ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2559
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
7 ตุลาคม 2559
 
All Blogs
 
ขั้นตอนการทำมัมมี่ในปาปัวนิวกินี





มุมมองจากหน้าผาลงมายังหมู่บ้าน



ในปี 2003 ตอนที่ Ulla Lohmann ช่างภาพและนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม
ได้พบกับชนเผ่า Anga ใน Papua New Guinea เป็นครั้งแรก
ผู้สูงอายุของชนเผ่าหลายคนได้บอกอย่างสุภาพให้เธอออกไปจากที่นั่น
แม้ว่าเธอจะต้องใช้เวลาขับรถยนต์ทั้งวัน ก่อนที่จะต้องปีนเขาอีก 3 ชั่วโมง
เป็นการเดินทางอย่างช้า ๆ และยากลำบากมาก
กว่าจะเข้าไปถึงที่ราบสูงฝั่งตะวันของเกาะก็ตาม
เพราะชนเผ่านี้ไม่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยว
และไม่ชื่นชอบที่วัฒนธรรมของพวกตนจะถูกคนภายนอกพบเห็น

เหตุผลที่ชนเผ่านี้ไม่ชอบผู้มาเยือนก็เป็นเหตุผลเดียวกัน
ที่ทำให้ Lohmann มุ่งมั่นตั้งใจที่จะไปเยี่ยมเยือนพวกเขา
ชนเผ่า Anga เป็นที่รู้จักกันดีถึงการทำศพไม่ให้เน่า
ด้วยพิธีกรรมที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
คนในครอบครัวต่างมีตำนานที่ยาวนาน
ในการทำให้ศพญาติพี่น้องมัดติดกับแคร่(เก้าอี้)
ในท่านั่งแล้ววางอยู่บนภูผาหินใกล้กับหมู่บ้าน
จากจุดที่สูงแห่งนั้นจะทำให้มัมมี่ของครอบครัวได้มองเห็นลูกหลานของพวกเขา
เสมือนหนึ่งว่าผู้เฒ่าผู้แก่กำลังจ้องมองและคุ้มครองปกป้องพวกเขา








ผู้ชาย 7 คนของครอบครัว Gemtasu ทำหน้าที่ทำมัมมี่ศพที่อยู่เหนือกองไฟ
และห้ามทุกคนที่ทำพิธีนี้ออกจากกระต๊อบและอาบน้ำ



Lohmann ยอมถอยออกมาหลังจากที่เธอได้รับการขอร้องจากคนในชนเผ่า
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอกลับมาอีกและไป ๆ มา ๆ เป็นประจำร่วม 10 ปี
เพราะเธอเพียงแต่ต้องการจะเรียนรู้จากชนเผ่า
เรื่องการใช้ชีวิตและเรื่องทำศพว่าคนในครอบครัวทำกันอย่างไร

ในช่วงแรก ๆ ของการไปเยี่ยมเยือน
เธอเริ่มเรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อยถึงโครงสร้างชนเผ่าที่เปราะบาง
และหลังจากการเดินทางที่ยากลำบากหลายครั้งเข้าไปในพื้นที่
Gemtasu หนึ่งในผู้สูงอายุของชนเผ่า Anga ได้ปรับทุกข์กับเธอ
และบอกเธอว่า เมื่อเขาตาย เขาต้องการให้ทำมัมมี่ศพของเขา








ชนเผ่า Anga มีอยู่ราว 45,000 คน
มีวิธีการทำมัมมี่ที่แตกต่างจากชาวอียิปต์ยุคโบราณ
ที่ควักอวัยวะภายในทั้งหมดออกมาแล้วห่อด้วยผ้า
แต่มัมมี่ของชนเผ่า Anga จะอยู่ในท่านั่ง
และต้องใช้เวลากว่า 3 เดือน
บนกองไฟเพื่อรมควันศพอย่างต่อเนื่อง
ควันไฟจะช่วยในการรักษาศพในเขตพื้นที่ชุ่มชื้น
ซึ่งปกติมักจะย่อยสลายไปได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการทำมัมมี่มีพิธีกรรมที่เคร่งครัดมาก
ศพจะวางอยู่เหนือกองไฟ
และถ้าศพพองตัวขึ้นมา
จะถูกไม้ทิ่มให้ของเหลวในศพหยดลงมา
และขั้นตอนสุดท้ายคือใช้ไม้ทิ่มเข้าไปในรูก้น
เพื่อให้อวัยวะภายในร่วงหล่นหลุดลงมาลุกไหม้บนกองไฟ

ตั้งแต่วันเริ่มต้นจนจบวันจนสิ้นพิธีกรรมนี้
คนทำมัมมี่ต้องผลัดกันเฝ้าศพตลอดเวลา
เพราะของเหลวในศพ ลำไส้/อวัยวะภายใน
และร่างผู้ตายจะต้องไม่แตะพื้นดิน
มันเป็นข้อห้ามเพื่อไม่ให้เจอโชคร้าย







Gemtasu กำลังทดลองนั่งบนเก้าอี้ทำมัมมี่



ส่วนที่สำคัญมากที่สุดคือรักษาใบหน้าศพให้เหมือนเดิม
ในวัฒนธรรมเดิมที่ไม่มีภาพถ่ายมีวิธีเดียวที่จะจดจำภาพผู้ตาย
ก็ด้วยการรักษาศพและใบหน้าไว้ให้นานที่สุด

" เราใช้ภาพถ่าย พวกเขาใช้มัมมี่
ชนเผ่า Anga เชื่อว่าวิญญานจะล่องลอยไปทั่วทั้งวัน
แล้วกลับเข้าร่างมัมมี่ในตอนเวลากลางคืน
ถ้ามองไม่เห็นใบหน้าตนเอง
ก็จะไม่เจอร่างของตนเอง
วิญญาณจะร่อนเร่ไปตลอดกาล " Lohmann กล่าว

ครั้งหนึ่ง กระบวนการทำมัมมี่เคยเป็นที่แพร่หลายกัน
ในปาปัวนิวกินีและหมู่เกาะอื่น ๆ ในแปซิฟิกตอนใต้
และประสบความสำเร็จมากที่สุดในศตวรรษที่ 19 และช่วงตอนต้นศตวรรษที่ 20
เพราะการหาวิธีที่จะรักษาศพไว้ได้ จะทำให้พวกเขามองเห็นคนตายได้
แทนการฝังร่างไว้ใต้ดินจะทำให้พวกเขาลืมเลือนคนตายไปได้อย่างง่ายดาย







หลานชาย Gemtasu ทำพิธีรับศีลก่อนหน้า Gemtasu จะตายไม่นานนัก



แต่การมาถึงของนักเผยแพร่ศาสนาคริสต์
และเจ้าหน้าที่รัฐบาลอังกฤษและออสเตรเลีย
ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20
การกระทำดังกล่าวกลายเป็นเรื่องอัปยศผิดหลักศาสนาคริสต์
รวมทั้งมีเรื่องของคุณธรรมและสุขอนามัยเข้ามาปะปน
จึงห้ามทำประเพณีและวัฒนธรรมเดิมที่เคยทำกันมานมนาน

แม้ว่า Gemtasu จะไม่ทราบอายุที่แน่นอนของเขา
แต่ความรู้สึกในบั้นปลายของชีวิตของเขา
เขาเชื่อว่าเรื่องสำคัญคือ ให้ประเพณีนี้ยังคงอยู่
การทำมัมมี่ตัวเขาจะช่วยให้เขาคุ้มครองปกป้องครอบครัวของเขาได้

ดังนั้นเขาจึงสอนลูกที่โตแล้ว
ถึงวิธีการรักษาศพไว้ไม่ให้เน่า
เขาสาธิตวิธีทำกับหมูป่าตาย

ด้วยความช่วยเหลือจากนักมานุษยวิทยา
Ronald Beckett กับ Andrew Nelson
ที่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจาก Lohmann
ให้มาศึกษากระบวนการอนุรักษ์ศพ
และช่วยสอนให้กับลูกหลานชนเผ่า Anga
ให้สามารถพึ่งพาด้วยตนเองได้ในวันหลัง

Gemtasu ได้ขอร้องให้ Lohmann
ถ่ายภาพวิธีการทำมัมมี่ศพของตน
แล้วช่วยเผยแพร่เรื่องราวของเขาด้วย







ทุกคืน ครอบครัว Gemtasu ต่างนั่งล้อมวงกันเพื่อรับไออุ่นจากกองไฟ
แล้วพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ กันกับเล่าเรื่องตลกขบขันที่ Gemtasu ชื่นชอบ
บางครั้งทุกคนต้องเงียบเพราะพวกเขาคิดว่าได้ยินเสียง Gemtasu หัวเราะ



บุตรชายหลายคนของเขา
กับคนหลายคนของชนเผ่าต่างต่อต้านในตอนแรก
ชนเผ่านี้ได้เลิกราการทำมัมมี่ไปเป็นเวลานานมากแล้ว
และเรื่องที่ร้ายแรงอย่างแรงคือ
ไม่มีอะไรที่มีกลิ่นฉุนกว่าเนื้อคนที่รมควันอย่างช้า ๆ

ชนเผ่าที่มีประสบการณ์ทำมัมมี่ยังหลงเหลือจำนวนเล็กน้อย
พอ ๆ กับวัยรุ่นในชนเผ่าที่ถูกผลักไสไปทำงานที่ท่าเรือ/ในเมือง
ที่พวกเขาได้สัมผัสกับโลกาภิวัตน์มากขึ้นกว่าในอดีต
แต่ Gemtasu ได้ย้ำเตือนบุตรชายของเขาอย่างต่อเนื่องว่า
การทำมัมมี่ อย่างน้อยก็เพื่อเขา และเป็นเรื่องสำคัญ

" เขาทะเลาะกับพวกผมมานานพอควร
ดังนั้นในที่สุดผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก
(ทนรำคาญไม่ไหว) นอกจากสัญญากับเขาว่า
จะทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริงขึ้นมา "
Awateng ลูกชาย Gemtasu กล่าว

หลังจากนั้นในปี 2015 Gemtasu ก็เสียชีวิต








ศพของ Gemtasu ระหว่างการทำมัมมี่ในกระต๊อบรมควัน



เพื่อรักษาคำสัญญาที่จะทำตามคำสั่งเสียของผู้ตาย
Lohmann ได้เดินทางกลับไปยังปาปัวนิวกินี
เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานและถ่ายภาพวิธีการทำมัมมี่
บุตรชายกับหลานชายของ Gemtasu ทั้ง 7 คน
เริ่มพิธีกรรมด้วยการเอาดินเหนียวสีขาวป้ายบนใบหน้า
เพื่อเป็นสัญลักษณ์การแสดงถึงความเศร้าโศก
ช่วงระยะเวลาที่ทำพิธีกรรมทำมัมมี่นี้
ห้ามดื่มน้ำชนิดอื่น ๆ ยกเว้นน้ำอ้อยที่ใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่
ต้องกินอาหารที่ปรุงสุกในกองไฟที่รมควันศพ Gemtasu
และเมื่อผิวหนังของ Gemtasu ผุพองหรือลุกไหม้
พวกเขาต้องรีบใช้ไม้ปาดด้านบนสุดออกทันที





Gemtasu กับข่างภาพ Ulla Lohmann



Lohmann ได้ตั้งข้อสังเกตในช่วงสังเกตการณ์ว่า
ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการรมควันศพ
ศพจะมีลักษณะพองแล้วค่อย ๆ ยุบ
ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ จนในที่สุดก็จะแข็งตัว
ผู้ทำพิธีมัมมี่ทั้ง 7 คนต่างต้องป้ายของเหลว
ที่ไหลออกจากศพ Gemtasu ใส่ร่างของตนเอง
เพื่อเป็นการรักษาจิตวิญญาณของผู้ตาย
ภายใต้กฎระเบียบพิธีกรรมที่เคร่งครัด
ทุกคนที่ทำพิธีมัมมี่นี้ห้ามอาบน้ำล้างตัว
และออกจากกระต๊อบรมควันศพเป็นเวลา 3 เดือน

วัตถุประสงค์หลักของวัฒนธรรมการทำมัมมี่
คือ การแสวงหาของชีวิตนิรันดร์
หรืออย่างน้อยที่สุดคือการเห็นคนตายอย่างต่อเนื่อง
ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับชนเผ่า Anga คือ
การขนย้ายศพที่รมควันให้เป็นมัมมี่
มัดไว้กับเก้าอี้พิงไว้กับหน้าผาหิน
เพื่อให้ผู้ตายสามารถมองเห็นหมู่บ้าน
และผู้ตายจะได้เข้าร่วมวงกับ
ผู้สูงอายุในหมู่บ้านที่ตายไปก่อนหน้านี้แล้ว
บางศพก็กลายเป็นโครงกระดูกที่เน่าเฟะ
ไม่เหลือร่องรอยความยั่งยืนในอดีตแต่อย่างใด





เรียบเรียง/ที่มา

https://goo.gl/8RNlwo

Credit ภาพ ULLA LOHMANN

Facebook : https://goo.gl/Iiwj6F











หลังจากเสร็จสิ้นบูรณะศพภายในหมู่บ้านแล้ว มัมมี่ของ Moymango
พ่อของ Gemtasu ก็ถูกนำกลับไปยังหน้าผาของหมู่บ้านอีกครั้งโดยคนในครอบครัว




การดูแลรักษาและฟื้นฟูมัมมี่เป็นพิธีกรรมประจำปี





ในปี 2008 Gemtasu ประกาศต่อหน้าบุตรชายและครอบครัวของเขาว่า
เขาต้องการทำศพเป็นมัมมี่และนั่งติดกับพ่อของเขาหลังตาย





เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างพร้อมแล้วหลังการตาย
Gemtasu ได้สร้างกระต๊อบรมควันศพก่อนเขาตายเพียง 1 ปี





ครอบครัว Gemtasu ดูศพช่วงการทำมัมมี่





ความฝันของ Gemtasu คือการได้เป็นมัมมี่เพื่อปกป้องครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่
ครอบครัวที่ตนรักผ่านวิญญาณในร่างของมัมมี่





คนใกล้ชิดจับมือ Gemtasu ระหว่างพิธีกรรมทำมัมมี่



หลานชายคนโตของ Gemtasu ร่ำไห้



เรื่องเดิม

http://pantip.com/topic/33696870

มัมมี่รมควัน








The mummies of the Kukukuku








ขุนแผนฆ่านางบัวคลี่แล้วผ่าท้องเอาลูกชายมาทำกุมารทอง Credit : https://goo.gl/RCzN8g




เรื่องเล่าไร้สาระ


ในวรรณคคีไทยก็มีการย่างศพรมควัน
แต่ของไทยใช้เพื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
ในเรื่องขุนช้าง ขุนแผน
ที่มีตอนหนึ่งที่ขุนแผนฆ่านางบัวคลี่
เพราะแค้นที่นางรับยาพิษจากพ่อ
หมื่นหาญใช้ส่วนผสมดีนกยูงดีหนูดีงูเห่า
บดเข้าคลุกกับสารหนูปนน้ำมะนาว
แล้วห่อใบพลูให้ลูกสาว
เพื่อโรยยาพิษผสมแกงเนื้อตะพาบนํ้า
แย้ยำห่อหมกทั้งนกคั่ว
ข้าวใหม่ใส่ในชามกลีบบัว
แล้วนำไปให้ขุนแผนกิน
แต่โหงพรายกระซิบไว้เลยไม่ยอมกิน
โยนให้นกกากินก็บินตกลงมาตาย

ตกค่ำเลยเอ่ยปากขอลูกจากนางบัวคลี่
เป็นเคล็ดลับพวกเล่นคุณไสยเวทย์มนตร์ดำ
เมื่อนางเอ่ยปากอนุญาตยกลูกในท้องให้แล้ว
เลยฆ่าผ่าท้องแล้วล้วงเอาลูกชายในท้อง
แล้วแอบลอบเข้าไปในวิหารวัดใต้
เพื่อทำพิธีกรรม/เสกคาถาย่างรมควันลูกตนเอง
จนก่อนรุ่งสางตอนเช้าก็ได้กุมารทอง

ภาวนานั่งย่างกุมารทอง
ร้อนทั้งตัวทั่วกันนํ้ามันฉ่า
กลับหน้ากลับหลังไปทั้งสอง
เกราะแกร่งแห้งได้ดังใจปอง
พอรุ่งแจ้งแสงทองขึ้นทันใด


ข้อมูลเพิ่มเติม

https://goo.gl/3piO5n
https://goo.gl/9e9M5W (ฉบับหอพระสมุดวชิรญาญ)


สันนิษฐานว่าศพทารกในท้องนางบัวคลี่
น่าจะวัย 3 เดือนเพราะมีขนาดเล็ก
จะมีน้ำหนักประมาณ 18 กรัม
ยาวประมาณ 9 เซนติเมตร
จึงใช้เวลาทำพิธีไม่นานมาก
ที่มา https://goo.gl/cZjWM8






ส่วนที่เป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้
คือกุมารทองของเณรแอ หรือ นายหาญ รักษาจิตร์
อดีตเณรถูกจับสึกแล้วตั้งต้นเป็นฆราวาสจอมขมังเวทย์

เมื่อปี 2537 เณรแอได้นำศพทารกมาย่างที่บริเวณใต้ถุนเมรุวัดหนองระกำ
พร้อมกับทำพิธีปลุกเสกทำน้ำมันพรายและมีการบันทึกภาพวิดีโอเอาไว้
จนมีการนำภาพมาเผยแพร่ตามสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ
ทำให้กรมการศาสนาในขณะนั้นต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.อ.หนองโดน
ให้ดำเนินคดีกับเณรแอพร้อมจับสึกดำเนินคดี ในข้อหาอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตัวตน
ศาลจังหวัดสระบุรีได้สั่งจำคุก 1 ปี

เจ้าของตำนานไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชาเล่าว่า
การย่างเด็กปลุกเสกกุมารทองต้องมีศพเด็กชาย
ส่วนกุมารีต้องอาศัยศพเด็กหญิง
เมื่อนำศพเด็กออกจากโลงแล้ว
ต้องตอกตะปูตรึงฝาโลงทั้งสี่ด้าน
เพื่อสะกดวิญญาณเด็ก
ไม่ให้ตามรังควานก่อนเอาไปปลุกเสก

ต้องย่างไปเสกไปถึง 9 วัน 9 คืนตามตำรา
ทำให้เกิดผลดีทางด้านค้าขาย
แต่ถ้าทำไม่ดีก็ถึงบ้าได้
เมื่อย่างแล้วจะเอาไปดองไว้ในโหลโพกด้วยสีผึ้ง
บางรายก็เป็นแบบแห้ง ๆ
ก่อนนำขึ้นหิ้งให้วางต่ำกว่าหิ้งพระ
กราบไหว้ด้วยน้ำแดง ไข่ต้ม
จุดธูปเทียนไหว้ ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์

ที่มาของข้อมูล

https://goo.gl/4JJsnc
https://goo.gl/qQczmT








ข้อสังเกต


ทั้งขุนแผนกับเณรแอ
ต่างเลือกทำบาปในตอนที่ยังเป็นสามเณร
แบบเลี่ยงบาลีหรือเจ้าเล่ห์แบบศรีธนญชัย
เพราะถ้าเป็นพระสงฆ์ทำผิดพระวินัย
ที่ต้องโทษปรับอาบัติปาราชิก
คือ ขาดจากความเป็นพระทันที
ไม่ต้องทำพิธีสึกให้วุ่นวายเปลืองเวลาพระภิกษุดี ๆ

ขุนแผนแอบสึกตอนกลางคืนจากวัดแค
เพื่อไปหานางพิมพิลาไลย (วันทอง)
แล้วได้เสียกับนางสายทองก่อน
พอรุ่งเช้าก็กลับเข้าวัดแค
ถือศีลสิบก็กลับมาเป็นเณรต่อ

เณรแอก็ไม่ยอมบวชเป็นพระภิกษุ
ขอถือศีลสิบเป็นเพียงแค่เณรโค่ง
แต่งกายชุดผ้าเหลืองเหมือนพระภิกษุ
แล้วทำพิธีกรรมเดรัจฉานวิชา
ตามที่พระศาสดาได้ตรัสห้ามไว้


Create Date : 07 ตุลาคม 2559
Last Update : 11 ตุลาคม 2559 22:08:25 น. 2 comments
Counter : 487 Pageviews.

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
mambymam Music Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Dharma Blog ดู Blog
จิรโรจน์ Craft Blog ดู Blog
นาฬิกาสีชมพู Dharma Blog ดู Blog
Maeboon Klaibann Blog ดู Blog
secreate Food Blog ดู Blog
ปลาทอง9 Food Blog ดู Blog
toor36 Cartoon Blog ดู Blog
ravio Education Blog ดู Blog


น่ากลัว.....วิชามนต์ดำไม่ชอบเลยค่ะ
แตโหวตให้นะคะ
ตัดริบบิ้น & เจิมอ่าน


โดย: อุ้มสี วันที่: 8 ตุลาคม 2559 เวลา:20:00:55 น.  

 
น่ากลัวจัง แต่มีความรู้ดีค่ะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ravio Education Blog ดู Blog


โดย: babybeeh วันที่: 12 ตุลาคม 2559 เวลา:0:00:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.