หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
25 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
กีฏมนตรา บทที่ 30

บทที่ 30



              คาเรน โรมินสกี เป็นนักวิทยาศาสตร์สาวที่มีแรงผลักดันสู่ความสำเร็จอย่างสูงเกินกว่าคนปกติทั่วไป หัวใจของหล่อนมุ่งอยู่กับการค้นคว้าวิจัยในศาสตร์ของตนเอง ไม่สนใจต่ออุปสรรครอบด้าน ในหัวสมองของคาเรนมีอยู่เพียงสองสิ่งเท่านั้น คือ เงินทุนที่จะได้รับจากงานวิจัยจำนวนมหาศาลและ... ผีเสื้อ!!



               โดยเฉพาะผีเสื้อเรืองแสง...



               หลายสิบปีก่อน ในห้วงแห่งความทรงจำสีซีดจาง เด็กหญิงคาเรน เกิดในเมืองสตารายา เมืองเล็กๆชายแดนแห้งแล้งและเยือกหนาวของดินแดนขอบที่ราบไซบีเรียฝั่งตะวันออกอันกว้างใหญ่ไพศาล ไซบีเรียอันมาจากรากศัพท์ภาษามองโกเลียว่า“ไซบี” หมายถึงดินแดนแห่งนิทรา หรือความหลับใหล ไม่ต่างกับการเดินทางเข้าสู่สนธยานครอันลึกลับน่าสะพรึง ผู้ที่ล่วงผ่านเข้าไปจักไม่มีวันตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายแดนนรก!



               ณ เมืองสตารายาอันสงบเงียบ นอกจากแนวเทือกเขาอูรัลปรากฏเป็นฉากหลังงดงามแล้ว ยังมีเหมืองเกลือขนาดใหญ่มหึมาอยู่ทางด้านทิศใต้ของตัวเมือง แม้จะเป็นเหมืองร้างแต่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง พอๆกับทะเลสาบสตารายาใจกลางเมือง ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาในความคิดของเด็กหญิง



                    ผืนน้ำใสแจ๋วราวกระจกแก้วจะแปรเปลี่ยนเป็นเนื้อน้ำแข็งขาวโพลนในเหมันตฤดูอันหนาวเหน็บอุณหภูมิติดลบภายใต้จุดเยือกแข็ง หากเมื่อผ่านพ้นฤดูกาลอันเย็นเยือกนั้นไปแล้ว เข้าสู่ห้วงแห่งคิมหันตฤดูอันอบอุ่น ผู้เป็นมารดามักจะพาเด็กหญิงไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะเพื่อรับลมเย็นริมทะเลสาบอยู่เป็นประจำ



                บริเวณรายรอบสวนสาธารณะแห่งนั้นก็จะเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงนกร้อง เสียงนักดนตรีที่มาเล่นดนตรีบรรเลงอย่างสดชื่น เสียงเด็กเล็กพากันวิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างสนุกสนาน สลับกับเสียงสนทนากันของบรรดาแม่บ้านชาวเมือง มันเป็นภาพแห่งความประทับใจจนยากจะเลือนลืม



               และความทรงจำในครั้งสุดท้าย เท่าที่จดจำได้ ก็คือการมาถึงของ “พวกมัน”



               เป็นช่วงสนธยากาลที่กลุ่มชาวเมืองต่างจูงลูกหลานหรือคนรักออกมานั่งตากอากาศปลายฤดูร้อน กลิ่นดอกไอริสป่าสีม่วงเข้มกำจายกลิ่นหอมตลบรอบบริเวณ ความเหนียวเหนอะของเหงื่อไคลจากอากาศระอุยามบ่ายค่อยคลายลงเมื่อสายลมยามสายัณห์โปรยเป่ากำซาบผิวกายจนเริ่มเย็น  เด็กหญิงกระชับชายผ้าโปร่งบางให้แนบชิดเข้ากับลำตัว ขณะที่ผู้เป็นมารดากำลังยืนพูดคุยกับมิสมาเรีย เพื่อนบ้านที่กำลังพาลูกสาวของเธอออกมาเดินเล่นอยู่เช่นเดียวกัน



            “ได้ข่าวว่าทางการกำลังจะปิดโรงงานที่เพิ่งก่อสร้างไม่นานนี้เหรอจ๊ะมาเรีย? แล้วนิโคไลกับเธอล่ะ จะไปอยู่ที่ไหนกัน?”



                   นิโคไลสามีของมาเรียเป็นวิศวกรก่อสร้างที่ทำงานในโรงงาน ครอบครัวนี้เพิ่งย้ายมาจากเมืองเคียฟ เมืองหลวงในปัจจุบันของยูเครนหรือรัสเซียน้อย ที่ถูกแยกออกมาจากสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา



                 มาเรียพยักหน้าด้วยนัยน์ตาหมองๆ ในเมืองอันแสนเงียบสงบและร่มรื่นแห่งนี้ มีโรงงานอุตสาหกรรมก่อสร้างขึ้นเพียงไม่กี่แห่ง รวมทั้งโรงงานขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของรัฐบาลที่สร้างถัดออกมาจากพื้นที่ขอบทะเลสาบลึกเข้าไปในเขตไซบีเรีย



                ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันเป็นโรงงานอะไร นอกจากเห็นรถและฮอลิคอปเตอร์ของทางการบินเข้าออกในบริเวณนั้นอยู่บ่อยครั้ง



                 มีเสียงซุบซิบร่ำลือกันหลายกระแส บ้างก็ว่าที่นั่นเป็นฐานที่มั่นลับแห่งหนึ่งของเคจีบี บ้างก็ว่าเป็นค่ายกักกันนักโทษที่ยังหลงเหลืออยู่สำหรับให้ทางการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างลับๆ แต่สรุปแล้วก็ไม่มีใครที่รู้ความจริงเลยสักอย่างเดียว แม้แต่มาเรียเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานของสามีหล่อนต้องทำอะไรบ้าง หน้าที่ของแม่บ้านสาวจึงมีเพียงแค่การเป็นเครื่องจักรผลิตทารกและเลี้ยงเด็กเหล่านั้นให้กับนิโคไล เท่านั้นเอง!



                แม่ยืนหันหลังให้ เด็กหญิงวางตุ๊กตาลงข้างกาย มองเห็นปอยผมสีแดงเข้มของมิสมาเรียเคลียอยู่ข้างแก้มเจ้าหล่อนที่เต็มไปด้วยรอยกระกระจายไปทั้งใบหน้า ริมฝีปากสีชมพูสดขยับขึ้นลงเป็นจังหวะของการสนทนาอย่างออกรส ร่างของหล่อนค่อนข้างท้วมเมื่อเทียบกับร่างผอมบางของมารดาเด็กหญิง



                 คาเรน มองภาพเบื้องหน้าด้วยความเพลิดเพลิน มันช่างเป็นช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นและสุขสงบเสียนี่กระไร เด็กหญิงอยากจะหยุดเวลาและทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ณ เวลานี้ เช่นนี้ ตลอดไป...



               ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงเอะอะฮือฮาจากผู้คนที่นั่งกันอยู่บริเวณรอบๆลำธาร สัมผัสถึงแรงกดลงบนผิวเนื้ออย่างลืมตัวของผู้เป็นมารดา เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นบนท้องฟ้า ไม่ต่างกับเพื่อนบ้านหลายคนที่กำลังทำเช่นเดียวกัน และก็มองเห็น...



                   ในท่ามม่านสนธยาที่เริ่มพร่าเลือน ฝูงผีเสื้อนับร้อยพันพากันโบยบินมาจากทิศทางของป่าไทก้าดึกดำบรรพ์ ลึกเข้าไปในเขตไซบีเรีย จำนวนมากมายมหาศาลของพวกมันกลบแสงตะวันอ่อนล้าลำสุดท้ายจนทำให้ผืนฟ้าแทบจะกลายเป็นสีคล้ำทะมึน



               จากนั้นฝูงผีเสื้อทั้งฝูงก็กรูกันลงยังผืนทะเลสาบด้วยอาการบินว่อนสะเปะสะปะราวกับจะบินหนีภัยบางอย่าง



               การบินไร้ทิศทางนั่นเองทำให้บางตัวพุ่งเข้าปะทะร่างกลุ่มคนที่กำลังลุกขึ้นวิ่งหลบเข้าไปภายในอาคาร และอาคารที่ทำการของเหมืองเกลือที่อยู่ติดกัน



                เสียงร้องอุทานอย่างตระหนกดังขึ้นจ้าละหวั่น บางตัวพุ่งเข้าไปในหน้าหม้อรถยนต์และอัดติดกันเละอยู่ภายในนั้น หลายตัวพุ่งเข้าปะทะกระจกหน้ารถยนต์ที่คนขับกำลังเร่งเครื่องเพื่อออกจากบริเวณสถานที่แห่งนั้นจนทำให้รถเสียหลักเบนออกนอกเส้นทาง ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างสับสนผิดปกตินั้นเอง ผืนฟ้าฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือก็สว่างวาบขึ้นในท่ามกลางเสียงกระพือปีกสับสนจนสว่างโพลงไปทั่วทั้งผืนฟ้า



               จากนั้นกัมปนาทของการระเบิดครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็บังเกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดฝัน เสียงกระหึ่มดังจนแก้วหูปวดร้าวและเงียบสนิทไปในเวลาไล่เลี่ยกัน



               เด็กหญิงเบิกนัยน์ตาโพลงโดยไม่อาจกระพริบ ต่อภาพมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า แทบไม่ต่างกับการสันดาปขึ้นเองของธรรมชาติ ฝูงผีเสื้อนับร้อยพันเหล่านั้นต่างลุกติดไฟจนสว่างโพลง แรงปะทุทำให้ร่างทั้งร่างกลายเป็นสีเพลิงกระจ่างจ้า เมื่อพวกมันขยับบินอยู่กลางผืนอากาศ ดูแล้วไม่ต่างกับแมลงที่เรืองแสงขึ้นเองได้



                 พวกมันถูกเผามอดไหม้ในเสี้ยววินาที ในขณะที่ร่างกายยังโบยบินค้างอยู่เหนือพื้นดิน เป็นความตายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาดคิด



                เมื่อนั้นเองเด็กหญิงจึงรู้สึกถึงคลื่นความร้อนระอุไม่ต่างกับการถูกขังอยู่ภายในเตาอบ แผ่ขยายคลื่นมรณะคลี่คลุมเข้ามาหาอย่างคุกคาม... ตามมาด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ฉกาจฉกรรจ์



             ของสรรพสิ่งรอบด้าน รวมถึงผิวเนื้อมนุษย์!!



                ต้นสนไซปรัสเป็นแนวยาวรอบทะเลสาบลุกติดไฟขึ้นได้ด้วยตัวเอง ส่วนปลายสนหงิกงอชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้าแดงฉานจนเป็นสีเลือด การปะทุของลูกไฟเกิดขึ้นรวดเร็ว ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ประกายไฟพะเนียงกระโดดวิ่งโลดแล่นราวกับมีชีวิต และพุ่งตรงเข้าหากลุ่มคนเบื้องหน้ารวมทั้งเด็กหญิงคาเรนอย่างมุ่งร้ายหมายชีวิต



             เสียงผู้คนกรีดร้องกันอย่างอลหม่าน เด็กหญิงมองเห็นร่างมิสมาเรียกำลังยืนสั่นระริกอยู่กลางสนามเมื่อประกายไฟพุ่งเปรี๊ยะลงมา พริบตาเมื่อประกายไฟจับผมสีแดงของหล่อนให้กลายเป็นสีเพลิง เปลวไฟลามเลียลงมาตามร่างของหล่อนอย่างรวดเร็ว และสันดาปกับองคาพยพจนกลายเป็นสีดำของเถ้าถ่านไปในบัดดล!



              ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้องขอความช่วยเหลือ



                      วูบนั้นมือน้อยๆก็ถูกใครคนหนึ่งออกแรงกระชากให้วิ่งไปตามเส้นทางวกวนคดเคี้ยวที่มืดสลัวของอุโมงค์แห่งหนึ่ง ก่อนแรงดึงรั้งจะหลุดหายไป ด้วยสัญชาตญาณเด็กหญิงคาเรนส่งกรีดเสียงร้องด้วยความตระหนก ในแสงสลัวเลือนรางของอุโมงค์หินใต้ดินอันเย็นยะเยียบที่เพิ่งตระหนักว่ามันคือภายในบริเวณเหมืองเกลือร้างนั่นเอง



                  เมื่อหันกลับไปก็เห็นใบหน้าของผู้เป็นมารดาลอยเด่นอยู่ ใบหน้าซีดขาวปราศจากสีเลือด ร่างกายอ่อนปวกเปียกจนทรงกายแทบไม่อยู่กำลังสั่นสะท้านเกินควบคุม มือพยายามเอื้อมขึ้นคล้ายจะเพรียกหาบุตรรัก



              “คาเรน หนีไปลูกจ๋า รีบหนีไป ไม่ต้องห่วงแม่...”



                “มะแม่... แม่จ๋า”



                  ร่างนั้นทรุดฮวบลงกับพื้น คาเรนพยายามจะวิ่งตรงเข้ามาหา เห็นแต่ใบหน้าของแม่พยายามสั่นปฏิเสธเพื่อให้เด็กหญิงหนีเอาชีวิตรอด และจากนั้นกระแสผู้คนที่วิ่งเข้ามาก็ผลักร่างเด็กหญิงให้ไหลตามลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นผู้เป็นมารดาอีกต่อไป...



                อุโมงค์ของเหมืองเกลือใต้ดินแห่งนั้นคือสถานที่เดียวที่ช่วยชีวิตกลุ่มคนที่เหลือ ซึ่งหนีตายกันลงไปหลบซ่อนตัวไว้ได้ทัน



                พวกเขาร่ำลือกันว่า หายนภัยที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือความผิดพลาดของเตาอุปกรณ์ปรมาณู ที่ระเบิดขึ้นเอง จนทำให้เกิดการรั่วไหลของสารสารกัมมันตภาพรังสี!!



                 และโรงงานลับแห่งนั้นที่ชาวเมืองสตารายาไม่เคยรู้มาก่อน แท้จริงก็คือโรงงานที่ใช้สำหรับการทดลองสร้างระเบิดนิวเคลียร์!!



                    นั่นคือเหตุการณ์สะเทือนขวัญชาวเมือง ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายแรงในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของโลก จะตามมาในอีกเกือบยี่สิบปีถัดจากนั้น



                 การระเบิดของเตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในเขตพรมแดนยูเครนติดกับประเทศเบลารุส ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก



                   ทว่าเหตุการณ์ที่เมืองสตารายาก่อนหน้านี้ กลับไม่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น



                 ทุกอย่างจมหายลงไปจากห้วงแห่งการรับรู้ของสังคมภายนอก นอกจากจะตราตรึงไว้ในใจของเหยื่อที่เหลือรอดชีวิตจากเหตุการณ์สยองขวัญในวันนั้นเท่านั้น!


           ***********************



             ความตายที่เกิดขึ้นอย่างสยดสยองของชาวเมืองสตารายา ถูกปิดเป็นความลับของทางการ เพื่อไม่ให้ข่าวนี้รั่วไหลออกไปสู่โลกภายนอก มีเพียงผู้รอดชีวิตกลุ่มหนึ่งได้รับการเยียวยา และถูกส่งไปรักษาตัวอยู่ยังเมืองอันไกลโพ้น ไม่มีโอกาสได้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนที่สงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงแต่เพียงนั้น



            ไม่มีใครรู้ว่า หลายคนเสียชีวิตในเวลาหลังจากนั้นด้วยความทุกข์ทรมาน ทั้งพิษสะสมของสารกัมมันตภาพ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมไธรอยด์ และโรคอื่นๆที่ตามมาไม่ขาดสาย



             ส่วนเด็กหญิงคาเรนถูกส่งตัวไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกรุงมอสโคว์ โดยมีทั้งแพทย์และจิตแพทย์คอยเยียวยาฟื้นฟูจิตใจอันบอบช้ำแหลกสลาย รวมถึงการสะกดจิตเพื่อให้เด็กน้อยลืมภาพสยดสยองที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาให้มลายหายไปจากความทรงจำอีกด้วย


                 โชคดีที่ร่างกายของเธอไม่ได้รับอันตรายใดๆรุนแรง ปริมาณสารกัมมันภาพที่ได้รับเข้ามาไม่สูงมากจนเป็นอันตรายถึงชีวิตและสามารถขจัดออกไปจากร่างกายได้ทัน



                 ทว่าการรักษาในส่วนของจิตใจนั่นต่างหาก ที่ให้ผลน่าประหลาดใจยิ่งกว่า... ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ รวมถึงการสะกดจิตที่ว่านั้น เพราะเพียงเวลาไม่นานอาการหวาดกลัวต่อภาพที่เกิดขึ้นมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ต่างจากเด็กหรือผู้ประสบชะตากรรมคนอื่นที่มีอาการประสาทหลอนและคลุ้มคลั่งจากการสูญเสียคนในครอบครัวไปกระทันหัน



                  คาเรนไม่เคยพูดถึงครอบครัวหรือผู้เป็นมารดาสุดที่รักอีกต่อไป ราวกับมีชีวิตอยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้ เด็กหญิงสามารถปรับตัวให้เข้ากับชีวิตรูปแบบใหม่ในบ้านพัก มีเพื่อนๆครู และสมาชิกที่สามารถพูดคุยเล่นได้อย่างปกติ จนทุกคนคิดว่าฝันร้ายเหล่านั้นน่าจะเลือนหายไปจากหัวใจบริสุทธิ์ของเด็กหญิงจนหมดสิ้นแล้ว



                  หลายปีผ่านไป หล่อนเติบโตขึ้นพร้อมกับมันสมองอันปราดเปรื่อง จนสามารถได้รับทุนการศึกษาพิเศษให้เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ คาเรนคิดว่าหล่อนเองก็คงจะลืมภาพเหล่านั้นไปหมดแล้วเช่นเดียวกัน ในความทรงจำสีซีดจางที่ติดค้างอยู่บ้าง ก็คือภาพทะเลสาบแสนสวยท่ามกลางทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาของเทือกเขาอูรัลทอดตัวขนานยาวเหยียด ขวางกั้นพรมแดนอันแห้งแล้งของที่ราบไซบีเรียไว้เบื้องหลัง



                ตราบจนกระทั่งการเข้าสู่แล็บทดลองทางแผนกสัตววิทยานั่นเอง ความฝันลางเลือนก็กลับปรากฏขึ้นอีกครั้งโดยมิคาดคิด!!



                ดอกเตอร์ดิมิทรี เมนเดโกวิช เจ้าของทุนวิจัยในแผนกสัตววิทยา เป็นคนพาหล่อนไปยังห้องแล็บกีฏวิทยาด้านใน คาเรนเองก็เคยผ่านห้องแล็บนี้มาหลายครั้ง แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปเยือนอย่างเป็นทางการเลยสักครั้งเดียว



              “นี่เป็นพิพิธภัณฑ์แมลง ที่ทางมหาวิทยาลัยของเรากำลังจะเปิดทำการในเวลาไม่นานจากนี้”



             ดอกเตอร์ดิมิทรีกล่าวอย่างภาคภูมิใจ เมื่อเห็นสายตาตื่นตะลึงของลูกศิษย์สาวคนเก่ง เมื่อมองเห็นแมลงนานาชนิดถูกสตาฟฟ์เอาไว้ แม้จะรู้ว่าคาเรนสนใจที่เรียนในสาขาจุลชีววิทยา ที่หล่อนทำคะแนนได้สูงลิ่วกว่าก็ตาม



             แต่สายตาของคาเรนหาได้มองแมลงเหล่านั้นด้วยความตื่นตะลึงไม่ เด็กสาวเพ่งสายตาไปยังผีเสื้อสตาฟฟ์ตัวหนึ่งที่แขวนอยู่ในกรอบขนาดเล็กๆ มุมด้านหนึ่งของห้องแล็บ สีดำสนิทของมันกระตุ้นความทรงจำส่วนลึกให้คืนกลับมาในฉับพลันไม่ต่างกับขีดประกายสายฟ้า



              “Black prince หรือที่เรียกว่าผีเสื้อเจ้าชายดำ”



           เสียงโปรเฟสเซอร์อธิบายเบาๆ อีกฝ่ายเข้าใจว่าหล่อนสนใจกับสีสันของมันมากกว่าอย่างอื่น



               “ตัวนี้เป็นผีเสื้อตัวผู้ ถ้ายูลองสังเกตดูให้ดีจะพบว่า มันไม่ได้เป็นสีดำสนิทสักทีเดียวหรอก เฉพาะปีกคู่หน้าเท่านั้นแหละ ถ้าเป็นปีกด้านล่างจะออกสีน้ำตาลอมเหลืองน้อยๆ มองไปแล้วก็ไม่ต่างกับผีเสื้อที่ถูกไฟคลอกจนดำเกรียม...”



                ประโยคท้าย คนอธิบายเอ่ยเสียงหัวเราะน้อยๆ และวูบนั้นเองภาพผีเสื้อที่จุดประกายเรืองแสงจากการสันดาปของเพลิงระเบิดปรมาณูก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งต่อหน้าต่อตาในมโนสำนึกที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น ผีเสื้อที่เต้นระบำ ปีกทั้งคู่จุดประกายเพลิงระยิบระยับ ก่อนที่พวกมันจะระเบิดตัวเองกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ภายหลังจากการสันดาปเป็นถ่านคาร์บอนสีดำสนิทไม่ต่างกับผีเสื้อตัวนี้



               “อาจารย์คะ”



                คาเรนหันไปมองอาจารย์ด้วยสายตามุ่งมั่น และเอ่ยประโยคที่ทำให้ดอกเตอร์ดิมิทรีถึงกับยืนนิ่งงันเหมือนตนเองหูฝาดไปชั่วขณะ



             “ดิฉันเปลี่ยนใจแล้วค่ะ ดิฉันต้องการจะเรียนต่อทางด้านกีฏวิทยา...”


             ********************



                ภายในเวลาไม่กี่ปี จากนักศึกษาสาวธรรมดาๆ คาเรน โรมินสกี ก็สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก กลายเป็นดอกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญทางกีฏวิทยาอย่างเต็มภาคภูมิ หล่อนสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงมอสโควนั่นเอง



              สำหรับชีวิตครอบครัว คาเรนสมรสกับดอกเตอร์อังเดร นักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่คนหนึ่งระหว่างศึกษาปริญญาเอกด้วยกัน จนทั้งคู่มี “อันนา” บุตรีตัวน้อยๆที่เป็นดังแก้วตาดวงใจ



           มันคงจะเป็นความสมบูรณ์พรั่งพร้อม ทั้งความสำเร็จในการเรียน การงานและครอบครัว ถ้าหาก ภาพหลอนจากในอดีตจะไม่ย้อนกลับคืนมาหา และท้าทายให้ก้าวถลำลึกเข้าไปเรื่อยๆโดยไม่อาจควบคุมได้ ภาพผีเสื้อแปรสภาพเป็นเพลิงพระกาฬในวัยเยาว์จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นให้หล่อนจนก้าวมาถึงในวันนี้ และมันจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้



               หล่อนต้องการจะก้าวไปให้ไกลยิ่งกว่านั้น ไปสู่การยอมรับจากนานาชาติทั่วโลก ในความเก่งกล้าของตนเอง เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ให้ชื่อของคาเรนเป็นที่ประจักษ์ และจรดจารเอาไว้ตราบกัลปาวสาน



               ใฝ่ฝันจะเป็นผู้ค้นพบผีเสื้อสายพันธุ์ใหม่ของโลก และมีชื่อที่จารึกไว้ในสายพันธุ์ของมันให้ทุกคนต่างเรียนรู้ศึกษา



                 ส่วนอังเดร เขาได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์สอนชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ชายหนุ่มต้องเดินทางไปกลับมอสโควอยู่ทุกเดือน โดยที่อันนา เด็กหญิงตัวน้อยอาศัยอยู่กับผู้เป็นพ่อและครอบครัวของเขาที่เมืองนั้น



               ส่วนหล่อนยังทำงานอยู่กับดอกเตอร์ดีมิทรีเช่นเดิม



             คาเรนเป็นฝ่ายเลือกเอง หล่อนให้เหตุผลว่าเพื่อความสะดวกในการทำงานวิจัย ซึ่งงานส่วนใหญ่แล้วจะไม่เป็นเวลาชัดเจน



                   แต่ในความจริงก็คือ ต้องการทุ่มเทให้กับงานวิจัยเกี่ยวกับผีเสื้อเหล่านั้น อยากจะทำทุกอย่างให้เหนือกว่าทุกคน แรงจูงใจในความสำเร็จทางการงานมีเหนือกว่าทุกสรรพสิ่ง รวมทั้งความสำคัญของสามีและลูกสาว



                  แต่การค้นคว้าต่างๆเหล่านั้นก็หาได้ประสบความสำเร็จอย่างเต็มที่ไม่ แม้ว่าจะมีมันสมองปราดเปรื่องสักเพียงใด แต่การจะออกภาคสนามเพื่อเดินทางค้นคว้าเสาะหาแมลงเหล่านั้น ก็ต้องใช้เงินทุนวิจัยจำนวนมหาศาล



                 นอกจากนี้ การสร้างผีเสื้อเรืองแสงขึ้นเองได้ คาเรนพบว่า กระบวนการดังกล่าวจะต้องอาศัย “ผีเสื้อพาหะ”ที่มีคุณสมบัติพิเศษเพียงเท่านั้น



                  นั่นคือผีเสื้อที่ไม่มีรงควัตถุใดๆอยู่บนแผงปีกของมันแม้แต่สีเดียว นั่นคือผีเสื้อเผือกหรือผีเสื้อที่มีสีขาวทั้งตัว!



                  ซึ่งยังไม่เคยมีรายงานการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใดๆเกี่ยวกับผีเสื้อลักษณะเช่นนี้ นอกจากการสร้างมันขึ้นด้วยวิธีการตัดต่อทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายที่หล่อนไม่พึงปรารถนา จากการศึกษาค้นคว้า คาเรนพบว่า มีการกล่าวถึงผีเสื้อเช่นนี้อยู่บ้างเหมือนกัน ในตำนานของทางเอเชียก็เคยกล่าวถึง ผีเสื้อสีทองและผีเสื้อสีเงิน...



                  แต่มันก็เป็นเพียงตำนาน... ตำนานที่อาจจะมาจากพื้นฐานความจริงสักแห่ง?



                   อย่างไรก็ตามความฝันในข้อนั้นก็ต้องพับรอเอาไว้ก่อน เมื่อหล่อนเดินทางมาถึงจุดแยกครั้งสำคัญ จุดที่เป็นทางเปลี่ยนชีวิตอย่างคาดไม่ถึงในเวลาต่อมา



                เมื่อ “เซนไบโอเทค” บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการพันธุวิศวกรรมจากประเทศอังกฤษ ติดต่อดอกเตอร์สาวจากรัสเซียเป็นการส่วนตัว... ในเวลาเดียวกัน ดอกเตอร์อบิเกล เพื่อนร่วมทีมวิจัยของหล่อนเองที่อยู่มหาวิทยาลัยลอนดอนก็ติดต่อให้คาเรนมารับตำแหน่งอาจารย์ที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน



              “มันจะเป็นโอกาสในการก้าวเข้าสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการนะคาเรน?”



               อบิเกลบอกกับหล่อนเช่นนั้น และคาเรนไม่ลังเลแม้แต่น้อย ไม่ใช่เพราะเหตุผลของอบิเกล แต่เพราะทันทีเมื่อหล่อนได้อ่านข้อเสนอของเซนไบโอเทคต่างหาก



                 มันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หล่อนตัดสินใจตอบตกลงในทันที!!



              ************************



               “ทำไมคุณถึงไม่บอกผมก่อน คาเรน?”



                อังเดรถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียดผิดไปจาก ความเยือกเย็นสุขุมอันเป็นปกติวิสัยของเขา ดอกเตอร์หนุ่มใหญ่รู้สึกว่า ยิ่งนับวันที่อยู่ร่วมกันกับหล่อน ดูเหมือนว่าเขาจะยิ่งรู้จักภรรยาของตัวเองน้อยลงไปทุกที จนบางครั้งรู้สึกเหมือนกับว่าไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของหล่อนเลย!



           คาเรนตอบเพียงสั้นๆ ว่าหล่อนจำเป็นต้องทำงานเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต งานวิจัยคือชีวิตและจิตวิญญาณ



                “นั่นแปลว่าผมและอันนา ไม่มีความหมายสำหรับคุณ”



                เขาสรุปสั้นๆตามแบบฉบับนักวิทยาศาสตร์ และยื่นข้อเสนอให้หล่อนเป็นฝ่ายเลือก คาเรนรู้ดีว่าแม้จะต้องเจ็บปวด แต่ทางเลือกที่ดีที่สุดหล่อนได้ตัดสินใจเลือกมันไว้แล้ว...



                  โดยปราศจากสามีและลูกน้อย!!



                นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ภาพของดอกเตอร์อังเดร และอันนาอยู่ในสายตาของหล่อน



              อังเดรอุ้มอันนาเอาไว้ในอ้อมแขน เมื่อการตกลงครั้งสุดท้ายมาถึงจุดสิ้นสุด เขามาส่งหล่อน ที่สนามบินมอสโควเพื่อเดินทางสู่ประเทศอังกฤษ และจากนั้นก็เตรียมตัวจะเดินทางกลับมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์เบิร์กที่ทำงานสอนอยู่ที่นั่น พร้อมลูกสาวคนเดียวของหล่อน



                   “แม่จ๋า...”



                 อันนาแผดเสียงร้องในอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อ เหมือนจะรู้ว่าการจากพรากมาถึงแล้วโดยสมบูรณ์ นั่นเป็นครั้งเดียวที่คาเรนพยายามกลืนก้อนสะอื้นให้กลับลงไป หล่อนไม่ได้ร้องไห้เลยสักนิดเดียว เมื่อยกมือแตะแก้มผู้เป็นบุตรีและก้มลงจุมพิตอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย



               ตามข้อตกลงกันภายหลังการหย่าร้าง อันนาจะอยู่ในความดูแลของอังเดร ด้วยความเต็มใจของหล่อนเองโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ



               “แม่...”



                 เสียงกรีดร้องนั้นเอง ทำให้ภาพของมารดากลับคืนมาอีกครั้ง แม่ที่ร่างกายถูกสันดาปกับความร้อนของพลังงานปรมาณูจนลุกเป็นไฟ ก่อนจะหลอมละลายไปกับเพลิงนรก!!



                 “ไม่!!”



                หล่อนหันหลังกลับ และเดินเข้าสู่อาคารผู้โดยสารด้านในทันที... โดยไม่หันกลับไปอีก ไม่มีการอำลาใดๆ ทุกอย่างในชีวิตครอบครัวอันอบอุ่นจบสิ้นลงแล้ว เมื่อหล่อนเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง ที่ทอดยาวไปไกลกว่านั้น



                  เครื่องบินเทคออฟจากรันเวย์ท่าอากาศยานมอสโคว ในวันที่แสงแดดเจิดจ้าที่สุดในรอบปี แต่หัวใจกลับหม่นสลัวราวกับมีพายุหิมะอันเหน็บหนาวเข้ามาเยือน คาเรนพยายามปลอบใจตนเอง เมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกลงไปยังแผ่นดินถิ่นเกิดเบื้องล่าง และค่อยๆทิ้งห่างออกไปในที่สุด



              บนเส้นทางแห่งเกียรติยศ แม้จะอ้างว้าง เหน็บหนาว และไร้คนเดินเคียงข้าง แต่คาเรนก็ไม่แคร์ หล่อนรู้ว่าปลายทาง ยังมีผีเสื้อแสนงามรอคอยอยู่!!


                      ***********************


 


 


 


 


 





Create Date : 25 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2554 8:47:43 น. 6 comments
Counter : Pageviews.

 
รู้สึกน่าเศร้านะค่ะ เก่งแต่โดดเดี่ยว
ทำให้อารมณ์หดหู่ตาม
.........................จะรอตอนต่อไปนะค่ะ


โดย: ณิญา IP: 110.77.250.43 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2554 เวลา:17:37:53 น.  

 
ขอบคุณมากครับคุณณิญา ช่วงนี้จะเป็นโหมดของคาเรนแล้วครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 27 พฤศจิกายน 2554 เวลา:16:29:09 น.  

 
สนุกดีค่ะ แนวที่ชอบเลย แต่หารวมเล่มอ่านยากจัง ร้านหนังสือก็ไม่มีเล่มนี้เลย ณ บ้านวรรณกรรมก็ไม่มี...ต้องตามอ่านในเน็ตเอาค่ะ...


โดย: จั๊กจั่น IP: 182.52.147.252 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2554 เวลา:22:22:59 น.  

 
สวัสดีครับคุณจั๊กจั่น หนังสือของสำนักพิมพ์ ณ บ้าน ส่วนใหญ่จะจำหน่ายผ่านบูทสำนักพิมพ์ หรือร้านของสำนักพิมพ์โดยตรงครับ อาจจะมีบ้างก็ที่ร้าน B2S ครับ
ถือโอกาสประชาสัมพันธ์เลยแล้วกันนะครับ ช่วงกลางเดือนหน้า 15-16-17 ธค สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมจะ จัดงานบุ๊คแฟร์ ที่สยามสมาคมอโศก ครับ ถ้าสนใจเรียนเชิญได้เลยนะครับ ราคาจะลดค่อนข้างมากด้วยครับ (ลงสถานีรถไฟฟ้าอโศก แล้วเดินเลี้ยวซ้ายขึ้นไปเลยครับ ไม่ไกลครับ)


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 29 พฤศจิกายน 2554 เวลา:8:27:36 น.  

 
ถ้าใกล้ๆไม่เหลือแล้วค่ะ แต่อยู่ชุมพร ถ้าไม่มี
ธุระอื่นใด ดูๆจะไม่คุ้มค่าเดินทางแน่เลย ขอบคุณสำหรับข่าวคราวค่ะ


โดย: จั๊กจั่น IP: 118.175.124.22 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2554 เวลา:14:42:25 น.  

 
สวัสดีครับคุณจั๊กจั่น : ติดตามกีฏมนตราจากในบล็อกก็ได้ครับเรื่องนี้ จะพยายามนำลงทุกสัปดาห์ไม่ให้ขาดตอนครับ
คิดว่า ไม่น่าจะเกินเดือนมกราคม ก็น่าจะอวสานแล้วครับ ประมานสี่สิบกว่าตอน อ่านแล้วเป็นอย่างไร แนะนำติชมได้เลยนะครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 5 ธันวาคม 2554 เวลา:15:31:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.