Group Blog
 
<<
มกราคม 2560
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
17 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
ดรุณฆาต : บทที่ 1O




พอรู้จากกุญชรีกับแรแขว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงตนพาลาวัลย์ไปโรงพยาบาล ธรรศก็ไม่พอใจ รุ่งขึ้นอีกวันเขาจึงจะพูดกับแม่ให้รู้เรื่อง แต่ถูกแดนรวีห้ามเสียก่อน

“อย่าเลย เอ็งจะทะเลาะกับแม่เปล่าๆ” แดนรวีปรามเพื่อนที่เข้ามาคุยกับตนในห้องพักตั้งแต่เช้า

“แต่แม่ทำไม่ถูก ทั้งเรื่องอัชฌาและเรื่องเอ็ง” ธรรศหมายถึงเรื่องแม่ให้เพื่อนรักย้ายออกไปอยู่ที่อื่น “เอ็งเป็นเพื่อนข้า เป็นแขกของข้า แม่ไม่มีสิทธิ์ไล่เอ็ง” ผู้พูดออกอาการฉุนเฉียว อีกฝ่ายจึงแตะบ่า

“เรื่องเล็กนิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก” แดนรวีไม่ต้องการให้ธรรศทะเลาะกับแม่เพราะเรื่องตน “อีกอย่างมันจริงอย่างแม่เอ็งพูด ขืนข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป คนอื่นจะมองหวานเสียหาย”

ท่าทีของธรรศอ่อนลง เขาเอ่ยอย่างรู้จักนิสัยใจคอของแม่ดี

“ข้าไม่เชื่อเหตุผลนั้น เพราะแต่ไหนแต่ไรแม่ไม่เคยห่วงหวานอยู่แล้ว ที่แม่ไล่คงเพราะต้องการเขี่ยเอ็งออกไปให้พ้นทางมากกว่า จะได้ไม่มีใครขวางเวลาอัชฌามาอีก”

“ข้าก็คิดแบบนั้น” แดนรวีนึกถึงท่าทีโมโหโทโสของผ่องพรรณ ที่คงไม่ได้โกรธแค่เรื่องอัชฌา แต่ยังมีเรื่องที่ตนเป็นคนโทรศัพท์แจ้งเลขานุการของดาริกาจนทำให้ดาริกามาอาละวาดด่าทอเสียๆ หายๆ ที่ร้าน

“แต่ถึงข้าไม่อยู่นี่แล้ว อัชฌาก็มาหาหวานยากอยู่ดี เพราะตอนนี้คุณแกรนด์ต้องจับตาดูแฟนทุกฝีก้าวแน่ ดีไม่ดี อาจส่งลูกน้องมาเฝ้าที่ร้านทุกวัน”

“ก็จริง” ธรรศพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหรี่ตา “สมกับชื่อแดนราวี ขนาดมาไกลถึงนี่ ยังป่วนตัวแม่จนนั่งไม่ติดได้” ปลัดหนุ่มหมายถึงดาริกา

“ระดับข้าแล้วต้องเลือกหน่อย พวกเบี้ยกระจ้อยร่อย ข้าไม่ป่วนให้เสียเวลาหรอก”

ธรรศส่ายหัวกับท่าทีภูมิอกภูมิใจแล้วถาม

“เอ็งจะเอายังไงต่อไป ให้ข้าช่วยหาบ้านพักแถวนี้ให้มั้ย”

“ไม่ล่ะ ข้าจะอยู่บ้านเอ็งอีกสองสามวันแล้วค่อยกลับกรุงเทพฯ เพราะขืนกลับตอนนี้ เดี๋ยวอัชฌาจะสงสัยว่าทำไมพอข้าประกาศเรื่องหวานแล้วถึงต้องรีบกลับ”

“อ้าว ทำไมกลับกรุงเทพฯ เร็ว ไหนบอกอยากอยู่สักเดือนสองเดือน” ธรรศนึกถึงตอนโทรศัพท์ชวนเพื่อนมาเที่ยวพักผ่อนที่บ้านตน

“เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทด้วยชวนทำงาน ข้าเลยจะไปคุยรายละเอียดสักหน่อย”

“ดีเลย ข้ายินดีล่วงหน้าด้วย” ธรรศเป็นฝ่ายตบบ่าเพื่อนบ้าง จากนั้นจึงก้มมองนาฬิกา “สายแล้ว ข้าไปทำงานก่อน อ้อ เอ็งกลับวันไหนบอกก่อนล่ะ ข้ากับหวานจะได้เลี้ยงส่ง”

ปลัดหนุ่มเดินไปที่ประตูห้อง แต่ไม่ทันแตะลูกบิดก็นึกอะไรออกเลยหันมาพร้อมกับชี้หน้าเพื่อน

“เรื่องประกาศเป็นแฟนกับหวาน อย่านึกข้ารู้ไม่ทันเอ็งว่าตั้งใจยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งได้กำจัดอัชฌากับรวบรัดหวาน แสบนักนะไอ้แดนราวี”

ธรรศแสร้งส่งเสียงดุใส่เพื่อนที่ทำหน้าทะเล้นเหมือนเด็กๆ



หลังจากธรรศไปทำงาน แดนรวีก็ลงมาช่วยเสิร์ฟอาหารอย่างเคยทำเป็นประจำ ชายหนุ่มทำเป็นไม่เห็นเวลาผ่องพรรณค้อน และไม่หยอกล้อแรแขอย่างทุกที เพราะไม่ต้องการให้แม่เพื่อนโกรธตนไปมากกว่านี้ จนกระทั่งใกล้สิบโมง แดนรวีก็ขอตัวออกมา เขาพบแรแขยังลานจอดรถ

“พี่ขิงจะไปไหนหรือคะ” แรแขถามเมื่อเพื่อนพี่ชายบอกจะออกไปทำธุระ

“ไปหาที่เงียบๆ คิดวิธีขอหวานเป็นแฟน”

ทำเสียงขรึมไม่พอ แดนรวียังเอ่ยหน้าตาย คนฟังจึงโบกมือไล่ด้วยความหมั่นไส้

“งั้นอยากไปไหนก็รีบๆ ไปเลยค่ะ”

“อยากเป็นแฟนพี่เร็วขนาดนั้นเลย”

“ก็นี่มันยุค 4G แล้วนี่คะ”

“หมายความว่าหวานรับพี่เป็นแฟนแล้วใช่มั้ย” คนพูดทำหน้าระรื่น

“ใครว่า 4G ที่หวานพูด หมายถึงที่พี่ขิงตั้งฉายาให้หวานต่างหาก” แรแขทำหน้าตายบ้างเมื่อนัยน์ตาเข้มปรากฏแววฉงน “จำไม่ได้แล้วหรือคะที่พี่ขิงบอกหวานเป็นผู้หญิงยุคใหม่ เป็นฝ่ายเลือกไม่ใช่รอใครมาเลือก เพราะงั้นถ้าพี่ขิงยังใช้มุกยุงบินชุมแบบนี้ เห็นทีหวานจะยังไม่เลือกนะคะ”

“อ้าว เห็นพอพูดทีไรก็ยิ้มๆ เลยนึกว่าชอบ”

“ใครยิ้มคะ”

“หวานนั่นแหละ แน่ะๆ นั่นไง” แดนรวีทำตาเจ้าเล่ห์ “อย่ามาเก๊ก จะยิ้มก็ยิ้ม อย่าฟอร์ม” ชายหนุ่มชี้ใบหน้าหวาน เห็นแววตาเต้นยิกๆ ก็รู้แรแขพยายามกลั้นยิ้มอย่างที่สุด เขาจึงจะยั่วให้หลุดหัวเราะออกมาจนได้ แต่ทว่านอกจากถูกปัดมือออก เขายังโดนดุ

“พอเลยพี่ขิง อย่ามาเล่นเป็นเด็ก”

“ก็ไม่รู้ใครเด็กกันแน่เนอะ” แดนรวีตั้งใจยักไหล่กวน “ความจริงพี่จะเอารถที่เช่ามาไปคืน”

“แล้วขากลับ พี่จะกลับยังไงคะ”

“หวานไปรับพี่สิ”

“แหม เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เวลาผู้ชายจีบผู้หญิง ยังใช้ให้ผู้หญิงขับรถไปรับด้วย”

แดนรวีหัวเราะเบาๆ เมื่อโดนเหน็บแนม จากนั้นจึงเอ่ยด้วยเสียงทุ้มนุ่ม

“ใครว่าพี่ใช้หวาน พี่แค่อยากให้เราได้ใช้เวลาเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกันก่อนพี่ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วต่างหาก” นัยน์ตาสีดำแวววาวทอดมองดวงตาหวานที่สบมา ครู่หนึ่งดวงตาสวยจึงก้มหลบประกายกล้า แดนรวีมองใบหน้าแดงเรื่อด้วยความชื่นใจ

“รู้เหตุผลแล้วยังอยากไปรับพี่มั้ย”

“ตั้งแต่มาที่นี่ หวานก็เป็นสารถีให้พี่ขิงตลอด” เจ้าของใบหน้าแดงยังก้มหน้าก้มตา ทัดผมสั้นกับใบหู “พี่ขิงคิดว่าหวานทำอย่างนั้นทำไมล่ะคะ”

“ตอบไม่ตรงคำถามนะเรา แต่พี่ให้ผ่าน” แดนรวีเอ่ยด้วยหัวใจพองโต แต่หัวใจกลับต้องฟีบทันควันเมื่ออีกฝ่ายเอ่ย

“แต่วันนี้หวานไปรับไม่ได้จริงๆ ค่ะเพราะมีงานต้องทำ” แรแขบอกถึงธุระในร้าน “ยังไงขากลับ พี่ขิงนั่งรถสองแถวจากในอำเภอกลับมาได้ค่ะ”

แรแขบอกจุดขึ้นรถ ส่วนแดนรวีขับรถที่เช่ามาไปคืนยังโรงแรมพระยาผารังษี จนเสร็จธุระจึงเดินมาตรงตลาดซึ่งเป็นท่ารถสองแถวที่วิ่งระหว่างอำเภอผารังษีและตำบลภูพระยา

บนรถสองแถวคันที่กำลังจะออกมีคนยืนอออยู่ แดนรวีจะก้าวขึ้นไป แต่ถูกคนคุมคิวรถบอกให้ไปนั่งด้านหน้า ชายหนุ่มทำตามแม้ว่าแปลกใจที่ทำไมผู้โดยสารคนอื่นถึงยอมยืนแออัดตรงด้านหลังทั้งที่ด้านหน้าข้างคนขับยังมีที่นั่ง และเขาก็ได้รับคำตอบเมื่อเห็นใครเป็นคนขับ

ถึงวิบูลย์จะมีสีหน้าเคร่งเครียดและปิดปากเงียบตลอดเส้นทาง แต่แดนรวีก็ไม่อึดอัด ทั้งยังชอบด้วยซ้ำที่ได้ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางโดยไม่มีใครรบกวน รถสองแถวของวิบูลย์แล่นอย่างช้าๆ และจอดเป็นระยะเมื่อมีคนกดกริ่ง จนกระทั่งเข้าสู่อาณาเขตของตำบลผารังษี แดนรวีก็เริ่มเห็นใจคนขับเมื่อผู้โดยสารสองคนจงใจแสดงท่ารังเกียจ พร้อมใจกันโยนค่าโดยสาร ราวกับไม่ต้องการแตะสัมผัสมือของผู้โดนอาถรรพ์ของลออนิลเล่นงานจนลูกเมียเสียชีวิตเพราะกลัวเรื่องร้ายจะติดตัวเหมือนติดเชื้อโรค

“ผมเสียใจเรื่องครอบครัวคุณด้วยนะครับ”

เป็นประโยคแรกที่แดนรวีเอ่ยออกมาด้วยความเห็นอกเห็นใจ เขาพูดอย่างสุภาพเมื่อรถสองแถวใกล้ถึงตรงจุดรับส่งหน้าวัดภูพระยา วิบูลย์มองมาทางอดีตนักข่าวแว่บหนึ่งแล้วค้อมศีรษะ

“ขอบคุณครับ”

และไม่มีใครพูดกับใครอีก แดนรวีปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เหมือนเช่นก่อนหน้า เขามองภูเขาและต้นไม้เขียวชอุ่ม จนสายตาปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างจากทางกระจกมองหลังจึงเหลียวมอง

“มีอะไรหรือครับ” วิบูลย์ถามเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ

“เมื่อกี้ผมคิดว่าเห็นอะไรข้างหลัง คล้ายผ้าสีแดงๆ ดำๆ” ผู้โดยสารบอกถึงสิ่งที่เห็นเพียงแว่บเดียวจึงไม่รู้ว่าคืออะไร คนขับเลยมองตามผ่านกระจกมองหลัง

“ไม่มีนี่ครับ ผู้โดยสารข้างหลังก็ลงหมดแล้ว เหลือคุณคนเดียว” วิบูลย์ละสายตามายังคนด้านข้าง “เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่ร้านครัวผ่องพรรณเลยจะได้ไม่ต้องต่อรถอีก”

“ขอบคุณครับ”

“ตอบแทนที่คุณให้เกียรติมางานศพทรายขาวทั้งที่คุณเองก็ไม่ได้รู้จักกับผม” น้ำเสียงผู้พูดเต็มไปด้วยความเศร้าโศก และจู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกับต้องการปลดปล่อยความอัดอั้น “ผมเสียใจที่ตัวเองอ่อนแอ แค่ชีวิตลูกเมียก็รักษาไว้ไม่ได้”

ไม่ใช่คนแรกที่ระบายความทุกข์ใจในเรื่องต่างๆ กับอดีตนักข่าวรายการโฆษกประชาชน แดนรวีมองใบหน้าเปื้อนน้ำตา ที่แม้ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแต่ท่าทางสะอื้นเหมือนเด็กก็ทำเขาสะเทือนใจไม่น้อย

“มันไม่ใช่ความผิดคุณ อย่าโทษตัวเองเลยครับ และถึงแม้ตอนนี้คุณจะอ่อนแอเพราะเสียใจอยู่ แต่อีกหน่อยคุณจะต้องเข้มแข็งให้ได้ เพื่อตัวของคุณเอง”

แดนรวีไม่รู้จะปลอบอะไรดีกว่านั้น จากนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นซักถามประวัติของวิบูลย์ จนรู้อีกฝ่ายขับรถสองแถวมากว่าสิบปีแล้วและกำลังจะไปจากที่นี่

“อย่างที่คุณแดนรวีเห็น” วิบูลย์ยกหลังมือเช็ดน้ำตา เอ่ยถึงตอนผู้โดยสารแสดงท่าทีรังเกียจขยะแขยง “ผมคงต้องไปทำมาหากินที่อื่น”

อดีตนักข่าวรับฟังด้วยความเห็นใจโดยไม่ได้ถามว่าอีกฝ่ายจะย้ายไปอยู่ที่ไหน และไม่ได้บอกว่านอกจากวิบูลย์ ตนเองก็กำลังจะไปจากภูพระยาเช่นกัน



ลาวัลย์ลางานเป็นวันที่สองแล้ว เธอหลับอยู่บนเตียงด้วยความอ่อนเพลีย จนกระทั่งตอนเย็นก็ค่อยๆ ตื่นเพราะรู้สึกได้ว่ามีใครวางมืออยู่ตรงหน้าท้อง

แรกทีเดียวหญิงสาวนึกว่าเป็นสามีที่ขึ้นมาบนเตียงและสวมกอดตนจากทางด้านหลังเหมือนทุกครั้ง แต่เมื่อวางมือทับลงไปกลับต้องสะดุ้งเฮือก รีบชักมือกลับเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนจัด ขณะดวงตาลืมโพลงทันควัน และกรีดร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่าสิ่งที่วางอยู่บนหน้าท้องตนคือมือดำไหม้เกรียม

“เป็นอะไรนาง!”

นนทรีที่ดูโทรทัศน์อยู่กับลูกเปิดประตูผาง ภาพที่เขาเห็นคือภรรยากำลังนั่งตัวสั่นงันงก ยกมือไหว้ปะหลกๆ อยู่บนเตียง

“อย่าทำอะไรชั้นเลยลออนิล”

ผู้เป็นสามีจึงแตะตัวภรรยา แต่อีกฝ่ายกลับหวีดร้องทั้งที่ไม่ได้ลืมตา

“อย่า ชั้นกลัวแล้วลออนิล”

“นี่ผัว ไม่ใช่ผี!”

นนทรีตวาดลั่น ลาวัลย์ค่อยๆ ลืมตา อาการสั่นเทาทุเลาลงหลังจากไม่เห็นวิญญาณร้าย

“แม่เป็นอะไรน่ะพ่อ” ต้นไทรถามเมื่อเห็นใบหน้าแม่มีแต่น้ำตา

“อย่าเสือก ไม่ใช่เรื่องของเด็ก” นนทรีหันขวับไปทางลูกชายและลูกสาว “มึงพาน้องออกไปหายายข้างนอก”

ได้ยินคำสั่งพ่อ ต้นไทรก็คอตก จูงมือน้องสาวออกไปหายายที่อยู่ด้านนอกบ้าน จนเมื่อลูกเดินไป นนทรีก็ปิดประตู

“เป็นบ้าอะไรถึงพูดเรื่องลออนิลต่อหน้าลูก”

แม้ถูกตะคอกด้วยความไม่พอใจ แต่ลาวัลย์กลับโผเข้าหาสามี

“พี่เงิน เมื่อกี้ตอนฉันนอนอยู่ ลออนิลมันมากอดฉัน”

“มันจะมากอดได้ไง มันตายไปตั้งนานแล้ว” ผู้พูดดุ ฝ่ายภรรยาสั่นศีรษะ

“วิญญาณมันไงพี่เงิน” ลาวัลย์ชูมือ “มือมันไหม้เกรียม แถมยังร้อน ร้อนเหมือนไฟ”

“เพ้อเจ้อ”

“ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ” ผู้เป็นภรรยายืนยัน เขย่าตัวสามี “จริงๆ นะพี่เงิน ลออนิลมันมาหาเราแล้ว”

“ฝันไปสิท่า”

“ฉันไม่ได้ฝัน และฉันไม่ได้กินยาหมอจนเบลอด้วย” ผู้พูดชักไม่พอใจจึงโพล่งสิ่งที่ยังไม่ได้เล่าให้สามีฟัง “รู้มั้ยตอนฉันคุยกับเพกา เพกาบอกมีเพื่อนใหม่แล้วคือเด็กผู้หญิงชุดกระโปรงสีแดง!” ลาวัลย์หวาดผวา จับชายเสื้อสามีแน่น “พี่รู้ใช่มั้ยว่าเด็กผู้หญิงชุดกระโปรงสีแดงคือใคร”

“รู้อยู่ว่าเพกาชอบเพ้อเจ้อเหมือนเธอ มีเพื่อนในจินตนาการตั้งไม่รู้กี่คน” นนทรียังไม่เชื่อ

“งั้นสิ่งที่ธรรศพูดล่ะ”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “เกี่ยวอะไรกับไอ้ธรรศ”

“เพราะธรรศบอกคืนที่ทรายขาวตาย ธรรศเห็นเด็กผู้หญิงชุดกระโปรงสีแดง!” ใบหน้าผู้พูดขาวซีดยิ่งกว่าตอนเจ็บป่วย “เราจะทำยังไงดีพี่เงิน ฉันกลัว”

“กลัวอะไรไม่เข้าท่า แล้ววันหลังอย่าไปฟังไอ้ธรรศมันพูดบ้าอะไรอีก”

“ทำไมพี่เงินไม่ใช่เชื่อคำพูดฉัน” ลาวัลย์น้ำตาคลอ ถอยห่างจากคนด้านหน้า “ใช่สิ แต่ไหนแต่ไร พี่ก็ไม่เคยฟังใครอยู่แล้ว”

“รู้ก็ดี แล้ววันหลังอย่าพูดเรื่องลออนิลอีก” นนทรีสั่ง ลาวัลย์เม้มริมฝีปาก เบือนหน้าหนี เอ่ยด้วยความเจ็บช้ำ

“พี่ไม่เคยห่วงฉันกับลูกเลยใช่มั้ย”

ได้ยินน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ นนทรีเลยค่อยรู้สึกตัวว่าพูดจาแรงเกินไปจึงแตะแขนภรรยา แต่อีกฝ่ายกลับเบี่ยงตัวหลบ

“ห่วงสิ ไม่ห่วงฉันจะหาเงินงกๆ มาให้เธอกับลูกใช้เหรอ” ชายหนุ่มลดท่าทีแข็งกร้าว “พรุ่งนี้ทำงานกะเช้าใช่มั้ย เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“ไม่ต้อง” ลาวัลย์บอกปัดเสียงแข็ง “ฉันจะไปกับธรรศ ธรรศบอกถ้าฉันยังขับรถไม่ไหว เขาจะไปส่ง”

“ไอ้ปลัดมันเสือกอะไร” ผู้พูดชักฉุนขึ้นมาอีกรอบแล้วเป็นฝ่ายประชด “อ๋อ หรืออยากรื้อถ่านไฟเก่าขึ้นมา” นนทรีเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของภรรยาและธรรศที่ทั้งคู่เคยชอบพอกันตอนเด็กๆ ลาวัลย์เลยเอาคำพูดสามีมาต่อว่ากลับ

“เพ้อเจ้อ ฉันกับธรรศไม่เคยมีอะไรกัน เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น อีกอย่าง...” คนป่วยจ้องสามี “ธรรศก็ดีกับฉันมาตลอด เขาฟังฉัน ทำให้ฉันสบายใจ และเขาก็ช่วยฉันทุกเรื่อง ไม่เหมือนพี่!”

ลาวัลย์ตะโกนด้วยความน้อยใจ นนทรีทุบประตูห้องดังโครมจนหญิงสาวสะดุ้ง

“ถึงได้ชอบคุยกับมันบ่อยๆ และยังไปกินข้าวกับมันมาด้วยใช่มั้ย” นนทรียื่นหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงและหน้าตาน่ากลัว “อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้เรื่องเธอแอบไปกินข้าวมากับมัน และพี่ขอสั่งว่าอย่าได้ทำอะไรหักหน้าพี่อย่างนั้นอีก”

นนทรีบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเหี้ยมเกรียมจนลาวัลย์ห่อตัวด้วยความกลัวหงอเกิดอาการหนาวสั่น จากนั้นนนทรีก็ผละจากภรรยา ผลุนผลันออกจากบ้านไปยังร้านครัวผ่องพรรณ กระทั่งพบธรรศนั่งคุยอยู่กับแดนรวีที่ร้าน เขาก็ปรี่เข้าไปหา ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะกระชากตัวปลัดหนุ่มขึ้นมาชก

เสียงเอะอะจึงดังขึ้น ผ่องพรรณหวีดร้องพร้อมกุญชรี ส่วนสมรักษ์และแดนรวีช่วยกันล็อกตัวนนทรี

“นี่มันเรื่องอะไรไอ้เงิน!”

ผ่องพรรณโวยวาย มองเห็นรอยช้ำและเลือดตรงริมฝีปากบุตรชายก็โกรธจัด ขณะนนทรีฮึดฮัด สะบัดตัวจากสมรักษ์และแดนรวีที่ดึงตัวตนไว้ เขาชี้หน้าธรรศอย่างไม่เกรงกลัว

“อย่ามายุ่งกับเมียกู! และอย่าเที่ยวชวนเมียกูไปไหนต่อไหนอีก”

ธรรศที่ล้มกองกับพื้นลุกขึ้น มองด้วยความเดือดแค้น

“กูไม่เคยยุ่งกับนาง เราสองคนไม่ได้มีอะไรกัน”

“ไม่ก็ดี แต่อย่าให้มี ไม่อย่างนั้นเรื่องไม่จบเหมือนวันนี้แน่” นนทรีขู่ ไม่สนใจที่ผ่องพรรณตะโกนบอกว่าจะแจ้งตำรวจ “และเลิกเล่าเรื่องบ้าๆ ให้เมียกูฟังด้วย”

“ธรรศไปพูดอะไรเฮอะไอ้เงิน แกถึงกับต้องมาชกหลานฉัน” กุญชรีเท้าเอวแทรกขึ้นบ้าง นนทรีหันขวับ โพล่งเสียงดัง

“เรื่องลูกผีอีลออนิลที่หลานป้าไปเป่าหูเมียผมจนประสาทกินไง”

เท่านั้นทุกอย่างก็เงียบกริบ ได้ยินเพียงสายลมหวีดร้อง

“รู้มั้ยป้า ตอนนี้นางกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะกลัวมีอะไรเกิดขึ้นอย่างทรายขาวกับชื่นฤทัย”

“ทำไมคุณนางต้องกลัวเรื่องพวกนี้ด้วย” แดนรวีที่ไม่เข้าใจและไม่เชื่อเรื่องอาถรรพ์ลออนิลขยับตัวมาประจันหน้ากับคนที่เพิ่งทำร้ายเพื่อน “ถ้าคุณโมโหเรื่องนั้นก็มาคุยกับผมนี่ เพราะผมเป็นคนเล่าให้ธรรศฟังเองว่าตอนไปตามหาทรายขาว ผมเจอโครงกระดูกเด็กผู้หญิงชุดกระโปรงสีแดงในถ้ำ แต่...” ผู้พูดหันมาทางเพื่อน “ตอนนั้นเอ็งบอกข้าฝันไป แล้วทำไมถึงเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณนางฟัง”

แดนรวีสงสัย เข้าใจผิดว่าธรรศนำเรื่องที่ตนพบโครงกระดูกเด็กหญิงชุดแดงไปเล่าให้ลาวัลย์ฟัง แต่ไม่ทันได้คำตอบ เขากลับโดนนนทรีตะคอก

“มึงพูดว่ามึงเจออะไร!”

“ผมพูดว่าผมเจอลูกลออนิล แต่ก็แค่ฝันไป” แดนรวีส่งสายตาดุดัน พยายามข่มอารมณ์เพื่อไม่ให้เกิดเรื่อง “ธรรศคงแค่เล่าให้ภรรยาคุณฟังสนุกๆ ไม่คิดว่าคุณนางจะกลัว” ผู้พูดสบตาเพื่อนรักที่ก้าวมายืนข้างตนเองตั้งแต่ถูกตะคอก ทว่าไม่ทันที่ธรรศจะเอ่ยอะไร นนทรีก็หมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากตอนขามา



ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ ทั้งยังส่งเสียงครวญครางเหมือนผีร้ายร้องขอความช่วยเหลือ แต่นั่นกลับไม่ทำให้ผู้ที่กำลังสาวเท้าอยู่ไปในป่าเกิดความหวาดกลัวต่อบรรยากาศวังเวงโดยรอบ ยังก้าวเดินต่อไปท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา

จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง ผู้อยู่ในชุดกันฝนก็หยุดนิ่ง จ้องต้นไม้ใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านสูงสง่าดั่งราชาแห่งแมกไม้เมื่อสิบสี่ปีก่อน แต่บัดนี้มันกลับล้มตาย สภาพไม่ต่างจากชายชราที่สิ้นใจโดยไม่มีใครเหลียวแล

ผู้เพิ่งมาถึงก้าวข้ามไม้ใหญ่อย่างไม่ไยดี เขาไม่สนใจต้นไม้ แต่สนใจสิ่งที่รากไม้ใหญ่เคยปกคลุม และเมื่อส่องไฟฉายเข้าไป แสงสว่างก็เผยให้เห็นความว่างเปล่า

ความลับหายไปแล้ว

จึงรับรู้ได้ถึงความยะเยือก สิ่งที่ควรเห็นแต่กลับไม่เห็นทำให้สั่นสะท้าน มือที่ถือไฟฉายตกลงอย่างใจหายเมื่อรู้มีใครบางคนเคยมาที่นี่ก่อนหน้าตน และมันคือผู้ที่ขโมยความลับไป!

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจนนทรี





คลิกเพื่อเลือกบทที่ต้องการอ่าน
บทที่ 1 / บทที่ 2 / บทที่ 3 / บทที่ 4 / บทที่ 5 / บทที่ 6 / บทที่ 7 / บทที่ 8 / บทที่ 9 / บทที่ 10 / บทที่ 11


Create Date : 17 มกราคม 2560
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 20:56:04 น. 3 comments
Counter : 343 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
พี่หมูน้อย : กรีซ ... กรี๊ดดดด ขอไปแทนได้มั้ยยยย


โดย: ชมบุหลัน (ratta ) วันที่: 17 มกราคม 2560 เวลา:18:13:01 น.  

 
นนทรีนี่นะ น่าตื้บจัง

พี่ว่า คนนั่งมองไม่เห็นกระจกมองหลังนะ (อย่างน้อยรถพี่ก็ไม่เห็นอ่ะ) เพราะมันจะหันไปให้คนขับมอง

สมมติว่าพี่ขิงเห็นจากหางตาดีไหม ?


ไปด้วยได้ present แทนด้วยได้ป่ะ ยิ่งขี้เกียจอยู่ อิอิ


โดย: พี่หมูน้อย IP: 223.207.207.4 วันที่: 27 มกราคม 2560 เวลา:14:25:44 น.  

 
555 เอาจริงเปล่า ^^

ขอบคุณเรื่องที่ทักมาด้วยค่า


โดย: ชมบุหลัน IP: 124.120.92.180 วันที่: 29 มกราคม 2560 เวลา:17:06:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ratta
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




บล็อกนี้ไม่รับทิปนะคะ

สวัสดีค่ะ :)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จะไม่ค่อยเข้า Bloggang เท่าไหร่ หากต้องการติดต่อพูดคุยกันได้ที่ Fanpage 'ชมบุหลัน' นะ

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดของ Blog นี้ไปเผยแพร่หรือใช้ทุกกรณี จนกว่าจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก ratta (รัตตะ) ก่อนนะจ๊ะ

ผลงานนิยาย รางรักพรางใจ อุ่นรักฉบับอนุบาล อุบัติร้ายอุบัติรัก แปลงใจสีคราม ใยกัลยา มีแค่รัก รักของมิถุนา มนตร์กาลบันดาลรัก

Friends' blogs
[Add ratta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.