Group Blog
 
<<
มกราคม 2560
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
ดรุณฆาต : บทที่ 8




“นาง”

เจ้าของชื่อเล่นที่กำลังนับแบงค์พันเพื่อเตรียมฝากยังตู้รับฝากเงินอัตโนมัติหน้าธนาคารสะดุ้งโหยง เงินในมือหล่นกระจายกับพื้น ธรรศกับแดนรวีจึงช่วยเก็บ

“ครบมั้ย”

ลาวัลย์นับแบงค์จนถึงยี่สิบใบก็โล่งใจ หันมาดุคนถาม

“ตกใจหมดเลยธรรศ ดีนะตอนเงินหล่นไม่มีใครหยิบไป”

ธรรศขอโทษ แดนรวีเลยเอ่ยแหย่เพื่อคลายบรรยากาศ

“คุณนางไม่น่าบอกครบ น่าบอกว่าหายไปสักสองสามใบ คุณปลัดจะได้ชดใช้”

“นั่นสิ นางก็ลืมไป” หญิงสาวในชุดพนักงานโรงแรมสีน้ำเงินยิ้มให้อดีตนักข่าวแล้วหันไปทางเพื่อน “มาทำอะไรกันที่นี่” ที่นี่ของลาวัลย์คือซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางอำเภอผารังษี

“พาคุณแดนราวีมาซื้อของ นางล่ะ มาฝากเงินอย่างเดียวหรือ”

“มากินข้าวเที่ยงด้วย” ลาวัลย์หันไปหย่อนเงินลงในตู้ฝากเงิน จนเสร็จเรียบร้อย ปลัดหนุ่มก็ชวน

“งั้นกินด้วยกันมั้ย เราเป็นเจ้ามือเอง”

“ไม่ต้องหรอก” ลาวัลย์ปฏิเสธ

“อย่าปฏิเสธเลยครับคุณนาง” แดนรวีแทรก “นานๆ จะได้ยินคุณปลัดออกปากอยากเลี้ยง โอกาสทองชัดๆ ขนาดผมอยู่บ้านธรรศมาเกือบเดือน ธรรศยังไม่เคยชวนผมไปเลี้ยงข้าว”

“แล้วที่เอ็งมานั่งๆ นอนๆ อยู่ทุกวัน ไม่เรียกว่าเลี้ยง”

ปลัดหนุ่มเหล่ตามองเพื่อน ลาวัลย์อมยิ้มกับท่าทางรวนกันเหมือนเด็กๆ ของสองหนุ่ม

“เลี้ยงก็เลี้ยง จะกินร้านไหน”

พอลาวัลย์ตกลง ธรรศจึงเสนอร้านสุกี้ แต่ทว่าแดนรวีกลับไม่เอาด้วย

“ข้ายังไม่หิว เอ็งกินกับคุณนางเถอะ”

บอกแล้วอดีตนักข่าวก็ขอตัวไปซื้อของใช้ส่วนตัว โดยไม่ได้บอกอีกเหตุผลว่าเป็นเพราะไม่อยากโดนผู้คนจ้องมองตอนกิน ขณะธรรศพอดูออกว่าเพื่อนเริ่มออกอาการอึดอัด เพราะขนาดแค่ยืนหน้าธนาคาร ยังมีบางคนแอบถ่ายรูป ดังนั้น เขาจึงไปกับลาวัลย์ตามลำพัง

กระทั่งถึงตอนรับประทานของหวาน ลาวัลย์ก็เอ่ยขึ้นมา

“ธรรศไปพิธีตั้งศาลใหม่ของลออนิลมาหรือเปล่า”

“ไป” ชายหนุ่มตอบ สงสัยเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนัก “มีอะไรหรือเปล่า”

“เรากับพี่เงินไม่ได้ไป” ผู้พูดเอ่ยถึงสามี

“เห็นแล้ว” เสียงธรรศอ่อนลง “ไม่เป็นไรหรอก คุณชัชวาลขอความร่วมมือให้ไปร่วมงานก็จริง แต่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนไปเสียหน่อย ขนาดลูกสาวเขายังไม่มาเลย”

“เราไม่ได้หมายถึงเรื่องคุณชัชวาล”

ปลัดหนุ่มเลิกคิ้ว ลาวัลย์เอ่ยต่อ

“ตั้งแต่เกิดเรื่องทรายขาว เราก็ห่วงลูก”

“ทุกคนในภูพระยาก็ห่วงทุกคน” ธรรศนึกถึงตุ๊กตาเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายที่ติดชื่อเด็กๆ ในตำบล “ถ้านางกังวลก็หาตุ๊กตามาเขียนชื่อเพกากับต้นไทรเอาไปวางที่ศาลลออนิลเหมือนคนอื่นสิ”

“เราอยากทำ แต่พี่เงินไม่เชื่อเรื่องนี้ เขาบอกเรื่องผีลออนิลเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เราเลยกลัวถ้าพี่เงินรู้ว่าเราเอาตุ๊กตาตัวแทนลูกไปวางจะถูกดุ” หญิงสาวก้มหน้า นึกถึงสามีนักเลงที่ชอบเอะอะโวยวายเสียงดังยามไม่พอใจ ทั้งยังเป็นคนห้ามไม่ให้ตนไปร่วมงานตั้งศาลลออนิลใหม่ เธอเขี่ยก้อนไอศกรีมกะทิไปมาก่อนเงยหน้าถาม

“ธรรศเชื่อเรื่องผีลออนิลมั้ย”

คนถูกถามจ้องมองดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยความวิตก

“ก้ำกึ่ง”

หญิงสาวขมวดคิ้ว แต่ไม่ทันถามทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น ผู้นั่งฝั่งตรงกันข้ามก็บอก

“ความจริงวันที่ทรายขาวหายตัวไป เราเห็นวิญญาณของลูกลออนิลด้วย”

ธรรศเล่า ไม่ได้สังเกตเห็นว่าช้อนหลุดจากมือคนฟัง

“แต่ตอนหลังมาคิดดูอีกที เราอาจคิดไปเองเพราะงานวันเกิดคุณชัชวาลมีเด็กเยอะแยะ ที่เราเห็นอาจเป็นลูกคนในอำเภอก็ได้ เราเลยไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง” ชายหนุ่มเอ่ย พอเห็นนัยน์ตาเบิกโต ท่าทางตื่นกลัวของลาวัลย์จึงตัดสินใจไม่เอ่ยถึงเรื่องโครงกระดูกผีที่แดนรวีเล่า เพราะไม่อยากให้คนฟังหวาดผวามากกว่านี้

“นางอย่ากังวลเลย เพราะตำรวจบอกแล้วว่าเรื่องทรายขาวเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่ฝีมือภูตผีวิญญาณสักหน่อย”

“แล้วเรื่องชื่นฤทัยล่ะ” ลาวัลย์กลืนน้ำลายลงลำคอแห้งผาก

“เป็นเพราะชื่นฤทัยเสียใจลูกมากก็เลย...” ธรรศละคำว่า “ฆ่าตัวตาย” แล้วบอก “ที่ชื่นฤทัยตาย ไม่ใช่ฝีมือลออนิลอย่างชาวบ้านลือหรอกน่า เราว่าบางทีทั้งหมดอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ ...บังเอิญที่วิบูลย์เป็นคนขับรถชนศาล บังเอิญที่ทรายขาวกับชื่นฤทัยตาย”

“มันไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ” น้ำเสียงลาวัลย์ไม่มีความเชื่อสักนิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ ธรรศเลยยื่นมือมาแตะมือเธอ

“คิดอย่างนี้มันก็สบายใจดีกว่าไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มยิ้ม “อีกอย่างคุณชัชวาลตั้งศาลใหม่แล้ว คงไม่มีอะไรร้ายๆ แล้วล่ะ”

“เราอยากคิดได้อย่างธรรศจังจะได้สบายใจ” ลาวัลย์ถอนใจ “บอกตรงๆ เราห่วงลูก”

“ถ้าห่วงลูกก็ต้องเริ่มจากดูแลตัวเองก่อน ตั้งสติ คอยระวัง แต่อย่าระแวงจนกลัวไปซะทุกเรื่อง”

“จริงสิ คอยระวังแต่อย่าให้ถึงขั้นระแวง ขอบใจนะธรรศ” หญิงสาวยิ้ม

“ปลัดธรรศยินดีรับใช้ประชาชนครับผม” เอ่ยแล้วปลัดหนุ่มก็ตักไอศกรีมเข้าปากก่อนสำลักกับคำถาม

“ว่าแต่เรื่องธรรศเห็นวิญญาณลูกสาวลออนิลมันยังไง”

“นึกว่าจบเรื่องลออนิลแล้วเสียอีก ทำไมนางยังถามอีกล่ะ เดี๋ยวเครียดอีกหรอก” ชายหนุ่มทำหน้าเคร่ง

“ก็ธรรศบอกให้ระวัง เราเลยอยากรู้เรื่องไว้เพื่อที่จะได้ระวังไง”

ลาวัลย์บอกเหตุผล ธรรศจึงจำเป็นต้องทบทวนเรื่องราวในคืนวันเกิดเจ้าของคุ้มผารังษี เล่าถึงเรื่องเด็กหญิงชุดกระโปรงสีแดงที่ยืนอุ้มตุ๊กตาหมีข้างแดนรวี

“เรื่องมีเท่านี้ เห็นมั้ยว่าไม่มีอะไรสักหน่อย ไม่มีวิญญาณหายวับกับตา ไม่มีแหกอกแล่บลิ้นปลิ้นตา เราถึงได้บอกว่าเด็กที่เห็นอาจเป็นแค่เด็กที่มาเที่ยวเล่นในงานก็ได้”

ธรรศสรุปเพื่อให้สบายใจ แต่ทว่าผลลัพธ์กลับตรงข้าม เพราะใบหน้าลาวัลย์ซีดเผือดราวเห็นผี

“ชุดกระโปรงสีแดงอย่างนั้นเหรอ!”

จำเป็นต้องถามย้ำด้วยความหวาดกลัว แล้วลาวัลย์ก็ได้คำตอบที่หวาดผวาเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า

“ใช่”

ธรรศบอก งุนงงที่จู่ๆ คนตรงหน้าก็ลุกพรวด

“ลุกทำไมนาง”

“เราต้องไปหาเพกาเดี๋ยวนี้!”

ไม่ทันถามว่าแล้วไม่ไปทำงานหรืออย่างไร ลาวัลย์ก็ก้าวเร็วออกจากที่นั่ง ก่อนรู้สึกพะอืดพะอม วิงเวียนหน้ามืดจนล้มลงท่ามกลางเสียงร้องตกใจของพนักงานและเพื่อนปลัด



หลังจากซื้อข้าวของส่วนตัวเสร็จ แดนรวีก็เข้ามาในร้านหนังสือ เขาหยิบนิตยสารซีซันขึ้นอ่านซึ่งในนั้นมีบทสัมภาษณ์ของแม่ตนเองลงอยู่ในคอลัมน์ดล ทว่าเหลือเพียงไม่กี่บรรทัดก็จะอ่านจบ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน

ไม่ทันบอกว่ากำลังซ่อนหลบสายตาผู้คนอยู่ในร้านหนังสือหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต ธรรศก็เอ่ยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“นางเป็นลม ข้าต้องพาไปโรงพยาบาลของอำเภอ แล้วข้าจะโทรหาเอ็งอีกครั้ง”

แจ้งข่าวแค่นั้นธรรศก็วางสาย ปล่อยให้แดนรวีงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้น ชายหนุ่มอ่านบทสัมภาษณ์ต่อ จนจบจึงมีเสียงโทรศัพท์ดังอีกรอบ

ในตอนแรกผู้ที่วางนิตยสารลงบนแผงนึกว่าเพื่อนโทรมา แต่กลับไม่ใช่ เพราะบนหน้าจอขึ้นหมายเลขไม่รู้จัก พอกดรับแดนรวีก็จดจำได้ว่าเสียงกระซิบกระซาบเป็นเสียงของกุญชรี

“ธรรศอยู่ไหนขิง น้าโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้เลย”

“คงยุ่งอยู่ครับ เพราะคุณนางเป็นลม ธรรศเลยพาไปโรงพยาบาล”

“ตายละสิ แล้วอย่างนี้จะทำยังไง”

น้ำเสียงร้อนรนทำให้เจ้าของโทรศัพท์เอะใจว่าคนโทรกำลังเจอปัญหาอะไรบางอย่าง เพราะตอนนี้เขาได้ยินเสียงเอะอะด้วย

“เกิดเรื่องอะไรหรือครับน้ากุญ”

“พี่ผ่องก่อเรื่องอีกแล้วน่ะสิ ไปเรียกอัชฌามาบ้าน แถมยังจะลากหวานให้ออกไปทำธุระเรื่องที่ดินที่อีกอำเภอกับอัชฌาสองคนให้ได้”

“แล้วหวานล่ะครับ” สีหน้าผู้พูดเคร่งเครียดขึ้น

“น้าให้หวานบอกว่าไม่สบายแล้วหลบในห้องนอน แต่น้าผ่องไม่ยอมอยู่ดี ทุบประตูปึงปัง เรียกหาสมรักษ์จะให้พังประตูเข้าไปอยู่เนี่ย” กุญชรีบอกแล้วตะโกน “ธุระสำคัญอะไรกันนักหนาพี่ผ่องถึงต้องบังคับกันให้ได้ เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอว่าหวานไม่สบาย”

“ไม่สบายอะไร! เมื่อเช้าฉันยังเห็นมันระริกระรี้อยู่กับไอ้ขิง”

“อ้าว ทำไมพูดจาว่าร้ายหวานอย่างนั้นล่ะพี่ผ่อง” ลูกพี่ลูกน้องผ่องพรรณกำโทรศัพท์มือถือแน่น “ถ้าธุระสำคัญนัก ทำไมพี่ไม่ไปเอง จะให้หวานไปทำไม หรือวางแผนอะไรไว้”

กุญชรีหรี่ตา รู้เท่าทันว่าพี่สาวต้องการเปิดทางให้อัชฌาที่นั่งคอยตรงห้องรับแขกคืนดีกับแรแข ฝ่ายผ่องพรรณถลึงตา

“ธุระเรื่องอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของแก! นังหวานเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่เปิดฉันจะให้ไอ้รักษ์พังประตูเข้าไป”

ได้ยินเสียงบทสนทนากับเสียงทุบประตูโครมครามแล้ว คิ้วแดนรวีก็ขมวดยุ่งกว่าเดิม เขาบอกกุญชรี

“เดี๋ยวผมไปตามธรรศที่โรงพยาบาลเอง น้ากุญพยายามดึงเวลาไว้ก่อนนะครับ อย่าให้หวานออกไปกับอัชฌาได้”

“ได้ ให้เร็วหน่อยล่ะขิง”

แดนรวีรับปาก พรวดพราดออกจากร้านหนังสือ เขาโทรศัพท์หาธรรศแต่เจ้าตัวไม่รับสาย เลยเร่งฝีเท้าก้าวไวมายังหน้าซูเปอร์สโตร์ เห็นรถสองแถวรับจ้างคันหนึ่งก็จะโบกเรียกให้พาไปโรงพยาบาล แต่ไม่ทันทำอย่างนั้น นัยน์ตาดุดันก็ปะทะกับอะไรบางอย่าง

ชายหนุ่มลดแขนลง ข้ามถนนไปยังฝั่งตรงกันข้ามที่มีโรงแรมสูงตั้งตระหง่านอยู่ เขาก้าวผ่านป้ายชื่อโรงแรมพระยาผารังษีสู่ล็อบบี้หรู ส่งยิ้มให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ตรงเคาน์เตอร์

“ผมมาพบคุณแกรนด์ครับ”

“นัดไว้หรือเปล่าคะ” ประชาสัมพันธ์สาวถาม จดจำได้ว่าชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้าคืออดีตนักข่าวดัง ฝ่ายแดนรวีปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะติดต่อเลขาฯ คุณแกรนด์ให้ก่อนนะคะ คุณแดนรวีจะได้ทำเรื่องนัดอีกที”

“ผมมีเรื่องสำคัญ ขอติดต่อคุณแกรนด์โดยตรงตอนนี้ไม่ได้หรือครับ”

เมื่อได้ยินว่ามีเรื่องสำคัญ อีกฝ่ายจึงสบตาเพื่อนที่ยืนอยู่ด้วยกัน แล้วหันกลับมามองคนที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนอย่างไม่แน่ใจนัก แดนรวีจึงเอ่ย

“เอาอย่างนี้ก็ได้ครับ คุณช่วยแจ้งเลขาฯ คุณแกรนด์ว่าผมมีเรื่องสำคัญต้องการบอกกับคุณแกรนด์ เกี่ยวกับคุณอัชฌาและอดีตคู่หมั้นของเขา”

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ครั้นพนักงานโรงแรมยังทำท่าลังเลชักช้าจึงสำทับซ้ำด้วยเสียงเข้ม

“ไม่เชื่อผมก็ตามใจครับ แต่ว่า...” นัยน์ตาดุกวาดจ้องพนักงานประชาสัมพันธ์ที่ยืนอยู่ “ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วคุณแกรนด์ทราบทีหลังว่าที่ไม่ทราบเรื่องเป็นเพราะคุณ คุณต้องรับผิดชอบนะ” แดนรวียิ้มเหี้ยมเกรียม เอ่ยเสียงเบาลง “และคุณรู้ใช่มั้ยครับว่าเวลาคุณแกรนด์โกรธเป็นยังไง”

เท่านั้น หญิงสาวตรงหน้าก็กระวีกระวาดโทรศัพท์ติดต่อกับเลขานุการของดาริกา ซึ่งฝ่ายนั้นแจ้งว่าดาริกาไม่ได้อยู่ที่โรงแรมแต่อยู่บ้าน ชายหนุ่มเลยส่งข่าวที่รับฟังจากกุญชรีอย่างไม่ขาดตกบกพร่องสักคำ เขามองนาฬิกาข้อมืออย่างพอใจ รู้ว่าอีกไม่นานดาริกาจะต้องรีบแล่นไปหาอัชฌา

และพอวางสาย เขาก็เอ่ยกับประชาสัมพันธ์สาวอีกครั้ง

“คุณช่วยติดต่อรถเช่าให้ผมที”

แดนรวีวางมาดดุสั่ง และเมื่อได้พาหนะตามที่ร้องขอ เขาก็เหยียบคันเร่ง พาตัวเองสู่สงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นยังร้านครัวผ่องพรรณ



“ออกมาจากห้องเดี๋ยวนี้นะนังหวาน!” ผ่องพรรณตะโกน มือทุบประตูปึงปัง

“จะอะไรนักหนากับหวานเฮอะพี่ผ่อง ฉันบอกแล้วว่าหลานไม่สบาย”

“แกอย่ามาโกหกช่วยมัน” เจ้าของบ้านตวัดสายตา หันขวับมาทางลูกพี่ลูกน้อง “ฝีมือแกใช่มั้ยนังกุญ นังหวานถึงได้รีบหลบเข้าห้อง คราวก่อนก็อีกที่แกใช้หวานไปซื้อของกับขิงตอนรู้อัชฌาจะมาบ้าน”

“รู้เร้ออะไรกัน” กุญชรีปฏิเสธหน้าตาย “ว่าแต่พี่ผ่องเถอะ ฉันถามจริงๆ ทำไมถึงต้องให้หวานเจออัชฌาให้ได้ รู้ทั้งรู้ว่าหมอนั่นมันทำอะไรไว้กับหวาน เป็นฝ่ายนอกใจไม่พอ ยังกล้าเป็นคนขอถอนหมั้นอีก หยามกันชัดๆ” น้ำเสียงผู้พูดยังมีความโกรธเคือง

“เรื่องส่วนตัวก็ส่วนเรื่องส่วนตัวสิ นี่ฉันจะให้นังหวานไปทำธุระเรื่องงาน” ผ่องพรรณยังคงยืนกราน ไม่ตกหลุมพรางที่น้องสาวพยายามหลอกล่อให้พูดความจริงว่าตนต้องการให้อัชฌาคืนดีกับแรแขเพื่ออะไร “แค่นี้ยังแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ได้ ต้องทำเป็นสำออยป่วยขึ้นมา” ส่งสายตาเหยียดใส่ประตูห้องนอนแรแขแล้ว ผ่องพรรณก็ตะโกน “ไอ้รักษ์ แกหายหัวไปไหน เมื่อไหร่จะขึ้นมา!”

ฝ่ายกุญชรีมองตามไปทางบันได ทว่าไม่ได้มองหาสมรักษ์ แต่มองว่าเมื่อไหร่หลานชายกับเพื่อนจะมา

“ถ้าพี่ผ่องยืนยันว่าเป็นเรื่องงาน งั้นให้ฉันไปแทนหวานก็ได้สิ” กุญชรีพยายามยื้อเวลาตามที่แดนรวีบอก

“แกจะไปรู้เรื่องอะไร” ผู้เป็นพี่ตวาด

“ฉันไม่ได้โง่นะพี่ผ่อง อย่างน้อยฉันก็รู้ที่พี่พยายามให้หวานไปกับอัชฌาให้ได้ก็เพื่อต้องการให้คุณแกรนด์เจ็บใจ” พอถูกตวาด กุญชรีจึงออกอาการไม่พอใจ โพล่งความจริงที่พี่สาวพยายามปกปิด เธอมองฝ่ายที่หลบตา “พี่ไม่กลัวคุณแกรนด์มาอาละวาดหรือไง”

“ทำไมชั้นต้องกลัวอีเด็กนั่น”

“ใช่สิ พี่ไม่ต้องกลัวเพราะพี่ไม่ใช่คนที่ต้องรับมือกับคุณแกรนด์ แต่เป็นหวาน” ผู้พูดมองประตูห้องนอนแรแข บอกเสียงดัง “ได้ยินคำพูดทุกคำแล้วใช่มั้ยหวาน เพราะงั้นไม่ต้องออกมาล่ะ ถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อใคร”

“แกอยู่ข้างไหนกันแน่นังกุญ ฉันเป็นพี่แกนะ ส่วนเด็กนั่นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแกสักหน่อย” ผ่องพรรณหมายถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือด

“ฉันอยู่ข้างความถูกต้องยังไงล่ะ”

“ถึงแม้ความถูกต้องจะทำให้แกตกงาน” ผ่องพรรณชี้หน้าขู่ “ถ้ายังไม่อยากตกงานก็รีบไสหัวลงไปทำงานข้างล่าง แล้วอย่ามาแส่เรื่องนี้อีก อ้อ แล้วเรียกไอ้รักษ์มาด้วย บอกมันถ้าไม่มา ฉันจะไล่มันออก”

กุญชรีกัดฟัน ขณะคนที่หลบอยู่ในห้องกำมือแน่น แรแขตัดสินใจจับลูกบิดประตู ตั้งใจกระชากออกเพื่อเผชิญหน้ากับแม่เลี้ยง แต่ทว่ากลับได้ยินเสียงโหวกเหวกจากเด็กในร้านเสียก่อน

“คุณแกรนด์มาค่ะคุณผ่อง!”

“มันมาทำไม” ผ่องพรรณขมวดคิ้ว

“เธอบอกว่า...” ผู้พูดเหลือบมองกุญชรีที่ดูเหมือนจะเห็นคำตอบรางๆ แล้วถ่ายทอดคำพูดดาริกาที่สั่งมา “มาหาคนหัวหงอกที่จะหลอกวางแผนฉกคุณอัชฌาค่ะ”
เท่านั้นผ่องพรรณก็เข้าใจ แต่แทนที่จะโกรธที่โดนเรียกว่าเป็นคนหัวหงอก เธอกลับยิ้มอย่างพอใจ เลิกตอแยแรแข แล้วลงไปที่ร้าน

จนลับร่างลูกพี่ลูกน้องที่เดินลงบันไดไป กุญชรีก็จะเคาะเรียกแรแข แต่เจ้าตัวเปิดประตูออกมาเสียก่อน

“งานนี้คุณแกรนด์อาละวาดร้านแตกแน่”

“คุณแกรนด์รู้ได้ยังไงคะว่าอัชฌาอยู่ที่นี่”

“น้าเดาว่าเป็นฝีมือขิง”

คิ้วเหนือดวงตาสวยเลิกขึ้น กุญชรีจึงเล่าเรื่องที่โทรศัพท์ถึงแดนรวี

“คุณแกรนด์คงรู้เรื่องนี้เป็นฝีมือพี่ผ่องถึงได้ให้เด็กมาเรียกแบบนั้น เพราะงั้นหวานอยู่ข้างบนดีที่สุด อย่าได้ลงไปเชียว เพราะลองมาถึงร้าน ไม่มีทางจบสวยแน่” กุญชรีนึกถึงนิสัยของดาริกาที่ไม่เคยเกรงใจหรือไว้หน้าใคร “อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ อีกอย่างถ้าหวานลงไป น้าเองไม่แน่ใจว่าจะช่วยหวานได้หรือเปล่า ส่วนพี่ผ่องไม่ต้องพูดถึง รายนั้นตั้งใจให้หวานโดนคุณแกรนด์เล่นงานอยู่แล้ว”

“ไม่ได้หรอกค่ะ” แรแขปฏิเสธ บอกเหตุผล “หวานรู้ค่ะน้ากุญว่ากำลังจะเจอกับอะไร แต่ถ้าให้หวานเอาแต่เก็บตัวในห้อง แล้วส่งน้ากุญออกหน้าเป็นกันชนให้หวานเหมือนเมื่อกี้อีก หวานทนไม่ไหวค่ะ” หญิงสาวจับมือกุญชรีที่แสดงท่าไม่เห็นด้วย “ถ้าหวานเอาแต่หลบปัญหา หวานก็ต้องหลบไปตลอด”

“ก็หลบอีกแค่ไม่นาน เพราะพอครบกำหนดเวลาตามเงื่อนไขพี่ผ่อง หวานก็จะไปกรุงเทพฯ แล้ว”

“แต่หวานต้องการปกป้องตัวเองค่ะ” น้ำเสียงแรแขเข้มขึ้น

“ปกป้องยังไง” กุญชรีอ่อนใจ ไม่เชื่อว่าวิธีของแรแขสามารถแก้ปัญหาได้

“หวานจะใช้ความจริงปกป้องค่ะ”

“แล้วหวานคิดว่าคนอย่างคุณแกรนด์จะเข้าใจสิ่งที่หวานอธิบายหรือ”

“หวานไม่ได้ทำเพื่อให้คุณแกรนด์เข้าใจค่ะ หวานทำเพื่อตัวเอง”

ได้ยินและได้เห็นท่าทางเอาจริง กุญชรีก็ไม่ทัดทานอีก แรแขปล่อยมืออีกฝ่าย เดินสู่ร้านที่มีเสียงเอะอะมะเทิ่งลอยมา กระทั่งไปใกล้ขึ้นจนเห็นภาพผ่องพรรณและดาริกาทะเลาะกันท่ามกลางลูกค้าซึ่งมีอยู่ไม่มากนักและส่วนใหญ่เป็นคนในตำบล แรแขก็หันมาสบตากุญชรีแว่บหนึ่งแล้วระบายลมหายใจยาว

“น่าขำ เที่ยวบอกคนอื่นว่าอย่ามาแย่งคนรัก แต่คงลืมไปแล้วสินะว่าตัวเองก็แย่งเขามาเหมือนกัน” ผ่องพรรณกอดอก จงใจวางมาดกวนโทสะหญิงสาวคราวลูกที่ประกาศศึกบุกมาถอนหงอกถึงถิ่น

“ใช่แล้วไง ของดีใครก็ต้องอยากได้ทั้งนั้น” ดาริกาไม่สะทกสะท้าน เหยียดริมฝีปาก “แกก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ทำเป็นว่าคนอื่น นี่คงแก่จนเลอะเลือน ลืมไปแล้วสินะว่าสมัยก่อนก็เคยคิดแย่งพ่อชั้นจากแม่”

ผู้พูดเอ่ยถึงสิ่งที่เคยฟังจากแม่ และความจริงในอดีตก็ทำเอาผ่องพรรณสะดุ้ง ตาเหลือกจนน่าขบขัน

“ฝันสูงอยากเป็นเมียของผู้สืบสกุลพระยาผารังษี พอไม่ได้ดั่งใจก็ไปคว้านายพลแทน แล้วก็มาชูคอวางท่าเป็นคุณนายเลียนแบบแม่ชั้น”

“แกอย่าพูดเพ้อเจ้อ” ผู้ที่ตั้งใจทำให้ดาริกาเสียหน้าเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ

“เพ้อเจ้องั้นรึ ต้องไปเกณฑ์คนเฒ่าคนแก่มาถามถึงจะยอมรับงั้นสิ” ผู้พูดหัวเราะหึๆ “จำไว้ว่าถ้าไม่อยากให้ชั้นขุดเรื่องชั่วๆ เรื่องอื่นมาแฉ” ดาริกาขู่ “วันหลังหัดอยู่เฉยๆ อย่าเสนอหน้าทำตัวเป็นแม่สื่อ ชวนอัชฌาไปไหนต่อไหนกับลูกเลี้ยงแกอีก”

“พอได้แล้วแกรนด์ ฌาบอกแล้วไงว่าแค่มากินข้าว ไม่ได้มาหาใคร”

อัชฌาดึงแขนคนรัก เขาอับอายสายตาผู้คน ซึ่งไม่ได้มองมาที่ตนเพียงอย่างเดียว แต่ยังจับจ้องยังกริยาของดาริกาที่เหมือนเติบโตจากตม

“นึกว่าแกรนด์โง่หรือไง เห็นอยู่บนโต๊ะฌาไม่มีอาหารสักอย่าง!”

ทายาทพระยาผารังษีแผดเสียง และพอเห็นอดีตคู่หมั้นของคนรักเดินเข้ามา ดวงตาคมก็จ้องเขม็งทุกฝีก้าว กระทั่งแรแขหยุดไม่ห่างจากตนเองนัก ดาริกาก็พูดเสียงดัง

“เห็นหน้าหวาน ท่าทางซื่อ ที่แท้ก็แรดน่าดู”

“หวาน!”

อัชฌาตกใจ เขามองแรแขก็เห็นเจ้าตัวยืนนิ่ง ขณะดาริกายังสาดคำพูดหยาบช้า

“ไม่มีปัญญาหาผัวหรือไง”

“คุณแกรนด์เข้าใจผิดแล้วค่ะ” แรแขพยายามข่มอารมณ์ ตั้งมั่นว่าถึงโกรธแค่ไหนก็จะไม่ทำตัวอย่างดาริกาเด็ดขาด “ตั้งแต่ดิฉันกับคุณอัชฌาถอนหมั้นก็ไม่เคยข้องเกี่ยวกันอีก”

“ใช่แกรนด์ ฌากับหวานไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย” อัชฌารีบพูดด้วยความกลัว

“คุณอัชฌายืนยันแล้ว ดิฉันก็หวังว่าคุณแกรนด์จะเข้าใจแล้วนะคะ” แรแขไม่หลบตาดาริกาที่จ้องมาและพูด

“ชั้นรู้แกอยากได้ฌาคืน”

“ดิฉันไม่เคยอยากได้คุณอัชฌาคืน”

“อย่ามาตอแหล”

“ดิฉันไม่ใช่คนที่ยอมลดตัวทำอะไรต่ำช้าเพื่อแย่งผู้ชายหรอกค่ะ”

“นี่แกหลอกด่าชั้น?” ดาริกาขยับตัวไปข้างหน้าจนอัชฌาต้องรีบรั้งตัวไว้ เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ปากคอเราะร้ายไม่เบา มิน่าถึงได้โดนผู้ชายถอนหมั้น” ผู้พูดเหยียดหยามหวังให้คนฟังเจ็บใจ แต่แรแขกลับยังวางหน้าเฉย

“อันที่จริงแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่านะคะที่ดิฉันถูกถอนหมั้น”

“โถๆ นี่เป็นคำพูดของคนที่เสียใจจนเสียสติหรือเปล่าจ๊ะ” ดาริกาเยาะ

“สักวันคุณแกรนด์จะทราบเองค่ะว่าใครเสียใจ ใครไม่เสียใจ และใครที่ทำตัวเหมือนคนเสียสติ”

“ทำเป็นเล่นลิ้น” ผู้ที่ถูกอัชฌาจับตัวยักไหล่ “ชั้นไม่สนหรอกว่าที่แกพูดหมายถึงใคร แต่จำใส่กะโหลกไว้ว่าอย่ามายุ่งกับผู้ชายของชั้น”

ประกาศก้องแล้ว ดาริกาก็หันมาจ้องผ่องพรรณ

“อย่าคิดวางแผนสกปรกกับชั้นอีก เพราะคนอย่างชั้นทำเรื่องนั้นได้ดีกว่าแกเป็นร้อยเท่า”

เมื่อขู่จนเจ้าของร้านหงอ ทายาทพระยาผารังษีก็สั่งให้คนรักกลับพร้อมตน แต่ไม่ทันก้าว เสียงจอดรถดังเอี๊ยดก็ทำให้ทุกคนหันมอง

แดนรวีลงจากรถที่เช่ามา เขาซ่อนอาการเร่งรีบ ก้าวไปยืนข้างแรแข โดยมีกุญชรีส่งสัญญาณให้รู้ว่าสงครามเพิ่งจบลงสักครู่

“เสร็จธุระแล้วหรือครับคุณแกรนด์”

ผ่องพรรณกับอัชฌาหันไปทางแดนรวีพร้อมกัน ก่อนทั้งคู่จะเข้าใจว่าดาริกามาปรากฏตัวที่ร้านได้เพราะใคร ขณะคนถูกถามไม่เอ่ยอะไร เธอเชิดหน้า ตั้งท่าหมุนตัวกลับ แต่ต้องหันขวับมาทางคนรัก

“ทั้งหมดเป็นฝีมือคุณ!” อัชฌาโมโหจนลืมตัวถามออกมาหลังจากรู้ว่าต้นเหตุความวุ่นวายทั้งหมดเกิดจากฝีมือแดนรวี ดาริกาจึงหยิกแขนแรงจนเจ้าตัวร้องโอ๊ย

“กลับเดี๋ยวนี้ฌา!”

ดาริกาตวาดสั่งอย่างไม่ไว้หน้า อัชฌาออกอาการฮึดฮัดครู่หนึ่ง เขาจ้องคนที่ทำให้แผนการตนล้มเหลวและพังเละเทะด้วยดวงตาวาวโรจน์ แต่อีกฝ่ายกลับมองมาด้วยแววตาดุดันน่ากลัวยิ่งกว่า

“รีบกลับเถอะครับคุณอัชฌา อย่าทำให้หวานเสียชื่อ ให้คนอื่นเข้าใจผิดเรื่องคุณมาตื๊อหวานอีกเลย และความจริง...” แดนรวีเอ่ยเสียงก้อง เขาคว้ามือคนข้างตัวมาจับ พร้อมกับแก้ความเข้าใจผิดเสียใหม่ “ตอนนี้ผมกับหวานคบกันอยู่ และเราก็รักกันมากเสียด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องที่หวานจะแย่งแฟนใครจึงเป็นเรื่องไม่มีทางเป็นไปได้ ขอให้ทุกคนที่อยู่ตรงนี้เข้าใจตรงกันด้วยนะครับ”

ประกาศเพื่อปกป้องชื่อเสียงของแรแขแล้ว แดนรวีก็กระชับมือนุ่มให้แน่นขึ้น โดยที่เจ้าของใบหน้าแดงซ่านไม่ปฏิเสธเรื่องที่อีกฝ่ายเอ่ยสักคำ





คลิกเพื่อเลือกบทที่ต้องการอ่าน
บทที่ 1 / บทที่ 2 / บทที่ 3 / บทที่ 4 / บทที่ 5 / บทที่ 6 / บทที่ 7 / บทที่ 8 / บทที่ 9 / บทที่ 10 / บทที่ 11


Create Date : 03 มกราคม 2560
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 20:55:25 น. 2 comments
Counter : 436 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
พี่หมูน้อย : ได้ข่าวว่าที่แม่กำปองสวยน่าไป แต่ยังไม่เคยไปเที่ยวเลยค่ะ // แต่ละประเทศที่พี่บอกมา ได้ยินชื่อก็ตาวาว อยากไปมั่ง เชียร์ให้พูดเยอะๆๆๆเลยค่ะ เพื่อให้ได้เที่ยว 555+


คุณ sakeena : สาวน้อยกระโปรงแดงมาอีกแล้วจ้า แต่ยังไม่แผลงฤทธิ์ ส่วนจะแผลงฤทธิ์แบบไหน ต้องติดตามกันต่อปายยย


โดย: ชมบุหลัน (ratta ) วันที่: 3 มกราคม 2560 เวลา:15:30:45 น.  

 
แดนราวี ตอนนั้นน่าจะเขียนผิดนะ

กุ้ยหลินไม่ไปแล้ว ขี้เกียจ เดาเอาเองว่าไม่ว่าง และมีทริปเดือน ธค 60 เพิ่มมา ประหยัด ๆ เวลาหน่อย


โดย: พี่หมูน้อย IP: 202.28.248.42 วันที่: 5 มกราคม 2560 เวลา:9:29:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ratta
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




บล็อกนี้ไม่รับทิปนะคะ

สวัสดีค่ะ :)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จะไม่ค่อยเข้า Bloggang เท่าไหร่ หากต้องการติดต่อ พูดคุยกันได้ที่ Facebook 'ชมบุหลัน' นะ

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดของ Blog นี้ไปเผยแพร่หรือใช้ทุกกรณี จนกว่าจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก ratta (รัตตะ) ก่อนนะจ๊ะ

ผลงานนิยาย รางรักพรางใจ อุ่นรักฉบับอนุบาล อุบัติร้ายอุบัติรัก แปลงใจสีคราม ใยกัลยา มีแค่รัก รักของมิถุนา มนตร์กาลบันดาลรัก ดรุณฆาต

Friends' blogs
[Add ratta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.