Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
11 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
ตอนที่ ๑๑ คู่แข่งแสดงตัว



ธารารินมาถึงที่นาแต่เช้าเพราะนึกเป็นห่วงฌอนที่ต้องมาอยู่ท่ามกลางคนต่างถิ่นต่างภาษาและเกรงใจนายสง่ากับครอบครัวด้วยที่ต้องมารับผิดชอบคนที่พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง บุษบาเองก็มีน้ำใจตื่นมาทำไข่ดาวกับทอดไส้กรอกเป็นมื้อเช้าให้ชายหนุ่มด้วยแต่เมื่อมาถึงที่นากลับพบว่าอิตาฝรั่งตัวโตนั่นกำลังช่วยเด็กชายต้องรดน้ำผักในสวนอย่างสนุกสนานไม่ได้มีท่าทีสลดหรือน่าสงสารแต่อย่างใด

“ขยันกันแต่เช้าเลยนะคะน้าหง่า น้าจินนี่ทานข้าวกันแล้วเหรอ” หญิงสาวสอบถามสองสามีภรรยาที่ก้มๆ เงยๆ ช่วยกันขุดหลุมไว้สำหรับลงหน่อกล้วยหอมซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่เธอจะปลูกบนที่ดินผืนนี้

“กินแล้วค่ะคุณแธม มื้อเซ้าข้อยจี่ข้าวทาไข่”จินดายืดตัวขึ้นตอบพร้อมรอยยิ้มซื่อๆ พลางปาดเหงื่อที่หน้าผากแม้อากาศตอนเช้าจะเย็นอยู่มาก แต่การออกแรงขุดดินแบบนี้ก็เรียกเหงื่อได้ชะงัดนัก

“แล้วฌอนเป็นยังไงบ้างคะ เขาสร้างความลำบากใจอะไรให้พวกน้ารึเปล่า”

“บ่มีเลยค่าคุณแธม ซอนเป็นคนน่าฮักยิ้มเก่ง แล้วยังซ่อยสอนภาษาอังกฤษให้บักต้องอีก”

“เอาหยังให้กินกะกินเบิดครับมื้อคืนกะกินทอดปลาทูกับข้าวเหนียว กินง่ายแท้ๆ เลย” นายสง่าเสริม

ดูเหมือนสองสามีภรรยาจะถูกใจฌอนไม่น้อยพอมองไปทางสวนผักก็เห็นว่าชายหนุ่มกับต้องพยายามใช้มือช่วยในการสื่อสารและหัวเราะกันไปด้วยเป็นระยะ

“แบบนี้ก็ดีเลยนะคะต้องจะได้เก่งภาษาอังกฤษ งั้นพี่บุษก็น่าจะเรียนบ้าง ไม่งั้นอายเด็กแย่” บุษบาว่าอย่างมุ่งมั่นเธอยังกลัวชาวต่างชาติอยู่แต่พอเห็นเด็กชายต้องไม่กลัวและทำท่าว่าจะคุยกับฌอนรู้เรื่องเลยเกิดฮึดขึ้นมาบ้าง

ฌอนหันมาทางนี้พอดีเมื่อเห็นว่าธารารินมาก็ยิ้มกว้างพร้อมโบกทักทายหันไปคุยบางอย่างกับต้องพร้อมภาษามือ แล้ววิ่งตื๋อมาหาหญิงสาวอย่างไว

“อรุณสวัสดิ์ครับแธม คุณมาแต่เช้าเลย”เขามองเธอด้วยสีหน้าบ่งบอกความดีใจอดไม่ได้ที่จะเลื่อนสายตาลงมองหน้าท้องนูนของหญิงสาวอยากเอื้อมมือไปสัมผัสแต่ก็สู้อดทนไว้ เขาไม่อยากทำให้เธอโกรธแล้วผลักไสเขาออกห่างเรื่องนี้คงต้องค่อยเป็นค่อยไป

“ฉันกลัวคุณสร้างปัญหาให้น้าหง่ากับเมียเขา”เธอรีบออกตัว กลัวเขาทึกทักว่าเป็นห่วงเป็นใย ถึงจะเป็นความจริงด้วยแต่เธอจะไม่ให้เขาได้ใจไปหรอก

“ถึงคุณจะพูดอย่างนั้น ผมก็ไม่ไปหรอกนะแธม”ชายหนุ่มยืนยัน ก่อนดึงสายตามาที่บุษบา “สวัสดีครับแนนนี่”

“อุ๊ย เขาว่าอะไรคะคุณหนูเหมือนจะพูดกับพี่บุษ ฟังออกแค่แนนนี่ ไม่ได้ชื่อแนนนี่นะคะ ชื่อบุษค่ะ บุด-สะ-บา”บุษบาพยายามออกเสียงชื่อตัวเองช้าๆ ชัดๆ อยากให้ฌอนพูดตาม แต่บอกไม่เป็น

“เขาทักทายน่ะค่ะพี่บุษ แนนนี่หมายถึงพี่เลี้ยงไม่ใช่ชื่อคน” หญิงสาวอธิบาย ก่อนบอกฌอนว่าพี่เลี้ยงของเธอชื่อบุษบาแต่จะเรียกแนนนี่ก็ได้ เขาจะได้ออกเสียงง่ายหน่อย

“แต่ผมออกเสียงชื่อคุณได้นะ ทา-รา-รินใช่มั้ย”

คราวนี้ฌอนออกเสียงไทยชัดจนเจ้าของชื่อถึงกับอึ้งแถมยังทำพลาดด้วยการหันไปสบตาเขา ทำให้มองเห็นความรู้สึกอบอุ่นอ่อนหวานที่ชายหนุ่มถ่ายทอดมาให้พร้อมรอยยิ้มและนัยน์ตาสีน้ำตาลที่เธอไม่เคยลืมเขาคงจะพาความทรงจำของเธอย้อนกลับไปที่อเมริกาในตอนพบกันครั้งแรกได้สำเร็จ หากบุษบาไม่พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“เขาเรียกชื่อคุณหนูใช่ไหมคะ ชัดมากเลยเก่งจริงนะพ่อคุณ ต้องสอนล่ะสิ” ประโยคหลังหันไปถามสองสามีภรรยา

“บ่แม่นดอกค่า พวกเฮาฮู้แต่ซื่อคุณแธมบ่เคยได้ยินผู้ใดเรียกธาราริน ซื่อม่วนแท้ๆ เนาะ” นางจินดาตอบไปตามจริง

เนื่องจากสองสามีภรรยาต้องขายบ้านใช้หนี้หลังแม่ของจินดาเสียที่นาก็เช่าเขาทำกิน ไม่มีเป็นของตัวเอง นายสง่าก็ไม่เหลือญาติที่ไหนอีกทำให้พวกเขาต้องออกเดินทางหารับจ้างเลี้ยงชีพ วันๆ สนใจแต่หาเงินไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีโทรทัศน์ให้ดูและไม่มีเวลาจะดูด้วย จึงไม่รู้ว่าธารารินเป็นดาราและเมื่อมาอาศัยที่ดินของตาเทียนทำมาหากินก็อยู่แต่ที่นา ไม่ได้เข้าไปวุ่นวายในหมู่บ้านนานๆ จึงเอาผักเอาไก่ไปขายที เรียกว่าถ้าออกจากที่นาตาเทียนไปก็คุยกับใครไม่รู้เรื่องเพราะข่าวมาไม่ถึงนั่นเอง

“งั้นไปได้ยินใครเรียกมาล่ะคุณหนูบอกเขาเหรอคะ” บุษบาหันมาถามคุณหนูของเธอด้วยความสนใจ

“ค่ะ ก็ที่คุยกันนานๆ เมื่อวานไงคะ เอาละงั้นก็แปลว่าทุกคนกินข้าวเช้ากันไปแล้ว ของกินที่พี่บุษเตรียมมาก็เก็บไว้กินมื้อหลังก็แล้วกันนะคะ”หญิงสาวเปลี่ยนหัวข้อ ก่อนจะต้องหาเรื่องมาโกหกเพิ่ม

เธอไม่ได้อยากโกหกใครต่อใครจนติดเป็นนิสัยเพียงแต่เรื่องนี้อธิบายไปก็ยากจะมีคนเข้าใจ ใครๆ คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอควรยอมรับฌอนเพราะเขาคือพ่อของลูกเธอ แต่ธารารินไม่คิดว่าจะทำได้ง่ายดายเช่นนั้นแผนเดิมของเธอคือต้องการลูกและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ได้มองหาคู่ชีวิตที่เลือกเขาเพราะลักษณะภายนอกเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะว่าเป็นความพึงพอใจของเธอเองก็คงได้

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือตอนนี้ฌอนเสนอตัวจะเป็น‘พ่อของลูก’ซึ่งสิ่งที่เขาจะถ่ายทอดสู่ลูกของเธอนับจากนี้ไม่ใช่เพียงลักษณะทางพันธุกรรมแต่ยังเป็นเหมือนเบ้าหลอม เป็นต้นแบบให้ลูก เธออยากให้ลูกเติบโตเป็นคนดีเป็นคนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่โตมาแล้วเป็นภาระสังคม ดังนั้นหากมีพ่อที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกไม่ได้เธอขอเลี้ยงลูกคนเดียวจะดีกว่า

เธอเชื่อมั่นว่าตัวเองจะเป็นแม่ที่ดีได้อย่างน้อยที่สุดเธอก็รู้ดีว่าเธอต้องการอะไรจากแม่ และเธอควรให้อะไรแก่ลูก แม้ความเชื่อมั่นนี้จะไม่ได้รับประกันว่าลูกของเธอจะเป็นอย่างที่เธอปรารถนาแต่เธอจะทำหน้าที่ของแม่ให้ดีที่สุด

การมาของฌอนทำให้แผนในชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนไปแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าการมีอยู่ของเขาจะส่งผลอะไรต่อลูกของเธอบ้าง ฉะนั้นก่อนที่เธอจะยอมให้เขามีส่วนร่วมในชีวิตลูกเธอต้องมั่นใจเสียก่อนว่าเขาคู่ควรที่จะได้รับสิ่งนี้ นี่คือความรับผิดชอบของเธอในฐานะ‘แม่’เช่นกัน

เด็กชายต้องรดน้ำสวนผักเสร็จก็กลับมาที่กระต๊อบเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียนบุษบาเอาของกินที่เตรียมไว้มาเก็บให้แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าที่นี่ไม่มีตู้เย็นจึงบอกให้ต้องนำกล่องใส่อาหารนี้ไปกินที่โรงเรียนด้วย ก่อนจะกลับไปเอากระติกน้ำแข็งที่ท้ายรถมาเติมน้ำดื่มแล้วหิ้วมาส่งให้สองสามีภรรยาอย่างที่เคยทำทุกวันเมื่อทั้งคู่เริ่มจัดการกับที่ดินสองไร่นี้เพื่อการปลูกกล้วยหอม

ระหว่างนั้นฌอนกับธารารินยังยืนดูสองสามีภรรยาช่วยกันทำงานหญิงสาวอยากลงมือด้วยแต่ทุกคนค้านว่าเธอกำลังท้องและนี่ก็ย่างเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว ไม่ควรทำงานหนัก ธารารินเป็นห่วงลูกจึงยอมรับฟังและช่วยหยิบจับอะไรเล็กน้อยเท่าที่พอจะช่วยได้แต่เธอก็แทบไม่ได้ทำอะไรอยู่ดี เพราะบุษบาแย่งหน้าที่ไปเกือบหมด

“พวกเขาขุดหลุมไว้ทำไมเหรอแธม” ฌอนถามด้วยความสนใจ

“ฉันจะปลูกกล้วยหอมซักสองไร่ค่ะขุดหลุมเสร็จค่อยเอาหน่อกล้วยมาลง”

ธารารินตัดสินใจเรื่องปลูกกล้วยหอมได้หลังไปพบเกษตรอำเภอหนึ่งวันเธอโทรไปปรึกษาเขา ชายหนุ่มไม่ได้รับสาย หญิงสาวคิดว่าเขาคงยุ่งเรื่องงานว่างแล้วคงติดต่อกลับมา เธอจึงตัดสินใจด้วยตัวเองหลังได้ปรึกษานายสง่ากับเมียแล้ว

นายสง่าสนับสนุนเต็มที่เขาว่ากล้วยหอมราคาดี แต่ตอนปลูกใหม่นี่ต้องให้น้ำให้เพียงพอเมื่อต้นกล้วยติดดินแล้วแทบไม่ต้องดูแลอะไรมาก เขาอยากปลูกนานแล้วแต่ไม่มีทุนหญิงสาวจึงบอกให้เตรียมตัวได้เลย เธอจะหาหน่อกล้วยหอมมาให้เอง แล้วยศวินก็โทรกลับมาเธอจึงสอบถามถึงแหล่งซื้อหน่อกล้วยหอมราคาไม่แพง ชายหนุ่มเป็นธุระคุยกับคนขายให้ด้วยตัวเองเมื่อสองวันก่อนเธอจึงให้รถไถมาไถกลบหน้าดินเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขุดหลุม สองสามีภรรยาจึงได้ลงมือขุดดินตั้งแต่เมื่อวาน

“คุณคิดจะเป็นชาวสวนจริงหรือ” ฌอนถามต่อ

“ค่ะ คิดมานานแล้วแล้วคุณเป็นยังไงบ้างคะ เมื่อคืนหลับสบายดีรึเปล่า” หญิงสาวหันเหหัวข้อไปเรื่องเขา

“ผมเข้าป่าตั้งแคมป์บ่อย แค่นี้จิ๊บๆ”

“นั่นคุณทำไปเพื่อความบันเทิง คุณสนุกกับมันแต่คุณอยู่แบบนั้นตลอดไปไม่ได้ จริงไหมคะ ฉันเองก็วางแผนชีวิตเอาไว้แล้ว อยู่นี่ฉันมีอะไรให้ทำเยอะแยะแต่คุณล่ะคะ คุณจะทำอะไร ฉันเดาว่าแผนของคุณไม่ได้ลงเอยที่หมู่บ้านเล็กๆกับท้องไร่ท้องนาแบบนี้”

ฌอนขมวดคิ้ว คำถามของเธอน่าสนใจ

เขาพร้อมจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่อเธอกับลูกไหม?

ริมฝีปากหยักเม้มแน่น มองหญิงสาวด้วยสายตาจริงจังและค้นคว้า“คุณไม่คิดจะไปอยู่ที่อื่นแล้วใช่ไหม?”

ธารารินส่ายหน้า “ไม่ค่ะ ที่ผ่านมาฉันไม่เคยมีอิสระอย่างแท้จริงจนกระทั่งมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่อยากให้ใครมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการใช้ชีวิตของฉันอีกแล้วคุณอาจไม่เข้าใจ แต่ฉันเลือกเส้นทางของฉันแล้วค่ะคุณเองก็ควรเลือกทางที่คุณปรารถนาจริงๆ ไม่งั้นคุณจะอยู่กับมันไม่ได้นาน ไปหาคำตอบให้ตัวเองก่อนนะคะ”

ชายหนุ่มถอนใจยาว เท้าสะเอวก่อนก้มลงส่งยิ้มให้คนตรงหน้า แต่กลับไม่มีแววขี้เล่นให้เห็นสักนิด “ผมรู้ว่าคุณ ‘พิเศษ’ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน จนถึงวันนี้ผมยิ่งมั่นใจ ผมรู้นี่มันไร้เหตุผลแต่เคยได้ยินไหมแธม เมื่อเรารักใครสักคน จะไม่มีที่ว่างให้กับความสงสัยผมรู้ว่าผมต้องการอะไร นั่นแหละคำตอบของผม”

หญิงสาวกะพริบตามองเขาอย่างไม่แน่ใจฌอนมองตอบอย่างแน่วแน่ ท่าทางหนักแน่นและเชื่อมั่นในสิ่งที่พูด ทำให้เธอมั่นใจว่าไม่ได้ฟังผิดหรือแปลผิด

ธารารินไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับคำตอบที่คล้ายการสารภาพรักกลายๆนั้น ที่แน่ๆ เธอรู้ว่าแก้มร้อน จังหวะหัวใจเต้นแปลกไป

บ้าจัง เธอบอกให้เขาค้นหาคำตอบ แต่กลับเป็นตัวเองที่ต้องมาสงสัยกับความรู้สึกที่มีต่อเขา

“วันนี้ฉันจะแวะเข้าไปในเมืองคุณอยากได้อะไรไหมคะ เงินคุณยังอยู่ที่ฉัน” เธอตัดบทเอาดื้อๆ และมองหาบุษบา

ฌอนส่ายหน้าและอมยิ้ม “คุณต่างหากที่ต้องหาคำตอบให้ตัวเอง”

หญิงสาวหันขวับ “ฉันไม่...” แต่พอสบตาเขาแล้วก็เถียงไม่ออกแก้มแดงเรื่อขึ้นเพราะฉุนที่หาข้อแก้ตัวไม่ได้

“เอาเถอะ ผมจะให้เวลาคุณบ้างคุณถามใช่ไหมว่าผมจะทำอะไรที่นี่ อย่างแรกเลยคุณต้องปลูกบ้านจะได้ไม่ต้องขับรถเทียวไปเทียวมาทุกวัน คุณทำแบบนี้ได้อีกไม่นานหรอกท้องโตขึ้นทุกวัน ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง”

เธอเห็นด้วยกับเขา แต่...

“ฉันยังหาช่างไม่ได้ค่ะ”

“คุยกับผมได้ ผมเป็นสถาปนิกระหว่างที่รอช่างตัวจริงมาเริ่มงาน ผมจะออกแบบและคำนวณให้ แบบนี้คุณจะคุมค่าใช้จ่ายได้และช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นเราจะหาซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ด้วยตัวเอง ช่างพร้อมเมื่อไหร่ก็เริ่มงานได้เลยคุณว่าไง”

“ถ้าได้แบบนั้นก็เยี่ยมเลยค่ะ”หญิงสาวตอบรับอย่างตื่นเต้น แต่แล้วรอยยิ้มก็เลือนไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ทันไรเธอก็เริ่มจะพึ่งพาเขาแล้ว...

“อันที่จริงฉันไม่รบกวนคุณดีกว่า”

ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม “แล้วคุณจะแปลกใจ เมื่อรู้ว่าคุณต้องการผมมากกว่าที่คุณคิดกุญแจรถอยู่ไหน ผมว่าคุณไม่ควรขับรถเองแล้วนะ ถึงไม่ห่วงตัวเองก็ต้องห่วงลูกบ้างและผมมีสิทธิ์ห่วงทั้งแม่ทั้งลูก”

เขายื่นมือไปตรงหน้าหญิงสาวแล้วบอกอีกว่า“วางใจได้ ผมเคยอยู่อังกฤษสองปี ผมขับรถพวงมาลัยขวาได้สบายมาก แค่บอกทางผมก็พอ”

“มีอะไรบ้างคะที่คุณทำไม่ได้”

เขาตอบโดยไม่สนใจว่าหญิงสาวกำลังประชด “เยอะแยะไปอย่างแรกเลยคือปล่อยให้คุณหายไปจากชีวิตตั้งหกเดือน”

เธอมองหน้าเขา บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงได้แต่พึมพำว่า “ฉันไม่คิดว่าคุณจะมา”

“งั้นก็คิดเรื่องผมซะจนกว่าคุณจะมีคำตอบให้ตัวเอง ผมไม่รีบ ผมรอได้” ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น

แล้วบุษบาก็มาสมทบกับสองหนุ่มสาวพอดี

“ขอโทษที่ช้าค่ะคุณหนู พี่บุษแอบไปสำรวจผักในสวนมามีหลายอย่างเลยนะคะ ถ้าเรากลับมาถึงนี่ก่อนเที่ยง พี่บุษทำมื้อเที่ยงเองค่ะ ผักอะไรก็มีครบเดี๋ยวแวะซื้อเนื้อสัตว์นิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”

“แบบนั้นก็ดีเลยค่ะ น้าหง่ากับน้าจินทำงานหนักแล้วจะได้ไม่ต้องมายุ่งยากทำกับข้าวกินเองอีก”ธารารินเห็นด้วย

ถ้าไม่ติดว่าช่วงนี้วิ่งวุ่นหลายอย่างเธอคงขอให้บุษบาทำกับข้าวเผื่อสองสามีภรรยาทุกครั้งที่แวะมา เธออยากให้ทั้งสองคนรู้สึกว่าอยู่กันแบบครอบครัวไม่ใช่เจ้านายกับลูกจ้าง หากบ้านใหม่เสร็จและได้ย้ายมาอยู่ที่นาจริงๆก็คงจะอย่างตั้งใจได้ทุกวัน

“แต่มีปัญหานิดนึงนะคะคุณหนูที่นี่ยังขาดอุปกรณ์ทำครัวหลายอย่างเลย แถมมีแต่เตาถ่าน พี่บุษก่อไฟไม่เป็นซะด้วยสิ”บุษบาแอบสำรวจในครัวของจินดามาด้วย ตอนที่เอาอาหารไปเก็บให้

“งั้นเราซื้อเตาแก๊สเข้ามาด้วยก็ดีนะคะพวกเขาจะได้ทำกับข้าวสะดวกขึ้น ไหนๆ เราก็จะไปซื้อของใช้กันอยู่แล้ว”

“ดีค่ะ แล้วพ่อฌอนนี่ล่ะคะจะเอายังไงกับเขา” บุษบาเหลือบมองพ่อฝรั่งตัวโตที่ได้แต่มองหน้าเธอกับธารารินสลับกันไปมาเพราะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

“ให้เขาอยู่ที่นี่ก็แล้วกันค่ะตามไปก็เกะกะเปล่าๆ” หญิงสาวตัดสินใจที่จะไม่พึ่งพาเขากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้จึงหันไปบอกชายหนุ่ม“ฉันไปซื้อของนิดหน่อย คุณไม่ต้องไปหรอกค่ะ”

“อย่างน้อยก็ยอมให้ผมขับรถเถอะแธม ช่วยหิ้วของก็ได้คุณท้องอยู่นะ ไม่ควรหิ้วของหนัก”

“พี่บุษก็ไปด้วยนะคะ”

“ผู้หญิงทั้งคู่ ถ้ามีของหนักต้องยกล่ะ”

ธารารินนึกถึงถังแก๊สแต่พนักงานที่ร้านก็คงช่วยอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาขากลับตอนยกลงยังน่าเป็นห่วงมากกว่าอีก

“คุณต้องให้ผมชินกับถนนแถวนี้บ้างนะถ้าคุณเจ็บท้องจะคลอด ผมจะได้พาส่งโรงพยาบาลทัน”เขาเห็นเธอทำท่าจะค้านจึงขัดขึ้นก่อนว่า “ผมอยู่จนถึงคุณคลอดแน่ เชื่อสิถึงไล่ผมก็ไม่ไปหรอก”

“เขาพูดอะไรเหรอคะคุณหนู”บุษบาสงสัยเพราะสีหน้าของคนทั้งคู่ไม่เหมือนคุยกันปกติแต่เหมือนกำลังโต้แย้งเรื่องอะไรสักอย่าง

ธารารินถอนใจเบาๆ “เขาอยากไปด้วยจะได้ช่วยยกของน่ะค่ะ”

“งั้นก็ดีสิคะ จะรออะไร ไปกันเลยดีกว่า”บุษบาว่าพลางกวักมือเรียกฌอนให้เดินตามไปที่รถ

ชายหนุ่มยิ้มร่ารีบตามพี่เลี้ยงของหญิงสาวไปโดยเร็ว ธารารินจึงต้องยอมให้ฌอนไปด้วยในที่สุด

เขาขอขับรถ ทีแรกบุษบาโวยวายเพราะกลัวฌอนไม่รู้เส้นทางและไม่ชินถนนแต่ธารารินบอกว่าเขาขับพวงมาลัยขวาได้ พี่เลี้ยงของเธอจึงต้องยอม ทว่าพอชายหนุ่มขับไปได้สักระยะบุษบาก็เห็นว่าคุณหนูของเธอควรมีคนขับรถให้เพราะอีกแค่เดือนสองเดือนหญิงสาวก็จะคลอดแล้ว ถึงตอนนั้นคงลำบากน่าดู เพราะเธอก็ขับรถไม่เป็นและไม่มีความกล้ามากพอที่จะหัด

ธารารินนึกว่าการเลือกซื้อของจะใช้เวลาไม่นานที่ไหนได้ กว่าจะได้ของครบก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงวัน หญิงสาวเป็นห่วงคนที่ทำงานออกแรงกลางแดดกลัวจะหิวจนรอกินมื้อเที่ยงไม่ไหว จึงบอกบุษบาว่ามื้อนี้ซื้อปลาเผากับส้มตำไปฝากนายสง่ากับจินดาแทนดีกว่าถึงแล้วจะได้กินกันเลย ไม่ต้องรอ ไว้มื้อเย็นค่อยทำอาหารกินด้วยกัน

“ดีเหมือนกันค่ะคุณหนูแดดกลางวันร้อนเหลือเกิน ป่านนี้สองคนนั้นคงจะเหนื่อยแย่” บุษบานึกเห็นใจชาวไร่ชาวสวนขึ้นมาทันทีและเห็นว่าธารารินตัดสินใจได้รอบคอบที่ให้นายสง่ากับภรรยาอยู่ช่วยทำสวนไม่เช่นนั้นงานหนักๆ พวกนี้ผู้หญิงชาวกรุงสองคนคงจะทำกันเองไม่ไหวแน่

เมื่อพี่เลี้ยงไม่ค้านหญิงสาวจึงขอให้ฌอนจอดที่ร้านขายส้มตำ ซึ่งค้นหาชื่อและตำแหน่งร้านดังขึ้นชื่อจากกูเกิลขณะนั่งรออาหารที่สั่งอยู่นั้นธารารินก็บังเอิญเหลือบไปเห็นคนหน้าคุ้นแต่เธอเห็นเขามากับข้าราชการด้วยกันเพราะแต่งชุดสีกากีเกือบทั้งโต๊ะจึงไม่ได้แวะไปทักทาย

ยศวินได้ยินข้าราชการสาวๆ ที่โต๊ะถามกันว่านั่นใช่ธารารินรึเปล่าชายหนุ่มหูผึ่งขึ้นมาทันทีและรีบมองหาโดยอัตโนมัติ ใช่เธอจริงๆดาราสาวที่เป็นข่าวท้องไม่มีพ่อ

“ใจกล้าจัง ยังออกมาซื้อของกินเองได้มาร้านดังซะด้วย เป็นน้องคงไม่กล้าออกจากบ้านแน่ๆ อย่างน้อยคงรอให้คลอดซะก่อน”

หญิงสาวคนหนึ่งในโต๊ะเอ่ยขึ้นทุกคนเริ่มหันมาสนใจหัวข้อนี้และมองหาเป้าหมาย

“นั่นสิ เป็นพี่ก็คงอาย น่าเสียดายเป็นนางเอกประวัติดีมาตลอดแท้ๆ ต้องมาเสียเพราะผู้ชายไม่มีความรับผิดชอบคนเดียวเห็นในข่าวว่าแม่ยังทำใจยอมรับไม่ได้ จนป่านนี้ก็ไม่เคยออกมาจากบ้านอีกเลยก็ว่าไม่ได้เนาะ เป็นลูกเราก็ทำใจลำบากเหมือนกัน”

“นั่นสิ ถ้าเป็นลูกผมผมยังไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนเลย” เริ่มมีผู้ชายแสดงความเห็นในเรื่องนี้ด้วย

ยศวินกำมือแน่น รู้สึกถึงความอยุติธรรมที่ทุกคนแสดงออกต่อหญิงสาวคนหนึ่งแม้บางคนพูดในลักษณะว่าเห็นใจ แต่น้ำเสียงไม่บ่งบอกความกรุณาเช่นนั้น

เรื่องนี้เขาไม่ตำหนิธารารินเลย เมื่อหาข้อมูลของหญิงสาวจากสื่อต่างๆหลังรู้ว่าเธอท้อง เขามองว่าธารารินเป็นนักแสดงที่ประพฤติดีมาโดยตลอดไม่มีข่าวเสียหาย ไม่มีเรื่องซุบซิบนินทาว่าร้าย ไม่เคยมีข่าวกับผู้ชายด้วยซ้ำ เธอค่อนเรียบร้อยและเป็นแบบอย่างของกุลสตรีจนกระทั่งช่วงที่หญิงสาวท้องถึงมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเธอเล็ดลอดออกมาบ้าง นั่นอาจเพราะเธอมีอาการแพ้ท้องทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป

เขาคิดว่าคนที่เสแสร้งทำดีคงทำได้ไม่นาน คนที่ทำดีมาได้ยี่สิบกว่าปีโดยไม่มีข่าวเสียหายเลยย่อมต้องมีคุณงามความดีอยู่ในตัวในความเห็นของคนส่วนใหญ่ดูเหมือนเรื่องเสียหายเรื่องเดียวจะทำลายความดีทั้งหมดที่เธอเคยมีแต่สำหรับเขา เขาว่านี่เป็นเพียงความผิดพลาดเรื่องเดียวของเธอซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับคนอื่น หรือแม้แต่ตัวเขาเองก็ตาม

แต่เหตุที่เขาไม่ได้สานสัมพันธ์ในเชิงหนุ่มสาวกับเธอเพราะมองเห็นปัญหาในอนาคตที่ต้องตามมาแน่นอนทั้งพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงคนสนิทหรือแม้แต่คนที่แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตอย่างกลุ่มคนที่นั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกันวันนี้พวกเขาช่างมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขาอย่างน่าขัน โดยเฉพาะคนกลุ่มหลัง

ยศวินเพิ่งรู้ตัวในนาทีนี้เองว่าแม้เขาไม่ได้พูดจาเย้ยหยันหรือทับถมเธอ หรือแสดงความเห็นใจอย่างเสแสร้ง ทว่าเขาก็ไม่ได้ต่างจากคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นเลยเขากลัวปัญหา กลัวในสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าเป็นความผิดพลาดของหญิงสาว

ชายหนุ่มลุกจากโต๊ะและเอ่ยขอตัวก่อนเดินไปหาธารารินที่นั่งรออาหารอยู่กับพี่เลี้ยงของเธอ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจแกมตกตะลึงของทุกคนไม่มีใครคิดว่ายศวินจะรู้จักและใกล้ชิดธารารินถึงขั้นสามารถเดินเข้าไปพูดคุยได้หน้าตาเฉยแบบนี้

“สวัสดีครับคุณแธม คุณบุษ วันนี้มาทานอาหารข้างนอกกันเหรอครับ”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนทักแล้วส่งยิ้มให้เขา“มาซื้อค่ะ เดี๋ยวกลับไปกินพร้อมน้าหง่ากับน้าจินที่สวน”

“ผมว่าจะเข้าไปดูสวนของคุณเหมือนกันวันไหนลงกล้วยบอกผมด้วยนะครับ ถ้าจะทำเกษตรกรรมให้ยั่งยืนต้องมีระบบน้ำที่ดีด้วยผมอาจช่วยดูเรื่องนี้ได้”

“ขอบคุณมากเลยค่ะเตรียมหลุมเตรียมดินเสร็จเมื่อไหร่ แธมจะบอกอีกทีนะคะต้องรบกวนคุณยศอีกหลายเรื่องเลย แต่สัญญาว่ากล้วยออกลูกเมื่อไหร่จะเอาไปฝากแน่ๆค่ะ”

ธารารินพูดจากับเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเป็นกันเองยศวินก็แสดงออกชัดเจนว่าหญิงสาวเป็นคนที่เขารู้จัก ‘เป็นการส่วนตัว’ คราวหน้าคราวหลังเวลาใครจะพูดอะไรถึงเธออย่างน้อยจะได้ไปพูดไกลหูเขาหน่อย

ฌอนไปห้องน้ำแล้วกลับมาเห็นภาพนั้นเข้าพอดีชายหนุ่มรู้สึกขัดใจกับสายตาที่ผู้ชายอีกคนมองแม่ของลูกเขาจึงรีบเดินเข้าไปแสดงตัว

“คุยอะไรกันอยู่ครับ ท่าทางน่าสนุกเชียวขอผมคุยด้วยคนได้ไหม?”

____________________________________________

ยศวินกลับมาแล้ว คุณฌอนมีคู่แข่งนะเออ บอกเลย ใครดีใครได้ อิอิ




Create Date : 11 มีนาคม 2560
Last Update : 11 มีนาคม 2560 16:33:10 น. 2 comments
Counter : 308 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
ผู้หญิงของข้านะเฟ้ยย


โดย: sakeena IP: 49.228.198.43 วันที่: 13 มีนาคม 2560 เวลา:11:05:23 น.  

 
ฌอนเริ่มทำตัวให้เป็นคนที่แธมจำเป็นต้องมีแล้วสิคะนี่ ส่วนยศวิน ก็เริ่มเห็นใจแธม กล้าเข้าช่วยเหลืออีกครั้ง ยังไงก็ดูว่าฌอนได้เปรียบอยู่นะคะ ลุ้นค่ะ


โดย: goldensun IP: 61.91.4.3 วันที่: 14 มีนาคม 2560 เวลา:20:04:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ระตา
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




รู้สึกอยู่เสมอว่าการได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้คือความมหัศจรรย์...และการอ่านออกเขียนได้คือรางวัลของชีวิต...
Friends' blogs
[Add ระตา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.