Group Blog
 
 
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
ดรุณฆาต : บทที่ 4




“จะไปเล่นด้วยกันหรือเปล่าอีทราย”

ต้นไทรชวน ทรายขาวหันมาทางหัวโจกของนักเรียนชั้นป.๖ โรงเรียนเดียวกันด้วยความไม่พอใจที่ถูกเติมคำนำหน้าชื่ออย่างหยาบคายเป็นประจำ

“ว่าไง จะไปไม่ไป”

เด็กชายเร่ง เด็กหญิงชะเง้อดูกลุ่มเด็กในตำบลซึ่งรวมตัวกันตรงบริเวณสนามหญ้าหน้าคุ้มผารังษี พอพบเพื่อนผู้หญิงที่สนิทกันสองสามคนอยู่ในนั้นก็ลุกจากเก้าอี้ เดินไปดึงชายเสื้อเพื่อประจบแม่ที่กำลังยื่นขนมปังสังขยาให้แขกที่มาร่วมงานวันเกิดชัชวาล

“หนูไปเล่นกับเพื่อนนะแม่”

“ไม่ได้”

ชื่นฤทัยส่งเสียงเฉียบ เพราะเห็นตั้งแต่สักครู่แล้วว่าใครเป็นคนชวนลูกสาวจึงไม่อยากให้ไป ทรายขาวหน้ามุ่ย เปลี่ยนไปประจบอีกคนแทน

“หนูไปเล่นกับเพื่อนนะพ่อ”

“แม่บอกแล้วว่าไม่ได้”

ผู้เป็นแม่ย้ำ วิบูลย์แย้ง

“ปล่อยให้ทรายไปเล่นเถอะน่า"

“ฉันไม่อยากให้ลูกเล่นกับต้นไทร”

ผู้พูดเอ่ยเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ เธอจ้องลูกชายนนทรีที่ไม่ว่าใครก็ทราบถึงกิตติศัพท์ความเกกมะเหรกเกเร ขณะเด็กชายทำลอยหน้าลอยตา ไม่เกรงกลัวแม่ค้าที่ขึ้นชื่อว่าปากคอเราะร้ายเช่นกัน แต่เพราะยังกริ่งเกรงชายรูปร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์จึงไม่กล้าแสดงกริยาหยาบกระด้างมากนัก

“งั้นก็ตามใจ”

ยักไหล่ใส่ชื่นฤทัยอย่างยียวน ต้นไทรก็วิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อน ทั้งหมดตกลงว่าจะเล่นวิ่งไล่จับ เสียงกรี๊ดเฮฮาด้วยความสนุกสนานดังจนทำให้ทรายขาวมองเพื่อนตาละห้อย

“แม่...”

ทรายขาวอ้อน แต่ชื่นฤทัยยังใจแข็ง ผู้เป็นสามีเลยช่วยพูด

“นานๆ ถึงมีงานใหญ่สักที ให้ลูกไปเล่นเถอะน่า แล้วในกลุ่มมีตั้งหลายคน ไม่ใช่ต้นไทรคนเดียวสักหน่อย” วิบูลย์บอก ก้มตัวลงมาพูดกับลูก “ถ้าอนุญาตให้ไป สัญญากับพ่อได้ไหมว่าจะไม่เข้าใกล้ต้นไทร”

ทรายขาวรับปากด้วยการพยักหน้ารัวเร็ว ดึงชายเสื้อแม่ ส่งเสียงออดอ้อน

“ให้ทรายไปนะๆๆ”

ใจแข็งได้ครู่เดียว ลงท้ายชื่นฤทัยจึงใจอ่อน แต่ไม่วายกำชับ

“ห้ามเข้าใกล้ไอ้ต้นไทรเป็นอันขาด แล้วใครชวนไปไหน ถึงรู้จักก็ห้ามไป เข้าใจมั้ย ไม่งั้นถูกใครลักพาตัวหายไปแม่ไม่รู้ด้วย”

เมื่อรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทรายขาวก็หน้าระรื่นออกวิ่งว่องไว โดยมีพ่อกับแม่มองตามร่างเล็กที่เข้าไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่มีเด็กผู้หญิงสวมชุดกระโปรงสีแดงอุ้มตุ๊กตาหมีอยู่ด้วยคนหนึ่ง

“นั่นลูกใคร” วิบูลย์หรี่ตา ตั้งคำถามกับเด็กหญิงที่ตนไม่เคยเห็นหน้าในตำบลมาก่อน

“คงลูกพวกคนในอำเภอ” ชื่นฤทัยบอกแล้วเร่ง “อย่ามัวชักช้าสิ ไม่เห็นหรือไงว่าคิวยาวอีกแล้ว”

จากนั้นสองสามีภรรยาก็สาละวนวุ่นกับการแจกจ่ายขนมปังสังขยาจนไม่ได้เห็นลูกอีกเลย



วิ่งเล่นไล่จับกับเพื่อนๆ ตรงบริเวณสนามหญ้าหน้าคุ้มผารังษีได้พักใหญ่ ทรายขาวก็บอก

“เหนื่อยแล้วขอพักก่อน”

เด็กหญิงแยกตัวออกมายืนหอบใต้ต้นปีบตรงด้านข้างคุ้ม จนกระทั่งปวดปัสสาวะจึงเข้าห้องน้ำด้านในซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับแขกในงาน และพอทำธุระส่วนตัวเสร็จก็จะกลับไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่ดูเหมือนกำลังเปลี่ยนจากเล่นวิ่งไล่จับเป็นเล่นซ่อนหา

ตัวของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบตั้งท่าพุ่งและตะโกนให้เพื่อนคอยตัวเองก่อน แต่ไม่ทันทำอย่างตั้งใจก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่าง

มีตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลสูงราวสองไม้บรรทัดตัวหนึ่งอยู่ใต้ต้นปีบ นัยน์ตาสีดำสนิทของมันกระทบแสงไฟแวววาวสวยราวกับแก้ว ทรายขาวรู้สึกเหมือนมันกำลังจ้องมองตนอยู่ ทั้งยังยิ้มให้อีกด้วย

จากที่จะก้าวไปสมทบกับเพื่อนเลยเปลี่ยนใจ ทรายขาวหันเดินไปอีกทางและหยุดตรงหน้าตุ๊กตาที่พอสังเกตใกล้ๆ จึงเห็นว่ามันมีรอยปริและรอยเย็บเล็กๆ ตรงบริเวณตะเข็บด้านข้าง แต่ถึงอย่างนั้นสภาพโดยรวมกลับยังใหม่อยู่มาก

“ตุ๊กตาของใครนะ”

ปากขยับพึมพำ เด็กหญิงนึกถึงตุ๊กตาหมีที่บ้านซึ่งเคยมีขนปุกปุยสีขาวแต่ปัจจุบันกลายเป็นสีน้ำตาลมอมแมม ทั้งขนยังหลุดเป็นกระจุกเหมือนหมาขี้เรื้อน ส่วนขนาดของมันเล็กกว่านี้สักครึ่งหนึ่ง แถมดวงตาซ้ายก็หลุดหาย แขนขาปริแตกจนต้องเย็บซ่อมแล้วเย็บซ่อมอีกจนต้องขอให้แม่ซื้อใหม่หลายครั้ง

แต่แม่กลับปฏิเสธทุกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าไม่มีเงิน และพอตนร้องไห้งอแงจะเอาให้ได้ แม่ก็ดุเสียงดังให้อายชาวตลาดว่าต้องรู้จักเจียมตัว จำใส่กะลาหัวไว้ว่าเป็นแค่ลูกแม่ค้ากับคนขับรถสองแถว อย่าริอาจร้องขออะไรอย่างลูกคนรวย จึงต้องจำใจเล่นตุ๊กตาตัวเก่าต่อไป ทรายขาวกลืนน้ำลายขณะเปรียบเทียบ มือยื่นลูบหัวตุ๊กตาเบื้องหน้าโดยไม่รู้ตัว แล้วคิดอะไรบางอย่าง

ถ้าเป็นเรา คงไม่วางตุ๊กตาสวยๆ ทิ้งไว้อย่างนี้

คิดแล้วทรายขาวก็นึกถึงเรื่องที่แม่เคยทำ ตอนนั้นตนกับแม่เคยเจอธนบัตรปึกเล็กๆ หล่นอยู่ใกล้ธนาคาร แล้วแม่ก็เก็บมันใส่กระเป๋ากางเกงหน้าตาเฉย ทั้งยังกำชับว่าไม่ให้บอกใครเด็ดขาด ครั้นพอถามว่าไม่ต้องเอาไปให้ตำรวจเพื่อตามหาเจ้าของหรอกหรือ แม่ก็บอก

“อย่าโง่นักเลยนังทราย ของเราเป็นคนเจอก็ต้องเป็นของเราสิ จะโง่ไปให้ตำรวจทำไม”

ทำให้จำประโยคนั้นขึ้นใจ และนับจากนั้น เวลาเจอสิ่งของตกหล่น ทรายขาวก็ทึกทักว่าเป็นของตน อย่างตุ๊กตาหมีตัวนี้ก็เช่นกัน เมื่อมันถูกวางไว้เฉยๆ ไม่มีใครสนใจย่อมแปลว่าไม่มีเจ้าของ และคนที่เจอก่อนคือผู้ครอบครอง

ใบหน้าเล็กหันไปมา จนแน่ใจว่าเจ้าของคงลืมทิ้งไว้แน่ๆ ทรายขาวก็ไม่ลังเลอีก คว้าตุ๊กตาหมีมากอดด้วยความสมใจ ซุกหน้ากับตัวตุ๊กตาที่นุ่มนิ่มเหลือเกิน

“พี่ชอบเจ้าน้ำตาลหรือจ๊ะ”

ดวงตาทรายขาวลืมโพลง หันขวับมาทางเด็กผู้หญิงผมยาวประบ่า หน้าตาน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มเหมือนตุ๊กตาราคาแพงซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงแขนกุดสีแดง

และทั้งที่ถูกทักแบบนั้น แต่ทรายขาวกลับยังกำตัวตุ๊กตาแน่นแล้วเอาไปซ่อนไว้ด้านหลัง เธอทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ เดินผ่านผู้ที่ทัก โดยตั้งใจว่าหากเด็กหญิงร้องไห้ ตัวเล็กแค่นี้ตนจะผลักให้กระเด็น แล้วค่อยรีบวิ่งเอาตุ๊กตาไปซ่อน แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเจ้าตัวยังเอ่ยเสียงใสแจ๋ว

“หนูมีอีกหลายตัว ถ้าพี่อยากได้ หนูจะให้”

ทรายขาวชะงักทันควัน ขมวดคิ้วจ้องดวงหน้าขาวก็เห็นแววตากลมซื่อ

“จริงหรือเปล่า” ผู้พูดไม่อยากเชื่อ “ถ้าไม่จริง โดนดีแน่”

“จริงสิจ๊ะ” ริมฝีปากสีแดงสดแย้มกว้าง

“แล้วของเล่นที่เหลืออยู่ไหน” ทรายขาวถามเพราะไม่เห็นของเล่นอื่นอีก

“อยู่บนโน้นจ้ะ”

เด็กหญิงชุดกระโปรงสีแดงชี้ชั้นบนของคุ้มผารังษี แล้วยื่นมือมาจับแขนทรายขาวที่สะดุ้งโหยงเพราะรู้สึกเย็นเฉียบ

“พี่ขึ้นไปเลือกสิ”

ผู้ชวนเปลี่ยนจากจับแขนมาจับมือแทน แปลกใจที่อีกฝ่ายกลับขืนตัว ไม่ยอมก้าวตาม

“ไม่ใช่เจ้าของขึ้นไปไม่ได้หรอก และขืนใครเห็นจนถูกจับได้ มีหวังถูกตีตาย” ทรายขาวทำท่าแหยง แต่เด็กหญิงกลับหัวเราะคิก บอกด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

“เจ้าของไม่ว่าหรอกจ้ะ ...และจะไม่มีใครเห็นด้วย”

“แน่ใจได้ยังไงว่าเจ้าของจะไม่เห็น เอางี้ เอาของเล่นลงมาให้แทนไม่ได้เหรอ” ทรายขาวหว่านล้อมแต่ถูกปฏิเสธ

“ไม่ได้” เด็กหญิงแปลกหน้าสั่นศีรษะ ปล่อยมือทรายขาว เดินนำสู่คุ้มผารังษีแล้วหันมาบอก “ถ้าพี่อยากได้ของเล่นอย่างอื่นมากกว่าเจ้าน้ำตาล พี่ก็ตามมาสิจ๊ะ”

แล้วร่างเล็กในชุดกระโปรงสีแดงก็ลับไปทางบันไดที่อยู่ตรงด้านข้างของคุ้ม ทรายขาวมองตุ๊กตาหมีสลับกับคุ้มผารังษี นึกในใจว่าบางทีข้างบนอาจมีของเล่นที่สวยและใหญ่กว่านี้ เลยเลิกลังเลกับคำสอนของพ่อกับแม่ที่ห้ามไม่ให้ตามคนแปลกหน้า ซึ่งหมายถึงเฉพาะผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็กเสียหน่อย

ความอยากได้จึงพาเจ้าของเท้าจ้ำตามชายกระโปรงสีแดงอย่างรวดเร็ว ขณะความเดียงสาทำให้ไม่เอะใจถึงความไม่ชอบมาพากล ทรายขาวหยุดตรงชานพักกับเด็กหญิงแปลกหน้าที่กำลังจุ๊ปากส่งสัญญาณให้เงียบ จากนั้นทั้งคู่ก็ยกมือปิดปาก ค่อยๆ ย่องบนชั้นสองของคุ้ม

เจ้าของคุ้มผารังษี ลูกสาว และผู้ชายอีกสองคนอยู่ในห้องๆ หนึ่ง ทรายขาวไม่ได้สนใจฟังว่าทั้งหมดพูดคุยเรื่องอะไรอยู่ แต่พอเหลือบเห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดก็รู้ต้องเป็นเรื่องเคร่งเครียด เด็กหญิงค่อยๆ คลานต่ำ หมอบเหมือนทหารท่าเดียวกับผู้อยู่ข้างหน้า ตื่นเต้นที่สุดเมื่อต้องลุ้นว่าจะมีใครสังเกตเห็นตนหรือไม่

จนเมื่อพ้นจากห้องๆ นั้นโดยไม่มีผู้ใหญ่สักคนจับได้ ทรายขาวก็ชอบอกชอบใจ สนุกจนเกือบเผลอกรีดร้องไชโยออกมาถ้าไม่โดนจุ๊ปากเตือนเสียก่อน

จากนั้นทั้งคู่ก็แอบหัวเราะคิกคักด้วยเสียงเบาที่สุด ก่อนทรายขาวจะรีบผลักประตูห้องข้างๆ ดึงมือเด็กหญิงเข้าไปหลบในนั้น

“ลุงฉลองมา หลบเร็ว!”

ทรายขาวหลับตาปี๋ คิดว่าคงมีใครเห็นพวกตนแอบขึ้นมาบนคุ้มจึงไปฟ้องลุงฉลอง แว่บหนึ่งจึงคิดถึงไม้เรียว และคิดว่าไม่น่าทำอะไรแบบนี้เลย แต่พอได้ยินเสียงลุงฉลองเข้าไปในห้องที่มีพวกผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน ไม่ใช่มาจับตนอย่างนึกกลัวก็โล่งอก ค่อยๆ ลืมตาตามด้วยลืมตัวอุทานเสียงดังอย่างตกตะลึง

“ว้าววว”

นัยน์ตาเบิกกว้าง นอกจากภาพการ์ตูนในโทรทัศน์ ตั้งแต่เกิดมาทรายขาวยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เพราะห้องที่ฉุดมือเด็กหญิงแปลกหน้าเพื่อเข้ามาหลบซ่อนตัวมีแสงสว่างเหมือนแสงแดดส่องเข้ามาไม่ใช่สว่างเพราะไฟนีออน จึงมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดแจ้ง

ห้องกว้างทาด้วยสีชมพู ที่ผนังมีลวดลายดอกไม้หลากหลายสีและขนาดกับผีเสื้อตัวเล็กตัวน้อยในท่าทางต่างๆ บางตัวกำลังโผบินสูงเกือบถึงเพดาน บางตัวกำลังดูดดื่มเกสรดอกไม้ บางคู่เกาะอยู่ตรงขอบหน้าต่างสีฟ้า ส่วนเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อย่างโต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้ ตู้หนังสือมีลักษณะรูปร่างจุ๋มจิ๋มสีสันสดใส ทรายขาวมองเตียงสีม่วงอ่อนที่หัวเตียงเป็นรูปผีเสื้อ เห็นลูกโป่งอันเบ้อเริ่มสามใบผูกติดกับหัวเตียงก็อยากเข้าไปคว้ามาเป็นของตัวเองให้หมด

“เพิ่งรู้ที่คุ้มมีห้องแบบนี้ด้วย” ทรายขาวเอ่ย จดจำได้ว่าเคยมาคุ้มผารังษีสองสามครั้งแต่ไม่เคยเห็นห้องนี้ “อย่างกับบ้านในการ์ตูน” หนนี้ผู้พูดส่งเสียงเพ้อ แววตาลอยเหมือนกำลังฝันอยู่ เพราะใฝ่ฝันมานานว่าอยากมีห้องนอนกว้างๆ งดงามแบบตัวเอกในการ์ตูนที่เคยดู

“ชอบมั้ยจ๊ะ” เด็กหญิงแปลกหน้าถาม

“ชอบสิ” ทรายขาวพยักหน้า “ห้องเธอเหรอ”

“ใช่จ้ะ แม่เพิ่งพามาอยู่ แม่บอกบ้านหลังเก่าพังแล้ว”

ทรายขาวจึงเข้าใจว่าเหตุใดถึงไม่เคยเห็นเด็กหญิงชุดแดงมาก่อน เพราะเจ้าตัวคงเป็นญาติกับเจ้าของคุ้มผารังษีที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ไม่ทันถามว่าบ้านหลังเก่าอยู่ที่ไหนและพังได้อย่างไร อีกฝ่ายก็เบนสายตาไปทางด้านหลังตน ทั้งยังยิ้มกว้าง

“แม่นิล หนูพาเพื่อนมาหาแม่แล้วจ้ะ”

ผู้ถูกแนะนำว่าเป็นเพื่อนหันหน้า และต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่าภายในห้องนอนแสนสวยมีผู้หญิงรูปร่างผ่ายผอม ใบหน้าเศร้าโทรม ขอบตาดำตัดกับผิวขาวซีด รวบผมต่ำยืนอยู่อย่างเงียบเชียบ อีกทั้งเธอผู้นั้นยังประกาศความเป็นเจ้าของความหม่นหมองหดหู่ด้วยการสวมเสื้อเชิ้ตและกระโปรงยาวคลุมเข่าสีดำทั้งชุด

จึงเสมือนอยู่ในงานศพไม่ใช่อยู่ในงานวันเกิดเจ้าของคุ้มผารังษี ทรายขาวกอดตุ๊กตาหมีแน่น มองแม่เด็กหญิงชุดแดงเหมือนเวลามองควันจากปล่องเมรุวัดภูพระยาตอนเผาคนตาย

“ส...สวัสดีค่ะ”

ไม่ได้ทักด้วยความเคารพแต่ทักด้วยความหวาดกลัว ทรายขาวรับรู้ถึงความเยือกเย็นผ่านสีหน้าเฉยเมย ครั้นพอสบตาสีดำราวกับคืนที่ไม่มีดวงจันทร์ของผู้หญิงวัยปลายสามสิบ ทรายขาวก็รีบหลบตา ขยับตัวออกห่าง

“ไหนของเล่นที่จะให้”

เพราะจู่ๆ ก็อึดอัดเหมือนหายใจไม่ออก ทรายขาวจึงทวงเพื่อจะได้รีบออกจากห้องนี้

“อยู่นี่จ้ะ”

เจ้าของห้องเดินนำไปยังหีบสีเหลืองใบใหญ่ที่อยู่ตรงปลายเตียง ทรายขาวถือโอกาสก้าวตาม เพราะไม่อยากอยู่ใกล้หญิงชุดดำอีกต่อไป

ในนั้นมีของเล่นเต็มไปหมด ทั้งยังมีมากกว่าที่ทรายขาวมีหลายเท่า ดวงตาเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบจึงเป็นประกาย มีความกระหายต้องการครอบครองทั้งหมด

“เราเอาอันนี้ อันนี้ อันนี้...”

พูด “อันนี้” ไปเรื่อยๆ เพื่อลองใจดูว่าเจ้าของห้องจะว่าอย่างไร และเมื่อไม่มีเสียงทักท้วงคัดค้านทั้งจากลูกและแม่ ทรายขาวก็หอบข้าวของเต็มสองแขนแล้วลุกขึ้น

“วันนี้เอาแค่นี้แหละ”

จำใจตัดใจแค่นั้น ซึ่งถ้าไม่ติดเรื่องกลัวแม่กับพ่อรู้เรื่องตนแอบขึ้นมาข้างบนคุ้ม ทรายขาวคงให้ทั้งคู่มาช่วยขนของเล่น อีกอย่างเรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด โดยเฉพาะเพื่อนๆ ไม่เช่นนั้น เด็กหญิงชุดแดงคงแบ่งของเล่นให้กับคนอื่นด้วย ไม่ใช่ให้ทั้งหมดกับตนคนเดียว

ทรายขาวคิด ภาคภูมิใจในความเจ้าเล่ห์เกินตัวที่ถ้าหากแม่รู้ต้องชื่นชม

“จะไปแล้วหรือจ๊ะ”

“ใช่ มานานแล้ว เดี๋ยวแม่ห่วง” ผู้พูดอ้าง

“เล่นด้วยกันก่อนสิ” เจ้าของห้องแสนสวยส่งเสียงอ้อนวอน “หนูเหงา ไม่มีเพื่อนเล่นมานานแล้ว”

“ก็ลงไปเล่นข้างล่างสิ”

เด็กหญิงชุดแดงส่ายหน้า

“ไม่อยากเล่นกับคนอื่น หนูอยากเล่นกับพี่คนเดียว”

ริมฝีปากสีแดงแย้มยิ้ม นัยน์ตามีประกายซุกซนเหมือนคนที่กำลังจะได้เล่นอะไรสนุกๆ ทรายขาวจึงชะงักเท้า มองฝ่ายลูกที่ยังนั่งกับพื้นสลับกับฝ่ายแม่ที่ยังยืนอยู่ตรงประตูจ้องมองตนทุกฝีก้าว และเพราะหวาดกลัวนัยน์ตาคู่นั้น เลยเตรียมจะปฏิเสธ แต่ได้ยินเสียงเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ถ้าพี่เล่นกับหนู หนูจะยกของเล่นให้ทั้งหีบเลย”

เท่านั้น ดวงตาทรายขาวก็เบิกโตด้วยความโลภ เปลี่ยนการตัดสินใจกะทันหัน ยอมนั่งลงหน้าหีบ

“บอกก่อนว่าอยู่ได้แค่อีกแป๊บเดียว”

“แม่บอกแป๊บเดียวก็พอแล้วจ้ะ” ผู้พูดส่งยิ้มให้แม่

“งั้นอยากเล่นอะไร”

“เล่นเป็นคุณหมอกับคนไข้กัน”

เพราะมัวจ้องหีบอยู่ เจ้าของห้องหยิบของเล่นชิ้นอื่นออกมาจากไหนทรายขาวเลยไม่ทันเห็น จนกระทั่งเห็นของเล่นสภาพหักพังเบื้องหน้าก็ขมวดคิ้ว และไม่ทันถาม เด็กหญิงชุดแดงก็บอก

“เรามาเป็นคุณหมอรักษาคนไข้กัน”

คนไข้ของผู้พูดหมายถึงของเล่น ทรายขาวพยักหน้า ยอมเล่นเป็นหมอ โดยขณะช่วยติดกาวตรงมีดของเล่นชุดเครื่องครัวก็ถาม

“เล่นยังไงจนพังตั้งหลายอัน”

“มีรถขับชนจนพังจ้ะ”

เจ้าของมีดสีเหลืองในมือทรายขาวตอบโดยที่ยังก้มหน้าก้มตา ทรายขาวเลยคิดว่าหมายถึงเอารถของเล่นมาเล่นวิ่งชนข้าวของจนพัง จากนั้นทั้งคู่ก็เล่นบทหมอรักษาคนไข้กันอีกครู่หนึ่งจนคนเป็นแขกเริ่มเบื่อ มองซากของเล่นบางชิ้นที่พังจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ก่อนนึกสนุกขึ้นมา

เด็กหญิงชุดแดงประหลาดใจที่จู่ๆ ก็ถูกแย่งตุ๊กตาเด็กทารกในมือ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นหัวเราะคิกเมื่อทรายขาวควักดวงตาจากตุ๊กตาหนูสีส้มตัวเล็กที่เหลือดวงตาจะหลุดมิหลุดแหล่เพียงข้างเดียว เอามาแปะเข้าตรงกลางหน้าผากทารกจนทำให้กลายเป็นตุ๊กตาทารกสามตา

“ส่วนนี่ต้องทำอย่างนี้”

พูดแล้วทรายขาวก็จัดแจงดึงแขนสองข้างจากตุ๊กตาอีกตัวหนึ่งมาใส่แทนขาให้ตุ๊กตาผู้ชายที่ขาขาดทั้งสองข้าง ส่วนรถยนต์สีชมพูคันที่กระโปรงหน้าพังยับ ทรายขาวเอากรรไกรตัดหัวตุ๊กตาสัตว์สามตัวที่ไส้ในแตกทะลักไม่สามารถซ่อมแซมได้มาทากาวแปะไว้บนกระโปรงรถแทน

ทั้งคู่หัวเราะเอิ๊กอ๊าก ชอบอกชอบใจกับของเล่นใหม่หน้าตาพิลึกพิลั่นแปลกประหลาด ต่างฝ่ายต่างออกความคิดอย่างสนุกสนาน ทรายขาวเพลิดเพลินจนลืมเวลา และลืมเรื่องที่ต้องกลับไปหาผู้ปกครองเสียสนิท

“เอาตุ๊กตาผ้าสองตัวนี้มาเย็บติดกันให้เหมือนฝาแฝดดีมั้ยจ๊ะ”

“เอาสิ แต่เราเย็บไม่เป็น” ทรายขาวมองไปทางผู้ที่ยังยืนนิ่งตรงประตู “บอกให้แม่เธอเย็บสิ”

เพราะผู้หญิงชุดดำได้แต่ยืนนิ่ง ไม่ได้ทำอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด ทรายขาวจึงลดความหวาดกลัว เด็กหญิงชุดแดงเลยเรียก ขณะผู้เป็นแม่เคลื่อนกายมาใกล้แล้วนั่งลง

มือซูบซีดขาวปักเข็มขึ้นลงอย่างชำนิชำนาญตามคำสั่งเด็กทั้งสอง ไม่นานนักก็เสร็จ ทรายขาวมองรอยเย็บเรียบร้อยตรงท้องกระต่ายอย่างทึ่งแป๊บหนึ่งก็ยื่นให้ผู้อยู่ข้างๆ

“ตลกชะมัด”

“พี่ก็ตลก หนูชอบพี่จัง” เด็กหญิงชุดแดงยิ้มหวาน “ให้แม่เย็บท้องเราติดกันเหมือนเจ้ากระต่ายดีมั้ยจ๊ะ เราจะได้มีเรื่องสนุกทำด้วยกันตลอดไป”

“ไม่เอาล่ะ ขืนเป็นอย่างนั้น เวลาเข้าห้องน้ำต้องลำบากแน่” ทรายขาวปฏิเสธ เริ่มนึกชอบเด็กหญิงตรงหน้าจึงถาม “เราชื่อทรายขาว เธอชื่ออะไรยังไม่รู้เลย”

กำลังจะอ้าปากตอบ แต่เด็กหญิงชุดแดงกลับทำหน้าประหลาดเสียก่อน ทั้งยังหันรีหันขวางแล้วลุกขึ้น

“แม่นิลจ๋า มีคนเรียกหนู”

บอกเพียงแค่นั้น ร่างเล็กก็วิ่งออกไปทางประตู ทรายขาวงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยจะลุกตาม แต่กลับลุกไม่ขึ้น

“ช่วยดึงหนูหน่อยน้า หนูเป็นเหน็บลุกไม่ขึ้น”

ทรายขาวยื่นมือ เอ่ยขอร้องกับผู้นั่งอยู่ไม่ไกล ผู้หญิงชุดดำจึงขยับตัวมาใกล้ ไม่พูดไม่จาขณะยื่นมือซีดเซียวเหมือนมือศพมาทางเด็กหญิง แต่ทว่าแทนที่จะคว้ามือเพื่อช่วยดึง เธอกลับผลัก

เด็กหญิงซึ่งอยู่ในท่านั่งขัดขัดสมาธิจึงหงายหลังลงกับพื้นโดยยังไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แล้วแม่ของเด็กหญิงชุดแดงก็ย่นคิ้วคล้ายไม่พอใจ เธอจัดวางท่าทรายขาวเสียใหม่ด้วยการจับขาเล็กๆ เหยียดออก จับแขนสองข้างขนาบตัว และใช้มือร้อนดั่งไฟลูบไล้บริเวณลำตัว ลำคอ รวมถึงดวงหน้าซีดเผือด ดวงตาไร้แววสีนิลมองใบหน้าที่ออกอาการตื่นตกใจและหวาดกลัวสุดขีด

แล้วต่อจากนั้น ลออนิลก็หยิบเข็มเย็บผ้าขึ้นมา



ขอให้เจอเด็กที่หายไปด้วยเถอะ

แดนรวีอธิษฐานอีกครั้ง เวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วทำให้ใจคอไม่ดีนัก เขาวิ่งตามแสงจากไฟฉายที่ส่องอยู่ด้านหน้า รู้ว่าอยู่ห่างจากคุ้มผารังษีมาไกลแล้ว เพราะพอเหลียวหลังก็เห็นเพียงแสงไฟเล็กเท่าตัวหิ่งห้อยจากทางคุ้ม ทั้งยังไม่ได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจจากในงานวันเกิดอีก

มีแต่เสียงฝีเท้าย่ำลงบนดินและใบไม้หนาในความมืด การตามหาเด็กหญิงทรายขาวแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มกระจายไปรอบๆ บริเวณที่ไม่ห่างจากคุ้ม ยกเว้นกลุ่มของธรรศซึ่งมีอยู่ด้วยกันสี่คนที่พุ่งเป้าการค้นหาในบริเวณห่างออกไป โดยมุ่งหน้าสู่ทางป่ารกที่มีทางเชื่อมไปยังวัดภูพระยาได้

จนใกล้ถึงวัดภูพระยาก็ยังไร้วี่แววเด็กหญิง ธรรศจึงหยุด

“เราแยกออกเป็นสองกลุ่มดีกว่า พวกน้าเดินตัดออกไปทางวัดแล้วถามพระดูว่าเห็นทรายขาวหรือเปล่า ส่วนผมกับเพื่อนจะไปทางด้านหลัง”

“ครับปลัด”

ชายวัยกลางคนสองคนรับคำสั่ง จากนั้นธรรศก็พาแดนรวีเดินเบี่ยงออกมาจากทางเล็กๆ ที่เกิดจากการเหยียบย่ำจนกลายเป็นทางเดินไปยังที่มีต้นไม้รกทึบกว่าเดิม

“ทรายขาวจะมาไกลขนาดนี้เชียวหรือ เด็กคนเดียวคงไม่กล้าเดินตามลำพังในที่แบบนี้” ที่แบบนี้ในความหมายแดนรวีคือสถานที่ที่ถูกความมืดมิดจับจอง เขาปัดกิ่งไม้เกะกะ แหงนมองต้นไม้ใหญ่น้อยที่แผ่กิ่งก้านสาขาเหมือนเปรตกางแขนขา

“ถ้าทรายขาวเดินมาเองคงไม่มาถึงนี่หรอก” ปลัดหนุ่มก้าวไปพูดไป เอ่ยประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ยกเว้นมีใครพามา”

“เอ็งกำลังจะบอกว่าทรายขาวถูกลักพาตัว” ผู้พูดขมวดคิ้ว ก้าวตามโดยสอดส่ายนัยน์ตาเข้มไปด้วย “ทำไมถึงคิดอย่างนั้น หรือที่นี่เคยมีเด็กหายมาก่อน”

“อาจจะ... ข้าหมายถึงทรายขาวอาจถูกลักพาตัวก็ได้ เพราะอย่างนั้นเลยต้องหาให้ทั่ว ข้าว่าเราอย่าเพิ่งคุยกันเลย ช่วยตามหาทรายขาวก่อนดีกว่า”

จากนั้นธรรศก็ตะโกนเรียกชื่อทรายขาวดังลั่นสลับกับคนที่รู้สึกหวาดหวั่นกับเส้นทางมืดที่ไม่รู้จักและรกขึ้นเรื่อยๆ แดนรวีลองกดโทรศัพท์มือถือพบว่าไม่มีสัญญาณ และในจังหวะที่เงยหน้าจากเครื่องมือสื่อสารเขาก็ตกใจเมื่อมีอะไรโฉบผ่านหน้า

“มีอะไร” ธรรศหันหลังมาทางเพื่อนหลังจากได้ยินเสียงร้อง “เฮ้ย”

“มีผีเสื้อบินตัดหน้าข้า”

“แค่ผีเสื้อ ร้องอย่างกับเจองู” เจ้าของร่างสูงโปร่งส่ายหน้า หันไฟฉายกลับไปทางเดิม “เวลาเดินก็ดูๆ ด้วยล่ะ เจองูขึ้นมาก็ตัวใครตัวมัน”

“เอ็งไม่เคยได้ยินหรือไงว่าอยู่ในป่า ห้ามพูดถึงเรื่องสัตว์ร้ายกับผี”

“เอ็งก็เพิ่งพูดอยู่เต็มปากเต็มคำ ระวังจะเจอทั้งสองอย่าง” ธรรศหัวเราะหึๆ แดนรวีเลยสบถใส่เพื่อนที่แช่งตนแล้วถาม

“เราจะเดินไปอีกไกลแค่ไหน”

“ทำไม เหนื่อยแล้ว?” ปลัดหนุ่มถามโดยไม่หันมา

“เปล่า ข้าคิดว่าถ้าอีกสักพักยังไม่เจอ เราควรกลับไปสมทบกับกลุ่มเพื่อหาข่าวก่อนดีกว่า บางทีกลุ่มอื่นอาจเจอทรายขาวแล้วก็ได้” แดนรวีเสนอความเห็น ธรรศพยักหน้า

“ตกลง แต่ข้าอยากเดินไปให้ถึงบ้านหลังนึงก่อนแล้วค่อยกลับ อยากให้แน่ใจว่าไม่มีใครพาทรายขาวไปที่นั่น”

คิ้วบนใบหน้าเข้มเลิกขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ แดนรวีประหลาดใจที่รู้ในป่ารกแห่งนี้มีบ้านคน ทว่าไม่ทันถามเจ้าถิ่นว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของใคร หางตาเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

สาดแสงไฟไปทางนั้นทันทีพร้อมกับที่เห็นว่ามีบางอย่างพุ่งหลบจากหลังต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง แดนรวีขมวดคิ้ว คิดว่าเจอสัตว์ที่ออกมาหากินตอนกลางคืน แต่กลับไม่ใช่

แดนรวีมั่นใจว่าเห็นชายกระโปรงซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นสีอะไรพลิ้วไหวโผล่มาจากด้านหลังต้นไม้ เขาผละจากเพื่อน เดินย่องไปใกล้พร้อมส่องไฟไปด้วย

“ทรายขาว”

เขาเรียก ส่งผลให้ธรรศหันขวับก้าวตามมาอย่างว่องไว คลายความกังวลที่ไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายอย่างนึกกลัว

“เจอแล้วหรือ”

คนถูกถามไม่ตอบ เขาส่องไฟเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้นั่นเรื่อยๆ จนเห็นด้านหลังของไหล่เล็กๆ เลยเอื้อมมือแตะ ทว่าเพียงแค่สัมผัสโดนเบาๆ เด็กหญิงกลับทำเหมือนตกใจ วิ่งพรวดพราดหายไปในความมืด แดนรวีจึงวิ่งตามร่างน้อยที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ขณะลมพัดใบไม้เสียดสีเสียงดังอื้ออึงจนเขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงร้องห้ามไม่ให้ตามไปของเพื่อนแม้แต่น้อย



“จะทำอะไรน่ะ!”

ทรายขาวตะคอกถามผู้ถือเข็มเย็บผ้า พยายามขยับเขยื้อนตัวแต่กลับกระดิกส่วนใดไม่ได้นอกจากปากจึงยิ่งหวาดกลัว ใบหน้าขาวซีดเปลี่ยนเป็นแดงจัดเมื่อพยายามดิ้นสุดแรง ดวงตาเหลือกลานจ้องด้ายในมือหญิงชุดดำที่ค่อยๆ สอดเส้นด้ายเข้าไปในรูเข็ม

จากนั้นลออนิลก็หันมา ดวงตาคู่นั้นไร้แวว ไร้ความรู้สึก ริมฝีปากเธอเป็นเส้นตรง เธอค่อยๆ โน้มตัวลงมาใกล้แล้วลากเข็มลงบนดวงหน้าเล็กอย่างช้าๆ ขณะทรายขาวหวีดร้องเสียงดังเมื่อเข็มเล่มเล็กทิ่มลงตรงแก้มจนเลือดไหลซิบ เด็กหญิงกลัวจนลืมสังเกตว่าทั้งที่ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้ แต่ทำไมตนเองกลับไม่สามารถสัมผัสถึงลมหายใจอีกฝ่าย

แล้วดวงหน้าเฉยเมยก็เงยขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองไปทางลำตัว หญิงชุดดำวางมือร้อนลงบนท้อง ลูบวนบนนั้นไปมา ก่อนขยับตัวนั่งหลังตรง และแทงเข็มปักลงไป

เด็กหญิงหลับตาปี๋ร้องกรี๊ดเหมือนบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส ก่อนรู้ว่าทั้งหมดเป็นสิ่งที่คิดไปเองหลังจากลืมตาพบแม่ของเด็กหญิงชุดแดงกำลังเย็บซ่อมกระดุมเสื้อให้ตนต่างหาก

ระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอกที่ไม่ได้ถูกเข็มทิ่มอย่างนึกกลัว ทรายขาวอยากยกมือปาดเหงื่อแต่ทำไม่ได้ นัยน์ตาจึงจ้องมองเจ้าของใบหน้าเรียบเฉยผู้กำลังเย็บกระดุมเสื้อให้ตนด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจับจิตจับใจ คล้ายอีกฝ่ายเป็นแม่มด มีเวทมนตร์สาปตนให้ร่างกายแข็งเป็นหิน

“น้าเย็บเสื้อเสร็จแล้วปล่อยหนูไปนะ”

พูดจาไพเราะกว่าปกติเพราะต้องการขอร้อง แต่พอไม่ได้รับการตอบสนอง ผู้นอนอยู่กับพื้นจึงพูดอีกและพูดอีก ทว่ากลับไม่มีคำใดหลุดออกจากปากผู้หญิงตรงหน้า

“ไม่ได้ยินหรือไงอีใบ้ บอกให้ปล่อยไง ปล๊อย! ใครก็ได้ช่วยหนูด้วย หนูถูกอีใบ้จับตัวมา มีใครได้ยินเสียงหนูบ้าง ช่วยหนูด้วย!”

แสดงความหยาบคายหลังจากพยายามพูดดีทำดีแล้วไม่ได้ดั่งใจ จากหวาดกลัวจึงกลายเป็นโกรธ ทรายขาวตะโกนร้องให้คนช่วยพร้อมกับสาปแช่งด่าทอด้วยถ้อยคำที่เคยได้ยินจากแม่เวลาด่าพ่อ เด็กหญิงรวบแรงทั้งหมดดิ้นรนพยายามเอาตัวรอด ใบหน้าแดงก่ำขณะถุยน้ำลายใส่ผู้ที่ยังปักเข็มขึ้นลงช้าๆ

เจ้าของดวงตาสีนิลปาดน้ำลายออกจากใบหน้าซูบเซียว มองอย่างที่ทรายขาวต้องหุบปาก ผู้ที่ไม่สามารถขยับตัวได้กลืนน้ำลาย เหงื่อแตกไหลย้อยลงมาบนแก้ม ร้อนรนทั้งกายและใจด้วยความอยากกลับบ้านใจจะขาด

และขณะนึกถึงพ่อกับแม่ จู่ๆ ทรายขาวก็ได้ยินเสียงเล็กๆ

“ร้อนมากเหรอ”

นัยน์ตาเด็กหญิงเหลือกลาน เมื่อพบว่าตุ๊กตาทารกสามตาที่กำลังคลานจากปลายเท้าเอ่ยพูดกับตน



“ทรายขาว”

วิ่งตามผู้อยู่ด้านหน้าพร้อมกับตะโกนเรียก ในตอนแรกแดนรวีไม่เข้าใจว่าเหตุใดทรายขาวจึงวิ่งหนีตน กระทั่งคิดได้ว่าบางทีเด็กหญิงอาจไม่คุ้นหน้าเขาจึงอาจนึกว่าเป็นคนร้ายเลยวิ่งหนีแบบนั้น

ชายหนุ่มเลยหยุดเพื่อมองหาเพื่อน หวังในใจว่าบางทีทรายขาวอาจเคยเห็นปลัดอำเภอทำให้เลิกกลัวเลิกวิ่งหนีและยอมออกจากป่าไปพร้อมกับพวกเขา

ทว่าพอหยุดก็พบตนเองอยู่ในป่าตามลำพัง นัยน์ตาเข้มกลอกซ้ายขวาไปตามแสงไฟ พร้อมกับเกิดความกังวลขึ้นมาแว่บหนึ่งเมื่อไม่รู้ตอนนี้อยู่ที่ไหน อีกทั้งทรายขาวเตลิดหายไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้

หลังเหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นผู้หลงทาง แดนรวีก็หยุดตั้งสติ เขาเรียกชื่อเพื่อนเสียงดังหลายครั้ง แต่กลับได้รับความเงียบตอบกลับมา ชายหนุ่มก้าวต่อ เขาเดินช้าลง ส่องไฟไปรอบๆ เพื่อหาเพื่อนและผู้ที่วิ่งนำหน้าตนสักครู่ จนราวยี่สิบเมตรต่อมา เขาก็พบกับบ้านร้างหลังหนึ่ง

ถึงไม่สว่างนัก แต่แสงจากไฟฉายก็พอส่องให้มองเห็นว่าเบื้องหน้าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวสภาพทรุดโทรม มันยกสูงจากพื้นราวหนึ่งเมตร ขนาดไม่ใหญ่นัก แดนรวีรู้ในทันทีว่าบ้านหลังนี้คือสถานที่ที่เพื่อนเพิ่งเอ่ยถึง เขาเหยียบบันไดที่ส่งเสียงเอียดอาด สูดจมูกฟุดฟิดเพราะได้กลิ่นไหม้

เลยไม่รอช้า เข้าไปในบ้านที่ทรายขาวอาจหลบซ่อนตัวอยู่อย่างระมัดระวัง แต่พอส่องไฟมองดูอย่างถี่ถ้วน แดนรวีก็เพิ่งพบว่าบ้านไม่ได้มีเต็มหลังอย่างเห็นภายนอก แต่มีเพียงด้านหน้า บางส่วนของด้านหลังหายไป และทั้งบ้านก็มีเพียงฝุ่นหนาสกปรกกับหยากไย่ระเกะระกะ ว่างโล่งปราศจากเฟอร์นิเจอร์ ปราศจากร่องรอยรอยเท้าเด็กหญิง หรือเปลวไฟที่เขายังได้กลิ่น ครั้นพอเดินไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าต่างบานหนึ่ง คิ้วเหนือดวงตาดุเข้มก็เลิกขึ้น

มีผีเสื้อตัวหนึ่งเกาะตรงขอบหน้าต่าง ปีกสีดำของมันขยับขึ้นลงช้าๆ และพอแดนรวีเข้าไปใกล้ มันก็โบยบิน

ถ้าไม่ใช่เพราะจู่ๆ ผีเสื้อสีดำก็บินวนตรงหน้าไปมา แดนรวีคงไม่ให้ความสนใจ แต่นอกจากมันตั้งใจทำอย่างนั้น เขายังคุ้นกับลวดลายแปลกตาตรงปีกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เลยไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะก้าวตามผีเสื้อที่บินนำเขาไปอีกทาง

ครั้นก้าวตามไปเรื่อยๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่พูนทวีมากขึ้น เพราะจากขนาดของบ้านที่คะเนไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาว่าไม่ใหญ่นัก สวนทางกับทางเดินในตัวบ้านที่ตนกำลังเดินตามผีเสื้อ เนื่องจากมันไกลหลายสิบเมตรแล้ว

และวินาทีที่รู้ตัว ทันใดนั้นสถานที่รอบๆ แดนรวีก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากบ้านไม้กลายเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายถ้ำ ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย เพิ่งแน่ใจว่ากำลังถูกอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นเล่นงาน ซึ่งอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแน่ใจคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อ หัวใจแทบหยุดเต้น ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นโครงกระดูกเด็กในชุดกระโปรงสีแดงซีดนอนอยู่บนพื้นดิน แดนรวีมองหัวกะโหลกด้วยความความรู้สึกหวาดหวั่น ใจคอไม่ดีเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตากลวงโบ๋ซึ่งหันมาทางตน ก่อนรีบควบคุมสติเบือนหน้าไปทางโหลแก้วใบเล็กที่วางอยู่ข้างกัน

ชายหนุ่มนึกถึงข่าวคนตายที่เคยทำ ยอมรับว่าแม้เคยเห็นศพมาก่อน และแม้ตัวเองไม่ใช่คนขี้กลัวก็จริง แต่การเห็นโครงกระดูกจะๆ ตรงหน้าในสถานการณ์อันแสนแปลกประหลาดก็ทำให้คนใจแข็งอย่างเขาขวัญเสียไม่น้อย ดังนั้นนอกจากภาวนาขอให้ได้ออกไปจากตรงนี้ แดนรวียังหลับตานึกถึงพระพุทธองค์และบทสวดศักดิ์สิทธิ์ เขาพยายามรวบรวมสติไม่ให้กระเจิดกระเจิง จนพอความหวาดกลัวลดลงเล็กน้อยจึงค่อยลืมตา

แต่เขากลับต้องเผชิญกับความหวาดผวาอีกรอบ เมื่อจู่ๆ โครงกระดูกเด็กหญิงก็ลุกพรวด ยื่นมือจับหมับเข้าที่ข้อเท้า

“ช่วยหนูด้วย”

แดนรวีตกใจ ผงะถอยหลังจนลื่นหกล้ม



“แหงสิ ไม่งั้นเหงื่อจะแตกซิกขนาดนี้เหรอ”

นอกจากตุ๊กตาทารกสามตา ตุ๊กตาหนูตาโบ๋ที่ยื่นมือช่วยปาดเหงื่อบนใบหน้าเล็กก็พูด

“นี่แน่ะ วันหลังควักตาฉันเบาๆ หน่อย เจ็บนะรู้มั้ย”

ไม่มีคำขอโทษจากทรายขาว นอกจากเสียงกรีดร้อง เด็กหญิงหวาดกลัวจนปัสสาวะราด พวกตุ๊กตารอบๆ จึงหัวเราะเยาะ

“แม่นิลเย็บเสื้อเสร็จแล้ว” ตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวที่ทรายขาวอยากได้เหลือเกินเอ่ยขึ้น “อย่างนี้จะเล่นอะไรต่อดีล่ะ เย็บปากยายเด็กปากจัดขี้ขโมยจอมโลภดีมั้ยแม่”

“ไม่ดี ควักตามันมาใส่ให้ฉันดีกว่า” ตุ๊กตาหนูตาโบ๋เสนอ

“หรือจะตัดขามันมาใส่ให้ผม” ตุ๊กตาผู้ชายที่มีแขนสี่ข้างบอก

แล้วจากนั้น ตุ๊กตาทุกตัวก็ขยับมาล้อมรอบทรายขาวที่โวยวายเอะอะเหมือนคนบ้า โดยมีลออนิลมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเย็นชา

“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยหนูด้วย พ่อจ๋า แม่จ๋าอยู่ไหน ช่วยหนูที” น้ำตาทรายขาวนองหน้า “น้าจ๋า หนูขอโทษที่ว่าน้า น้าปล่อยหนูไปเถอะนะ”

“อย่าปล่อยนะแม่นิล แม่นิลเคยบอกเด็กไม่ดีต้องถูกลงโทษไม่ใช่หรือ”

ฝาแฝดกระต่ายคัดค้าน ตามด้วยของเล่นอีกหลายตัวที่เห็นด้วย ลออนิลนิ่งครู่หนึ่ง ไม่มีใครรู้เธอคิดอะไร จนกระทั่งเธอพยักหน้า พวกของเล่นก็ส่งเสียงดังด้วยความผิดหวัง

“แม่นิลไม่น่าใจดีปล่อยมันเลย”

ได้ยินอย่างนั้น ทรายขาวก็รู้ว่ารอดตายแล้วจึงลองกระดิกนิ้ว ครั้นพอร่างกายกลับมาขยับได้ตามเดิมก็รีบลุกขึ้นด้วยความดีใจสุดขีด พุ่งตัวไปที่ประตู โดยไม่ลืมหันมาขู่ด้วยความแค้น

“คอยดู ฉันจะฟ้องแม่ให้มาจัดการอีผีใบ้กับไอ้พวกตุ๊กตาผี แล้วก็ลูกแกด้วย”

จากนั้นทรายขาวก็กระชากประตู ทว่ากลับเปิดไม่ออก เลยพยายามอีกหลายรอบแต่กลับเปิดไม่ได้ ใบหน้าซีดเผือดจึงหันมาทางหญิงชุดดำ กำลังจะเอ่ยแก้ตัวด้วยปากคอสั่นว่าเมื่อกี๊แค่พูดเล่น

“ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ทำอะไรลูกฉันไม่ได้อีก”

พอได้ยินน้ำเสียงประกาศอย่างเย็นเยือกจึงรู้อีกฝ่ายไม่ใช่ผีใบ้อย่างที่ด่าขานมาตลอด ทรายขาวก้าวถอยจนหลังชนประตูเมื่อร่างผ่ายผอมเหม็นไหม้เคลื่อนกายเข้ามา เด็กหญิงหวีดร้องดังลั่นเมื่อจู่ๆ ร่างผู้หญิงในชุดสีดำก็เกิดไฟลุกท่วม เนื้อตัวขาวซีดเปลี่ยนกลายเป็นดำเกรียม ผมเผ้าถูกไฟเผาจนศีรษะโล้นเตียน ใบหน้ามีแต่รอยไหม้ ดวงตาดำถลน ริมฝีปากบิดเบี้ยว สภาพสะอิดสะเอียนสยดสยอง

“แย่แล้ว แม่นิลโกรธแล้ว”

พวกของเล่นวิ่งพล่าน วิ่งหลบไฟกันจ้าละหวั่น จนกระทั่งเพลิงจากตัวลออนิลร่วงติดพรมและติดข้าวของอื่นไปทั่ว ตุ๊กตาหมีก็ตะโกนสั่งให้พรรคพวกหนีออกทางหน้าต่าง

“เร็วสิ! มัวรออะไร”

ตุ๊กตาหมีพูดกับคนที่ยังยืนตัวแข็งทื่อตรงประตู เด็กหญิงที่ตกอยู่ในความหวาดผวาจึงเพิ่งก้าวขาออก ร่างเล็กวิ่งผ่านมือไหม้เกรียมที่เอื้อมมายังลำคอได้อย่างเฉียดฉิว แล้วจากนั้นทรายขาวก็รีบปีนบานหน้าต่างสีฟ้าพร้อมกับตุ๊กตาตัวอื่นๆ และกระโดดออกไป





คลิกเพื่อเลือกบทที่ต้องการอ่าน
บทที่ 1 / บทที่ 2 / บทที่ 3 / บทที่ 4 / บทที่ 5 / บทที่ 6 / บทที่ 7 / บทที่ 8 / บทที่ 9 / บทที่ 10 / บทที่ 11


- - - - - - -


หลังจากบทที่ 4 จะลงเรื่องทุกวันอังคารนะคะ


Create Date : 10 ธันวาคม 2559
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 20:53:30 น. 1 comments
Counter : 382 Pageviews.

 
ทรายขาวเป็นเด็กไม่ดีเพราะแม่สินะ


โดย: พี่หมูน้อย IP: 223.207.201.181 วันที่: 10 ธันวาคม 2559 เวลา:15:37:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ratta
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




บล็อกนี้ไม่รับทิปนะคะ

สวัสดีค่ะ :)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จะไม่ค่อยเข้า Bloggang เท่าไหร่ หากต้องการติดต่อ พูดคุยกันได้ที่ Facebook 'ชมบุหลัน' นะ

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดของ Blog นี้ไปเผยแพร่หรือใช้ทุกกรณี จนกว่าจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก ratta (รัตตะ) ก่อนนะจ๊ะ

ผลงานนิยาย รางรักพรางใจ อุ่นรักฉบับอนุบาล อุบัติร้ายอุบัติรัก แปลงใจสีคราม ใยกัลยา มีแค่รัก รักของมิถุนา มนตร์กาลบันดาลรัก ดรุณฆาต

Friends' blogs
[Add ratta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.