Group Blog
 
 
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
13 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
ดรุณฆาต : บทที่ 5




ความกังวลปรากฏบนดวงหน้าแรแข ยิ่งเห็นอาการกระสับกระส่ายของผู้อยู่บนเตียง นัยน์ตาหวานก็ฉายแววห่วงใยมากกว่าเดิม หญิงสาวบีบท่อนแขนแข็งแรงที่จับอยู่ ส่งเสียงเรียกอย่างอ่อนโยน

“พี่ขิง”

ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากเจ้าของชื่อ อาการกระสับกระส่ายจึงย้ายมาอยู่ที่ตัวเอง แรแขชักไม่แน่ใจว่าภายในร่างกายอาจบาดเจ็บไม่เหมือนอย่างเห็นภายนอกว่าไม่มีร่องรอยบาดแผล เธอหวั่นใจจนเม้มริมฝีปากเมื่อภาพในอดีตหวนเข้ามาในความทรงจำ

ภาพแม่ซ้อนทับอยู่บนตัวแดนรวี แรแขจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นตอนเรียนอยู่ชั้นม.๒ ตอนนั้นเธอลงมาจากชั้นบนของบ้าน พบแม่เป็นลมอยู่ในห้องครัวจึงตะโกนเรียกพี่ชายเสียงหลง จากนั้นพี่ชายก็ไม่ได้ลงจากห้องมาคนเดียว แต่ยังมีแดนรวีวิ่งหน้าตื่นลงมาด้วย เขาช่วยประคองแม่เธอ และยังเป็นคนขับรถพาแม่เธอไปส่งที่โรงพยาบาล

“ธรรศจะให้พี่สอนขับรถและหวานต้องหัดด้วย”

“พี่ธรรศสั่งให้หวานหัดขับเหรอคะ”

“เปล่า พี่เป็นคนบอกเอง”

“ไม่เอา หวานไม่กล้าขับ อีกอย่างพวกพี่กับหวานอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ขืนวันไหนโดนตำรวจเรียกมีหวังแย่แน่ๆ”

“แล้วระหว่างโดนตำรวจจับกับปล่อยให้แม่เป็นลมกลัวอะไรมากกว่ากัน พ่อพี่เคยบอกตอนสอนพี่ขับรถว่าไม่ได้เพื่อให้ขับเล่น แต่หัดไว้เผื่อยามฉุกเฉิน พี่เลยจะหัดให้ธรรศกับหวานด้วยเหตุผลเดียวกัน”

“หัดให้พี่ธรรศคนเดียวก็พอค่ะ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็ให้พี่ธรรศขับ เพราะหวานกับพี่ธรรศอยู่บ้านเดียวกันอยู่แล้ว”

“และถ้าเกิดวันนั้นธรรศไม่อยู่”

“หวานก็โทรตามพี่ขิงให้มาช่วยไง”

“และถ้าเกิดวันนั้นพี่ติดธุระมาไม่ได้”

“แหม ใจคอพี่ขิงจะเห็นธุระอื่นสำคัญกว่าหวานเหรอคะ”

“เปล่าสักหน่อย พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น หวานอย่าเพิ่งงอนสิ พี่หมายถึงเกิดพี่อยู่ต่างจังหวัดพอดี เราจะทำยังไง”

“ไม่รู้ ถ้าพี่ขิงไม่อยู่ หวานก็ต้องมีพี่ธรรศ และถ้าพี่ธรรศไม่อยู่ หวานก็ต้องมีพี่ขิง เพราะฉะนั้นจำไว้นะคะว่าต่อจากนี้พี่สองคนห้ามไปไหนด้วยกันเป็นอันขาด ต้องมีคนนึงคอยอยู่เป็นเพื่อนหวาน เพราะชีวิตหวาน นอกจากแม่ก็มีแค่พี่สองคนนี่แหละที่พึ่งได้”

“พูดเล่นไปได้”

“พูดเล่นซะที่ไหน หวานมีแค่พี่ธรรศกับพี่ขิงจริงๆ นะ”

“ไม่ได้หมายความถึงเรื่องนั้น พี่หมายความถึงเรื่องหวานห้ามไม่ให้พี่กับธรรศไปไหนด้วยกันต่างหาก ไม่รู้ล่ะ ถึงเรื่องอื่นพี่จะยอมเรา แต่เรื่องนี้พี่ไม่ยอม หวานต้องหัดขับรถพร้อมกับธรรศ เพราะพี่เป็นห่วงแม่เรา เป็นห่วงเรา เข้าใจมั้ย”


แรแขกะพริบตา แล้วภาพแม่ก็หายไป เหลือเพียงแค่ผู้ชายคนที่เธอเคยบอกกับเขาว่า นอกจากแม่กับพี่ชาย เธอก็มีเพียงเขา

“ตื่นได้แล้วพี่ขิง อย่าหลับนานอย่างนี้สิ หวานกลัว”

“กลัวอะไร” แดนรวีเอ่ยเสียงแหบขณะค่อยๆ ลืมตา เขาเริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่ตอนโดนบีบแขน แรแขจึงโล่งใจ

“กลัวพี่หลับไปเหมือนแม่หวานน่ะสิ”

“ฟื้นขึ้นมาก็แช่งกันเลย” ชายหนุ่มยังมึนศีรษะในตอนพยายามเปลี่ยนท่าเป็นนั่งโดยมีน้องสาวเพื่อนช่วยประคอง “แต่รู้มั้ยพี่เป็นวูล์ฟเวอรีน เพราะงั้นไม่ตายง่ายๆ หรอก ต้องได้อยู่กับหวานอีกนาน”

คนป่วยปลอบคนเฝ้า ครั้นพอเห็นรอยยิ้มหวานอาการมึนศีรษะก็ทุเลาลงไปมาก จากนั้นนัยน์ตาดุเข้มก็มองไปรอบห้องพักตน

“ใครเป็นคนพาพี่กลับมาบ้าน” แดนรวีถาม เพราะแน่ใจลำพังแค่ธรรศไม่มีทางแบกร่างสูงใหญ่ของตนออกจากในป่าหลังวัดภูพระยาได้

“พี่ธรรศกับพี่รักษ์ค่ะ”

“พี่รักษ์?”

แดนรวีเลิกคิ้ว แม้คาดการณ์ไว้เรื่องมีคนช่วยเพื่อน แต่ก็ผิดคาดกับชื่อที่ได้ยิน เพราะนึกว่าจะเป็นชายวัยกลางคนสองคนที่ไปตรงป่าพร้อมกัน

“พี่รักษ์ได้ยินเรื่องทรายขาวเลยออกไปช่วยตามหาค่ะ ถึงได้ไปเจอพี่ธรรศในป่าหลังวัด และช่วยพยุงพี่ขิงที่เป็นลมออกมาและพามาส่งที่บ้าน ตอนนี้ทั้งพี่ธรรศกับพี่รักษ์ออกไปตามหาทรายขาวอีกรอบ”

“อืม”

มือลูบด้านหลังศีรษะ แดนรวีรู้ตัวเองไม่ได้เป็นลม แต่เป็นอะไรและได้พบอะไรมาก็ยากจะตอบได้ ฝ่ายแรแขเห็นท่าทางอย่างนั้นก็เกิดความกังวลอีกรอบ

“พี่ขิงปวดหัวหรือคะ เอางี้มั้ยคะ ไว้ตอนเช้าหวานจะพาพี่ไปหาหมอ”

“ไม่ต้องหรอก” แดนรวีปฏิเสธ ลังเลว่าจะเล่าสิ่งที่พบยังบ้านร้างดีหรือไม่ ครั้นเห็นสีหน้าที่ดูเหมือนออกอาการแย่กว่าตนก็ตัดสินใจไม่พูด พลางถามถึงเด็กหญิงที่หายตัวไป

“แปลว่าตอนนี้ยังไม่มีข่าวเรื่องทรายขาว”

“ยังเลยค่ะ” แรแขถอนใจ “แต่เดี๋ยวน้ากุญคงมาส่งข่าวค่ะ” หญิงสาวเอ่ยถึงผู้ที่อยู่กับตนและแดนรวีสักครู่ ก่อนขอตัวลงไปจับกลุ่มกับแม่เลี้ยง และลุงๆ ป้าๆ หลายคนที่มารวมตัวฟังข่าวทรายขาวที่ร้านอาหาร

“หวังว่าจะได้ข่าวดี” แดนรวีเอ่ยเสียงเบา โครงกระดูกเด็กหญิงในชุดกระโปรงสีแดงทำเขาใจคอไม่ดีสักเท่าไหร่ คล้ายกับสิ่งที่เห็นเป็นลางร้าย

และไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นก็เกิดเสียงตึงตัง ทั้งคู่มองไปทางบานประตูซึ่งเปิดแง้มไว้อยู่แล้ว กุญชรีกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมหอบข่าวใหญ่มาด้วย

“เจอทรายขาวแล้ว!”

แรแขลุกพรวดจากเก้าอี้ ถามด้วยความดีใจ

“เจอที่ไหนคะน้ากุญ”

“ด้านหลังคุ้ม ทรายขาวตกลงมาจากชั้นสอง ตอนนี้พวกตำรวจกำลังมาดูศพ”

ข่าวร้ายพุ่งปะทะจนแรแขผงะเซ เธอยกมือไม้สั่นปิดปาก นัยน์ตาเบิกโต และพอใบหน้าซีดหันไปทางชายหนุ่มคนเดียวในห้อง เธอก็พบสีหน้าตื่นตะลึงไม่ต่างกันกับตน

มันไม่ใช่แค่ลางร้ายแต่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นจริงแล้ว

แดนรวีได้ยินเสียงไซเรนหวีดร้องในค่ำคืนแสนสุขของเมืองแห่งรอยยิ้ม



อำนาจคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับดาริกาในฐานะผู้สืบสกุลคนหนึ่งของพระยาผารังษี

แม้จะมีไม่เท่าปู่ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีไม่เท่าพ่อซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใครๆ ต่างนับหน้าถือตา แต่หากเอ่ยชื่อคุณแกรนด์ ดาริกา คนส่วนใหญ่ในอำเภอหรือจังหวัดนี้ก็มักก้มหัว ปฏิบัติต่อเธอด้วยความนอบน้อมราวกับเธอเป็นเจ้าหญิง

“แม่ถึงตั้งชื่อแกรนด์ว่าดาริกา เพราะแกรนด์คือดวงดาวที่สูงส่ง มีค่า”

และดาริกาก็เชื่อแบบนั้น ทั้งยังเชื่อว่าคนอื่นต้องมองตนแบบนั้นเช่นกัน ยกเว้นในเวลานี้ที่นอกจากจะถูกลิดรอนอำนาจที่เคยสามารถแสดงได้อย่างตามอำเภอใจ เธอยังถูกสอบสวนราวกับเป็นผู้ต้องสงสัย เป็นฆาตกรฆ่าเด็ก!

“จากที่คุณชัชวาลเล่า เท่ากับหลังจากคุณชัชวาลกับคุณแดนรวีลงจากคุ้มก็เหลือแค่คุณดาริกาในห้องบนชั้นสอง”

ตำรวจหนุ่มนายหนึ่งสอบถามหลังจากพบศพทรายขาวที่ด้านหลังคุ้มผารังษี โดยผู้พบศพคือสองสามีภรรยา ฉลองกับวันดี ที่ได้ลองเดินตามหาทรายขาวรอบคุ้มอีกรอบ จนกระทั่งได้ยินเสียงดังเหมือนมีอะไรหล่น ทั้งคู่จึงวิ่งไปทางต้นเสียงจนพบร่างเด็กหญิงแน่นิ่งตรงพื้นหญ้า

“ชั้นไม่ได้อยู่คนเดียวแต่อยู่กับฌา” ดาริกาบอกเสียงห้วน หงุดหงิดเพราะหนาวและง่วง

“ผมอยู่กับแกรนด์อีกแป๊บเดียวก็ลงมาด้านล่างครับ” อัชฌาที่ถูกคนรักโทรศัพท์ตามให้กลับมาขณะกลับบ้านบอก “และตอนยืนตรงด้านหลังคุ้มก็ยัง...เอ่อ...ไม่มีศพ”

“แปลว่าหลังจากคุณอัชฌาลงมาก็มีคุณดาริกาอยู่ข้างบนคนเดียว” นายตำรวจถามย้ำ แต่ได้รับการตวาดเป็นคำตอบ

“เอ๊ะ ก็มันบ้านชั้น! ชั้นอยู่ข้างบนคนเดียวแล้วมันยังไง” นัยน์ตาคมวาววับ “หรือจะยัดเยียดให้ชั้นเป็นฆาตกร จะบอกให้นะฉันไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นหรอก”

“เปล่าหรอกครับ ลูกน้องผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น เขาแค่สอบถามตามหน้าที่” ผู้กำกับสภ.อ.ผารังษีเดินเข้ามาสมทบตรงบริเวณด้านหน้าคุ้มหลังจากได้ยินเสียงดัง พร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเงียบ ฝ่ายดาริกาพอเห็นนายตำรวจใหญ่ออกปากปกป้องลูกน้องก็จำเป็นต้องสงบปากสงบคำ

“แล้วตอนคุณดาริกาอยู่ข้างบนคนเดียวทำอะไรอยู่หรือครับ”

“เล่นโทรศัพท์ สูบบุหรี่” คนตอบกอดอก “สูบบุหรี่ไม่ผิดกฎหมายใช่มั้ย”

บอกเหมือนตั้งใจกวนแล้ว ชัชวาลก็ส่งสายตาดุเตือนลูกสาวให้ระวังคำพูด ขณะผู้กำกับยังยิ้มอย่างใจเย็น เขาหันไปสอบถามกับเจ้าของคุ้มผารังษีอย่างไม่เป็นทางการนัก

“ห้องข้างๆ ผมหมายถึงห้องที่ทรายขาวตกลงมา เป็นห้องอะไรหรือครับ”

“ห้องนอนครับ มีเตียง มีโต๊ะเครื่องแป้งแบบโบราณตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หกจัดโชว์อยู่” ชัชวาลตอบเสียงเครียด “ความจริงห้องนั้นปิดอยู่ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทรายขาวถึงเข้าไปได้ หรือฉลองกับวันดีจะลืมล็อก เอาอย่างนี้ ผมจะให้วันดีกับฉลองมาคุยกับผู้กำกับ”

และพอสองสามีภรรยาเจอหน้าผู้กำกับก็ยืนยัน

“ฉันล็อกแล้วจ้ะ” วันดีที่ยังไม่คลายความตกใจบอก “ฉันจำได้แม่นเพราะวันนี้มีคนเยอะ ฉันกลัวมีใครขึ้นไปขโมยของเลยล็อกทุกห้อง ยกเว้นห้องที่...” แม่บ้านคุ้มผารังษีมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไปทางดาริกา “ห้องที่คุณแกรนด์บอกให้เปิดเข้าไปอยู่กับคุณอัชฌา”

“ผมเป็นพยานให้เมียได้ครับ” ฉลองแทรก “ผมอยู่ด้วยตอนเมียขึ้นมาล็อกห้องบนคุ้ม”

“แล้วทำไมลุงกับป้าถึงไม่ตามหาทรายขาวบนคุ้มตั้งแต่แรก” ผู้กำกับถาม

“เพราะล็อกห้องแล้ว และผมไม่คิดว่าจะมีเด็กคนไหนกล้าขึ้นมาบนคุ้มคนเดียวครับ” นัยน์ตาฉลองสลดลง “เป็นความสะเพร่าของผมกับเมียเอง ถ้ารอบคอบกว่านี้คง...”
ผู้ดูแลคุ้มผารังษีนึกถึงสภาพน่าอเนจอนาถของทรายขาว โดยมีวันดียืนเช็ดน้ำตาข้างๆ ทุกคนเงียบอึดใจหนึ่งจนชัชวาลเอ่ยขึ้น

“ความจริงตอนผมพาคุณแดนรวีไปชั้นบน ผมก็ไม่เห็นคนอื่น”

“ผมกำลังจะถามคุณชัชวาลเรื่องนี้เหมือนกัน” ผู้กำกับบอก หันไปทางอัชฌากับดาริกา

“คุณสองคนเห็นใครมั้ยครับ”

“ไม่ครับ” อัชฌาปฏิเสธ มั่นใจว่าไม่เห็นใครสักคน ส่วนดาริกาส่ายหน้าเหนื่อยหน่าย

“ไม่เห็น ตอนสูบบุหรี่อยู่คนเดียวก็ไม่เห็นหรือได้ยินอะไรทั้งนั้น มาได้ยินก็ตอนยายป้าวันดีร้องกรี๊ดเหมือนเห็นผีเลยชะโงกหน้าออกมาดูทางหน้าต่าง ถึงได้เห็นเด็กนั่นนอนตายคาที่ ตอนนั้นแกรนด์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กนั่นตกตึกตาย” หญิงสาวเล่าตามที่เห็น
“และตอนคนอื่นๆ ออกตามหาทรายขาว คุณดาริกาทราบมั้ยครับ” นายตำรวจหนุ่มที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น ดาริกาตวัดนัยน์ตาคมใส่

“ไม่รู้”

“แต่ตอนนั้นได้ยินว่าข้างล่างเอะอะมากนะครับ” แม้หวั่นใจกับสายตาไม่พอใจ แต่นายตำรวจคนเดิมก็ยังถาม หญิงสาวจึงหันไปทางผู้กำกับแทน

“ขอย้ำอีกทีนะคะท่านผู้กำกับว่าแกรนด์ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แล้วแทนที่ท่านจะให้ลูกน้องมาไล่บี้จี้คำถามกับแกรนด์ ท่านควรให้ลูกน้องไปถามพ่อแม่เด็กนั่นดีกว่าว่าเลี้ยงลูกยังไง ถึงได้ปล่อยให้ลูกเพ่นพ่านจนตกตึกตาย ทำงานวันเกิดเป็นงานศพไม่พอ ยังทำให้คุ้มผารังษีด่างพร้อยอีกต่างหาก จริงมั้ยคะพ่อ”

น้ำเสียงบุตรสาวเจ้าของคุ้มผารังษีไม่แสดงความรู้สึกขณะเอ่ยกับพ่อ จากนั้นดวงตาคมก็ละไปทางชื่นฤทัยและวิบูลย์ที่ร้องไห้ฟูมฟายเสียงดังน่ารำคาญขณะเจ้าหน้าที่นำร่างทรายขาวขึ้นรถออกไป



เป็นงานศพที่สลดหดหู่ที่สุดสำหรับแดนรวี

ชายหนุ่มมองรอยยิ้มสดใสของเด็กหญิงในภาพ สะเทือนใจเมื่อเห็นวันชาตะมรณะที่บ่งบอกอายุเพียงแค่ ๗ ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรได้วิ่งเล่นในสนามหญ้ากว้างไม่ใช่นอนอยู่ในโลงศพแสนคับแคบในศาลาวัดภูพระยา

เมื่อปักธูปลงในกระถางพร้อมกับธรรศและแรแข แดนรวีก็เดินตามทั้งคู่ไปยังตรงที่ผ่องพรรณและกุญชรีนั่งอยู่ กวาดตามองจึงพบว่าถึงแม้ผู้ตายเป็นแค่เด็กเล็ก แต่มีคนมาร่วมเคารพศพจำนวนมาก โดยนอกจากคนในตำบลยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอ

“ได้ยินว่างานนี้คุณชัชวาลออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด” กุญชรีเอ่ย ไม่ได้ลดเสียงลงเพราะภายในงานค่อนข้างเสียงดัง

“ที่จริงไม่เห็นจำเป็นต้องทำอย่างนั้น” ผ่องพรรณพูด “เด็กซนเอง ไม่เกี่ยวกับคุณชัชวาลสักหน่อย”

“ก็ไปตายในบ้านเขา เขาคงอยากมีส่วนแสดงความรับผิดชอบ คุณชัชวาลเป็นคนดีจริงๆ สมแล้วที่เป็นลูกผู้ว่าฯ ดีเหมือนกันไม่มีผิด” น้ำเสียงกุญชรีชื่นชม เอ่ยถึงพ่อของชัชวาลที่ตนเคยเจอเมื่อตอนเด็ก ซึ่งไม่ว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องใด อดีตผู้ว่าฯ ก็จะรีบเร่งแก้ไข

“เชื้อสายเค้าดีแต่ดันได้เมียไม่ดี ลูกเลยแตกแถว ไม่สิ ผ่าเหล่าผ่ากอ” ผ่องพรรณเหยียดริมฝีปาก เหลือบมองแผ่นหลังของดาริกาที่นั่งอยู่กับอัชฌาตรงด้านหน้า

“แม่ครับ” ธรรศส่งเสียงปราม “งานศพนะครับ ให้เกียรติเจ้าภาพบ้าง”

“น้ากุญของแกอยากเริ่มก่อน แม่ก็ตามไปเรื่อยสิ” ผ่องพรรณไม่ยอมรับผิด ทั้งยังโทษน้องสาว

“จ้า เป็นความผิดของฉันตลอดล่ะพี่ผ่อง”

กุญชรีประชด และก่อนผู้เป็นพี่จะแสดงความไม่พอใจที่ถูกค่อนขอด แรแขที่นั่งอยู่ด้านริมสุดก็ช่วยแก้สถานการณ์

“นั่นตำรวจเจ้าของคดีทรายขาวใช่มั้ยคะพี่ขิง”

แดนรวีหันไป ทักทายนายตำรวจหนุ่มที่มองมาด้วยการค้อมศีรษะ

“แล้วหลังจากวันนั้น เขาได้คุยอะไรกับขิงอีกหรือเปล่า” กุญชรีหมายถึงวันรุ่งขึ้นหลังจากทรายขาวเสียชีวิต

“ไม่ครับ พอผมบอกตอนขึ้นไปบนคุ้มกับคุณชัชวาลไม่เจออะไรผิดปกติ ตำรวจก็ไม่ได้สอบถามอะไรผมเพิ่มเติมอีก”

ชายหนุ่มตอบสั้น ตั้งใจปิดบังเรื่องราวอื่นจากความอยากรู้อยากเห็นของน้าและแม่เพื่อน เพราะจากลองเลียบเคียงถามนายตำรวจและสอบถามข่าวจากธรรศก็ได้ความว่าห้องที่เกิดเหตุ นอกจากลายนิ้วมือของสองสามีภรรยาที่เป็นผู้ดูแลคุ้มก็ไม่มีร่องรอยของคนอื่นอีก รวมถึงไม่มีร่องรอยการต่อสู้ด้วย ส่วนตรงขอบหน้าต่างหลังจากตรวจสอบพบรอยเท้าของเด็กหญิง จึงเป็นไปได้ว่าทรายขาวกระโดดลงไปเอง แต่ด้วยเหตุผลใดตำรวจเองก็จนคำตอบ

หลังจากนั้นได้เวลาพระสวดพอดี เสียงจ้อกแจ้กจึงเงียบลงจนทำให้ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นของชื่นฤทัยชัดเจน รวมถึงเสียงปลอบโยนแสนเศร้าของวิบูลย์ จนกระทั่งงานสวดอภิธรรมศพทรายขาวในคืนสุดท้ายเสร็จสิ้น ผู้มาร่วมงานจึงทยอยเดินทางกลับ

“ท่าทางคุณน้าคงคุยกับเพื่อนอีกนาน งั้นหวานขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” แรแขบอกพี่ชายที่พยักหน้า ส่วนแดนรวีเอ่ยขึ้น

“ให้พี่ไปเป็นเพื่อนมั้ย”

คิ้วเหนือดวงตาสวยเลิกขึ้น

“ไปห้องน้ำด้วยกันนี่นะ หวานไม่ใช่เด็กแล้วนะพี่ขิง ถึงต้องชวนเพื่อนไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน”

“พูดจาวอนโดนเขกหัวนะเรา” บอกน้องสาวเพื่อนว่าวอน แต่ความจริงแดนรวีเขกมือเบาๆ ลงบนหน้าผากมนไปแล้ว “พี่หมายถึงให้เดินไปเป็นเพื่อนมั้ย ทางมันมืดหรือเปล่า”

“รู้หรอกค่ะว่าพี่ขิงหมายความว่าอย่างนั้น” แรแขอมยิ้ม “ทางไม่มืดหรอกค่ะ หวานไปคนเดียวได้ พี่รอตรงนี้แหละ เดี๋ยวหวานก็กลับมาแล้ว”

เจ้าของรูปร่างเหมือนนางแบบเดินไปทางด้านหลังศาลา กระทั่งเสร็จธุระก็รู้ตัวว่าคิดผิดที่ไม่ให้เพื่อนพี่ชายมาด้วย

อดีตคู่หมั้นยืนอยู่ตรงทางเดินระหว่างศาลากับห้องน้ำ แรกทีเดียวแรแขนึกว่าเจออัชฌาโดยบังเอิญ แต่พอเห็นรอยยิ้มกว้างและนัยน์ตาพราวระยับจึงรู้ไม่ใช่

ร่างสูงขยับเข้ามาขวางทางเมื่อแรแขกำลังผ่านหน้า อัชฌาถามอย่างรีบร้อนราวกับกลัวเสียโอกาสทองช่วงที่ยังไม่มีใครผ่านมาไป

“หวานสบายดีมั้ย”

แรแขไม่ตอบ เธอมองอีกฝ่ายเต็มตาด้วยแววตาเฉยเมย

“ช่วยหลีกทางด้วยค่ะ”

“หวานตอบพี่ก่อน แล้วพี่จะหลีกทางให้”

ทว่าหญิงสาวกลับไม่ยอมตอบอยู่ดี เพราะดูออกว่าอดีตคู่หมั้นยังต้องการพูดคุยกับตนอีกหลายเรื่อง เหมือนที่เขาเพียรพยายามโทรศัพท์และส่งข้อความทางไลน์มาหาจนเธอต้องปิดกั้นการสื่อสารทุกทาง

“คุณแกรนด์มาด้วยไม่ใช่หรือคะ”

ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการพูดเพื่อเตือนให้อัชฌารู้ตัวว่ามีคนรักมาด้วย แต่เขากลับเข้าใจไปคนละทิศละทางว่าแรแขหึงหวง

“มา แต่พี่ให้เงินดูต้นทางอยู่ เพราะงั้นหวานไม่ต้องกลัวแกรนด์เข้ามาอาละวาดหรือใครจะมาขัดจังหวะเรา”

หญิงสาวขมวดคิ้ว ตัดสินใจพูดอย่างไม่อ้อมค้อม

“คุณอัชฌาอย่าเข้าใจผิด ไม่มีคำว่า ‘เรา’ ระหว่างชั้นกับคุณแล้ว เพราะฉะนั้นช่วยหลีกทางด้วย”

“โธ่หวาน ทำไมพูดจาเหินห่างกับพี่อย่างนั้น” อัชฌาน้อยใจ “หรือยังโกรธพี่อยู่ หวานอภัยให้พี่ไม่ได้เหรอ พี่อยากคุยกับหวานนะ ...พี่คิดถึง”

ชายหนุ่มทอดเสียงอ่อน ซึ่งถ้าหากเป็นเมื่อก่อน แรแขคงหน้าแดงกับถ้อยคำหวานจับใจ แต่ในเวลานี้นอกจากความสะอิดสะเอียน เธอยังรำคาญ

“อย่าทำให้เสียเวลาอีกต่อไปเลยค่ะคุณอัชฌา” แรแขเอ่ยถ้อยคำที่แฝงความนัยอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่อัชฌากลับไม่รู้ ทั้งยังยืนนิ่งไม่ยอมหลีกทางง่ายๆ

“พี่ไม่ยอมให้หวานไปจนกว่าหวานจะยอมคุยกับพี่ก่อน”

อัชฌาลองใช้ไม้แข็ง หวั่นใจไม่น้อยกับสีหน้าบึ้งตึงบนดวงหน้าหวาน ก่อนนัยน์ตาสวยนั้นจะเป็นประกายเมื่อมองไปทางด้านหลังเขา

“กลับบ้านได้แล้วหวาน”

แดนรวีก้าวเข้ามา เขาเอ่ยเสียงเรียบก็จริง แต่ดวงตามีแววดุดันไม่น้อย ขณะนนทรีเร่งฝีเท้าก้าวตามมาเช่นกัน พร้อมบอกเจ้านาย

“ผมบอกแล้วว่าเข้ามาไม่ได้”

“แล้วทำไมถึงจะเข้ามาไม่ได้” เจ้าของใบหน้าดุทำเป็นสงสัย หันไปทางคนที่ยืนขวางหน้าแรแข “หรือคุณอัชฌาเป็นเจ้าของศาลาตั้งศพ ลูกน้องคุณถึงได้ห้ามไม่ให้ผมเข้ามาทางนี้”

เอ่ยหน้าตาเฉยแล้ว แดนรวีก็ไม่สนใจอัชฌาที่ชักสีหน้าไม่พอใจ เขาพูดกับน้องสาวเพื่อนที่กำลังกลั้นหัวเราะ

“แล้วมายืนคุยกับผู้ชายตรงหน้าส้วมทำไม ไม่เหม็นหรือไง”

“เหม็นค่ะ” แรแขยังมองอดีตคู่หมั้น

“อะไรที่เหม็นก็อย่าไปทนดมอีก มาเร็ว กลับบ้านกับพี่ได้แล้ว”

ผู้พูดเร่ง มองดุใส่บุตรชายนักการเมืองท้องถิ่นที่ทำเหมือนจะไม่ขยับตัวหลีก แต่เพียงครู่เดียว อัชฌาก็ต้องยอมหลบ เพราะกริ่งเกรงกับท่าทางเอาเรื่องของแดนรวี

จากนั้นแรแขก็ก้าวมาหาเพื่อนพี่ชาย แต่ทว่าเดินไปได้ไม่ทันไร ทั้งคู่ก็ต้องหยุดเมื่อนนทรีขยับตัวเข้ามาขวาง

“ได้ยินว่ามีนักข่าวใจเสาะเป็นลมตอนตามหาเด็ก”

นนทรีส่งเสียงดูถูก มองแดนรวีตั้งแต่หัวจรดเท้า หวังใช้คำพูดถากถางเอาใจเจ้านายที่เสียหน้า

“แทนที่จะได้ตามหาเด็กเลยต้องเสียเวลาพาคนเป็นลมไปส่งบ้าน หรือพอไม่มีกล้อง ไม่มีไฟส่องหน้า เลยไม่รู้จะทำตัวเป็นฮีโร่ไปทำไม แกล้งสลบดีกว่าจะได้กลับไปนอนสบายๆ”

“ผมไม่ได้แกล้งเป็นลม” แดนรวีข่มอารมณ์ ไม่ต้องการโกรธตามที่นนทรีต้องการ

“งั้นแปลว่าใจเสาะ”

ลูกน้องอัชฌาเยาะ พอใจที่ได้เห็นสีหน้าสะใจจากเจ้านาย จึงจะพูดจาให้แดนรวีแสบๆ คันๆ อีก แต่ไม่ทันเอ่ย ผู้ก้าวเข้ามาตรงด้านหลังศาลาอีกคนก็ทำให้นนทรีต้องหุบปาก

“ฌามาทำอะไรมืดๆ ตรงนี้”

พูดพร้อมกับมองแรแข ดาริกาไม่ใช่คนโง่ที่ดูไม่ออกว่าเพิ่งมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

“หรือมาดักรอใคร”

“ปละ...เปล่านะแกรนด์ ฌาไม่ได้มาดักรอหวาน”

“ยังไม่ได้พูดสักคำว่าฌามาดักรอคนไหน”

ดาริกาพูดด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นเหมือนสีหน้า ขณะอัชฌาหน้าซีด รีบบอกกับผู้ถูกพ่อบังคับให้มางานศพ

“กลับเลยมั้ยแกรนด์ แกรนด์บ่นว่าเบื่อ อยากกลับแล้วนี่นา”

อัชฌาเดินมาแตะแขนคนรักที่ชักแขนกลับไม่พอ ยังส่งดวงตาวาวโรจน์ให้ตน แต่ทว่าไม่ทันโดนดาริกาด่าทอต่อหน้าคนอื่นก็มีเสียงเอะอะดังขึ้น นนทรีจึงฉวยโอกาสนี้ช่วยเจ้านาย

“ออกไปดูกันเถอะครับว่าเกิดอะไร”

แล้วนนทรีก็วิ่งนำออกไป โดยมีแดนรวีและแรแขที่สบตากันด้วยความสงสัยเดินตาม จนทุกคนออกจากทางด้านหลังศาลาจึงได้เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น

ชื่นฤทัยในสภาพเหมือนคนเสียสติกำลังทุบตีสามี แดนรวีเห็นธรรศและผู้ชายอีกสองคนกำลังช่วยดึงตัวเธอออกมา และแม้จะแยกตัวชื่นฤทัยออกจากวิบูลย์ได้สำเร็จ แต่ชื่นฤทัยก็ยังดิ้นพยายามโผนกระโจนเข้าไปหาสามีอีก เธอฟูมฟายด่าทอเสียงดังลั่น ไม่ฟังแม้แต่เสียงพระที่ร้องห้าม

“เพราะมึงคนเดียว เพราะมึงขับรถชนศาลอีลออนิล มันถึงได้แค้น ทรายขาวถึงต้องตาย ไอ้ชั่ว ไอ้เลว! มึงนั่นแหละที่เป็นคนฆ่าทรายขาว ไอ้ฆาตกร!”

แม่ของเด็กหญิงไร้ลมหายใจแผดเสียง ด่าทอสามีด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายคำ โดยผู้เป็นสามีได้แต่ก้มหน้า ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ



หยดน้ำจากฝนที่ตกหนักเมื่อคืนยังเกาะอยู่ตรงใบของต้นพวงแสด จนครู่หนึ่งมันก็ไหลรวมกันและหยดตกลงบนเส้นผมของผู้อยู่บนม้านั่ง

แดนรวีลูบผม เงยมองพันธุ์ไม้เลื้อยแน่นขนัดตรงบริเวณรั้วด้านข้างของบ้านไม้สัก คิดในใจว่าหากมาในช่วงฤดูหนาว เขาคงได้เห็นดอกไม้สีส้มเจิดจ้าสวยงามไปอีกแบบ

“ตื่นเช้านี่”

ธรรศทัก โบกมือไล่ให้เพื่อนขยับตัวแล้วนั่งลงบนม้านั่ง

“หิวหรือยัง ถ้าหิวไปกินโจ๊กที่ร้านก็ได้ แต่ข้าไม่กินด้วยว่ะ เบื่อ” ผู้พูดบอกตรงๆ “ว่าไง หิวหรือไม่หิว หรือหิวแต่เบื่อโจ๊กเหมือนข้า”

คนถูกถามปฏิเสธว่ายังไม่หิวแล้วถามถึงใครคนหนึ่ง

“หวานล่ะ”

“ตื่นมาก็ถามถึงน้องข้า” ธรรศหรี่ตา เห็นเพื่อนทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ก็ยังไม่อยากซักไซ้ไล่เรียง “คงไปซื้อของที่ตลาดในอำเภอ และคงไปไหนต่อไหนตามคำบัญชาแม่ข้า”

“ตื่นเช้าแบบนี้ทุกวัน หวานคงเหนื่อย”

พูดแล้วต่างฝ่ายก็ต่างเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนธรรศจะถาม

“น้ากุญเล่าเรื่องหวานให้เอ็งฟังแล้วสิ”

แดนรวีตอบด้วยการพยักหน้า อีกฝ่ายเหยียดขายาวพร้อมกับถอนหายใจ

“แม่นึกว่าหวานเป็นซินเดอเรลล่าหรือไงไม่รู้ ถึงได้ใช้ให้ทำนู่นนี่ ข้าเองก็ห่วงน้องนะ ขับรถไปไหนไกลๆ คนเดียว ทางก็คดเคี้ยวขับยากจะตายชัก”

“เอ็งขับแทนสิ”

“พูดง่าย” ธรรศเหล่ตามองเพื่อน “ข้าทำงานราชการ ว่างมาขับรถให้แม่เสียที่ไหน”

“แล้วทำไมไม่ให้พี่รักษ์ขับ หรือพี่รักษ์ขับรถไม่เป็น”

“ขับเป็น แต่ถ้าพี่รักษ์ไม่อยากขับ แม่ก็บังคับไม่ได้”

คำตอบที่ได้ยินทำคิ้วแดนรวีขมวดหากัน

“นายจ้างสั่งลูกจ้างไม่ได้ อย่างนี้ก็มีด้วย”

“พี่รักษ์อยู่ร้านมานาน รู้งานหมดแล้ว แม่ข้าคงกลัวพี่รักษ์ไม่พอใจแล้วไม่มีใครทำงานให้”

“ก็จ้างคนใหม่สิ ทำไมแม่เอ็งต้องเกรงใจพี่รักษ์ขนาดนั้นด้วย งงว่ะ” แดนรวีบอกตามตรง

“อย่าว่าแต่เอ็ง ข้าก็งง” ธรรศหันมาทางคนข้างๆ “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ เพราะยังไงซะอีกไม่นาน หวานก็จะได้เงินจากแม่ข้าและไปจากที่นี่”

“หวานบอกเอ็งหรือยังว่าจะไปไหน” แดนรวีอยากรู้ และพอใจอย่างยิ่งกับคำตอบ

“กรุงเทพฯ หวานจะกลับไปอยู่กรุงเทพฯ ยังไงถ้าหวานไปอยู่ที่นั่นเมื่อไหร่ เอ็งต้องช่วยดูแลหวานด้วย เพราะข้าคงตามน้องไปไม่ได้”

“ด้วยความเต็มใจ ทั้งชีวิตเราดูแลเอง”

“เอ็งนี่นับวันยิ่งพูดจาไม่เข้าหู” ธรรศชักเกิดอาการหวงน้อง

“อ้าว ข้าก็พูดตามสโลแกนกรุงเทพฯ เอ็งไม่เคยเห็นป้ายโฆษณาหรือไงที่บอก ‘ทั้งชีวิตเราดูแล’ น่ะ”

“ถ้าดูแลแบบนั้นขอร้องเลยว่าไม่ต้อง” ผู้พูดทำท่าแหยง นึกถึงตอนฝนตกน้ำท่วมจนรถติดวินาศสันตะโรที่กรุงเทพฯ

“แล้วถ้าดูแลแบบวิธีของข้าล่ะ”

คนที่อาสาดูแลแรแขถาม และแม้ไม่สบตาพี่ชายหญิงสาว เขาก็รู้อีกฝ่ายเข้าใจความนัยดี จึงเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แต่ทว่าธรรศกลับไม่ยอมบอก ทั้งยังเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย

“เอ็งมานั่งทำอะไรตรงนี้คนเดียวแต่เช้า”

“มารอหวาน”

พอไม่ได้คำตอบเรื่องแรแข แดนรวีเลยแสร้งรวน เขาหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงครางในลำคอออกอาการไม่พอใจของคนหวงน้อง

“พูดเล่นน่า ข้าแค่ยังนึกถึงเรื่องทรายขาว”

ธรรศเงียบกริบ ถอนหายใจยาว

“เพราะยังติดใจเรื่องชื่นฤทัยพูดกับวิบูลย์ใช่มั้ย”

ผู้พูดหมายถึงเรื่องที่ชื่นฤทัยรวมถึงชาวบ้านร่ำลือกันว่าการตายของทรายขาวเกิดจากความไม่พอใจของลออนิลในเรื่องวิบูลย์ขับรถชนศาล ลออนิลเลยแค้นและลงโทษวิบูลย์ด้วยการฆ่าทรายขาว เพราะไม่มีทางที่เด็กหญิงจะขึ้นไปบนคุ้มคนเดียวโดยไม่มีใครเห็น อีกทั้งลงท้ายแล้วตำรวจยังสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากไม่พบร่องรอยน่าสงสัยใดๆ ว่าทรายขาวถูกลักพาตัวหรือถูกฆาตกรรม

“ไม่ใช่เรื่องนั้น”

ปลัดหนุ่มเลิกคิ้วกับคำตอบผิดคาด และไม่ทันถามต่อว่าเรื่องไหน แดนรวีก็พูด

“ข้ามีเรื่องนึงอยากเล่าให้เอ็งฟังหลายวันแล้ว แต่เพราะเอ็งยังวุ่นกับเรื่องช่วยงานศพทรายขาว ข้าเลยยังไม่อยากเล่า ...อีกอย่างข้าไม่แน่ใจว่าเรื่องที่จะบอกเอ็ง มันคืออะไรกันแน่”

“หมายความว่ายังไง” ธรรศขมวดคิ้ว เห็นสีหน้าไม่มั่นใจจากคนมั่นใจในตัวเองมาตลอดก็ประหลาดใจ

“ข้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคือความฝันหรือความจริง” แดนรวีเริ่ม “วันที่ข้าตามเอ็งไปหาทรายขาวในป่า และข้าบอกเห็นเด็กผู้หญิงคนนึงแล้วตามไป พอข้าตามไปจนพบบ้านร้าง ข้าก็เดินเข้าไปเรื่อยๆ” คนเล่ากลืนน้ำลาย ลูบขนแขนที่ลุกชันขึ้นมา “พอเข้าไปได้สักพัก ข้าก็เอะใจว่ามีอะไรแปลกๆ และตอนข้ารู้สึกอย่างนั้น อยู่ดีๆ รอบตัวข้าก็เปลี่ยนไป ข้าเหมือนยืนอยู่ในถ้ำ และข้าก็เห็น...” ผู้พูดหยุด ภาพที่เห็นยังคงติดตา “ข้าเห็นโครงกระดูกเด็ก”

“โครงกระดูกเด็ก?” ธรรศทวนคำ แดนรวีพยักหน้า

“เป็นเด็กผู้หญิง ไม่ใช่เด็กโตแต่เป็นเด็กเล็ก แล้วเธอยังจับข้อเท้าข้า บอกให้ข้าช่วย ข้าเลยตกใจ”

“จนเป็นลม” คนฟังต่อให้ แต่อีกฝ่ายสั่นศีรษะ

“ข้าตกใจจนถอยหลังลื่นล้มหัวฟาดพื้น แต่ทำไมถึงกลายเป็นเป็นลมไปได้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” แดนรวีเงียบ ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถึงแม้บอกตัวเองว่าเป็นความฝัน แต่แปลกที่นอกจากภาพที่เห็นความรู้สึกต่างๆ ยังแจ่มชัด โดยเฉพาะตอนโดนโครงกระดูกจับขา เขาเลยยังลังเลว่าสิ่งที่พบคืออะไร และคนที่นิ่งฟังอย่างเคร่งขรึมอยู่นานก็ให้คำตอบ

“เอ็งไม่ได้ฝัน”

พอเห็นสีหน้าประหลาดใจของเพื่อน ธรรศก็เอ่ยต่อด้วยสีหน้าจริงจัง

“บ้านหลังที่เอ็งเข้าไปคือบ้านลออนิล ข้ากับพี่รักษ์พบตัวเอ็งที่นั่น”

นัยน์ตาแดนรวีเบิกโต หัวใจเต้นรัว ขณะฟังเรื่องราวต่อ

“เอ็งไม่ใช่คนแรกที่เจอ ชาวบ้านที่นี่เคยเจอมาแล้วหลายคน ไม่อย่างนั้นคุณชัชวาลคงไม่ให้ตั้งศาลลออนิล”

“หมายความว่า โครงกระดูกเด็กผู้หญิงที่ข้าเจอ คือลูกสาวที่ลออนิลตามหา”

ธรรศพยักหน้า เอื้อมมือแตะบ่าเพื่อน เห็นใบหน้าซีดก็หัวเราะลั่น

“ไง ไอ้แดนราวี ขนาดพวกคนใหญ่คนโตยังเคยราวีมาแล้ว แต่ไหงแค่เจอผีถึงกับหน้าถอดสี”

“เอ็งนี่นับวันยิ่งพูดจาไม่เข้าหู” แดนรวีปัดแขนออก ย้อนด้วยคำพูดที่เพื่อนใช้กับตน ส่วนธรรศยังล้อไม่เลิก

“แล้วตกลงจะช่วยผีมั้ย” ผู้พูดหมายถึงตอนอีกฝ่ายเล่าว่าลูกสาวลออนิลร้องขอความช่วยเหลือ

“ช่วยก็บ้าแล้ว ช่วยคนยังได้อะไรบ้าง ช่วยผีจะไปได้อะไร”

“เผื่ออยากเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนชื่อรายการเป็นโฆษกวิญญาณ น่าสนใจออก”

“พอๆ หยุดพูดเรื่องนี้” อดีตนักข่าวโบกมือ ไม่วายถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ถามจริง เอ็งคิดว่าข้าเจอวิญญาณลูกลออนิลจริงหรือ”

เอ่ยจบแดนรวีก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อกระหว่างรอฟังคำตอบคล้ายต้องการคำยืนยันอีกครั้ง แต่ทว่าพอเห็นสีหน้าพยายามกลั้นรอยยิ้มขบขันก็ผลักไหล่คนด้านข้าง

“ไอ้ปลัดขี้อำ ทำข้าใจแป้วหมด” คนพูดจับหน้าอกตนเอง “อำสมจริงจนข้านึกว่าต้องไปรดน้ำมนตร์ที่วัดซะแล้ว”

“แก้แค้นที่เมื่อก่อนเอ็งชอบอำข้าบ่อยๆ ไง” ปลัดหนุ่มยักคิ้ว “แค่ฝันร้ายน่าเพื่อน อย่าคิดมาก” ธรรศลุกขึ้น “วันนี้วันหยุด เดี๋ยวข้าพาเอ็งไปเที่ยวอีกอำเภอดีกว่า ไหนๆ ก็เจอเรื่องเครียดมาหลายวัน พักผ่อนซะบ้าง”

“ชวนหวานไปด้วยสิ”

“อยากชวนก็ชวนเอง”

“อนุญาตแล้ว?” แดนรวีออกอาการดีใจเหมือนเด็กๆ

“อนุญาตเฉพาะเรื่องเที่ยว ส่วนเรื่องอื่นขอเก็บไว้พิจารณาก่อน” ธรรศบอกด้วยท่าทีของผู้ถือไพ่เหนือกว่า และขณะเพื่อนลุกตาม เขาก็สังเกตเห็นสมรักษ์ที่เดินตรงมาหา

“แม่เรียกกินข้าวหรือพี่รักษ์” บุตรชายเจ้าของบ้านเอ่ยขึ้น แต่สมรักษ์ปฏิเสธ

“งั้นมีอะไร”

“คุณผ่องให้มาแจ้งคุณธรรศว่ามีคนพบศพชื่นฤทัยที่บ่อน้ำครับ”

ทั้งธรรศและแดนรวีอุทานลั่นพร้อมกันด้วยความตกใจ ตรงกันข้ามกับท่าทีของผู้แจ้งข่าวที่แสดงสีหน้าเรียบเฉยต่อข่าวร้ายที่เกิดขึ้นติดต่อกัน





คลิกเพื่อเลือกบทที่ต้องการอ่าน
บทที่ 1 / บทที่ 2 / บทที่ 3 / บทที่ 4 / บทที่ 5 / บทที่ 6 / บทที่ 7 / บทที่ 8 / บทที่ 9 / บทที่ 10 / บทที่ 11


Create Date : 13 ธันวาคม 2559
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 20:53:58 น. 2 comments
Counter : 430 Pageviews.

 
พี่หมูน้อย : ยุ้ยว่าชื่อ ขิง เหมือนผู้ชายอยู่นา (ยืนยันได้จากชื่อหลานพี่ไง 555+) แต่จริงๆตอนแรกตั้งใจให้พระเอกชื่อเหมือน เข้ เหมือนเด็กนักเรียนคนนึงที่รู้จักค่ะ แต่กลัวหาว่าขี้ก็อป เพราะก้อปชื่อเด็กนักเรียนมาใช้ในนิยายหลายคนละ เลยเอาชื่อ เข้ ไปเป็นชื่อพี่ชายพระเอกแทน


โดย: ชมบุหลัน (ratta ) วันที่: 13 ธันวาคม 2559 เวลา:10:38:09 น.  

 
คือตอนน้องตั้งชื่อลูกว่าขิง พี่ก็แบบว่ามันดูหญิงมาก พี่ลีดสมัยเรียนมหาวิทยาลัย (ตอนนี้คงใกล้ห้าสิบ -_-;) ชื่อพี่ขิง ผมบ็อบหยิกหยองเป็นหมิวสมัยนั้น(เรื่องปริศนา -- บอกวัย) พอเซ็นต์ชื่อ แกชอบเซ็นต์ว่าขุงขิงค่า (น่ารักสมชื่อมาก)

จากนั้นมา ขิงเป็นชื่อผู้หญิงสำหรับพี่

ไอ้เข้ กับ ไอ้โขง ก็ได้นะ แมนดี

ขมก็ได้ ดูขมขื่นสมชีวิตดี

ตอนนี้ตายสองเลย!


โดย: พี่หมูน้อย IP: 171.5.154.141 วันที่: 17 ธันวาคม 2559 เวลา:17:54:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ratta
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




บล็อกนี้ไม่รับทิปนะคะ

สวัสดีค่ะ :)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จะไม่ค่อยเข้า Bloggang เท่าไหร่ หากต้องการติดต่อ พูดคุยกันได้ที่ Facebook 'ชมบุหลัน' นะ

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดของ Blog นี้ไปเผยแพร่หรือใช้ทุกกรณี จนกว่าจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก ratta (รัตตะ) ก่อนนะจ๊ะ

ผลงานนิยาย รางรักพรางใจ อุ่นรักฉบับอนุบาล อุบัติร้ายอุบัติรัก แปลงใจสีคราม ใยกัลยา มีแค่รัก รักของมิถุนา มนตร์กาลบันดาลรัก ดรุณฆาต

Friends' blogs
[Add ratta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.