ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
6 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
สหรัฐฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กบฎโมโร 110 ปีก่อน









ศพพวกกบฏโมโรที่ถูกกองทัพสหรัฐอเมริกาฆ่าตาย
ช่วงสงคราม Bud Dajo ใน Philippines 7 มีนาคม 1906
ที่มา http://bit.ly/2c8S7WC


7 มีนาคม 1906 กองทัพสหรัฐอเมริกาตามคำสั่งนายพล Leonard Wood
ได้สังหารกลุ่มกบฏ Moros ที่เป็นชนเผ่ามุสลิมมากกว่า 1,000 ศพ
ขณะที่ตั้งมั่นสู้ตายที่ภูเขาไฟที่ดับแล้วชื่อ Bud Dajo ที่เกาะ Jolo ทางตอนใต้ Philippines

สงครามครั้งแรกที่ Bud Dajo หรือที่รู้จักกันว่าสงครามสังหารหมู่ Bud Dajo Massacre
คือการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐอเมริกากับพวกโมโร ในเดือนมีนาคม 1906
เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามซึ่งเกิดขึ้นระหว่างฟิลิปปินส์กับอเมริกัน
หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ยุติสนธิสัญญา Bates Treaty ในเดือนมีนาคม 1904
พวก Moros กลุ่มนี้ก็เริ่มต่อต้านอำนาจพวกอเมริกัน
ด้วยการสร้างความรุนแรงและไม่ยอมเสียภาษี
แม้ว่า นายพล Leonard Wood ผู้ว่าการรัฐ Moro
จะได้พยายามสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ในเกาะ Jolo
แต่พวกโมโรกลุ่มนี้กลับก่อการร้ายบ่อยครั้งขึ้นอีก
และได้รับแรงยุจากหัวหน้าเผ่าว่า
พวกอเมริกันอ่อนแอเกินไปไม่สามารถหยุดพวกมันได้

เพื่อเตรียมรับมือกับพวกอเมริกันที่มีข่าวลือว่าจะมากำจัดพวกโมโร
ชาวโมโรหลายร้อยคนทั้งผู้หญิงและเด็กต่างอพยพไปอยู่ที่ Bud Dajo
สถานที่เดิมเป็นที่ตั้งจิตวิญญาณ/ที่เคารพสักการะ
ก่อนที่ชนเผ่ากลุ่มนี้จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม
Bud Dajo เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วอยู่ห่างจากเมือง Jolo 6 ไมล์
มีสภาพเป็นป่าดงดิบมีความสูงชันถึง 2,100 ฟุต
มีทางเข้าออกแคบ ๆ เพียง 3 เส้นทางจึงง่ายต่อการป้องกันกับตั้งรับศัตรู

ผลการเจรจาต่อรองอย่างฉันท์มิตรระหว่างทั้งสองฝ่ายล้มเหลว
ในการยุติการก่อการร้ายจากพวกชนชั้นนำ (datus) โมโร
Wood จึงตัดสินใจทำการรบในวันที่ 6 มีนาคม 1906
เพื่อทำล้ายล้างฐานที่มั่น Bud Dajo และยุติการก่อการร้าย
ด้วยกองทัพสหรัฐกับกองกำลังผสมฟิลิปปินส์
ภายใต้การนำของพันเอก Joseph W. Duncan
ด้วยการยิงปืนใหญ่กรุยทางและยิงกดหัวฝ่ายตรงข้ามไม่ให้โงหัวขึ้นมาสู้
ในตอนเย็นวันที่ 6 มีนาคม ฝ่ายของ Duncan ก็หยุดพักรบกลางทางก่อนตกค่ำ
ท่ามกลางความมืดพวกกบฎโมโรต่างตีกลองและร้องตะโกนปลุกเร้ากันอย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่พวกกองโจรโมโรพยายามโจมตีกองทัพที่พักรบเป็นครั้งคราว




ปืนใหญ่ทหารอเมริกันที่รบกับพวกโมโร ช่วงปี 1899–1913 ที่มา http://bit.ly/2cgz1hR


7 มีนาคม 1906 ในวันรุ่งขึ้น
การรบยังคืบหน้าต่อไปด้วยประสิทธิภาพของปืนใหญ่
มีการปะทะกันอย่างหนักเป็นครั้งคราว
แม้ว่าพวกโมโรจะแกล้งตายหลายคน
แล้วลุกขึ้นมาสู้กับลอบทำร้ายกับทหารฝ่าย Duncan หลายต่อหลายครั้งตอนบุกเข้าใกล้ยอดเขา
ในที่สุดกองทัพอเมริกันได้ยึดฐานที่มั่นและพื้นที่ของพวกกบฏโมโรได้ทั้งหมดในวันที่ 8 มีนาคม 1906
Wood รายงานสั้น ๆ ให้รัฐบาลอเมริกันว่า

“ พวกต่อต้านทั้งหมดถูกฆ่าตาย ได้นับศพเท่าที่นับได้และเท่าที่อยู่ใกล้ ๆ ”

ในการสู้รบฝ่ายอเมริกันตาย 18 บาดเจ็บ 52
Wood ประมาณการว่าฝ่ายศัตรูทั้งเด็กและผู้หญิงตายมากกว่า 600
แต่มีบางคนประมาณการว่ามากกว่า 900
ศพต่างถูกฝังรวมลึก 5 ฟุต บางศพมีรอยบาดแผลหลายแห่ง
มีเชลยที่ถูกจับเป็นได้เพียง 7 คนเป็นผู้หญิง 3 และเด็ก 4
ส่วนผู้ชายหนีรอดตายไปได้ 18 คน
แต่บางทีอาจจะมากกว่านี้ 2 เท่าก็ได้
ขณะเดียวกัน Wood ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบโทรเลขทุกฉบับ
ที่รายงานเหตุการณ์ครั้งนี้ให้กับบุคคลภายนอก

แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐสหรัฐอเมริกาจะระบุว่า
สงคราม Bud Dajo คือชัยชนะการรบครั้งสำคัญของ Wood
แต่สำนักข่าวบางแห่งในสหรัฐอเมริกากลับระบุว่า
การรบครั้งนี้ไม่ต่างจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนไม่มีทางสู้
เพราะพฤติกรรมพวกนักรบโมโรมักจะพาลูกเมียติดตามไปด้วยทุกครั้ง
และบางสำนักข่าวระบุว่า Wood ควรปิดล้อมจนกว่าพวกนี้ยอมจำนนมากกว่า
อย่างไรก็ตามสหายของ Wood เช่น ประธานาธิบดี Theodore Roosevelt
ได้ส่งโทรเลขแสดงความยินดีกับ Wood
ร่วมกับ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม William Howard Taft

ในการตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงวิกฤตการณ์ครั้งนั้น
ที่มีผู้หญิงและเด็กล้มตายเป็นจำนวนมาก
Wood ได้ชี้แจงว่า การที่มีเด็กและผู้หญิงตายจำนวนมากนั้น
เพราะผู้หญิงที่ Bud Dajo จะแต่งกายเลียนแบบผู้ชายและเข้าร่วมรบด้วย
ส่วนพวกเด็กจะทำหน้าที่เป็นตัวประกันหรือโล่ห์มนุษย์
มีผู้ให้การยืนยันคำธิบายทำนองเดียวกันนี้ คือ
ผู้ว่าการรัฐ/นายพลฟิลิปปินส์ Henry Clay Ide
ยืนยันว่าผู้หญิงกับเด็กมีส่วนร่วมมือในการก่อเหตุร้าย
ทำให้ถูกฆ่าตายในระหว่างทำการสู้รบแต่ละครั้ง

และแล้วทุกอย่างก็สงบลง
ผู้นำศาสนาและสุลต่าน Sulu ของเขตปกครองนี้
เชื่อว่าปฏิบัติการที่ Bud Dajo จะทำให้พื้นที่นี้แห่งนี้
จะมีความสงบ/เสถียรภาพในระยะยาว
แต่โชคร้ายยังมีการสู้รบตามมาอีกหลายครั้ง
จากพวกโมโรที่ยังหลงเหลืออยู่
เลียนแบบการทำสงครามที่ Bud Dajo ในปี 1911
และสงครามที่ Bud Bagsak ในมิถุนายน ปี 1913




หมายเหตุ

พวกชนเผ่า Moro เป็นชนเผ่าที่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่อยู่ในฟิลิปปินส์
แต่กลุ่มนี้ที่รบอย่างดุเดือดมากที่สุดกับสหรัฐจนเป็นตำนาน
รวมทั้งสุลต่านที่ดูแลเขตพื้นที่นี้ลึก ๆ ก็ไม่ชอบชนเผ่าพวกนี้
แม้กระทั่งในปัจจุบันพวกนี้ก็ยังกวนเมืองในฟิลิปปินส์อยู่
ดังข่าวว่าพวกกองกำลังติดอาวุธโมโรที่แถวหมู่เกาะมินดาเนา
ที่อยู่ระหว่างการเจรจาสงบศึกแต่ไม่เคยสงบศึกจริง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งวางระเบิดในเมือง Santos
ทำให้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ Duterte
ประกาศใช้คำสั่ง รัฐไร้กฎหมาย
นั่นคือ การปราบปรามยิงทิ้งพวกก่อการร้าย/แนวร่วมได้ทันที
ไม่ต้องดำเนินคดี/ชัณสูตรพลิกศพตามกฎหมาย
หรือแบบว่าตายแล้วตายเลย ตายฟรีไม่มีคดีติดตัวคนยิง
เหมือนการปราบปราบยาเสพติดที่มีคนตายกว่า 2,000 ศพแล้ว
ผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดยอมมอบตัวติดคุกมากกว่า 100,000 คน
เพราะสำนึกดีว่าติดคุกยังมีโอกาสรอดตายมากกว่าถูกยิงตายฟรี

ชนเผ่า Moro ส่วนมากอยู่ใน Mindanao Sulu และ Palawan
ประมาณการว่ามีมากกว่า 5 ล้านคนในฟิลิปปินส์
มีการโยกย้ายถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงทุกวันนี้
ในฟิลิปปินส์จะพบชนเผ่านี้ในเมืองใหญ่เช่น Manila Cebu และ Davao

ผลความขัดแย้งช่วงศตวรรษที่ 20 ทำให้มีการอพยพลี้ภัย
ไปอยู่ที่ Malaysia Indonesia และ Brunei
มักจะพบชนเผ่านี้ได้ใน Kota Kinabalu Sandakan Semporna และ Sabah ใน Malaysia
North Kalimantan ใน Indonesia และใน Bandar Seri Begawan ที่ Brunei

อนึ่ง คนมุสลิมมีเมียได้ 4 คน
ห้ามคุมกำเนิดถือว่าบาป
เหมือนกับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค
แม้ว่าจะห้ามคุมกำเนิดแต่มักไม่ได้ผล
ทำให้ประชากรมุสลิมเกิดมากกว่าหลายชาติพันธุ์

สุลต่านที่นับถือศาสนาอิสลามมีเมียได้ไม่เกิน 4 คน
แต่มีนางบำเรอได้ไม่จำกัดจำนวน
จนต้องมียูนุค(ขันที)ไว้ดูแลฮาเร็ม





เรียบเรียง/ที่มา

http://bit.ly/2c8S7WC
http://bit.ly/2bPz2oT
http://bit.ly/2cgz1hR





เรื่องเล่าไร้สาระ

ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์
ผู้ชนะมักจะมีสิทธิพิเศษเสมอ
ประวัติศาสตร์ผู้แพ้มักจะเป็นแค่ตำนาน

ฟิลิปปินส์เคยเป็นเมืองขึ้นพวกโพธิเกศ(โปรตุเกส)
ก่อนตกเป็นเมืองขึ้นสเปญแล้วตามด้วยสหรัฐอเมริกา

มักจะเล่ากันว่าปืน 11 มม.ที่คนไทยเรียกกัน
ผลิตขึ้นเพราะพวกกบฏโมโร
ที่พวกมันถูกยิงแล้วมักจะวิ่งเข้าใส่แล้วฟันด้วยมีดหรือลุกขึ้นมาต่อสู้อีก
จึงต้องผลิตปืนแบบนัดเดียวจอด One Shot Dead
ปืนรุ่นนี้ผลิตขึ้นในปี 1911
หลังการรบกับพวกกบฏโมโรในปี 1906
และมีการใช้งานในสนามรบจริงครั้งแรกในฟิลิปปินส์ด้วย



ปืน 11 มม.หรือ M1911 ที่มา http://bit.ly/1TLruXC


สงครามในอีรัค ซีเรีย อัฟกานิสถาน
ทหารสหรัฐมักจะอ้างและยืนยันว่า
มีการใช้เด็ก/ผู้หญิงพกพาอาวุธ/ส่งอาวุธในการรบ
และทำตัวเป็นแนวป้องกันที่มีชีวิตหรือโล่ห์มนุษย์
บางครั้งก็พกระเบิดพลีชีพเข้าร่วมในการรบ

ยิว จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย
ชาติเหล่านี้จะโหดสัตว์มากกว่าหลายประเทศ
มักจะประกาศล่วงหน้าไว้เลยว่า
ถ้าคุณเป็นตัวประกันให้ถือว่าเตรียมตัวตายได้เลย
ถ้ารอดตายได้ถือว่าคุณโชคดี

ใครก็ตามที่ให้การช่วยเหลือ/ให้แหล่งพักพิงพวกก่อการร้าย
ให้ถือว่าเป็นพวกก่อการร้ายทั้งสิ้น
ปฏิบัติการทางทหารจะไม่มีการแยกแยะเด็ก/สตรี/ตัวประกัน
ทำให้การสนับสนุน/ให้ความร่วมมือกับพวกก่อการร้ายลดลงทันที
รวมทั้งพวกโจรก่อการร้ายมักจะตายในที่เกิดเหตุทุกครั้ง
หรือตายหลังจากนำส่งโรงพยาบาลแบบปล่อยให้ตายไม่ให้รักษา
ทำให้ชาติเหล่านี้ข่าวการจับตัวประกันต่อรองแทบไม่มีเลย

ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
มีการจับตัวคนไปเรียกค่าไถ่กันมาก
รัฐบาลญี่ปุ่นเลยออกกฎหมายว่า
ให้ทำพิธีศพเหยื่อค่าไถ่รอได้เลย
ถ้าญาติพี่น้องคนใดเจรจาต่อรองค่าไถ่กับโจร
ให้ลงโทษเท่ากับโจรเรียกค่าไถ่
ข้อหาให้ความร่วมมือกับโจรเรียกค่าไถ่
เหตุการณ์ร้าย ๆ จึงค่อย ๆ สงบลง
เพราะโจรกลัวตายมากกว่ากลัวไม่ได้เงิน
และกฎหมายยังมีผลบังคับใช้อยู่จนทุกวันนี้

ส่วนจีนความที่มีพลเมืองมากกว่าหลายชาติ
เวลาคนจีนตายมาก ๆ ก็มักจะบอกแค่ 1% เศษ
ในช่วงสงครามสั่งสอนเวียตนามหลายปีก่อน
กับยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจีนของเหมาเจ๋อตุง
มีคนจีนตายหลักล้านคนขึ้นไป
คิดจากประชากรร่วม 800 ล้านคนถึง 1,000 ล้านคน

ซึ่งถ้าคิดในมุมกลับจีนก็โหดพอ ๆ กับ
อดอล์ฟ ไอชมันน์ จอมโหดนาซีเยอรมันนี
นักฆ่าชาวยิวระดับตำนานนับล้านศพ
ที่เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า

" ร้อยคนพันคนเป็นโศกนาฏกรรม
แต่หมื่นคนแสนคนเริ่มเป็นสถิติ "


แต่สุดท้ายมันถูกแขวนคอจนกระทั่งตายที่ยิว
หลังผ่านการพิจารณาคดีในชั้นศาล
โดยยิวลักพาตัวมาจากอาร์เยนติน่า
เรื่องการตามล่าฆาตกรรายนี้มันส์มาก
ทั้งในหนังและหนังสือที่เขียนโดยคนตามล่าฆาตกร

ข้อมูลเพิ่มเติม อดอล์ฟ ไอชมันน์ (ไทย)

http://bit.ly/2bQEa0M
http://bit.ly/2ckrZXY





คนไทยพลัดถิ่น

ประมาณการกันว่า ชนเผ่าสยาม
ก็อยู่กระจัดกระจายพอ ๆ กับพวกโมโร
พอ ๆ กับพวกโมโรที่ลี้ภัยไปประเทศมุสลิมด้วยกัน

ช่วงมหาเธร์จะประกาศใช้กฎหมายภูมิปุตรา
ให้สิทธิ์คนพื้นเมืองมากกว่าคนชาติอื่น ๆ
คนสยาม คนโอรังเซียม ใน 5 รัฐเดิมมาเลย์
ไทรบุรี(เกดาห์) กลันตัน ตรังกานู ปะลิศ ปีนัง) มีราว 2.0 ล้านกว่าคน
แต่มาเลย์มักจะไม่ระบุว่ามีวัดไทยกับคนไทยอยู่มากทางตอนเหนือของมาเลย์
มักจะระบุรวม ๆ ว่า ภูมิปุตรา (ภูมิ พื้นที่ ปุตรา คน/ลูก)

คนสยามเลยมารายงานตัวว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น
ที่อำเภอชายแดนไทยที่ติดกับมาเลย์
วันละหลายหมื่นคนทีเดียวเมื่อหลายปีก่อน
เรื่องนี้อดีตนายอำเภอที่ชายแดนเล่าให้ฟัง
คนสยามมักจะอ้างว่าตกค้างสมัยรัชกาลที่ 5
ตอนยกดินแดนให้อังกฤษแล้วไม่มารายงานตัว
กับตอนมหาสงครามเอเซียบูรพา
ที่ไทยได้ดินแดนกลับคืนมาอีกครั้ง

รวมทั้งนึกว่าไม่เป็นไรและข้ามแดนไปมาง่าย ๆ
เอกสารหลักฐานว่าเป็นคนไทยก็ไม่มีแล้ว
แต่ขอพิสูจน์ว่าเป็นคนไทยได้จากญาติพี่น้องฝั่งไทย
บางคนก็ทำเนียนเผื่อได้สองสัญชาติ
บางคนก็กลมกลืนเป็นคนมาเลย์ไปแล้วก็ไม่สนใจ/ทำเฉย ๆ

สุดท้ายมาเลย์ต้องยอมให้คนสยามเป็นคนภูมิปุตรา
เพราะกลัวมีปัญหากระทบกระทั่งชายแดนกับไทย
ที่อาจจะเรียกร้องเรื่องดินแดนสยามรัฐเดิม
และการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาที่รบกับมาเลย์
แล้วมาเลย์ก็ค่อย ๆ ดูดกลืนเชื้อชาติคนสยามไปในที่สุด

ส่วนทางพม่าแถวด่านสิงขร
แถวทะวาย มะริด ตะนาวศรี หรือด้านตะวันตกของไทย
แถวภาคเหนือแถวเชียงแสน เชียงรุ้ง เชียงตุง
ก็มักจะมีคนสยามมาขอรายงานตัวว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น
พอ ๆ กับคนไทยที่ชายแดนไทยเขมร
กับแถว เกาะกง เสียมราษฏร์ พระตะบอง ศรีโสภณ
ที่มารายงานตัวว่าเป็นคนไทยกันมาก
ช่วงเขมรแตก กับช่วงเฮง สัมริน และเวียตนามชนะศึกเขมรแดง
ที่ลาวจะทำเนียนเรื่องอ้างสิทธิ์กันน้อยมาก
เพราะกลมกลืนกับไปมาหาสู่ญาติพี่น้องฝั่งไทยมาก

ในช่วงหลัง ๆ นี้ก็มีมารายงานตัวว่า
เป็นคนไทยพลัดถิ่นบ้างแบบประปราย
การเป็นคนไทยถ้าผ่านการพิสูจน์แล้ว
มีการออกเอกสารทางราชการไทยให็
จะได้รับสิทธิ์ประโยชน์เหมือนคนไทยทุกอย่าง
เช่น 30 บาทรักษาโรค การเรียน การทำงาน 
การเดินทางท่องทั่วไทยแค่มีบัตรประชาชน
สิทธิอื่น ๆ ตามกฎหมายไทยที่ระบุไว้







สตรี ที่ Jolo เขต Sulu ช่วงปลาย  1900



บุรุษ ที่ Sulu Archipelago ช่วงปลาย 1900



Maguindanaon Moros เตรียมตี agung (ฆ้อง)ที่ใช้ไม้ balus



Moro Islamic Liberation Front (MILF) ฝึกการใช้อาวุธปืนกล M60



ผู้ลีภัยสงคราม Moro ตั้งบ้านเรือนที่ชายฝั่ง Gaya Island ใน Sabah



กริช kris - (Kampilan) อาวุธของพวก Moros



บารง barong - (Kifing) อาวุธอีกแบบหนึ่งของพวกโมโรแถบตอนใต้



ทหารสหรัฐแขวนคอพวกกบฎโมโรช่วงปี 1911


ทหารสหรัฐแขวนคอพวกกบฎโมโรช่วงปี 1911



Create Date : 06 กันยายน 2559
Last Update : 8 กันยายน 2559 11:11:17 น. 0 comments
Counter : 522 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.