ได้ยินนาม มานานแท้ จนแก่ตัว

...

รู้แต่เพียง เขาแก้แล้ว ก็แก้อีก
เดี๋ยวก็ฉีก เดี๋ยวก็ร่าง พาลปวดหัว
เขาถกเถียง เกี่ยงเรื่องใด ใยหมองมัว
เรื่องใดมั่ว เรื่องใดจริง นิ่งฟังไป

...

ได้ยินนามมาเจ็ดสิบหกปี
มาปีนี้ เขาว่ามี ที่แก้ใข
ร่างไม่นาน ผ่านมาใช้ ไม่ทันไร
จะแก้ใหม่ อีกครา พาเร่งวัน

...

ดูเถิดหนอ พ่อประคุณ ใยร้อนรีบ
ก่อนเคยจีบ เป็นปีปี ขมีขมัน
ผ่านมติ ไทยประชา มาประกัน
ปู่ชวนฉัน ไปกา มาไม่นาน

...

เวรกรรมหนอ พ่อธรรมนูญไทย
จะแก้ใหม่ เป็นอย่างไร ไม่ประสาน
เขาอ้างเสียง เลี่ยงประชา ว่าไหว้วาน
แก้ก่อนกาล ดับม้วย ด้วยตัวทำ

...

วันวานผ่านไปแถวราชดำเนิน
ปู่ชี้ดู ย่าดูเพลิน พานสวยล้ำ
ย่าว่ายาก คงลำบาก หากจะทำ
อยู่สูงซ้ำ หากนำลง คงหนักเอย

...






*6 อัศวินช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
http://www.oknation.net/blog/fattystory

ร่างกายของคนเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เองอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันและหัวใจวายแน่นอน อาหารบางอย่างมีคุณสมบัติช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดีเยี่ยม 6 อัศวินตัวสำคัญนั้นคือ มะเขือต่างๆ, หอมหัวใหญ่ๆ, กระเทียมใหญ่ๆ, ถั่วเหลืองๆ, แอปเปิ้ล, และโยเกิร์ต

วันใดมื้อใดที่คุณมีเมนูอาหารซึ่งอุดมไปด้วยไขมันมากๆ ก็ควรรับประทานอัศวิน ตัวหนึ่งตัวใดเพื่อควบคุม ไขมัน เช่น เมื่อรับประทานแกงกะทิที่มันๆ ก็ควรรับประทานมะเขือเปราะ หรือมะเขือพวงมากๆ เมื่อรับประทานไข่มากๆ ซึ่งเป็นตัวเพิ่มคอเลสเตอรอลที่น่ากลัวนัก คุณก็ควรรับประทานหอมหัวใหญ่ร่วมกับไข่เจียวหรือไข่ดาวด้วย หรือรับประทานแอปเปิลวันละ 1 ผล ทุก ๆ วัน หรือโยเกิร์ตะวันละ 1 ถ้วย ทุกๆ วัน รับประทานกระเทียมสดๆ เล็กน้อยกับอาหารจานยำ จานคาวต่างๆ เพื่อขับคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย อันเป็นเรื่องที่แสนง่ายดายกว่าการเลิกรับประทานอาหารมันๆ ทุกจานโดยสิ้นเชิง

คุณยังสามารถรับประทานเนย แฮม เบคอน ขาหมู ไข่ หรือ อาหารไขมันสูงจานต่างๆได้ในบางมื้อบางวัน หากเพียงคุณรู้จักรับประทานอาหารอัศวินเหล่านี้เข้าไปด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลแล้ว อาหาร 6 อย่างนี้ ยังมีคุณค่าของสารอาหารและแร่ธาตุสำคัญที่จะนำประโยชน์สู่ร่างกายของคุณอย่างมากในด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น แอปเปิล หอมใหญ่และโยเกิร์ต ช่วยให้คุณขับถ่ายดี ผิวพรรณสวยงาม เป็นต้น


*อาร์ติโชก ดอกตูมที่กินเป็นผัก รูปลักษณ์แปลก รสดี

การกินอาร์ติโชกโดยทั่วไปนั้น มักเป็นแบบบรรจุในกระป๋อง เป็นอาร์ติโชกดองในน้ำ ในประสบการณ์ของผู้เขียนเอง กินอาร์ติโชกตั้งแต่ปีพ.ศ.2516 ที่สหรัฐอเมริกา ด้วยการหัดทำอาหารฝรั่งจากตำรา อาทิไก่คัสโลต์ (chicken casserole) ซึ่งต้องอบไก่ในครีมเปรี้ยวและใส่อาร์ติโชกดองนี้ด้วย อาร์ติโชกดองหน้าตาเป็นก้อนผักที่มีกลีบเป็นชั้นๆ ซ้อนเรียงกันหลายชั้นมาก สีครีมนวลออกเหลือง เนื้อผักแน่น รสออกมันเปรี้ยวอร่อยยิ่งนัก กินกับเนื้อไก่ ราดน้ำครีมอบ เข้ากันได้อย่างดี นับเป็นอาหารจานโปรดของสมาชิกในบ้านมาจนถึงปัจจุบัน อาร์ติโชกกระป๋องนำเข้าที่ขายในบ้านเราราคาแพงมาก ลูกๆหลานๆก็พากันชอบกินอาร์ติโชกเสียหมด ก็เลยกลายเป็นอาหารจานโปรดที่แสนแพงของครอบครัว

มารู้จักอาร์ติโชกในแง่พฤกษศาสตร์และประวัติอันยาวนาน อาร์ติโชกมีชื่อสามัญทั่วไปว่า globe artichoke มีชื่อทางวิทยาศ่าสตร์ว่า Cymara seolymus เป็นไม้ประเภทล้มลุก วงศ์เดียวกันกับดอกทานตะวัน มีสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ใบเขียวและพันธุ์ใบม่วง ดอกออกหน้าตาเหมือนกัน รสชาติเดียวกัน ลำต้นโปร่งไม่สูงนัก ขนาด 50 ซม. ถึง 100 ซม. รอบต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 120 ซม.อายุต้นสามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวนาน 5-10 ปี การเก็บเกี่ยวต้องเก็บเกี่ยวด้วยแรงคน ต้องเลือกคัดดอกตามอายุที่ต้องการ เมื่อเก็บเกี่ยวจนหมดต้นแล้ว จะตัดต้นช่วงบนทั้งหมดทิ้ง คงเหลือเป็นตอต้นสูงจากพื้นดินสัก 8-10 นิ้วเท่านั้น เพื่อให้ตาใหม่แตกยอดเป็นต้นใหม่ต่อไป อาร์ติโชกชอบอากาศไม่ร้อนจัด ไม่หนาวจัด เย็นกำลังดี ความชื้นพอเหมาะ ดังนั้นที่ราบสูงตามภูเขาจึงเหมาะสำหรับการปลูกอาร์ติโชก เสน่ห์ของผักชนิดนี้อยู่ที่ฐานดอก ซึ่งถูกเรียกว่า 'ใจอาร์ติโชก' (artichoke heart) ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผักดอกชนิดนี้ ที่ไม่ใช่ของบ้านเมืองเอเชียหากแต่เป็นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม และมีตลอดทั้งปี เพียงแต่ไม่มากเท่าเดือนดังกล่าว ดอกอาร์ติโชกขนาดเล็กขายแบบเป็นผักดอกสด ขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งในสี่ นำมาทำใจอาร์ติโชกกระป๋อง มงกุฎอาร์ติโชกแช่แข็ง (artichoke crown)

การกินอาร์ติโชกก็คือการกินดอกที่ยังตูม ตั้งแต่ดอกอ่อน ดอกขนาดกลางไปจนถึงดอกขนาดใหญ่ ซึ่งยังอยู่ในภาวะดอกตูมอยู่ ดอกอาร์ติโชกที่บานนั้นสวยงามเป็นกลีบสีม่วงอมขาว ซึ่งเขาจะปล่อยให้บาน เมื่อต้องการเมล็ดมาขยายพันธุ์

กล่าวกันว่าอาร์ติโชกเป็นพืชถิ่นดั้งเดิมในเขตเมดิเตอร์เรเนียน ที่ปลูกกินกันในปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่เริ่มเพาะปลูกในซิซีลี ประเทศอิตาลี สมัยศตวรรษที่ 15 แต่บางกระแสก็บอกว่าเริ่มในแอฟริกาเหนือก่อน นี่เป็นเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ครัวอิตาเลียนนิยมกินอาร์ติโชกกัน โดยเฉพาะหมู่ขุนน้ำขุนนาง ต่อมาอาร์ติโชกแพร่หลายพร้อมนางแคเทอรีน เมดิชี แห่งกรุงฟลอเรนซ์ สู่ราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 ทำให้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายของครอบครัวราชสำนักของฝรั่งเศสมาอย่างต่อเนื่อง มีการเพาะปลูกมากในฝรั่งเศส โดยเฉพาะอาร์ติโชกที่ปารีสเคยมีชื่อเสียงจนถึงศตวรรษที่ 20

อย่างไรก็ตามอาร์ติโชกถือเป็นผักดอกเพื่อสุขภาพเพราะมีแคลอรีต่ำ ดอกขนาดใหญ่ มีเพียง 25 แคลอรี ไม่มีไขมัน มีคาร์โบไฮเดรต โฟเลต โปรตีน เส้นใยชั้นดี น้ำตาล โพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ทองแดง สังกะสี วิตามินซี (ค่อนข้างมาก) วิตามินบี 6 วิตามินอี ไนอะซิน ไทอามีน แมงกานีส และโครเมียม


โดย: jenifaae วันที่: 12 มิถุนายน 2551 เวลา:23:48:34 น.  

 
* การคัดเลือกบทความดีเด่นของนักศึกษาเพื่อรับรางวัลจากกองทุน ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประจำปีการศึกษา 2550

(สำเนา)
ประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่อง การคัดเลือกบทความดีเด่นของนักศึกษาเพื่อรับรางวัลจากกองทุน ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ประจำปีการศึกษา 2550

--------------------------------------------------------------------------------

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 8 แห่งระเบียบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยกองทุนศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก พ.ศ.2551 คณะกรรมการบริหารกองทุนได้กำหนดหัวข้อ และเงื่อนไขในการคัดเลือกบทความดีเด่นของนักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2550 ดังนี้


1. หัวข้อเรื่องที่กำหนด ทั้งระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี คือ 'นักการเมืองคือภาพสะท้อนของประชาชนจริงหรือไม่ และเราจะพัฒนา 'นักการเมืองไทย' ได้อย่างไร'
2. บทความของนักศึกษาระดับปริญญาตรีและระดับสูงกว่าปริญญาตรี ที่ส่งเข้ารับการคัดเลือกต้องมีรูปแบบ ดังนี้
2.1 เนื้อหามีความยาวประมาณ 7 – 10 หน้า ขนาด A4
2.2 มีการอ้างอิงตามรูปแบบของการอ้างอิงในวิชาการใช้ภาษาไทย 161 และ 162
2.3 เนื้อหาบทความใช้ตัวอักษร Angsana New 16 สำหรับหัวข้อใช้ตัวอักษร Angsana New Bold 16 หัวข้อใหญ่ใช้ตัวอักษร Angsana New Bold 18-20
3. ผลงานที่ส่งเข้ารับการคัดเลือกเพื่อรับรางวัลจากกองทุนศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก ให้ส่งพร้อมแผ่นดิสก์ที่งานบริการ และสวัสดิการนักศึกษา กองกิจการนักศึกษา ตึกโดม ชั้นล่าง ท่าพระจันทร์ และกองกิจการนักศึกษา ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ภายในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2551
4. คณะกรรมการบริหารกองทุน และผู้ทรงคุณวุฒิ จะพิจารณาให้รางวัลระดับปริญญาตรี จำนวน 3 รางวัล และระดับสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 3 รางวัล ดังนี้
4.1 รางวัลชนะเลิศ จำนวน 15,000.- บาท
4.2 รางวัลรองชนะเลิศ จำนวน 8,000.- บาท
4.3 รางวัลชมเชยแก่ผลงานที่เห็นสมควรให้รางวัล รางวัลละ 3,000.- บาท
5. ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกบทความดีเด่น เพื่อรับรางวัล ในวันที่ 6 มิถุนายน 2551
6. ผู้ที่ได้รับการพิจารณาจะเข้ารับรางวัลในวันสถาปนามหาวิทยาลัย ในวันที่ 27 มิถุนายน 2551
ประกาศ ณ วันที่ มกราคม พ.ศ.2551

(ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล)
รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา
ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดี





*การบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อเพื่อการแพทย์

ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพฯ ในพระอุปถัมภ์ฯ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
สำนักงาน: อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 14 - 15 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
2 ถนนพรานนก แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์0 2419 7000 # 4501, 4545 - 7 โทรสาร 0 2419 7000 # 4504

*ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพฯ ในพระอุปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและเนื้อเยื่อ ความเจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน ร่างกายของผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและเนื้อเยื่อ
ในประเทศนับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีจำนวนไม่น้อยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษา
การบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อเพื่อการแพทย์
1. การบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
ประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการบริจาคส่วนของร่างกายเป็นเรื่องยุ่งยากและเสียเวลา แต่ถ้าหากท่านหยุดคิดสักนิดหนึ่งแล้วจะรู้ว่า
มีผู้ป่วยอยู่เป็นจำนวนมากที่รอคอยความช่วยเหลือจากท่าน
“เรามาบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กันเถอะค่ะ”


2. ความสำคัญของการบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อ
กระดูกและเนื้อเยื่อที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตกุศลนั้น มีความสำคัญต่อชีวิตผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทางด้านสุขภาพและความเป็นอยู่
สามารถทำให้ผู้ป่วยเหล่านั้นกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข และไม่เป็นภาระแก่ครอบครัว

3. สิ่งที่ต้องปฏิบัติหลังผู้อุทิศเสียชีวิต

.• ต้องแจ้งไปยังศูนย์เนื้อเยื่อฯ ภายใน 24 ช.ม. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2419 7000 # 4501, 6795 - 6
• ห้ามฉีดฟอร์มาลีนแก่ร่างผู้บริจาค

4. การบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อเพื่อปลูกข้ามคนท่านเป็นอีกผู้หนึ่งสามารถทำได้โดย
• ยินยอมบริจาคเมื่อมีญาติเสียชีวิต
• บริจาคโดยการลงทะเบียนเป็นสมาชิกด้วยตนเองตามแบบฟอร์ม ผู้บริจาคและส่งกลับไปยังศูนย์เนื้อเยื่อฯ




*www.bodhinanda.com


เข้าสู่เวป




โดย: jenifaae วันที่: 12 มิถุนายน 2551 เวลา:23:49:07 น.  

 


รัฐบาลมองการยื่นญัตติของ ส.ว.มีลักษณะเหมือนเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทำเนียบฯ 10 มิ.ย. - นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ ของ ส.ว. มีลักษณะเหมือนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็พร้อมชี้แจงทุกประเด็น และเห็นว่าผู้ที่เคลื่อนไหวนอกสภา ก็ควรจะยุติ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรฯ กล่าวเช่นกันว่า เป็นเรื่องดีเพราะรัฐบาลจะได้เร่งรัดให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ทำงานอย่างเต็มที่ แต่จะให้รัฐบาลเปิดอภิปรายตนเองตามมาตรา 179 คงไม่ทำ เพราะจะต้องมีการแถลงผลงานต่อรัฐสภาเมื่อบริหารงานครบ 1 ปี อยู่แล้ว

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า การดำเนินการของ ส.ว. จะเป็นตัวอย่างให้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทราบถึงการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย และหากมีข้อมูล สามารถส่งให้ ส.ว.อภิปรายได้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อที่จะได้ชี้แจง.- สำนักข่าวไทย

Credit :ข่าว 9 อสมท.


โดย: jenifaae วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:12:00:02 น.  

 
ทำไมไม่มีความสำศัญการเผยแพร่ศาสนาเลย...........


โดย: 1234 IP: 125.27.165.89 วันที่: 15 มิถุนายน 2551 เวลา:18:50:12 น.  

 


อภิสิทธิ์ เรียกร้องรัฐบาลทบทวนท่าทีเปิดสภาแก้ปัญหาบ้านเมือง

กรุงเทพฯ 13 มิ.ย. - ผู้นำฝ่ายค้านเรียกร้องรัฐบาลทบทวนท่าทีเปิดสภาแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยอย่านำเรื่องเวลามาอ้าง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ยังไม่ยืนยันว่า จะเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามที่ฝ่ายค้านเสนอ เพราะอาจติดเงื่อนไขเรื่องเวลาว่า รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธการเมืองในระบบรัฐสภา แม้ว่าสมัยประชุมวิสามัญจะสิ้นสุดลง แต่รัฐบาลมีอำนาจที่จะขยายสมัยประชุม หรือเรียกประชุมอีกสมัย นอกจากนี้ยังเห็นว่า ประธานสภาฯ ไม่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนกับวิกฤติบ้านเมือง

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมวิสามัญนี้หรือไม่.- สำนักข่าวไทย

Credit :ข่าว 9 อสมท.


โดย: jenifaae วันที่: 18 มิถุนายน 2551 เวลา:0:28:27 น.  

 
*โสภณ แฉธุรกิจน้ำมันรวมหัวโก่งราคาโกยกำไรเพิ่ม900%

Credit : thammarat

อดีตผู้บริหาร บางจาก แฉนักการเมือง - ขรก. ปั่นหุ้นผูกขาด ชี้คนไทยทุกข์2ต่อจากปั่นราคาน้ำมันดิบแพงลิ่ว เผยก่อนขายรัฐวิสาหกิจปี45 กำไรโรงกลั่นรวม2หมื่นล้าน หลังแปรูปเพิ่ม1.7แสนล้าน

*นายโสภณ สุภาพงษ์ นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และ นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีตผู้บริหารบริษัท บางจาก จำกัด(มหาชน) และเป็นอดีต ส.ว. ร่วมเสวนาในรายการ สภาท่าพระอาทิตย์ ภาคพิเศษ บนเวที พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ เชิงสะพานมัฆวาน มีนายสำราญ รอดเพชร และนายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายโสภณ กล่าวถึงปัญหาราคาน้ำมันแพงว่า น้ำมันเป็นค่าใช้จ่ายของทุกคนในประเทศ ค่าน้ำมันมันอยู่ในต้นทุนทุกอย่างในการดำเนินชีวิต ทั้งค่ารถ ค่านม ค่าส่วยรถเมล์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะสังเกตเมื่อสองวันที่ผ่านมา รัฐบาลออกแถลงการณ์ว่าจะต้องมีนโยบายอะไรๆ ซึ่งก็เหมือนกับรัฐบาลต่างๆ แล้วก็เป็นนโยบายแก้ไขที่เหมือนสมัยตนเป็นคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็ลอกกันมาแล้วมันก็ไม่ค่อยได้ผล

นายโสภณ กล่าวว่าแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่พูดให้ตรง เหมือนกันทุกรัฐบาลคือ ตอนนี้น้ำมันดิบซึ่งมีคุณภาพกลุ่มดีที่สุดในโลกที่อเมริกา ราคา 137 เหรียญสหรัฐต่อบาเรลแล้ว เพราะฉะนั้นราคาในประเทศก็ต้องขึ้นไปอย่างนี้ ทำไมไม่บอกประชาชนตรงๆ น้ำมันที่ราคา 137เหรียญฯ นี้ เท่ากับ 27 บาทต่อลิตร คือน้ำมันเวลาที่เราพูดว่า 27เหรียญต่อลิตร เราเอา 20สตางค์ต่อลิตร คูณเข้าไปได้เลย จะรู้เลยว่าที่พูดกันไม่รู้เรื่องนั้น จริงๆ มันเท่าไหร่ ก็บอกไปเลยว่าน้ำมันดิบที่สหรัฐที่แพงที่สุดในโลกนั้น 27เหรียญต่อลิตร

คำถามก็คือ แล้วทำไมเราต้องซื้อน้ำมันในประเทศถึง 40 บาทต่อลิตร ทำไมมันต่างกันมากขนาดนั้น ส่วนต่างมันเป็นมายังไง มันถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ อันนี้ทำให้ประชาชนเข้าใจแล้วเป็นธรรม

นายโสภณ กล่าวอีกว่าแล้วธรรมชาติของราคาน้ำมันในต่างประเทศขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง จะได้นั่งเตรียมตัวกัน ไม่ต้องมาหลอกกัน ไม่ต้องมานั่งหวังลมๆ แล้งๆ แล้ว สำคัญว่าในประเทศจะจัดการให้เป็นธรรมอย่างไร เรื่องเหล่านี้ควรให้ข้อมูลกับประชาชนเพื่อควบคุมความเป็นธรรมให้ได้ เขาจะพูดให้สับสนวุ่นวาย แต่เมื่อไม่ว่าจะยักย้าย ถ่ายเทหรือรวมอะไรแล้วเนี่ย ก็พบว่าในปีแล้วโรงกลั่นน้ำมันในประเทศทั้งหมด ซึ่งมี 7 โรง ปตท.มีโรงแยกแก๊สอีกโรง รวมเป็น 8 โรง

ใน 5 โรงที่เป็นของเอกชน ปตท.เป็นเจ้าของ อีก 2 โรงของเอกชน รวมทั้ง 7 โรงกลั่นปีที่แล้วมีกำไรหลังหักภาษีแล้วรวมกัน 169,438 ล้านบาท

"ต้องเรียนว่าใครที่จะมาพูดเท็จในทีวีหลังจากที่ผมพูด หรือมาพูดเท็จอย่างเมื่อคืนนี้ ถ้าเป็นผู้บริหารบริษัทอาจจะผิดกฎหมายเลยก็ได้ เพราะตัวเลขรายงานกำไรเป็นแสนแต่มาบอกว่าขาดทุนกำไร ที่มีนี้เป็นตัวเลขกำไรที่ทุกบริษัทต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ กับกระทรวงพาณิชย์ตามกฎหมาย แล้วจะมาบอกว่ารายงานที่แจ้งไม่จริง เป็นไปไม่ ได้เพราะผูกพันตามกฎหมาย แล้วถามว่ากำไรเกือบ 1.7 แสนล้านบาทเนี่ย มันผิดปกติหรือไม่" นายโสภณ ระบุ

จากนั้น นายยุทธิยง ได้อ่านตัวเลขกำไรจากน้ำมันเมื่อปีที่ผ่านมาตามรายงานที่นายโสภณ ได้รับมาระบุว่า บริษัทโรงกลั่น ปตท.หรือบริษัทสตาร์ กำไร 12,236 ล้านบาท บริษัทระยองคือโรงกลั่นบริษัทลูกของปตท. 18,018 ล้านบาท บริษัทไทยออยล์ 19,174 ล้านบาท บริษัทบางจาก 1,764 ล้านบาท บริษัทไออาร์พีซี 12,986 ล้านบาท บริษัท เอสโซ่ 7,053 ล้านบาท บริษัทอาร์พีซี 101 ล้านบาท บริษัทปตท.รวมโรงแยกก๊าซแอลพีจี 97,804 ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จธุรกิจน้ำมันในประเทศนี้ กำไรปีที่แล้ว 169,438 ล้านบาท

นายโสภณ กล่าวเสริมว่า นั่นเป็นเพียงข้อมูล แต่ถ้าเราดูอีกตัวคือตัวเลขกำไรรวมของทุกบริษัทเหล่านี้ย้อนหลังไปเมื่อปี 2544 ก่อนมีการเอารัฐวิสาหกิจไปขาย จะเห็นว่าตัวเลขกำไรรวม 7-8 โรงกลั่นนั้นกำไรเพียง 20,330 ล้านบาท และปี2545 จำนวน 22,099 ล้านบาท ซึ่งยอดสองปีนั้นถือเป็นกำไรสูงสุดตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา ย้อนไป 40-50 ปีก็ไม่เคยเท่านี้

"แต่หลังจากมีการเอารัฐวิสาหกิจไปขาย หลังจากมีการเล่นหุ้น คนขายก็ไปซื้อหุ้นที่ตัวเองเอาไปขายด้วย ก็มีข้าราชการผู้ใหญ่รวมทั้งนักการเมืองก็เกิดการผูกขาด ในต่างประเทศนี่การจะเป็นเจ้าของโรงกลั่นหลายๆ โรงเขาไม่ให้นะ เพราะเขาถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน จะเห็นว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงานฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนักการเมืองที่อยู่นั้น ส่วนหนึ่งเข้าไปเป็นกรรมการ ประธานและถือหุ้นบริษัทโรงกลั่นเอกชน แล้วตัวเองก็ตั้งราคา คุมสูตรราคา บางคนก็ใช้ภรรยาถือ ถ้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นจะพบ"

นายโสภณ กล่าวต่อว่าหลังจากทำอย่างนี้ ในปี 2545 กำไรระดับสองหมื่นล้านก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 5 หมื่นกว่าล้านบาท ปี 2547 ก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นแสนสองหมื่นล้านบาท ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2550 กำไร 169,438 ล้านบาท ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี45 พอปี46 ก็มีการกำหนดสูตรราคาน้ำมันและให้เงินชดเชยโรงกลั่นจนประชาชนเป็นหนี้อยู่แสนล้าน โรงกลั่นก็กำไรมหาศาล

"เพราะฉะนั้นคนที่ตั้งราคา ทำสิ่งพวกนี้แล้วเป็นประธานกรรมการ เล่นหุ้นแล้วมาตั้งราคาให้ประชาชนเราเรียกประโยชน์ทับซ้อน จะเห็นว่ากำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 9 เท่า หรือประมาณ 900% ขณะที่ถ้าดูยอดขายรวมจะเพิ่ม 7% ความหมายคือมันผิดปกติมาก บางโรงกลั่นกำไรเพิ่ม 40 เท่า มีข้าราชการผู้ใหญ่ ที่หุ้นเขาราคา 75 บาท แต่ตัวเองถือได้ 10บาท ยิ่งตั้งราคาให้มีกำไรเพิ่มขึ้น หุ้นตัวเองก็ได้กำไรด้วย"

นายโสภณ ในเรื่องน้ำมัน ก็มีเรื่องน้ำมันดิบในต่างประเทศแล้วก็มีการปั่นราคา กินกำไร แล้วเมื่อเอาเข้ามาในประเทศต่างๆ ก็แย่แล้ว แพงมหาศาลเลย แต่ประเทศ ไทยทุกข์ยากกว่านั้นเพราะว่า ผู้ที่ดูแลน้ำมันในประเทศกลับร่วมกันหากินซ้ำไปอีก ในระหว่างที่วุ่นวายเดือดร้อนแทนที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์ ปรากฏว่าสุขอย่างเดียว กำไรขึ้น 7 หมื่นล้านเป็นแสนล้านอย่างนี้ มันไม่มีใครดูแลหรือไง ก็พบว่าคนดูแลได้ประโยชน์จากราคา ไม่ได้ประโยชน์จากราคาต่ำ ได้ประโยชน์จากราคาสูง

สมัยก่อนที่จะมีทุนสามานย์ ถ้าใครจะหากินกับรัฐวิสาหกิจฯ ก็เพียงขอเงินไปตีกอล์ฟเพราะไม่มีหุ้น พอมีหุ้น แทนที่จะไปคุมรัฐวิสาหกิจที่ถูกขายหุ้นไปเป็นบริษัท ก็ ถูกบริษัทคุมและสั่ง วิธีสั่งก็คือผลประโยชน์ร่วม

อดีตผู้บริหารบริษัทบางจาก อธิบายด้วยว่า ถ้าเป็นรายเล็กรายน้อยเจ้าของปั๊มแย่ เพราะโรงกลั่นตั้งราคาสูงให้ขาดทุนไปเรื่อยๆ จะได้ร้องบีบรัฐบาล บีบกระแสข่าว แต่ที่ โรงกลั่นกำไร แต่มาทำภาพค่าการตลาดแย่แล้ว แล้วขึ้นกำไรก็เป็นของตัวเองทั้งสองขา เหมือนราคาอาหารในครัวต้นทุน10 บาท ตั้งราคาหน้าร้าน12บาท แล้วในครัวก็บอก ขาดทุนสองบาท ทั้งที่จริงๆหน้าร้านแล้วในครัวก็เจ้าของเดียวกัน

นายโสภณ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของราคาน้ำมันตอนนี้คือ เราต้องการคนสุจริตมาช่วยดูให้เรา เพราะมันอยู่ในตลาดเก็งกำไร ไม่เอาประโยชน์ทับซ้อนบนความทุกข์ยากของประชาชน ดูอย่างเม็กซิโก เวเนซูเอล่า ถึงได้ยึดคืนกิจการน้ำมันหมด แล้วหนำซ้ำยังไม่ขายให้เอสโซ่ด้วย

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เมื่อน้ำมันดิบเข้ามาในเมืองไทย มันก็มีโรงกลั่น ทำตลาด โรงกลั่นก็มีการกำหนดสูตรราคาที่จะกำหนดยังไงก็ได้ เพราะเราซื้อเป็นน้ำมันดิบ ไม่ได้ซื้อสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ จะตั้งยังไงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอิงราคาจากสิงคโปร์ ทุกวันนี้เราสามารถกลั่นน้ำมันได้มากเกินกว่าความต้องการภายในประเทศ แถมยังส่งไปขายที่ สิงคโปร์ด้วย แต่วันนี้เราตั้งราคาสูงกว่าในสิงคโปร์ถึง 4เหรียญ หมายถึงส่งไปขายถูกกว่าขายในประเทศเสียด้วยซ้ำ

"วิธีแก้ปัญหาราคาน้ำมันขณะนี้ คิดว่าเราควรใช้กลไกทำราคาได้ ถ้าคนคุมกลไกราคาสุจริต"

อดีตผู้บริหารบางจากกล่าว และเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อปี 2546 รัฐบาลได้ตั้งสูตรราคาน้ำมัน แล้วก็ตั้งกองทุนน้ำมันกู้เงินมา แล้วก็สงเงินชดเชยให้บริษัทโรงกลั่น จนกองทุนเป็นหนี้อยู่แสนล้าน เงินประชาชนทั้งนั้นนะ แล้วจากนั้นก็มาเก็บเงินประชาชนคืน ทำมา อย่างนี้ กิจการน้ำมันก็ร่ำรวยมหาศาลจากสูตร


โดย: jenifaae วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:43:05 น.  

 
*นาฬิกาชีวิต (BIOLOGICAL CLOCK)

นาฬิกาชีวิต






*สัมมนาวิชาการ "สื่อกับจิตสาธารณะ"

โดย : คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อ : 29/05/2008 10:37 AM
โครงการสัมมนาวิชาการ40 ปี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
"สื่อกับจิตสาธารณะ"
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

หลักการและเหตุผล
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การสื่อสารมีบทบาทสำคัญในการที่จะทำให้สังคมไทยขับ เคลื่อนไปข้างหน้าและท่ามกลางสภาวะของการขับเคลื่อนไปข้างหน้านี้ ข้อมูลข่าวสารที่แพร่ กระจายผ่านสื่อมวลชนมีความแตกต่างหลากหลายและมักแฝงการสร้างภาพ จนยากที่จะตรวจ สอบได้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การมุ่งในผลประโยชน์ส่วนตนหรือองค์กรจนไม่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความเห็นแก่ตัวโดยปราศจากความพอเพียง

เมื่อสื่อมวลชน สื่อโฆษณา สื่อการตลาด สื่อประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ต่างมุ่งประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก การปลูกฝังเยาวชนให้มีความเอื้อเฟื้อแบ่งปันย่อมไม่เกิดขึ้น องค์กรต่าง ๆ จะขาดจิตใจบริการ สำนึกในหน้าที่ อดทนอดกลั้น อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของจิตสำนึกสาธารณะ และแม้เมื่อข่าวสารจากองค์กรเหล่านั้นจะมีการชูประเด็นสาธารณะอยู่บ้าง ก็ยังเป็นที่น่าเคลือบแคลงว่าเป็น "จิตสำนึกเทียม" หรือไม่ อันเนื่องมาจากความมีผลประโยชน์แฝงเร้น ซึ่งเมื่อได้ผลตอบแทนแล้วก็ปราศจากอุดมการณ์ที่จะสานต่อประโยชน์สาธารณะย่างต่อเนื่อง

โลกยุคใหม่และเสรีประชาธิปไตย ยังทำคนรุ่นใหม่ต้องการสำนึกใหม่ในเรื่องสิทธิและเสรี ภาพมากขึ้นมาก เส้นแบ่งขอบเขตความเป็นส่วนตัวส่วนรวม ทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิงตัวตนชัดเจนขึ้น อย่างน้อยก็รู้ว่าสิทธิของปัจเจกชนจะต้องสอดคล้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น กันกับที่ชุมชนท้องถิ่นเริ่มเรียนรู้จนถึงสำนึกรู้ว่า รัฐและนโยบายพัฒนาที่ผิดพลาดไม่อาจตอบ สนองต่อการแก้ไขปัญหาของกลุ่มพวกและท้องถิ่นตนได้ จำเป็นที่ต้องรวมกลุ่มร่วมมือพึ่งตนเอง รวมถึงการทวงถามสิทธิที่รัฐพึงให้บริการ ความพยายามในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการต่อรองกับนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบถึงตน ดังนั้น จิตสำนึกสาธารณะจึงเป็นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้จากความเป็นจริงทางการเมืองและสังคมของประชาชนพลเมืองเอง ไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูปในหลักสูตรการศึกษาใด ๆ

จะเห็นได้ว่า จิตสำนึกสาธารณะ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคมไทย เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ในทางนิเทศศาสตร์ การศึกษาในเรื่องนี้ยังมีน้อยมาก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านจิตสำนึกสาธารณะ จึงได้จัดทำโครง การวิจัยชุด"จิตสำนึกสาธารณะ" ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คณาจารย์ในคณะฯ ได้พัฒนาศักยภาพตนเอง เน้นการสร้างองค์ความรู้ เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงการแก้ปัญหาและชี้นำสังคม
ในวาระที่คณะนิเทศศาสตร์ ได้ก่อตั้งครบ 20 ปี และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองมหาวิทยาลัยฯ ครบรอบ 40 ปี คณะนิเทศศาสตร์ จึงจัดสัมมนาทางวิชาการ "สื่อกับจิตสาธารณะ" ขึ้น เพื่อเป็นการให้ความรู้ตอบแทนกลับสู่สังคม รวมถึงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ทางด้านวิชาการให้มีความเข้มแข็ง อันเป็นการแสดงถึงศักยภาพทางวิชาการของคณาจารย์ในคณะ ฯ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั่วไป

วัตถุประสงค์
1. เผยแพร่องค์ความรู้ด้านจิตสำนึกสาธารณะ จากผลงานวิจัยของคณาจารย์คณะนิเทศศาสตร์
2. เพื่อสร้างเครือข่ายผู้สนใจการวิจัยและก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ทางการวิจัยด้านนิเทศศาสตร์ระหว่างคณาจารย์และผู้ที่สนใจ

ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา : 150 คน ประกอบด้วย
1. อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯ
2. ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคม (NGO)
3. ผู้แทนจากองค์กรภาครัฐและเอกชน
4. สื่อมวลชน
5. นักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก
6. คณาจารย์/นักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รูปแบบของการประชุมสัมมนา
1. เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยชุดจิตสำนึกสาธารณะ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และ
ประสบการณ์จากการวิจัยของคณาจารย์คณะนิเทศศาสตร์
2. การแสดงความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ/อภิปรายซักถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

ระยะเวลาและสถานที่จัดประชุมสัมมนา
วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2551 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้องประชุมทวี บุญยเกตุ ชั้น 6 (ห้อง 6-1) อาคารสำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

การลงทะเบียน
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมประชุมสัมมนาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสำรองที่นั่งได้ที่
1. คุณนันธิการ์ จิตรีงาม โทรศัพท์ 02-954-7300 ต่อ 445 หรือ 081-6560948
โทรสาร: 02-954-7355
และ Email:star_dao3@hotmail.com2. สำนักงานเลขานุการ คณะนิเทศศาสตร์ 02-954-7300 ต่อ 300, 233, 724
โทรสาร: 02-954-7355


โดย: jenifaae วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:43:31 น.  

 
*การเคลื่อนไหวเพื่อคุ้มครองกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน

โดย : มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.)
เมื่อ : 8/06/2008 12:27 PM

ทำไมจึงต้องคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน

*แรงงานทำงานบ้าน เป็นแรงงานประเภทหนึ่งที่ทำงานใช้กำลังกาย ความสามารถในการทำงาน ไม่ต่างจากแรงงานประเภทอื่นๆ ส่วนที่ต่างกันคือ แรงงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับการคุ้มครองน้อยที่สุด การคุ้มครองทางกฎหมาย ในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ให้ความคุ้มครองแรงงานประเภทต่างๆ แต่มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีข้อยกเว้นการคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านหลายประการจึงทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองในประเด็นสำคัญๆ หลายประการ เช่น ไม่มีการกำหนดค่าแรงที่เป็นธรรม ไม่มีการกำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์เหมือนงานอื่นๆ ไม่มีการกำหนดชั่วโมงการทำงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเวลาสำหรับการพักผ่อน ไม่มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ของสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ ค่ารักษาพยาบาล อาหาร ที่พัก และไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของแรงงานเด็กที่ห้ามทำงานประเภทนี้

การที่ไม่มีการกำหนดมาตรการในการให้ความคุ้มครองแรงงานทำงานบ้าน ส่งผลให้กลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน ไม่ทราบถึงสิทธิที่ควรได้รับหรือไม่ทราบว่าตนเองก็มีสิทธิที่ควรได้รับสวัสดิการต่างๆ เช่นเดียวกับแรงงานกลุ่มอื่นๆ จึงทำให้กลุ่มลูกจ้างทำงานบ้านไม่มีพลังในการเรียกร้องสวัสดิการต่างๆ ประกอบกับภาพลักษณ์ของอาชีพ ที่ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ไร้เกรียติศักดิ์ศรี เป็นอาชีพที่มีฐานะต่ำกว่านายจ้าง ยิ่งเป็นการเสริมแรงให้กลุ่มแรงงานทำงานบ้านไม่กล้าแสดงตนเพื่อเรียกร้องสวัสดิการใดๆ

ที่ไหนๆ ก็ให้ความคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน

จากการศึกษาข้อมูลการรณรงค์ เคลื่อนไหวเรื่องการเรียกร้องให้เกิดการคุ้มครองสิทธิลูกจ้างทำงานบ้าน และมาตรการการให้ความคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศต่างๆ พบว่า สถานการณ์การทำงานของลูกจ้างทำงานบ้านแต่ละประเทศประสบปัญหาต่างๆ คล้ายคลึงกัน คือชั่วโมงการทำงานยาวนาน ปัญหาค่าแรงต่ำ ปัญหาการล่วงละเมิดต่างๆ ในหลายประเทศจึงได้มีความพยายามในการผลักดันให้เกิดการคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านดังนี้

- ชั่วโมงการทำงาน ในบางประเทศการคุ้มครอง แรงงานทำงานบ้านในประเด็นชั่วโมงการทำงานได้ถูกแยกออกมาอย่างชัดเจนจากวิธีปฏิบัติทั่วๆ ไป เช่นในประเทศฟิลิปปินส์และคานาดา (ออนตาริโอ) หรือการบัญญัติกฎหมายแรงงานทั่วไปในประเทศโคลัมเบีย ในบางประเทศไม่ได้กำหนดชั่วโมงการทำงาน แต่พูดถึงชั่วโมงการพักผ่อนแทน ในประเทศเม็กซิโกให้เวลาในการพักผ่อนตั้งแต่ 10-12 ชั่วโมงต่อวัน ในประเทศเปรูให้แรงงานทำงานบ้านมีเวลาพักผ่อน 8 ชั่วโมงจากจำนวนทั้งหมด 24 ชั่วโมง ในประเทศเวเนซุเอลา กฎหมายชี้แจงว่าชั่วโมงการทำงานของแรงงานทำงานบ้านที่พักอาศัยกับนายจ้างให้ตัดสินโดยลักษณะของงานที่ทำ อย่างไรก็ตาม แรงงานทำงานบ้านต้องมีเวลาพักผ่อนอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ชั่วโมง

บางประเทศให้ความสำคัญกับจำนวนชั่วโมงต่อวันมากกว่าจำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์เช่นในคอสตาริกา แต่มอลตา สวาซิแลนด์ แทนซาเนีย เวียดนาม หรือซิมบับเวจะให้ความสำคัญกับจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อวันและต่ออาทิตย์ ในประเทศอัฟริกาได้กำหนดเงื่อนไขโดยมีเวลาพักผ่อน 12 ชั่วโมงระหว่างการสิ้นสุดและเริ่มต้นชั่วโมงการทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง บางประเทศอาจนับชั่วโมงการทำงานเป็นสัปดาห์เช่น ประเทศฝรั่งเศส 40 ชั่วโมง โปรตุเกส 44 ชั่วโมง และสเปน 40 ชั่วโมง

- วันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ กฎหมายบางประเทศได้แยกวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์สำหรับแรงงานทำงานบ้านออกมาจากวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งวันหยุดจะมีน้อยกว่า 24 ชั่วโมง ในประเทศเอกัวดอร์เมื่อทำงานไป 2 อาทิตย์ จะได้หยุด 1 วัน ประเทศโบลิเวียจะให้หยุดพักได้ 6 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งไม่ได้กำหนดวันหยุดที่แน่นอน ในประเทศคอสตาริกามีวันหยุดให้ครึ่งวันโดยนายจ้างเป็นผู้ตัดสินใจ และหยุด 2 ครั้ง/เดือนซึ่งต้องเป็นวันอาทิตย์ กัวเตมาลาและไฮติมีวันหยุดเพิ่ม 6 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์นอกจากชั่วโมงหยุดตามปกติ หรือในประเทศออสเตรียมีวันหยุดแต่ละอาทิตย์โดยตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และให้เริ่มหยุดได้ตั้งแต่บ่ายสองโมงของวันทำงานปกติจนถึงวันรุ่งขึ้นที่จะเริ่มปฏิบัติงานใหม่ และสามารถหยุดวันอาทิตย์ได้ทุกสัปดาห์ หากต้องทำงานวันอาทิตย์ จะได้หยุดอาทิตย์ถัดไปแต่ไม่เกิน 6 ชั่วโมง

ในประเทศฟินแลนด์สามารถหยุดได้มากกว่า 24 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 30 ชั่วโมงติดต่อกัน โดยให้หยุดในวันอาทิตย์ หรืออาจเป็นวันอื่น ในประเทศสเปนให้หยุดได้ 36 ชั่วโมง และ 24 ชั่วโมงติดต่อกันโดยให้หยุดในวันอาทิตย์ และ 12 ชั่วโมง แล้วแต่จะตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ในประเทศโดมินิกันสามารถหยุดได้ 36 ชั่วโมงทั้งวันเสาร์-อาทิตย์ หรือแล้วแต่จะตกลงกัน ในประเทศคานาดา แรงงงานที่ทำงานเป็นผู้ดูแลสามารถหยุดได้ไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมงติดต่อกัน หรือ 12 ชั่วโมงติดต่อกันแล้วแต่ความยินยอมของลูกจ้าง ในประเทศฝรั่งเศส แรงงานทำงานบ้านรวมถึงแรงงานที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้หยุด 24 ชั่วโมงซึ่งเป็นวันอาทิตย์และได้เพิ่มอีกครึ่งวัน ในประเทศอัฟริกาได้หยุด 36 ชั่วโมงติดต่อกัน หรืออาจจะตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรให้หยุดได้ 60 ชั่วโมงติดต่อกัน ทุกๆ 2 สัปดาห์ หรืออาจลดลงเป็น 8 ชั่วโมง สัปดาห์ไหนก็ได้ถ้าชั่วโมงที่จะหยุดสามารถหยุดได้ในสัปดาห์ต่อไป ในบางประเทศ เช่นอาร์เจนตินา ออสเตรีย เปรู ฟิลิปปินส์ ซิมบับเว กฎหมายแรงงานทำงานบ้านมีข้อความเกี่ยวกับการเข้าร่วมพิธีทางศาสนาเพื่อให้มีเวลาทั้งในชั่วโมงการทำงานหรือวันหยุดประจำสัปดาห์ ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีกรรม

- การให้โอกาส พัฒนาทักษะ บางประเทศ เช่นโดมินิกัน เอกัวดอร์ ฝรั่งเศส ไฮติ ฮอนดูรัส นิคารากัว และเปรู ออกกฎหมายให้แรงงานทำงานบ้านมีโอกาสได้เรียนหนังสืออย่างน้อยในระดับประถมศึกษาหรือฝึกอาชีพ หรือเมื่อเจ็บป่วยก็มีสิทธิขออนุญาตนายจ้างไปหาหมอซึ่งสามารถกระทำได้ในชั่วโมงทำงานโดยตกลงกับนายจ้าง ในประเทศเวียดนามแรงงานที่อายุมากจะได้ลดชั่วโมงการทำงานก่อนที่จะเกษียณหรืองานไม่ประจำตามที่รัฐบาลกำหนด

อนาคตอันสดใสของลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) ได้รณรงค์ให้เกิดการคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านมาอย่างต่อเนื่อง และได้มีความพยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เป็นต้นมา กระทั่งปัจจุบันได้ผลักดันให้เกิดร่างกฎกระทรวงร่วมกับคณะทำงานจัดทำข้อเสนอต่อการร่างกฎกระทรวงซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย นักวิชาการ และภาครัฐกระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมกับเครือข่ายแรงงานนอกระบบเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าวไปยังกรกะทรวงแรงงาน และอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำร่างฯ ข้อเสนอที่ยื่นต่อกระทรวงแรงงานเพื่อให้เกิดการคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านประกอบด้วย

1.ค่าตอบแทน ให้มีการกำหนดค่าตอบแทนขั้นต่ำที่เป็นธรรม

2.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดล้อมและสวัสดิการ ให้มีการกำหนดวันหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน ให้นายจ้างจัดหาความจำเป็นพื้นฐานให้แก่ลูกจ้างทำงานบ้านและให้เหมาะสมแก่ฐานานุรูปของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ ที่พักเป็นสัดส่วน ถูกสุขลักษณะ อาหาร ให้จัดสวัสดิการทำบัตรประกันสังคมให้แก่ลูกจ้างทำงานบ้านตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

3.การคุ้มครองสิทธิและการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างทำงานบ้านที่เป็นเด็ก ให้มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของการจ้างงาน โดยห้ามมิให้จ้างแรงงานเด็กทำงานบ้านที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ห้ามให้แรงงานเด็กทำงานบ้านทำงานเกินวันละ 8 ช.ม. และจัดเวลาพักที่เหมาะสม

4.ให้มีการคุ้มครองทางทะเบียน ให้ผู้ว่าจ้างแจ้งสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ว่ามีการจ้างลูกจ้างทำงานบ้านและจัดทำสัญญาจ้างงาน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถติดตามตรวจสอบเพื่อให้การคุ้มครองแก่ลูกจ้างทำงานบ้าน

5.การส่งเสริมและพัฒนาทักษะ ผู้ว่าจ้างต้องอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานบ้านมีโอกาสศึกษาต่อทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ และจัดให้ลูกจ้างทำงานบ้านได้พัฒนาทักษะความสามารถด้วยการให้เข้าฝึกอบรม เวลาที่ลูกจ้างทำงานบ้านใช้ในการอบรม รวมถึงเวลาในการเดินทางไปกลับจากการอบรมให้ถือเป็นเวลาในการทำงานของลูกจ้างทำงานบ้านนั้นด้วย


ความหวังที่ใกล้จะเป็นจริงอีกประการของลูกจ้างทำงานบ้านคือ กระทรวงแรงงานได้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนกำหนดยุทธสาสตร์ ส่งเสริมคุ้มครองและพัฒนาแรงงานนอกระบบ ปี 2550-2554 นับเป็นประวัติศาสตร์ของกระทรวงแรงงานที่ตระหนักต่อความจำเป็นในการมีแผนยุทธศาสตร์เพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาแรงงานนอกระบบ อันเป็นแรงงานที่มีความสำคัญทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่กระทรวงแรงงานพิจารณาคือแรงงานนอกระบบ 6 กลุ่ม 14 อาชีพและกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน ซึ่งอยู่ในกลุ่มแรงงานบริการส่วนบุคคล รวมอยู่ในกลุ่มผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองด้วย


ฝ่ายรณรงค์และเผยแพร่
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.)
http://www.iamchild.org


โดย: jenifaae วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:43:57 น.  

 
*ข้อสังเกตเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมเเละการเเสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อระบอบการปกครองเเบบประชาธิปไตย เนื่องจากว่า สิทธิการชุมนุมหรือรวมตัวของปัจเจกชนนั้นเป็นวิธีการเเสดงออกซึ่งความคิดเห็นในรูปเเบบหนึ่ง สิทธิการชุมนุมนอกจากจะได้รับการรับรองในรับธรรมนูญของนานาประเทศเเเล้วอนุสัญญาหลายฉบับก็รับรองสิทธิการชุมนุมหรือการรวมตัว เช่น ในอนุสัญญา The European Convention for Human Rights1 เเละในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR)2 ซึ่งอนุสัญญานี้ประเทศไทยเป็นภาคีด้วย สังคมไทยที่ผ่านมามีประชาชนใช้เสรีภาพการชุมนุมอยู่หลายครั้ง โดยวัตถุประสงค์ของการชุมนุมเเต่ละครั้งก็เเปรเปลี่ยนไป เช่น ชุมนุมคัดค้านการสร้างเขื่อน การเเปรรูปรัฐวิสาหกิจ การชุมนุมประท้วงราคาพืชผลตกต่ำ การชุมนุมคัดค้านของผู้ประกอบการขนส่ง เป็นต้น เเต่การชุมนุมที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงเเละสร้างความวิตกมากที่สุดคือ “การชุมนุมทางการเมือง” เพื่อขับไล่ผู้นำประเทศไม่ว่าผู้นำนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการทำรัฐประหารก็ตาม ในประเด็นเรื่องการชุมนุมนี้มีข้อสังเกตบางประการดังนี้

เสรีภาพในการชุมนุมมิใช่เป็นสิทธิหรือเสรีภาพที่ไม่มีข้อจำกัดหรือไม่มีขอบเขต

ในบรรดาสิทธิเเละเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง มีเพียงเสรีภาพในการนับถือศาสนา (Freedom of religion) เท่านั้นที่เป็นเสรีภาพอย่างสมบูรณ์เด็ดขาด (absolute right) หมายความว่า รัฐจะตรากฎหมายออกมาจำกัดเสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชนไม่ได้ ส่วนเสรีภาพในการชุมนุมเเละเสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็นของบุคคลเเละสื่อมวลชนมิได้เป็นเสรีภาพที่เด็ดขาด (non-absolute right)3 อย่างเสรีภาพในการนับถือศาสนา ฉะนั้น รัฐจึงตรากฎหมายเพื่อจำกัดเสรีภาพของประชาชนได้

ส่วนบรรดาสิทธิเสรีภาพต่างๆที่รัฐธรรมนูญรับรองนั้นล้วนเเล้วเเต่เป็นสิทธิที่ไม่เด็ดขาดหมายความว่า รัฐอาจตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเช่นว่านั้นได้ เพียงเเต่รัฐธรรมนูญได้วางเงื่อนไขการจำกัดสิทธิเเละเสรีภาพว่าต้องเป็นไปตามกฎหมายเเละเท่าที่จำเป็นเเละจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญเเห่งสิทธิเเละเสรีภาพนั้นมิได้ (มาตรา 29 วรรคหนึ่ง) นอกจากนี้แล้ว รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 28 ยังบัญญัติอีกด้วยว่า “บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” ฉะนั้น การใช้สิทธิและเสรีภาพของตนต้องคำนึงถีงสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นๆที่อยู่ร่วมกันในสังคมอีกด้วย

สรุปก็คือ รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพอยู่สองประเภท คือ สิทธิหรือเสรีภาพที่สมบูรณ์ซึ่งรัฐไม่สามารถออกกฎหมายมาจำกัดได้เลย ตัวอย่างของเสรีภาพที่ว่านี้มีประเภทเดียวคือ เสรีภาพในการนับถือศาสนา ส่วนเสรีภาพในการชุมนุมเป็นเสรีภาพเเบบไม่เด็ดขาด รัฐออกกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้

เงื่อนไขการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนุญมาตรา 63 วรรคเเรกกำหนดเงื่อนไขในการชุมนุมอยู่สองประการคือ ประการเเรก การชุมนุมนั้นต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ (peacefully) เเละประการที่สอง การชุมนุมนั้นต้องปราศจากอาวุธ คำว่า “อาวุธ” นี้ต้องตีความว่า มิได้จำกัดเฉพาะอาวุธในความหมายปกติทั่วไปเช่น ปืน ระเบิด มีด เเต่รวมถึงสิ่งของที่สามารถใช้เยี่ยงอาวุธได้ด้วย

การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมทำได้หรือไม่

อย่างที่กล่าวมาในตอนต้น เฉพาะ “เสรีภาพในการนับถือศาสนา” เท่านั้นที่รัฐธรรมนูญรับรองอย่างสมบูรณ์ว่า รัฐไม่อาจจำกัดเสีรีภาพในการนับถือศาสนาได้ นอกนั้นรัฐสามารถจำกัดเสรีภาพหรือสิทธิได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 63 วรรคสองยังได้บัญญัติอีกว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง (เสรีภาพในการชุมนุม) จะกระทำมิได้ เว้นเเต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติเเห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะเเละเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนใช้ที่สาธารณะ…” กล่าวโดยสรุปก็คือ รัฐสามารถจำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนได้หากการจำกัดเสรีภาพนั้นมีวัตถุประสงค์ “เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนใช้ที่สาธารณะ” “ที่สาธารณะ” หมายถึงที่ที่ประชาชนสามารถใช้ร่วมกันได้

นอกเหนือไปจาก “การคุ้มครองความสะดวกของประชาชนใช้ที่สาธารณะ” เเล้ว ในวรรคสองยังได้กำหนดอีกว่า ในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ในระหว่างที่มีการประกาสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการประกาศกฎอัยการศึกก็สามารถจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้4

กฎหมายบางประเทศอย่าง The Public Order 1987 ของประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือในมาตรา 3 ได้กำหนดเงื่อนไขบางประการของการชุมนุมหรือเดินขบวน เช่น แกนนำผู้ชุมนุมต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเกี่ยวกับวันและเวลา จำนวนผู้เข้าร่วมและเส้นทางสัญจรที่จะใช้ ล่วงหน้า 7 วันก่อนการชุมนุมหรือเดินขบวน

นอกจากนี้การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมนั้นยังสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง (ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี) โดยมาตรา 21 บัญญัติว่า “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายเเละเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์เเห่งความั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิเเละเสรีภาพของบุคคลอื่น”

สรุปก็คือ ทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 เเละ ICCPR ต่างรับรองตรงกันว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมนั้น มิได้เป็นสิทธิเสรีภาพที่ไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สิทธิเสรีภาพนั้นต้องไม่กระทบต่อสิทธิเเละเสรีภาพของบุคคลอื่นด้วย

เสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองของบุคคลมีข้อจำกัดหรือไม่

เช่นเดียวกับเสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในเเสดงความคิดเห็นทั้งของบุคคลเเละสื่อมวลชนล้วนเป็นสิ่งสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากความคิดเห็น (opinion) เป็นสิ่งตกติดมากับมนุษย์ การเเสดงออกซึ่งความคิดเห็นของมนุษย์จะช่วยให้สังคมได้มีการเเลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น ได้อภิปราบเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ การยอมรับให้บุคคลสามารถเเสดงความคิดเห็นได้เป็นการยอมรับว่ามนุษย์เป็น “ผู้ทรงสิทธิ” ที่กฎหมายคุ้มครอง สิทธิในการเเสดงความคิดเห็นนี้เป็นผลพวงมาจาก “ยุคความสว่างไสวเเห่งปัญญา” ที่เรียกว่า “Enlightenment” ในยุโรป

อย่างไรก็ดี เสรีภาพในการเเสดงความเห็นนั้นมิได้เป็นเสรีภาพที่ไม่มีข้อจำกัดอย่างเสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็นของบุคคลเเละสื่อย่อมมีข้อจำกัดด้วย รัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรคเเรกบัญญัติว่า “บุคคลย่อมีเสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาเเละการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” เเละวรรคสองบัญญัติว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นเเต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติเเห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น…..” กล่าวโดยย่อก็คือ เสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็นมิได้เป็นเสรีภาพที่เด็ดขาดสมบูรณ์ เเต่เป็นเสรีภาพที่รัฐสามารถจำกัดได้ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ดังนั้น การใช้เสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายด้วย

การเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่างจากการปลุกระดมทางการเมือง

ในสังคมระบอบประชาธิปไตยที่เเท้จริงในนานาอารยะประเทศ ประชาชนเเละสื่อสามารถเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือวิจารณ์การบริหารประเทศเเละนโยบายของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ เเละรัฐเองก็ควรสนับสนุนด้วย ตราบเท่าที่การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอยู่ภายใต้กฎหมายเเละไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งการเเสดงความเห็นทางการเมืองนั้นต่างจากการปลุกระดมทางการเมือง ซึ่งประชาชนจะต้องเเยกความเเตกต่างอันนี้ให้ได้

บทส่งท้าย

เสรีภาพในการชุมนุมเเละการเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเสรีภาพที่จำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตยเเละเป็นเรื่องที่รัฐควรส่งเสริม เเต่มิได้หมายความว่า การใช้เสรีภาพดังกล่าวจะใช้เมื่อใดก็ได้ ที่ไหนก็ได้ วิธีการใดก็ได้ แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายด้วย เกือบทุกครั้งที่มีการชุมนุมทางการเมืองมักจะมีการอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ เเต่อย่าลืมว่า เสรีภาพในการการชุมนุมเเละเสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็นของบุคคลเเละสื่อมวลชนนั้น รัฐธรรมนูญรับรองต่างจากเสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยเสรีภาพในการนับถือศาสนานั้นเป็นเสรีภาพประเภทเดียวที่เป็นเเบบสมบูรณ์เด็ดขาด รัฐจะจำกัดไม่ได้ ในขณะที่เสรีภาพในการชุมนุมเเละการเเสดงความคิดเห็นนั้นเป็นเสรีภาพที่ไม่เด็ดขาดรัฐสามารถจำกัดได้ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ สังคมไทยกำลังเดินอยู่บนทางสองเเพร่งระหว่างการปกครองด้วย “กฎหมายเป็นใหญ่” หรือ “The Rule of Law” หรือ “ผู้ชุมนุมประท้วงเป็นใหญ่” หรือ “Mob Rule” สังคมไทยจะเลือกเดินทางไหนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนไทยทั้งประเทศ

หวังว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเเละเเสดงความคิดเห็นควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่าให้ถึงกับต้องเปลี่ยนจากหลักที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” มาเป็น “อำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ชุมนุมประท้วง” เเละเปลี่ยนจากหลักที่ว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ” มาเป็น “ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมประท้วงเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใดจะมาขัดหรือเเย้งต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมประท้วงมิได้”

เชิงอรรถ

1 มาตรา 11 วรรคหนึ่งบัญญติว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะชุมนุม (หรือรวมตัว) โดยสงบ….” (Everyone has the right to freedom of peaceful assembly…)

2 มาตรา 21 ของ ICCPR บัญญัติติว่า “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง” (The right of peaceful assembly shall be recognized.)

3 Brian P. White, WALKING THE QUEEN'S HIGHWAY: PEACE, POLITICS AND PARADES IN NORTHERN IRELAND, San Diego International Law Journal ,2000, p.176

4 อย่างที่ได้ที่คณะรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ได้ออกประกาศฉบับที่ 7 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง หลังจากที่คณะรัฐประหารประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งเเต่วันที่ 19 กันยายน

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 3/6/2551





*5 คำถามข้องใจในภาวะ 'โลกร้อน' โดย ผู้จัดการออนไลน์
1.ถ้าหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันนี้โลกจะหายร้อนเมื่อไหร่
ไม่มีทางทำให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้ ทำได้เพียงชะลอให้ช้าลงหรือพยายามคุมไม่ให้เปลี่ยนมากเกินขีดที่เราจะปรับตัวได้ ถึงเราจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนทั้งหมดและหยุดใช้พลังงานฟอสซิลตั้งแต่วันนี้ ก๊าซคาร์บอนำดออกไซด์จะไม่หยุดและโลกยังคงร้อนอยู่เพราะมีโมเนตัม มีแรงเฉื่อย มีการคงค้างในอากาศอยู่และเพิ่มขึ้นจนไปหยุดนิ่งราวๆ ปี 2623 และแผ่นดินที่เป็นน้ำแข็งก็ยังคงละลายเรื่อยๆ แล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แม้หยุดเผาน้ำมันวันนี้ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะหยุดละลาย
2.อากาศในกรุงเทพฯ ที่ร้อนขึ้นและมีหน้าหนาวสั้นลงเป็นผลจากโลกร้อนหรือไม่
โลกร้อนไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เป็นเรื่องของปรากฏการณ์ 'โดมความร้อน' (Heat Island) ซึ่งเกิดจากความร้อนที่ระบายจากอาคาร โดยอาคารส่วนใหญ่ออกแบบให้สะท้อนความร้อนออกไปข้างนอก ความร้อนที่สะท้อนออกมาจะสะสมในตัวเมืองเนื่องจากไม่สามารถระบายออกไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นเหมือนโดมที่ครอบกรุงเทพฯ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งในฤดูหนาวและฤดูร้อน โดยมีวงจรที่ความร้อนจะระบายในช่วงกลางคืนแล้วเพิ่มขึ้นใหม่ในช่วงกลางวัน ดังนั้นโลกไม่ต้องร้อนเมืองก็ร้อนขึ้นได้
3.'นาข้าว' เป็นอีกตัวการสำคัญของปัญหาโลกร้อนหรือไม่
นาข้าวปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกอีกชนิด โดยการปลูกข้าวแบบน้ำท่วมขังทำให้ดินขาดออกซิเจน ซากพืชที่เน่าเปื่อยและแบคทีเรียบางชนิดจึงปล่อยก๊าซมีเทนออกมา แต่เชื่อว่าเป็นประเด็นเล็กน้อยเพราะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 20 ปีที่ผ่านมาปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวทั่วโลกคงที่ แต่คาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานนั้นเพิ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากภาคพลังงานมากกว่า และเป็นการโจมตีทางด้านการเมืองที่ไม่ค่อยเป็นธรรม ซึ่งการแก้ปัญหาที่ภาคพลังงานจะได้ผลมากกว่า
4.'แจกต้นไม้-ปลูกต้นไม้' ลดโลกร้อนได้ผลดีแค่ไหน?
การแจกต้นไม้เป็นการรณรงค์สร้างความตระหนัก แต่อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่อยากได้เพราะยังไม่ทราบว่าครึ่งหนึ่งของต้นไม้ที่แจกไปนั้นจะได้ปลูกหรือไม่ และแม้ว่าการปลูกต้นไม้จะเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน แต่การปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจกและมลพิษต่างๆ ต้องใช้ต้นไม้ใหญ่ ต้องเป็นการสร้างป่ามิใช่เพียงการปลูกสวน และการปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้นช่วยอะไรไม่ได้มาก ต้องใช้ต้นไม้เป็นพันเป็นหมื่นล้านต้น แต่อย่างน้อยการปลูกต้นไม้ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
5. ลดใช้ถุงพลาสติกช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไร?
พลาสติกไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรงของก๊าซเรือนกระจก แต่ทำให้ขยะเพิ่มขึ้นและทำให้โอกาสในการเกิดสภพาขาดออกซิเจนในที่ฝังกลบมีสูง อันเป็นสาเหตุของการเกิดก๊าซมีเทน อีกอย่างคือกระบวนการผลิตพลาสติกนั้นต้องใช้พลังงานเยอะ แม้แต่นำมารีไซเคิลก็ต้องใช้พลังงานเยอะ ซึ่งนำไปสู่การเกิดก๊าซเรือนกระจกโดยไม่จำเป็น
เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งในหนังสือ 'โลกร้อน-มหันภัยหรือเข้าใจผิด' โดย ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สำนักพิมพ์มาร์ส พับลิชชิง


โดย: jenifaae วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:44:23 น.  

 
*ชนบทศึกษากับกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคโลกาภิวัตน์

กำหนดการสัมมนา เรื่อง

“ชนบทศึกษากับกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคโลกาภิวัตน์

วันที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 08.30- 17.00น.

ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคาร 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่





*เสวนา กระตุ้นนักอ่านเปิดใจ ทำไมชอบอ่าน?

นางชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการใหม่ล่าสุด ของสมาคมนักเขียนฯ เพื่อกระตุ้นวงการนักอ่านในประเทศให้คึกคัก โดยจะจัดเสวนาต่อเนื่อง สำรวจใจนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ในหัวข้อ “อ่านอะไร ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร” โดยระดมพลนักอ่านแฟนนิตยสารประเภทต่างๆ มาร่วมกันเสวนาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือประเภทที่ชอบ และมุ่งหวังให้มีหนังสือเป็นอย่างไร ในประเด็นสำคัญคือ

อ่านอะไร ?(ในความหมายถึง ทั้งนิตยสาร และในหนังสือเล่มโดยทั่วไป)
อ่านทำไม?
อ่านแล้วได้อะไร?
และคาดหวังจะอ่านอะไรต่อไปในอนาคต?

ในการเสวนาจะจัดขึ้น ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย บ้านเลขที่ ๓๑ ซอยเทวรัตน์ ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ๓๓ บางซื่อ กรุงเทพฯ โดยนายกสมาคมนักเขียนฯ ขอเชิญชวนบรรณาธิการและนักอ่านเข้าร่วมเสวนาเปิดใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฐานะนักอ่าน ซึ่งจัดทั้งหมด ๕ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ คน
โดย ได้จัดแบ่งกลุ่มนักอ่านตามประเภทของนิตยสาร ดังนี้

ครั้งที่ ๑ นักอ่านแฟนพันธุ์แท้เรื่องสังคมและการเมือง
แฟนของ มติชนสุดสัปดาห์/เนชั่นสุดสัปดาห์/กรุงเทพธุรกิจ/สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์/ โวต /ฟ้าเดียวกัน/ ฯลฯ และนักอ่านทั่วไป)

วันเสาร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ (๑๓.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น.)
ติดต่อสอบถามและสมัครเข้าร่วมเสวนาได้ที่ ผู้ประสานงาน ขจรฤทธิ์ รักษา
๐๘๑-๖๙๒๓๑๔๒ หรือที่เจ้าหน้าที่สมาคมฯ สราวุธ ๐๒-๙๑๐๙๕๖๕

ดำเนินรายการ โดย เจน สงสมพันธ์/จตุพล บุญพรัด

ครั้งที่ ๒ นักอ่านแฟนพันธุ์แท้เรื่องชีวิตร่วมสมัยและชีวิตนอกกรอบ (วรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี เพลง หนัง)
แฟนของ ไฟน์อาร์ต /ศิลปวัฒนธรรม/ อักษรสาร/ อะเดย์/อันเดอร์กราวด์/อ่าน/ ไบโอสโคป/ ฟิล์มแมก/ ฟิ้ว/ ดีดีที/ สีสัน /แฮมเบอร์เกอร์ /เวย์ / ลัช / ราหูอมจันทร์ / ช่อการะเกด/รูม /บ้านและสวน ฯลฯและนักอ่านทั่วไป

จัดวันอาทิตย์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ (๑๐.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. อาหารกลางวันฟรี)

ติดต่อสอบถามและสมัครเข้าร่วมเสวนาได้ที่ ผู้ประสานงาน เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ ๐๘๙-๙๒๗๓๑๙๖ หรือที่เจ้าหน้าที่สมาคมฯ สราวุธ ๐๒-๙๑๐๙๕๖๕

ดำเนินรายการ โดย รักษ์มนัญญา และเพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ

ครั้งที่ ๓ สำหรับนักอ่านแฟนพันธุ์แท้หัวใจวัยรุ่นและหนุ่มสาวทันสมัย

แฟน ออล/เซเว่นทีน/โคโคโร/ เล่มโปรด / ลิซ่า/ เฟิร์ส/ ชีส / อินแมกกาซีน/ เดอะบอย/ คลีโอ/ จีเอ็ม / เอสไควร์ /ครัช /แพรวสุดสัปดาห์/ อินสไตล์ /มาร์/ ฯลฯ และนักอ่านทั่วไป/

จัดวันเสาร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๑ (๑๐.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. อาหารกลางวันฟรี)

ติดต่อสอบถามและสมัครเข้าร่วมเสวนาได้ที่ ผู้ประสานงาน เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ ๐๘๙-๙๒๗๓๑๙๖ หรือที่เจ้าหน้าที่สมาคมฯ สราวุธ ๐๒-๙๑๐๙๕๖๕
ดำเนินรายการเสวนา โดย เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ/พินิจ นิลรัตน์

ครั้งที่ ๔ สำหรับนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ เรื่องชีวิต โลดโผน เริงรมย์ แฟน บางกอก/ทานตะวัน/คู่สร้างคู่สม/ภาพยนตร์บันเทิง/แปลก/กอซซิบ/ชีวิตจริง/ต่วยตูน / ฮู(who) / ซู (Zoo) ฯลฯ ดาราและนักอ่านทั่วไป

จัดวันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๑ (๑๐.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. อาหารกลางวันฟรี)

ติดต่อสอบถามและสมัครเข้าร่วมเสวนาได้ที่ ผู้ประสานงาน สัมพันธ์ ก้องสมุทร
๐๘๙-๔๔๑๓๙๗๘ หรือที่เจ้าหน้าที่สมาคมฯ สราวุธ ๐๒-๙๑๐๙๕๖๕
ดำเนินรายการเสวนา โดย ธาดา เกิดมงคล สัมพันธ์ ก้องสมุทร

ครั้งที่ ๕ สำหรับนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ เรื่องชีวิต ครอบครัว สาระบันเทิง

แฟน แพรว/ดิฉัน/พลอยแกมเพชร/ขวัญเรือน/สกุลไทย /กุลสตรี/หญิงไทย/สารคดี /ฅ ฅน /ลิปส์ ฯลฯ และนักอ่านทั่วไป)

จัดวันเสาร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๑(๑๐.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. อาหารกลางวันฟรี)

ติดต่อสอบถามและสมัครเข้าร่วมเสวนาได้ที่ ผู้ประสานงาน กนกวลี พจนปกรณ์ ๐๘๗-๐๕๔๒๑๗๐ หรือที่เจ้าหน้าที่สมาคมฯ สราวุธ ๐๒-๙๑๐๙๕๖๕

ดำเนินรายการเสวนา โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง กนกวลี พจนปกรณ์

หลังจากเสวนาทั้ง 5 ครั้งแล้ว สมาคมฯ จะจัดอภิปรายใหญ่อีกครั้งในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ การจัดเสวนาครั้งนี้ นับเป็นการประเดิมการสัมมนานักอ่านกรุงเทพฯ หลังจากนั้นจะมีการสัมมนาแบบเดียวกันนี้ในส่วนภูมิภาคอีก โดยเวียนจัดไปตามองค์กรนักเขียนหรือสถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาคที่ให้ความสนใจจะจัดร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อปลุกเร้าให้เกิดความตื่นตัวในหมู่นักอ่าน หลังจากที่ปี ๒๕๕๐ ได้มีการปลุกกระแสวงการวรรณกรรมด้วยการจัดสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาคมาแล้ว

ติดต่อขอจองเข้าร่วมเสวนาได้ที่สราวุธ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ๐๒-๙๑๐๙๕๖๕/๐๘๔-๐๑๕๘๕๓๔ (เสวนาระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. ยกเว้นครั้งแรก ๑๓.๐๐-๑๗.๐๐ น.อาหารว่างและอาหารกลางวัน ฟรี)

ติดตามรายละเอียดได้ที่
ใน http://www.thaiwriterassociation.org/newsread.php?id=150


โดย: jenifaae วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:21:31:35 น.  

 
*สัมมนา:'ชนบทศึกษากับกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคโลกาภิวัตน์'

วันที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 08.30- 17.00น.
ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคาร 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน
9.00 - 9.45 น. เปิดประเด็นชนบทศึกษาในรอบ 30 ปี “มองย้อนการทำวิจัยบ้านสันโป่งเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมากับพลวัตของชนบทในปัจจุบัน” โดย อ. อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

9.45 - 10.00 น. ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
10.00 - 10.15 น. พักรับประทานของว่าง
10.15 - 10.55 น. การนำเสนอเรื่อง “ชนบทศึกษาในโลกสมัยใหม่” โดย อ.จามะรี เชียงทอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
10.55 - 11.15 น. ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
11.15 – 12.00 น. การนำเสนอเรื่อง “เกษตรอุตสาหกรรมกับชีวิตชาวนาในพันธะสัญญา” โดย อ.วัฒนา สุกัณศีล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
12.00 – 12.15 น. ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วงเช้าดำเนินรายการ โดย อ.วสันต์ ปัญญาแก้ว คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
13.00 – 13.45 น. การนำเสนอเรื่อง “แรงงานนอกระบบในระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น” โดย อ.เสาวลักษณ์ ชายทวีป คณะศิลปศาสตร์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
13.45 – 14.00 น. ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
14.00 – 14.15 น. พักรับประทานของว่าง
14.15 – 14.55 น. การนำเสนอเรื่อง “ผู้หญิงกับกระบวนการกลายเป็นแรงงาน” โดย อ.นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
14.55 – 15.15 น. ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
15-15 – 16.00 น. การนำเสนอเรื่อง “สหภาพแรงงานนิคมอุตสาหกรรมลำพูน: ประสบการณ์และความท้าทาย” โดย อ.วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
16.00 – 16.15 น. ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
16.15 – 17.00 น. สรุป ตั้งประเด็น คำถามสำคัญในการศึกษาชนบท โดย อ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ช่วงบ่ายดำเนินรายการโดย อ.ขวัญชีวัน บัวแดง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่






*หุ่นยนต์แห่งการเรียนรู้ฝีมือคนไทย

หุ่นยนต์ 'Edu-robot' หุ่นยนต์การเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเท่ามนุษย์ พัฒนาโดยนายนิรุจน์ กวีวัฒน์ นักวิชาการระดับ 4 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับบริษัท Xtreme-plus โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวมีความสามารถในการแสดงผลข้อมูลต่างๆ ที่ได้ลงโปรแกรมไว้ผ่านจอมอนิเตอร์ขนาด 26 นิ้ว ข้อมูลเป็นภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ประกอบกับการบรรยายผ่านเสียงที่บันทึกไว้ เบื้องต้นจะเสนอข้อมูลความเป็นมาของ อพวช. รวมทั้งความเป็นมาของไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ ผีเสื้อ โครงกระดูกมนุษย์ เป็นต้น ทั้งนี้ งบประมาณในการพัฒนาราว 2 แสนบาท ชมหุ่นยนต์ได้ภายในมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 8-22 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค บางนา

*งานสัมมนาเรื่องส่งเสียง...เสี่ยงภัย อันตรายจากนอนกรน

ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมค้นหาความจริงในงานสัมมนาเรื่อง
ส่งเสียง...เสี่ยงภัย อันตรายจากนอนกรน

วิทยากร
นายแพทย์ธนาวุฑฒ์ โสภักดี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต คอ นาสิก

คุณมีปัญหาแบบนี้บ้างไหม?
- แย่จังเลย... เดี๋ยวนี้ขี้ลืม สมองตื้อ คิดอะไรไม่ค่อยออก
- ทำไมน่ะ... รู้สึกง่วงนอนเหมือนนอนไม่อิ่ม ไม่สดชื่น ทั้งที่ไม่ได้นอนดึก
- มีคนบอกว่า... ผมนอนกรนเสียงดัง
- หมอบอกว่า... ผมเป็นโรคนอนกรน ชนิดที่มีอันตราย
- แน่นจมูกอยู่เรื่อย... ทั้งตอนกลางวัน และกลางคืน

อย่าไว้ใจอาการเหล่านี้...หากเกิดกับคุณ... ไม่เป็นเรื่องธรรมชาติ

มาร่วมค้นหา
- นอนกรน มีสาเหตุมาจากอะไร?
- ผลเสียต่อสุขภาพ และอันตรายจากการนอนกรน
- ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ
- นอนกรนรักษาหายหรือไม่?

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2551
เวลา 09.00-12.00 น.
ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 7 รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์
สำรองที่นั่ง โทร 02-731 7000 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)


โดย: jenifaae วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:21:32:16 น.  

 
*รางวัลสำหรับคุณแม่สู้ชีวิต

เป็นประจำทุกปี ที่มหาวิทยาลัยมหิดลจะจัดงาน 'มหิดล-วันแม่' ซึ่งสาระสำคัญนอกจากเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาแล้ว ยังมีพิธีมอบรางวัลแก่แม่สู้ชีวิต ซึ่งทุกท่านได้รับประทานรางวัลจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านไป ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

สำหรับรางวัลแม่สู้ชีวิต 4 ภาค มหาวิทยาลัยมหิดลจัดตั้งรางวัล 'แม่สู้ชีวิต' ขึ้น เพื่อตอบแทนพระคุณแม่ที่ได้อุทิศชีวิตต่อสู้เพื่อลูกตลอดมา รางวัลมี 2 ประเภท คือ แม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกปกติ และ แม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกพิการ คัดเลือกจากแม่สู้ชีวิต 180 รายทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้ารับประทานรางวัลดังนี้

รางวัลแม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกปกติ 4 ภาค

- ภาคกลาง ได้แก่ แม่มาลี ไพบูลย์ผล จังหวัดสุพรรณบุรี แม่ของลูก 8 คน กว่าลูกจะเติบโตเลี้ยงตัวเองได้อย่างวันนี้ แม่ต้องต่อสู้กับความยากจน และเคราะห์กรรม ทั้งไฟไหม้บ้าน ถูกโจรปล้น แต่แม่ไม่ท้อ ยังทำงานหนักเยี่ยงชาย ความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด อดทน และกตัญญู คือ คุณความดีที่แม่ถ่ายทอดให้ลูก

- ภาคเหนือ ได้แก่ แม่เซี่ยม วงษ์บูรณาวาทย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ สามีเสียชีวิตตั้งแต่ลูกคนเล็กอายุ 1 ขวบ แม่จึงต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ ด้วยความบากบั่น และชาญฉลาด ลูกทุกคนจึงถูกฝึกให้ค้าขาย มีความรับผิดชอบ เกือบ 50 ปีแล้วที่แม่ต่อสู้กับความเหนื่อยยาก วันนี้ร่างกายแม่จึงอ่อนล้า

- ภาคอีสาน ได้แก่ แม่ทุมมา ยมยิ่ง จังหวัดยโสธร มีฐานะยากจน อาชีพหาของป่า เห็ด หน่อไม้ ผัก แม่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกวันเพื่อหาของป่ามาขาย ต้องหาบข้ามหมู่บ้านเพื่อแลกข้าว อาหาร มาเลี้ยงลูก หนทางไกลกว่า 10-15 กิโลเมตร แม้วันนี้สุขภาพแม่จะไม่แข็งแรง เพราะแม่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่แม่ก็สามารถส่งเสียให้ลูกสำเร็จการศึกษาระดับปริญญา ซึ่งเป็นสิ่งตอบแทนที่แม่ภาคภูมิใจ

- ภาคใต้ ได้แก่ แม่ถนอม คงมาก จังหวัดสงขลา แม่ของลูกชายหญิง 11 คน มีอาชีพทำนา ขายปลา ขายผักสด หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่รายได้ก็ไม่เพียงพอ จึงต้องดิ้นรนหางาน ย้ายถิ่นฐาน จนมารับปลาจากสะพานปลาขาย แสนเหนื่อยยากกว่าจะเลี้ยงลูกทั้ง 11 คน ให้เติบโต กินอิ่มนอนหลับ มีการศึกษาเลี้ยงตัวเองได้ดีในวันนี้

รางวัลแม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกพิการ 4 ภาค

- ภาคกลาง ได้แก่ แม่ศศิวัลย์ บุญชม กรุงเทพฯ แม่ของลูกฝาแฝดที่ตาบอด 2 ข้างทั้ง 2 คน วันนี้ลูกอายุเพียง 1 ขวบ 3 เดือน ทุกวันแม่เลี้ยงดูและถ่ายทอดสัมผัสรักจากหัวใจของแม่ แม่จะอดทนดูแลลูกรักไปจนกว่าลูกจะเติบใหญ่

- ภาคเหนือ ได้แก่ แม่ทิฆัมพร ใจหล้า จังหวัดเชียงราย 'แม่จะอดทนสู้เพื่อลูก' นี่คือปณิธานจากหัวใจรักของแม่ที่คอยเป็นพลังให้แม่ต่อสู้ ทุกครั้งที่ออกไปทำงานแม่ต้องแบกลูกไว้กับบ่า หากินด้วยความเหนื่อยยาก กว่าจะได้แต่ละบาท เพื่อเลี้ยงดูลูก ... เรา 2 คนแม่ลูกจะต่อสู้ไปด้วยกัน

- ภาคอีสาน ได้แก่ แม่กอง ผ่านสำแดง จังหวัดร้อยเอ็ด แม่ของลูก 10 คน อาชีพทำนา ฐานะยากจน การเลี้ยงลูกทั้ง 10 คนให้ตลอดรอดฝั่งก็ยากยิ่ง และ 1 ใน 10 คน พิการด้วยโรคโปลิโอตั้งแต่วัยเยาว์ กว่า 40 ปีแล้วที่แม่ต้องอุ้มลูกอาบน้ำ ป้อนข้าว เช็ดปัสสาวะ อุจจาระ แม้อายุแม่เกือบ 80 ปีแล้ว แต่หน้าที่แม่ไม่มีวันเกษียณ วันนี้แม่ยังต้องทำหน้าที่ที่เหนื่อยยาก ห่วงแต่ว่า เมื่อวันหน้าไม่มีแม่แล้วชีวิตลูกจะอยู่ได้อย่างไรหนอ

- ภาคใต้ ได้แก่ แม่มิน๊ะ สังหาด จังหวัดสงขลา แม่ของ ด.ช.หร่อหยา สังหาด ซึ่งขณะอายุ 8 ขวบ พิการจากอุบัติเหตุหกล้ม กระดูกสันหลังหัก ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัว ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ แม่ต้องดูแลอุ้มอาบน้ำ ดูแลการขับถ่าย ซักผ้า หาข้าวให้รับประทาน มีอาชีพทำปลาเล็กปลาน้อย มีรายได้เพียงวันละ 30-35 บาท....25 ปีแล้ว ที่แม่เหนื่อยยาก กว่าลูกจะช่วยเหลือตัวเองได้อย่างวันนี้ แม่ไม่เคยทิ้งให้ลูกต้องต่อสู้ตามลำพัง นี่คือบทพิสูจน์หัวใจรักของแม่มิน๊ะ สังหาด

บุญคุณแม่จึงนับว่าใหญ่หลวง ดังเนื้อเพลงที่ว่า จะเอาโลกมาทำปาก เอานภามาแทนอากาศ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกมาวาด ประกาศพระคุณไม่พอ...


โดย: jenifaae วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:21:32:54 น.  

 
*การอบรม เรื่อง "การกัดเซาะชายฝั่ง:แผ่นดินที่สูญเสียไปใครเป็นต้นเหตุ?"

กลไกการเปลี่ยนแปลงทางทะเลและวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง กับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของไทย เพื่อหยุดการสูญเสีย

มาเรียนรู้ร่วมกันกับโครงการ "เปิดโลกลานเกียร์"

ขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552
เวลา 09.30 - 16.00 น.

ณ ห้อง 213 อาคาร 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์

ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สมัครเข้าร่วมผ่านหน้าเว็บ

สอบถามรายละเอียด ได้ที่ 02-218-6344


21 ก.พ. 52 09.30-16.00 น. การกัดเซาะชายฝั่ง:แผ่นดินที่สูญเสียไป ใครเป็นต้นเหตุ
โดย อ.บุศวรรณ บิดร
เป็นการบรรยายเชิงปฏิบัติการ สำหรับประชาชนทั่วไป / ชุมชน จ.สมุทรปราการ
ณ ห้อง 213 อาคาร 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
จำนวน 30 คน


21 มี.ค. 52 09.00-16.00 น. เทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซล
โดย อ.ดร.เจิดศักดิ์ ไชยคุนา
เป็นการบรรยายเชิงปฏิบัติการ สำหรับ SMEs/ประชาชนทั่วไป
สถานที่ ยังไม่ระบุ
จำนวน 50-100 คน

สมัครผ่านหน้าเว็บ
ดาวน์โหลดใบสมัคร
แฟ้มภาพกิจกรรม
เกี่ยวกับเรา ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

สามารถติดต่อได้โคยตรงที่
คุณนาฏยา บุญช่วยฉัน ศูนย์บริการวิชาการ
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 02-218-6344 โทรสาร 02-218-6404
อีเมลล์ larngear@eng.chula.ac.th




*International Symposium "Buddhism in German Philosophy and Literature: An Intercultural Dialogue"

Centre for European Studies at Chulalongkorn University

and

Goethe-Institut Bangkok

in cooperation with

Center for Ethics of Science and Technology

and Thousand Stars Foundation
organise

International Symposium

"Buddhism in German Philosophy and Literature:

An Intercultural Dialogue"


6 – 7 February 2009

Room 105, Maha Chulalongkorn Building, Chulalongkorn University

Programme

Friday 6 February 2009

8.00 – 8.45 Registration

8.45 – 09.15 Asst. Prof. Dr. Charit Tingsabadh, Director of Centre for European Studies at

Chulalongkorn University, reports to the President of Chulalongkorn University

Opening Remarks

Prof. Pirom Kamolratanakul, M.D.

President of Chulalongkorn University

Dr. Ulrike Lewark

Deputy Director, Goethe-Institut Bangkok

9.15 – 9.30 Moderator: Assoc. Prof. Dr. Soraj Hongladarom

Dr. Peter Skilling

, École française d'Extrême-Orient, Bangkok
Remarks on Philology and Buddhist Studies, with Special Reference to German Philology

and Manuscript Studies

9.30 – 10.05

Prof. Dr. Volker Mertens, Free University Berlin, Germany
Buddhism in the European Middle Ages

10.05 – 10.20 Tea and Coffee

~ 2 ~

10.20 – 10.55

Dr. Ronald Perlwitz, Université Paris Sorbonne Abu Dhabi
Friedrich Rückkert und der Buddhismus

10.55 – 11.05 Questions & Answers

11.05 – 11.40

Prof. Dr. Pornsan Watananguhn
German Section, Faculty of Arts, Chulalongkorn University

On the Reception of Buddhism in the Literary Work of

Gjellerup, Thomas Mann and Hermann Hesse

11.40 – 12.15

Prof. Dr. Heinrich Detering, University Göttingen, Germany
Hesse, Brecht and Thomas Mann: Buddhism and Other Influences

12.15 – 12.30 Discussion

12.30 – 14.00 Lunch

14.00 – 14.35 Moderator: Prof. Dr. Volker Mertens

Prof. Dr. Adrian Hsia,

Emeritus Professor of German,
McGill University, Montreal, Canada and Honorary Professor,

School of Chinese Studies, Hong Kong University, China

Catholicism / Protestantism versus Hinduism / Buddhism: On Hesses's

Transcultural Reception

14.35 – 14.45 Questions & Answers

14.45 – 15.20

Prof. Dr. Dr. h.c. Dieter Borchmeyer, Professor Emeritus, University
Heidelberg, Present position : Präsident der Bayerischen Akademie

der Schönen Künste (President of the Bavaria Academy of the Beautiful Art)

Thomas Manns "Die vertauschten Köpfe"

15.20 – 16.00 Discussion

Saturday 7 February 2008

9.30 – 10.00 Moderator: Prof. Dr. Dr. h.c. Dieter Borchmeyer

Key Note Speech by

Prof. Preecha Changkhwanyuen
Professor Emeritus, Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalongkorn

University and Chair of Centre for Buddhist Studies, Chulalongkorn University

East-West Divan on Buddhism: An Intercultural Dialogue

10.00 – 10.10 Questions & Answers

10.10 – 10.25 Tea and Coffee

~ 3 ~

10.25 – 11.00

Prof. Dr. Somparn Promta,
Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalongkorn University

Literature in Buddhist Perspective

11.00 – 11.35

Assoc. Prof. Dr. Soraj Hongladarom
Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalongkorn University

Schopenhauer's Metaphysics of the Will and the Buddhist View on Emptiness

11.35 – 12.10

Dr. Theptawee Chokvasin, Suranaree University of Technology
Heideggian and Theravada Buddhist View on the Mortality of Life

12.10 – 12.30 Discussion

12.30 – 14.00 Lunch

14.00 – 15.00 Round Table Discussion

Moderator: Dr. Ulrike Lewark

Deputy Director of Goethe-Institut Bangkok

All speakers

15.00 Final Remarks

Dr. Ulrike Lewark

Deputy Director, Goethe-Institut Bangkok

Asst. Prof. Dr. Charit Tingsabadh

Director, Centre for European Studies at Chulalongkorn University

_____________________________________

* All participants are admitted free of charge. *


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:36:28 น.  

 
*ชวนคนกรุงชมนิทรรศการ 'กรุงเทพฯ 226'

หากมีคนถามว่ารู้จักกรุงเทพฯ ไหม คุณอยู่กรุงเทพฯมากี่ปีแล้ว คำถามเหล่านี้ทำให้อาจทำให้คุณเริ่มสงสัย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีคำตอบ!

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดนิทรรศการ 'กรุงเทพฯ 226' เพื่อสืบค้นข้อมูลของกรุงเทพมหานคร โดยนำมาจัดเป็นนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยจากยุคสร้างบ้านแปงเมืองสู่ ยุคกรุงเทพฯในฝัน ที่นำเสนอผ่านมิติของประวัติศาสตร์ของเมืองและประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่จะทำให้ผู้ชมค่อยๆย้อนเวลากลับไปสู่อดีต เพื่อซึมซับบรรยากาศ จนกระทั่งพาผู้ชมก้าวข้ามเวลาไปสู่อนาคต พร้อมยังเปิดโอกาสให้ศิลปินมองกาลไกลไปถึงที่ว่า อยากให้กรุงเทพฯเป็นแบบไหน 'เราต้องทำกรุงเทพในแบบที่เราอยากให้เป็น'

นิทรรศการนี้นำเสนอผลงานกว่า 200 ชิ้น โดยแบ่งเป็น 4 โซน คือ 'กรุงเทพฯปฐมบท (BANGKOK EARLY DAYS)', 'กรุงเทพฯ ทันสมัย (MODERNISED BANGKOK VS พระนครวันวาน (NOSTALGIC PAST)', 'เส้นขอบฟ้าใหม่ (NEW BANGKOK SKYLINE)' และ 'กรุงเทพฯ ในฝัน (DREAM BANKOK)'

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมประกอบนิทรรศการ ได้แก่ ภาพยนตร์ วรรณกรรม อ่านบทกวี ละคร การสัมมนาเชิงประวัติศาสตร์ กิจกรรมสำหรับเยาวชน รวมทั้งกิจกรรมในการมีส่วนร่วมคิด ร่วมสร้าง 'เมืองน่าอยู' ของชุมชนรอบข้าง

สนใจชมกันได้ที่ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่18 ธ.ค.51-15 ก.พ.52 เวลา 10.00-21.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) สอบถามเพิ่มเติม 02-628-8818




*งาน "รวมพลคนอินทรีย์ ปี 2552"

กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมงาน "รวมพลคนอินทรีย์ ปี 2552" ระหว่างวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ห้องประชุม 30410 ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สนามบินน้ำ) ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. โดยภายในงานจะมีการจัดสัมมนาในหัวข้อ "โอกาสสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ" เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับตลาด ระบบการผลิต การรับรองมาตรฐาน แนวทางส่งเสริมนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์แก่ประชาชนทั่วไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการแสดงศักยภาพการผลิต การตลาด การรับรองมาตรฐาน การเจรจาธุรกิจ และคูหาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์อีกจำนวน 100 คูหา บริเวณลานเอนกประสงค์ ชั้น 3 สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โทร.0-2507-6929

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ อุษณีย์ ถาวรกาญจน์
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์
บริษัท อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น จำกัด
โทร.0 2354 3588 โทรสาร 0 2354 3589
Email : usanee@incom.co.th




*งาน IT DAY

ขอเชิญชวน เพื่อน ๆ ร่วมงาน IT DAY ในวันที่ 5 กุมภาพันธุ์ 2552 เวลา 09.00-16.00นณ .มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร อาคาร20 ชั้นล่าง จะเป็นการจัดบูตนิทัศรรศการ ชั้น4 ห้องประชุม กิจจาทร 1 จะเป็น การบรรยายพิเศษจะวิทายากรชื่อดังระดับประเทศ

หัวข้อที่ บรรยาย

1.การสร้างภาพยนต์แอนนิเมชั่น วิทยากรจาก บริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัด
2.การใช้คอมพิวเตอร์ด้วยความปลอดภัย วิทยากรโดย พ.ตอ. ญาณพล ยั่งยืน
3.เทคโนโลยีไร้สายในอนาคต เช่น3g WiFi วิทยากรโดย ดร.พันธ์ศักดิ์ เรียบร้อยดี
4.การพัฒนาเกมส์ออนไลน์ วิทยากรโดย คุณกนกศักดิ์ วัฒนะโชติ ทศท.คอปอเรชั่น

ถ้านักศึกษาท่านใดที่สนใจการสัมมนานี้ สามารถติดต่อ ได้ที่ itmpnru@hotmail.com หรือ ทาง msn เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้นะครับ

ผู้ประสานงาน
เบอร์โทรศัพท์ : 0802931357


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:38:02 น.  

 
*สัมมนา เรื่อง "เสริมพลังสถาบันการค้าไทย สู้ภัยเศรษฐกิจโลก"

นายคมสัน โอภาสสถาวร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจกรรมสมาคมการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กำหนดที่จะจัดสัมมนา เรื่อง "เสริมพลังสถาบันการค้าไทย สู้ภัยเศรษฐกิจโลก" ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรมโฟร์ซีวั่น ราชดำริ ให้เกียรติเปิดสัมมนา โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และปาฐกถาพิเศษ "บทบาทสถาบันการค้าไทย ในสภาวะวิกฤตโลก" โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

นอกจากนี้ จะมีการสัมมนากลุ่มสมาคมการค้าเพื่อระดมความคิดเห็นในแนวทางการปรับตัว ของกลุ่มสมาคมการค้า 9 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มสินค้าเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตร 2. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและประมง 3. กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นและอัญมณี 4. กลุ่มธุรกิจการค้าและการค้าร่วม 5. กลุ่มการเงินและการลงทุน 6. กลุ่มธุรกิจบริการ 7. กลุ่มอุตสาหกรรม 8. กลุ่มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และ9. กลุ่มยาและเวชภัณฑ์

นายคมสัน กล่าวว่า ในภาวะปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างหนัก ซึ่งได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภาคธุรกิจ ในหลากหลายประเภท ทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิต การขนส่ง และระบบการเงินหมุนเวียน เป็นต้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในบางรายถึงกับต้องปิดกิจการ เพื่อพยุงตัวเองให้อยู่รอดภายใต้สถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น

การสร้างความเข้มแข็งและแข็งแกร่งให้กับสถาบันการค้ายิ่งจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากการแข่งขันด้านธุรกิจในปัจจุบัน จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น การที่ธุรกิจของคนไทยจะสามารถอยู่ได้ต่อไปในระยะยาว อย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น จะต้องมีพื้นฐานทางธุรกิจที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก และระบบตลาดการค้าเสรี จึงจะสามารถแข่งขันได้อย่างทัดเทียมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในระดับสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต่างก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยสร้างรากฐานของธุรกิจให้เข้มแข็ง

ผู้ประกอบการ จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างคล่องตัว จะต้องมาร่วม เสริมพลังสถาบันการค้าไทย สู้ภัยเศรษฐกิจโลก เพื่อหาทางออก ของปัญหาทางธุรกิจ พร้อมรับฟังแนวทางปรับตัวจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชน โดยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด และสำรองที่นั่งได้ที่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

โทร.02-622-1860-70 ต่อ 263 – 266

ประชาสัมพันธ์ โทร. 02-6221860-76 ต่อ 402-7





*ประชุมเพื่อรับฟังความคืบหน้าผลการดำเนินงานตามปฏิญญากรุงเทพฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551

Location โรงแรมรามาการ์เด้นส์
Start Time 2/26/2009 8:30 AM
End Time 2/26/2009 1:30 PM
Description ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคืบหน้าผลการดำเนินงานตามปฏิญญากรุงเทพฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง




*งาน Symantec Symposium 2009

เอพีพีอาร์ มีเดีย ไซแมนเทค คอร์ปอเรชั่น จะจัดงานประชุมสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีสำหรับผู้ใช้ ภายใต้ชื่องาน Symantec Symposium 2009 ขึ้นในวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นงานเต็มวันเริ่มตั้งแต่เวลา 9.00 น ถึง 17.00 น. ณ.โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวโน้มสำคัญๆ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำหน้าด้านระบบรักษาความปลอดภัย ระบบจัดเก็บและสำรองข้อมูล รวมถึงการบริหารจัดการระบบต่างๆ และที่สำคัญอย่างยิ่งภายในงานจะมีการแสดงโซลูชันและเทคโนโลยีชั้นนำจากไซแมนเทค ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถปกป้องและบริหารจัดการกับจำนวนข้อมูลที่เติบโตขึ้นได้ด้วยวิธีที่เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าใช้จ่ายยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพในการทำงานที่สูงขึ้นในค่าใช้จ่ายที่ลดลง นับเป็นการตอบโจทย์ความท้าทายในสภาพธุรกิจปัจจุบันได้เห็นผล

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสัมมนาในครั้งนี้ พร้อมกับสำรองที่นั่งได้ที่ http://www.bibuasoftware.com/marketing/symposium2009/symposium_regist.php

ชื่องาน Symantec Symposium 2009

วันที่/เวลา 4 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 07:30 - 17:30 น.

สถานที่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเน็ลตัล

ชื่อ

วันที่ลงทะเบียน

หัวข้อสัมมนาที่เลือก

Welcome and Opening 09.00-09.30 Making Sense of the Information Explosion

09.30-10.00 แนวโน้มไอซีที ในประเทศไทย และแนวทางในการบริหารจัดการ การบริการด้านไอทีอย่างมีประสิทธิภาพ

10.00-10.30 Symantec Symposium 2008

Main Track Session 1 11.00-11.30 Track 2 Session 1 ในหัวข้อ ''Saving your IT investment with IBM Consolidation Solutions''
โดย IBM-Thailand Co.,Ltd.

Main Track Session 2 11.30-12.00 Track 1 Session 2 : ในหัวข้อ ''Introducing Symantec's Next Generation IT Compliance Solution for IT Gevernance, Risk and Compliance management''
โดย บริษัทไซแมนเทค คอร์ปอเรชั่น

Breaking Track Session 1 13.00-13.50 Track 1 Session 1 Business Continuety : ในหัวข้อ ''Data Protection Disk Solutions Overview: De-Duplication, Virtual Tape Library, OpenStorage, Off-Host backup, Continuous Data Protection''
โดย บริษัท ไซแมนเทค (ประเทศไทย)

Breaking Track Session 2 13.55-14.45 Track 1 Session 2 Business Continuity ในหัวข้อ ''Backup and Recovery Solution Best Practices''
โดย Hewlett Packard (Thailand) Ltd.

Breaking Track Session 3 15.15-16.05 Track 1 Session 3 Storage : ในหัวข้อ ''Terabytes to petabytes: The cost and Security challenges of long-term Email and File Archiving''
โดย บริษัทไซแมนเทค (ประเิทศไทย)

Breaking Track Session 4 16.10-17.00 Track 1 Session 4 Business Continuity : ในหัวข้อ ''Backup Exec 12.5 and Backup Exec System Recovery 8.5 the Gold Standard in MS-Windows Protection''
โดย บริษัทไซแมนเทค (ประเิทศไทย)


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:38:46 น.  

 
*ไอเน็ตเผยเคล็ดลับ "กุญแจสู่ความสำเร็จ" ในงาน Thailand Internet Expo

บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือไอเน็ต (INET) ผู้นำบริการอซีทีโซลูชั่นครบวงจร

นำโดยนางมรกต กุลธรรมโยธิน รองกรรมการผู้จัดการ ไอเน็ต ในฐานะนายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (TISPA) ร่วมแถลงข่าวจัดงาน Thailand Internet Expo เมื่อเร็วๆนี้
โดยในการจัดงานครั้งนี้ ไอเน็ตจะเข้าร่วมแสดงเทคโนโลยีไอซีที ภายใต้แนวคิด "INET is The Key to success" ซึ่งเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จให้กับผู้เข้าร่วมงานได้ไขไปสู่ศักยภาพเหนือขีดจำกัดในการบริหารจัดการองค์กรด้วยไอซีที โซลูชั่นแบบครบวงจรที่ตอบสนองทุกความต้องการของธุรกิจ พร้อมจัดสรร ICT Solutions เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ธุรกิจของท่านถึงเส้นชัยก่อนใคร ด้วยความทันสมัย
ประหยัด ปลอดภัย และง่ายต่อการใช้งาน ประกอบด้วยบริการด้าน Network Security, CRM, Lifestyle Content และ Infrastructure ที่เข้าถึงความต้องการแบบ "Customer Comes first" เช่นLog Management Solutions, Broadband Internet, INET Digital SMEs Solution และพลาดไม่ได้กับDreamcalling.comแหล่งดาวน์โหลดเพลง indy

แหล่งใหม่จากค่ายเพลง Indy ขนานแท้
พิเศษ! สำหรับผู้เข้าชมบูธไอเน็ต รับ Inet-SMS ไปใช้งานฟรี! ตั้งแต่วันที่ 30
มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ชั้น 5 สยามพารากอน
บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (INET)
pornpapa@inet.co.th
บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
รายละเอียดเพิ่มเติม : พรประภา ธรรมสนอง (pornpapa@inet.co.th)
โทร. 0-2257-7044




*งาน Thailand Software Fair 2009

สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย SIPA และ ATSI ร่วมผนึกกำลังจัดงาน Thailand Software Fair 2009 เชื่อเป็นคำตอบให้ผู้ประกอบการสู่ทางรอดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เผยผู้ประกอบการซอฟต์แวร์แห่จองบูทคึกคัก
ดร.รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จากภาครัฐ และนายสมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ตัวแทนจากภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน Thailand Software Fair 2009 ที่ห้องประชุมกลาง SIPA ชั้น 11 อาคาร TOT เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 ที่ผ่านมาถึงความพร้อมของการจัดงาน Thailand Software Fair 2009 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ 3 ชั้น 5 สยามพารากอน
ภายหลังการเปิดตัวงาน Thailand Software Fair 2008 เมื่อปลายปี 2551 โดยมีกำหนดการจัดงานเดิมในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2551 แต่มีเหตุจำเป็นให้เลื่อนออกไป เนื่องจากความไม่เหมาะสมของสถานการณ์หลาย ๆ ด้าน ทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ และสภาพเศรษฐกิจที่ชะงักงันจากทั่วโลก โดยจะมีการจัดงานใหม่ในวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ 3 ชั้น 5 สยามพารากอน ซึ่งภายในงานจะมีการนำโซลูชั่น ซอฟต์แวร์มาร่วมแสดงกว่า 200 โซลูชั่นส์ ถือเป็นการจัดงานแสดงโซลูชั่นส์ซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ระดับภูมิภาคครั้งแรกในประเทศไทย
ดร.รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ผู้อำนวยการซิป้า กล่าวถึงการให้การสนับสนุนจาก SIPA และความคาดหวังการจัดงานครั้งนี้ว่า
" SIPA มีวิสัยทัศน์ในการสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าสู่ประเทศ ซึ่งการจัดงาน Thailand Software Fair 2009 นี้ ซิป้าให้การสนับสนุนการจัดงานอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากจะช่วยสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบว่าการใช้ซอฟต์แวร์นั้นได้แทรกซึมอยู่ทั่วไปทั้งในชีวิตประจำวัน และการทำงานแล้ว ยังถือเป็นการช่วยกระตุ้นให้นักลงทุน นักธุรกิจ ผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ รวมถึงภาค SMEs ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพทางธุรกิจ โดยเฉพาะการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อเข้ามาช่วยบริหารจัดการให้แก่ทุกภาคอุตสาหกรรม และนอกจากนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการด้านซอฟต์แวร์ ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์สินค้าซอฟต์แวร์สู่สาธารณะ และช่วยให้เกิดการจับคู่พันธมิตรธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการซอฟต์แวร์กับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย
ในส่วนความคาดหวังจากการจัดงาน Thailand Software Fair 2009 ดร.รุ่งเรืองกล่าวว่า " นอกจากความคาดหวังด้านการให้ประชาชนเกิดการรับรู้ถึงการใช้ซอฟต์แวร์ในชีวิตประจำวัน และการทำงานเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์มากยิ่งขึ้นแล้ว ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เอง ซิป้าต้องการให้งานนี้เสมือนเป็นตัวแทนของการโชว์เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ในประเทศไทย ซึ่งหากต่างชาติ หรือนักลงทุนต้องการเห็นว่าขณะนี้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ของบ้านเราอยู่ขั้นไหน ก็ไม่ควรพลาดงานนี้ และเชื่อว่าภายในงาน Thailand Software Fair 2009 น่าจะมียอดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งนี่ยังไม่รวมยอดสั่งจอง หรือการทำ Business Matching ที่จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อทำการสาธิต หรือ Implement software ให้กับลูกค้าภายหลังการจัดงานอีกต่อหนึ่ง ซึ่งรวมแล้วคาดว่าภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์น่าจะมีรายได้จากการจัดงานนี้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท "
ด้านนายสมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ให้ความเห็นด้านความพร้อมของเอกชนว่า " วงการซอฟต์แวร์ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นกับงาน Thailand Software Fair ว่าน่าจะดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศมาได้ และสำหรับนักธุรกิจไทยเองก็มีแนวโน้มหันมาใช้ซอฟต์แวร์ช่วยบริหารกิจการมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะขณะนี้หากเราติดตามยอดการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์จะเห็นว่าองค์กรต่าง ๆ มีการชะลอตัว และมีการใช้จ่ายเพื่อซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ มาใช้ในบริษัทไม่มากนัก ซึ่งมันก็เป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เอง ว่าซอฟต์แวร์แต่ละโซลูชั่นส์จะสามารถรองรับกับฮาร์ดแวร์เดิมที่มีอยู่แล้วหรือไม่ และยิ่งซอฟต์แวร์มีประสิทธิภาพรองรับการทำงานได้หลากหลาย ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มยอดการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งภายในงานนี้มีซอฟต์แวร์มาร่วมโชว์โซลูชั่นส์กว่า 200 โซลูชั่นส์ จึงถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับนักธุรกิจที่กำลังประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ของกิจการโดยการมองหาซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับฮาร์ดแวร์เดิมที่ตนมีอยู่ รวมถึงการเลือกซื้อซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับประเภทธุรกิจและการบริหารกิจการ"
นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มอีกว่า " เป็นที่น่าดีใจที่มีผู้ประกอบการซอฟต์แวร์แจ้งความจำนงขอจองบูทเพื่อออกงาน Thailand Software Fair 2009 กันเข้ามาอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้พื้นที่สำหรับการออกบูทนั้นเต็มเรียบร้อยแล้ว โดยมีบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ร่วมออกงานเช่น ไมโครซอฟท์, ไอบีเอ็ม, ไทยซอฟท์แวร์ เอ็นเตอร์ไพรส์, ออราเคิล, โซลูชั่น วัน เน็ตเวิร์ค, โซลูชั่น คอนเนอร์ 1998 จำกัด (มหาชน), อินเทลลิเจนท์ โซลูชั่น แอนด์ เซอร์วิส, ซีเนียร์คอม, แบงคอกซิสเต็ม ซอฟต์แวร์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีการนำซอฟต์แวร์ โซลูชั่นส์เด่น ๆ ของตนมาโชว์ ซึ่งไฮไลท์ของงานนั้นคงต้องรอติดตามกันอีกครั้งว่าแต่ละบริษัทจะโชว์เทคโนโลยีตัวใดเป็นพิเศษ หรือจะมีโปรโมชั่นอะไรบ้าง "
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่มงาน Thailand Software Fair 2009 สามารถติดตามข่าวสาร เพื่อลงทะเบียนร่วมสัมมนา หรือรับโปรโมชั่นพิเศษจากบริษัทซอฟต์แวร์ได้ที่ http://www.thailandsoftwarefair.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณปาณิสรา ปาลาศ (โบว์)
โทรศัพท์ 02 694 6500 ต่อ 108
แฟกส์ 02 694 6500
อีเมลล์ Panisara@perfectconnection.co.th


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:39:24 น.  

 
*"แนวคิดและภูมิปัญญา ของอินเดีย" ครั้งที่ 2

ฟรี

ขอเชิญท่านรับฟังและร่วมกิจกรรมทางวิชาการข้ามวัฒนธรรมไทย

-อินเดีย "แนวคิดและภูมิปัญญา ของอินเดีย" ครั้งที่ 2
สัมมนาวิชาการพิเศษ เรื่อง "สวามีวิเวกานันท์: บุคคลต้นแบบเพื่อสันติภาพและความสมานฉันท์ของโลก"
ปาฐกถาโดย Swami Shantatmanandaji, Head, Ramakrishna Mission, New Delhi

Bikkhuni Dhammananda

ภิกษุณีธัมมนันทา (รองศาสตราจารย์ ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์)

และ ขอเชิญท่านร่วมฟังการเสวนาจากผู้แทนชุมชนชาวอินเดียในประเทศไทย

เรื่อง "อินเดียเป็นไทย-อินเดียได้อย่างไร"
จัดโดย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล

ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 08.30-15.00 น.
ณ ห้องประชุมเอนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารภาษาและวัฒนธรรมสยามบรมราชกุมารี

สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม ขอเชิญร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ชมนิทรรศการ เลือกซื้อสินค้าต่างๆ และชมการสาธิตการเพ้นท์เฮนนา




*สัมมนา "Siriraj ENT Academic Day"

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญแพทย์และผู้สนใจเข้าร่วมประชุมและสัมมนา "Siriraj ENT Academic Day" ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 09 00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมสิรินธร ตึกเฉลิมพระเกียรติ ชั้น G

หัวข้อประชุม

w How to interpret CT scan in H&N and PNS : State of the art

w Fungal sinusitis : Update information to practical use

w Recent advance in phonosurgery

w Modern trend in H&N oncology

w Sudden hearing loss : what is the consensus?

w Hint and pitfall in mastoid surgery

w How to approach sleep disorder patients

w Round table consultation

Alumni Party Night

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 19.00 น โรงแรม Royal River

FNA Course

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ




*การอบรมโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เรื่อง "ไขมันในเลือดสูง"

ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เรื่อง "ไขมันในเลือดสูง" โดย รศ.นพ.ปรียานุช แย้มวงษ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.00 – 11.30 น. ณ ห้องประชุม 7008
ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)


ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เรื่อง "สุขภาพดีในผู้สูงอายุ" โดย อ.นพ.สมบูรณ์ อินทลาภาพร ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม ในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552 เวลา 10.00 – 11.30 น. ณ ห้องประชุม 7008 ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:40:25 น.  

 
*สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดโครงการอบรมสัมมนาบริการวิชาการแก่สังคม

เข้าร่วมอบรมสัมมนาไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
***********************
รองศาสตราจารย์ ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ ผู้อำนวยการสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดจัดกิจกรรมบริการความรู้ทางวิชาการเพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา ในปี 2552 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบ 75 ปี และสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม ครบ 35 ปี เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วไป ทุกอาชีพ ไม่จำกัดเพศ วัย และวุฒิการศึกษา ตามวัน เวลา สถานที่ และหัวข้อการสัมมนาประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2552 มีดังนี้

กุมภาพันธ์ 2552
1. เรื่อง "เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน"
ณ อาคารมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ
วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 9.00 - 12.00 น.
บรรยายโดย พระอาจารย์ เผด็จ ติสโร ( พระวิทยากรทีม ธรรมะเดลิเวรี่)

2. เรื่อง "เลี้ยงลูกอย่างไรให้อยู่ในสังคมได้"
ณ ห้อง ประชุมประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.
วันศุกที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.00-12.00 น.
บรรยายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีย์กมล รัชนกุล

3. เรื่อง"ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฏหมายครอบครัวและกฏหมายมรดก"
ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ. ท่าพระจันทร์
วันเศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 13.00-15.00 น.
บรรยายโดย ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ

4. การสัมมนาและการแสดงดนตรี "THE KINGDOM OF THE MUSES "
วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 9.00 - 17.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก ด้านสนามหลวง)
มธ.ท่าพระจันทร์(สำนักจัดร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสที่มาหวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครบรอบการสถาปนา 75 ปี)

5. เรื่อง"การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ"
วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวบา 13.30 - 16.30 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารมูลนิธิ เพื่อโรงพยาบาลธรรมศษสตร์ ถ. ศรีอยุธยา กทม.
บรรยายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธีรนุช ห้านิรัติศัย

6. โครงการฝึกอาชีพเรื่อง "ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และบัวลอยน้ำขิง"
วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 9.00 - 14.00 น.
ณ บริเวณคอมมอนรูม คณะศิลปศาสตร์ ชั้นล่าง (ริมน้ำ) มธ. ท่าพระจันทร์
บรรยายโดย อาจารย์ หม่อมหลวง อุบล ดีสวัสดิ์ รับจำนวน 30 คน ผู้เข้ารับการอบรมกรุณาแจ้งชื่อล่วงหน้า

7. เรื่อง "ฝึลมปราณเพื่อสุขภาพ ครั้งที่ 2/52 "
วันเอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.00 - 12.00 น.
ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ. ท่าพระจันทร์
บรรยายโดย อาจารย์ศุภกิจ นิมมานนรเทพ

8. เรื่อง "ความรู้ด้านสุขภาพ "
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.00 - 12.00 น.
ณ ห้อง C5 ชั้น 5 อาคารวิทยาลัยนวัตกรรม มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.
บรรยายโดย คณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มธ.

9. เรื่อง "ความรู้ด้านสุขภาพ "
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 13.00 - 15.00 น.
ณ ห้อง C5 ชั้น 5 อาคารวิทยาลัยนวัตกรรม มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.
บรรยายโดย คณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มธ.

10. เรื่อง "ธัมมะคลีนิค "
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ ์ - อาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2552 เวลา 9.00-14.00 น.
ณ อาคารมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ
บรรยายโดย พระอาจารย์อารยะวังโส (สำนักจัดร่วมกับ มูลนิธิเพื่อ รพ.ธรรมศาสตร์)

ผู้สนใจติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมสัมมนาได้ที่
สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 5 ถ.พระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โทร. 02-6133822-5, 02-6235072

สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญรับฟังรายการสาระน่ารู้เพื่อชีวิต 2 รายการ
1. รายการ "สาระน่ารู้กับเสริมศึกษา"
ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอ.เอ็ม.สเตอริโอ 981 กิโลเฮิร์ท ทุกวันพุธ
เวลา 20.00 - 20.30 น.
2. รายการ "เสริมศึกษาธรรมศาสตร์"
ทางสถานีวิทยุชุมชนมวลชนคลองหลวง F.M. 108 Mhz. ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์
เวลา 13.00 - 14.00 น.





*การอบรมโครงการศิริราชสอนเลี้ยงลูก

ศูนย์รับเลี้ยงและพัฒนาเด็กศิริราช ร่วมกับ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ขอเชิญบุคลากรศิริราชและผู้สนใจทั่วไปเข้าฟังการอบรมโครงการศิริราชสอนเลี้ยงลูก ทุกวันอาทิตย์ของเดือน เริ่มตั้งแต่ พฤษภาคม 52 – มีนาคม 53 เวลา 13.00-16.00 น.
ณ ห้องประชุมตรีเพ็ชร์ อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 15 โรงพยาบาลศิริราช

(สมัครและลงทะเบียนรับเอกสาร และอาหารว่าง ฟรี)

หมายเหตุ : สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ ศูนย์รับเลี้ยงและพัฒนาเด็กศิริราช (ข้างตึกปฐมภูมิศิริราช)
โทร. 0 2419 7000 ต่อ 5722, 7626 โทรสาร 0-2419-9453


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:41:08 น.  

 
*เรียนรู้การสืบค้นฐานข้อมูลออนไลน์พร้อมจัดเก็บและทำรายการอ้างอิงในวิทยานิพนธ์/รายงาน/การวิจัย โดยใช้โปรแกรม EndNote X2

เชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง เรียนรู้การสืบค้นฐานข้อมูลออนไลน์พร้อมจัดเก็บและทำรายการอ้างอิงในวิทยานิพนธ์/รายงาน/การวิจัย โดยใช้โปรแกรม EndNote X2
จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และผู้ใช้ที่มากด้วยประสบการณ์
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 9.00 – 12.00 น.
ณ ห้อง TU Edutainment Room อาคารคณะศิลปศาสตร์ ชั้น 1 มธ. ท่าพระจันทร์
สมัครทาง e-mail : kungnap@tu.ac.th
หรือโทรศัพท์ 0-2613-3507 ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552

กำหนดการอบรม วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552
9.00-9.10 น. ลงทะเบียนและรับเอกสาร
9.00-9.15 น. กล่าวต้อนรับ
9.15-9.45 น. การเสวนาเรื่อง สืบค้นข้อมูลง่ายนิดเดียว ลงรายการอ้างอิงไม่ยากอย่างที่คิด โดย วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และผู้ใช้ที่มากด้วยประสบการณ์
9.45-10.30 น. การอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง เรียนรู้การสืบค้นฐานข้อมูลออนไลน์พร้อมจัดเก็บและทำรายการอ้างอิงในวิทยานิพนธ์/รายงาน/การวิจัย โดยใช้โปรแกรม EndNote X2
โดย นางสาวประภาศรี ฟุ้งศรีวิโรจน์ แผนกฝึกอบรมฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท บุ๊ค โปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
10.30-10.45 น. รับประทานอาหารว่าง
10.45-11.55 น. การอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง เรียนรู้การสืบค้นฐานข้อมูลออนไลน์พร้อมจัดเก็บ และทำรายการอ้างอิงในวิทยานิพนธ์/รายงาน/การวิจัย โดยใช้โปรแกรม EndNote X2 (ต่อ)
11.55-12.00 น. ปิดการอบรม

สำรองที่นั่งด่วน !!! ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ทาง e-mail และโทรศัพท์




*กิจกรรม "Wake Up" ตื่นรู้สู่สังคม ภาวนาตามแนวทางท่านติช นัท ฮันห์

Wake up – ตื่นรู้สู่สังคมใหม่...มูลนิธิหมู่บ้านพลัมขอเชิญผู้สนใจร่วมเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้ ผ่านการเจริญสติตามแนวทางท่านติช นัท ฮันห์ พระเถระนิกายเซน นำโดยคณะธรรมาจารย์จากหมู่บ้านพลัม

ดังกิจกรรมต่อไปนี้

8 เม.ย. 52 ปาฐกถาธรรม "ตื่นรู้สู่สังคมใหม่" 18.00 – 20.30 น. ณ ห้องเฉลิมพรมมาศ ตึกอปร. รพ.จุฬา,

22 เม.ย. 52, ปาฐกถาธรรม "ตื่นรู้สู่ความยุติธรรม" 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 7 ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม,

11-15 เม.ย. 52 งานภาวนา "ตื่นรู้สู่ความสุข" ณ วังรีรีสอร์ท นครนายก สำหรับครอบครัวและบุคคลทั่วไป (รับสมัคร 250 คน อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป),

25-29 เม.ย. 2552 งานภาวนา "ตื่นรู้สู่อนาคต" ณ ค่ายเพชรรัชต์ สระบุรี สำหรับเยาวชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย 200 คน, ต่างชาติ 200 คน) อายุ 15-25 ปี

สำหรับสื่อมวลชนสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :
089-490-6069 หรือ plum.pr@gmail.com
--
Mindfully yours
http://www.thaiplumvillage.org
http://www.thaingo.org/prboard_1/view.php?id=8008


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:41:58 น.  

 
*เสวนาทางวิชาการ- ทิศทางแรงงานไทยในภาวะวิฤตเศรษฐกิจต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เปิดการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อเรื่อง ทิศทางแรงงานไทยในภาวะวิฤตเศรษฐกิจต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.)เนื่องในโอกาสสถาปนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครบ 50 ปี ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552

การจัดเสวนาทางวิชาการในครั้งนี้เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันเตรียมการและจัดการกับปัญหาว่างงานเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ และเพื่อส่งเสริมให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตามแนวคิดคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ รวมทั้งเพื่อให้สามารถรับบทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ตลอดจนเข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจที่เปลี่ยนไป

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ให้ได้รับทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือมาตรการรองรับจากภาครัฐ และเอกชนเพื่อเป็นการแนะนำหรือสร้างแนวทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ที่ประสบปัญหาได้มทางออกและทางเลือกอันส่งผลให้ภาพรวมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สามารถขับเคลื่อนต่อไปตานโยบายของรัฐบาล เป้าหมายผู้เข้าร่วมเสวนาทางวิชาการ ประมาณ 300 คน ประกอบด้วย
1) ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนที่มีความต้องการบุคลากรสาขาวิชาชีพต่างๆ เข้าทำงาน
2) ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเข้าสู่โลกแห่งอาชีพ
3) บุคลากรที่ประสบปัญหาการเลิกจ้างงานจากสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้ว่างงาน
4) นักวิชาการและบุคคลทั่วไปที่สนใจ

การเสวนาทางวิชาการเรื่อง "ทิศทางแรงงานไทยในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์" มีผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ดร.นิพนธ์ สุรพงษ์รักษ์เจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ไชยา ยิ้มวิไล

ผู้ที่สนใจการเสวนาทางวิชาการดังกล่าวสามารถสำรองที่นั่ง ฟรี ได้ที่ นางสาววรรธนา เงินสยาม โทรสาร 02-3856009 โทรศัพท์ 081-7556716 หรือสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ มจพ. โทรศัพท์ 0-2913-2615 ,0-2568-9010 หรือ http://www.kmutnb.ac.th

ผู้ส่งข่าว - ขวัญฤทัย ศรีวัฒนพล หน.ปชส.มจพ.
โทร.0-2586-9010
http://www.thaingo.org/prboard_1/view.php?id=8006




*ศมส. เปิดเวทีระดมพลัง ระดมความคิด เพื่อชีวิตพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน

พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน พิพิธภัณฑ์เอกชนในบ้านเราทำมาอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังมายาวนาน เรามักได้ยินถ้อยคำของความทุกข์ยาก เหนื่อยล้า ท้อแท้จากสื่อต่างๆ บ่อยครั้ง แต่ผู้ที่ทำพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ก็ทำด้วยความรัก ความปรารถนาดีที่จะส่งผ่านความรู้เรื่องราวของวันวาน วันนี้ให้อยู่คู่กับสังคม ขณะเดียวกันที่สังคมเรียกร้องอยากจะเห็นพิพิธภัณฑ์ที่ดี อยากให้เป็นสถานที่ที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยเข้าไปเรียนรู้ได้อย่างเพลิดเพลิน ทว่ากลับไม่ได้ทบทวนถึงข้อจำกัดของพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน พิพิธภัณฑ์เอกชน หนำซ้ำยังปราศจากการเหลียวแล และให้การสนับสนุนแต่อย่างใด อีกทั้งแนวโน้มของพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน พิพิธภัณฑ์เอกชนทวีจำนวนมากขึ้นทุกขณะ ส่อเค้าให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ของสังคมอุดมพิพิธภัณฑ์ แล้วเราจะตั้งรับกับสถานการณ์นี้อย่างไร

สังคมไทยจะหันมาทบทวน และปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำงาน ปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการองค์กรวัฒนธรรมเหล่านี้แล้วหรือยัง ทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน พิพิธภัณฑ์เอกชนมีภาครัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนเชื่อมโยงประสานกัน แต่ยังคงให้ท้องถิ่นหรือผู้เป็นเจ้าของสามารถบริหารจัดการด้วยตนเอง

เวทีระดมพลัง ระดมความคิดในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนต่างๆ ร่วมระดมความคิดอย่างจริงจัง เพื่อหาแนวทางในการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์ไทยให้ยั่งยืนและงอกงามตามศักยภาพของตน

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขอเชิญชวน นักวิชาการ ผู้จัดทำนโยบาย ผู้รับผิดชอบ/ผู้ประกอบการพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่รัฐสายงานวัฒนธรรม นักจัดการวัฒนธรรม องค์กรธุรกิจ ประชาชนทั่วไป ร่วมกันระดมพลัง ระดมความคิด เพื่อชีวิตของพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน ผู้สนใจลงทะเบียนไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร 0 2880 9429 ต่อ 3811

กำหนดการ
เวทีระดมพลัง ระดมความคิด เพื่อชีวิตพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552

09.30-10.00น. ลงทะเบียน และรับประทานอาหารว่างตามอัธยาศัย

10.00-10.10น. นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเปิดงาน

10.10-10.30น. บรรยายสรุปสถานการณ์พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน/พิพิธภัณฑ์เอกชน - ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

10.30-12.00น. การเสวนา "รัฐ องค์กรท้องถิ่น และภาคเอกชน" จะสนับสนุนงานพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไร
ผู้ร่วมเสวนา
- อ.ปฐมฤกษ์ เกตุทัต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คุณทรงศักดิ์ แก้วมูล ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน จ.ลำปาง
- คุณรณฤทธิ์ ธนโกเศศ มิวเซียมสยาม
- คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ* มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
- นำเสวนาโดย คุณชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

12.00-13.00น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.00-14.30น. ร่วมระดมความคิดและอภิปรายกลุ่มย่อย

หอประชุม หัวข้อ "ประสบการณ์ความร่วมมือของรัฐและชาวบ้าน กรณีตัวอย่างของการทำงาน ร่วมกัน"
- คุณพรศิริ บูรณเขตต์ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก
- คุณชัยวัฒน์ ไชยกุล พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านละงู จ.สตูล
- นำการอภิปรายโดย ผศ. สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ นักวิชาการกิตติคุณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

ห้อง 407 หัวข้อ "พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน/เอกชนกังวลหรือขัดข้องเรื่องใด หากรัฐและนายทุนจะเข้ามา สนับสนุน ความช่วยเหลือแบบไหนที่เราไม่ชอบ แบบไหนที่เราต้องการ"
- คุณทิพย์ แซ่ตั้ง พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง จ.นครปฐม
- คุณสันติภาพ ดำสะอาด พิพิธภัณฑ์บ้านเชียงเหียน จ.มหาสารคาม
- ตัวแทนพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูด จ.นครปฐม
- นำการอภิปรายโดย อ.วาที ทรัพย์สิน พิพิธภัณฑ์หนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน

ห้อง 405 หัวข้อ "ข้อติดขัดระเบียบรัฐ ในการสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน/เอกชน" (ลดภาษี/ตั้งกองทุน/สนับสนุนสาธารณูปโภค/บริจาคให้พิพิธภัณฑ์ ลดหย่อนภาษีได้)
ผู้ร่วมอภิปราย
- คุณรณยุทธ บุตรราช พิพิธภัณฑ์เสรีไทย จ.แพร่
- คุณไชยยุทธ ปิ่นประดับ บ้านเหมืองแร่ จ.ภูเก็ต
- คุณรุจิรา ปุณกะบุตร พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร
- นำการอภิปรายโดย คุณธราพงษ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร

ห้อง 307 หัวข้อ "องค์กรธุรกิจ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน จะสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ชาวบ้านพิพิธภัณฑ์เอกชน ได้อย่างไร"
ผู้ร่วมอภิปราย
- คุณยุวดี วัชรางกูร จุดประกายวัฒนธรรม กรุงเทพธุรกิจ
- คุณชวณัฏฐ์ ล้วนเส้ง กลุ่ม Open Space
- คุณศิริพร ผลชีวิน บริษัท รักลูกเอ็ดดูเท็กซ์ จำกัด
- นำการอภิปรายโดย คุณสุดารา สุจฉายา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

ห้อง 207 หัวข้อ "นักวิชาการ นักจัดการวัฒนธรรม ตอบโจทย์พิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน พิพิธภัณฑ์เอกชน
ได้อย่างไร"
- รศ. ดร. ธนิก เลิศชาญฤทธิ์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
- อ. ทม เกตุวงศา พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม
- ดร. อภิญญา บัคคาลา อรุณนภาพร วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- นำการอภิปรายโดย รศ. สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์* คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

14.30-15.30น. นำเสนอประเด็นกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม และเปิดเวทีอภิปราย ดำเนินการอภิปรายโดย คุณวิษณุ เอมประณีตร์ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

15.30-16.15น. สรุปประเด็นเพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบาย โดย อ.ภูธร ภูมะธน ชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลพบุรี

16.15น. กล่าวปิดการสัมมนา โดย ตัวแทนพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน

*หมายเหตุ วิทยากรอยู่ในระหว่างการติดต่อ
http://www.thaingo.org/prboard_1/view.php?id=8005


โดย: jenifaae วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:42:42 น.  

 
*สัมมนาเรื่อง กลยุทธ์การค้าออนไลน์

สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก
ร่วมกับ
ศูนย์ส่งเสริมการส่งออกภาคเหนือ (เชียงใหม่)
และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก
ขอเชิญเข้าร่วมโครงการฝึกอบรม

“กลยุทธ์การค้าออนไลน์”

วันที่ 25 มีนาคม 2552 เวลา 8.30 - 16.45 น.
ณ ห้องสุโขทัย โรงแรมท๊อปแลนด์ จังหวัดพิษณุโลก

กลุ่ม: ทั่วไป

วันที่: 25/3/2552

เวลา: 8:30-16:45

สถานที่จัด: โรงแรมท๊อปแลนด์

ที่อยู่ของสถานที่จัด: 68/33 ถ.เอกาทศรฐ อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000

เบอร์โทรของสถานที่จัด: (055) 247-800

ห้อง-ชั้น: ห้องสุโขทัย

จำนวนคนสูงสุด: 80 คน

ค่าใช้จ่ายต่อคน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

แผนที่: View

ผู้บรรยาย: นารีมาลย์ เจียงประดิษฐ์

เอกสารประกอบ: กำหนดการและใบสมัคร

ผู้จัดสัมมนา: กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์

วิธีเข้าร่วมการสัมมนาหรือการอบรม: ท่านที่สนใจเข้าร่วมการสัมมนาโปรดกรอก ใบตอบรับการเข้าร่วมการสัมมนา (ตามสิ่ิงที่ส่งมาด้วย) และส่งใบตอบรับไปท่ี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก ทางแฟกซ์หมายเลข 055 243033 โปรดแจ้งตอบรับภายในวันที่ 20 มีนาคม 2552 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คุณปริญญา โทรศัพท์ 055 242909




*“ทำไมเราต้องสนใจเสรีภาพของโลกออนไลน์”

อะไรคือความหมายของ วัฒนธรรมเสรี (Free culture) และ ความเป็น พลเมือง ‘เน็ต’ (Netizen)
สื่อออนไลน์มีความต่างจากสื่อมวลชน ชุมชนเน็ตคือวัฒนธรรมใหม่ที่ต้องเปิดกว้างแต่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขต
เสรีภาพคือเสรีภาพ เราไม่ควรยอมจำนนต่อการจำกัดเสรีภาพนั้น
บทเรียนจาก “ประชาไท” สุวิชา และ ผู้ต้องหาจาก พรบ.คอมฯ กับราคาที่ต้องจ่ายของเสรีภาพ
เสรีภาพจะมีความหมาย ต้องมาคู่ความรับผิดชอบและการเคารพศักดิ์ศรี เสรีภาพของผู้อื่น
ทบทวนหลักการของเสรีภาพ จากนักปรัชญาสู่มาตรฐานสากล สู่แนวทางการปฏิบัติจริง
เสรีภาพ - ความรู้ – ความคิด กับจิตวิญญาณประชาธิปไตย
ก่อนปิดงาน ร่วมระดมความคิดเห็น

“ก้าวต่อไปของเครือข่ายพลเมืองเน็ต”

ณ ห้องประชุม GM Hall ศศนิเวศ (ตรงข้ามเรือนไทย) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ด้านข้าง MBK)

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

เปิดห้องเวลา 12.30 น. เป็นต้นไป

การประชุมจะเป็นไปในรูปแบบ Brown bag meeting เริ่มจากมื้อเที่ยงของวันอาทิตย์ โดยให้ทุกคนนำอาหาร ของกินที่ชอบติดไม้ติดมือกันมา เช่น แซนด์วิช ข้าวมันไก่ หมูทอด กล้วยแขก ลูกชิ้นปิ้ง ขนมขบเคี้ยว และอื่นๆอีกมายๆ เราจะคุยกันไปกินกันไป คาดการณ์ว่า สมาชิกพลเมืองเน็ตจะตื่นสายๆในเช้าวันอาทิตย์จากนั้นเดินทางออกจากบ้าน ทำอาหารง่ายๆ หรือแวะซื้อของกินแล้วมาตั้งวงกินข้าวเสวนากัน ตั้งแต่เที่ยงครึ่งเป็นต้นไป ทางทีมงานจะเตรียมเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำเปล่าไว้บริการ รวมถึงขนมเล็กๆ น้อยๆ แต่อาหารหลักๆขอให้ทุกท่านหิ้วมาเอง แต่ขอเป็นอาหารที่ไม่ซับซ้อนที่ต้องใช้จานช้อนวุ่นวายขอเป็นอาหารง่ายๆแต่ อิ่มท้องไม่สร้างมลภาวะหรือกลิ่นมากเกินไป ถ้าท่านต้องการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน ไม่อยากใส่ถุงพลาสติก และไม่มี brown bag เป็นถุงรีไซเคิลก็ให้ใส่ กล่อง หรือปิ่นโตมาแล้วเอากลับไปล้างที่บ้านได้ก็จะดีค่ะ

เราตั้งใจให้การประชุมครั้งนี้เป็นรูปแบบสบายๆ ไม่เป็นทางการใดๆ แม้ว่าเราจะคุยกันในห้องประชุมในสถาบันการศึกษาซึ่งติดแอร์ก็ตาม เพราะอากาศช่วงนี้ร้อนมาก เราไม่สามารถจัดคุยแบบบรรยากาศปิคนิคช่วงกลางวันได้ คงต้องรอให้ถึงหน้าหนาวอีกครั้งถ้าจะจัดแบบนั้น ครั้งนี้แม้จะเป็นการนัดคุยกันในกลุ่มสมาชิกพลเมืองเน็ตซึ่งมีฐานจากทุกคนใน เมล์กลุ่มแต่เราก็เปิดกว้างให้ใครต่อใครที่สนใจเข้าร่วมฟังและแลกเปลี่ยนด้วย ซึ่งทุกคนสามารถหอบหิ้วของกินของชอบของตัวเองใส่ถุงใส่กล่องแบบกระทัดรัดมา นั่งกินไปคุยกันไปตลอดบ่ายวันอาทิตย์

กติกาเล็กน้อย

อยากให้ทุกคนเตรียมประเด็นเขียนใส่กระดาษเล็กๆ ถึงข้อเสนอในเรื่องการบังคับใช้ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ดีกว่าในปัจจุบัน คนละ 1 ข้อ เขียนใส่ card มาจากบ้านหรือมาเขียนที่งานก็ได้ เราจะแปะบนบอร์ดและรวบรวมไปทำเป็นข้อเสนอต่อไป
ช่วงพูดคุยกัน ขอให้ทุกคน คุยไป กินไปเป็นหลัก คือแบบว่า ถ้าไม่กางจอคอมพิวเตอร์ได้ก็จะดีมากแต่ถ้าจำเป็นก็ไม่ว่ากันอ่ะ
จะมีการถ่ายทำ สัมภาษณ์ท่านที่สมัครใจเป็นสื่อรณรงค์ของพลเมืองเน็ตต่อไปดโปรดเตรียมพร้อมถูกถ่ายทำด้วยค่ะ
RSVP ได้ที่ 02-6910574 (ติดต่อ ต้อม) หรือ freethainetizen@gmail.com


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:05:37 น.  

 
*เสวนาเพื่อสิทธิและชีวิตของเกย์และกะเทยไทย

ศมส. เปิดเวทีเสวนาเพื่อสิทธิและชีวิตของเกย์และกะเทยไทย
วันพุธที่ 8 เมษายน 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.30 น. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขอเชิญฟัง การเสวนาเรื่อง สิทธิและชีวิตของเกย์และกะเทยไทยในศตวรรษที่ 21 พบกับการนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและชีวิตประกอบด้วย การลวนลามทางเพศกะเทย นัยสำคัญภายใต้วาทกรรมรักต่างเพศ โดย ดร.กิตติกร สันคติประภา การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของเกย์ในกรุงเทพมหานคร โดย ร.ต.อ.ดร.สิทธิพัฒน์ เฉลิมยศ ยุคเติบโตของเกย์-กะเทยในกรุงเทพฯ ในศตวรรษที่ 21 ภาพสะท้อนการบริโภคสื่อ สิทธิ และโรคเอดส์ โดย รศ.ดร.ปีเตอร์ แจ๊คสัน และ การแสดงความ “สาว” ของเกย์ไทย พรมแดนที่คลุมเครือระหว่างเกย์กับกะเทย โดย นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

ประเด็นดังกล่าวจะถูกตีแผ่โดยนักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเกย์และกะเทย ซึ่งประเด็นทั้งหมดจะได้เชื่อมโยงไปถึงสิทธิและชีวิตที่ควรจะได้รับความเท่าเทียมในสังคมไทย หรือแค่เพียงใช้มุมมองด้วยความไร้อคติ

เข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร 0 2880 9429 ต่อ 3811 หรือ http://www.sac.or.th




*การแสดงดนตรีเพลงปฏิวัติ “ความรักและความเสียสละ อันบริสุทธิ์เพื่อชาติและประชาชน”

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2552 เวลา 17:00 – 22:00 น.
ณ ห้องบอลรูม 2 อาคารประชุม หอการค้าไทย-จีน ถ.สาทรใต้

ตามเว็บไซต์นี้:http://cpt.igetweb.com
ลักษณะพิเศษของการจัดงานครั้งนี้ก็คือ เป็นการแสดงดนตรีของนักปฏิวัติ "ของแท้" ที่ยังแสดงมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การร่วมกันร้องเพลง (บางเพลง) และปิดท้ายด้วยการรำวงร่วมกันอีกด้วย

งานแสดงดนตรีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ใช่งานรณรงค์ทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ใช้ดนตรีและเพลงปฏิวัติมาเพื่อการสมทบทุนจัดกิจกรรมแสดงความรักและความกตัญญู และการให้ความช่วยเหลือในการยังชีพ การรักษาพยาบาล ตลอดจนการฌาปนกิจแก่นักต่อสู้อาวุโสที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

การสมทบทุนเป็นการบริจาคตามความสมัครใจของผู้เข้าชม คณะผู้จัดงานและนักร้อง-นักดนตรีก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ หรือไม่ได้หักค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ การจัดเตรียมงานหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด

สุดท้ายนี้คณะผู้จัดงานจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะไปร่วมงานหรือร่วมสนับสนุนเจตนาดีและบริสุทธิ์ใจของคณะผู้จัดงานในครั้งนี้ โปรดช่วยกันชักชวน-บอกต่อเพื่อนสนิทมิตรสหายด้วย และขอบพระคุณท่านล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

ด้วยความขอบคุณ
คณะผู้จัดงาน
Email: cpt.song@gmail.com URL:http://cpt.igetweb.com


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:06:10 น.  

 
*งานสัมมนาหลักสูตร Work shop :Equity

ทางบล.ไซรัสเรียนเชิญร่วมงานสัมมนาหลักสูตร Work shop :Equity ซึ่งเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์ทาง Internet ผ่านระบบ Settrade ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2552 เวลา 13.30-16.30น. ณ ห้องคอมพิวเตอร์ชั้น3 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำรองที่นั่งได้ที่ฝ่าย Internet Trading โทร 02-646-4515 ... ด่วน !!! ที่นั่งมีจำนวนจำกัดค่ะ




*วุฒิสภา จัดแถลงข่าวครบรอบปี

หวัง เผยแพร่เกี่ยวกับบทบาท อำนาจหน้าที่ ผลงานและกิจกรรมต่าง ๆ ของวุฒิสภาให้ประชาชนทราบ 26 มี.ค. นี้
ศ.พิเศษ ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม นี้ เวลา 11.00 น. วุฒิสภาจะแถลงผลงานในรอบปี ณ ห้องรับรองพิเศษ ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 โดยตนจะแถลงผลงานของวุฒิสภาทั้ง 4 ด้าน รวมถึงการจัดทำห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเมืองระหว่างประเทศในระบบรัฐสภา นายนิคม ไวรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง จะแถลงผลการดำเนินงานการประชุมวุฒิสภา แผนประชาสัมพันธ์เชิงรุกและการปรับปรุงประสิทธิภาพสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา และการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ส่วน นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง จะแถลงโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่วุฒิสภาคุณภาพ โครงการวุฒิสภาสตรีสัญจร โครงการวุฒิสภาวิชาการ จากนั้น ตนจะแถลงปิดท้าย เพื่อสรุปผลงานที่โดดเด่นของคณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ


อัญชิสา จ่าภา ผู้สื่อข่าว
มันทนา ศรีเพ็ญประภา เรียบเรียง




*การเสวนาหลากหลายความคิดเห็นที่มีต่อกรมศิลปากร ในหัวข้อ “กรมศิลปากร ให้?...กับสังคม”

กรมศิลปากร ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนากรมศิลปากรครบรอบ 98 ปี ร่วมรับฟังการเสวนาหลากหลายความคิดเห็นที่มีต่อกรมศิลปากร ในหัวข้อ “กรมศิลปากร ให้?...กับสังคม” โดยนักการเมือง นักวิชาการ และศิลปินที่มีชื่อเสียง พบกับการจัดแสดงนิทรรศการผลงานสำคัญของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร การจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก อาทิ เลือกซื้อหนังสือทรงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น พร้อมชมการแสดงละครสั้นอิงประวัติศาสตร์ผลงานของหลวงวิจิตรวาทการ และการแสดงศรีสุขนาฏกรรม โดยศิลปินสำนักการสังคีต ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2552 เวลา 09.00 – 18.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดทั้ง 3 วัน ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร โทร.02-224-2050

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-6187781 okmass




*ร.พ.ปิยะเวท สัมมนาตาติดเชื้อ... อันตรายที่แฝงมาในหน้าร้อน

โรงพยาบาลปิยะเวท จัดงานสัมมนาเรื่อง ตาติดเชื้อ... อันตรายที่แฝงมาในหน้าร้อน เพื่อให้ความรู้ เรื่องการติดเชื้อที่กระจกตา โรคเริมกับตา และโรคติดเชื้อที่จอประสาทตา สาเหตุและอาการของการติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยงหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ รวมทั้งวิธีการป้องกันและรักษา ในวันที่ 14 มีนาคม เวลา 09.00-12.00 น. ที่ห้องรสสุคนธ์ ชั้น 16 สำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โทร. 0-2625-6555


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:20:29 น.  

 
*งานสัมมนา หัวข้อ “ทิศทางโทรคมนาคม พลังงาน การท่องเที่ยว การศึกษา บูรณาการธุรกิจหลัก..แก้วิกฤตเศรษฐกิจ..วิกฤติสุขภาพ” พร้อมฟังปาฐกถาพิเศษ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก..และทางรอดเศรษฐกิจไทย”

อุทัยวรรณ สมบูรณ์ทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฮม มาร์เก็ต ไกด์ ( ไทยแลนด์ ) จำกัด ร่วมกับ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขอเรียนเชิญท่าน หรือผู้แทน เข้าร่วมงานสัมมนา หัวข้อ “ทิศทางโทรคมนาคม พลังงาน การท่องเที่ยว การศึกษา บูรณาการธุรกิจหลัก..แก้วิกฤตเศรษฐกิจ..วิกฤติสุขภาพ” พร้อมฟังปาฐกถาพิเศษ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก..และทางรอดเศรษฐกิจไทย” วันพุธที่ 25 มีนาคม 2552 เวลา 13.00 น. – 17.00 น. ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ( นิด้า ) ถนนเสรีไทย กรุงเทพฯ

กำหนดการ
เวลา 12.00 น.
- ลงทะเบียนแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าสู่งาน รับของที่ระลึก
- เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
- รับประทานอาหารว่าง เครื่องดื่ม น้ำชา – กาแฟ
- เยี่ยมชมบูธหน้างาน

เวลา 13.00 น. - พิธีกรนำเข้าสู่บรรยากาศงานสัมมนา
เวลา 13.05 น. - กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน
โดย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฮมมาร์เก็ตไกด์ ( ไทยแลนด์ ) จำกัด
เวลา 13.10 น. - ปาฐกถาพิเศษ
หัวข้อ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก..และทางรอดเศรษฐกิจไทย”
โดย ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์
รองประธานที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เวลา 14.10 น. - เสวนาโครงการพิเศษ หัวข้อ
“ทิศทาง โทรคมนาคม พลังงาน การท่องเที่ยว การศึกษา
บูรณาการธุรกิจหลัก..แก้วิกฤติเศรษฐกิจ..วิกฤติสุขภาพ”

วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ โดย
ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
ประธานกรรมการ
ธนาคารทหารไทย จำกัด ( มหาชน )

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม
กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

คุณวันเสด็จ ถาวรสุข
รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

คุณสมศักดิ์ จิตติพลังศรี
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ดำเนินรายการโดย : รศ.ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา
คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

เวลา 16.30 น. - ตอบคำถามจากผู้เข้ารับฟังการเสวนา
- มอบของที่ระลึกแด่วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และถ่ายรูปร่วมกันบนเวที
- มอบรางวัลสำหรับผู้รับฟังเสวนา จากการจับสลากภายในงาน
เวลา 17.00 น. - ปิดงานสัมมนา

สำรองที่นั่ง ติดต่อ ฝ่ายสื่อสารองค์กร
บริษัท โฮมมาร์เก็ตไกด์ ( ไทยแลนด์ ) จำกัด
โทร.086-788-4340
แฟกซ์ 02-258-4340
หรือ Download ใบสมัครที่ http://www.homemarketsguide.co.th
ส่งใบสมัครที่ : Email : uthaiwan_mppm8@yahoo.com
รับจำนวนจำกัด 700 ที่นั่ง
ฟรี ! ไม่เสียค่าใช้จ่าย
สำรองที่นั่งภายในวันที่ 23 มีนาคม 2552

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. โทร.086-788-4340 ฝ่ายสื่อสารองค์กร




*เสวนา “สตรีไทยห่างไกลวิกฤตทางอารมณ์ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันกับ 24/4”

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ไบเออร์ เชริง ฟาร์มา ขอเชิญคุณผู้หญิงอายุระหว่าง 18-30 ปี ที่ประสบปัญหาอาการก่อนมีประจำเดือน ร่วมฟังการเสวนา “สตรีไทยห่างไกลวิกฤตทางอารมณ์ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันกับ 24/4” โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายในงานพบกับ แพทย์หญิงนันทา อ่วมกุล ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณะบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะมาให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS, PMDD) ที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานทุกเดือน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยดาราวัยรุ่นชื่อดัง จิ๊บ ปกฉัตร เทียมชัย ปิดท้ายด้วย เวิร์ค ช็อป ที่ช่วยบรรเทาอาการ PMS, PMDD และรับฟรีคู่มือ “อารมณ์ดี 24/4” ในวันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 เวลา 10.00–12.00 น. ณ ห้องซาลอน B โรงแรม เจ ดับบลิว แมริออท
ติดต่อลงทะเบียนเข้าร่วมงาน โทร. 0-2204-8229 หรือ 0-2204-8223 ด่วน! รับจำนวนจำกัด

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: เวิรฟ
พรชนันท์ มงคลกุล (กิฟท์) โทร 0-2204-8223 , 081-755-1105
วรญา มณีวรรณ (เพชร) โทร. 0-2204-8229 , 084-004-0636


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:21:30 น.  

 
*ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงาน LINUX TECHNOLOGY GIVES A BETTER PERFORMANCE FOR LESS COST

บริษัท ดับเบิลยูทีอีซี จำกัด ร่วมกับ SIPA และ Intel ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงาน LINUX TECHNOLOGY GIVES A BETTER PERFORMANCE FOR LESS COST ในวันที่ 25 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00-16.20 น. ณ โรงแรม THE LANDMARK BANGKOK (BTS. Nana) ภายในงานจะได้พบกับ OS Linux สายพันธ์เอเชีย “Asianux”
และ Solution ต่างๆ จากกลุ่ม Partner ที่มาแนะนำภายในวันงาน เพื่อประโยชน์และเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่สนใจ Solution และ Product ที่ใช้ Linux พร้อมลุ้นรับ Lucky Draw สุดคุ้ม ท้ายรายการ

** จำกัดผู้เข้าร่วมงาน 100 ท่านแรก ที่ได้ Register
สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้
คุณประทุมพร ปรานุกุลสิทธิ์
โทร. 0 2673 9484 #113
อีเมล. pratumporn@wtec.co.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2673 9484 # 113 pratumporn




*นิทรรศการแสดงผลงานส่วนหนึ่งของโครงการ “นาวาสู่สวรรค์ กัมปะนี”

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดจะนำผลงานส่วนหนึ่ง ใน โครงการ “นาวาสู่สวรรค์ กัมปะนี” (Gondola al Paradiso Co., Ltd.) ซึ่งมี ผศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ เป็นภัณฑารักษ์ จัดแสดงในวันที่ 26 - 30 มีนาคม 2552 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะนำไปจัดแสดงที่ ศาลาไทย ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ในงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 53 ในวันที่ 7 มิถุนายน – 22 พฤศจิกายน 2552

การเข้าร่วมแสดงผลงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ ๕๓ เป็นอีกวาระหนึ่งที่ภัณฑารักษ์และศิลปินไทยได้ร่วมประกาศความสามารถในเวทีนานาชาติ ให้ทั่วโลกได้รู้จัก สร้างภาพลักษณ์อันดี อีกทั้งเป็นการสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-อิตาลี ผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรม และเพื่อเผยแพร่การเข้าร่วมแสดงผลงาน

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน หัวมุม ถ.พระราม 1 และ ถ.พญาไท ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และ สยามดิสคัฟเวอรี่ มีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ

สถานที่ – ชั้น 2 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เวลาเปิดบริการ – อังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์)

ติดต่อ
เลขที่ 939 ถ.พระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน 10330

โทร.02 2146630-8 โทรสาร 02 2146639 เว็บไซต์ http://www.bacc.or.th




*สัญจรอัมพวา

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมสัญจร “เยือนย่ำอัมพวา” ใน วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2552 โดย ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์

ชม วัดอัมพวันเจติยาราม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีพระอุโบสถและภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ชมพิพิธภัณฑ์อาคารเรือนไทยในพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยานรัชกาลที่ 2) ล่องเรือชมบรรยากาศริมคลอง ชมวัดประดู่ พิพิธภัณฑ์วัดประดู่ ตามรอยเสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ 5 แวะเลือกซื้อและเก็บลิ้นจี่จากสวนของชาวสมุทรสงครามด้วยตนเอง ชมค่ายบางกุ้งและโบสถ์ปรกโพธิ์ สมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ชมอาคารเรือนไทยโบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นบ้านของพระชนกและพระชนนีในสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (นาก) พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ค่าใช้จ่ายคนละ 1,200 บาท รับจำนวนจำกัด สำรองที่นั่งและชำระเงินภายในวันที่ 27 มีนาคม 2552

ติดต่อสอบถาม
คุณศิวัช โทร 0 2880 9429 ต่อ 3811 หรือที่ http://www.sac.or.th


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:22:08 น.  

 
*โครงการสัมมนา เรื่อง "เสรีภาพสื่อ...พัฒนาหรือทำร้ายสังคมไทย"

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2552
- เวลา 08.00 - 15.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา จัดโครงการสัมมนา เรื่อง "เสรีภาพสื่อ...พัฒนาหรือทำร้ายสังคมไทย" ณ โรงแรมเรดิสัน กรุงเทพฯ




*อบรมการดูหนังอย่างเข้าใจกับภาพยนตร์วิจักษ์ครั้งที่ 12

มูลนิธิหนังไทย เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมการอบรมภาพยนตร์วิจักษ์ครั้งที่ 12 ซึ่งเนื้อหาการอบรมจะเน้นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาพยนตร์ เพื่อให้สามารถดูหนังอย่างเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ในการอบรมครั้งนี้ เนื้อหาจะครอบคลุมในเรื่อง เทคนิคภาพยนตร์ทั้งทางด้านภาพและเสียง การตีความสัญลักษณ์ บทภาพยนตร์ ประเภทและลักษณะของภาพยนตร์ และศิลปะในภาพยนตร์ (เป็นการอบรมภาคทฤษฎีล้วนๆ ไม่ใช่ภาคการผลิตภาพยนตร์แต่อย่างไร) ควบคุมและดูแลการสอน โดย อาจารย์แดง กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง

คอร์สภาพยนตร์วิจักษ์จะเปิดรับผู้สนใจทั้ง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป และเริ่มอบรมตั้งแต่วันเสาร์ที่ 18 เมษายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2552 (เฉพาะเสาร์ – อาทิตย์) เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ (สี่แยกคอกวัว) ค่าลงทะเบียนท่านละ 4,000 บาท
สำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ค่าลงทะเบียนท่านละ 3,000 บาท พร้อมอาหารว่างตลอดทั้งวัน รับจำนวนจำกัด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.thaifilm.com หรือ สอบถามที่ มูลนิธิหนังไทยฯ 02-800-2716 หรือ thaifilmfoundation@gmail.com




*การอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง "หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม และวันอาทิตย์ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒
ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร (แอลที ๑) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

จัดโดย โครงการประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่, สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล
และภาควิชาปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักการและเหตุผล

ท่ามกลางวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่มีการขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนนำไปสู่การรัฐประหารโดยคณะทหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่ก่อตัวขึ้นมาในระยะเดียวกันก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย อันได้แก่ อะไรคือบทบาทและพระราชอำนาจที่แท้จริงและที่ควรจะเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้ออ้างเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนบางกลุ่ม และใช้ข้อหาไม่จงรักภักดีเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าการถกเถียงในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา เพราะมีกฎหมายมาตรา 112 ที่ระบุว่าผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ สามปีถึงสิบห้าปี ทำให้การถกเถียงส่วนใหญ่ไปปรากฏอยู่ในโลกไซเบอร์สเปซที่ยากจะควบคุมได้ และเพื่อจะหาทางควบคุม-ตอบโต้การถกเถียงในหัวข้อต้องห้ามนี้ จึงได้เกิดกระแสกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องหาทางจัดการกับปรากฏการณ์เหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว ปฏิบัติการตามปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายละเมิดมาตรา 112 จึงกลายเป็นภารกิจที่สำคัญของกระทรวงเทคโนโลยี่และสารสนเทศของไทยไปในที่สุด ขณะเดียวกัน คดีที่เกี่ยวข้องกับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาของผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบันก็คือ การเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงมากขึ้น

กระนั้น การแก้ปัญหาที่มุ่งไปที่การจับกุมปราบปรามและลงโทษเป็นหลัก กลับก่อให้เกิดข้อกังขาตามมาอีกมากมาย เช่น วิธีการดังกล่าวจะนำมาซึ่งความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ได้จริงหรือ? อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับหลักการเสรีประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน? เจ้าหน้าที่รัฐและระบบตุลาการของไทยปฏิบัติต่อผู้ต้องหาในคดีนี้อย่างโปร่งใสและคำนึงถึงหลักการสิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงใด? กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร? ควรมีการปรับปรุงการใช้กฎหมายนี้หรือไม่ อย่างไร? หากไม่มีกฎหมายหมิ่นฯแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ควรได้รับการปกป้องคุ้มครองในลักษณะใด และด้วยกฎหมายใด? ฯลฯ

นอกจากนี้ คำถามเหล่านี้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่เฉพาะแต่ในสังคมไทยเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกต่างให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของสังคมไทยในระยะยาวหรือไม่อย่างไร ฉะนั้น สังคมไทยจึงไม่สามารถเก็บคำถามเหล่านี้ซ่อนไว้ในลิ้นชักหรือผลัดผ่อนที่จะไม่ตอบได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่ความแตกแยกของสังคมมีแต่จะลุกลายขยายตัวมากยิ่งขึ้น

ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อสังคมไทย และประเด็นปัญหาที่รายล้อมการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้เอง คณะผู้จัดในฐานะองค์กรทางวิชาการจึงเห็นร่วมกันว่าควรจัดให้มีการถกเถียงพูดคุยเชิงวิชาการอย่างรอบด้านจากบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นปัญหาดังกล่าว ด้วยความหวังว่าเวทีแห่งนี้จะเป็นก้าวแรกของการพิจารณาปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนนี้อย่างเป็นวิชาการ รอบด้าน และมีวุฒิภาวะ เพราะหากปราศจากเงื่อนไขนี้แล้ว การแสวงหาทางออกที่จะนำสังคมไทยไปสู่ความมั่นคงในระยะยาวย่อมเป็นไปได้ยากยิ่ง

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒

๐๘.๓๐-๐๙.๐๐ น. ลงทะเบียน
๐๙.๐๐-๐๙.๑๕ น. กล่าวเปิดงานโดย ผศ. ดร. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ผู้อำนวยการโครงการประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน นิติศาสตร์ มธ.

๐๙.๑๕-๑๒.๐๐ น. เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตย”
- ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ
- รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มธ.
- ศ.ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
- นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความสิทธิมนุษยชน
ดำเนินรายการโดย ดร.พวงทอง ภวคร์พันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น. พักรับประทานอาหาร (ตามอัธยาศัย)
๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ น. เรื่อง “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับความมั่นคงของรัฐ”

- นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
- นายวรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา (แต่งตั้ง) คณะกรรมการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์
- รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มธ.
- รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มช.

ดำเนินรายการโดย
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ มธ.

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒

๐๙.๐๐-๐๙.๓๐ น. ลงทะเบียน
๐๙.๓๐-๑๒.๐๐ น. เรื่อง “ผลกระทบจากข้อกล่าวหากรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
- นางสาวจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทร์อัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
- นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเวบไซด์ข่าวออนไลน์
ประชาไท
- นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมทางสังคม
- ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
- นายวสันต์ พานิช อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น. พักรับประทานอาหาร (ตามอัธยาศัย)
๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. เรื่อง “สิทธิมนุษยชนกับความกลัวในสังคมไทย”
- ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ม.มหิดล
- นายประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่อมวลชน
- นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
- ศ. เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติหรือผู้แทน (รอการยืนยัน)
- รศ.จรัญ โฆษณานันท์ คณะนิติศาสตร์ มร.

ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาสิทธิมนุษยชน ม.มหิดล

๑๖.๐๐-๑๖.๓๐ น. ปัจฉิมกถา “หลากมิติว่าด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ" โดย ศ. วิฑิต มันตราภรณ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ




*ปิดเทอมใหญ่ ชวนน้องทำหนัง เล่าเรื่องวัยเรา…ให้พวกเขาเข้าใจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ให้ความสำคัญกับกิจกรรมของเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน และมีกลุ่มเยาวชนที่สนใจทางด้านสังคมวัฒนธรรมให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น กิจกรรม “ปิดเทอมพาน้องไปวาดภาพ” กิจกรรม “ล่องเรือเลียบคลอง มองคนผ่านเลนส์” และกิจกรรม “มาทำสารคดีเล่าวัฒนธรรมกันเถอะ : Let s Make A documentary ” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้ามาเรียนรู้มานุษยวิทยาผ่านการผลิตสารคดีด้วยตนเอง ซึ่งมีผลตอบรับที่ดีจากเยาวชนและบุคคลทั่วไป

ในช่วงปิดภาคเรียนนี้ ศูนย์ฯ เห็นว่า กิจกรรมการทำสารคดียังคงเป็นกิจกรรมที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และมีผลออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นการถ่ายทอดความรู้ทางมานุษยวิทยาให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ดำเนินการมาโดยตลอด จึงจัดกิจกรรม “มาทำสารคดีเล่าวัฒนธรรมกันเถอะ” เป็นปีที่2 โดยใช้ชื่อว่า “มาทำสารคดีเล่าวัฒนธรรมกันเถอะ ตอน เล่าเรื่องวัยเราให้พวกเขาเข้าใจ ” โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6 )

การทำสารคดีในครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวความคิดที่ว่า ให้วัยรุ่นเล่าเรื่องวัยของตนเองในรูปแบบสารคดี (ไม่กำหนดรูปแบบการนำเสนอ) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้วัยรุ่นบอกเล่าความคิด มุมมองความคิด ทัศนคติ ความรู้สึก ของวัยรุ่น ผ่านสารคดี ที่พวกเขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมา และคาดหวังให้คนทั่วไปที่ได้ชมสารคดี และมองวัยรุ่นสมัยนี้ ไม่ว่าด้วยอคติ หรือ มุมมองที่ธรรมดา ได้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดแท้จริงของวัยรุ่น ที่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต มุมมองความคิดจะมีความต่างจากผู้ใหญ่อย่างชัดเจนถือเป็นวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มและเฉพาะช่วงอายุ

รูปแบบกิจกรรมเป็นการอบรมและลงสนามปฏิบัติการรวมทั้งหมด 18 วัน (ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 7 พฤษภาคม 2552) โดยเป็นความร่วมมือจากมูลนิธิหนังไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดรับสมัครเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 3 เมษายน 2552 คัดเลือกโดยการทดสอบและสัมภาษณ์วันที่ 10 เมษายน และประกาศรายชื่อเยาวชนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมวันที่ 13 เมษายน 2552
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 0 2880 9429 ต่อ 3808,3812 หรือที่ http://www.sac.or.th


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:22:48 น.  

 
*ขอเชิญส่งบุคลากรเข้ารับการอบรมทักษะด้านไอที หลักสูตร Help Desk

ข่าวดีสำหรับองค์กรภาคสังคม

ขอเชิญส่งบุคลากรเข้ารับการอบรมทักษะด้านไอที หลักสูตร Help Desk (การประกอบและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์)

เรียนรู้จากทฤษฎีไปสู่การฝึกปฏิบัติ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานได้รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้กับองค์กร

เริ่มเรียน 16-20 มีนาคม 2552
สมัครด่วนรับจำนวนจำกัด 30 ท่านแรกเท่านั้น
วันนี้จนถึง 26 กุมภาพันธ์ 2552
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โครงการแบ่งปัน


หลักสูตร“การประกอบและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์”

วัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ด้านการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ , การติดตั้งระบบและโปรแกรม (IT Administration) ดูแลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (IT Network) ให้แก่บุคลากรในองค์กรภาคสังคมที่จะเป็น“Help desk” ขององค์กรให้รู้ลึก รู้จริง เรียนรู้จากทฤษฎีไปสู่การฝึกปฏิบัติ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานได้รวดเร็ว เต็มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้กับองค์กร

เนื้อหาการอบรม:
• รู้จักอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เรียนรู้หน้าที่ของอุปกรณ์แต่ละชิ้น (Case, power supply, M/B, CPU, RAM. HDD, VGA/3D card)
• วิธีการเลือกซื้ออุปกรณ์และการประกอบเครื่อง
• การลงระบบปฏิบัติการ Windows XP และการลงโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ เช่น Office Multimedia ต่างๆ Scan Virus
• การ Ghost ข้อมูลทั้งหมด เมื่อลง OS และ Application
• การบำรุงรักษา HDD (Disk Clean Up Defrag Scan Disk การลบไฟล์ขยะในโปรแกรมต่างๆ เช่น IE)
• การตรวจสอบลักษณะอาการเสียของอุปกรณ์ต่างๆของคอมพิวเตอร์
• สัญญาณเสียงต่างๆ เมื่อคอมพิวเตอร์เสีย

ผู้เข้ารับการอบรม: ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรภาคสังคม ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ภายในองค์กร หรือ ผู้ปฏิบัติงานในชุมชน ผู้นำชุมชน ที่ทำงานร่วมกับองค์กรภาคสังคมซึ่งไม่มีความรู้การใช้คอมพิวเตอร์มาก่อน หรือต้องการเพิ่มเติมความในรู้เรื่อง Hardware การติดตั้งโปรแกรมการบำรุงรักษา และซ่อมเครื่องได้ด้วยตนเอง จำนวน 30 คน

วิทยากร: คณาจารย์จากแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม

วันเวลาในการอบรม : วันที่ 16 - 20 มีนาคม 2552 เวลา 9.00-16.30 น.

สถานที่อบรม: ห้อง 7204 ชั้น 2 อาคาร 7 โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม ถ.จรัลสนิทวงศ์

หลักสูตรนี้เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพด้านไอทีให้แก่องค์กรภาคสังคม โดยความร่วมมือของ โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม บริษัทไมโครซอฟท์(ประเทศไทย) จำกัด และโครงการแบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน
ผู้เข้าอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตลอดการอบรม จบแล้วได้รับวุฒิบัตร

ข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ:
ฝ่ายเลขานุการ “โครงการแบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน”
คุณจันทร์ทิญา สพัดรัมย์ โทร. 02 978 3300 ต่อ 113 หรือ 087 930 2238

กำหนดการ โครงการพัฒนาศักยภาพด้าน I.T. แก่องค์กรภาคสังคม“หลักสูตร Help Desk (การประกอบและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์) รุ่นที่ 1”
สนับสนุนโดย โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม (ช่างกลสยาม) และบริษัทไมโครซอฟท์(ประเทศไทย) จำกัด
ณ โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม ถ.จรัลสนิทวงศ์
วันที่ 16-20 มีนาคม 2552


DAY 1: 16 มีนาคม 2552
08.00-09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-09.10 น. ผู้แทนโรงเรียนเทคโนโลยีสยาม และ บริษัทไมโครซอฟท์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวต้อนรับผู้เข้าอบรม
09.10-10.30 น. ความรู้ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เรื่อง “รู้จักอุปกรณ์คอมพิวเตอร์”
(รู้จักหน้าที่ของอุปกรณ์แต่ละชิ้น อาทิ Case, Power supply, M/B, CPU, RAM. HDD, VGA/3D card เป็นต้น)
10.30-10.45 น. อาหารว่าง
10.45-12.00 น. ความรู้ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เรื่อง “การประกอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์”
12.00-13.00 น. พักเที่ยง
13.00-15.00 น. การเลือก Case, Power supply, M/B
15.00-15.15 น. อาหารว่าง
15.30-16.30 น. Mini Test
จบการอบรมวันที่ 1

DAY 2: 17 มีนาคม 2552
08.00-09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-10.30 น. การเลือก CPU, RAM และ HDD
10.30-10.45 น. อาหารว่าง
10.45-12.00 น. การเลือก VGA/3D card
12.00-13.00 น. พักเที่ยง
13.00-16.00 น. การเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนการประกอบ
อาหารว่างตามอัธยาศัย
จบการอบรมวันที่ 2

DAY 3: 18 มีนาคม 2552
08.00-09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-12.00 น. ภาคปฏิบัติ: การประกอบอุปกรณ์ต่างๆ และติดตั้งระบบปฏิบัติการ
อาหารว่างตามอัธยาศัย
12.00-13.00 น. พักเที่ยง
13.00-16.00 น. ภาคปฏิบัติ: การประกอบอุปกรณ์ต่างๆ และติดตั้งโปรแกรมสำเร็จรูป
อาหารว่างตามอัธยาศัย
จบการอบรมวันที่ 3


DAY 4: 19 มีนาคม 2552
08.00-09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-12.00 น. ภาคปฏิบัติ: กรณีศึกษา

อาหารว่างตามอัธยาศัย
12.00-13.00 น. พักเที่ยง
13.00-16.00 น. ภาคปฏิบัติ: กรณีศึกษา
อาหารว่างตามอัธยาศัย
จบการอบรมวันที่ 4


DAY 5: 20 มีนาคม 2552
08.00-09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-10.30 น. การบำรุงรักษา HDD/การตรวจสอบลักษณะอาการเสียของอุปกรณ์ต่างๆของคอมพิวเตอร์
10.30-10.45 น. อาหารว่าง
10.45-12.00 น. การตรวจสอบลักษณะอาการเสียของอุปกรณ์ต่างๆ ของคอมพิวเตอร์
12.00-13.00 น. พักเที่ยง
13.00-15.00 น. Contest: แข่งขันประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์
15.00-16.30 น. สอบถามปัญหาทั่วไป
มอบวุฒิบัตร
ปิดการฝึกอบรม

*อบรม การทำแยมเสาวรส

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดอบรม การทำแยมเสาวรส 2 รุ่น
เนื้อหา บรรยายหลักการ การทำแยม อธิบายสูตร การผลิต การบรรจุ ตลอดจนการเก็บรักษาและร่วมปฏิบัติการทำแยมเสาวรส มีอาหารกลางวัน ด้วย
วิทยากร น.ส. ช่อลัดดา เที่ยงพุก และนางอุไร เผ่าสังข์ทอง
วัน และเวลา รุ่นที่ 1 วันที่ 25 มีนาคม 2552 เวลา 09.00- 16.00 น. รุ่นที่ 2 วันที่ 26 มีนาคม 2552 เวลา 09.00- 16.00 น. (หมดเขตลงทะเบียน 20 มี.ค. 2552) ค่าลงทะเบียน ฟรี !!!
ติดต่อ น.ส. ช่อลัดดา เที่ยงพุก โทร. 087-823-8629
ผู้สนใจ ต้องวางมัดจำ 200 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 069-223434-0 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี น.ส. ช่อลัดดา เที่ยงพุก และโทรมาแจ้ง
ที่เบอร์ดังกล่าวซึ่งเงินมัดจำจะคืนให้ในวันอบรม


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:23:27 น.  

 

*“จีนศึกษา 2009 โอกาส อาชีพ และอนาคตโลกในมือคนรุ่นใหม่”

หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจีนในระบบเศรษฐกิจโลก
Master of Arts in China in World Economic System
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

งาน Open House แนะนำหลักสูตร
และ โครงการเสวนาวิชาการ จีนศึกษาเพื่อนวัตกรรมสังคม ครั้งที่ 2
เรื่อง“จีนศึกษา 2009 โอกาส อาชีพ
และอนาคตโลกในมือคนรุ่นใหม่”
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2552 เวลา 9.00 - 16.00 น.
ณ ห้องประชุม 701 ศูนย์ศึกษาสาทรธานี มหาวิทยาลัยรังสิต
ชั้น 7 อาคารสาธรธานี 1 ถนนสาทรเหนือ กรุงเทพฯ (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าBTSช่องนนทรี)

กำหนดการย่อ(Tentative program)
เวลา รายการ

9.00-9.30 ลงทะเบียน
9.30-10.00 • พิธีกร คุณศุภรัตน์ ปรัชญาวาทิน แจ้งกำหนดการภาคเช้า
• ดร.รณี เลิศเลื่อมใส ผู้อำนวยการหลักสูตร กล่าวรายงานและเชิญ
รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวเปิดงาน
• ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ รองประธานหลักสูตร กล่าวแนะนำหลักสูตร
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต(จีนในระบบเศรษฐกิจโลก) และผลงานวิชาการต่าง ๆ
10.00-10.30 อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ บรรยายนำ “จีนศึกษา 2009 โอกาส อาชีพ และอนาคตโลกในมือคนรุ่นใหม่”
พักรับประทานเครื่องดื่มและของว่าง
10.30-12.30 เสวนาหัวข้อ 1 จีนศึกษา2009 กับ ภูมิสังคม-วัฒนธรรม- เศรษฐกิจ ระหว่างจีน-อาเซียน จากโครงข่ายโลจิสต์ติกส์ทางบกและทะเล สืบสานจากอดีตสู่ปัจจุบัน

วิทยากร
• “การฑูตและแสนยานุภาพทางทะเลของ ‘เจิ้งเหอ ’ กับมโนทัศน์ Soft
Power ของจีนจากอดีตสู่ปัจจุบัน” โดย อาจารย์สิทธิพล เครือรัฐติกาล โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
• “ภิกษุถังซัมจั๋ง-เส้นทางสายไหม โลจิสต์ติกส์โบราณ และยุทธศาสตร์
Go West ของจีน โดย คุณอุษา โลหะจรูญ นักวิชาการอิสระ และผู้แปลหนังสือประวัติศาสตร์ยูนนานสมัยใหม่
• “โครงข่ายทางหลวงจีน-อาเซียน : EWEC เส้นทาง R9(ดานัง-สะหวันเขต-
มุกดาหาร-ตาก-เมาะละแหม่ง) กับ อนาคตประชาคมอาเซียน 2015” โดย
ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ดร.พิทยา สุวคันธ์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และ ดร.รณี เลิศเลื่อมใส วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
• “เส้นทาง R3(คุนหมิง-เชียงของ) กับการท่องเที่ยวBack Packer และกลุ่ม
ชาติพันธุ์” โดย คุณณัฐณิชา จิรพงษ์บัณฑิต และคุณธนกร แสงสินธุ์ มหาบัณฑิต และนักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต(จีนในระบบเศรษฐกิจโลก)
12.30-13.30 พักกลางวัน / รับประทานตามอัธยาศรัย
13.30 พิธีกร คุณศุภรัตน์ ปรัชญาวาทิน แจ้งกำหนดการภาคบ่าย
13.30-14.00 อาจารย์วรศักดิ์ มหัธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย บรรยายสรุป “จีนศึกษา 2009 โอกาส อาชีพ และอนาคตโลกในมือคนรุ่นใหม่”
14.00-15.30 เสวนาหัวข้อ 2 จีนศึกษา 2009 กับการศึกษาจีนถิ่นในไทย : ภาษา ความเชื่อ และวัฒนธรรมสัมพันธ์
วิทยากร
• “เทพมารดาสวรรค์‘ซีหวางหมู่’ กับสถานภาพทางสังคมของหญิงชาวจีน
ในสมัยราชวงศ์ฮั่น” โดย คุณธีรวัฒน์ ลาภนิรันดร์ นักศึกษาหลักสูตรศิลป
ศาสตรมหาบัณฑิต(จีนในระบบเศรษฐกิจโลก)
• “การศึกษาจีนถิ่นในไทยและโครงการสารานุกรม” โดย ดร.ศิริเพ็ญ
อึ้งสิทธิพูนพร สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมฯ มหาวิทยาลัยมหิดล
• “วัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย-จีน กับจีนศึกษา 2009 ขององค์กรภาคประชา
สังคม” โดย อาจารย์ชูศักดิ์ สุวิมลเสถียร ศูนย์ไทย-จีนวิทยา และคุณนพดล ชวาลกร ศูนย์ฮักกาศึกษาแห่งประเทศไทย
15.30-16.00 ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ รองประธานหลักสูตร กล่าวสรุปการเสวนาวิชาการ
• ผู้ร่วมเสวนาถามและร่วมอภิปราย
• ขอบคุณ มอบของที่ระลึกผู้ร่วมงาน และปิดการเสวนา


กิจกรรมภายในงาน
• ซุ้ม Open House แนะนำหลักสูตรป.โท(จีนในระบบเศรษฐกิจโลก)โดยจอภาพLCD และเชิญ
สมัครรับทุนเรียนดี 100%, 50% และ20% ในภาค 1 ปีการศึกษา 2552 (เปิดเรียน 13 มิถุนายน 2552)
• การแสดงผลงานวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ เช่น “กวานซีกับการลงทุนไทยในจีน” “การขนส่ง
ยางพาราไทยไปจีน” “สถานภาพการศึกษาไทลื้อในจีน” “นักท่องเที่ยวชาวจีนกับสปาไทย” ฯลฯ “
• รับสมัคร “ทัศนศึกษา YUNNAN INTERNATIONAL EXPO 2009” ณ นครคุนหมิง และดูงาน
เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศเส้นทางน้ำและทางบก R3 (วันที่ 4-8 มิถุนายน 2552)
• นิทรรศการภาพถ่ายผลงานนักศึกษาหลักสูตรป.โท(จีนฯ) เส้นทาง R3(ยูนนาน-สิบสองปันนา-
ลาว-ไทย) ทิวทัศน์ วิถีชีวิตข้ามพรมแดน และเส่นห์ชาติพันธุ์นานา
• ชมภาพสไลด์จากจอภาพ LCD ของ โครงข่ายทางหลวงจีน-อาเซียน : EWEC เส้นทาง R9
(เวียดนาม-ลาว-ไทย-พม่า) บทความสรุปย่อจากโครงการวิจัย สนับสนุนโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา(ITD) (องค์กรมหาชน) ร่วมด้วยอาจารย์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต(จีนในระบบเศรษฐกิจโลก) ม.รังสิต และอาจารย์จากม.ธรรมศาสตร์ ม.มหิดล ม.เกษตรศาสตร์
• ขายหนังสือและสื่อต่างๆ ด้าน ภาษา วัฒนธรรม ศิลปและวิทยาการจีน
การเดินทางสะดวกมากด้วยรถไฟฟ้า(BTS) โดยลงที่สถานีช่องนนทรี สามารถดูแผนที่ที่ตั้งศูนย์สาทรธานีและวิธีเดินทางได้จากเอกสารแนบ หรือ http://www.sathorn.net(คลิกที่จองห้องสัมมนา) และอาคารมีที่จอดรถยนต์ (โปรดเตรียมเงินค่าจอด 1วัน/50 บาท).

ที่นั่งมีจำกัด โปรดสำรองที่นั่งด่วนทางโทรสารหรืออีเมล์
(ไม่เก็บค่าลงทะเบียน)
โปรดส่งใบตอบรับเพื่อลงทะเบียน ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2552 โทรสาร (fax.). 0-2617-5859 e-mail:pramemanut2004@hotmail.com, le.rk.siri_teep@hotmail.com, และ jai_jaruda@hotmail.com

หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่
โทร. 08-6670- 4564(ดร.รณี), 08-6526- 3328(เปรมณัช),
0-2617-5854-8(จูลี่และแมว ศูนย์วิภาวดี), 0-2636- 8383(ศูนย์สาทรธานี)




*เสวนา "บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ : สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการสร้างนโยบายอย่างมีส่วนร่วม"

วันพฤหัสบดี ที่ 26 เดือน มีนาคม ปี 2552 เวลา 08.30 - 13.30 น.
ณ ห้อง ๗๐๗ อาคารบรมราชกุมารี ชั้น ๗ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


กำหนดการโครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ

เวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้ บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ : สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการสร้างนโยบายอย่างมีส่วนร่วม

๐๘.๓๐-๐๙.๐๐ น. ลงทะเบียน
๐๙.๐๐-๐๙.๑๐ น. เกริ่นนำโครงการจีเอ็นเอชฯ
๐๙.๑๐-๑๐.๐๐ น. ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย บรรยายเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนา การประสานระบบคุณค่า จริยธรรม วัฒนธรรมกับเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน"

๑๐.๐๐-๑๐.๑๕ น. พักรับประทานอาหารว่าง
๑๐.๑๕-๑๒.๐๐ น. กรณีศึกษาบทบาทของสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้ไปพ้นจากผลผลิตมวลรวมประชาชาติ

- ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) "ICT เครื่องมือเพื่อสร้างความสุขให้คนด้อยโอกาสในสังคม"
- คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา "การใช้สื่อสารสนเทศในการเคลื่อนไหวทางสังคม และในโครงการความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม"
- คุณสุเทพ วิไลเลิศ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ "บทบาทของวิทยุชุมชนเพื่อการพัฒนาชุมชน"
- คุณสุนิตย์ เชรษฐา Change Fusion "นวัตกรรมเพื่อสังคม ICT"
- คุณชิดพงษ์ กิตตินราเครือข่ายครีเอทีฟคอมมอนส์ "การส่งเสริมเสรีภาพในการแบ่งปันต่อยอดสื่อสร้างสรรค์บนโลกออนไลน์"
- ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการ

๑๒.๐๐ - ๑๒.๒๕ ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
๑๒.๒๕- ๑๒.๓๐ พิธีปิด
๑๒.๓๐ - ๑๓.๓๐ รับประทานอาหารกลางวัน

สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่ง ฟรี
โทร. ๐๒-๖๒๒-๐๙๕๕, ๐๒-๒๒๒-๕๖๙๘, ๐๘๖-๘๓๗-๓๘๔๖
แฟ็กซ์ ๐๒-๖๒๒-๓๒๒๘
อีเมล sajee@gnh-movement.org, k_sajee@hotmail.com


โดย: jenifaae วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:22:24:19 น.  

 
*ขอเชิญส่งผลงานและเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2552

ด้วยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจะจัดการประชุมทางวิชาการ และนำเสนอผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2552 ขึ้น เพื่อเป็นการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยและวิทยานิพนธ์ไปเผยแพร่และนำเสนอสู่สาธารณชนอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวมในวันที่ 1-2 กันยายน 2552 เวลา 8.30 - 16.30 น. ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช


<< รายละเอียด ใบสมัคร การเสนอผลงาน แผ่นพับ >>


ทั้งนี้ จึงใคร่ขอเชิญผู้สนใจส่งผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์และเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดยไม่เสียค่าลงทะเบียน ดูรายละเอียดการส่งผลงาน
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยและพัฒนา โทร. 0-2504-7588-9

ใบสมัครเข้าร่วมประชุมและนำเสนอผลงาน


1. ชื่อ-สกุล.......................................................................................................

2. สถานที่ทำงาน................................................................................................

3. สถานที่ติดต่อ..................................................เลขที่....................ซอย................

ถนน......................................................ตำบล/แขวง.................................................

อำเภอ/เขต...................................จังหวัด............................รหัสไปรษณีย์..........................

โทรศัพท์..................................................E-Mail.............................................................

4. ระดับการศึกษาสูงสุด

( ) 1 ปริญญาตรี สาขา.............................................. ( ) 2 ปริญญาโท สาขา....................

( ) 3. ปริญญาเอก สาขา............................................. ( ) 4. อื่น ๆ...............................

5. มีความประสงค์

5.1 เข้าร่วมประชุม

( ) วันที่ 1 กันยายน 2552

( ) วันที่ 2 กันยายน 2552

( ) วันที่ 1- 2 กันยายน 2552

5.2 นำเสนอผลงาน

( ) กลุ่มวิทยานิพนธ์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
และวิทยาศาสตร์สุขภาพ)

( ) กลุ่มวิจัยทั่วไป

( ) กลุ่มวิจัยและวิทยานิพนธ์ทางด้านการศึกษา





ลงชื่อ.................................................................................ผู้สมัคร
( )

วันที่...............................................................................



หมายเหตุ

1. ข้อมูลและใบสมัครสามารถ Download ได้ที่ http://www.stou.ac.th/Offices/Ord/home

2. ส่งใบสมัครทางโทรสาร หมายเลข 0 2503 4898

3. ติดต่อห้องพักภายในมหาวิทยาลัยได้ที่โทรศัพท์ หมายเลข 0 2504 8713




*งานแถลงข่าวเปิดตัว “การใช้งานเครือข่าย Trans-Eurasia Information Network (TEIN3)”

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค/สวทช. ได้ร่วมมือกันภายใต้ชื่อ ThaiREN : Thailand Research and Education Network สมัครเข้าร่วมโครงการ Trans-Eurasia Information Network (TEIN2) ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อการศึกษาวิจัยของประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงทวีปออสเตรเลีย เพื่อเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายเพื่อการศึกษาวิจัยของประเทศในแถบทวีปยุโรป โดยทางสหภาพยุโรปสนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่ง และเริ่มโครงการ TEIN3 ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ 2 ในช่วงเดือนตุลาคม 2551 โดยจะเพิ่มการเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังประเทศในกลุ่มเอเชียใต้ และปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้งานเพื่อการศึกษา วิจัย โดยสถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านการศึกษา วิจัย โดยเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เครือข่าย Trans-Eurasia Information Network (TEIN3) มีความสำคัญต่อกิจกรรมการเรียนการสอนและการวิจัยอย่างไร มหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆจะได้รับประโยชน์และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายในการพัฒนาการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง เนคเทคจึงขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว “การใช้งานเครือข่าย Trans-Eurasia Information Network (TEIN3)” ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2552 เวลา 8.30 – 13.30 น. ณ ห้อง Auditorium ชั้น 3 อาคาร Convention Center สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยเนคเนคได้จัดรถรับส่งสื่อมวลชนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวลา 8.00 น. กลับเวลา 13.00 น.

กำหนดการ

08.30 – 09.00 น. Registration
09.00 – 09.30 น. Welcome Speech Introduction Opening Panel
By Director of NECTEC
Director of UniNet
General Secretary of
Ministry of Information and Communication Technology
Commission on Higher Education
Ministry of Science and Technology
09.30 – 09.45 น. Greetings from EU, Collaboration between EU and Asia
By EU representative in Thailand
09.45 - 10.15 น Achievement and Plans of the TEIN3 Project
By David West/DANTE
10.15 – 10.30 น Coffee Break
10.30 – 11.00 น TIEN3 Applications
Tele-Education panel: CanalAVIST
By Prof.Kanchana Kanchanasut : Global Media Classroom
By Asso.Prof.Supawadee Rattanamat : TAIST
By NECTEC
11.00 – 11.30 น. Tele-medicine Activities in TEIN3
By Dr.Pornarong Chotiwan
Prof.Shuji Shimizu
11.30 – 12.00 น. Remote Sensing: THEOS Satellite
By Chanchai Peanvijarnpong
12.00 – 12.30 น. High Performance Computing
NECTEC/ThaiGrid
12.30 – 13.30 น. Lunch

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
คุณสายพิณ ธนะศิริวัฒนา
โทร. 02-564-6900 ต่อ 2335-2339
แฟกซ์ 02-564-6858


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:25:30 น.  

 
*การสัมมนาวิชาการนานาชาติ“ภาพหลอกหลอน ณ ชายแดนใต้ของไทย: การเขียนประวัติศาสตร์ปาตานีและโลกอิสลาม”



ปิดรับพิจารณาบทคัดย่อ
การสัมมนาวิชาการนานาชาติ
“ภาพหลอกหลอน ณ ชายแดนใต้ของไทย: การเขียนประวัติศาสตร์ปาตานีและโลกอิสลาม”

11-12 ธันวาคม 2552
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โครงการภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ใคร่เรียนเชิญส่งบทคัดย่อ สำหรับบทความนำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ “ปาตานี”

นับตั้งแต่ปัญหาความรุนแรงระลอกใหม่ได้ปะทุขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา แวดวงวิชาการ สื่อสารมวลชน และรวมถึงรัฐบาล ได้มุ่งให้ความสนใจต่ออิทธิพลของศาสนาอิสลาม (โดยเฉพาะในมิติอุดมการณ์ทางการเมืองบนฐานของศาสนาอิสลาม) ที่มีต่อความขัดแย้งดังกล่าว ภายใต้กระแสสนใจดังกล่าวนี้ สิ่งสำคัญหนึ่งที่ขาดหายไปในการถกเถียงอภิปรายในปัจจุบันต่อปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย คือสำนึกทางประวัติศาสตร์ของกลุ่ม “ผู้ก่อการ” และผู้คนทั่วไปในพื้นที่ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ชาตินิยมอันสัมพันธ์กับอดีตรัฐสุลต่านมลายูแห่งปาตานี ซึ่งมีอิทธิพลต่อการก่อรูปของสำนึกทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว

เฉกเช่นคำอธิบายในงานเขียนชิ้นสำคัญของอิบรอฮิม ชุกรี เรื่อง Sejarah Kerajaan Patani Melayu (ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปาตานี) ประวัติศาสตร์นิพนธ์ชาตินิยมมลายูปาตานีสร้างมุมมองต่อประวัติศาสตร์ปาตานีในมิติของการต่อสู้อย่างต่อเนื่องยาวนานเพื่อเป็นเอกราชจากรัฐสยาม บรรยายปาตานีในฐานะรัฐการค้าซึ่งทรงอำนาจ รุ่งเรือง และเป็นอิสระ รวมถึงเป็นศูนย์กลางสำคัญของความรู้และปวงปราชญ์อิสลามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระทั่งต้องตกอยู่ภายใต้แอกของสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 - ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นับแต่นั้นเป็นต้นมา ปาตานีได้สืบสานการต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากการปกครองและความอยุติธรรมของสยาม ประวัติศาสตร์นิพนธ์ปาตานีภายใต้คำอธิบายดังกล่าว มีความคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบชาตินิยมในอดีตรัฐอาณานิคมอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเพียงแต่เปลี่ยนศัตรูอันเป็นเป้าหมายแห่งการต่อสู้จากเจ้าอาณานิคมตะวันตกเป็นรัฐสยาม ขณะที่เรื่องราวก็ฉาบทาด้วยความขมขื่น และการโหยหาอดีตอันรุ่งเรืองและคงอิสรภาพ ทั้งนี้ คำอธิบายประวัติศาสตร์ปาตานีแบบดังกล่าว ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วกับประวัติศาสตร์ฉบับทางการของไทย ซึ่งอธิบายปาตานีในฐานะเมืองขึ้นหนึ่งของสยามนับตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์
เป้าหมายสำคัญของการสัมมนาฯ ครั้งนี้ คือเพื่อการนำเสนอและอภิปรายอย่างวิพากษ์วิจารณ์ต่อสำนึกและการเขียนประวัติศาสตร์มลายูปาตานี รวมถึงเพื่อการประเมินอิทธิพลและบทบาทของประวัติศาสตร์ต่อผู้คนและอุดมการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยปัจจุบัน

การสัมมนาฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคม 2552 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะผู้จัดการสัมมนาฯ ใคร่ขอบคุณต่อการเผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับการสัมมนาฯ ครั้งนี้ไปสู่ผู้ใส่ใจต่อปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นักวิจัย นักศึกษา นักวิชาการ ฯลฯ ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสัมมนาฯ สามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ http://www.patani-conference.net

รายละเอียดการส่งบทคัดย่อ (Abstract) เพื่อรับการพิจารณาการนำเสนอบทความ
• เปิดรับบทคัดย่อ จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2552
• สามารถส่งบทคัดย่อเป็นภาษาไทย, มลายู (รูมี) หรืออังกฤษ
• ความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ
• ส่งบทย่อ: davisakd.puaksom@gmail.com หรือ history@chula.ac.th
• ประกาศผลการพิจารณาบทคัดย่อ ต้นเดือนมิถุนายน 2552
• กำหนดส่งบทความ สำหรับผู้ที่ผ่านการพิจารณาบทคัดย่อ ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2552
• บทความสามารถเขียนเป็นภาษาไทย, มลายู (รูมี) หรืออังกฤษ
• การนำเสนอบทความในการสัมมนา นำเสนอเป็นภาษาไทย หรืออังกฤษ
คณะผู้จัดการสัมมนาฯ




*เสวนาระดมความคิดเพื่อการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ 2 (กรมที่ดิน)



สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานเสวนา
เรื่อง “ระดมความคิดเพื่อการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ 2 (กรมที่ดิน)”
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552 เวลา 13.00 – 18.00 น.
ณ ห้องดำรงค์ราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ
ที่นั่งจำกัดเพียง 100 ที่นั่ง
สมัครด่วนที่ 0 2225 2777 ต่อ 410 หรือ 414




*งานเสวนาวิชาการเรื่อง “มอญ : ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ”

รู้หรือไม่ ? คนมอญทุกตระกูลจะมีผีประจำตระกูล อาทิ ผีงู ผีเต่า ผีไก่ ผีข้าวเหนียว เป็นต้น และมีพิธีบวงสรวงบูชาผีกันประจำทุกปี นอกจากนี้จะมีการรำผีมอญ เมื่อเกิดเหตุอาเพศบางอย่างที่ผิดปกติ อาทิ การผิดผี แต่ การรำผีมอญ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีขั้นตอนอย่างไร การผิดผี คืออะไร??? ร่วมค้นหาคำตอบและเรียนรู้วิถีมอญ ได้ที่ งานเสวนาวิชาการเรื่อง “มอญ : ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ” จัดขึ้นโดย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) เพื่อต่อยอดองค์ความรู้เรื่องชาติพันธุ์จากนิทรรศการถาวร เรื่อง “เรียงความประเทศไทย” ห้องสุวรรณภูมิ ของมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ กับ ๒ วิทยากรผู้มีชื่อเสียง คุณพิศาล บุญผูก ที่จะมาร่วมเสวนาเรื่อง “วิถีมอญ : วิถีสุวรรณภูมิ” และคุณองค์ บรรจุน ร่วมเสวนาในหัวข้อ “รำผีมอญ : คำขอร้องจากคนเป็น” !!!

ร่วมเสวนาฟรี ในวันศุกร์ที่ ๒๖ มิถุนายนนี้ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องพิพิธเพลิน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (ท่าเตียน) กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง โทร. ๐ ๒๒๒๕ ๒๗๗๗ ต่อ ๔๐๓ หรือ ๔๐๕ อีเมล์ info@ndmi.or.th และ เว็บไซต์ http://www.ndmi.or.th

กำหนดการ

๑๓.๐๐ - ๑๓.๑๕ น. ลงทะเบียน
๑๓.๑๕ - ๑๔.๐๐ น. "วิถีมอญ: วิถีสุวรรณภูมิ"
โดย คุณพิศาล บุญผูก
๑๔.๐๐ - ๑๔.๑๕ น. อาหารว่าง
๑๔.๑๕ – ๑๖.๐๐ น. "รำผีมอญ: คำขอร้องจากคนเป็น"
โดย คุณองค์ บรรจุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-667-0174




*ขอเชิญชวนร่วมการสัมมนา “15 ปี เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ : สู้วิกฤติพลังงาน ต้านภาวะโลกร้อน”

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ขอเชิญชวนเข้าร่วมการสัมมนา “15 ปี เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สู้วิกฤติพลังงาน ต้านภาวะโลกร้อน” ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2552 ณ ห้องเมจิก 3 (ชั้น2) โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาเป็นประธานในพิธีเปิด
รศ. ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยว่า “สถาบันฯ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็น และความต้องการของผู้ดำเนินกิจการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องน้ำเสีย กลิ่นเหม็น และแมลงวัน ที่ส่งผลกระทบต่อฟาร์มและชุมชนข้างเคียง ทั้งยังสามารถผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์ม และผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ซึ่งโครงการฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2538 ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว จึงได้พิจารณาเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรจัดให้มีการประชุมการประชุมสัมมนาระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการธุรกิจปศุสัตว์ต่างๆ หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่ดำเนินการทางด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน ผู้สนับสนุนเงินทุน ตลอดจนผู้รับเหมาที่สนใจเข้าร่วมงานก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพ ติดตั้งอุปกรณ์พลังงานและระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามโครงการ ได้รับทราบเกี่ยวกับเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ นโยบายจากองค์กรสนันสนุนโครงการฯ รวมไปถึงแนวคิดและแนวทางที่จะนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป”
ในการสัมมนาดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาเป็นประธานในพิธีเปิด และปาฐกถาพิเศษเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาได้รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตลอด 15 ปี ของโครงการฯ ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับประโยชน์ การเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าระบบก๊าซชีวภาพ รวมถึงโอกาสในการนำระบบก๊าซชีวภาพไปพัฒนาเป็นโครงการภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ร่วมกัน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกบูธนิทรรศการเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมาของโครงการฯ การให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิคจากวิศวกร และที่ปรึกษาของสถาบันฯ


กำหนดการงานสัมมนา
“15 ปี เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สู้วิกฤติพลังงาน ต้านภาวะโลกร้อน”
จัดโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ณ ห้องเมจิก 3 (ชั้น 2) โรงแรม มิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
ในวันที่ 26 มิถุนายน 2552


08.30-08.45 น. แขกผู้มีเกียรติลงทะเบียน
08.45-09.00 น. คณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
09.00-09.05 น. กล่าวต้อนรับและเชิญชมวีดิทัศน์ 15 ปี เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ
09.05-09.20 น. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โดย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
09.20-10.00 น. กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สรุปผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และแผนการขยายผล” โดย นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
10.00-10.15 น. พิธีมอบโล่รางวัลให้แก่เจ้าของฟาร์ม โดย นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
10.15-10.30 น พิธีลงนามในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ระหว่าง ผู้แทนจากธนาคารโลก และ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
10.30-10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10.45-11.00 น. พิธีลงนามในสัญญาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพของผู้ประกอบการ
11.00-12.00 น. การเสวนา “การเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าระบบก๊าซชีวภาพ” โดย
ดร.สมชาย นิติกาญจนา บ. เอส พี เอ็ม ฟาร์ม
นายอร่าม อุประโจง ห้วยน้ำรินฟาร์ม
ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ดำเนินรายการ
12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-13.30 น. พิธีลงนามการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่าง ผู้แทนจากฟาร์ม และ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
13.30-15.00 น. การเสวนา “โอกาสทางธุรกิจโครงการ CDM จากกิจกรรม biogas ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์”
โดย ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือผู้แทน
ผู้แทนฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ประสบความสำเร็จในโครงการ CDM
คุณปองทิพย์ ภูวเจริญ ผู้แทนจากธนาคารโลก
ผศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม ดำเนินรายการ


เยี่ยมชมนิทรรศการ “15 ปี เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ” ได้ตลอดเวลา


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:26:21 น.  

 
*นิทรรศการหมุนเวียน “ปริศนาแห่งลูกปัด”

สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการจัดตั้งมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชม และนิทรรศการ (Interactive) กระตุกต่อมความคิด และจุดประกายความรู้
จากความสำเร็จของ “ มิวเซียมสยาม “ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรก บนพื้นที่กระทรวงพาณิชย์ (เดิม) กว่า 1 ปี มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 2.6 แสนคน และกระแสสังคมเกี่ยวกับลูกปัดโบราณ ในนิทรรศการหมุนเวียน “ปริศนาแห่งลูกปัด” สถาบันฯ จึงมีโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ 2 บนเกาะรัตนโกสินทร์ให้เป็นกลุ่มพิพิธภัณฑ์ (Museum Complex) โดยนำเอาอาคารเก่า หรืออาคารประวัติศาสตร์บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน มาปรับใช้เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ 2
กรมที่ดิน คืออาคารประวัติศาสตร์ที่อยู่ในแผนการขอนำมาสร้างพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ 2 เพราะเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าแก่การรักษา และสามารถสร้างเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างเหมาะสม
สถาบันฯ จึงได้จัด “งานเสวนาระดมความคิดเพื่อการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ 2 (พื้นที่กรมที่ดิน)” วันที่ 30 มิถุนายน 2552 เวลา 12.30 – 18.30 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถ.เจ้าฟ้า กรุงเทพฯ โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และผู้ทรงคุณวุฒิอีกมากมายร่วมการเสวนา อาทิ ศ.นพ.ประเวศ วะสี รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 0 2225-2777 ต่อ 410 และ http://www.ndmi.or.th

กำหนด

๑๒.๓๐ – ๑๓.๐๐ น. : ลงทะเบียน รับเอกสาร
๑๓.๐๐ – ๑๓.๑๕ น. : กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์การเสวนา
โดย พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
๑๓.๑๕ – ๑๓.๔๕ น. : บทบาทของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้
โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้
๑๓.๔๕ – ๑๔.๑๕ น. : นโยบายรัฐบาลในการสนับสนุนให้พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้
โดย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
๑๔.๑๕ – ๑๔.๔๕ น. : การพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์เป็นเกาะแห่งการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์
โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
๑๔.๔๕ – ๑๕.๓๐ น. : ปาฐกถาพิเศษ : การเรียนรู้อย่างแท้จริง
โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส
: ภูมิปัญญาการเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้
โดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์
๑๕.๓๐ – ๑๕.๔๕ น. : รับประทานอาหารว่าง
๑๕.๔๕ – ๑๘.๐๐ น. : เสวนาระดมความคิด “พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้กับชาติพันธุ์และภูมิปัญญา” นำการเสวนาโดย
- รศ.สุรพล นาถะพินธุ - นพ.บัญชา พงษ์พานิช
- ดร.วราวุธ สุธีธร - คุณสุภาวดี หาญเมธี
- คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา - ดร.อัครพงษ์ ค่ำคูณ
- อ.ชาตรี ประกิตนนทการ
ดำเนินรายการโดย รศ.โรจน์ คุณเอนก
ในหัวข้อดังนี้
- ความเหมาะสมของพื้นที่ (กรมที่ดิน) ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ ๒
- การจัดทำเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งที่ ๒
- การบริหารจัดการ
- ฯลฯ
๑๘.๐๐ – ๑๘.๓๐ น. : สรุปผลการเสวนาระดมความคิด
โดย อ.ภูธร ภูมะธน อนุกรรมการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-667-0174




*กิจกรรมพิเศษ "The Month of Derivatives Knowledge"

บล. เคที ซีมิโก้ ภายในกิจกรรมพิเศษ "The Month of Derivatives Knowledge" จัดฟรีสัมมนาเพื่อเติมเต็มความรู้แก่นักลงทุน ในหัวข้อ "รู้ลึกทุกเรื่อง คุยเฟื่องเรื่องฟิวเจอร์ส" จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ พบกันได้ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน นี้ ตั้งแต่ 9.00 น. เป็นต้นไป ณ สาขาสำนักงานใหญ่ ถ.สีลม สำรองที่นั่ง โทร.0-2695-5501

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
KT ZMICO โทร. 02-695-5555
อีเมล์ ktzmicoconnect@ktzmico.com


ห้องประชุมชั้น 8 อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ ถนนสีลม
9.00 - 12.00 น




*งานสัมมนา “Sierra wireless l Wavecom, creating a global leader in wireless data”

เนื่องด้วย บริษัท เอ็มวี คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ผู้นำด้านการจัดหาและให้บริการด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตแห่งอนาคดของประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท เวบคอม จำกัด ให้เป็นตัวแทนจำหนายผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทย มีความยินดีเรียนเชิญสื่อผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา “Sierra wireless l Wavecom, creating a global leader in wireless data” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีทื่ 25 มิถุนายน 2552 เวลา 9.30 - 13.00 น. ณ ห้อง President Room 1-2 โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

โดยภายในงาน Mr. Colin Chew ผู้จัดการส่วนภูมิภาคฝ่ายการตลาด บริษัท เวบคอม (เอเชียแปซิฟิก) จำกัด จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการรวมตัวกันของ บริษัท เวบคอม จำกัด และ บริษัท เซียร่า ไวร์เลส จำกัด อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทยของทั้งสองบริษัท

สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ ฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มวี คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด โทร 02-831-3515#256




*โครงการสัมมนาผู้บริหารตามแผนยุทธศาสตร์และกลไก การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล

โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วันที่ ๑๑ – ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ณ ห้องบอลรูม ๑ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ


วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๒
เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น.
ลงทะเบียน

วันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒
เวลา ๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น.
ลงทะเบียน

เวลา ๐๙.๐๐ – ๐๙.๓๐ น.
ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการประชุม โดย ผอ.สนย.

เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๐.๓๐ น.
พิธีเปิด และมอบนโยบายในการปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
โดย นายอิสสระ สมชัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.
แนวทางในการปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์รั้วครอบครัว
โดย นายวัลลภ พลอยทับทิม
ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เวลา ๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.
รับประทานอาหาร

เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ น.
การอภิปรายสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล
โดย ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
และเลขาธิการ ป.ป.ส.

เวลา ๑๕.๐๐๐ – ๑๗.๐๐ น.
ประชุมกลุ่มย่อย

เวลา ๑๗.๐๐ น.


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:27:07 น.  

 
*สัมมนาเรื่อง " ป้องกันไข้หวัดใหญ่ (สายพันธุ์ใหม่ 2009) ไม่ใช่เรื่องใหญ่ "

โรงพยาบาลวิภาวดี ร่วมกับ ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ขอเชิญผู้สนใจฟังสัมมนาเรื่อง " ป้องกันไข้หวัดใหญ่ (สายพันธุ์ใหม่ 2009) ไม่ใช่เรื่องใหญ่ " วิทยากรโดย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 9 อาคาร 1 รพ.วิภาวดี สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ แนกลูกค้าสัมพันธ์ 0-2561-1111 กด 1

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2561-1111 ต่อ 2432 ณัฐวดี สังทรัพย์




*สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีภาพยนตร์นานาชาติคัดสรรมาให้ได้ชมกัน

สัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีภาพยนตร์นานาชาติคัดสรรมาให้ได้ชมกัน โดยในเดือนนี้มีฉายทั้งหมด 9 เรื่อง โดยภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแสวงหา การต่อสู้กับความอยุติธรรมของชีวิต

เริ่มด้วยวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2552 เวลา 12.00 น. ชมภาพยนตร์เรื่อง Walking Tall หนังปี 1973 ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ส่วนหนึ่งให้คนหนุ่ม คนสาวไทย ลุกขึ้นสู่กับความอยุติธรรม จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สร้างจากชีวิตจริงของนายอำเภอบิลฟอร์ด พุสเซอร์ แห่งแม็กเนียรี่ เคาน์ตี้ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ...เรื่องถัดมา Dog Day Afternoon (1975) เวลา 14.15 น. พบการแสดงของอัล ปาชิโน ผู้แสดงนำ และเรื่องสุดท้ายของวันคือ Taxi Driver (1976) เวลา 16.20 ชมการแสดงของโรเบิร์ต เดอ นิโร และจูดี้ ฟอสเตอร์

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ใครที่เป็นแฟนการแสดงของพอล นิวแมน ไม่ควรพลาด ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องในวันนี้ทุกเรื่องมีพอล นิวแมน เป็นนักแสดงนำ The Hustler (1961) ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายงานเขียนของ วอลเตอร์ เอส.เทวิส เริ่มเวลา 12.00 น. ...เรื่องที่สอง Cool Hand Luke (1967) และเรื่องสุดท้าย The Sting (1973) การันตีด้วย 7 รางวัลออสการ์เมื่อปี 1974

โปรแกรมภาพยนตร์ประจำเดือนมิถุนายนปิดท้ายกันวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 เริ่มเวลาเที่ยงเหมือนเดิม เรื่องแรก Easy Rider (1969) เรื่องที่สอง The Conversation (1974) และเรื่องสุดท้ายเป็นไฮไลต์ของวัน Bobby (2008) ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากถ้อยคำของบุคคลต่างๆ ซึ่งอยู่ในชั่วโมงก่อนเกิดเหตุและนาทีลอบสังหารวุฒิสมาชิก โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ นครลอสแองเจลิส

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญชม ภาพยนตร์ทรงคุณค่าแห่งการรอคอย ฉายด้วยจอ LCD ณ ห้องสมุด ฯ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) กรุงเทพ ฯ

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 / 2009 June Saturday 13
ภาพยนตร์ที่ควรค่าแห่งการได้กลับไปชมเพื่อรำลึกถึง

เวลา 12.00 น. /Time 12.00 a.m.
EASY RIDER 1969 colour 95 minutes
ENGLISH DUBBED / THAI SUBTITLE


Starring : PETER FONDA DENNIS HOPPER and JACK NICHOLSON
Director : DENNIS HOPPER Written : PETER FONDA DENNIS HOPPER TERRY SOUTHERN

เวลา 13.50 น. /Time 1.50 a.m.
THE CONVERSATION 1974 colour 113 minutes
ENGLISH DUBBED / THAI SUBTITLE


Starring : GENE HACKMAN
Co-Starring : JOHN CAZALE ALLEN GARFIELD CINDY WILLIAMS FREDERIC FORREST
Written , Produced & Director : FRANCIS FORD COPPOLA Music Scored : DAVID SHIRE

เวลา 15.50 น. /Time 3.50 a.m.
BOBBY 2008 colour 112 minutes
ENGLISH DUBBED / THAI SUBTITLE


Starring : LAURENCE FISHBURNE HEATHER GRAHAM ANTHONY HOPKINS
HELEN HUNT LINDSAY LOHAN WILLIAM H. MACY DEMI MOORE
SHARON STONE ELIJAH WOOD CHRISTIAN SLATER MARTIN SHEEN
Directed-Written: EMILID ESTEVEZ


ชมฟรี : Admission Free เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า บีทีเอส สถานีทองหล่อ (ทางออกหมายเลข 3)
e-mail : banomyong_inst@yahoo.com / http://www.pridiinstitute.com
Tel : 0-2381-3860-1





*โครงการเวทีสาธารณะว่าด้วย :“พัฒนาการของการชุมนุมและการจัดการการใช้เสรีภาพในการชุมนุมในสังคมไทย”

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2552 เวลา 13.00 น.- 17.00 น.
ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

กำหนดการเสวนา
13.00 น.- 14.00 น. หลักการทั่วไปเกี่ยวกับเสรีภาพและขอบเขตในการชุมนุมของ
ต่างประเทศและกฎหมายไทย
โดย
รศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

14.00 น. - 14.15 น. รับประทานอาหารว่าง

14.15 น. - 16.15 น. พัฒนาการและการจัดการการใช้เสรีภาพในการชุมนุมในบริบท
สังคมไทย
โดย
ตัวแทนสมัชชาคนจน*
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กลุ่มประชาชนไม่เอาสงครามกลางเมือง
ตัวแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการใช้เสรีภาพในการชุมนุม*
นายไพโรจน์ พลเพชร สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
นายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

16.15 น. - 16.30 น. ข้อเสนอแนะ
16.30 น. - 17.00 น. ซักถามแลกเปลี่ยน

ดำเนินรายการโดย นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ กรรมการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เครือข่ายสลัมสี่ภาค
สมัชชาคนจน
เครือข่ายผู้ติดเชื้อHIV/เอดส์ ประเทศไทย*
สมานฉันท์แรงงานไทย
เครือข่ายป่าชุมชนอิสาน*
ตัวแทนชาวบ้านจากกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย*

หมายเหตุ : * อยู่ระหว่างการประสานงาน


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:29:04 น.  

 
*การประชุมทางวิชาการ และนำเสนอผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2552

กำหนดการ

การประชุมทางวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัย จัดขึ้นในวันที่ 1-2 กันยายน 2552

ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยมีรายละเอียดดังนี้

วันอังคารที่ 1 กันยายน 2552 (สาขาวิชาศึกษาศาสตร์และสถาบันวิจัยและพัฒนาเป็นผู้รับผิดชอบ)

08.00-08.45 น. - ลงทะเบียนรับเอกสาร

08.45-09.00 น. - พิธีเปิดการประชุม โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

กล่าวรายงาน โดย ประธานกรรมการประจำสาขาวิชาศึกษาศาสตร์

09.00-10.30 น. - การอภิปราย เรื่อง “เครือข่ายวิจัยกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต”

10.45-12.00 น. - การนำเสนอผลงานวิจัยเครือข่ายภาคกลางตอนบน

12.00-13.00 น. - พักรับประทานอาหาร

13.00- 16.30 น. - การนำเสนอผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์



วันพุธที่ 2 กันยายน 2552 (สำนักบัณฑิตศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ)

08.00-09.00 น. - ลงทะเบียนรับเอกสาร

09.00-12.00 น. - การอภิปราย เรื่อง “การเผยแพร่วิทยานิพนธ์สู่สังคม”

12.00-13.00 น. - พักรับประทานอาหาร

13.00- 16.30 น. - การนำเสนอผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์

(อาหารว่าง : 10.30 น. – 10.45 น. และ 14.30 น. – 14.45 น.)




*ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๒ หัวข้อ “ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ โครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์

ขอเชิญร่วมงานปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๒
หัวข้อ “ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

โดย
ดร.นฤมล ทับจุมพล
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิจารณ์ปาฐกถาโดย ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

อภิปรายหัวข้อ
“ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

วิทยากร
แม่ผา กองธรรม ตัวแทนสมัชชาคนจน พื้นที่เขื่อนราษีไศล ภาคอีสาน
พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ตัวแทนชนเผ่า ผู้อยู่กับป่าในพื้นที่ภาคเหนือ
เป๊าะจิ๊ดือราแม ดาราแม ตัวแทนชาวบ้านพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้
วิไลวรรณ แซ่เตีย ตัวแทนคนงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย


วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ เริ่มเวลา ๑๔.๐๐ น.
ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์

เลขที่ ๖๕ /๑ สุขุมวิท ๕๕ (ซอยทองหล่อ) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐
โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙
E-mail : banomyong_inst@yahoo.com


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:30:31 น.  

 
*โครงการ The Rockefeller Bellagio Residency Program

เนื่องด้วยมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษานานาชาติ (Institute of International Education หรือ IIE) ในการประชาสัมพันธ์ โครงการ The Rockefeller Bellagio Residency Program ที่ เมือง Bellagio ประเทศ อิตาลี เป็นระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ แก่นักวิชาการ นักวิจัย และศิลปินในสาขาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

• เอเชียศึกษา (Asian Studies)
• มานุษยวิทยา (Anthropology)
• เศรษฐศาสตร์ (Economics)
• ศึกษาศาสตร์ (Education)
• อักษรศาสตร์; การละคร (Theatre and Dance), การประพันธ์กลอน, นวนิยาย, การเขียนบทละคร(Poetry, Novel Writing, Playwrighting), และ วรรณคดี (literacy Studies)
• นิเทศน์ศาสตร์ ; การทำหนัง (Film and Media Studies, Filmmaking)
• ประวัติศาสตร์ (History)
• ศิลปกรรมศาสตร์ ; การประพันธ์เพลง (Song Composing) และ ทัศนศิลป์ (Visual Arts)
• ปรัชญา (Philosophy)
• วิทยาศาสตร์ (Science)
• รัฐศาสตร์ (Political Science)
• กฏหมาย (Law and Policy)

โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะให้ผู้เข้าร่วมโครงการอันได้แก่ นักวิจัย นักวิชาการ และ ศิลปิน ในสาขาต่าง ๆได้ใช้โอกาสนี้ในการทำงานวิจัยและศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการจาก ประเทศอื่น ๆ โดยจะให้การสนับสนุนในเรื่อง ที่พัก และอาหาร ทั้งหมดในระหว่างอยู่ที่ Bellagio Center โดยในบางกรณี ผู้สมัครสามารถ ขอทุนเพิ่มเติม สำหรับตั๋วเครื่องบิน และค่าเดินทางไปยัง Bellagio Center อีกด้วย ทั้งนี้ผู้ที่มีความสนใจ

สามารถดูรายละเอียดการสมัครเพิ่มเติมที่

http://www.rockfound.org/bellagio/bellagio.shtmlและ

สมัครผ่านทางเวบไซด์

http://bellagioapplication.rockfound.org/bellapp.aspx

ได้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552 โดยผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมโครงการในเดือน กุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2553

หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
คุณ ปนุท ชวาลกุล เจ้าหน้าที่ฝ่ายทุนการศึกษา สถาบันการศึกษานานาชาติ (IIE)
ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-652-0653 ต่อ 119, แฟกซ์ 02-652-0633 หรือ อีเมล์ panut@bkk.iie.org




*SEATRANET International Conference - "Trade in the ASEAN Region under the Global Crisis"

The South East Asia Trade Policy Training Network (SEATRANET) and the Foreign Trade University of Vietnam cordially invite you to attend the First SEATRANET International Conference. The topic is "Trade in the ASEAN Region under the Global Crisis". The conference will be held on December 7, 2009 at the Foreign Trade University in Hanoi, Vietnam.

Who should attend: Government policy makers, representatives of trade oriented NGOs, bilateral and multilateral organizations, researchers, academics and students! While the focus is on the implications of the current global economic challenges on the trade activities and policies of ASEAN members, a broader international attendance is expected, including both Europe and N. America. Register early to receive a reduced registration rate! This will be a valuable opportunity for both knowledge sharing and networking with experts from a variety of backgrounds, countries and perspectives. The registration free and registration form can be found at http://www.seatranet.org

Contributed Papers: A call for contributed papers has been issued, with abstracts to be submitted by 15 August 2009. Selected papers will be presented and discussed during parallel sessions at the conference. It is expected that those researchers whose papers are selected will receive some subsidy toward their travel and participation. The papers will be published in English and Vietnamese as part of the Conference Proceedings. More information can be found at http://www.seatranet.org

Sponsorship: Interested organizations that share the goals of SEATRANET are invited to become sponsors by contributing to the costs of the conference. These important contributions will enable a wider participation, particularly for delegates from LDCs, and will be recognized in various ways in the program and during the conference. Sponsorship has already been approved by the Canadian International Development Agency (through the APEC Economic Integration Program) and by the European Commission (through the MUTRAP II Project) but additional sponsors would further strengthen the conference. The benefits and conditions can be found at http://www.seatranet.org

Further Information, including registration forms, details about contributing papers, and sponsorship can be found on the conference web site http://www.seatranet.org. or by contacting the SEATRANET Secretariat at :

International Institute for Trade & Development (ITD),
16th Floor, Chamchuri Square Office Tower,
Phyathai Road, , Pathumwan, Bangkok, 10330 Thailand.
Tel: +66 (0) 2160 5103-6
Fax: +66 (0) 2160 5107-8
Email : nichapat@itd.or.th




*อบรมการเขียนสารคดีเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "ร้อยความให้เข้าที่ เป็นสารคดีน่าอ่าน"

สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
จัดฝึกอบรมการเขียนสารคดีเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "ร้อยความให้เข้าที่ เป็นสารคดีน่าอ่าน"

ในวันที่ 5-6, 19 กันยายน 2552 โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ภาคทฤษฏี
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบ กลวิธีเล่าความ การหาข้อมูล การหาลีลาการเขียนเป็นของตัวเอง เทคนิคการถ่ายภาพ และการเตรียมตัวออกพื้นที่ ฯลฯ

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2552 นำผลงานการเขียนสารคดีมาวิจารณ์ และเสนอแนะแนวทางการเขียนสารคดี การตั้งชื่อเรื่อง การนำเสนอผลงานสู่สำนักพิมพ์ ฯลฯ

2. ภาคปฏิบัติ
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 ฝึกหัดการเขียนสารคดี การถ่ายภาพ ณ พื้นที่ภาคสนาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ค่าลงทะเบียน ท่านละ 3,500 บาท (ไม่รวมอาหารกลางวัน ณ พื้นที่ภาคสนาม จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ 6 กันยายน 2552)

รับจำนวนไม่เกิน 20 ท่าน ทุกท่านต้องมีกล้องถ่ายรูปเป็นของตนเอง
(ปิดรับสมัครภายในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2552 หรือเมื่อมีผู้สมัครครบจำนวน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
นางสาวประภาศรี ดำสอาด / นางสาววาสนา ส้วยเกร็ด
งานบริการวิชาการ
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา
อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทร 0-2800-2344
โทรสาร 0-2800-2332
E-mail: tepds@mahidol.ac.thlcwsk@staff2.mahidol.ac.th หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.lc.mahidol.ac.th


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:31:51 น.  

 
*สัมมนาเรื่อง " ป้องกันไข้หวัดใหญ่ (สายพันธุ์ใหม่ 2009) ไม่ใช่เรื่องใหญ่ "

โรงพยาบาลวิภาวดี ร่วมกับ ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ขอเชิญผู้สนใจฟังสัมมนาเรื่อง " ป้องกันไข้หวัดใหญ่ (สายพันธุ์ใหม่ 2009) ไม่ใช่เรื่องใหญ่ " วิทยากรโดย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 9 อาคาร 1 รพ.วิภาวดี สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ แนกลูกค้าสัมพันธ์ 0-2561-1111 กด 1

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2561-1111 ต่อ 2432 ณัฐวดี สังทรัพย์




*สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีภาพยนตร์นานาชาติคัดสรรมาให้ได้ชมกัน

สัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีภาพยนตร์นานาชาติคัดสรรมาให้ได้ชมกัน โดยในเดือนนี้มีฉายทั้งหมด 9 เรื่อง โดยภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแสวงหา การต่อสู้กับความอยุติธรรมของชีวิต

เริ่มด้วยวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2552 เวลา 12.00 น. ชมภาพยนตร์เรื่อง Walking Tall หนังปี 1973 ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ส่วนหนึ่งให้คนหนุ่ม คนสาวไทย ลุกขึ้นสู่กับความอยุติธรรม จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สร้างจากชีวิตจริงของนายอำเภอบิลฟอร์ด พุสเซอร์ แห่งแม็กเนียรี่ เคาน์ตี้ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ...เรื่องถัดมา Dog Day Afternoon (1975) เวลา 14.15 น. พบการแสดงของอัล ปาชิโน ผู้แสดงนำ และเรื่องสุดท้ายของวันคือ Taxi Driver (1976) เวลา 16.20 ชมการแสดงของโรเบิร์ต เดอ นิโร และจูดี้ ฟอสเตอร์

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ใครที่เป็นแฟนการแสดงของพอล นิวแมน ไม่ควรพลาด ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องในวันนี้ทุกเรื่องมีพอล นิวแมน เป็นนักแสดงนำ The Hustler (1961) ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายงานเขียนของ วอลเตอร์ เอส.เทวิส เริ่มเวลา 12.00 น. ...เรื่องที่สอง Cool Hand Luke (1967) และเรื่องสุดท้าย The Sting (1973) การันตีด้วย 7 รางวัลออสการ์เมื่อปี 1974

โปรแกรมภาพยนตร์ประจำเดือนมิถุนายนปิดท้ายกันวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 เริ่มเวลาเที่ยงเหมือนเดิม เรื่องแรก Easy Rider (1969) เรื่องที่สอง The Conversation (1974) และเรื่องสุดท้ายเป็นไฮไลต์ของวัน Bobby (2008) ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากถ้อยคำของบุคคลต่างๆ ซึ่งอยู่ในชั่วโมงก่อนเกิดเหตุและนาทีลอบสังหารวุฒิสมาชิก โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ นครลอสแองเจลิส

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญชม ภาพยนตร์ทรงคุณค่าแห่งการรอคอย ฉายด้วยจอ LCD ณ ห้องสมุด ฯ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) กรุงเทพ ฯ

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 / 2009 June Saturday 13
ภาพยนตร์ที่ควรค่าแห่งการได้กลับไปชมเพื่อรำลึกถึง

เวลา 12.00 น. /Time 12.00 a.m.
EASY RIDER 1969 colour 95 minutes
ENGLISH DUBBED / THAI SUBTITLE


Starring : PETER FONDA DENNIS HOPPER and JACK NICHOLSON
Director : DENNIS HOPPER Written : PETER FONDA DENNIS HOPPER TERRY SOUTHERN

เวลา 13.50 น. /Time 1.50 a.m.
THE CONVERSATION 1974 colour 113 minutes
ENGLISH DUBBED / THAI SUBTITLE


Starring : GENE HACKMAN
Co-Starring : JOHN CAZALE ALLEN GARFIELD CINDY WILLIAMS FREDERIC FORREST
Written , Produced & Director : FRANCIS FORD COPPOLA Music Scored : DAVID SHIRE

เวลา 15.50 น. /Time 3.50 a.m.
BOBBY 2008 colour 112


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:32:00 น.  

 
*คอนเสิร์ตเพื่อคนหูหนวก

เมื่อคนหูดีฟังดนตรีพร้อมคนหูหนวก
Love is Hear
คอนเสิร์ตครั้งแรกที่คนหูดีฟังดนตรีพร้อมคนหูหนวก
รายได้ทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้
มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ดนตรีไม่ได้มีไว้เพื่อคนหูดีเท่านั้น...
นี่คือคอนเสิร์ตเพื่อคนหูหนวก ศิลปินทุกท่านทั้งภาพและเสียงจะร่วมกันถ่ายทอดบทเพลงและเติมเต็ม จินตนาการผ่านประสาทสัมผัสทั้งหมด เพื่อให้ดนตรี "เข้าถึง" และ "เพราะที่สุด" ในชีวิตของคนหูหนวก และคนหูดีด้วยเช่นกัน

ร่วมสัมผัสดนตรีผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (ภาพ เสียง สัมผัส รส กลิ่น) พร้อมๆ กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นครั้งแรก

จากศิลปินทั้งภาพและเสียงที่มาแสดงด้วยหัวใจ
Friday, Stamp, Scrubb, ETC.
Koh Mr. Saxman, Exotic

B.O.R.E.D., Duck Unit, Babymime, Donut, Apostrophy'S,
จอกว้างฟิล์ม

และแขกรับเชิญสุดพิเศษ

เป็นครั้งแรก ฟังเพลงพิเศษ "เสียงในความเงียบ" ที่พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ แต่งขึ้นเพื่อ Love is Hear

พฤหัสที่ 9 กรกฎาคม 2552
โรงภาพยนตร์สกาลา เวลา 19.00 น.

บัตรราคา 1,500 1,000 700 และพิเศษ 999

ซื้อได้แล้ววันนี้ที่ช่องขายตั๋วโรงภาพยนตร์สกาลา
ทุกที่นั่ง รับ CD เพลง "เสียงในความเงียบ" ไว้ไปฟังต่อที่บ้าน
พร้อมรับของแถมอีกเพียบ ทั้งสูจิบัตรและอุปกรณ์ดูคอนเสิร์ตมากมาย

Hotline: 02 264 9633
http://www.loveishear.com




*ทุน API Fellowships Program

สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Asian Public Intellectuals (API) Fellowships Program

ทุน API Fellowships Program

ทุนมูลนิธินิปปอนเพื่อปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย (โครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย) มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ปัญญาชนสาธารณะ และเพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคสาธารณะอันจะเพิ่มศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุนนี้สนับสนุนให้ปัญญาชนสาธารณะในเอเชีย ได้ดำเนินโครงงานกิจกรรมและ/หรืองานวิจัยที่สร้างเสริมภูมิปัญญา วัฒนธรรมและสัมพันธ์กับวิชาชีพของผู้สมัครในประเทศภาคี และสอดคล้องกับประเด็นหลักที่กำหนดไว้ 3 หัวเรื่อง ได้แก่

1. บริบทด้านสังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมกับอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

2. ข้อพิจารณาเกี่ยวกับสภาวการณ์ของมนุษย์และการแสวงหาความยุติธรรมในสังคม

3. โครงสร้าง กระบวนการ และทางเลือกสำหรับโลกาภิวัตน์


คุณสมบัติของผู้สมัคร

ผู้สมัครต้องถือสัญชาติหรืออาศัยอย่างถาวรอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งในห้าประเทศภาคีที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย และต้องกำลังพำนักอยู่ในประเทศนั้นในระหว่างการสมัครขอรับทุน สามารถเข้ารับการสัมภาษณ์ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด สามารถดำเนินโครงงานกิจกรรมและ/หรืองานวิจัยในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 และเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 มีความรู้ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานและ/หรือภาษาของประเทศที่จะเดินทางไปดำเนินโครงงานกิจกรรมและ/หรืองานวิจัย มีภูมิลำเนาหรือฐานการทำงานอยู่ในภูมิภาคหรือในประเทศที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต


รายละเอียดทุน

ทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงงานกิจกรรมและ/หรืองานวิจัย ตลอดระยะเวลาสูงสุด 12 เดือน และยังรวมค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ตลอดจนค่าธรรมเนียมประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง

วันปิดรับสมัคร : 31 สิงหาคม 2552

ข้อมูลเพิ่มเติมและการรับสมัคร

ดูได้ที่ http://www.api-fellowships.orgหรือ

โครงการทุน API สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พญาไท กรุงเทพฯ 10330

โทรศัพท์ 0-2218-7422 อีเมลล์ api_fellowships@chula.ac.th




*อาสา "ดำนาเพื่อน้อง"

อาสาหน้าฝนนี้ เราอยากชวนเพื่อนๆมาสัมผัสวิถีชีวิตชาวนาไทย มาช่วยกันรื้อฟื้นประเพณีการ "ลงแขกดำนา" เรียนรู้วัฒนธรรมของชาวอีสาน มาล้อมวงกินส้มตำข้างเถียงนาน้อยกัน

มูลนิธิกองทุนไทย ร่วมกับคุณครูและน้องๆ โรงเรียนพนมดิน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จัดกิจกรรมดีๆ "อาสาดำนาเพื่อน้อง" ในวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2552 เพื่อรื้อฟื้นและสืบสานอนุรักษ์วิถีการทำนา ด้วยการมาช่วยกันลงแขกดำนาบริเวณแปลงนาในโรงเรียนคะ สำหรับข้าวที่ได้เราจะนำมาทำเป็น ?กองทุนข้าว? สำหรับบริโภค และ/หรือ จำหน่ายเป็นทุนใช้ในการดำเนินกิจกรรมของโรงเรียนอีกด้วย

กำหนดการ

ศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552

21.00 น. รวมพลอาสาสมัครที่มูลนิธิกองทุนไทย
21.30 น. ออกเดินทางสู่โรงเรียนบ้านพนมดิน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

เสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2552

03.00 น. ถึงโรงเรียนบ้านพนมดิน จ.สุรินทร์ /พักผ่อนเอาแรงกันก่อน (เรานอนรวมกันที่โรงเรียน)
06.30 น. ล้างหน้าล้างตา ยืดเส้นยืดสาย
07.30 น. เติมพลังอาหารเช้า
09.00 น. กล่าวต้อนรับ โดย ผู้อำนวยการโรงเรียน/ผู้นำชุมชน

ภาระกิจ และรายละเอียดงาน แบ่งกลุ่ม

9.30-12.00 น. ปฏิบัติการดำนา : ไถนา/ ดำนา/ ตกกล้า (ถอนกล้า)
12.00-13.00 น. อาหารเที่ยงข้างเถียงนาน้อย (ส้มตำรสเด็ด อาหารพื้นบ้าน)
13.30-16.00 น. ปฏิบัติการดำนา (ต่อ)
18.00-19.00 น. ล้อมวงกินข้าวเย็น
19.30-21.00 น. ชมการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านจากน้องๆ และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกับชาวบ้าน
21.30 น. เหนื่อยนัก พักเอาแรงก่อน

อาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2552

06.30 น. ล้างหน้าล้างตา ยืดเส้นยืดสาย /เยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวนาไทย
07.30 น. เติมพลังอาหารเช้า
09.00 น. ปฏิบัติการดำนา (ต่อ)/เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม
12.00 น. อาหารเที่ยง
13.30 น. ล่ำลาน้องๆ คุณครู และชาวบ้าน
14.30 น. แวะชมปราสาทตาเมือง /เดินทางกลับสู่กรุงเทพ โดยสวัสดิภาพ

สมทบค่าใช้จ่าย ท่านละ 1,600 บาท

ค่าเดินทาง 900 บาท (ไป-กลับ กรุงเทพ ถึง หมู่บ้าน และพาเที่ยว โดยรถตู้)
ค่าอาหาร 300 บาท (อาหาร 5 มื้อๆละ 60 บาท)
ค่าประกันอุบัติเหตุ 100 บาท
ค่าบำรุงที่พัก 150 บาท
สมทบอุปกรณ์ 150 บาท
ร่วมด้วยช่วยบริจาค
- สิ่งของบริจาคให้กับน้องๆโรงเรียนบ้านพนมดิน เช่น สมุด หนังสือ ปากกา อุปกรณ์กีฬาฯ
- สมทบเงินช่วยเหลือ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าน้ำมันรถไถนา

สมัครร่วมกิจกรรม หรือ บริจาคสนับสนุนกิจกรรมได้ที่
ชื่อบัญชี มูลนิธิกองทุนไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพชรบุรีตัดใหม่ เลขบัญชี 043-2 47734-4
กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่ ทางโทรสาร 0-2718-1850 หรือ givegang@gmail.com พร้อมแจ้งชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับด้วยคะ

การเตรียมตัวอาสาสมัคร

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ต้องตากแดด และก้มๆเงยๆอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่อาสาทำไม่ไหวสามารถหยุดพักเป็นช่วงๆได้คะ อย่าฝืนทำเดี๋ยวเป็นลม (55) งานนี้เราจะมีน้องๆในโรงเรียน และชาวบ้านมาช่วยรับรองไม่เหงาคะ
- ของใช้ส่วนตัว และยาประจำตัว
- อุปกรณ์การนอน เช่น ถุงนอน ผ้าห่ม เราจะนอนรวมกันที่โรงเรียน
- อุปกรณ์กันแดด เช่น หมวก ครีมกันแดด เสื้อแขนยาว
- เสื้อผ้า/ชุดที่เลอะเปอะเปื้อนได้ ไม่แน่ใจว่าเราจะไปเจอฝนหรือเปล่า ยังไงเตรียมเสื้อกันฝนไปด้วยก็ดีคะ
- กลางคืนยุงน่าจะเยอะ เตรียมยาทากันยุงไปด้วยนะคะ
- ต้องเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย สำหรับอาหารทางชาวบ้านจะเป็นผู้จัดเตรียมให้ เป็นอาหารพื้นบ้าน เน้นผัก
- ความพร้อมของร่างกาย และจิตใจอาสา
- ขอความร่วมมืออาสาไม่นุ่งสั้น ใส่เสื้อสายเดี่ยวคะ

สอบถามรายละเอียดได้ที่
ฝ่ายส่งเสริมการให้ มูลนิธิกองทุนไทย โทรศัพท์ 02-3144112-3 ต่อ 301
ขอสาย พี่ตือ แอ๋ว หรือคุยกับ แอปเปิ้ล 080-2923883 ติดต่อทาง givegang@gmail.com

"เราสร้างโอกาสร่วมกันในการพัฒนาสังคม"


>>>1/8 ส.ค. กิจกรรมคิดส์ดี : ชวนน้องปลูกป่าถวายแม่ ฤดูกาลที่ 3 (ชวนอาสา Givegang มาสร้างสุขให้กับน้องๆ ตาบอด ด้วยการพาน้องๆไปปลูกต้นไม้เนื่องในวันแม่แห่งชาติ)
>>>15-16 ส.ค. จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ปี 2 บ้านห้วยระหงษ์ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์
>>>21-22 ส.ค. รวมพลังอาสา ปลูกป่าอาหารสัตว์ เขตรอยต่อ 3 จังหวัด (อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่)


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:33:09 น.  

 
*สัมมนา:ทิศทางใหม่ในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชาวอาสาทุกท่าน

ในช่วงวันหยุดยาวๆ มีโปรแกรมไปไหนกันบ้างหรือยังคะ หลายๆ คนอาจจะวางโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ ชาวอาสาที่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะไปไหน อยากจะเชิญชวนคนที่มีความสนใจเดินทางไปร่วมกิจกรรมนี้ ในโครงการอาสาทำดีตามรอยเท้าพ่อ "สานฝันเพื่อน้อง" โครงการค่ายอาสาเพื่อการพัฒนาโรงเรียน ปรับปรุงห้องสมุดและเสริมสร้างกิจกรรมการเรียนรู้แด่น้องในถิ่นไกล ในวันที่ 4 - 7 กรกฎาคม 2552 ณ โรงเรียนบ้านเกาะช้าง ต.เกาะพยาม อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ซึ่งเป็นโครงการของเปิ้ลเองค่ะเพื่อทำให้กับน้องๆ ที่นั่น (ดูรายละเอียดของกิจกรรมได้ตามเอกสารแนบ)

โครงการนี้จะเป็นการไปปรับปรุงห้องสมุดให้โรงเรียนบ้านเกาะช้าง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เป็นการเรียนร่วมกันของเด็กหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งมีสัญชาติและไม่มีสัญชาติ อันประกอบด้วยเด็กไทย เด็กพม่า เด็กมอญ และเด็กมอแกน เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เด็กๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ส่งเสริมการรักการอ่าน รู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อการได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง และยังเป็นการแบ่งปันความสุขจากคนกลุ่มหนึ่งสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ตลอดจนเป็นการสร้างมิตรภาพความสัมพันธ์อันดีระหว่างอาสาสมัครกับคนในชุมชนที่มาร่วมแรงร่วมใจกันปรับปรุงห้องสมุด

ค่าใช้จ่าย

เป็นค่าเดินทางจากระนองไปเกาะช้าง พร้อมประกันการเดินทาง ค่าอาหาร รับเพียง 30 คนเท่านั้น (เดินทางจากกรุงเทพฯ ไประนอง คืนวันที่ 3 ก.ค. เดินทางไปเองนะคะ) คนละ 1,500 บาท (ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายโดยประมาณ)
(หากมีผู้สมทบกิจกรรมเพิ่มเติม เราจะแจ้งให้ทราบต่อไป)
ชื่อบัญชี นางสาวกาญจนา ลีลาเลิศโสภณ
เลขที่บัญชี 079-0-04930-8
บัญชี ออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ
สาขา ย่อยสยามแม็คโคร สามเสน

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมโครงการนี้สามารถสมัครได้จนถึง 26 มิ.ย. 52 (จะปิดก่อนกำหนดหากมีผู้สมัครเต็มแล้ว)

โดยแจ้งได้ที่

นภัทร์ มหาสิทธิลาภ (เปิ้ล) โทร. 089-125-1790
E-Mail : lovelove_apple009@hotmail.comกาญจนา ลีลาเลิศโสภณ (กานต์) โทร. 089-138-9383
E-Mail : nanorkan@hotmail.com***โปรดส่ง E-Mail หรือโทรแจ้งเพื่อ Confirm ยืนยันการสมัคร พร้อมแจ้งรายละเอียด สแกนสลิปหรือแจ้งวันที่พร้อมจำนวนที่โอนเงินมาด้วยนะคะ

เตรียมตัวและเตรียมใจ
ถามตัวเองก่อนว่าพร้อมลุยหรือไม่ ควรนำถุงนอนหรือผ้าห่มไปเอง มีหมอนให้ กินอยู่แบบชาวบ้าน นอนแบบเรียบง่าย อย่าลืมไฟฉาย เสื้อคลุมกันฝน (จำเป็นมาก) ยากันยุง (จำเป็นมาก) ผ้าถุง/ผ้าขาวม้า สำหรับอาบน้ำแบบชาวบ้าน
รองเท้าแตะ หมวก ยา (กรณีมีโรคประจำตัว)
**ขอความร่วมมืองดของมึนเมาและอบายมุขทุกชนิด

กำหนดการ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2552

6.00 น. เจอกันที่บขส.ระนอง
6.30 น. แวะรับประทานอาหารเช้า
8.00 น. สักการะศาลหลักเมือง จ.ระนอง
9.00 น. เดินทางไปเกาะช้างที่ท่าเทียบเรือกรมศุลฯ
11.00 น. ถึงโรงเรียนบ้านเกาะช้าง

แบ่งบ้านให้เด็กเลือกครู

กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์

ประชุมจัดเตรียมงาน แบ่งกลุ่มการทำงาน

15.00 น. เดินทางไปหมู่บ้านมอแกน
19.00 น. กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
21.00 น. พักผ่อนหลับนอน

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2552

8.00 น. เดินทางไปโรงเรียน
9.00 น. แบ่งกิจกรรมแยกตามกลุ่มต่างๆ (เช้า-บ่าย)

กลุ่มที่ 1 ทาสี + ตกแต่งห้องสมุด
กลุ่มที่ 2 แบ่งประเภท + จัดเรียงหนังสือ
กลุ่มที่ 3 ประกอบตู้
กลุ่มที่ 4 กิจกรรมสำหรับเด็ก

16.00 น. พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือไปเล่นน้ำทะเลที่อ่าวใหญ่
19.00 น. กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2552

8.00 น. แบ่งกิจกรรมแยกตามกลุ่มต่างๆ (เช้า-บ่าย) (ต่อ)
16.00 น. พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือไปเล่นน้ำทะเลที่อ่าวใหญ่
19.00 น. กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ พร้อมการแสดงของเด็กๆ ร่วมกับคุณครูอาสา

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2552

9.00 น. ส่งมอบห้องสมุดให้กับผอ.โรงเรียนบ้านเกาะช้าง
10.30 น. เดินทางออกจากโรงเรียนไปส่งเด็กๆ ที่หมู่บ้านมอแกน
12.00 น. ออกจากหมู่บ้านมอแกน
13.30 น. ถึงท่าเทียบเรือกรมศุลฯ
13.45 น. รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านดู๋ดี๋
14.30 น. ไปบ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์
18.30 น. ส่งทุกคนขึ้นรถที่บขส.ระนอง

หมายเหตุ กิจกรรมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม


**หากเพื่อนๆ อาสาท่านใดสนใจสามารถมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการนี้ได้ ทั้งลงแรงและทุนในการปรับปรุงห้องสมุด เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนและเป็นแรงผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง ให้เด็กๆ ได้มีแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ได้เติบโตเป็นอนาคตของชาติที่ดีต่อไป สามารถนำของมาบริจาคและใช้ทำกิจกรรมเพื่อมอบให้โรงเรียนบ้านเกาะช้างได้ เช่น อุปกรณ์การเรียน กีฬา สื่อการเรียนการสอน ซีดีสารคดีความรู้ต่างๆ ยารักษาโรค หนังสือดีๆ ขั้นวางหรือตู้ใส่หนังสือ เป็นต้น

แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งในสังคมแต่เราก้อสามารถมาร่วมกันสรร ร่วมกันสร้าง คนละไม้คนละมือ แบ่งปันสิ่งดีดีแก่น้องๆ ในถิ่นที่อยู่ห่างไกลได้ ร่วมกันต่อขยายจากจุดเล็กๆ ให้เป็นจุดใหญ่ ให้สังคมนี้เป็นสังคมที่น่าอยู่และเป็นสังคมที่รู้จัก "ให้" กันเถอะค่ะ

ครูเปิ้ล

ลายละเอียดเพิ่มเติม
http://sorsoarsar.multiply.com
http://arsartamdee.blogspot.com




*โครงการรางวัลวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ สำหรับวิทยานิพนธ์เพื่อคนจน ปีที่ ๒

ด้วยสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย ได้ดำเนินโครงการรางวัลวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ สำหรับวิทยานิพนธ์เพื่อคนจน ปีที่ ๒ สืบเนื่องจากที่นางสาววนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้นำการต่อสู้ภาคประชาชนได้เสียชีวิตลงนั้น เพื่อเป็นเกียรติแด่นางวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ทางสถาบันจึงได้จัดตั้งโครงการดังกล่าวในปีที่ ๑ โดยมอบรางวัลให้กับวิทยานิพนธ์ที่มีเนื้อหาสร้างองค์ความรู้ใหม่ ส่งเสริมสิทธิของคนจนหรือมีข้อเสนอด้านนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งมีผู้สนใจส่งวิทยานิพนธ์เข้าร่วมจำนวนมากนั้น เพื่อให้วัตถุประสงค์ของโครงการมีความต่อเนื่อง สถาบันจึงเปิดรับสมัครวิทยานิพนธ์โครงการรางวัลวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ สำหรับวิทยานิพนธ์เพื่อคนจน ปีที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒

สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.tu.ac.th/org/sanyains/projectvanida2.htm




*Food Not Bombs Thailand รับสมัครสมาชิกใหม่ + First Meeting จ้าาา!!

"สันติภาพเพื่อต่อต้านสงครามและความหิวโหยของเพื่อนมนุษย์"

Food Not Bombs Thailand เป็นการรวมตัวกันของเพื่อนๆจากหลายมหาวิทยาลัย มาทำกิจกรรมจิตอาสา ไม่ว่าจะเป็นค่าย การแจกอาหารให้กับคนที่หิวโหย หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ชีวิตอื่นๆ เช่นละคร ดนตรี และสอนภาษาอังกฤษ โดยเราหวังว่าการทำกิจกรรมดังกล่าวนี่แหละจะนำไปสู่การเข้าใจและแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง โดยการศึกษาปัญหาสังคมในโลกแห่งความเป็นจริง คู่กันกับหลักการและทฤษฎีต่างๆ
รับรองว่าได้ทั้งสาระและความสนุกไปพร้อมๆกัน!

ส่วนวัน First Meeting เราจะจัดขึ้นวันที่ 4 กรกฏาคม เวลา 16:30 เป็นต้นไป ที่ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อยากให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆมากันทุกคน จะได้มาทำความรู้จักกันไว้ แต่ถ้ามาไม่ไ่ด้ก็ไม่เป็นไร สมัครสมาชิคไว้แล้วเดี๋ยวทางเราจะประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้อย่างสม่ิำเสมอ

ผู้ใดที่สนใจอยากมาร่วมเปลี่ยนสังคมกับพวกเราสามารถส่งเมลมาได้ที่ fnb.bkk@gmail.com หรือติดต่อ กัปตัน รัฐศาสตร์ จุฬา 080 700 6655


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:34:25 น.  

 
* งานสัมมนาวิชการหัวข้อ "เหลียวหลัง - แลหน้า ความสัมพันธ์ 34 ปี ไทย - จีน"

ด้วยสโมสรความร่วมมือเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทย - จีน สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สถาบันขงจื้อ สมาคมมิตรภาพไทย - จีน ศูนย์วิจัยโลจิสติกส์ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นิตยสารแม่น้ำโขงศูนย์พัฒนาศักยภาพท้องถิ่น นิตยสารเส้นทางไทย และมูลนิธิเพื่อสังคมไทย จะจัดงานสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ"เหลียวหลัง - แลหน้า ความสัมพันธ์ 34 ปี ไทย - จีน" ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 เวลา 12.00 - 17.00 น.ณ แหล่งชุมนุมสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร วัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นประโยชน์และสร้างความเข้าใจที่ดีต่อประเทศทั้งสอง เป็นการทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมา อุปสรรคและปัญหาในปัจจุบัน ตลอดจนมองไปข้างหน้าในอนาคต เป็นยุทธศาสตร์ชาติและภูมิภาคที่มีความละเอียดอ่อน เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ไทย - จีน และสนับสนุนในกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย - จีน ในทุกๆ ด้าน และเป็นประโยชน์ต่อประชาคมของไทย - จีน
คณะกรรมการฯ จึงขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมการสัมมนา เพื่อทำข่าวเผยแพร่ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ หากท่านต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายประสานงานการสัมมนา คุณจินดาและคุณมีซานา
กำหนดการ
สัมมนาหัวข้อ "เหลียวหลัง - แลหน้า ความสัมพันธ์ 34 ปี ไทย - จีน"
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2552
ณ แหล่งชุมนุมสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
12.30 ลงทะเบียนผู้ร่วมงานสัมมนา
13.00 พลเอกนรินทร์ แทบประสิทธิ์ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
กล่าวต้อนรับ - เปิดงานสัมมนานายวิทยา วิทยอำนวยคุณ ประธานการจัดงาน
กล่าวรายงาน
13.10 ฯพณฯ กวนมู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
กล่าวแสดงความยินดี
ฯพณฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี
กล่าวแสดงความยินดี
13.30 ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ความสัมพันธ์ 34 ปี ไทย - จีน"โดย ฯพณฯ นายกร ทัพพะรังสี
14.15 สัมมนาหัวข้อ "เหลียวหลัง - แลหน้า ความสัมพันธ์ 34 ปี ไทย - จีน"
- นายเฉิน เจียง อุปทูตฝ่ายวัฒนธรรม สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หัวข้อ "วัฒนธรรมไทย - จีน"
- นายธนากร เสรีบุรี ประธานสภาธุรกิจไทย - จีน หัวข้อ "การลงทุนไทย-จีน"
- รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ "ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนของไทย-จีน"
- นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์ นักกฎหมาย บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสต์ จำกัด หัวข้อ "เส้นทางการพึ่งพากัน"
ผู้ดำเนินการสัมมนา - พลเอกธนพล บุณโยปัษฎัมภ์ ประธานกลุ่มกิจการระหว่างประเทศ คลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม
รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
นางจินดา หรือ นางสาวมีซานา
โทร0-2379-4490-5




* สัมมนาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ในหัวข้อ "สมาร์ท สดใส หัวใจแข็งแรง"

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ โรงพยาบาลกรุงเทพ จัดสัมมนาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ในหัวข้อ "สมาร์ท สดใส หัวใจแข็งแรง" วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2552 เวลา 9.00-12.00 น. ณ อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ถ.พระราม 3 โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ นพ. เกียรติชัย ภูริปัญโญ และนาวาอากาศเอก นพ.ยอดรัก ประเสริฐ ซึ่งเป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวทางเฉพาะทางที่จะมาให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพเพื่อห่างไกลโรคภัย รับเชิญมาเป็นวิทยากร พร้อมบริการตรวจสุขภาพ ฟรี จาก รพ.กรุงเทพ ซึ่งเป็นอภินันทนาการความรู้สู่ประชาชนจาก บมจ.ศุภาลัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้สนใจติดต่อสำรองที่นั่งด่วน ! (จำนวนจำกัด) ที่ Supalai Smart Center โทร.02-725-8899 หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.supalai.com ปิดรับจองสัมมนาวันที่ 14 กรกฎาคม ศกนี้





* สัมมนาวิชาการ เรื่อง "การเมืองต้องนำทหาร : ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน"

สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch)สัมมนาวิชาการ เรื่อง "การเมืองต้องนำทหาร : ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน" วันที่ 30 มิถุนายน 2552 เวลา 08.30-16.30 นาฬิกา ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้การเมืองนำการทหารของนักศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1 รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมอง และประสบการณ์ในการใช้การเมืองนำการทหารตลอดจนทิศทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

กำหนดการ

08.00 – 09.00 น. ลงทะเบียนรับเอกสาร
09.00 – 09.15 น. พิธีกรกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ชี้แจงวัตถุประสงค์ และกำหนดการสัมมนา
09.15 – 09.30 น. การกล่าวรายงานต่อเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
09.30 – 10.00 น. การกล่าวเปิดการสัมมนา
โดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ – เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
10.00 – 11.30 น. นำเสนอ"ทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน" มุมมองจากนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง
"การเสริมสร้างสังคมสันติสุข" รุ่นที่ 1 (4ส)
สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
- กรอบคิดและทิศทางของข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อการแก้ไขปัญหาความ ไม่สงบใน
จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยสันติวิธี
โดย นางจิราพร บุนนาค – อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
- การใช้การเมืองเชิงรุกนำการทหารเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
โดย นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ – ที่ปรึกษาสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้
นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน – ผู้สื่อข่าว ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
- การพูดคุย (Peace Talks) กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ
โดย อ.อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง – นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปูยุด จ.ปัตตานี
รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว – ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ
- การสร้างพลังประชาชนทุกภาคส่วน/วัฒนธรรมในรูปเครือข่ายสันติภาพชายแดนใต้
โดย รศ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด – อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)
รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ – ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาฯ
- การเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม/กลุ่มพลังวัฒนธรรม
โดย นางอังคณา นีละไพจิตร – ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
- การสื่อสารสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม
โดย นางสาวปองจิต สรรพคุณ – ผอ.ฝ่ายละครชุมชน มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)
ดำเนินรายการโดยพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
11.30 – 12.00 น. ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมแสดงความเห็นต่อข้อเสนอแนะของนักศึกษาฯ
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 15.30 น. ร่วมแสดงความเห็นต่อข้อเสนอฯและทิศทางการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป
- นายนัจมุดดีน อูมา – รองประธานทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา
ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร
- พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดาหรือผู้แทนระดับสูงจากกอ.รมน.
- นายพระนาย สุวรรณรัตน์หรือผู้แทนระดับสูงจากศอ.บต.
- พลตำรวจโท อดุลย์ แสงสิงแก้วหรือผู้แทนระดับสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา – อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
- บาบออับดุลอาซิส ยานยา – ประธานชมรมสถาบันปอเนาะจังหวัดชายแดนภาคใต้
- นายจาตุรนต์ ฉายแสง – ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย
- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี – ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
- นายสุณัย ผาสุก – ที่ปรึกษา Human Rights Watch
- นายสมเกียรติ บุญชู – อนุกรรมาธิการจัดทำรายงานการติดตามและประเมินผลการแก้ไขปัญหา
และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ วุฒิสภา
- นายภัทระ คำพิทักษ์ – บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย
ดำเนินรายการโดยพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ และนางสาวศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์
15.30 – 16.00 น. ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความคิดเห็นต่อทิศทางการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป
16.00 – 16.30 น. ปาฐกถาปิดการสัมมนา "ทิศทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ในระยะต่อไปของรัฐบาล"
โดย ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ – นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ
1. วิทยากรและกำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
2. การสัมมนานี้จะมีการถ่ายทอดสดผ่านเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน และเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
3. โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น, เลขที่ 99 ถ.วิภาวดี-รังสิต หลักสี่ ดอนเมือง กรุงเทพ

สำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ 02-5277830-9 ต่อ 2310,2302 โทรสาร 02-5277819 http://www.kpi.ac.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:35:25 น.  

 
*การประชุมสัมมนา เรื่อง สวัสดิการ ความสุข คุณภาพชีวิตการทำงานกับการเป็นองค์การสมรรถนะสูง ( HPO )

สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดการประชุมสัมมนา เรื่อง สวัสดิการ ความสุข คุณภาพชีวิตการทำงานกับการเป็นองค์การสมรรถนะสูง ( HPO ) โดย นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการ ก.พ. กล่าวเปิดการประชุมฯ พร้อมฟังการเสวนา เรื่อง "สวัสดิการ การสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตการทำงานในองค์การ" โดย กอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา (ประเทศไทย) จำกัด ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2-3 โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2552 เวลา 08.30-16.00 น.


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1786 กลุ่มสื่อสารองค์กร สำนักงาน ก.พ.




*พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ "การบูรณาการฐานข้อมูล SMEs แห่งชาติ"

ระหว่าง

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม

กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานสถิติแห่งชาติ

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานประกันสังคม

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร

และการสัมมนา

สถานการณ์ ทิศทางและ Window to ASEAN, การอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ประกอบการ SMEs ด้านการบัญชี, การอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ประกอบการ SMEs ด้านศุลกากรและการทำ E-Commerce

วันอังคารที่ 14 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 8.30 – 17.00 น.

ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน

09.00 – 09.20 น. ชมวีดิทัศน์ การบูรณาการฐานข้อมูล SMEs : ก้าวไกลสู่ ASEAN

09.20 – 09.40 น. กล่าวรายงาน โดย นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

09.40 – 10.00 น. กล่าวเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ "การบูรณาการฐานข้อมูล SMEs แห่งชาติ โดย นายดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานคณะกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

10.00 – 10.30 น. การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้ง 10 หน่วยงาน

10.30 – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง และชมนิทรรศการบริเวณหน้างาน

10.45 – 12.00 น. สัมมนาโต๊ะกลม เรื่อง สถานการณ์ ทิศทางและ Window to ASEAN

- ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา

- ผู้แทนจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

12.00 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

14.30–15.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง และชมนิทรรศการบริเวณหน้างาน

15.00 -16.30 น การบัญชี SMEs เพื่อการส่งออกสู่อาเซียน 2 (ต่อ)
พิธีการและพิกัดศุลกากรที่ SMEs ควรรู้ สำหรับการส่งออกสู่อาเซียน (ต่อ)
SMEs ไทย ก้าวไกลสู่อาเซียนด้วย
E – Commerce (ต่อ)

16.30 - 17.00 น. ปิดการสัมมนาในช่วงบ่ายพร้อมรับประกาศนียบัตรหน้าห้องสัมมนา




*ขอเชิญร่วมเสวนา “ เสริมสร้างความมั่งคั่ง ด้วยการลงทุนต่างประเทศ ”

บล.ไอร่า ขอเชิญร่วมเสวนา “ เสริมสร้างความมั่งคั่ง ด้วยการลงทุนต่างประเทศ ” บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ขอเชิญนักลงทุนและผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมรับฟังการเสวนา หัวข้อ “เสริมสร้างความมั่งคั่ง ด้วยการลงทุนต่างประเทศ” ในวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2552 เวลา 13.00-17.00 น. ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ, ถนนวิทยุในงานนี้ผู้ลงทุนจะได้รับความรู้มากมายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย
ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 2 สมัย และผู้แทนทางการค้าไทย มากด้วยบทบาททั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร นักกฎหมาย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ผู้ก่อตั้งชมรมคนออมเงิน
ดร.ศุภชัย พิศิษฐวานิช อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)
และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างประเทศในทุกด้าน
ดำเนินรายการโดย ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา พิธีกรรายการ Money Talk

สำรองที่นั่งฟรี ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-684-8893-4 ต่อ 8893-4




*“12 ไม้เด็ด สูตรสำเร็จข้าราชการ”

สำนักพิมพ์ Inspire ในเครือนานมีบุ๊คส์ เปิดตัวหนังสือเพื่อความสำเร็จ “12 ไม้เด็ด สูตรสำเร็จข้าราชการ” ผลงานของนักบริหารหญิงคนเก่ง “ดร.จรวยพร ธรณินทร์” อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์รับราชการตลอด 38 ปี จากตำแหน่งข้าราชการซี 3 สู่ปลัดกระทรวง พร้อมฟังทอล์คโชว์สุดพิเศษ ในหัวข้อ “เปิดไม้เด็ด...สูตรสำเร็จข้าราชการ” ใครที่อยากฟังเคล็ดลับเพื่อความก้าวหน้าในการทำงาน ไม่ควรพลาด! ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม เวลา 13.30-15.30 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 บริษัท นานมีบุ๊คส์ สุขุมวิท 31

สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ 0-2662-3000 ต่อ 4320




*อนุกมธ.ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง"การเผยแผ่ธรรมะในวัด"

ประธานคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เผย จะจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "การเผยแผ่ธรรมะในวัด" หวังส่งเสริมศีลธรรมให้เกิดการเรียนรู้และนำไปปฏิบัติและนำมาซึ่งการแก้ปัญหาชีวิตและสังคมให้เป็นสุข 30 มิ.ย. นี้


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:36:20 น.  

 
*สัมมนา"ตะวันออกกลาง : โอกาสในวิกฤติของประเทศไทย"

อนุกมธ. ความสัมพันธ์ไทย – มุสลิมฯ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมจัดสัมมนา"ตะวันออกกลาง : โอกาสในวิกฤติของประเทศไทย" 16 ก.ค. นี้ หวัง เปิดเวทีระดมความเห็นจากหลายภาคส่วน ในการกำหนดนโยบายกับประเทศตะวันออกกลางได้อย่างเหมาะสม

ผศ. พีรยศ ราฮิมมูลา ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประชาชาติมุสลิม ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า อนุกรรมาธิการฯ เตรียมจัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "ตะวันออกกลาง : โอกาสในวิกฤติของประเทศไทย" ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. นี้ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.45 น. โดยภายในงานสัมมนา จะมีการอภิปรายในหัวข้อ "ตะวันออกกลาง : ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม" "นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนของประเทศไทยในตะวันออกกลาง" และ " การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน โอกาสในวิกฤตของประเทศไทย"

สำหรับการสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางให้กับประชาชน รวมทั้งเป็นเวทีในการระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ จากผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ในการร่วมกันแสวงหาทางเลือกใหม่ให้กับ การค้า การลงทุน และทางเลือกด้านอื่น ๆ ของประเทศ ได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายกับประเทศตะวันออกกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ





*เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมอาคารประกอบ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมอาคารประกอบ เดินทางดูสถานที่ 29 มิ.ย. นี้ พร้อมจัดให้มีการชี้แจงตอบข้อซักถามในประเด็นที่สงสัย ในวันที่ 30 มิ.ย. ณ โรงแรมสยายซิตี ถนนศรีอยุธยา

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมอาคารประกอบ โดยวิธีพิเศษ เดินทางไปดูสถานที่และถ่ายภาพพื้นที่ก่อสร้างบริเวณที่ราชพัสดุ ถนนทหาร (เกียกกาย) ในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2552 เวลา 09.30 นาฬิกา และในวันเดียวกัน เวลา 11.00 นาฬิกา เป็นต้นไป จะพาเยี่ยมชมสถานที่และถ่ายภาพพื้นที่อาคารรัฐสภาปัจจุบันด้วย นอกจากนี้หากผู้ใดมีข้อสงสัยสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่มาได้ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา 3 ชั้น 3 ถนนอู่ทองใน หรือ http://www.parliament.go.th/newpar.html ตั้งแต่วันที่ 15 - 29 มิถุนายน 2552 และในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 52 เวลา 12.30 – 16.30 นาฬิกา จะมีการชี้แจงตอบข้อซักถามรายละเอียดข้อกำหนดในการประกวดแบบ ณ โรงแรมสยายซิตี ถนนศรีอยุธยา

ทั้งนี้จะเปิดรับเอกสารการประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งตั้งแต่วันที่ 4 – 28 มิถุนายน 2552 ณ บริเวณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3




*กมธ.วุฒิสภา เตรียมจัดเสวนา "ผลกระทบและการเยียวยาของการค้าเสรี: (FTA)"

กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา เตรียมจัดเสวนา "ผลกระทบและการเยียวยาของการค้าเสรี: (FTA)" ในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. 52 ระบุ เพื่อรับฟังปัญหา ร่วมหาทางเยียวยา และระดมความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้กับสภาพการณ์ในปัจจุบันและอนาคต

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สลับซับซ้อนมากขึ้น และเพื่อให้ประเทศมีความก้าวทันการเปลี่ยนแปลงจึงต้องมีการปรับตัว โดยเปิดเวทีทางการค้าและลงทุนในกรอบต่างๆ เพื่อขยายตลาดสินค้าไทยสู่ประเทศทั่วโลก กมธ.จึงเห็นควรให้จัดเสวนาเรื่อง "ผลกระทบและการเยียวยาของการค้าเสรี: (FTA)" ขึ้นในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2552 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 เพื่อรับฟังประเด็นปัญหา อุปสรรคจากการเปิดการค้าเสรี ร่วมหาแนวทางเยียวยา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับข้อเสนอแนะเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการนำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระดมความคิดเห็นในทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับการจัดเสวนาครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "นโยบายและทิศทางการค้าเสรีของไทย" และหัวข้อ "ผลกระทบและการเยียวยาของการค้าเสรี: (FTA)" จะมีวิทยากรจากหลายหน่วยงานร่วมเสวนา อาทิ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย




*เสวนากำหนดนโยบายดำเนินงานสร้างต้นทุนชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชน

ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็กฯ วุฒิสภา ร่วมกับแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย และคณะทำงานด้านเด็ก จัดเสวนาเรื่อง "การสร้างต้นทุนชีวิตเพื่อแก้วกฤติเด็กและเยาวชนในประเทศไทย" หวังรวบรวมความเห็นเพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการดำเนินงานสร้างต้นทุนชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชน 30 มิ.ย. นี้

นางยุวดี นิ่มสมบุญ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวถึงการจัดเสวนาเรื่อง "การสร้างต้นทุนชีวิตเพื่อแก้วกฤติเด็กและเยาวชนในประเทศไทย" ว่า กมธ ได้ร่วมกับแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย และคณะทำงานด้านเด็ก จัดเสวนาดังกล่าวขึ้น ในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552 เวลา 08.00-14.00 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 310 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการดำเนินงานสร้างต้นทุนชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชนให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

นางยุวดี กล่าวด้วยว่า หลังเปิดการเสวนา ในเวลา 08.45-09.20 น. จะมีการนำเสนอการสร้างต้นทุนชีวิตเด็กไทย โดยนายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาดี และการอภิปรายแสดงความเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน โดย ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกาขั้นพื้นฐาน อธิบดีกรมอนามัย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ชนิกา ตู้จินดา ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 ดูแลแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สสส.) และนายเกื้อ แก้วเกต หลังจากนั้นกมธ.ก็จะเปิดเวทีให้ข้อคิดเห็นและสรุปผลการเสวนาเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อไป




*อนุกรรมการเผยแพร่ฯ เลื่อนการสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากเดิม เป็นวันที่ 14 ก.ค.นี้

คณะอนุกรรมการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และรับฟังความคิดเห็น เลื่อนการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนจากกรณีการชุมนุมทางการเมือง เป็นวันอังคาร ที่ 14 ก.ค. พร้อมเตรียมประกวดภาพข่าวเหตุการณ์ชุมนุมยอดเยี่ยม หวังได้ข้อมูลในการพิจารณาเพิ่มเติม

คณะอนุกรรมการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และรับฟังความคิดเห็น ในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง รัฐสภา เลื่อนการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนจากกรณีการชุมนุมทางการเมืองจากเดิม คือวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 เลื่อนเป็นวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ส่วนเวลาและสถานที่ยังคงไว้เช่นเดิม คือตั้งแต่เวลา เวลา 08.30 น.-16.30 น. ห้องประชุมกรรมาธิการหมายเลข 213-216 ชั้น 6 อาคารรัฐสภา 3

นอกจากนี้ที่คณะอนุกรรมการยังเตรียมจัดประกวดภาพถ่ายเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองเพื่อชิงชนะเลิศการประกวดภาพข่าวยอดเยี่ยมจากคณะอนุกรรมการ เนื่องจากยังเห็นว่าอาจจะมีภาพข่าวที่ยังไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนมาก่อน ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะอนุกรรมการได้



โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:37:14 น.  

 
*ขอเชิญร่วมฟังการบรรยาย เรื่อง การจัดการฝุ่นและอนุภาคแขวนลอยในอากาศภายในอาคารสำหรับอุตสาหกรรม

โครงการ "เปิดโลกลานเกียร์"

โครงการอบรมเพื่อถ่ายโอนองค์ความรู้ของคณะวิศวกรรมศาสตร์

ขอเชิญร่วมฟังการบรรยาย เรื่อง การจัดการฝุ่นและอนุภาคแขวนลอยในอากาศภายในอาคารสำหรับอุตสาหกรรม

วันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2552

เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้อง 209 ตึก 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์

โดย

รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ชรินพาณิชกุล

และ

ศาสตราภิชาน ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล

เนื้อหาการอบรมโดยย่อ

เป็นการบรรยายเพื่อปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการจัดการฝุ่น และอนุภาคที่แขวนลอยในอากาศ
โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งจะครอบคลุมเนื้อหาของกลไกการดักจับฝุ่น
และอนุภาคที่แขวนลอยในกระแสอากาศ รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องมือพื้นฐานทีใช้ในการวิเคราะห์และจัดการ
ฝุ่นและอนุภาคแขวนลอยในอากาศ รวมไปถึงเครื่องมือเชิงนวัตกรรมที่พัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยพัฒนา
ที่ดำเนินการในคณะวิศวกรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยพันธมิตรในต่างประเทศ
ทั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย สำรองที่นั่งได้ที่ http://www.eng.chula.ac.th คลิกมาที่ เปิดโลกลานเกียร์
หรือโทร 02-218-6344 ติดต่อคุณนาฏยา ศูนย์บริการวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์




*กรมจัดหางาน เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา 1 ก.ค.นี้

นายพิชัย เอกพิทักษ์ดำรง อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 เห็นชอบให้มีการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานระดับล่าง จำนวนกว่า 400,000 คน อยู่ในราชอาณาจักรไทยเพื่อรอการส่งกลับไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นจะได้เร่งรัดให้มีการพิสูจน์สัญชาติเพื่อปรับเปลี่ยนสถานะให้เป็นผู้เข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย ซึ่งการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในตำแหน่งกรรมกรและผู้รับใช้ในบ้านครั้งนี้ ในกิจการประมง กิจการเกษตรและปศุสัตว์ กิจการก่อสร้าง กิจการต่อเนื่องประมงทะเล ผู้รับใช้ในบ้าน กิจการอื่นในตำแหน่งกรรมกรจำนวน 19 กิจการ
สำหรับขั้นตอนการจดทะเบียน มีดังนี้ 1. รับรายงานตัวที่กรมการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ค. 52 (30 วัน) พร้อมชำระค่าถ่ายรูปทำบัตร 60 บาท รับรองสำเนารายการทะเบียนประวัติ (ท.ร.38/1) จำนวน 20 บาท รวม 80 บาท ณ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล สำนักงานเขตฯ 2.ตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพ ณ สถานพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-14 ส.ค.52 (45 วัน) พร้อมชำระค่าตรวจสุขภาพ 600 บาท ค่าประกันสุขภาพ จำนวน 1,300 บาท รวม 1,900 บาท และ 3. รับแบบคำขอใบอนุญาตทำงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. - 29 ส.ค.52 (60 วัน) พร้อมชำระค่ายื่นคำขอ 100 บาท ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานไม่เกิน 1 ปี จำนวน 1,800 บาท รวม 1,900 บาท กรุงเทพฯ ณ สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10 ต่างจังหวัด สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่เป็นท้องที่การทำงาน
กรมการจัดหางาน จึงประชาสัมพันธ์การเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา ให้กับนายจ้าง /สถานประกอบการได้ทราบ หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด กรุงเทพฯ สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10 สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โทร 0-2354-1767-8 สายด่วน 1694




*"การบัญชีเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ"

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอเชิญร่วมโครงการสัมมนา เสริมความคิด ติดปีกวิชาชีพ
เรื่อง "การบัญชีเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ"
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2552 ณ ห้อง 201 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จัดโครงการสัมมนาเสริมความคิด ติดปีกวิชาชีพ กับคณะพาณิชยศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ เรื่อง "การบัญชีเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ" โดยภาควิชาการบัญชี และโครงการปริญญาโททางการบัญชี ในวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2552 ณ ห้อง 201 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ผู้สนใจสามารถแจ้งสำรองที่นั่งด้วยระบบ Online ได้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป รับจำนวนจำกัด 100 คน สามารถสำรองที่นั่งได้ไม่เกินหน่วยงานละ 1 คน โดยประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมสัมมนาตั้งแต่บัดนี้ทาง http://www.bus.tu.ac.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โทร.02-613-2200




*กมธ.กฎหมาย สผ.เตรียมเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เผย 20-26 ส.ค. นี้ จะไปดูงานด้านสิทธิมนุษยชนและระบบรัฐสภา ณ ประเทศเดนมาร์คและประเทศนอร์เวย์ เชื่อ จะได้ประโยชน์และนำกลับมาปรับใช้ในประเทศไทยได้

นายประชา ประสพดี ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กมธ.จะเดินทางไปดูงานณ ประเทศเดนมาร์คและประเทศนอร์เวย์ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคมนี้ว่า กรรมาธิการจะไปดูงานเรื่องกระบวนการและข้อกฎหมายเกี่ยวกับ การสลายฝูงชน การควบคุมการจลาจล การดูแลสิทธิมนุษยชนของทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ จะศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบกรรมาธิการในรัฐสภาด้วย

นายประชา กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของกรรมาธิการไม่เหมาะสมว่า หากกรรมาธิการนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ก็ถือเป็นการเพิ่มพูนความรู้และจะเกิดประโยชน์อย่างมาก




*กำหนดการพิธีเปิดศูนย์ Call Center 1200

สำนักงาน กทช.

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เวลา 09.30-12.00 น.

ณ. หอประชุมสำนักงาน กทช.

เลขที่ 87 ถนนพหลโยธิน ซอย 8 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400

09.30 น.

ผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนลงทะเบียน รับของที่ระลึก และรับประทานอาหารว่าง

10.00 น. ประธาน กทช. (พลเอก ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์) เดินทางมาถึง และเข้าพักในห้องรับรอง

10.10 น. เจ้าหน้าที่เรียนเชิญประธาน กทช. ผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าภายในหอประชุมเพื่อเริ่มกิจกรรม

10.20 น. สาธิตการรับเรื่องร้องเรียน

10.25 น. วีดีทัศน์ แนะนำ ศูนย์ Call Center 1200

10.30 น. พิธีกรกล่าวเรียนเชิญรองเลขาธิการ กทช. (นายฐากร ตัณฑสิทธิ์) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดงาน

10.35 น. พิธีกรเรียนเชิญประธานในพิธี(พลเอก ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์) กล่าวเปิดศูนย์ Call Center 1200 อย่างเป็นทางการ

10.40 น. การสาธิตโปรแกรมการทำงานของระบบ Call Center

10.55 น. กิจกรรมสำหรับผู้เข้าร่วมงาน

11.00 น. พิธีกรเรียนเชิญประธาน กทช., กทช.ทุกท่าน ผู้บริหารสำนักงาน กทช. ผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนทุกท่าน ถ่ายรูปร่วมกันบนเวที

11.05 น. - สัมภาษณ์พิเศษ (Exclusive interview) บริเวณที่จัดไว้

- เรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน รับประทานอาหาร

- ประธาน กทช., กทช.ทุกท่าน ผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เยี่ยมชมศูนย์ Call Center 1200 ตามอัธยาศัย


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:38:35 น.  

 
*เสวนาเรื่อง "การสร้างต้นทุนชีวิต เพื่อการแก้วิกฤติเด็กและเยาวชนในประเทศไทย"

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552
- เวลา 08.30-14.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ร่วมกับแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย และคณะทำงานด้านเด็ก จัดเสวนาเรื่อง "การสร้างต้นทุนชีวิต เพื่อการแก้วิกฤติเด็กและเยาวชนในประเทศไทย" ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 310 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2
- เวลา 12.30-17.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดโครงการสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง " การเผยแพร่ธรรมะในวัด" โดยร่วมกับวัดราชคฤห์วรวิหาร และกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ณ ศาลาโชติวรสกุลนฤมิต วัดราชคฤห์วรวิหาร แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2552
เวลา 08.30 – 14.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง "ผลกระทบและการเยียวยาของการค้าเสรี (FTA) ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2




*การสัมมนาวิชาการสาขาวิชาชีวิตและความตาย ครั้งที่ ๒ เรื่อง "อยู่ดี ตายดี"

เนื่องด้วยภาควิชาจิตวิทยา และนิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวิตและความตาย รุ่น ๒ จัดกิจกรรม การสัมมนาวิชาการสาขาวิชาชีวิตและความตาย ครั้งที่ ๒ เรื่อง "อยู่ดี ตายดี"
ในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ (ฟรี) เวลา ๐๘.๓๐ น. - ๑๗.๐๐ น. ณ อาคารเรียน มจร. วัดศรีสุดาราม แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ผมจึงขออนุญาตแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้รายละเอียดเพิ่มเติมและแบบตอบรับการร่วมกิจกรรม สามารถดูได้ที่ http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com/ และขอความกรุณาส่งข่าวสารนี้ต่อไปให้คนที่ท่านรู้จัก เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อไป

ขอบคุณครับ

จิราวัฒน์ ปรัตถกรกุล
เลขานุการคณะกรรมการจัดงาน
๐๘๖ ๙๐๙ ๑๓๑๔

หมายเหตุ พร้อมจดหมายนี้ ผมแนบกำหนดการกิจกรรม และแบบตอบรับการร่วมกิจกรรมมาให้แล้วนะครับ
หากท่านใดสนใจ ก็สามารถกรอกแบบตอบรับ และส่งคืนทางอีเมล์นี้ได้เลยครับ ภายในวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ นะครับ




*เสวนาในหัวข้อ "รถเมล์...อนาคตของคนกรุง"

รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แจ้งว่า สนข. จะจัดเสวนาในหัวข้อ "รถเมล์...อนาคตของคนกรุง" ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ โดยจะเชิญประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานราว 500 คน เพื่อให้ทราบรายละเอียดโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สอบถามและแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงการ ภายในงานประกอบด้วย การเสวนาทางวิชาการเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และความจำเป็นในการปรับปรุงการบริหารจัดการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โดย ดร.ครรชิต ผิวนวล นักวิชาการ และ ดร.พัลลภา เรืองรอง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ผู้ริเริ่มการจัดทำแผนฟื้นฟูของ ขสมก. นอกจากนี้ยังมีนาย สุรชัย ธารสิทธิพงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) นายโอภาส เพชรมุณี รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. และตัวแทนจากผู้ประกอบการรถร่วมเอกชน เข้าร่วมงานด้วย เพื่อเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ใช้บริการรถเมล์ นักวิชาการ และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้แสดงความเห็นต่อโครงการ และสอบถามข้อมูลโครงการได้อย่างเต็มที่ หลังจากนี้จะนำข้อมูลที่ได้จากการสัมมนาส่งให้สภาพัฒน์ ไว้เป็นข้อมูลอีกทางหนึ่ง.




*เสวนาเนื่องในวันคล้ายวันประสูติองค์ทะไลลามะที่ ๑๔

สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป
และสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ร่วมจัดงานเสวนาเนื่องในวันคล้ายวันประสูติองค์ทะไลลามะที่ ๑๔

พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์
ความเหมือนในความต่างระหว่างจิตวิญญาณและควอนตัม

วันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒
เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.

ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย
ชั้น ๔ อาคารเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

วิทยากร
พระครรชิต คุณวโร
โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
บัญชา ธนบุญสมบัติ
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ * ดำเนินรายการ

กำหนดการ
๑๓.๐๐ - ๑๓.๔๕ น. ลงทะเบียนและรับประทานอาหารว่าง
๑๓.๔๕ – ๑๔.๐๐ น. อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
กล่าวเปิดงานเนื่องในวันคล้ายวันประสูติองค์ทะไลลามะที่ ๑๔
เรื่อง โครงการสะพานเชื่อมโลกจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ แห่งสถาบันจิตและชีวิต

๑๔.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. เสวนาเรื่อง "พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ : ความเหมือนในความต่างระหว่าง จิตวิญญาณและควอนตัม"

๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.
ถาม-ตอบ

หมายเหตุ* อยู่ระหว่างการติดต่อ

.......................................................

ติดต่อเข้าร่วมกิจกรรมฟรี!

สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา
โทร. ๐๒ ๖๒๒ ๐๙๕๕, ๐๒ ๒๒๒ ๕๖๙๘, ๐๒ ๖๒๒ ๐๙๖๖
อีเมล publishers@suan-spirit.com
เว็บไซต์ http://www.suan-spirit.com


โดย: jenifaae วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:40:07 น.  

 
*กิจกรรม EU Green Days

งานนิทรรศการภาวะโลกร้อน
1-11 ตุลาคม 2552
ณ ลานหน้าห้างเซน เซ็นทรัลเวิล์ด (Zen, Central World Plaza)
สำนัก งานคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย จะจัดแสดงงานศิลปะและข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนขึ้น ณ บริเวณลานหน้า เซน เซ็นทรัลเวิล์ด ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์ของงานคือการจัดแสดงภาพถ่ายของนักศึกษาที่ชนะการประกวดจาก ทั่วประเทศภายใต้โครงการ "Climate Change – Reality, Treat and Hope" นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการอื่นๆ ที่น่าสนใจที่จัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสถาน ทูตฟินแลนด์ในกรุงเทพฯ และโครงการทางสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ไว้ให้ชมกันอีกด้วย


คอนเสิร์ต "What on Earth!—เป็นอะไรไปโลกใบนี้!" และงานคลับไนท์
2 ตุลาคม 2552 (คลับไนท์) เวลา 21.00-02.00 ณ Club Culture ถ. ศรีอยุธยา
3 ตุลาคม 2552 (คอนเสิร์ต) เวลา 19.00-22.00 ณ บริเวณลานหน้า ห้างเซ็น เซ็นทรัลเวิล์ด
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ณ บริเวณลานหน้า เซน เซ็นทรัลเวิล์ด สำนักงานคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทยจะจัดคอนเสิร์ตกลางแจ้งเพื่อ รณรงค์การมีส่วนร่วมในการช่วยกันลดโลกร้อน โดยมีนักร้องชื่อดังอย่าง ทาทา ยัง, แทททูคัลเลอร์, สครับ, ริชแมน ทอย และศิลปินชั้นนำอื่นๆ มาให้ความสนุกกันแบบฟรีๆ และมีสาระ นอกจากดนตรีแล้ว ยังมี VTR และ ข้อคิดดีๆ ในการช่วยกันรักษาโลกของเราอีกด้วย คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานนี้นับพันคน—ทั้งนี้ท่านสามารถรับชมบรรยากาศใน งานได้ทาง Channel (V) และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องเตรียมตัวสนุกกับคอนเสิร์ต ก่อนหน้านี้หนึ่งวันคุณจะได้พบกับงาน "คลับไนท์" ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างการวาดลวดลายของดีเจชั้นนำจากยุโรป และ บรรยกาศแบบ "กรีนธีม" ซึ่งจะทำให้คุณอินเทรนด์ด้วยการใส่ใจกับเรื่องภาวะโลกร้อน


กิจกรรมสำหรับวัยเรียน
3 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00 – 16.00
ทีเคพาร์ค (TK Park) เซ็นทรัลเวิล์ด
เด็กๆ ในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขาเหล่านี้จะมีบทบาทอย่างมากในการจัดการกับปัญหา ภาวะโลกร้อนในอนาคต หน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ของคณะกรรมาธิการยุโรป จะจัดกิจกรรมยามบ่ายสนุกๆ ให้เด็กๆ มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ กิจกรรมนี้สำหรับน้องๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 7 ถึง 15 ปี


เสวนา เรื่อง "เส้นทางสู่โคเปนเฮเกน – มุมมองในการเจรจาระดับโลกเพื่อลดภาวะโลกร้อน"
6 ตุลาคม 2552 (สำหรับแขกเชิญเท่านั้น)
กระทรวงการต่างประเทศ

เป้าหมายของการประชุมว่าด้วยเรื่องสภาพทางภูมิอากาศ ของโลก ณ กรุงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Climate Conference) ช่วงปลายปี 2552 นี้ คือการหาข้อสรุปชุดใหม่เกี่ยวกับมาตราการและความรับผิดชอบระหว่างประเทศต่อ ภาวะโลกร้อนที่จะมาทดแทนความตกลงเดิมที่กำลังจะหมดลงในปี พ.ศ. 2555 ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ มารองรับอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตอนนี้สภาพอากาศได้เกิดความแปรปรวนเป็นอย่างมาก ถ้ามีความล่าช้าในการลงนามในความตกลงก็จะทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไข ปัญหาภาวะโลกร้อนตามไปด้วย เห็นได้ชัดว่าสหภาพยุโรปเป็นผู้นำในการลดภาวะโลกร้อน เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้กำหนดใช้นโยบายที่เน้นการลดภาวะโลกร้อนและการใช้พลังงานแบบ บูรณาการ ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดภายใน ปี พ.ศ. 2563
งานเสวนาครั้งนี้มีกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพ โดยผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปในการเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิ อากาศ จะมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานะของการเจรจาว่าด้วยเรื่องโลกร้อนที่ทาง สหประชาชาติจัดขึ้นและให้ความเห็นว่าประเด็นใดที่ยังเป็นทางตันอยู่ในขณะที่ ทุกฝ่ายกำลังพยายามจะจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการประชุมที่กรุง โคเปนเฮเกน ผู้แทนจากสำนักงานคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย สำนักเลขาธิการสิ่งแวดล้อมประจำภูมิภาคเอเชียของประเทศสวีเดน (Swedish Environment Secretariat) และผู้แทนจากรัฐบาลอังกฤษ (tbc) จะร่วมอภิปรายการดำเนินงานของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนในประเทศไทย และอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือในอนาคต
ผู้เสวนาหลัก คือ นาย อาร์ทัว รุงเงอร์ เมทซ์เกอร์ (Artur Runge Metzger), ผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปในการเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ นายแอนเดอร์ส แกรนลุนด์ (Anders Granlund) ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการสิ่งแวดล้อมประจำภูมิภาคเอเชียแห่งสวีเดน นายจอห์น เพียร์ซัน (John Pearson) หัวหน้าเครือข่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และู้ผู้้แทนจากรัฐบาลอังกฤษ (tbc)


บรรยายเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ: ภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อม
7 ตุลาคม 2552 เวลา 10.00 – 12.00
สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)
คณะ กรรมาธิการยุโรปได้แสดงบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่อง ในการให้ความช่วยเหลือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงทางภัยพิบัติโดย เฉพาะที่ผ่านทางหน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมภายใต้โครงการ DIPECHO
ในการบรรยายครั้งนี้คณะกรรมาธิการยุโรปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพูดถึง พัฒนาการล่าสุดของการให้ความช่วยเหลือภายใต้โครงการดังกล่าวต่อประเทศใน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ
ผู้เสวนาหลัก ได้แก่ เซซิล ปิชอง ผู้เชียวชาญและประสานงานด้านการจัดการภัยพิบัติ หน่วยงานด้านมนุษยธรรมของคณะกรรมาธิการยุโรป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภาคพื้นแปซิฟิก (European Commission's Humanitarian Office), เจอรี่ เวลาซเควซ ผู้ประสานงานอาวุโส องค์กรยุทธศาสตร์นานาชาติเพื่อการลดภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ สำนักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก (UN ISDR), นาย อาติค ไคนัน อาเมด นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ หน่วยงานการจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC), แพทริค ฟ๊อกซ์ หัวหน้าหน่วยงานการบิหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ องค์กรกาชาดสากลและสภาเสี้ยววงเดือนแดง (IFRC), ดอกเตอร์ แอนเดิร์ส แกรนลุนด์ ผู้อำนวยการ สำนักเลขาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคเอเชีย (เซนซ่า) ของสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนานานาชาติแห่งประเทศสวีเดน (ซิด้า) (SIDA/SENSA)


การสัมนนาธุรกิจเรื่อง Green Business and effects in supply chains
8 ตุลาคม 2552
เวลา 8.30-17.30
ณ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ
กฎหมาย สิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปและแนวปฏิบัติของ บริษัทในสหภาพยุโรปมีความ สำคัญไม่เฉพาะในภูมิภาคยุโรปเท่านั้น เมื่อบริษัทในอียูออกมาตรการขานรับนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พัฒนาประสิทธิภาพพลังงาน และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน บริษัทในประเทศอื่นๆ ที่ค้าขายกับบริษัทในสหภาพยุโรปจึงต้องพบกับความท้าทายและโอกาสในสายธุรกิจ ของตน การสัมมนาจะมุ่งประเด็นไปที่กฎระเบียบข้อบังคับทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของบริษัทในสหภาพยุโรป และผลกระทบของมาตรการดังกล่าวที่มีต่อธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่ป้อนวัตถุดิบและบริการให้บริษัทในสหภาพ ยุโรป

ผู้บรรยายหลัก:
คาร์ล ฟาล์วเคนเบิร์ก (Karl Falkenberg), อธิบดีกรมสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการยุโรป, เดวิด ลิปแมน หัวหน้าสำนักงานคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทยและ เอกอัครราชทูต, ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), ตัวแทนจากบริษัท ไอเกีย, โนเกีย, เมอร์เซเดส เบนซ์ และคาร์ฟูร์ (tbc) และตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมไทย เช่น จาก สยาม ฟูรุกาวา (Siam Furukawa) และ เอเซีย ไฟเบอร์ จำกัด มหาชน (Asia Fiber Public)


วีไอพีดินเนอร์—สู่โอกาสที่ดีทางธุรกิจระหว่างไทยและอียู
8 ตุลาคม 2552 (สำหรับแขกเชิญเท่านั้น)
ณ โรงแรมโฟร์ซีซัน
วี ไอพีดินเนอร์ เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างเครือข่ายระหว่างนักธุรกิจไทยและอียู ตัวแทนจากภาครัฐและสื่อมวลชน เพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและแลกเปลี่ยนความ รู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีระหว่างไทยและอียู ตลอดจนความท้าทายและโอกาสที่เกิดจากภาวะโลกร้อน

ผู้บรรยายหลัก:
คาร์ล ฟาล์วเคนเบิร์ก (Karl Falkenberg), อธิบดีกรมสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการยุโรป




*“ธุรกิจเอกชนจะได้อะไรจากการทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553”

หลักการและวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมปฏิบัติการเรื่อง

“ธุรกิจเอกชนจะได้อะไรจากการทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553”

จัดโดย

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ร่วมกับ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

สนับสนุนโดย

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ

วันอังคารที่ 29 กันยายน 2552 เวลา 08.30-12.00 น.
ณ ห้องประชุมหลานหลวง โรงแรมรอยัลปรี๊นเซส ถนนหลานหลวง กรุงเทพมหานคร


การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนเห็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมในการทำสำมะโนประชากรของประเทศ รณรงค์ผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายและโครงการต่างๆ ที่ส่งผลให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้า และเพื่อให้ประชาชน ได้มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นประโยชน์ของการทำ สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ และประชาชนทุกคนจะมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างไร

การทำสำมะโนประชากรเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดอย่างต่อเนื่องมานานในประเทศต่างๆมากกว่า 200 ประเทศ ประเทศไทยได้จัดทำสำมะโนประชากรมาแล้ว 10 ครั้ง ครั้งแรก ทำในปี พ.ศ. 2452 และใน พ.ศ. 2553 จะเป็นการทำครั้งที่ 11 นับได้ว่ามีการทำสำมะโนประชากรในประเทศไทยมาแล้วครบ 100 ปีพอดี สำหรับ “วันสำมะโนประชากร” ครั้งที่จะถึงนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติกำหนดให้เป็น วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ซึ่งจะใช้เป็นจุดเวลาอ้างอิงของข้อมูลแต่ละคนในการทำสำมะโนประชากรครั้งนี้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นการนับอายุ การเกิด ตาย และย้ายที่อยู่จะถือเอาวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 เป็นเกณฑ์

“การทำสำมะโนประชากร” คือ การนับจำนวนผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และแจกแจงว่าผู้คนเหล่านั้นมีคุณลักษณะอย่างไร เป็นชาย เป็นหญิง อายุเท่าไร มีสถานภาพสมรส การศึกษา การอ่านออกเขียนได้ การทำงานอาชีพต่างๆ การเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อย่างไร ซึ่งเป็นเสมือนการฉายภาพนิ่งของคนทั้งประเทศในเวลาเดียวกัน ข้อมูลสำมะโนประชากรฯ จึงเป็นข้อมูลระดับประเทศที่สำคัญมาก สามารถนำมาใช้ช่วยตัดสินใจของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำไปใช้โดยผู้บริหารระดับต่าง ๆ ได้มากมาย ได้แก่

- ใช้วางแผนนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ในพื้นที่มีเด็กมาก จำเป็นต้องมีโรงเรียน/ครู และวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคของเด็กแต่ละวัยให้เพียงพอ ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ต้องมีสาธารณูปโภคให้เพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนประชากร

- ใช้กำหนดประเด็นปัญหา ตั้งเป้าหมาย และติดตามความก้าวหน้าในการทำงาน ในการบริหารจัดการและประเมินโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาครอบครัว เคหะที่อยู่อาศัย การศึกษา สุขภาพอนามัย การขนส่งคมนาคม การพัฒนาเมืองและชนบท เช่น ใช้ในการประเมินผลแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) เป็นต้น

- ใช้วางแผนต่อเนื่องและใช้ในงานวิชาการต่างๆ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้นำข้อมูลตัวเลขจากสำมะโนประชากร ไปใช้เป็นข้อมูลฐานในการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยในอนาคต ถ้าไม่มีข้อมูลแสดงภาพประชากรที่ถูกต้องเชื่อถือได้ในปัจจุบันเป็นฐาน ก็ยากที่จะคาดประมาณภาพประชากรของประเทศไทยในอนาคตให้ถูกต้องได้ เช่น ตัวเลขประมาณการนี้สามารถนำมาใช้จัดเตรียมแผนพัฒนาเศรษฐกิจกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) ได้ เป็นต้น

สำหรับภาคเอกชนก็สามารถนำข้อมูลจากสำมะโนประชากรไปใช้ได้ เนื่องจากสำมะโนประชากรมีจุดเด่นที่สำคัญคือ สามารถนำเสนอข้อมูลได้ถึงระดับพื้นที่ย่อย เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาคเอกชนสามารถใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรฯ ประกอบการตัดสินใจตั้งร้านค้า หรือผลิตสินค้าเพื่อขาย ขณะที่ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล และอบต. ก็สามารถใช้ข้อมูลจากสำมะโนประชากรและเคหะร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน วางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนได้เช่นกัน

การร่วมผลักดันงานสำมะโนประชากรและเคหะให้บรรลุวัตถุประสงค์ สามารถนับจำนวนประชากรทุกคน รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประชากรและที่อยู่อาศัยของประชากรได้ครบถ้วนมากที่สุด จึงต้องทำการรณรงค์ให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนในประเทศอย่างเร่งด่วนต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของสิ่งที่จะได้รับจากการทำสำมะโนประชากรและเคหะของประเทศไทย ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันงานสำมะโนประชากรและเคหะ ได้ดังนี้

1. ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในประเทศ รับรู้ เข้าใจ เห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของสำมะโนประชากร และต้องการให้ความร่วมมือให้ข้อมูล ที่เป็นจริงของตนเองและสมาชิกในครัวเรือน

2. สนับสนุนการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สำมะโนประชากร ผ่านกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ ถุงพลาสติก ถุงกระดาษ และอื่น ๆ โดยใช้โลโก้ สำมะโนประชากร ถ้อยคำหรือคำขวัญสั้นๆ ให้ติดตา ติดปาก ประชากร

3. กิจกรรมอื่น ๆ ที่เห็นสมควรดำเนินงาน


โดย: jenifaae วันที่: 15 ตุลาคม 2552 เวลา:23:25:53 น.  

 
*กมธ.วุฒิสภาจัดสัมมนาหาข้อดี-ข้อเสีย และการส่งเสริมพลังงานลมปลายเดือนนี้

คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เตรียมจัดสัมมนาเรื่อง “ศักยภาพพลังงานลมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทย : 2552” หวัง รับฟังความคิดเห็น ข้อดีข้อเสีย ปัญหาอุปสรรคและผลกระทบของการพัฒนาและการส่งเสริมพลังงานลมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 29 ก.ย. นี้

พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภากล่าวถึงการจัดสัมมนาเรื่อง“ศักยภาพพลังงานลมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทย : 2552” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 กันยายน นี้ว่า กรรมาธิการต้องการรับฟังความคิดเห็น ข้อดีข้อเสีย ปัญหาอุปสรรคและผลกระทบของการพัฒนาและการส่งเสริมพลังงานลมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการพัฒนาและส่งเสริมของภาครัฐ ความต้องการและความเข้าใจของประชาชน เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการวางแผนและตัดสินใจดำเนินการในการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศต่อไป

พลเอกเลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวจะมีขึ้นตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. ณ โรงแรมเรดิสัน ถนนพระราม 9 กรุงเทพมหานคร โดยมี ศ.พิเศษ ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เปิดการสัมมนา และการสัมมนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม




*ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา (ฟรี)หัวข้อ “ ทิศทางการพัฒนาอาชีวศึกษาตาม พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ”

ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 08.30 - 16.30 น.

ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารเทพรัตน์วิทยาโชติ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
บรรยายโดย
ศ.ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ (อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มก.)
ดร.พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา (ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ)

ขอเชิญสำรองที่นั่ง หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คุณเมตตา 0814142411 , คุณกุลประภัสสร์ 0815656137 , คุณณัฐนันท์ 0858167744

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา (ฟรี)
หัวข้อ “ ทิศทางการพัฒนาอาชีวศึกษาตาม พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ”
ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 08.30 - 16.30 น.
ณ ห้องสารนิเทศ ยุพา วีระไวทยะ อาคาร 2 ชั้น 1 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บรรยายโดย

ศ.ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ (อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มก.)
ดร.พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา (ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ)

ขอเชิญสำรองที่นั่ง หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คุณเมตตา 0814142411 , คุณกุลประภัสสร์ 0815656137 , คุณณัฐนันท์ 0858167744




*งานสัมมนาเรื่อง “โอกาสทางธุรกิจออนไลน์ในการนำ ICT มาปรับใช้ในองค์กรในปี 2553”

พิธีมอบรางวัล “ECIT Quality Award 2552” และงานสัมมนาเรื่อง “โอกาสทางธุรกิจออนไลน์ในการนำ ICT มาปรับใช้ในองค์กรในปี 2553”

วันที่ 22 กันยายน 2552 เวลา 08.30 – 16.30 น.

ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน

09.00 – 09.15 น. กล่าวรายงานโครงการ ECIT e-Marketplace ปี 2552

โดย รศ.ดร. ธีระพล เมธีกุล ผู้จัดการโครงการฯ มจพ.

09.15 – 09.30 น. กล่าวเปิดงาน โดย ผู้บริหารจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

09.30 – 09.45 น. รายงานผลของโครงการ ECIT e-Marketplace ปี 2552

โดย โดย นาย ภควัต รักศรี ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการฯ มจพ.

09.45 – 10.30 น. พิธีการรับมอบโล่รางวัล

มอบโล่รางวัลขอบคุณแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

มอบโล่รางวัลขอบคุณแก่ บมจ. ทีโอที

มอบโล่รางวัลแก่ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในโครงการ ECIT ประเภทผู้ซื้อ

มอบโล่รางวัลแก่ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในโครงการ ECIT ประเภทผู้ขาย

10.30 – 11.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง และ ร่วมกิจกรรมในบูธ

มอบประกาศนียบัตรแก่ ผู้ประกอบการในโครงการ ECIT ประเภทผู้ขายที่มีหน้าร้านสวยงาม

11.00 – 12.00 น. เสวนาเรื่อง “โอกาสทางธุรกิจออนไลน์ในการนำ ICT มาปรับใช้ในองค์กรในปี 2553”

ดำเนินการเสวนาโดย ดร.ชัยวัฒน์ , รศ.ดร. ธีระพล เมธีกุล ผู้จัดการโครงการฯ มจพ.

คุณ วาที พีระวารานุพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ผู้บริหารจาก เขตอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งประเทศไทย / ผู้บริหารจาก บมจ. ทีโอที

12.00 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.00 – 14.30 น. บรรยายประกอบการสาธิตเรื่อง “เทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 3G กับโอกาสทางธุรกิจของท่าน

ในต่อยอดในโครงการ ECIT” โดย ผู้บริหารจาก บมจ. ทีโอที

14.30 – 15.00 น. พักรับทานอาหารว่าง และ ร่วมกิจกรรมในบูธ

15.00 – 16.00 น. ร่วมกิจกรรมในบูธของผู้ประกอบการในโครงการ ECIT พร้อมร่วมแข่งขันเพื่อรับรางวัล

16.00 – 16.30 น. ร่วมลุ้นในกิจกรรมประกาศรับของรางวัลใหญ่จาก บมจ. ทีโอที

16.30 กล่าวปิดงาน


โดย: jenifaae วันที่: 15 ตุลาคม 2552 เวลา:23:33:04 น.  

 
*กำหนดสัมมนาเรื่อง "อนาคตสิ่งทอไทย...ปรับตัวอย่างไรให้ก้าวพ้นวิกฤต"

จัดโดย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ในวันศุกร์ที่16 ตุลาคม 2552 เวลา 08.30-13.30 น.
ณ ห้องกมลทิพย์2 ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา (กรุงเทพฯ)
THE OFFICE
Of INDUSTRIAL ECONOMICS
สำนักงาน
เศรษฐกิจอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทย
โดยสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละกว่า 2 แสนล้านบาท และเกิดการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมดังกล่าวปีละกว่า 1 ล้านคน
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพร์มในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การเงิน การธนาคารของ
สหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง และเป็นเหตุก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้าและบริการ ฯลฯ มีผลทำให้เศรษฐกิจใน
ประเทศสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลง และลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ เช่น ตลาดสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ภายใต้การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจใน
ตลาดโลก
ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จึงได้กำหนดจัดสัมมนาขึ้นในหัวข้อ "อนาคตสิ่งทอไทย...
ปรับตัวอย่างไรให้ก้าวพ้นวิกฤต" ในวันศุกร์ที่16 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมสยามซิตี้ (กรุงเทพฯ) เพื่อเผยแพร่ผลงานที่ได้จากการศึกษา
วิจัย และสร้างความตื่นตัวให้เห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของธุรกิจในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเศรษฐกิจ
และสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
08:30-08.45 น. ลงทะเบียน
08:45-09:00 น. ความก้าวหน้าการพัฒนาศูนย์ข้อมูลสิ่งทอเชิงลึกปี2552 (Textile Intelligence Unit)
09:00-09:30 น. กล่าวรายงาน โดย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
กล่าวเปิดการสัมมนา โดย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
09:30-10:00 น. ทิศทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย
โดย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
10:00-10:30 น. สมรรถนะและแนวโน้มของอุตสาหกรรมสิ่งทอ
? ASEAN โอกาสใหม่ของสิ่งทอไทย
? ลู่ทางเครื่องนุ่งห่มภายใต้JTEPA/AJCEP
? นวัตกรรมสิ่งทอไทยบนฐานเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์
โดย นายวิรัตน์ตันเดชานุรัตน์ (ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ)
10:30-10:45 น. พักรับประทานชา-กาแฟ
10:45-12:15 น. สิ่งทอไทยภายใต้วิกฤต
? นายปิลันธน์ธรรมมงคล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
? นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกิติมาศักดิ์ อาฟเท็ค (Chairman Emeritus of ASEAN
Federation of Textile Industry:AFTEX)
? นายบัณฑิต พงศาโรจนวิทย์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย
? นายรณรงค์เลิศกิตศิริ ประธานบริษัท โทเรอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำ กัด และ
ผู้อำนวยการบริษัท เท็กซ์ไทล์แกลเลอรี่จำกัด
? นางสาวชัญญา ถาวรทนต์ ผู้จัดการฝ่ายเสื้อผ้าและเครื่องใช้ในครัวเรือน
สำนักงานผู้แทนเอ ไอ ซีอิงค์
12:15-12:30 น. รับฟังความคิดเห็นจากที่ประชุม
12:30-13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
ใบสมัครเข้าร่วมสัมมนา
? สมัครสัมมนา "อนาคตสิ่งทอไทย...ปรับตัวอย่างไรให้ก้าวพ้นวิกฤต"
บริษัท.......................................................................................................................................................................
ที่อยู่.........................................................................................................................................................................
โทรศัพท์.............................................. โทรสาร..............................................E-mail………………………………………..........
ชื่อ-สกุล ผู้เข้าร่วมงานสัมมนา (ไม่เสียค่าใช้จ่าย – ฟรี!)
ชื่อ – สกุล ตำแหน่ง
1.
2.
3.
สอบถาม โทร. 02-713-5492
ต่อ 738, 740 (ทรรศนีย์)
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
(ฟรี!!)
ปิดรับสมัครวันที่ 12 ตุลาคม 2552 (หรือเมื่อที่นั่งเต็ม)
Fax กลับที่: 02-712-4532




*งานเปิดตัวหนังสือ "Outliers: The Story of Success"

ขอเชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือ "Outliers: The Story of Success" หนังสือขายดีในต่างประเทศ โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น เปิดมุมมองทางความคิดที่จะทำให้คุณต้องประหลาดใจว่าทำไมคนฉลาดบางคนจึงประสบความสำเร็จ แต่บางคนกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น รวมทั้งการเสวนาโต๊ะกลม "เปิดปมคิด สัมฤทธิ์พิศวง: ไขปริศนาความสำเร็จ ในมุมที่คุณคาดไม่ถึง" กับ 3 คนดัง นักวิชาการ นักคิด นักเขียน ศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย
? วรากรณ์ สามโกเศศ (นักวิชาการ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)
? ฐิตินาถ ณ พัทลุง (ผู้แต่งหนังสือยอดนิยม เข็มทิศชีวิต )
? วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล (นักเขียน และศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรง)

พบกันวันพุธที่ 30 กันยายน 2552 เวลา 14.00 – 16.00 น. ณ. ร้าน B2S Central World
กำหนดการ
14.00 น สนพ.วีเลิร์น เชิญท่านสื่อมวลชนลงทะบียน รับของที่ระลึก ทานอาหารว่าง
14.45 น พิธีกร กำภู ภูริภูวดล นำท่านเข้าสู่ แนะนำ Outliers : The Story of Success
15.00 น เปิดปมคิด สัมฤทธิ์พิศวง กับ แขกรับเชิญพิเศษ
- ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ,คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ,คุณ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
15.40 น สื่อมวลชนถาม-ตอบ
16.00 น จบงาน




*เสวนา 60 ปีแห่งการสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน: ปัจจุบันและอนาคต

จัดโดย
ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ร่วมกับ โครงการจับกระแสจีน (China Watch Program) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
12.30-13.00 น. ลงทะเบียน
13.00-13.20 น. พิธีเปิด
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์
ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
13.20-13.50 น. การเมืองสาธารณรัฐประชาชนจีน: ปัจจุบันและอนาคต
โดย อาจารย์ วรศักดิ์ มหัทธโนบล
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
13.50-14.20 น. เศรษฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน: ปัจจุบันและอนาคต
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. สมภพ มานะรังสรรค์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
14.20-14.50 น. สังคมและวัฒนธรรมสาธารณรัฐประชาชนจีน: ปัจจุบันและอนาคต
โดย อาจารย์ ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.50-16.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง พร้อมกับแสดงความคิดเห็นและซักถาม


โดย: jenifaae วันที่: 15 ตุลาคม 2552 เวลา:23:36:53 น.  

 
*พิธีแถลงข่าวเปิดตัวโครงการประกวดเรื่องเล่า “บทเรียนความสำเร็จในการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อจัดการการเรียนรู้”

กำหนดการพิธีแถลงข่าวเปิดตัวโครงการประกวดเรื่องเล่า
“บทเรียนความสำเร็จในการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อจัดการการเรียนรู้”
วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒ ณ.พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ ๙ ถนนรัชดาภิเษก จตุจักร กทม.
๙.๓๐ - ๑๐.๐๐ น. แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนลงทะเบียน และรับประทานอาหารว่าง
๑๐.๐๐ - ๑๐.๓๐ น. กล่าวความร่วมมือในการจัดประกวดเรื่องเล่า
โดย ดร. ปรียานุช พิบูลสราวุธ หัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
นายศัจธร วัฒนะมงคล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ดร. เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
นางปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล
๑๐.๓๐ - ๑๑.๑๕ น. ชวนคุยเรื่อง " เทคนิคการเขียนเรื่องเล่าให้น่าสนใจ "
โดย ศุ บุญเลี้ยง
๑๑.๑๕ - ๑๑.๓๐ น. ถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
๑๑.๓๐ - ๑๑.๔๕ น. ถ่ายภาพร่วมกัน




*ศิลปากรจับมือ NetDesign อบรมต้นกล้าอาชีพ “อีคอมเมิร์ซ-ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง”ฟรี!

มหาวิทยาลัยศิลปากร และโรงเรียนอินเทอร์เน็ตและการออกแบบ (NETDESIGN) ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดทำหลักสูตรและควบคุมมาตรฐานการฝึกอบรม หลักสูตรการประกอบอาชีพด้านการประกอบธุรกิจ E-commerce และที่เกี่ยวเนื่อง ให้กับผู้เข้าอบรมในโครงการต้นกล้าอาชีพ ซึ่งเป็นการฝึกอบรมให้กับผู้ว่างงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

การอบรมครั้งนี้ จัดขึ้นในส่วนของโรงเรียนอินเทอร์เน็ตและการออกแบบ ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ NetDesign: สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ชั้น 7 ,สาขาเดอะมอลล์บางแค ชั้น 3,สาขาเดอะมอลล์งามวงค์วาน ชั้น 5 และร่วมมือกับศูนย์ NetDesign ส่วนภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง:มหาวิทยาลัย ศิลปากร (นครปฐม) มหาวิทยาลัยศรีปทุม (กรุงเทพฯ) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (ปทุมธานี) มหาวิทยาลัยนเรศวร ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (พิษณุโลก) มหาวิทยาลัยบูรพา (ชลบุรี ) ภาคเหนือ: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เชียงใหม่) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มหาวิทยาลัยการจัดการเทคโนโลยีเอเชีย คณะวิศวกรรมศาสตร์ (อุบลราชธานี)

โครงการนี้มุ่งหวังให้ผู้ว่างงานและผู้ถูกเลิกจ้าง ที่สนใจฝึกอบรมอาชีพ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในองค์กรทุกประเภท ในธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถของตน ในการพัฒนาความสามารถเพื่อนำไปตอบสนองกับความต้องการขององค์กรได้ นอกจากนี้เจ้าของกิจการ หรือ ผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม เพื่อใช้เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตน

สำหรับผู้สนใจร่วมโครงการต่อไปได้ ประจำเดือนตุลาคมนี้หลักสูตรที่เปิดอบรม การประกอบอาชีพด้านการประกอบธุรกิจ E-commerce และที่เกี่ยวเนื่อง เปิดอบรม 1 - 29 ตุลาคม 2552 (ปิดรับสมัคร 25 ก.ย. 52) ระยะเวลาการจัดอบรม หลักสูตรละ 20 วัน เรียนวันจันทร์ – ศุกร์ (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) เวลา 9.00 -12.00 และ 13.00 – 16.00 น. รวม 120 ชั่วโมง

สนใจสอบถามได้ที่ โทร 02-642-1100 หรือ สมัครผ่านหน้าเว็บไซต์ สามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่: http://www.netdesign.ac.th/tonklaarcheep/index_.html




*สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา”

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2552

- เวลา 08.30 นาฬิกา คณะ กรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา” ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ




*โครงการ รวมพลคนอาสา พัฒนาผู้นำกิจกรรม

ณ ไร่พญาเย็น เขาใหญ่ นครราชสีมา
ชมรมจิตสร้างสรรค์-ความฝันสีขาว ร่วมกับ สถาบันพัฒนาทักษะการทำงาน ชักชวนเพื่อนๆชาวอาสาทุกๆท่าน ทุกๆเพศ ทุกๆวัยวุฒิ และทุกๆคุณวุฒิ ทุกสังกัดเพียงแต่มีไฟอาสา ร่วมโครงการรวมพลคนอาสา โดยโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นอยากให้เกิดความสุขกับทุกๆคนที่เข้าร่วมโครงการ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวความคิดในการทำกิจกรรม พบพูคุยกับเพื่อนใหม่ๆ
วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้อาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวความคิดในการทำกิจกรรมอาสาสมัคร
2.หาแนวทางทำกิจกรรมอาสามัครที่ให้ประโยชน์มากขึ้น
3.เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่อาสาสมัคร
4.เพื่อเป็นการพักผ่อนจากการทำงานหนัก เรียนหนัก และสังคมในเมือง


โดย: jenifaae วันที่: 15 ตุลาคม 2552 เวลา:23:40:22 น.  

 
*นิทรรศการโมเดลสถาปัตยกรรมออสเตรเลีย : สถานทูตออสเตรเลีย

สถานทูตออสเตรเลีย จัดนิทรรศการโมเดลสถาปัตยกรรม – Abundant Australia นำเสนอไอเดียเฉียบจำนวน 160 ชิ้น ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยสถาปนิกและนักออกแบบชาวออสเตรเลียที่มีชื่อเสียง เช่น Alex Popov Architects, Ashton Raggott McDougall, Denton Corker Marshall, Fairweather Proberts Architects, Iredale Pederson Hook, Kennedy Nolan, Kerstin Thompson Architects and Wood Marsh Architecture

นิทรรศการดังกล่าวร่วมแสดงในเทศกาลออกแบบบางกอก 2009 โดยเปิดแสดงระหว่างวันที่ 25 กันยายนถึง 17 ตุลาคมนี้ ที่ห้องสตูดิโด ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ผลงานโมเดลที่ได้รับการคัดเลือกมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้ มีหลากหลายสไตล์ ทั้งบ้านและอาคารต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานที่ได้ไปร่วมแสดงครั้งแรกที่ออสเตรเลีย พาวิลเลียน ในนิทรรศการสถาปัตยกรรมนานาชาติ Venice Architecure Biennale ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2551 ที่นครเวนิส ประเทศอิตาลี

ผลงานแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นถึงแนวทางการทำงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ สถาปนิกแต่ละคน และยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศของออสเตรเลีย ที่ประกอบด้วยเมืองใหญ่ ชุมชนท้องถิ่น พื้นที่ทะเลทราย และยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสถาปนิกแต่ละคนที่จะสร้างสรรค์ผลงาน สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนและมีคุณค่า

สถาบันเอเชียลิงค์แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์น ร่วมกับสถาบันสถาปนิกออสเตรเลีย เป็นผู้ดูแลการนำนิทรรศการนี้มาจัดแสดงในประเทศไทย ขอเชิญชวนผู้สนใจด้านการออกแบบเข้าร่วมชมผลงานที่เปี่ยมไปด้วยพลัง จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และความหลากหลายของสถาปัตยกรรมออสเตรเลีย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

Creative Directors: Neil Durbach, Vince Frost, Wendy Lewin, Kerstin Thompson, Gary Warner.

บรรยายพิเศษ
นิทรรศการโมเดลสถาปัตยกรรมออสเตรเลีย และภาพรวมของสถาปัตยกรรมออสเตรเลียในปัจจุบัน โดยเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 13.30 – 17.00 น.
ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เดวิด พาร์เกน ผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันสถาปนิกออสเตรเลีย (Ausstralia Institute of Architects) นำเสนอผลงานต่างๆ ที่จัดแสดงในนิทรรศการ ตั้งแต่เบื้องหลังผลงานจนถึงการพัฒนาแนวคิดหลักของผลงาน นอกจากนั้นจะกล่าวถึงประเด็นต่างๆ ในแวดวงสถาปนิกออสเตรเลียในปัจจุบันอย่างกว้างๆ

โทน วีลเลอร์ สถาปนิกระดับแนวหน้าของออสเตรเลีย เจ้าของสตูดิโอ environa studio จะบรรยายถึงผลงานการออกแบบของเขาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างเจาะจง นอกจากนั้น โทนจะพูดถึงกระบวนการทำงานของเขาที่ได้นำประเด็นต่างๆ มาพิจารณาให้เกิดความสมดุล ซึ่งรวมถึงการคำนึงถึงพื้นที่ใช้งานและการออกแบบให้น่าอยู่อาศัย ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและความจำเป็นสำหรับความคิดสร้างสรรค์และการออก แบบนวัตกรรมใหม่ๆ

หมายเหตุ – การบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีการแปลเป็นภาษาไทย และขอความกรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัด ที่อีเมล charintip.pimphan@dfat.gov.auหรือโทร. 023446464

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ สถานทูตออสเตรเลีย โทร. 02 3446462




*โครงการ รวมพลคนอาสา พัฒนาผู้นำกิจกรรม

วันที่ 23-25 ตุลาคม 2552
ณ ไร่พญาเย็น เขาใหญ่ นครราชสีมา
ชมรมจิตสร้างสรรค์-ความฝันสีขาว ร่วมกับ สถาบันพัฒนาทักษะการทำงาน ชักชวนเพื่อนๆชาวอาสาทุกๆท่าน ทุกๆเพศ ทุกๆวัยวุฒิ และทุกๆคุณวุฒิ ทุกสังกัดเพียงแต่มีไฟอาสา ร่วมโครงการรวมพลคนอาสา โดยโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นอยากให้เกิดความสุขกับทุกๆคนที่เข้าร่วมโครงการ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวความคิดในการทำกิจกรรม พบพูคุยกับเพื่อนใหม่ๆ
วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้อาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวความคิดในการทำกิจกรรมอาสาสมัคร
2.หาแนวทางทำกิจกรรมอาสามัครที่ให้ประโยชน์มากขึ้น
3.เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่อาสาสมัคร
4.เพื่อเป็นการพักผ่อนจากการทำงานหนัก เรียนหนัก และสังคมในเมือง

กำหนดการค่ายอาสาตามหาความสุข
วันที่ 23 – 25 ตุลาคม 2552
ณ ไร่พญาเย็น เขาใหญ่ นครราชสีมา
วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552
08.00 น. รวมพล ณ จุดนัดพบ (แจ้งให้ทราบภายหลัง)
08.30 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ - ไร่พญาเย็น
11.30 น. ถึงไร่พญาเย็น
12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.00 น. กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ รู้จักกันวันพบเพื่อใหม่(สุขมิตรภาพ)
14.00 น. กิจกรรมสาระที่ 1
16.30 น. พักผ่อนตามอัฐยาศัย เล่นน้ำตก (สุขที่กาย)
18.00 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. กิจกรรมนันทนาการ
20.00 น.สร้างสรรค์จิตนาการด้วยตนเอง (สุขภาพกาย)
21.30 น. แยกย้ายพักผ่อน นอนนับดาว (สุขอื่นๆ)
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552
06.00 น. ตื่นเช้าเพื่อกำไรของชีวิต
06.15 น. เรียนรู้ระบบร่างกายตัวเอง โดย โยคะปรับสมุดล(สุขภาพกาย / สุขภาพใจ)
07.30 น. แยกย้ายทำภารกิจ และกิจกรรมตามหน้าที่ ชมนก ชมไม้(สุขอื่นๆ)
08.30 น. รับประทานอาหารเช้า (สุขภาพกาย)
09.30 น. กิจกรรมนันทนาการ
10.30 น. กิจกรรมสาระที่ 2
12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง (สุขภาพกาย)
13.30 น. กิจกรรมช่วงบ่ายคลายทุกข์ ปัญหามาปัญญาเกิด สติไม่เตลิดแล้วก่อเกิดปัญญา (สุขใจ)
15.00 น. ถ่ายรูปท่ามกลางธรรมชาติ พักผ่อนตามอัฐยาศัย
18.00 น. รับปรัทานอาหารเย็น19.00 น. กิจกรรมนันทนาการ
19.30 น. กิจกรรมบันเทิงยามค่ำคืน
21.30 น. เข้านอน
วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2552
07.00 น. ตื่นนอนรับวันใหม่
08.00 น. รับประทานอาหารเช้า
09.00 น. พูดคุยระดมความคิด
10.30 น. อำลาอาลัย เดินทางกลับ กรุงเทพ

หมายเหตุ กิจกรรมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม


รับอาสาสมัคร จำนวนจำกัด 80 คน
ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2552
ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม 700 บาท
ค่าใช้จ่ายนี้สำหรับ
ค่าอาหารสำหรับอาสา รวม 6 มื้อ
อุปกรณ์สำหรับทำกิจกรรม
ที่พักอิงธรรมชาติ
เสื้อสำหรับอาสา
ค่าประกันการเดินทาง ครอบคลุม 3 วัน 2 คืน
อื้นๆ
การเดินทาง
เดินทางไปกลับโดยรถบัส
สิ่งที่ต้องเตรียมนำไปด้วย
ของใช้อุปกรณ์ส่วนตัว / ยาโรคประจำตัว / รองเท้าสวมสบาย / อุปกรณ์กันแดด หมวก เสื้อแขนยาว
อุปกรณ์กันยุง

สามารถโอนฝ่านบัญชี
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขที่ 1071189922 ชื่อบัญชี ธนดล ชมภู


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
นายธนดล ชมภู (โรบอท)

E-mail: dr_bot_tu@hotmail.com หมายเลขโทรศัพท์ : 083-8876695
087-7333591

ขอความร่วมมือ
*** อาสาปลอดเหล้า งดอบายมุข และของมึนเมา การพนันทุกชนิด ทุกประเภท ***



โดย: jenifaae วันที่: 15 ตุลาคม 2552 เวลา:23:43:26 น.  

 
*เสวนาเรื่อง “แนวทางการประกันภัยพืชผลการเกษตรที่เกิดจากภัยธรรมชาติ”

วันอังคารที่ 22 กันยายน 2552
- เวลา 08.30-15.00 นาฬิกา คณะ กรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาพื้นที่การเกษตรและชุมชน ที่ประสบภัยธรรมชาติ วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง “แนวทางการประกันภัยพืชผลการเกษตรที่เกิดจากภัยธรรมชาติ” ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2
- เวลา 09.00-15.30 นาฬิกา คณะ กรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2




*Age of Stupid ยุคแห่งความโง่เขลา (ภาพยนตร์)

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอเชิญคุณร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานฉายภาพยนตร์สะท้อนภาวะโลกร้อนเรื่อง The Age of Stupid ที่ได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม สร้างโดยแฟรนนี่ อาร์มสตรอง ผู้กำกับ McLibel ผู้สร้างผลงานรางวัลออสการ์ เรื่อง One Day in September นำแสดงโดย พีท โพสเลธเวท ผู้ได้รับการเสนอชิงรางวัลออสการ์ ในเรื่องมีบทบาทเป็นชายชราที่อาศัยอยู่ในโลกที่ถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในพ. ศ.2598 เขาดูบันทึกเหตุการณ์จากพ.ศ.2551 และถามว่า "ทำไมเราไม่หยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อมีโอกาส"

ทุนสร้าง 450,000 ยูโร ซึ่งได้รับบริจาคมาจากคนทั่วโลก รวม 228 คน ที่ร่วมลงทุนระหว่าง 500 ถึง 35,000 ยูโร ทุกคนในจำนวนนี้เป็นเจ้าของหนังเรื่องนี้ เช่นเดียวกับทีมงาน ซึ่งได้ค่าจ้างประมาณแค่ค่าแรงขั้นต่ำ โดยเป้าหมายของภารกิจคือโน้มน้าวผู้ชม 250 ล้านคนให้เป็นนักกิจกรรมภาวะโลกร้อน โดยพุ่งเป้าไปยังการประชุมสุดยอดเรื่องภาวะโลกร้อนครั้งสำคัญ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธันวาคม 2552

ขอเชิญร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ และเล่นเกมส์รับของรางวัล ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ยุติโลกร้อน หน้าโรงภาพยนตร์ ก่อนภาพยนตร์ฉาย

ในที่นี้ กรีนพีซขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมลงชื่อเพื่อยุติโลกร้อนได้ที่นี่ เลยด้วยนะคะ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เราไม่มีงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าจะนำหนังนอกกระแส ซึ่งเป็นภาพยนตร์ดรามา-สารคดี-แอนนิเมชั่นเข้ามาฉาย ทางเราจึงขอความกรุณาช่วยกันบอกกันต่อๆ ไปด้วย

"ตรงไปตรงมา ชวนคิดและมีความหมายอย่างยิ่ง ... มิเพียงเป็นเสียงเรียกจากหัวใจ หากยังเป็นเสียงกู่ร้องขอการเปลี่ยนแปลงอันจำเป็น"
เดอะ เดลี่ เทเลกร๊าฟ

”แปลกใหม่...ลึกซึ้ง...ชวนติดตาม... นี่คือ An Inconvenient Truth ที่มีชีวิตจิตใจ”
แอลเอ ไทม์

จองตั๋วได้แล้ววันนี้

ฉายวันที่: 22 กันยายน 2552
เวลา: 18.00 นาฬิกา
สถานที่: พารากอนซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 สยามพารากอน
ราคา: 120 บาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ จองตั๋วได้ที่กรีนพีซ: คุณลลนา หรือ คุณรานี โทร. 02 357 1921 หรือ 081 347 5920

Date shown: 22 September 2009
Time: 6 pm
Place: 5th floor, Paragon Cineplex, Siam Paragon
Price: 120 baht
For more information and to book the ticket, call Greenpeace SEA at Lalana or Ranee - 02 357 1921 or 081 347 5920
For the movie's information, visit: http://ageofstupid.net




*สนทนารับเทศการกินเจ เรื่อง จาก "เม้งก่า" ถึง "อั้งยี่" สู่ประเพณ๊กินเจไทย

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ขอเชิญร่วมฟังเสวนา

ตั้งโต๊ะสนทนารับเทศกาลกินเจ
ในหัวข้อ...

จาก “เม้งก่า” ถึง “อั้งยี่”
สู่ประเพณีกินเจไทย

สนทนาโดย

ดนัย ผลึกมณฑล เจ้าของนามปากกา “แปลงนาม”
รศ. แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย แห่งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ


วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ตั้งแต่เวลา 17.30-19.30 น.
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 0-2281-1988 หรือ 0-2280-3340
เว็บไซต์http://www.lek-prapai.org




*กำหนดการสัมมนาการสร้างยุทธศาสตร์ว่าด้วยทางสายกลางเพื่อสร้างความสมานฉันท์

ณ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย - ญี่ปุ่น)
วันจันทร์ที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๒
โดย..คณะทำงานเฉพาะกิจส่งเสริมความสมานฉันท์ของคนในชาติ
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
-------------------------------------------

๐๘.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียน
๐๘.๓๐ - ๐๘.๔๐ น. กล่าวต้อนรับและเชิญประธานสภาที่ปรึกษาฯ กล่าวรายงาน

โดย นายสงวน ลิ่วมโนมนต์

ประธานคณะทำงานเฉพาะกิจส่งเสริมความสมานฉันท์ฯ

๐๘.๔๐ - ๐๘.๕๐น. กล่าวรายงานการสัมมนาฯ โดย นายโคทม อารียา

ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

๐๘.๕๐ - ๐๙.๓๐น. กล่าวเปิดการสัมมนาฯ และกล่าวปาฐกถา เรื่อง สังคมสมานฉันท์บนทางสายกลางกับทางอยู่รอดของประเทศ โดย นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา

๐๙.๓๐ - ๑๒.๐๐น. การกล่าวแสดงความคิด โดยผู้นำ ๕ ศาสนา ประกอบด้วย

๑) พระศรีญาณโสภณ ผู้นำพระพุทธศาสนา

๒) นายทินกร มีหิรัญ ผู้นำศาสนาอิสลาม

๓) บาทหลวง ดร.พิชาญ ใจเสรี ผู้นำศาสนาคริสต์

๔) นายสถิตย์ กุมาร ผู้นำศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

๕) นายสุเทพ สุริยาอมฤทธิ์ ผู้นำศาสนาซิกข์

ประธานดำเนินรายการ นายสงวน ลิ่วมโนมนต์

ผู้ดำเนินรายการ นายธีรพันธ์ นาทีกาญจนลาภ

๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐น. รับประทานอาหารกลางวัน

๑๓.๐๐ - ๑๔.๓๐น. เวทีระดมความคิดเห็นโดยผู้นำทางศาสนา

๑๔.๓๐ - ๑๕.๐๐ การร่วมร่างปฏิญญาของผู้นำทางศาสนา

ผู้ดำเนินรายการ นางนิภาพร พุทธพงษ์

นางรัชนีภรณ์ คุปรัตน์

นายสุวันชัย แสงสุขเอี่ยม

๑๕.๐๐ - ๑๕.๓๐น. พิธีลงนามในปฏิญญา

๑๕.๓๐ - ๑๕.๔๕น. กล่าวปิดการสัมมนาโดย นายสงวน ลิ่วมโนมนต์

ประธานคณะทำงานเฉพาะกิจส่งเสริมความสมานฉันท์ฯ

หมายเหตุ : กำหนดการอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม


โดย: jenifaae วันที่: 16 ตุลาคม 2552 เวลา:0:03:15 น.  

 
*กมธ. วิทยาศาสตร์ สผ. จัดสัมมนา : การใช้จุลินทรีย์เพื่อพัฒนาประเทศ

คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร จะจัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง การใช้จุลินทรีย์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ วันจันทร์ที่ 28 กันยายน นี้ หวัง ให้ประชาชนได้รับความรู้และนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นายพ้อง ชีวานันท์ ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะจัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง “ การใช้จุลินทรีย์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ” ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552 เวลา 08.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 213 – 216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 ซึ่งการสัมมนาดังกล่าวจัดให้มีการอภิปรายในหัวข้อ เทคโนโลยีปุ๋ยและการสาธิตกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด โดยผู้เชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร บ.ไบโอนาโน แอกกริอินดัสตรี ศูนย์ส่งเสริมเกษตรธรรมชาติ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะกรรมาธิการฯ

ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวมุ่งให้ความรู้แก่ประชาชนในการนำจุลินทรีย์มาใช้ในในชีวิตประจำวัน ในงานอาชีพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเกษตรกรรม ที่นำจุลินทรีย์มาผลิตปุ๋ยชีวภาพ พร้อมกันนี้ยังต้องการให้องค์กรที่ควบคุมมาตรฐานด้านการผลิตและการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ให้มีประสิทธิภาพและส่งผลให้เกิดการพัฒนาประเทศต่อไป




*เชิญร่วมโครงการ "นักศึกษาแกนนำเพื่อพัฒนาสื่อและสังคม"

เครือข่ายพลเมืองเน็ต ประกาศรับสมัครนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ "นักศึกษาแกนนำเพื่อพัฒนาสื่อและสังคม" ในวันที่ 16 - 17 ตุลาคม 2552
รับสมัครนิสิตนักศึกษาผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยมีคุณสมบัติดังนี้

ศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา
มีอายุตั้งแต่ 18 - 25 ปี
คัดเลือกโดยวิธีการส่งบทความ "ความสัมพันธ์ของสื่อกับสังคม" ความยาว 1 - 2 หน้ากระดาษ A4 โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ตจะคัดเลือก 15 ท่านเพื่อเข้าร่วมกับโครงการดังกล่าว
สามารถส่งผลงานได้ที่ freethainetizen AT gmail.com (พร้อมชื่อ - นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์)
หมดเขตรับผลงานวันที่ 12 ตุลาคม 2552 งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดจ้า

http://thainetizen.org/


วิดีโอจากเวทีความรู้สาธารณะ - จินตนาการปฏิรูปสื่อ 2010 - 2020

"ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ"
จัดโดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อสื่อ (คปส) เครือข่ายพลเมืองเน็ต และมูลนิธิหนังไทย




*จีรัง คลินิก จัดงานบรรยายวิชาการสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

“ความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ด้วยศาสตร์แพทย์แบบองค์รวม"

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 13.00 - 16.00 น.ณ ห้องบุหงา โรงแรมเรดิสัน

จีรัง คลินิก ศูนย์บำบัดสุขภาพแบบองค์รวม จัดงานบรรยายทางวิชาการสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในหัวข้อ "ความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ด้วยศาสตร์แพทย์แบบองค์รวม" เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เข้าร่วมรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ โดย นพ.ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ทางเลือก จีรังคลินิก ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการทางการแพทย์ ที่ทันสมัย จากการใช้แพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังการรักษาที่จะ ช่วยสร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

จีรัง คลินิก ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยายฟรี...ไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02 645 0300

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :
ศุจิมา แวววิริยะ / พิมพ์พิศา วัฒนกิตานนท์ / ศิริวรรณ เณรเลียบ
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บริษัท ทริปเปิล เอท ไอเดียส์ จำกัด
ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ ทรู กรุ๊ป
โทร. 02 664 0888
sujima@888ideas.com / pimpisa@888ideas.com / siriwon@888ideas.com




*กิจกรรม “วันคุมกำเนิดโลก 52”

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 13.00 - 16.00 น.ณ ห้องพิมานแมน ชั้น 2 โรงแรมโฟร์ซีซัน กรุงเทพฯ สี่แยกพระพรหม สถานีรถไฟฟ้าราชดำริ
กำหนดการ
กิจกรรม “วันคุมกำเนิดโลก 52”
โดยความร่วมมือจาก
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สภาวิชาการคุมกำเนิดแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค
วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ
กลุ่มธุรกิจ ไบเออร์ เชริง ฟาร์มา บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 13.00 - 16.00 น.
ณ ห้องพิมานแมน ชั้น 2 โรงแรมโฟร์ซีซัน กรุงเทพฯ
13.00 น. ลงทะเบียนสื่อมวลชน / นิสิตนักศึกษาจาก 12 สถาบัน
ชมนิทรรศการ “วันคุมกำเนิดโลก 52” จากองค์กรต่างๆ
13.30 น. กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์การจัดงาน “วันคุมกำเนิดโลก 52” โดย

นางสุดา สวาทสุต
หัวหน้าหน่วยธุรกิจสุขภาพสตรี
กลุ่มธุรกิจ ไบเออร์ เชริง ฟาร์มา บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด
13.35 น. กล่าวเปิดงาน “วันคุมกำเนิดโลก 52” โดย
พญ. นันทา อ่วมกุล
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษากรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข
13.45 น. เซ็กซ์ ซีนาริโอ I – รักออนไลน์
14.00 น. เซ็กซ์ ซีนาริโอ II – เที่ยวต่างจังหวัด
14.20 น. เซ็กซ์ ซีนาริโอ III – งานปาร์ตี้
14.40 น. เสวนา “เรื่องจริงที่ต้องคุม วันคุมกำเนิดโลก” โดย
ศาสตราจารย์ นพ. สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในฐานะผู้แทนสภาวิชาการคุมกำเนิดแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคประจำประเทศไทย
นพ. กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการกองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

นพ. สุกมล วิภาวีพลกุล จิตแพทย์และนักพูดชื่อดัง
15.30 น. “ทีน ฟอรัม” การแสดงทัศนคติและกิจกรรมการโหวต “เซ็กซ์ในวัยเรียน”

15.45 น. ถ่ายภาพที่ระลึก
15.50 น. พิธีมอบประกาศนียบัตร “วันคุมกำเนิดโลก 52”
16.00 น. จบงาน


โดย: jenifaae วันที่: 16 ตุลาคม 2552 เวลา:0:07:24 น.  

 
*ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม งานวันหัวใจโลก “World Heart Day 2009”

มูลนิธิ หัวใจ แห่งประเทศไทย ฯ ร่วมกับ สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ฯ, โครงการศูนย์โรคหัวใจสิรินธร โรงพยาบาลพระงมงกุฎเกล้า และชมรมฟื้นฟูหัวใจ
ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม งานวันหัวใจโลก “World Heart Day 2009”
วันที่ 27 กันยายน 2552
เวลา 8.00 – 12.00 น.
ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 รพ.พระมงกุฎเกล้า
ในวันงานจะมีกิจกรรมบริการมากมาย อาทิเช่น
ตรวจวัดความดันโลหิต
ตรวจ IMC ที่คอ
ตรวจ ABI
เจาะเลือด ตรวจระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด
ตรวจวัดเปอร์เซ็นต์ไขมันใต้ผิวหนัง
ตรวจปัสสาวะ
ทดสอบสรรถภาพร่างกาย
บริการให้คำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ยังมีการเสวนาจาก รพ.มงกุฎเกล้า พร้อมทั้งมีสาธิตการกระโดดเชือก และกิจกรรม Body Movement โดย ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันมีฟ้า
มีการแสดง Athero Dance จาก AstraZeneca และมีการเสวนากับศิลปินดาราชื่อดัง
คุณแอนดรูว์ ศุภมร ดาราหนุ่มจากละครเรื่องหยกลายเมฆ และ คุณเอ๋ มณีรัตน์ ดาราสาวที่โด่งดังจากเรื่องเพื่อนสนิท
งานวันหัวใจโลกคนั้งนี้ได้มีการจัดประกวด คลิปวิดีโอที่จะประกาศผลรางวัล Clip VDO
และจับรางวัล Lucky Draw เพื่อร่วมลุ้น Pedometer (เครื่องนับก้าวเดิน) 20 เครื่อง สำหรับผู้ที่มาร่วมงาน
ซึ่งงานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ฟรี!!! สามารถลงชื่อได้ที่วันงาน
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 718 0060-5
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 022482000#261 กุณนิธี




*งานสัมมนาโครงการสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง การพัฒนาการแพร่ภาพเทคโนโลยี High–Definition

นัก ศึกษาปริญญาโทสาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดงานสัมมนาโครงการสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง การพัฒนาการแพร่ภาพเทคโนโลยี High–Definition ในประเทศไทย ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ (The Emerald Hotel Bangkok) ชั้น 3 ห้องเพชรชมพู ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552 เวลา 13.00-17.00 น.
โทรทัศน์ความละเอียดสูงหรือ HDTV (High definition television) เป็นรูปแบบใหม่ของการรับชมรายการโทรทัศน์ที่ให้ภาพคมชัดกว่า สดใสกว่า และเสียงดีกว่าสัญญาณโทรทัศน์แบบดั้งเดิม (NTSC, S?CAM, PAL) โดยสถานีโทรทัศน์จะต้องแพร่ภาพรายการดังกล่าวในรูปแบบ HD ด้วย หรือสามารถรับชมภาพยนตร์หรือวิดีโอที่ อัดไว้ด้วยฟอร์แมต Blu-ray และ HD-DVD ส่วนผู้รับชมก็ต้องมีโทรทัศน์ที่สามารถรับชมรายการที่ส่งแบบ HD ได้ซึ่งส่วนมากจะแสดง สัญลักษณ์ HD ready ไว้ที่ตัวเครื่อง
HD Ready เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสามารถในการรับสัญญาณเพื่อแสดงภาพด้วยความละเอียด สูง เป็นคำนิยามที่ใช้อย่างเป็นทางการในยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 โดยองค์กร EICTA (European Information, Communications and Consumer Electronics Technology Industry Associations) EICTA ได้กำหนดให้สัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายคุณภาพเพื่อสแงดถึงความแตกต่างของ อุปกรณ์แสดงผล ความสามารถในการประมวลผลและแสดงผลสัญญาไฮเดฟ ในอเมริกา "HD Ready" หมายถึงอุปกรณ์แสดงผลใด ๆ ที่สามารถรับและแสดงผลสัญญาณไฮเดฟได้ทั้งแบบ 720p, 1080i หรือ 1080p โดยใช้สัญญาณวิดีโอหรือสัญญาณดิจิตอลใด ๆ และไม่มีจูนเนอร์สำหรับขยายสัญญาณไฮเดฟภายในตัว 1080p เป็นคำสั้น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการแสดงภาพวิดีโอ โดยเลข 1080 หมายถึงจำนวนความละเอียดของเส้นในแนวนอน 1,080 เส้นเป็นตัวอักษร p ย่อมาจาก progressive scan หรือ non-interlaced ในขณะที่ I ย่อมาจาก interlaced ปัจจุบันทั้ง 1080i และ 1080p เป็นฟอร์แมตความละเอียดสูงสุดที่ใช้กันทั่วไปในการแพร่ภาพและการเก็บภาพ วิดีโอ 1080p เป็นสัญญาณภาพแบบ HDTV โดยมีการรับส่งในแบบไวด์สกรีนอัตราส่วน 16:9 นั่นหมายความว่า ความละเอียดของการแสดงจะผลอยู่ที่ 1920 จุดในแนวนอนและมีความละเอียดเท่ากับ 1920 ? 1080 หรือเท่ากับ 2,073,600 พิกเซล

รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นักศึกษาปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เว็บไซต์ http://www.ru-mct6.com
อีเมล์ pr@ru-mct6.com




*ขอเชิญร่วมงานเวทีจิตตปัญญาเสวนาเทิดพระนาม “สืบสานพระราชบิดา…สู่การศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์”

วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๓.๓๐ น. ณ ห้องบรรยายรวม (ห้อง ๔๒๒๔) อาคารสิ่งแวดล้อมพัฒนดล มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จัดโดย ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ งานจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โทร 02 441 5000 ต่อ 4303-5 http://www.ce.mahidol.ac.th cewww@mahidol.ac.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2849-6208-10 mu-pr




*ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ

เพื่อประกอบการพัฒนาแนวทาง
และหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สาม(IMT หรือ 3G and beyond)
ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552 เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23
โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ถนนพระราม 1
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร




*MBMG Women for Women’

Ladies looking for financial tips and an opportunity to share views on family healthcare, personal finance, wealth management, Wills and Trusts, are exclusively invited to ‘MBMG Women for Women’ sessions, a series of quarterly gatherings tailored especially for women.

The forthcoming session – next week in Central Bangkok – will include a round table discussion: ‘What you can do to keep your family safe’.

The forum will lead by Khun Chayada Klinpongsa, International Affairs Co-ordinator, Samitivej Hospital.

Family healthcare will be a particular focus, with an H1N1 virus update, illness prevention advice, discussion on health insurance cover and pitfalls to avoid when filing claims.

Date: Wednesday 14th, October 2009
Venue: The Grand Millennium Sukhumvit, Function Room, 5th Floor.
Time: For your convenience, there are two identical sessions to choose from:
Morning: 10.30 hrs. -12.00 noon
Evening: 18.30-20.00 hrs.

Both will be conducted in English.
The sessions are free, courtesy of MBMG Group, and refreshments will be provided. Reserve your seat now to avoid disappointment by emailing MBMG’s client desk at nat@mbmg-international.com or calling 02 655 6044.

Notes for editors only:

For further information please contact:
Wikanda Promkhuntong or Suthatip Boonsaeng
Grayling Thailand
Wikanda@th.grayling.com; Suthatip@th.grayling.com
Tel: 02 635 7151-4
Fax: 02 635 7155




*งานสัมมนา Logistics Talk ครั้งที่ 9

หลัก สูตร CEO MBA สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดงานสัมมนา Logistics Talk ครั้งที่ 9 ในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00 น. – 16.00 น. ณ ห้องอาคารเรียนรวม อาคาร 5 ชั้น 2 (5201) มหาวิทยาลัยหอการค้า รายละเอียดตามแนบ
จึงขอเรียนเชิญท่านและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา "ฟรี" โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โปรดสำรองที่นั่งได้ที่ E-mail : Logistics-utcc2009@hotmail.com




*งานสัมนาเรื่องCSR สร้างคุณค่าสู่ธุรกิจไทย

โครงการบัณฑิตศึกษา สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ได้จัดงานสัมนาเรื่องCSR สร้างคุณค่าสู่ธุรกิจไทย ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(บางเขน)
ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 12.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

โครงการบัณฑิตศึกษา สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมนาเรื่อง CSR สร้างคุณค่าสู่ธุรกิจไทย ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(บางเขน) ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 12.00 น.
วิทยากร และผู้ดำเนินรายการ
คุณพิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์
คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้บริหารระดับสูงดูแลด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
คุณพีรพงษ์ กลิ่นละออ ผู้จัดการฝ่าย CSR
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
คุณณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ ผู้ดำเนินรายการ
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://seminar.rmba-ku.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ


โดย: jenifaae วันที่: 16 ตุลาคม 2552 เวลา:0:08:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
BlogGang Popular Award#10


 
jenifaae
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Editor
บทความ ความคิดเห็นที่นำลง"สนามหลวงแก็งค์" ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เพียงเราเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในทางข้อมูล ข่าวสาร
หากท่านมีข้อคิดเห็นประการใด โปรดแจ้งให้เราทราบ จักขอบคุณยิ่ง
"สนามหลวงแก็งค์"
kunkorn : Facebook



"Sanamluang's Gang"
"สนามหลวงแก๊งค์"

kunkorn : Facebook

     เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เกิดการศึกษา การเรียนรู้ เผยแพร่ ส่งเสริม สนับสนุน รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร อนุรักษ์ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วิถีชีวิต และปรัชญา คุณค่าจิตวิญญาณที่งดงาม สืบสานต่อยอดกันมานานนับพันๆปี และกำลังถูกทำลายด้วยอิทธิพลจากแนวคิดเชิงวัตถุนิยมแบบตะวันตก

● เพื่อการศึกษาหาความรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการศึกษา เรียนรู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และนำมาเผยแพร่แก่มวลมนุษยชาติ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง มิใช่เพียงวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุเพียงอย่างเดียว เพราะถือว่าพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบความจริงของธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่มนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยังเป็นเพียงผู้รู้ แค่หางอึ่งที่ยังอยู่ในกะลาครอบ แต่บังอาจด่วนสรุป ขัดแย้งกับ สิ่งที่องค์ศาสดาทรงค้นพบมากว่าสองพันปี จนทำให้บังเกิดความสับสน ลดความน่าเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ

● สนามหลวงแก๊งค์ ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณท่านเจ้าของข่าวสาร ข้อมูล ที่เราได้นำลงในสนามหลวงแก๊งค์ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยจิตคารวะ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้สนามหลวงแก๊งค์ เป็นแหล่งในการเผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์และเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชน แต่หากท่านเจ้าของข้อมูล ข่าวสารที่ สนามหลวงแก๊งค์ นำลงไม่มีความประสงค์ให้นำลง ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์ เรายินดีที่จะถอดออกต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
www.sanamluang.bloggang.com
kunkorn : Facebook


ดาวหาง
     เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในห้วงมหาจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ลี้ลับไร้ขอบเขต ทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ มันจะส่งสัญญาณแห่งความพินาศ มหันตภัย ธรรมชาติ ความตาย ความเจ็บป่วย สงคราม ความขัดแย้ง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ การคดโกง การเบียดเบียนของมนุษย์บนพื้นพิภพใบนี้

     มันคือสัญญาณเตือนภัยที่มนุษย์ไม่อาจจะควบคุมได้ ทั้งภัยทางธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างกันขึ้นมาเองในทุกรอบพันปี

     ไม่ว่ามนุษย์จะคิดว่าตัวเองเก่งกาจสามารถ ฉลาดสักเพียงไหน ก็ไม่อาจหลีกพ้นมหันตภัยเหล่านี้ไปได้
     ดังนั้น จงเชื่อและปฎิบัติตามอย่างไม่ลังเลต่อคำสอนของศาสดาของเราอย่างจริงจังเถิด

     แม้จอมจักรพรรดิ จอมราชันย์ หรือจอมทรราชที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็ต้องตายร่างกายเน่าเปื่อยเป็นผุยผง และในที่สุดวิญญาณของเขาก็ต้องชดใช้กรรม ด้วยการถูกไฟนรกเผาผลาญโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งทั้งสิ้น

     จงอย่าอหังการ์ว่าตัวเองเก่ง ฉลาด และยิ่งใหญ่กว่าคำสอนของพระศาสดา ไม่มีมนุษย์ตนใดที่จะพ้นจากกฎแห่งธรรมชาติได้ มนุษย์ที่เก่งกว่าเรา เขาได้ตายร่างกายทับถมปฐพีแห่งนี้นับไม่ถ้วนแล้ว


     ● ขออนุญาตนำภาพวาด "วีระชนบนพานรัฐธรรมนูญ" ของ คุณสถาพร ไชยเศรษฐ ศิลปินอิสระ อดีตแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ซึ่งวาดเนื่องในโอกาส 2 ปี 14 ตุลา มาเป็นส่วนหนึ่งของหัว "สนามหลวงบล็อก"                


บริการดูดวง



"สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จตามอุดมการณ์ของเรา ที่ได้ตั้งเอาไว้ว่า "เราจะใช้วิชาความรู้ในด้านการพยากรณ์เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับการให้การปรึกษาของผู้คนที่กำลังประสบปัญหา ความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือการเผชิญกับปัญหานั้นๆได้อย่างไรดี

มนุษย์เกิดแต่กรรม มนุษย์มีกรรมเป็นเหตุ เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม ปัญหาอยู่ที่ว่าหากเราทราบเสียก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไม่ทราบ อย่างน้อยก็ทำให้เราระมัดระวังตัว อย่างน้อยก็ทำให้เราหลีกเลี่ยงเพื่อทำให้เราเผชิญกับกรรมน้อยลงไป อย่างน้อยก้ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีที่มา มันมีที่ไปของมัน

มีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์วัตถุจิตนิยม มักโจมตีอยู่เสมอว่า การดูดวง เป็นเรื่องของความงมงาย หมอดูคู่กับหมอเดา หมายถึงว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของวิชาโหราศาสตร์เพราะคิดไปว่ามันเป็นเรื่องเดียรัจฉานวิชาบ้าง เป็นการคาดเดาเอาเองบ้าง คิดว่ามันเป็นวิชาที่ใช้สถิติสุ่มเอาบ้าง ไม่เชื่อว่าวิชาโหราศาสตร์จะสามารถไขปริศนาแห่งรหัสลับของดวงดาว จักรวาล และธรรมชาติรอบตัว

แสดงว่าเขาลืมไปว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกรอบตัวเรา ตั้งแต่เล็กเท่าอะตอม (จุลจักรวาล)จนถึงมหาจักรวาล ล้วนมีความผูกพัน ล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแยกกันไม่ออก เพียงแต่ว่า กับอะไร เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น

กรรมเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตชาติ จะดีหรือจะร้ายก็เพราะเราทำ เป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โหรฯเป็นเพียงผู้แปลรหัสของดวงดาวและธรรมชาติรอบตัว เพื่อเผยแผนที่ชีวิตของเรา และสามารถมองเห็นช่องทางที่จะเลี่ยงหลบสิ่งเลวร้าย ให้ลดน้อยถอยลงหรือพบพานแต่สิ่งที่ดีดี

การสะเดาะเคราะห์ หรือพิธีการตัดกรรมที่กำลังกล่าวขานถึงก็คือการขออโหสิกรรม ลดการอาฆาตจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังจ้องจองเวรด้วยความอาฆาตพยาบาทที่ถูกเรากระทำในอดีตชาติ ไม่ใช่เป็นการตัดทอนผลกรรมที่เราทำให้หมดไปหรือให้ลดลง เพราะกรรมที่เรากระทำไม่สามารถตัดทอนลงไปได้



สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์พยากรณ์เที่ยงตรง แม่นยำเชื่อถือได้ วิเคราะห์พยากรณ์อย่างเป็นระบบ ไม่เลื่อนลอย ยึดมั่นในอุดมการณ์ของครูที่ท่านได้กำชับให้นำเอาวิชาการพยากรณ์มาช่วยเหลือแนะนำ บรรเทาทุกข์ของผู้คนมากกว่าการพยากรณ์เพื่อการค้า

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าประเทศใด? ชาติใด ภาษาใด? สมัยไหน? ชนชั้นวรรณะใด? ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว นักธุรกิจ นักการค้า แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ หรือไม่เว้นแต่นายพล นายพัน รัฐมนตรี หรือระดับผู้นำประเทศ ล้วนแต่เคยดูดวงด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราจะเชื่ออย่างงมงายหรือจะเชื่อโดยใช้เหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาคำพยากรณ์มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจ การค้า หรือเพื่อการทำสงครามฯ

"สนามหลวงแก็งค์" ไม่สนับสนุนให้เชื่อเรื่อง "ดวง" อย่างงมงาย แต่เราสนับสนุนให้ใช้คำ "พยากรณ์"อย่างมีวิจารณญาณประกอบการตัดสินใจอย่างมีสติ ใช้ "ปัญญา"อย่างมี "เหตุผล"

หลังจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องมีการเข้าจองคิวดูดวงเป็นจำนวนมาก ณ ขณะนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยในประเทศที่เข้ามาใช้บริการจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยที่อยู่หลายประเทศทั่วโลกเข้ามาดูดวง ตรวจสอบชื่อ นามสกุลมากมาย ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ที่เข้ามา"ดูดวง" กับ "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับความพอใจในคำพยากรณ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ แนะนำแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมตามหลักโหราศาสตร์ จึงได้มีการบอกเล่า แนะนำชักชวนกันปากต่อปากเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันนี้ มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมwww.sanamluang.bloggang.com มีจำนวนถึง 118 ประเทศ โดยเข้ามาเปิดดูหน้า "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"คิดเป็นร้อยละ 80 ของ pageviews ต่างๆใน www.sanamluang.bloggang.comจัดทำบล็อกครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 มีผู้เข้าชมจำนวนทั้งสิ้น 579,020 ครั้ง จากจำนวน 262,960 visitors (ข้อมูล ณ เวลา 12.00 น.ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2553)

ส่วนใหญ่ลูกค้าที่โทรเข้ามาเกือบ 98% เมื่อโทรฯ เข้ามาดูดวงแล้ว จะสามารถนัดวัน เวลาดูดวงได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อาจจะมีอยู่บ้างเพียงไม่กี่รายที่โทรฯเข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อาจจะเนื่องมาจากไม่คุ้นเคยการทำธุรกิจแบบออนไลน์ โดยมีการโอนเงินก่อน ไม่ไว้ใจ หรือไม่กล้า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 2%

สำหรับที่เมลฯมาถามและเงียบไป ไม่สามารถทราบจำนวนได้ อาจเนื่องจากเป็นรายที่โทรเข้ามานัดอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์ ยังมีอาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ ผ่านประสบการณ์ในการดูดวงหลายปีคิดเป็นจำนวนหลายพันดวง

แน่นอน แม่นยำกระชับ ชัดเจน หากไม่ทราบเวลาตกฟากท่านก็ยังสามารถดูได้ รายที่กำลังประสบเคราะห์หามยามร้าย ท่านก็จะช่วยแนะนำและแก้ไขเรื่องเลวร้ายให้กลายเป็นดีด้วยศาสตร์แห่งความลี้ลับของโหราศาสตร์ โดยไม่ต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์ สามารถดูได้ถึงขนาดปัญหาเรื่องคู่ครอง เรื่องเคราะห์ เรื่องหน้าที่การงาน โดยใช้ "วิชาโหราศาสตร์ดวงไทย"อันเป็นสุดยอดของวิชาโหราศาตร์โบราณของไทย

นอกจากนั้น เรายังมี ซินแส ที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูฮวงจุ้ย ทำเลปลูกบ้าน อาคารสำนักงาน ดูฤกษ์ยาม แต่งงาน คลอดบุตร ขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆโดยใช้วิชาโหราศาสตร์จีนโบราณผสานตำราดวงไทย ซึ่งซินแสท่านมีประสบการณ์การดูดวงมาไม่น้อยกว่า 45 ปี ผ่านการดูให้กับนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย และนักธุรกิจชั้นนำจากฮ่องกงหลายราย

ติดต่อ 081-4834367 หรือ workingmailhome@hotmail.com
--------------------------------------------
● ปรึกษาปัญหากฏหมาย
ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์
--------------------------------------------
● ปัญหาติดต่อราชการ
บริการปรีกษาเรื่อง ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และการติดต่อราชการต่างๆ ของสำนักงานเขต
--------------------------------------------
● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล,

● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work
--------------------------------------------
สำนักพิมพ์ดาวหาง
www.sanamluang.bloggang.com




รับวาดรูปเหมือน และสอนวาดรูป
โดยอาจารย์ ผู้ชำนาญ

ราคาย่อมเยา

















หลังเกิดเหตการณ์ 14 ตุลา 2516 นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ต่างหลั่งไหลดั่งสายน้ำ ล้นขอบ ออกจากเมือง เข้าสู่ ชนบท เหตุเกิดเมื่อ กลางปี พ.ศ.2516 จนถึง พ.ศ.2519 นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้ พบกันโดยบังเอิญ และ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับชาวบ้าน ณ หมู่บ้าน แม่ตะมาน ตำบลกื๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ ชื่อโครงการว่า "โครงการหมู่บ้านสหกรณ์แม่ตะมาน"
เชิญ พบ และติดตาม กับเรื่องราว และบทสรุป อันควรเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปใน

     เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ที่ถูกหว่านทั่วท้องทุ่งแห่งประชาไทย มาบัดเดี๋ยวนี้ เมื่อต้องฝน ต้องลม แห่งกาลเวลาพัดผ่าน จาก 2516 , 2519 2535,จน 2540 ถึง 2550บางเมล็ดพันธุ์ก็ยังขาวพิสุทธิ์สดใส บ้างเมล็ดพันธุ์เปลี่ยนสี บ้างก็ดอกสีเหลือง บ้างก็ดอกสีแดง บ้างก็ดอกสีม่วงก้มี สีเขียว สีน้ำเงิน หรือบ้างก็อาจเฉาโรยรา หรือบ้าง ผสมผสานกลายพันธุ์ ก็มีไม่น้อย
มาบัดเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่ จิต วิญญาณ แห่ง 14 ตุลา เดิมเสียแล้ว ไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน อย่าได้ เอ่ยอ้างเลย ว่า วิญญาณ 14 ตุลา ยังคง...มันประชาธิปไตย ที่ไม่ บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนอย่างเดิมเสียแล้ว.....
..แต่มันเป็น.ประชาธิปไตย...เพื่อใคร..??


“ทุกวันนี้ เราจะรับรู้ ได้เห็น ได้ยินแต่เรื่องเลวร้าย ในสังคม
เราจึงขอบันทึกสิ่งที่ดีๆ ต่างๆ เหล่านี้ ด้วยจิตคารวะ และขอเป็นกำลังใจให้เกิดสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ต่อไป”>>>



อ่านงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์หลากหลายประเทศทั่วโลก ที่นี่ >>>





*จำนวนผู้ชมทั้งสิ้น* สถาปนาบล็อค 21 ก.ค.2550
Friends' blogs
[Add jenifaae's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.